วิศวกรรณโยธา - end

ตอนที่ 2 : 01 - ชีวิตของเด็กมหา’ลัยเพิ่งเริ่มต้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 175,501
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11,691 ครั้ง
    9 ก.ย. 62




01


ชีวิตของเด็กมหาลัยเพิ่งเริ่มต้น




            “ปิ๊งป่อง~ มีใครอยู่มั้ยค้า”


            “มีคนอยู่ครับ”


            เสียงขานเรียกจากด้านในผลักให้แม่หมุนลูกบิดประตูเข้าไปเผชิญหน้ากับคนที่รออยู่ก่อนแล้ว ไอ้ที่นั่งยิ้มแหยอยู่ตรงปลายเตียงนี่ไงรูมเมทผม มันชื่อว่าก้องเกียรติ เรารู้จักกันตอนสัมภาษณ์เลยตัดสินใจลงชื่อร่วมหอลงโลงด้วยกันหลังสอบติด


            “คุณแม่สวัสดีครับ ผมชื่อก้อง เป็นรูมเมทที่น่ารักของกรรณเอง”


            “น่ารักที่สุดเลยลูก”


            “ขอบคุณครับ ผมสัญญาว่าผมจะเป็นเพื่อนที่ดีของกรรณ”


            “แม่ไว้ใจหนูที่สุด”


            สรุปใครลูก ใครเพื่อนลูกอะเอาดีๆ


            อย่างไอ้ก้องเนี่ยนะเป็นเพื่อนที่น่ารัก อยากขออนุญาตออกไปขากถุยตรงระเบียงให้ลำคอตีบ ภายนอกถึงมันจะหน้าเหมือนไดโนเสาร์ใส่แว่น แต่งตัวเรียบร้อย แต่บอกเลยว่าไอ้นี่อะโคตรของความเกรียนที่วิศวะได้รับเข้ามาในปีนี้ คนภายนอกอาจจะมองว่าแม่งเนิร์ดสัดแต่ความจริงนิสัยนูปสุดต่างหาก


            กากด้วยเกรียนด้วย ถ้าไม่มารู้จักหรือสัมผัสตัวตนของอีกฝ่ายคงโดนตบตาไปอีกนาน


            “ก้อง แล้วที่บ้านมึงล่ะ” หลังปล่อยให้แม่ผมพูดจ้ออยู่พักใหญ่ก็ได้เวลาเปลี่ยนเรื่องสักที


            “บ้านกูรีบมารีบกลับ”


            วันนี้เป็นวันย้ายของเข้าห้อง โดยทางมหาลัยจะกำหนดให้ปีหนึ่งอยู่หอหนึ่งปี ซึ่งแต่ละคณะต้องย้ายเข้ามาภายในวันเวลาที่กำหนด ส่วนวันนี้เป็นตาของวิศวะที่ปีนี้รับเด็กเข้ามาตั้งหกร้อยกว่าคน ความวุ่นวายจึงบังเกิด


            ทุกคนจะมีห้องของตัวเอง โดยหนึ่งห้องมีสองเตียง ปีหนึ่งสามารถเลือกรูมเมทตามใจตัวเองได้ ด้วยความที่ไอ้ก้องเป็นเพื่อนที่สนิทสุดในวันสัมภาษณ์ และมันสามารถนอนเปิดไฟตอนกลางคืนได้ ผมเลยไม่มีเหตุผลที่ต้องถ่อไปนอนกับคนอื่นอีก


            “งั้นแนะนำให้มึงรู้จักเลยดีกว่า นี่พี่สาวกูชื่อพี่กลอย ส่วนพ่อกูรออยู่ข้างล่าง”


            “สวัสดีครับพี่กลอย”


            “หวัดดี” พี่สาวผมรับไหว้แต่สายตาไอ้ก้องแม่งโคตรหวาดผวา


            เออรู้ ใครก็ไม่ชินกับพี่ผมหรอก


            กลอยเป็นมนุษย์สายพังค์ แต่งตัวคลุมโทนด้วยสีดำตั้งแต่หัวจรดตีน จำได้ว่าพี่เริ่มได้รับอิทธิพลมาตั้งแต่ตอนไป Work and Travel กลับมาอีกทีคือเปลี่ยนไปเลย ผู้หญิงคนอื่นไม่เขียนคิ้วออกจากบ้านจะรู้สึกไม่มั่นใจ แต่พี่ผมน่ะเหรอ ถ้าไม่กรีดอายไลน์เนอร์สีดำทึมๆ มันจะรู้สึกว่าตัวเองไปไหนไม่ได้เพราะหน้าสดอยู่


            ทั้งที่คิ้วโล้นนะ หน้าก็โล้นด้วย ทว่าแค่กรีดตาก็รู้สึกว่าตัวเองผ่านการแต่งหน้าแล้วทันที เป็นงอง


            “พี่กลอยแก่กว่าเราสองปี ตอนนี้เรียนปีสาม” ผมอธิบายให้ไอ้ก้องฟังต่อ เจ้าตัวเลยย้อนกลับขณะมองพี่สาวผมอย่างกล้าๆ กลัวๆ


            “เรียนที่นี่เหรอครับ”


            “ไม่ได้เรียนที่นี่ค่ะ ถ้าเรียนคงจัดการเด็กแถวนี้ง่ายๆ”


            “อูยยยยยยยย”


            “กลอยก็ไปแกล้งน้อง ก้องทำตัวตามสบายเลยนะคะ กรรณมานี่ก่อนเรามีเรื่องต้องตกลงกัน” แม่ยุติสงครามขนาดย่อมก่อนรั้งข้อมือผมให้มานั่งลงตรงปลายเตียงของตัวเอง


            อีกไม่นานที่นี่จะเป็นบ้านอีกหลัง ผมคงเหงาน่าดูที่ไม่ได้ตื่นขึ้นมาในบ้านของตัวเองเฉกเช่นทุกวัน แต่นั่นแหละ คนเราก็ต้องเติบโตและเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ มันเป็นวัฏจักรของโลก


            “จำที่แม่กับพ่อบอกได้มั้ย”


            “จำได้ครับ”


            “ไหนมีอะไรบ้างช่วยบอกแม่อีกรอบซิ”


            “มีความรักได้แต่ต้องไม่ทำให้การเรียนเสียครับ”


            “ดีมาก ไหนมีอะไรอีก” คือก่อนย้ายข้าวของออกมาอยู่หอในวันนี้ แม่กับพ่อก็ย้ำเตือนหลายอย่างเพื่อให้ผมไม่ออกนอกลู่นอกทางเกินไป เพราะชีวิตมหาลัยมันมีแต่เพื่อนกับสังคมใหม่ๆ แล้วบ้านผมอยู่ต่างจังหวัดด้วยไง หลายเดือนกว่าจะได้กลับบ้านทีอะ เขาเลยเป็นห่วงแหละ


            “ห้ามแกล้งเพื่อน”


            “ถูกต้อง เราอะชอบแกล้งคนอื่น”


            “หนูเปล่า แต่พ่อบอกว่าถ้าคนอื่นมาแกล้งให้ต่อยแม่งแรงๆ สักหมัด”


            “อย่าไปเชื่อพ่ออออ แก้ปัญหาโดยการใช้กำลังมันไม่ถูกต้อง” แม่นี่ร้องจนตัวโยนเลย สองคนนี้ความเห็นไม่ตรงกันบ่อยอะ เวลาแม่บอกหยุด พ่อจะบอกเอาเลยๆ ผมเลยไม่รู้ว่าต้องเชื่อใครดี เห้อ


            “โอเคหนูจะพยายามใช้เหตุผลครับ” แต่ใครทำกูมึงตาย...


            “มีอะไรอีก เรื่องความสะอาดล่ะ”


            “เสื้อผ้าทั้งหมดที่ใส่แล้วให้แยกผ้าขาวกับผ้าสี มันง่ายต่อร้านซักรีด ส่วนกางเกงในให้ซักเองครับ”


            “ห้ามตากกางเกงในไว้ในห้อง” แม่ย้ำเสียงเข้ม


            “ครับ หนูจะตากไว้บนระเบียงและหัวเตียงไอ้ก้อง”


            “กรรณ เดี๋ยวแม่ตีเลย!


            “ล้อเล่นขำๆ น่า”


            “แม่ไม่ตลก”


            “เฮ้อ คนเราอะถ้าไม่รับมุกมันก็จะกร่อยหน่อยๆ อ้อเรื่องที่รัก ถ้าสกปรกหนูจะพามันเข้าคาร์แคร์ครับ จะไม่ปล่อยให้เกรอะกรังจนแม่ช้ำใจ” คราวนี้แม่พยักหน้าพอใจ


            Volkswagen Beetle หรือที่ใครหลายคนเรียกว่าไอ้รถเต่า เป็นมรดกตกทอดของพ่อแม่ที่มอบให้กับผม ถึงจะไม่มีชื่อ แต่ผมก็เรียกมันว่า ที่รักเสมอ คงเพราะมันคือตัวแทนความรักของพ่อกับแม่สมัยหนุ่มสาวด้วยล่ะมั้ง


            ถามว่าอินมั้ย คงต้องอินให้เขาหน่อย เห็นว่างทีไรก็พูดแต่ไอ้รถคันนี้อยู่นั่นแหละ


            “หมดแล้วครับที่หนูจำได้” เท่าที่เค้นมาสาระสำคัญน่าจะประมาณนี้


            “ยังไม่หมด” แต่แม่ดันแย้งซะก่อน


            “มีอะไรอีกอะ”


            “กินข้าวให้ตรงเวลา ถ้าตื่นสายหาข้าวกินไม่ทันก็ต้องหาอะไรรองท้อง ห้ามนอนดึกเกินไป แอลกอฮอล์ที่จริงไม่อยากให้กินหรอก แต่พ่อเราบอกว่าเด็กผู้ชายชอบอยากรู้อยากลองเพราะงั้นแม่จะไม่ห้าม แต่ต้องดูแลตัวเองให้ดี”


            “ครับ”


            “เรื่องเรียนก็สำคัญ มาเรียนนะลูกไม่ได้มาแกล้งเพื่อนเพราะงั้นห้ามละเลย มีสังคมที่ดีแล้วก็ต้องมีไอคิวที่ดีด้วย แม่ไม่อยากมีลูกโง่” พูดแล้วแม่ก็น้ำตารื้น เฮ้ยดราม่าซีนว่ะ ความโง่ของผมทำให้แม่ต้องเสียน้ำตา


            เราพูดกันอีกนิดหน่อยก่อนจะโผเข้ากอดกันแนบแน่นประหนึ่งละครหลังข่าว ครึ่งชั่วโมงถัดมาจึงได้ฤกษ์งามยามดีเดินลงจากหอไปบอกลาคนที่บ้านตรงลานจอดรถอีกครั้ง มองจนกระทั่งรถยนต์ของครอบครัวเคลื่อนตัวไปไกลถึงได้กลับมาที่ห้องพร้อมจิตใจวูบโหวงประมาณหนึ่ง


            คำนวณแล้วน่าจะราวๆ หนึ่งนาทีได้ จากนั้นทุกอย่างก็สลายหายไปกับอากาศ


            ไอ้กรรณมีอิสระแล้วโว้ยยยยย


            “ดี๊ด๊าเชียวนะมึง กูล่ะอยากถ่ายรูปหน้าตอนนี้ส่งให้แม่มึงจริงๆ” ไอ้ก้องเบะปากล้อเลียน ผมไม่ถือสานอกจากยักคิ้วกวนตีนกลับ


            คนนิสัยต่างกันมันอยู่ด้วยกันไม่ได้หรอก นี่ขนาดสัมผัสได้เพียงเสี้ยวหนึ่งเท่านั้นผมกลับรู้สึกเข้ากันได้ดี๊ได้ดีกับไอ้ก้องเกียรติฉิบหาย


            เราใช้ช่วงเวลาที่เหลืออยู่จัดข้าวของที่ขนขึ้นมาให้เข้าที่เข้าทาง ผมมีเตียงขนาดสามฟุตเป็นของตัวเอง โต๊ะหนังสือพร้อมหลอดไฟไส้ขาด เก้าอี้อีกหนึ่ง ตู้เสื้อผ้าของใครของมัน ห้องน้ำส่วนตัวสำหรับสองคน และที่สำคัญเรามีพื้นที่กลางห้องสำหรับวางโต๊ะญี่ปุ่นและพวกขนมที่ซื้อมาแบ่งกันด้วย


            “เออว่าจะถามหลายทีละ” ระหว่างกำลังง่วนอยู่กับการจัดของ คุณชายก้องเกียรติพลันตั้งคำถาม


            “มีอะไร”


            “ทำไมถึงต้องนอนเปิดไฟด้วยวะ” ผมละมือจากไม้แขวนเสื้อหันไปเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย


            “มึงไม่เคยนอนเปิดไฟเหรอ”


            “เคยแต่ไม่นอนที่แปลกๆ หรือมึงเป็นแบบนั้น”


            “เปล่า กูเป็นกับทุกที่...จะว่ายังไงดีวะ” เอาจริงๆ เพื่อนโรงเรียนเก่าแม่งรู้เรื่องนี้หมดนะ ผมเลยได้รับฉายาไอ้ตัวแดกหลอดไฟมาด้วยตลอดหกปี ทว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ความลับอะไรเลยสามารถเปิดใจบอกกับเพื่อนได้ แล้วยิ่งเป็นเพื่อนที่ต้องนอนด้วยกันตลอดหนึ่งปีก็ยิ่งต้องพูด


            “ถ้าไม่อยากเล่าก็...”


            “เปล่าๆ คือตอนเด็กกูเคยวิ่งเล่นในห้องเก็บของอะแล้วออกมาไม่ได้ ในนั้นมันมืดมากเพราะร้องให้คนมาช่วยแต่น่าจะไม่มีใครได้ยิน จิตกูมันเลยปรุงแต่งไปสารพัดว่าข้างๆ กูต้องมีผีอยู่แน่ๆ เลยร้องไห้จ้าลั่นบ้าน พอพ่อรีบเปิดประตูช่วยออกมา หลังจากนั้นกูก็ไม่เหมือนเดิมอีก”


            “อาการ Phobia งี้เหรอ”


            “ไม่เชิง เพราะกูไม่ได้มีอาการกลัวที่มืด ตื่นเต้นหายใจไม่ออกอะไรแบบนั้น แค่จะฝันร้ายทุกครั้งตอนปิดไฟอะ ทุกคนคิดว่าพอโตขึ้นมันจะหายไงแต่ก็ไม่หาย”


            “เคยไปหาหมอมั้ย”


            “เคยดิ รักษามาหลายแบบแล้ว เคยไปสะกดจิตด้วยนะ ไม่เห็นได้ผลเลย”


            “เวรกรรมของมึงจริงๆ งี้ไปนอนที่ไหนก็ต้องเปิดไฟตลอดเลยอะดิ”


            “ประมาณนั้น”


            “ลำบากเลยเนอะ”


            “กูชินแล้ว แต่คนอื่นนั่นแหละจะชินกับกูมั้ย” อย่างที่บอกจิตผมมันปรุงแต่งตัวเองไปแล้วอะ แค่คิดว่าไฟดับแล้วต้องหลับ สมองมันก็จินตนาการไปสารพัด ส่วนใหญ่ก็วิ่งวนแต่เรื่องผีสางนางไม้นี่แหละ ทั้งที่เกิดมาก็ไม่เคยเจอจังๆ สักที หมอเลยบอกว่ามันคืออาการฝังใจที่อาจต้องใช้เวลา


            ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไหร่...


            จัดของเสร็จแล้วก้องเกียรติชวนลงไปหาอะไรซัดโฮกที่โรงอาหาร ตอนนี้มีเด็กหลายคณะเข้ามาอยู่อย่างคึกคัก แม้จะไม่ครบแต่ก็ตื่นตาสุดๆ บอกตามตรงผมโคตรชอบชีวิตมหา
ลัยมากเลยอะ


            “หมูปิ้งมั้ยวะ” ไอ้ก้องถาม ผมจึงพยักหน้าหงึกหงัก


            “เอาๆ”


            “เท่าไหร่”


            “หนึ่งล้านไม้”


            “ไอ้ควาย!


            “กูกินหนึ่งล้านไม้ไม่ได้อ่อ?”


            “มึงเดินออกไปข้างนอกนะ เลี้ยวซ้าย มีส้วมอยู่ มึงไปสั่งที่โน่นคนเดียวเลย”


            “ไรอะ กูทำอะไรผิด”


            “แค่กวนประสาทกูก็ผิดแล้วเชี่ยเอ๊ย สรุปคนละห้าไม้แล้วกัน แดกให้พุงแตกกันไป” แล้วกรรณยุคลทำอะไรได้มั้ยนอกจากยอมรับหมูปิ้งห้าไม้มากินกับข้าวเหนียว น้ำอัดลมที่นี่แก้วเท่ากะละมังเลยครับไม่อยากจะพูด ได้เยอะมาก แต่ราคาแค่ 15 บาทเอง ทว่าพอดูดไปสองปู๊บหมด ห่า...น้ำแข็งแน่นเชียว


            “มึงเห็นคนนั้นมั้ย เป็นตัวเต็งดาวคณะเราเลยนะเว้ย” กินไปไอ้ก้องก็ชี้โน่นชี้นี่ให้ดู อาหารตาผมล่ะ เพราะคนน่ารักเยอะแยะไปหมด


            “มึงรู้จักเขาเหรอ”


            “กูตามไอจีอยู่ คนฟอลสามหมื่นกว่าเลยนะมึง”


            “ต๊ะหูว”


            “แต่เขาไม่เอามึงหรอก”


            “สัด” ดับฝันกลางวันแสกๆ งี้เลย


            “นั่น! คนนั้นเป็นแฟนเก่าประธานนักเรียนโรงเรียนกู น่ารักมั้ย” กัดหมูปิ้งได้อีกคำเพื่อนคนข้างๆ ก็พูดจ้อต่อ มันชี้ไปยังผู้หญิงผมหน้าม้าคนหนึ่งซึ่งน่ารักสุด ขาวสุดอย่างกับทาแป้งเบอร์ศูนย์ ความละลานตานี้ทำให้ผมไม่ต่างกับกำลังล่องลอยอยู่บนสวรรค์ชั้นเจ็ดเลยว่ะ


            “น่ารักมาก เขาอยู่คณะเราปะ”


            “ไม่นะ จำไม่ได้เหมือนกันว่าอยู่คณะไหน พูดได้เต็มปากว่าคนน่ารักเยอะ แต่ถ้าคนหล่อของคณะน่ะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก...”


            “นอกจากใครวะ”


            “กูไง” สิ้นหวังแล้วโลกใบนี้


            ณ ขณะนั้นเองที่ผมดันมองเห็นใครคนหนึ่งเดินผ่านเข้ามาในม่านสายตาพอดี เขาตัวสูงมาก ร่างกายสมส่วน สวมเสื้อยืดสีดำกับกางเกงบอลสีน้ำเงินเดินถือจานข้าวมากับเพื่อนกลุ่มใหญ่ ทว่าเขากลับโดดเด่นกว่าใครเพื่อน ดวงตาเฉี่ยวคม จมูกโด่งเป็นสัน กับปากรูปกระจับ ทรงผมเองก็รับเข้ากับใบหน้ารูปไข่เป็นอย่างดี


            เฮ้ย! จะบอกว่าไอ้ก้องคือหนุ่มหล่อของคณะไม่ได้แล้วนะ เพราะในจังหวะที่คนคนนั้นเดินผ่าน มันก็ดึงสายตาของใครหลายคนไปจนหมด


            “นั่นใครวะ” ผมถามด้วยความสงสัย ไม่คาดหวังหรอกว่าเพื่อนมันจะรู้แต่คำตอบที่ได้กลับเกินคาด


            “มึงไม่รู้จักเหรอ”


            “ไม่ เด็กคณะเราเหรอวะ”


            “อืม อยู่ภาคไฟฟ้า”


            “...”


            “ชื่อไฟฟ้า”





 

 

 

 

 

 

 




            “กูหล่อยัง”


            “หน้าเหี้ย”


            “รอก่อนนะ กูโทรไปฟ้องกลอยแน่ มึงเตรียมตัวตายได้เลยไอ้ก้อง”


            “เพื่อนกันมีอะไรค่อยพูดค่อยจากันดิวะ ทำไมถึงใจร้ายได้ขนาดนี้อะ” เรื่องบิดพลิ้วขอให้บอก เก่งฉิบหาย


            วันนี้เด็กปีหนึ่งวิศวะตื่นเต้นกันฝุดๆ เนื่องจากว่ารุ่นพี่ได้ทำการนัดหมายให้มาเจอกันที่คณะด้วยชุดนิสิตถูกระเบียบเป๊ะ เนื่องจากทุกคนต้องถ่ายรูปติดบัตรนิสิตกัน ดังนั้นเลยไม่มีใครน้อยหน้าเพราะรูปมันจะอยู่กับเรายาวนานถึงสี่ปี


            ห้องกิจกรรมใหญ่คลาคล่ำไปด้วยนิสิตมากหน้าหลายตา ทว่ายังไม่มีใครจำชื่อใครได้ด้วยซ้ำเพราะเคยร่วมกิจกรรมไปครั้งเดียว ยกเว้นแต่คนคุ้นเคย


            “น้องๆ ที่เพิ่งมาถึงนั่งลงตามภาคเลยค่า พี่ๆ ช่วยชูป้ายภาคให้สูงกว่านี้หน่อยน้องจะได้นั่งถูก” เราเรียนเคมีเลยได้นั่งอยู่ข้างเด็กภาคไฟฟ้า โชคดีที่ไม่มีการเรียงลำดับใดๆ ใครมาก่อนก็นั่งหน้า มาหลังก็ต่อท้ายจึงไม่มีใครวิ่งวุ่นไปทั่วห้องอย่างที่คิด ระหว่างนี้รุ่นพี่เลยบริหารเวลาด้วยการแจกกระดาษแผ่นหนึ่งมาให้ด้วย


            “กรอกข้อมูลของตัวเองลงไปให้ครบนะคะ ชื่อ นามสกุล รหัสนิสิตของน้องๆ ที่ได้รับไปก่อนหน้า แล้วเดี๋ยวเราค่อยจัดแถวตามลำดับอีกทีตอนไปถ่ายรูปค่ะ”


            ได้ยินแค่นั้นผมจึงวางกระดาษไว้ตรงพื้นห้องแล้วนั่งเขียนในท่าขัดสมาธิซะเลย แต่เขียนไปได้ไม่กี่ตัวข้อศอกดันเสือกไปโดนคนข้างๆ อย่างไม่ตั้งใจ


            “โทษทีนะ”


            คนถูกกระทำหันมามอง เสี้ยววินาทีนั้นแหละที่ลมหายใจผมสะดุดแบบทันทีทันใด


            ไอ้เหี้ยหล่อมาก หล่อวัวตายควายล้ม มันนั่งอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ ตอนนั้นที่เคยเจอจากระยะไกลในโรงอาหารผมว่าเขาดูดีแล้วนะ ทว่าพอมานั่งใกล้กันจนลมหายใจแทบเป่าขนตากระพือ ผมก็รู้ได้ในทันทีว่าแม่งสุดจริง


            “มองอะไร”


            “ปะ...เปล่า” สงสัยจ้องนานเกินไป เลยโดนถามกลับซะงั้น


            “ถนัดซ้ายเหรอ”


            “ใช่”


            แล้วอีกฝ่ายก็ขยับตัวห่างจากผมเล็กน้อยเพื่อไม่ให้แขนชนกัน ระหว่างนี้ผมเลยแอบดูเขากรอกข้อมูลลงไปในกระดาษอย่างเสือกๆ ชื่อไฟฟ้าจริงด้วย แต่ขอหน่อยเหอะอย่าโกรธกันนะ หน้าหล่อมาก เสียงหล่อมาก แต่ตัวหนังสืออะเหี้ยมากกกกกกกก


            อยากกับใช้หัวแม่ตีนเขียน แต่ผมจะไม่พูดหรอก เราไม่ได้รู้จักกันขนาดนั้นแถมผมยังสาระแนไปแอบมองของเขาเองอีก


            เมื่อหันมาก้มหน้าก้มตาเขียนของตัวเองต่อไปจนเสร็จก็นั่งรอภาคอื่นทยอยเดินไปถ่ายรูปติดบัตร ระหว่างนี้เสียงจอแจเลยดังขึ้นมาเป็นระรอกเพราะคนมันเบื่อไง ไอ้ก้องพูดจนน้ำลายจะบูดก็ยังไม่ถึงคิวสักทีเลยหยิบมือถือขึ้นมาเล่นเกม ไอ้ผมน่ะไม่ติดอะไรเลยเลือกไถโซเชียลไปพลางๆ


            “ชื่ออะไรอะ กูชื่อไฟฟ้านะ” เชี่ยยยยย ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนที่เอ่ยถามตอนนี้จะเป็นไอ้หน้าหล่อข้างๆ


            “กูชื่อกรรณ”


            “ภาคเคมี?”


            “เยสๆ”


            “มึงก็ภาคไฟฟ้าใช่มั้ย ดีเนอะชื่อไฟฟ้าเรียนไฟฟ้า เกิดมาเพื่อสิ่งนี้จริงๆ”


            “คิดว่างั้นเหรอ แต่ความจริงไม่ใช่หรอก กูเกิดมาเพื่อเป็นคนหล่อต่างหาก”


            “จะอ้วก” ขอเถอะ มุกแบบนี้กลับไปเล่นกับไอ้ก้องเลยนะ


            “ใจร้ายว่ะ มาอ้วกใส่กันได้ไง”


            “มั่นหน้าจุง”


            “มึงก็กวนตีนจุง”


            “ยุ่งอะไรกับผมอะคร้าบ”


            “ก็อยากยุ่งอะคร้าบ”


            ความจริงไฟฟ้าแม่งไม่ใช่พวกหน้าตาดีแต่คีพคูลเลยนะเว้ย มันก็เด็กปีหนึ่งธรรมดาเหมือนคนอื่นๆ นั่นแหละ มีตลก มีตบมุก มีความเป็นกันเอง ซึ่งแม่งเหมาะแก่การสร้างสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนเป็นที่สุด


            “อยู่หอชั้นอะไรวะ เผื่อว่างๆ จะแวะไปเตะปาก” ดูไอ้ไฟฟ้ามันพูดเข้า คนที่จะโดนคนแรกคือมึงเลย


            “อยู่หอหก ชั้นสาม”


            “อ้าว กูก็หอหกชั้นสี่ วิ่งอยู่บนหัวมึงทุกวัน”


            “ดีๆ ถ้าว่างก็ลงมาเคาะบ้างนะ ห้อง 311 เจ้าของห้องหล่อ ใจดี มีเสน่ห์”


            “เท่ที่สุด” มึงว่ามันชมจริงปะ


            สีหน้าโคตรตอแหลแต่ผมจะไม่เถียงกลับเพราะความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย


            “ต่อไปเป็นภาคเคมี น้องๆ ลุกขึ้นยืนเลยค่า แล้วเรียงตามหมายเลขที่ขึ้นอยู่ใน
Reg เลย” ความสนใจเกี่ยวกับไฟฟ้าถูกทำลายไปจนหมด ผมกับเพื่อนรีบลุกขึ้นยืน เดินจงกรมออกจากแถมเพื่อรอถ่ายรูป มุมหนึ่งของห้องมีฉากขาวๆ ตั้งอยู่ ด้านหน้ามีกล้องเชื่อมต่อกับแล็ปท็อปเอาไว้ รอเวลาให้แต่ละคนเดินเข้าไปโดนเชือดอย่างละมุนละม่อม


            เหนื่อยใจจริงๆ กับการถ่ายรูปโดยไม่มีการปรับแต่งใดๆ เนี่ย


            จะทำร้ายกันยังไงก็ได้ หน้าอ้วน คอสั้น ปากเจ่อ ตากล้องเขาไม่บอกหรอกเพราะมีหน้าที่กดชัตเตอร์อย่างเดียว


            “กรรณยุคล”


            คนที่สองของภาค หลังจัดลำดับใหม่ตัวอักษร ก.ไก่ ก็มาก่อนใครเพื่อน


            ผมเดินไปยืนอยู่ตรงจุดที่รุ่นพี่มาร์กปากกาเอาไว้ ทำตัวตรง จัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เข้าที่ จากนั้นก็มองไปยังกล้อง กำหนดจิตตัวเองว่ากูหล่อ กูเท่ที่สุดในสามโลก


            แชะ!


            “เสร็จแล้วครับ”


            “ชะ...แชะเองเดียวเหรอครับ ไม่มีเผื่อเสียเหรอ”


            “ไม่มีครับ ไปได้”


            ยอมทำตามคำสั่งด้วยการเดินออกไป...ไปอ้อมข้างหลังเพื่อดูหน้าตัวเอง โหหหห นี่หน้าคนหรือตัวละครในจักรวาลหนังผีของเจมส์ วานอะ พี่ครับ ถ้าถ่ายแบบนี้พี่ตัดหัวผมออกไปเลยแล้วปั้นหน้าขึ้นมาใหม่ โกรธ โกรธจนน้ำตาแทบไหลแต่ทำได้แค่เดินกลับแถว


            ไม่ยอมนั่งหน้าด้วยนะ จะนั่งที่เดิม


            “เป็นอะไร หน้าเหี้ยเหรอ” ไอ้ไฟฟ้าก็เหมือนจะรู้เลยพูดแทงใจดำกันอีกจึ้ก! กระซวกกันด้วยมีดเลยมั้ยงี้เถอะ


            “กล้องแม่งหลอก ตัวจริงหล่อฉิบหายถ่ายออกมาหน้าแย่มาก”


            “แค่ยอมรับความจริง”


            “ความจริงคือกูดูดีกว่ารูปที่ถ่ายไง”


            “งั้นมึงมองนี่” ผมไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะทำอะไร ทว่าแปลกใจตัวเองฉิบหายที่กลับยอมทำตามคำสั่งอีกฝ่ายโดยง่าย


            ไฟฟ้าหยิบมือถือขึ้นมา จิ้มนิ้วไปบนหน้าจอก่อนมือเรียวจะยื่นมือถือซึ่งเปิดภาพภาพหนึ่งมาให้ดู มันคือภาพถ่ายทะเลที่ไหนสักแห่งซึ่งสวยมากๆ


            “มึงดู กล้องมือถือกูเวลาเราตั้งใจถ่ายอะไร มันจะมีโหมดหรือเซนเซอร์คอยตรวจจับภาพเอาไว้”


            “ยังไง”


            “ก็อย่างถ้ากูถ่ายทะเล กล้องมันก็จะขึ้นคำว่าทะเลให้ เพื่อปรับให้มันอยู่ในโหมดภาพที่ถ่ายน้ำกับคลื่นสวยขึ้น”


            “อ๋อ อย่างนี้นี่เอง”


            “อันนี้โหมดน้ำตก” แล้วไฟฟ้าก็เลื่อนภาพถัดมาให้ผมดู “และนี่ก็วัด”


            “โห สวยว่ะ” มือถืออัจฉริยะ ถ่ายภาพให้สวยขึ้นได้ด้วย


            “แต่ถ้ากูลองถ่ายมึง”


            เจ้าตัวหันกล้องมาจ่อหน้าผม เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นจังหวะหนึ่ง


            “นี่ไง” ผมชะโงกหน้ามองเข้าไปในจอ


          “โหมดสัตว์เลี้ยง”


            เดี๋ยวววววววววววววว


            “มึงตั้งใจด่ากูปะเนี่ย”


            “กูเปล่า แต่กำลังจะบอกว่าขนาดกล้องยังจับหน้ามึงเป็นสัตว์เลี้ยง DSLR ตัวไหนก็ถ่ายมึงให้ดูดีไม่ได้หรอก”


            “ไอ้ไฟฟ้า ไอ้เวร มึงด่ากูเป็นสัตว์เลี้ยง!


            “กูไม่ได้ด่า กล้องมันบอก”


            “กูจะฟ้องพี่กู มันไม่จบแค่นี้แน่”





 

 

 

 

 

 




            ช่วงเวลาแสนชอกช้ำมันผ่านไปโคตรช้าเลยนะครับ ภาคเคมีถ่ายรูปแล้ว ตอนนี้เป็นทีของภาคไฟฟ้าที่ต้องเวียนไปขึ้นเขียงต่อ แต่ผมมันเบื่อ นั่งรอแล้ว นอนรอก็แล้วไม่เสร็จสักที เลยตัดสินใจเดินไปนั่งปลดทุกข์ในส้วมแทน นั่งเพลินจนแทบหลับคาห้องน้ำไปอีกรอบคุณชายก้องเกียรติก็โทรมาตาม


            ผมเลยกุลีกุจอเดินไปยังอ่างล้างมือก่อนหมุนตัวออกไปด้านนอก แต่คนมันชงมันก็สุดแสนจะชง


            ซ่า~~


            ไอ้ก๊อกเหี้ย
!


            ไม่รู้ใครมันก่อเรื่องไว้ทำหัวก๊อกหักแต่เสือกเอามาประกอบไว้ที่เดิมพร้อมกับสก็อตเทปบางๆ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ถ้ามีคนซวยเอามือไปโดนมันเลยโบ้มเลยไง นี่ก๊อกแตกหรือส้วมแตกมึงเอาดีๆ น้ำพุ่งเป็นน้ำพุร้อนดอนประดู่เลยสัด


            แล้วกรรณทำอะไรได้มั้ยนอกจากพยายามใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างปิดรอยรั่วอย่างสุดความสามารถ แต่มันกลับไม่ได้ผล ตอนนี้สภาพกูไม่ต่างจากลูกหมาตกน้ำเลย หัวเปียก เสื้อเปียก กางเกงเปียก เปียกยันกางเกงใน


            ผลัก!


            และแล้วโลกก็ได้ส่งผู้กล้ามาช่วย


            “ฮือ...ไฟฟ้า...ชะ ช่วยกูด้วย” เป็นบุญของไอ้กรรณเพราะคนที่ผลักประตูเข้ามาดันเป็นเพื่อนใหม่ที่เพิ่งได้ทำความรู้จักก่อนหน้า มันยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง มองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนตรงไปยังมุมห้อง คว้าผ้าขี้ริ้วผืนหนึ่งขึ้นมา จากนั้นจึงรีบใช้ผ้าปิดรอยรั่วพวกนั้นพร้อมกับมัดเอาไว้อย่างแน่นหนา


            สภาพผมอะไม่อะไรหรอก แต่ตอนนี้ไฟฟ้ามันต้องมาเปียกด้วยไง เรื่องงอนก่อนหน้านั้นหายเป็นปลิดทิ้งเมื่ออีกฝ่ายลงมือช่วยโดยไม่ปริปากสักคำ


            “กูขอบคุณมึงมากเลยนะ ไอ้ก๊อกมันเล่นกูแล้วไง ฮือแม่ง...” พูดไปก็ปาดน้ำออกจากหน้าไป สภาพไม่ต่างจากคนว่ายน้ำแข่งไตรกีฬาสักเท่าไหร่ พูดคำเดียวว่าเละ


            “อืม” มันตอบคำเพียงสั้นๆ


            “นี่ต้องบอกแม่บ้านให้พาช่างมาซ่อมมั้ย”


            “บอก”


            “มึงโกรธกูอ่อ ที่กูทำมึงเปียก”


            “...”


            ยังคงเงียบ แถมไม่ยอมสบตาด้วยนอกจากหยิบบุหรี่ในกระเป๋าขึ้นมาสูบ คูลครับไอ้ฟาย แต่กูเหม็นไง


            “เดี๋ยวนี้หยิ่งเหรอ คีพลุคเชียว”


            “เรารู้จักกันด้วยหรือไง” ฮะ? โดนสวนแบบนี้ผมไปไม่เป็นเลย


            “ดูใช้คำพูดคำจา โกรธอะไรขนาดนี้วะ คือถ้ากูทำให้เสื้อเปียกมึงถอดมาดิ เดี๋ยวกูเอาไปผึ่งให้”


            “ไม่ต้อง”


            “ตามใจ ยังไงก็ขอบใจมาก”


            “อืม”


            ด้วยความรำคาญไม่อยากประสาทแดก ผมรีบพาสารร่างเปียกปอนของตัวเองออกมาด้านนอก เพื่อนมันพากันตกใจยกใหญ่นึกว่าผมไปตกท่อมาเลยถลาเข้ามาช่วยอย่างมีน้ำใจ ผมแม่งโคตรซึ้ง แต่อายสุดคือไอ้ผู้ชายตัวโตๆ หลายคนมันสาระแนจะถอดเสื้อถอดกางเกงให้นี่แหละ


            ไม่ต้อง! พากูไปผึ่งพัดลมพอเดี๋ยวมันก็แห้งเอง


            กว่าจะไสหัวกลับมานอนอ่วมที่หอเวลาก็ปาไปเกือบเย็น หมดไปหนึ่งวัน ได้ทำอะไรเยอะแยะไปหมดไม่ว่าจะเป็นถ่ายรูปติดบัตร ทำความรู้จักกับเพื่อน หรือช่วยเหลือขณะด้วยการซ่อมก๊อก ที่แม้คนทำจริงๆ จะเป็นเพื่อนใหม่


            อย่างไฟฟ้าก็ตาม



 

 

 

 

 

 

 


            พรุ่งนี้ชาวประชาวิศวะมีกิจกรรมยิ่งใหญ่อลังการดาวล้านดวงนั่นคือการจับสายรหัส หลายคนเลยคาดหวังและตั้งตารอว่าจะได้พี่คนไหนมาคอยดูแล แนะนำเรื่องการเรียน แบ่งชีท แชร์ข้อสอบ หรือแม้แต่เลี้ยงขนมเล็กๆ น้อยๆ


            ไอ้ก้องคือหนึ่งในคนที่อินกับทุกอย่างหนักมาก ด้วยความที่ปีนี้ไม่มีการรับน้องเข้าห้องเชียร์ เนื่องจากติดปัญหาเด็กโดดอยู่ตลอด ประกอบกับหลายปีมานี้ไม่มีการบังคับให้ใครต้องเข้าจำนวนเด็กที่ร่วมกิจกรรมเลยน้อยลง ทางคณะเลยหากิจกรรมอื่นๆ มาให้ทำแทน


            ซึ่งพูดกันตามตรงผมก็ยังไม่รู้หรอกว่าเขาให้ทำอะไรบ้าง ตารางที่มีคืองานที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้เท่านั้น


            “ไอ้ก้องลงไปแดกข้าวกัน”


            “แป๊บๆ กูกำลังลงขันกับห้องข้างๆ อยู่ว่าปีนี้พี่รหัสจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย” คุณชายก้องเกียรตินอนกระดิกตีนอยู่บนเตียง สีหน้าลั้ลลาเต็มที่


            “แล้วถ้าทายถูกได้อะไร”


            “ได้ความภูมิใจ”


            “โว้ย งั้นไม่ต้องเล่นแล้ว ลงไปกินข้าวกับกูเร็ว หิวแล้วเนี่ย”


            “รอแป๊บบบบนึงมึง เหลือคนลงคำตอบอีกสามคน”


            “งั้นกูไปก่อนแล้วนะ มึงรีบตามมาแล้วกัน”


            “เออๆ”


            โตกันแล้วไม่รอตามต้อยๆ เหมือนเด็กอนุบาลหรอก ในเมื่อกองทัพต้องเดินด้วยท้องผมจึงไม่รอช้าเดินลงจากหอมุ่งหน้าไปยังโรงอาหารหอใน ซึ่งมันดันเป็นเวลาเดียวกันที่คนอีกหลายร้อยกำลังเบียดเสียดยัดเยียดอยู่บริเวณนี้ด้วย


            ร้านข้าวทุกร้านรอคิวยาวไปจนถึงชาติหน้า เร็วสุดก็คงเป็นร้านข้าวแกงเพราะตักราดได้เลย


            ผมเป็นประเภทไม่เรื่องมากอยู่แล้ว เน้นอิ่มท้องและรวดเร็วเลยชี้ผัดกะเพราไม่มีกะเพราแต่มีถั่วไปหนึ่งอย่าง อีกอย่างผมเลือกผัดลูกชิ้นไป น้ำก็ไม่ต้องพิธีรีตอง คว้าขวดน้ำเปล่าออกมาจากตู้แล้วจ่ายตังค์แค่นี้ก็จบ


            ดีที่ยังมีโต๊ะเหลือว่างอยู่บ้าง ผมเลือกนั่งมุมสุดของโต๊ะตัวยาว จะได้เหลือเผื่อแผ่ให้คนมาใหม่ด้วย เป็นไง ใจดีมีคุณธรรมแบบฝุดๆ


            หลังกินไปได้สักพักเสียงของคนกลุ่มใหม่ก็ดังแทรกเข้ามาท่ามกลางเสียงจอแจของคนในโรงอาหาร


            “ตรงนี้ว่าง นั่งกัน” ผมมองตามเสียงนั้น เห็นผู้ชายสามคนเดินตรงดิ่งมาทางผม ก่อนแทรกตัวลงข้างๆ ไอ้สองคนแรกไม่รู้หรอกเป็นใคร แต่คนที่สามซึ่งนั่งตัวติดผมนี่แหละรู้จักดีเลย


            “ไฟฟ้า” เจอคนรู้จักต้องทักทายสักหน่อย


            “มีไร” มันตอบกลับมาหน้าตาย


            “มากินข้าวกับเพื่อนอ่อ”


            “อืม”


            “ส่วนกูมากินคนเดียว”


            “ใครอยากรู้”


            “ใจเหี้ยมว่ะ” ปากบอกแบบนั้นก่อนจะเบิกตาโพลงเมื่อเห็นเราแดกกับข้าวเหมือนกันเป๊ะ “ซื้อข้าวตามกูเหรอ”


            “ตลกละ” เบื่อฉิบหาย วันนี้ไอ้ไฟฟ้าไม่เล่นมุกเลย ผีเข้าเหรอวะ


            “นี่ที่วันนั้นไปถ่ายรูปอะกูได้บัตรแล้วนะ ยอมรับว่ามันเหี้ยมากแต่กูไม่มีอะไรจะอาย” ละมือจากช้อนและส้อมเสร็จผมรีบคว้ากระเป๋าสตางค์บนโต๊ะขึ้นมา แล้วควักเอาบัตรที่เพิ่งได้รับเมื่อวานให้คนตัวสูงกว่าดู


            “ชื่อกรรณยุคล?” ไฟฟ้าถาม ผมเลยพยักหน้าพร้อมขยายความเพิ่ม


            “แปลว่าหูสองข้าง”


            พรวด!!


            สัด กลายเป็นเพื่อนมันอีกสองตัวเผลอพ่นน้ำจนเต็มโต๊ะ พวกมึงมันคนไม่มีหัวใจ


            “กูเอาบัตรให้มึงดูแล้ว มึงก็ช่วยเอาบัตรตัวเองมาให้ดูด้วยดิ” ตอนส่องกระจกผมคิดว่าตัวเองดูดี โอเคอาจจะไม่ได้โดดเด่นขนาดนั้นแต่ก็ไม่ได้เลวร้ายเหมือนรูปติดบัตรนิสิตแน่นอนอะ


            “แล้วทำไมต้องให้ดู” มันถามกลับมาราวกับต้องการกวนประสาท


            “จะได้รู้ว่าที่มันเหี้ยเป็นเพราะกล้องหรือว่าเป็นที่หน้า”


            “เป็นเพราะหน้า”


            “เกินไปมั้ยคนเราอะ”


            “กินข้าวเงียบๆ ไป รำคาญ”


            “วันก่อนมึงยังวอแวกูจนน่ารำคาญเลย โด่”


            ไม่รู้มันไปเจอมรสุมชีวิตอะไร น่าเศร้าที่ผมจำต้องปิดปากเงียบแล้วตักข้าวใส่ปากอย่างแค้นเคือง ไอ้แก๊งนี้มันก็ไม่คุยอะไรกันเลยนะครับ เงียบเป็นเป่าสาก กินคือกินเลย ไม่มีหยิบมือถือมากด ไม่มีบทสนทนาสุดตื่นเต้นเหมือนที่ไอ้ก้องกับผองเพื่อนมักสรรหามาเล่าให้ผมฟัง มันเลยรู้สึกแปลกนิดหน่อย


            “พรุ่งนี้จับสายรหัสแล้ว อยากได้พี่แบบไหน ชอบแบบสวยๆ มะ หรือเน้นใจดี ส่วนกูอ่า เน้นแบบมีตังค์เยอะ” เพราะเงียบเกินไปไงเลยต้องสรรหาอะไรมาคุยสักหน่อย ทว่าคราวนี้ได้ผลเนื่องจากคนตรงข้ามยอมตอบคำถาม


            “เอาอะไรก็เอามาเหอะ”


            “เออว่ะเห็นด้วย”


            “อืม”


            จบ...จบแล้วประเด็นนี้


            มึงจบกันเร็วไปมั้ยว้าาาาา กูถามจริง! กูถามจริง...จริง...


            “เห็นรุ่นพี่จะคัดประกวดดาวเดือนด้วย สนใจสมัครกันมั้ยอะ” ยังไม่ย่อท้อหาหัวข้อใหม่มาคุยต่อ คือจะคุยจนกว่ากูกินข้าวหมดจานอะ ไม่อยากเหงา


            “ไร้สาระ” คราวนี้ไฟฟ้าเป็นฝ่ายตอบ เพื่อนมันเลยเออออห่อหมกตาม


            “คิดเหมือนกัน ไม่มีอะไรสนุกกว่านี้แล้วเหรอวะ”


            “นั่นดิ”


            จบประเด็นที่สองอย่างรวดเร็วเพียงแค่กะพริบตา มึง...กูเหนื่อยมากกกกกก


            โอเคมันคงไม่อยากคุยกันเนาะเพราะงั้นผมก็จะเงียบจ้วงข้าวใส่ปากอย่างไวว่อง น้ำที่เหลืออีกครึ่งขวดก็ดูดให้หมดจะได้รีบเผ่น ทว่าจังหวะการสโตรกข้าวจำต้องชะงักงันเมื่อโทรศัพท์ไม่รักดีดังขึ้น แถมคนที่โทรมาก็คือไอ้ก้องตัวดีนี่แหละ


            “ว่าไง” กรอกเสียงลงไปปลายสายไม่รอช้ารีบตอบกลับ


            [มึงกินข้าวอยู่ปะ]


            “เออ เสร็จยัง จะลงมากินด้วยกันมั้ย”


            [ลงๆ คนเยอะปะ]


            “เยอะ แต่เดี๋ยวกูไปสั่งข้าวให้ มึงเอาอะไร”


            [เฮ้ยกรรณเพื่อนรัก มึงคือที่สุดของกูเลยว่ะ กูอยากแดกข้าวซอยน่องไก่ใส่ลูกชิ้นหมู] แดกยากแดกเย็น แล้วสั่งแบบนี้ใครมันจะไปสั่งถูก


            “มึงเลือกก่อนว่าจะเอาน่องไก่หรือลูกชิ้นหมู”


            [เอาทั้งสองอย่าง]


            “โลภมาก”


            [ขอข้าวซอยร้านป้าที่ตัดผมทรงมารูโกะนะ]


            “โทษนะ วันนี้ป้ามารูโกะปิดมึงต้องกินอีกร้านแล้ว”


            [แม่งเอ๊ย เออๆ ฝากสั่งด้วยนะเดี๋ยวตามลงไป รักเพื่อนนะ...จุ๊บ] เรื่องความตอแหลขอให้บอก ผมกดวางสายหันไปทำสายตาอ้อนๆ ประหนึ่งหมาหงอยให้กลุ่มเพื่อนข้างๆ เห็นใจ


            “คือเดี๋ยวกูต้องไปสั่งอาหารให้เพื่อนก่อนอะ เพื่อนอยากกินข้าวซอยน่องไก่ใส่ลูกชิ้นหมูด้วย แล้วคือถ้ากูลุกจะไม่มีคนเฝ้ากับข้าวให้กู ยังไง...พวกมึงช่วยนั่งรอแป๊บนึงได้มั้ย”


            เอาละวะ ด้านได้อายอด ทว่าครู่หนึ่งไฟฟ้ามันก็ยอมตอบตกลงโดยการพยักหน้า


            ได้โอกาสนั้นผมรีบเดินไปยังร้านข้าวซอยแล้วจัดการเขียนเมนูที่เพื่อนรักมันอยากกินลงบนกระดาษ คิวคงอีกนานแหละ เสียบทิ้งไว้หน้าร้านแค่นั้นก่อนกลับมายังโต๊ะ ซึ่งคราวนี้แทบไม่เหลือใครนั่งเฝ้าแล้วนอกจากไอ้ไฟฟ้าเพียงคนเดียว


            “เพื่อนมึงล่ะ”


            “ไปกันแล้ว”


            “อือ...แต่ขอบคุณมึงมากที่ไม่หนีกลับตามเพื่อนไปก่อน” ต้องทำหน้าซาบซึ้งระหว่างที่กลับลงไปนั่งบนเก้าอี้ด้วย


            “ไม่เป็นไร นั่งเฝ้าข้าวหมา เพลินดี”


            “สัด” ความกวนตีนนี่ต้องยกให้มึงเบอร์หนึ่งจริงๆ


            “ถ้ามึงอยากลุกแล้วก็ไปได้เลยนะ”


            “เพื่อนมึงอะ”


            “กำลังมา”


            “...”


            แล้วเราก็ไม่ยอมพูดอะไรกันอีก ข้าวในจานเพื่อนตัวสูงหมดแล้ว แต่ผมยังนั่งกินต่อ น่าแปลกที่ไฟฟ้าไม่ยอมลุกไปไหนนอกจากหยิบมือถือขึ้นมากดเล่น จวบจนวินาทีที่ไอ้เพื่อนเวรอย่างนายก้องเกียรติตรงดิ่งมายังโต๊ะ กายสูงพลันผุดลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหัน


            “อ้าว ไปแล้วเหรอ”


            “อืม” มันรับคำราวกับกลัวดอกพิกุลจะร่วง


            “ขอบคุณที่นั่งเป็นเพื่อนกูนะไฟฟ้า”


            “กูเปล่า แค่รอกระเพาะย่อย”


            “เวร” รอยยิ้มกูนี่เจื่อนเชียว เลยปัดมือให้แม่งรีบไสหัวไปไกลๆ ก่อนจะหันไปเสวนากับไอ้ก้องต่อ


            โน่น! จากนั่งกินตอนหกโมงเย็นตอนนี้เวลาปาไปเกือบทุ่มครึ่งกว่ารูมเมทของผมจะข้าวซอยจนหมดชาม


            คืนนี้มีถ่ายทอดสดบอล เรากะนัดกันลงไปดูที่ห้องโฮมรูมข้างล่างเพราะในห้องไม่มีทีวี ดังนั้นก่อนกลับขึ้นไปเลยต้องแวะซื้อขนมคนละอย่างสองอย่างไว้แบ่งกันกินตอนดูบอลเพลินๆ


            “ไอ้กรรณ” หอในมันก็ช่างกลมจริงอะไรจริง เดินวนซื้อของในมินิมาร์ทแป๊บเดียวไอ้ไฟฟ้าเสือกเดินเข้ามาทักอีกแล้ว


            “โอยยย เจอตอนกินข้าวแล้วก็ต้องมาเจอตอนซื้อขนมอีก ดวงสมพงศ์เรื่องของกินเกินไปมั้ยวะ”


            “พล่ามอะไรมึงเนี่ย กูไปเจอมึงกินข้าวตอนไหน”


            “ไฟฟ้ากูบอกเลยนะ ตอนนี้กูไม่รับมุก” เป็นบ้าอะไรของมันเนี่ย เดี๋ยวเคร่งขรึม เดี๋ยวอารมณ์ดี บางวันรู้จักกัน บางวันไม่รู้จัก โคตรประหลาด


            “กูก็ไม่ได้รับมุก แต่กูไม่ได้คุยกับมึงมาหลายวันแล้วนะ”


            “ฮะ?”


            ผีหลอก! อย่ามาตลก


            “ถ่ายหนังอยู่เหรอ”


            “ประสาท มึงสิเป็นบ้าอะไร พูดไม่รู้เรื่อง”


            “เอางี้เพื่อน ตอนวันถ่ายรูปติดบัตรมึงได้คุยกับกูมั้ยถามแค่นี้ก่อน”


            “คุยดิ หน้ามึงแม่งจัดอยู่ในโหมดสัตว์เลี้ยงไง”


            ได้ยินทีไรรู้สึกจึ่กหัวนมทุกที


            “แล้วตอนที่กูทำก๊อกแตกในส้วมอะ มึงมาช่วยกูถูกมั้ย”


            “อืม ช่วยพามึงไปผึ่งพัดลมไง” ไอ้ไฟฟ้าทำหน้างงหนักกว่าเก่า ไม่พอยังยกมือขึ้นมาเกาหัวประกอบการพูดด้วย


            “กูไม่ได้หมายถึงตอนนั้น หมายถึงตอนอยู่ในห้องน้ำ ที่มึงเอาผ้ามาปิดรอยรั่วให้อะ แล้วเมื่อกี้มึงก็นั่งกินข้าวเป็นเพื่อนกูจนเรามาเจอกันอีกรอบตรงนี้ไง”


            “ไม่ใช่กู”


            “ก็ที่ยืนอยู่เนี่ยมึง”


            “ใช่ นี่กู แต่ก่อนหน้านั้นอะไม่ใช่กู” จู่ๆ คิ้วทั้งสองข้างซึ่งกำลังขมวดกันบนใบหน้าหล่อเหลาก็คลายออก ขณะที่ผมยังคงงงเป็นไก่ตาแตก “กูเข้าใจละ...”


            “ช่วยอธิบายให้กูฟังด้วย” อย่าให้กูโง่เพียงลำพัง


            “มึงอาจเข้าใจอะไรผิดนิดหน่อย คือเอาจริงเขารู้กันทั้งคณะแล้วนะ”


            “รู้อะไร”


            “กูเดาว่าคนที่อยู่กับมึงก่อนหน้าคงเป็นพี่กูมั้ง”


            “ฮะ!


            คำตอบของอีกฝ่ายแม่งเหมือนไม้หน้าสามฟาดลงมากลางกบาลอย่างจัง ทว่าถึงอย่างนั้นอีกฝ่ายก็ยังขยายความเพิ่มทำเอาผมช็อกยิ่งกว่าเดิม


            “มันเป็นฝาแฝดกู”


            “ฮะ”


            “เรียนอยู่วิศวะเหมือนกัน”


            “ฮะ”


            “เลิกพูดคำว่าฮะได้มั้ยเนี่ย รำคาญ”


            “มึงมีฝาแฝดด้วยเหรอ”


            “เออดิ กูถึงอยากถามว่ามึงไปอยู่ไหนมา”


            “...”


          “ไม่รู้จักโยธาหรือไง”





 

 

ในที่สุดวิศวกรรณโยธาก็มาจนได้

ตอนบทนำมีชื่อน้องอาร์มจากวิศวกรรมประสาทโผล่มานิดนึง

ส่วนเรื่องนี้สไตล์เดียวกันค่ะ คือฟีลกู๊ดแบบฝุดๆ ยังไงฝากด้วยนะคะ

#วิศวกรรณโยธา




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11.691K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,843 ความคิดเห็น

  1. #13794 ssppy (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 มีนาคม 2564 / 04:55
    กรี๊ดดดดน่ารักมาก ว่าแล้วมันต้องแปลกๆ555555555555 แงงง นึกว่าพระเอกจะค่าตัวแพงซะอีก
    #13,794
    0
  2. #13780 After_TeaTime (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 มีนาคม 2564 / 00:08

    เจอคนรู้จักไม่รู้จักเราให้เดาว่าเป็นแฝดไว้ก่อนเลย5555555 แต่เรื่องนี้ตลกมากเลยค่ะ กลั้นยิ้มเดี๋ยวแม่หาว่าเป็นบ้า5555555

    #13,780
    0
  3. #13767 Shippghost_ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 / 18:40
    ขำหนักมาก55555555 อ่านข้างนอกบ้านนี่คนจะหาว่าบูมเป็นบ้าไหมเนี้ยะ5555555555
    #13,767
    0
  4. #13742 pkpk30 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 มกราคม 2564 / 16:26
    โบ๊ะบ๊ะมาก55555
    #13,742
    0
  5. #13695 PuayPuayPloy (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2563 / 14:09
    น้องงง
    #13,695
    0
  6. #13688 linwa51 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 / 22:38
    กวนสุดไรสุด
    #13,688
    0
  7. #13674 TheployKp (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2563 / 22:37
    555555555
    #13,674
    0
  8. #13604 ทราย อังศุมาลิน (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2563 / 16:17
    น่ารักอ่า แต่งงตามน้องกรรณเลย
    #13,604
    0
  9. #13564 pilin/พิ'ลิน (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 08:16
    หืออออ
    #13,564
    0
  10. #13563 pilin/พิ'ลิน (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 07:48
    ขำหนักมาก โหมดสัตว์เลี้ยง5555
    #13,563
    0
  11. #13556 Starsofyou12 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2563 / 22:18

    ว่าแล้วต้องเป็นแฝดดดด

    #13,556
    0
  12. #13483 bbussya (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2563 / 16:31
    เนื้อเรื่องแบบนี้ มันใช่เลยอ่ะ ชอบบบบบบ
    #13,483
    0
  13. #13465 แอปเปิ้ล (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2563 / 09:27

    ถ้าเป็นซีรี่ย์น่ะ ต้องเป็น ไบร์ทวิน

    #13,465
    1
    • #13465-1 richat28(จากตอนที่ 2)
      25 พฤษภาคม 2563 / 11:09
      ทำไมคิดแบบเดี๋ยวกัน มโนอยู่เลย55
      #13465-1
  14. #13432 Sujitraaonn (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 18:51
    พ่อโยธาาาา
    #13,432
    0
  15. #13397 Oseidon (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 01:43
    ว่าล่ะ ตะหงิดๆ ไฟฟ้าต้องมีแฝด 🤣🤣🤣
    #13,397
    0
  16. #13391 Ploypizzzzz1410050646 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 19:23
    น่ารักมาก
    #13,391
    0
  17. #13352 Sariei_va (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 17:37
    ไปอยู่ไหนมาเราเนี่ยไปอยู่ไหนมาพึ่งมาเจอเรื่องนี้~~~
    #13,352
    0
  18. #13340 Ku_Tux (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 15:23

    น่ารักมากกกกก งง ในความแฝด อร๊าง~~

    #13,340
    0
  19. #13305 pparelypigg (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 13:54
    ว้อยยยยยย
    #13,305
    0
  20. #13302 krich (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 11:22

    โครตชอบ 55555 ถ่ายรูป โหมด สัตว์เลี้ยงงง กรู ฮาท้องแข็งงงงงง555555

    #13,302
    0
  21. #13271 Apoptosis (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 14:42
    ไฟฟ้า โยธา ความแฝดนี้
    #13,271
    0
  22. #13207 OhChu? (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 15:39

    ตอนแรกงงอ่านมาถึงตอนนี้ก็อ่อมันเป็นแบบนี้นี่เอง

    #13,207
    0
  23. #13166 lin_minew (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 เมษายน 2563 / 12:02
    กรรณกวนๆตลกๆดีอ่ะ 555
    #13,166
    0
  24. #13165 bigkaru (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 เมษายน 2563 / 11:16

    ชอบฝาแฝดคู่นี้ ชอบคู่กรรณกับไฟฟ้า

    #13,165
    0
  25. #13134 kwangnoilu (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 เมษายน 2563 / 16:32

    แค่เริ่มอ่านก็สนุกแร้วววว....ขอให้เรื่องนี้นำไปทำเป็นซีรี่ย์ด้วยเถอะ 🙏🙏🙏 ชอบช๊อบบบ

    #13,134
    0