วิศวกรรณโยธา - end

ตอนที่ 18 : 17 - แม่ครับนี่แฟนผม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 103,748
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8,497 ครั้ง
    23 ม.ค. 63




17

แม่ครับนี่แฟนผม

 

 

[ ไฟฟ้า ]

 

“มึงแดกผักนี่มั้ย ไม่แดกกูจัด!

 

“ไอ้ก้อง ถ้ามึงฟาดเรียบขนาดนี้เอาหมูกระเทียมในจานมึงมาแทนผักกูเลย”

 

“ใจเย็นพี่เดือนมอ หมูกูแพงกว่าผักมึงมันแลกกันไม่ได้ จำไว้”

 

อยู่กับไอ้ก้องผมต้องมานั่งเถียงกับมันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องประจำ แถมคราวนี้เพื่อนทั้งโต๊ะซึ่งนั่งเรียงกันเกือบสิบชีวิตก็คนสนิทมันทั้งนั้นแต่เสือกไม่ยุ่ง จ้องแต่จะกินผักของผมอย่างเดียว โคตรหาเรื่องเลยว่ะ

 

“ขอร้องล่ะ เรื่องแค่นี้มึงจะเถียงกันทำเพื่อ” หนึ่งในกลุ่มเพื่อนหาจังหวะแทรก ด้วยความเท่าเทียมผมเลยจับส้อมจิ้มลงบนลูกชิ้นอีกฝ่ายเป็นการเอาคืน

 

“สัดไฟ ลูกชิ้นกูแพง!

 

“ไร้สาระฉิบหาย...”

 

“พวกมึงนี่ปัญญาอ่อนกว่าที่กูคิดอีกนะเนี่ย”

 

จากนั้นเสียงจอแจของคนในโต๊ะก็ดังขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจับประเด็นไม่ได้ว่ากำลังโฟกัสกับประเด็นอะไรอยู่

 

เราอยู่ที่โรงอาหารหอใน ถึงแม้จะปิดเทอมไปแล้วแต่ก็ยังมีร้านรวงบางส่วนเปิดอยู่ และเพราะเป็นแค่ปิดเทอมเล็กบรรยากาศจึงไม่ได้เงียบเหงาสักเท่าไหร่

 

วันนี้เพื่อนหอชายมันนัดรวมตัวกันเพื่อขนของย้ายหอ ผมที่เป็นบุคคลสาธารณะและมีน้ำใจทั่วถึงเลยอาสามาช่วยด้วย ของบางส่วนถูกทิ้งไว้ที่ใต้หอ ทว่ายังมีอีกหลายส่วนยังไม่ถูกขนลงมา ดังนั้นก่อนจะกลับไปจัดการจึงชวนกันมากินข้าวเช้าให้อิ่มท้องก่อน แม้เวลานี้จะปาไปสิบโมงกว่าแล้วก็ตาม

 

( Rrrr - - Rrrr - - )

 

เสียงเรียกเข้าดังแข่งกับเสียงพูดคุยของเพื่อนร่วมโต๊ะ ผมหยิบมือถือขึ้นมาดู หน้าจอปรากฏเบอร์ของไอ้ลูกหมาแสนซนที่ไม่รู้อะไรดลใจให้ติดต่อมาในเวลานี้ แต่เดาว่าน่าจะเป็นประเด็นเก่าที่พูดค้างคาไว้ตั้งแต่เมื่อวานนั่นก็คือเรื่องข้าวของบางอย่างที่ลืมเอาไว้ในห้อง

 

“ใครวะ หูเหรอ” ไอ้ก้องทายถูกราวกับนั่งทางในมาเสือก

 

“อือ”

 

“กดเปิดลำโพงหน่อย ขอทักทายแป๊บเดี๋ยวมึงค่อยคุยธุระ”

 

“เฮ้ยกูด้วย ไม่เห็นหน้านานเลยว่ะ คิดถึงมัน”

 

“กูก็อยากคุย ฮัลโหลหู~

 

“ยัง! ยังไม่ทันกดรับเลย” เล่นมุกอะไรไม่ดูหน้ากูสักคน

 

กรรณยุคลเป็นมนุษย์สดใสและเป็นตัวดุ๊กดิ๊กของชาววิศวะ ดังนั้นไม่มีใครไม่รู้จักมัน แถมคนในคณะก็ต่างพากันทั้งรักทั้งเอ็นดูเพราะความเฟรนด์ลี่ขี้เล่นของเจ้าตัวด้วย ไม่แปลกใจที่พอเห็นเบอร์มันโชว์หราอยู่เพื่อนๆ จะพากันขอเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยทุกครั้ง

 

มัวแต่ลีลาอยู่นานในที่สุดผมก็กดรับสายลูกหมา ทว่าในวินาทีที่ตั้งท่ากรอกเสียงลงไปมันกลับเป็นฝ่ายพูดรัวด้วยเสียงแหบแห้งไม่หยุด

 

[มึงออกไปไหนไม่บอกก่อนอะ กูตื่นมาไม่เจอใครมันเสียใจนะเว้ย]

 

ต้องขอโทษมั้ยวะ

 

จำได้ว่าบอกไปตั้งแต่เมื่อวานแล้วไม่ใช่เหรอว่าวันนี้จะมาช่วยเพื่อนย้ายของ ทำไมมันถึงลืมได้ แต่พออ้าปากจะพูดแก้ต่างอีกฝ่ายก็ไม่เปิดโอกาสให้ผมได้อธิบาย

 

[แล้วนี่ก็ปวดไปทั้งตัวเลยไม่คิดจะดูแลกันหน่อยเหรอ ตอนมึงทำกูแรงยังไม่ว่าสักคำเลยอะ]

 

ฮะ!!

 

ทำแรง กูไปทำอะไรมึง

 

อย่าว่าแต่ผมเลยครับที่กำลังงง เพื่อนร่วมโต๊ะก็ขมวดคิ้วไม่ต่างกัน จากตอนแรกที่หลายคนตั้งเตรียมพร้อมแหกปากทักทายเสียงสดใส กลายเป็นว่าตอนนี้ต่างพากันเม้มปากเงียบเป็นเป่าสากแทน

 

[ของกินก็ไม่เตรียมให้ คนป่วยต้องกินของอ่อนๆ นะเว้ย โจ๊กหมูสับก็ได้ ข้าวต้มก็โอเค แต่แบบ...กูต้องมาต้มมาม่ากินเองอะใจร้ายเกินไปมั้ย]

 

เดาว่าที่โทรมาแล้วบ่นอุบแบบนี้คงไม่พ้นโมโหหิวแน่นอน

 

[ทีเมื่อคืนอ้อนกูบอกกูน่ารักงั้นงี้ ความจริงแค่หลอกให้ตายใจนี่หว่า]

 

“...”

 

ไม่ธรรมดา!

 

เมื่อคืนมันต้องเกิดเรื่องอัศจรรย์ใจแหงๆ

 

[ได้เลยโยธา ได้...]

 

            อ้าว และที่พีคสุดคือไอ้หมาไม่ได้พูดชื่อผมออกมาสักคำ แต่กลับหลุดชื่อพี่ชายฝาแฝดของผมออกมาเต็มๆ เรื่องนี้ต้องมีพลังงานบางอย่างซ่อนอยู่

 

            เสียงจากปลายสายเงียบไปพักหนึ่ง ผมเองก็ไม่กล้ากรอกเสียงลงไปนอกจากเงียบตาม ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นบ้างแต่ในที่สุดสายก็ถูกตัดไป

 

            ทุกคนกำลังอยู่ในสภาวะมึนงงเต็มที ได้แต่นั่งมองตากันปริบๆ ก่อนไอ้ก้องจะเป็นฝ่ายทำลายความเงียบลง

 

            “ไอ้หูมันโทรผิดปะวะ”

 

            “...”

 

            “แล้ว...เมื่อคืนมันทำอะไรกับไอ้โยธาถึงได้งอแงขนาดนั้น”

 

            ผมรีบยัดมือถือใส่กระเป๋ากางเกง ก่อนลุกขึ้นยืนเตรียมตัวออกไปข้างนอก

 

            “เดี๋ยวกูมา”

 

            “ไปไหนวะไฟฟ้า”

 

          “ก็ไปเสือกไง!

 

[ จบพาร์ตไฟฟ้า ]

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ชีวิตคนเรามักมีเรื่องเซอร์ไพรส์เสมอ แต่บางเรื่องอย่าเรียกว่าเซอร์ไพรส์เลย ให้เรียกว่าโง่แบบไม่ดูตาม้าตาเรือคงจะดีกว่า

 

ผมกดตัดสาย ยืนหน้าซีดเป็นตีนไก่อยู่พักใหญ่

 

นึกขึ้นได้เลยรีบกดไปยังไอคอนไลน์ในโทรศัพท์เพื่อแก้ต่างกับสิ่งที่เพิ่งพล่ามให้ไอ้ไฟฟ้าฟัง ทว่ายังไม่ทันได้กดส่งคนตัวสูงกลับขัดจังหวะเอาซะดื้อๆ

 

“บีเกิลเป็นอะไร”

 

“เมื่อกี้กูโทรผิดคิดว่าโทรหามึงแต่จริงๆ เป็นไอ้ไฟฟ้า”

 

กายสูงวางถุงของกินไว้บนโต๊ะ ก่อนย่ำเท้ามาหยุดยืนตรงหน้า

 

“แล้วกู...กูดันพูดไปหมดเลยว่าเมื่อคืนเราทำอะไรกันบ้าง ฟ้ากกกก พลาดมาก พลาดที่สุดในโลก” โยธาเหมือนไม่ได้สนใจฟังเท่าไหร่ เพราะดูจะจดจ่อกับการใช้หลังมือวางบนหน้าผากที่ตอนแรกไม่มีเหงื่อสักเม็ด ทว่าตอนนี้ไหลพรากเป็นน้ำตกเอราวัณ

 

“ช่างไอ้ไฟมันไม่ต้องสนใจ กลับไปนอนที่เตียงก่อน”

 

“ฮือๆ ไฟฟ้ามันจะมองกูยังไง ภาพลักษณ์สดใสจะกลายเป็นคนหื่นกามมั้ย”

 

“ปกติมันก็มองมึงแบบนี้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”

 

“ง้าาาาาา” ไม่เคยให้กำลังใจกันอะ

 

“ตัวร้อนนะ ถ้าไม่พักผ่อนอาจเป็นหนักกว่านี้”

 

“แล้วก่อนหน้านั้นมึงหายไปไหนมาล่ะ”

 

“ซื้ออาหารหมา”

 

ผมทำหน้างอ ไม่รู้ว่าควรโกรธหรือสงสารตัวเองดี อุตส่าห์คิดเล่นๆ ไปแล้วว่าอาจถูกฟันแล้วทิ้ง เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นผมจะไม่ร้องไห้ ไม่เรียกร้อง แต่จะเผาพริกเผาเกลือสาปส่งแม่งทุกวัน

 

“ตอนออกไปก็ไม่บอก กูต้องทรมานหากับข้าวกินเองเคยสำนึกมั้ย”

 

“ไม่กล้าปลุก กลัวมึงนอนไม่พอ” พูดดีพอมีเหตุผล คราวนี้ถือว่ารอดตัวไป “ยังเจ็บตรงไหนอยู่หรือเปล่า”

 

ผมพยักหน้าหงึกหงักพร้อมกับบอกตามจริง

 

“ปวดหัวแล้วก็ปวดตัว แต่ที่หนักกว่านั้นคือหิว”

 

“โอเคเดี๋ยวรีบแกะโจ๊กให้ ตอนนี้กลับไปนอนพักแล้วใส่ยาก่อนนะ” ไม่ปล่อยให้โต้แย้งใดๆ กายสูงก็พุ่งเข้ามาประชิด ช้อนตัวผมขึ้นแล้วพากลับไปยังเตียง

 

“ขอดูแผลหน่อยได้มั้ย” ได้ยินดังนั้นใบหน้าก็ร้อนผ่าวฉับพลัน

 

“แผลไม่เป็นไร แค่...เจ็บนิดหน่อย”

 

“จะดูว่ามีตรงไหนที่รุนแรงบ้าง ส่วนอื่นๆ ล่ะ”

 

“ไม่มี ก็มีแค่ตรงนี้” ผมชี้ไปที่คอซึ่งถูกจูบจนเป็นจ้ำแดง “แล้วก็ตรงนี้ ตรงนี้” ไม่ลืมชี้ริมฝีปากซึ่งถูกกัดจนเป็นแผลด้วย

 

“ข้างหลังล่ะ”

 

“ข้างหลังสบายมาก”

 

“ชันเข่าขึ้น แยกขาออก”

 

“เฮ้ยหน้าไม่อาย จะมาขอดูกันโต้งๆ งี้เลยเหรอ” ผมรีบใช้มือปิดส่วนกลางกายของตัวเอง แม้จะสวมกางเกงอยู่แต่ความวูบโหวงภายในก็ทำให้รู้ดีว่าโยธาไม่ได้สวมกางเกงในให้

 

“ปากดีจัง”

 

“ไม่ดีใครบางคนจะอยากจูบได้ไง”

 

“ไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่อง เดี๋ยวทายาก่อนค่อยกินข้าว”

 

“หิววววววว”

 

“ถ้าหิวก็ยิ่งต้องให้กูดูแผลเร็วๆ”

 

“ฮือๆ”

 

“อนุญาตให้ปิดหน้าได้”

 

“กูปิดหน้ามึงก็เห็นของกูอยู่ดีอะ”

 

“ก็เห็นมาทั้งตัวแล้วจะกลัวอะไร เร็วเด็กดี...” พูดเด็กดีอีกละ ไม่ได้อยากเป็นเด็กดีโว้ย แต่โยธามันฟังซะที่ไหนเพราะมือเล่นจับตรงยางยืดกางเกงเตรียมถอดอยู่รอมร่อ แค่ยังรอให้ผมยอมปล่อยมือออกจากส่วนกลางกายก็เท่านั้น

 

“แป๊บเดียวนะ ให้มองแค่ตาข้างเดียว”

 

“ถ้ามองแบบนั้นคือต้องเพ่งนานนะ จะให้มองแล้วใส่ยาเร็วๆ หรือจะให้เพ่งอยู่อย่างนั้นก็เลือกเอา”

 

“ใจร้าย ใจร้าย ใจร้ายยยยยย”

 

บ่นไปผมก็สู้ความหน้าด้านของมันไม่ได้หรอก สุดท้ายเลยจำต้องละมือแล้วปล่อยให้อีกฝ่ายรั้งกางเกงออกอย่างช้าๆ ลงไปกองอยู่ตรงข้อเท้าทั้งสองข้าง

 

ผมเม้มปากแน่น รู้สึกถึงความร้อนผ่าวลามเลียจนผิวหนังแทบสุกเมื่อถูกสายตาคู่คมจ้องมองราวกับตายอดตายอยาก เฮ้ย เมื่อคืนกูแทบตายตอนนี้อย่ามาทะลึ่งตึงตังอีกได้ป้ะ ให้พี่ได้พักหายใจก่อน

 

“ดะ...ดูเสร็จยังอะ”

 

“ไม่มีแผลฉีกขาดแต่ค่อนข้างช้ำ หมอบอกว่าถ้าอาการไม่ดีขึ้นอาจต้องไปโรงบาล”

 

“เฮ้ยไม่เอานะกูไม่ได้เจ็บเลย” แค่โยธามองคนเดียวกูก็จะตายแล้ว นี่จะให้คนอื่นมองอีกเหรอไม่เอาหรอก

 

“งั้นต้องทายา”

 

“ทาเลยๆ” ผมรีบบอกเสียงลนลานจนคนตัวสูงหลุดหัวเราะ มึงไม่โดนกดบ้างก็ให้มันรู้ไป

 

แล้วไอ้ลูกชายมันอะร้ายกาจฉิบหาย จังหวะเข้ามาทำสะดุ้งวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง ตอนนั้นว่าหนักแล้วแต่วินาทีที่มันเริ่มขยับเข้าออก โอ้โห บอกได้คำเดียวว่าทรมานกว่าเป็นเล็บขบที่ตีนสามล้านเท่า

 

มือหนาดึงผ้านุ่มๆ ผืนเล็กออกมารองสะโพกเอาไว้ ทำให้ร่างกายส่วนนั้นปรากฏชัดยิ่งกว่าเดิม ผมก้มหน้ามองต่ำจนคางแทบชิดกับอกอยู่รอมร่อ สองขาถูกรั้งแยกออกจากกันมากกว่าเดิม นาทีนี้ได้แต่ลุ้นกับชะตากรรมชีวิตของตัวเอง

 

“ฮึก!” ความเย็นเยียบจากปลายนิ้วแกร่งสัมผัสกับผิวหนังของช่องทางด้านหลัง ก่อนถูวนซ้ำๆ จนผมต้องกัดฟันเพื่อไม่ให้หลุดเสียงน่าอายออกมา “อา~” แต่แม่งไม่สำเร็จ เกลียดตัวเอง

 

“อดทนหน่อยนะ”

 

“นี่จะทาหรือแกล้งอะ”

 

“ทั้งสองอย่าง” วอนส้นตลอด “เจ็บมั้ย”

 

“ไม่ แค่...แค่รู้สึกแปลกๆ” ขนอ่อนตามร่างกายลุกชัน สองขาสั่นเทาแถมยังอายจนไม่รู้จะมุดหน้าไปไว้ตรงไหน นอกจากปล่อยให้อีกฝ่ายดูแลโดยไม่ปริปาก

 

และในที่สุดขั้นตอนการทายาก็ผ่านพ้น ผมพ่นลมหายใจออกมาตอนคนตัวสูงดึงกางเกงขึ้นสวมให้ก่อนหยิบผ้ารองสะโพกออก

 

“เดี๋ยวกูไปล้างมือแล้วจะเอาโจ๊กกับยาลดไข้มาให้นะ”

 

“อือ”

 

รอไม่นานของกินหอมกรุ่นก็วางอยู่ตรงหน้า ผมไม่ได้ป่วยหนักมาก ยังมีแรงยกนั่นนี่อยู่แค่คุณชายเขาไม่ยอมบอกจะอาสาป้อนเอง แล้วดูโจ๊กที่มันตักดิ ตั้งใจให้คนหรือตัวอะไรกิน เล่นจัดซะพูนช้อนไปหมด

 

“คำใหญ่ไปมั้ยอ่า แอ๊วอะอินไหวเอ๋อ” บ่นไม่ทันขาดคำมันยัดเข้าให้ ถามจริง รักกันปะเนี่ย

 

“อร่อยมั้ย”

 

“นิดนึง”

 

“มื้อต่อไปอยากกินอะไร”

 

“ข้าวหมูแดง หมูกรอบ ขาหมู”

 

“ยังไม่ได้ ช่วงนี้ต้องกินอาหารอ่อนๆ ไปก่อน”

 

“แล้วถามทำไมอะ”

 

“ก็เผื่อไม่อยากกินโจ๊ก”

 

“มีอะไรที่กูกินได้มาแนะนำบ้าง” ลองถามความเห็นดูเผื่อมีไอเดียดีๆ แค่ไม่ทำให้ผมต้องโมโหหิวก็ถือว่าสอบผ่านแล้ว

 

“มีข้าวต้ม”

 

“อย่างอื่นล่ะ”

 

“โจ๊ก”

 

“นอกเหนือจากนั้น”

 

“ข้าวต้ม”

 

ฟวย!

 

“ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ต้องรังแกกูเลยนะ นอนหันหลังให้กันทุกคืนได้ยิ่งดี”

 

“ก็ได้นะไม่กอด ไม่จูบ แค่นอนหันหลังให้กัน” อ้าวคดีพลิก แปลความหมายกูผิดเฉยเลย แต่จะทำนิ่งหัวใจก็ว้าวุ่นมองหน้าหงอยๆ ของไอ้โยธาจนเขมือบข้าวแทบไม่ลง

 

“ก็ไม่ขนาดนั้น คนเราต้องเจอกันตรงกลางบ้าง”

 

“ตรงกลางยังไง”

 

“ถ้าคืนไหนกูฝันร้ายอนุญาตให้กอดได้แล้วกัน”

 

“บีเกิล”

 

“อะ...อะไร”

 

“เลิกทำตัวน่ารักได้แล้ว จะบ้าตาย”

 

อ้าวชมกูเฉยกูทำตัวไม่ถูก ยิ่งตอนถูกมือหนาเอาแต่ลูบแก้มไปมากูยิ่งเลิ่กลั่ก ขออย่างเดียวรู้สึกเอ็นดูได้แต่อย่ามาฮึ่มฮั่มกันตอนนี้ มันชอกช้ำ มันร้าวระบม

 

ก๊อก-ก๊อก-ก๊อก

 

เสียงเคาะประตูห้องดังมาจากด้านนอก ผมกับโยธามองหน้ากันก่อนคุณความมืดมนจะวางโจ๊กลงข้างเตียงแล้วลุกขึ้นเต็มความสูง เดินออกไปด้านนอกตามเสียงเคาะเรียก ยังไม่ทันได้คาดเดาเลยว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ไอ้ไฟฟ้าก็เดินหน้าถมึงทึงเข้ามาข้างในอย่างรวดเร็ว

 

“ไอ้เหี้ยหมา โหนั่นใต้ตาหรือหลุมอุกกาบาตวะ” มันโวยวายเสียงแหบแห้งก่อนหันไปมองพี่ชายฝาแฝดที่เดินตามหลังเข้ามา “สัด ถนอมลูกหมากูหน่อย”

 

“เป็นมึงทนได้เหรอ น่ารักขนาดนี้มึงทนได้เหรอ”

 

“ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้คราวหลังให้กูมานอนเป็นเพื่อนดีมั้ย”

 

“เสือก”

 

“ใจเย็นๆ โว้ย”

 

เป็นผมที่ต้องคอยเบรกอารมณ์คนทั้งคู่ก่อนจะก่อมวยกันกลางห้อง คือเถียงกันจนคอแทบเป็นเอ็น จริงจังอะไรขนาดนั้นวะ

 

“แล้วนี่ลืมไปแล้วเหรอ พรุ่งนี้ต้องกลับบ้านไม่ใช่หรือไง”

 

เออะ...

 

ประโยคนั้นเหมือนค้อนหนักๆ เหวี่ยงมาทุบกะโหลกอย่างจัง เสื้อผ้าก็เตรียมแล้วด้วย แต่ในหัวมัวแต่คิดเรื่องทะลึ่งตึงตังจนลืมสิ้นแล้วทุกอย่าง

 

“สภาพแบบนี้จะไปยังไงไหว”

 

“ก็แค่ไม่ไป” โยธาตอบกลับ

 

“จะบอกบ้านไอ้หมายังไง ขอเลื่อนวันกลับนะครับพอดีเมามันกับลูกชายคุณแม่ไปหน่อยงี้เหรอ”

 

“มึงสองคนอย่าคิดมาก กูโอเค กูไหว” เป็นคนกลางที่คอยเบรกอารมณ์คุกรุ่นของชาวบ้านนี่มันเหนื่อยจริงๆ ใช้เวลาพักผ่อนวันนี้พรุ่งนี้ก็ดีขึ้นแล้วมั้ง อีกอย่างผมก็ไม่ได้ป่วยจนหมดเรี่ยวแรงขนาดนั้น

 

“ถ้างั้นก็ดี แล้วนี่ทำอะไรอยู่ ให้กูช่วยปะ”

 

“เสือก” มันเถียงกันอีกแล้วววววว

 

“ทิ้งเพื่อนกูไว้แล้วยังมาปากดีอีก”

 

“กูออกไปซื้อโจ๊ก”

 

“มึงทำไมไม่เตรียมตัว โทรสั่งแกร็ปไม่เป็นเหรอ”

 

“แล้วมึงกล้าฝากแกร็ปซื้อยาทาแผลข้างในมั้ย ของส่วนตัวเป็นไปได้ก็อยากซื้อเองปะวะ”

 

กูตายแล้วกลับมาเกิดใหม่พวกมึงยังเถียงกันไม่จบเลย พี่น้องคู่นี้เอาตรงๆ ก็ปัญญาอ่อนพอตัว ได้แต่ส่ายหัวแล้วหยิบชามโจ๊กขึ้นมาตักแดกอย่างปลงๆ

 

ผมโชคดีนะที่มีคนรักและห่วงขนาดนี้

 

ขณะเดียวกันก็ยังโชคร้ายที่ความห่วงของพวกมันทำให้กูนั้น...นอนไม่พอ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ฮัดชิ่ว!

 

“ฮะ...ฮัดชิ่ว!

 

“บีเกิล บอกว่าอย่าสระผม”

 

“หัวมันเหนียวแล้วอะ ขืนไปสภาพนั้นอายที่บ้านตายเลยดิ กลับบ้านทั้งทีต้องแกรนด์โอเพนนิ่งกันหน่อย”

 

“เดินขาถ่างอะนะ”

 

“เดี๊ยะๆ”

 

“มานั่งนี่ ถ้าไข้กลับอีกกูจะตีให้หนัก” โยธากวักมือเรียกผมให้มานั่งอยู่ตรงโต๊ะเครื่องแป้งก่อนหยิบผ้าเช็ดตัวผืนเล็กจากในตู้ออกมาเช็ดให้อย่างใส่ใจ

 

“ทำคนอื่นเจ็บแล้วยังไม่สำนึก นี่ก็หาเรื่องจะตีกูอีก”

 

“ดื้อไง” ด่าเก่งยิ่งกว่าแม่กูแล้ว “เดี๋ยวก่อนแต่งตัวให้กูทายาข้างหลังให้ก่อนนะ”

 

“แง ไม่เอาแล้ว หายแล้ว”

 

“บีเกิลอย่าดื้อ”

 

“ก็มันอายอะ”

 

“ถ้าเป็นหนักกว่านี้ต้องไปหาหมอนะ จะเอายังไง”

 

“ทาก็ได้” ผมก็เถียงไปงั้นแหละถึงเวลาก็ยอมคุณเขาอยู่ดี

 

บ้านผมอยู่จันทบุรีหากเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวก็ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง ครั้งนี้โยธาอาสาจะขับรถของมันไป และเราก็ไม่ได้ไปกันแค่สองคนแต่ยังพ่วงก้องเพื่อนรักและไอ้ไฟฟ้าไปด้วย สนุกกันแน่ล่ะทริปนี้เพราะเราใส่เสื้อลายสับปะรดไปโชว์แม่กันยกแก๊ง

 

กะเวลาคร่าวๆ แล้วตั้งใจจะออกสักบ่ายโมง ช่วงสิบโมงมีนัดกับเดอะแก๊งนั่นคือคุณก้องเกียรติและคุณไฟฟ้าที่จะมารวมตัวกันที่นี่เพื่อปรึกษาหารือกัน

 

“เซย์ไฮมายฮันหนี~ ได้ข่าวว่าโบ๊ะบ๊ะกันไม่เกรงใจสังขารเลยเหรอจ๊ะ”

 

เก้าโมงห้าสิบห้ามึงแล่นมาให้กูเตะปากก่อนเวลาซะงั้น

 

เสื้อลายสับปะรด รองเท้าหูคีบ แว่นตากันแดดโรงเกลือ และกระเป๋าคาดเอวคอลเล็กชั่นใหม่จากสุกงอม แบรนด์ไทยที่เป็นคู่แข่งกับ Supreme ณ ขณะนี้ พูดได้เต็มปากเลยว่าเพื่อนผมนั้นไฮแฟชั่นสุดๆ ส่วนไอ้ไฟฟ้าไม่น้อยหน้า ล่อตั้งแต่หัวจรดเท้าเหมือนไอ้ก้องราวกับก็อปปี้วาง

 

“หู จะเอาหนังหน้างี้กลับไปเจอแม่จริงดิ”

 

“หนังตีนกูนี่”

 

ลมจับกับมืดมนบอยไม่พอ ต้องมาปวดหัวกับเพื่อนรักกูอีก

 

“ปากดีขนาดนี้คงหายดีแล้วมั้ง”

 

“เออ”

 

“งั้นเข้าสู่ช่วงสร้างภาพของพวกเรากันเถอะ” ผมทำหน้างงส่วนโยธาเกาหัวแกร่ก ไอ้ก้องวิ่งถลามานั่งโซฟาจัดการดึงเอาของที่เตรียมไว้ในเป้ออกมาอย่างรวดเร็ว “การจะไปเจอครอบครัวต้องสร้างภาพลักษณ์ที่ดีก่อน”

 

“ภาพลักษณ์ยังไงวะ”

 

“ก่อนอื่นเลยนะไอ้หู ใต้ตามึงคล้ำไม่ไหวแล้วกูเลยขอยืมคอนซีลเลอร์จากแก๊งหอหญิงมาใช้ชั่วคราว”

 

“อ่าฮะ แล้วไง”

 

“ก็เอามากลบใต้ตามึงไง ไปเจอแม่อะต้องทำหน้าสดชื่นเข้าไว้ ไหนจะรอยที่คอมึงอีก หลอกว่ายุงกัดมันไม่เวิร์กนะเว้ย”

 

“เออว่ะ” ลืมนึกไปเลย มีไอ้ก้องเป็นที่ปรึกษาแล้วรู้สึกชีวิตมีสาระขึ้นมาทันที แม้ที่ผ่านมามันจะทำแต่เรื่องไม่เป็นเรื่องบ่อยกว่าก็ตาม

 

“ส่วนโยธา เชิญคุณไฟฟ้าแนะนำเลยครับ” มนุษย์สับปะรดผายมือให้คนเคียงข้าง ก่อนคุณเดือนมหาลัยจะกระแอมไอเล็กน้อยพร้อมเอ่ยเสียงจริงจัง

 

“วันนี้มึงต้องงดใส่เสื้อสับปะรด”

 

“ทำไม” กลัวใจสองพี่น้องตีกันอีกระลอกจัง

 

เมื่อวานเถียงจนคอแทบเป็นเอ็นกว่าจะสงบศึกได้ วันนี้กูขอล่ะ

 

“เฟิร์สอิมเพรสชั่นเป็นสิ่งสำคัญนะเว้ย มึงเป็นแฟนไอ้หูต้องทำตัวให้ดูดีมีสไตล์ กูแนะนำว่ามึงหาเสื้อคอปกมาใส่แล้วติดกระดุมเม็ดบนสุดไปเลยจะได้มองดูเรียบร้อยดี”

 

เชี่ย ที่พูดมาน่ะตรงข้ามกับไอ้โยธาฉิบหายเลยนะ

 

“แล้วตอนที่พูดกันห้ามใช้คำว่ากูมึง ต้องใช้คุณผม”

 

“ปัญญาอ่อน”

 

“ฟังกูพูดให้จบก่อน หางเสียงต้องลงท้ายว่าครับทุกคำ ส่วนประโยคที่พูดต้องฟังโดยรวมแล้วไพเราะเวลาผู้ใหญ่ได้ยินเขาจะได้หลงรัก อย่างคำว่าแดกห้ามใช้เลย ให้เปลี่ยนเป็น...” ไอ้ไฟฟ้าเว้นวรรคไปครู่หนึ่งก่อนยักคิ้วให้พี่ชายตัวเองคล้ายกับคาดหวังในคำตอบของอีกฝ่าย

 

“เสวย”

 

“กินก็พอไอ้สัด นี่ก็เพราะเกินจนกูนึกว่าทำงานอยู่ห้องต้นเครื่อง”

 

ฟังแล้วกูอยากหัวเราะให้ฟันหัก นี่กำลังเล่นตลกโชว์อยู่เหรอ คืออยากบอกเหลือเกินว่าบ้านกูอะชิลๆ ไม่มีใครซีเรียสเลยสักคน แต่พวกมันฟังกันที่ไหนเลยได้แต่ปล่อยเลยตามเลย

 

“ที่สำคัญขอย้ำอีกครั้งอย่าลืมคำว่าครับ ร.เรือ น่ะเวลาพูดต้องกระดกลิ้นเยอะๆ หน่อย” นี่ลำบากกว่านั่งทำข้อสอบแคลอีกนะเนี่ย

 

“ปล่อยไอ้สองพี่น้องมันซ้อมไป มึงมาซ่อมหน้ากับกูก่อน” เป็นตาของไอ้ก้องออกโรงแล้ว

 

เพื่อนรักรั้งให้ผมหันมาเผชิญหน้าก่อนจะหมุนไอ้หลอดๆ ที่ยืมจากแก๊งผู้หญิงออกมาแต้มใต้ตาให้ผมพลางบ่นไม่หยุดปาก

 

“ครีมเขามีแต่ลาแมร์ แต่จุดที่ใต้ตามึงเป็นอยู่กูว่าลาตายน่าจะดีกว่า”

 

“ประทับใจจัง” มีวันไหนที่คุณก้องเกียรติมันไม่ด่ากูบ้างวะ “ทำดีๆ นะมึง”

 

ออกมาหน้าเหี้ยกูถีบเปรี้ยงแน่

 

“สีมันขาวไปหน่อยว่ะ”

 

“เอาของใครมา”

 

“บัว” โห ผิวเขาขาวสะท้อนแสงราวกับแดกหลอดนีออนมาซะขนาดนั้นมึงยังกล้ายืมมาให้กูใช้อีก “แต่กูว่าขาวนี่แหละดี ใต้ตาจะได้สว่างไปเลยไง”

 

“มึงว่าไงกูว่างั้น” ขอแค่ผลลัพธ์ออกมาเป็นที่พอใจผมไม่เกี่ยงวิธีการและผลิตภัณฑ์

 

ไอ้ไฟฟ้าเทรนพี่มัน ไอ้ก้องก็มุ่งมั่นกับการกลบซากอารยธรรมบนใบหน้า ผ่านไปครึ่งชั่วโมงทุกอย่างก็เป็นอันเรียบร้อย...

 

“โหน้องหมา รองพื้นผิดเบอร์เหรอจ๊ะ”

 

“ผิดเบอร์พ่อง!” อุตส่าห์มั่นใจไม่มองกระจก โดนไอ้เดือนมหาลัยทักงี้กูถึงกับเป็นเศร้ารีบหันไปทำหน้าหงอยขอความเห็นใจจากโยธาเสียงอ่อย

 

“ปลอบใจหน่อย”

 

“น่ารักแล้ว”

 

“จริงดิ”

 

“ไม่จริง ล้างหน้าเถอะขอร้อง”

 

“ทำร้ายจิตใจกันเกินไปอะ”

 

อยู่ในจุดที่ยืนเหวอแดกไปห้านาทีเต็มๆ ก่อนเดินไปดูหนังหน้าตัวเองตรงกระจก พอเห็นสภาพเข้าไปเท่านั้นแหละถึงกับช็อกจนลมจับ นี่ก้องเกียรติเพื่อนรักมันใช้โคลนเบอร์ศูนย์กลบใต้ตาให้กูเหรอ มองยังไงก็เทามากกว่าขาวอะ

 

“ไอ้ก้อง รอบนี้มึงเล่นกูหนักมากนะ”

 

“เฮ้ยใจเย็น กูแค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า”

 

“ปัญหามันอยู่ที่หน้ากูนี่ไง!

 

รุงรังจนไอ้โยธากึ่งเดินกึ่งอุ้มไปยังห้องน้ำ จัดการล้างหน้าฟอกโฟมให้จนสะอาดหมดจด ความประทับใจแรกที่หวังไว้มันจะหมดก็เพราะพวกมึงนี่แหละ

 

“อ่าๆ มาที่การสร้างความประทับใจอย่างสุดท้ายละ”

 

“ยังมีอีกเหรอ พอก่อน” แทบล้มทั้งยืนตอนออกมาแล้วได้ยินประโยคเริงร่าของไอ้ก้อง

 

ผมกับคุณความมืดมนเลยถูกจับมานั่งตรงโซฟาเพื่อรับฟังคำแนะนำของคนทั้งคู่

 

“เราต้องเตี๊ยมคำตอบ ถ้าเกิดพ่อ แม่ หรือพี่กลายถามพวกมึงจะได้ตอบเหมือนกัน เริ่มที่คำถามแรกเลย” มือถือถูกยกขึ้นมาเปิดอ่าน “เจอกันครั้งแรกที่ไหน”

 

“ส้วม” ผมตอบก่อนจากนั้นถึงเป็นทีของโยธา

 

“ห้องสัมภาษณ์”

 

“เจอกันคนละที่แบบนี้แน่ใจนะว่าตอนนั้นเจอคนไม่ใช่ผี” ไฟฟ้าส่ายหัว แต่ผมนี่สิที่โคตรสงสัย

 

“เราไปเจอกันตอนสัมภาษณ์ได้ยังไง ทำไมกูไม่เห็นรู้เรื่องเลย”

 

“เพราะมึงไม่สนใจไง”

 

“กูจำได้ว่าตอนนั้นเราเจอกันในส้วมเพราะเข้าใจผิดคิดว่ามึงเป็นไฟฟ้า”

 

“เราเจอกันหน้าห้องสัมภาษณ์”

 

“พอก่อน กูตัดสินใจให้แล้วกัน เลือกเจอกันหน้าห้องสัมภาษณ์นะจะได้ดูดีในสายตาพ่อแม่ ฮ่วย”

 

เพื่อนหาทางออกให้แต่ใช่ว่าความสงสัยจะหายไป ผมเลือกเก็บความคลางแคลงใจเหล่านั้นไว้ชั่วคราว หากว่างเมื่อไหร่ค่อยหาโอกาสถามต่อ ส่วนตอนนี้คงต้องกลับมาโฟกัสที่ปัจจุบันอีกครั้ง

 

“ข้อสอง ใครจีบใครก่อน”

 

“กูจีบก่อน” แน่นอนผมต้องตอบเป็นคนแรก

 

“กูจีบ” แล้วโยธาก็เถียงกลับ

 

“งั้นคำตอบคือมึงสองคนผลัดกันจีบ จบ” ตลกที่คนฟังต้องมานั่งหาตรงกลางให้เนี่ยแหละ “ถ้าแม่กับพ่อถามว่าเคยทะเลาะกันมั้ยต้องตอบว่าไง”

 

“ไม่”

 

“ประจำ”

 

“ถ้าตอบว่าทะเลาะคะแนนความนิยมมึงลดฮวบๆ แน่โยธา”

 

“จะให้โกหกเหรอ ยิ่งดื้อๆ อย่างมึงไม่ทะเลาะกับใครเลยสิแปลก”

 

“หลอกด่ากันปะเนี่ย”

 

“ไม่ได้ด่า พูดตามจริง”

 

“เฮ้อ~ กูว่าเราเลิกเตี๊ยมกันเถอะว่ะ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด” เป็นไอ้ก้องที่พูดแทรกอย่างปลงตก แต่ผมน่ะเป็นคนเริ่มอะไรแล้วก็ต้องทำต่อให้สุดสิวะ

 

“ใจเย็นก่อนอย่าเพิ่งตัดจบเดี๋ยวกูค้างคา ถามต่อเลย”

 

“อ่าๆ สมมติพ่อแม่ไม่ให้รักกันจะทำยังไง”

 

“ร้องไห้”

 

“พาหนี” ดูคำตอบ มองเห็นนรกอยู่รำไร

 

“กูว่าไม่รอดว่ะ เลื่อนไปข้อสุดท้ายแล้วกัน” มนุษย์แว่นถอนหายใจ จดจ้องมือถือพักใหญ่กว่าจะเอ่ย “จริงๆ พวกมึงชอบกันที่ตรงไหน”

 

เราสองคนสบตากันนิ่ง แน่นอนว่าเขาต้องโยนให้ผมตอบก่อนเสมอ

 

“ชอบทุกอย่างที่เป็นโยธานั่นแหละ”

 

ถัดจากวินาทีนั้น สองหูก็ได้ยินคำตอบจากปากของอีกฝ่ายเช่นกัน

 

“อืม...กูก็ชอบทุกอย่างที่เป็นกรรณยุคล”

 

ซีนหวานกำลังเป็นไปด้วยดี ถ้าไม่ติดว่าถูกขัดจากเพื่อนสนิทซะก่อน

 

“อยากอ้วกนะแต่ต้องแอ๊บซึ้งไว้”

 

“...”

 

“ไม่น่าเชื่อเลยว่าหนึ่งในบรรดาหนึ่งล้านแปดแสนเจ็ดหมื่นคำถามที่กูเตรียมมา มีหนึ่งข้อที่พวกมึงตอบเหมือนกันและมันเสือกสำคัญด้วย ถ้ากูเป็นพ่อกับแม่กูให้ผ่านแน่นอน”

 

เออว่ะ

 

พยายามมาตั้งนานความจริงมันก็จบลงง่ายๆ เพียงแค่บอกความรู้สึกในใจของตัวเองออกไปแค่นั้นเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ป้าย ยินดีต้อนรับสู่จันทบุรีเด่นตระหง่านเหนือถนนสายหลัก

 

ความตื่นเต้นค่อยๆ ทวีขึ้นเมื่อรถเคลื่อนตัวไปข้างหน้าจนเข้าใกล้เขตพื้นที่บ้านผม ก่อนออกเดินทางได้โทรบอกที่บ้านไว้แล้วว่าอาจจะไปถึงช่วงเย็นๆ แม่ดูจะตื่นเต้นมากเห็นบอกเตรียมกับข้าวไว้เพียบ ก็ได้แต่หวังว่าทุกคนจะรักและเอ็นดูโยธารวมถึงเพื่อนของผมอย่างที่หวัง

 

“เลี้ยวซ้ายซอยข้างหน้านี่แหละ” สัญญาณไฟเลี้ยวถูกเปิด มือหนาหมุนพวงมาลัยเข้าไปในตรอก

 

แท๊แดม...ถึงแล้ว!!

 

ดูเหมือนพ่อจะเปิดรั้วบ้านรอซะกว้าง เราเลยขับรถเข้าไปได้โดยไม่ต้องเสียเวลาลงไปเปิด สรุปแล้วโยธาไม่ได้สวมเสื้อเชิ้ตติดกระดุมเม็ดบนสุดตามที่ไอ้ก้องกับไฟฟ้าแนะนำ เราสี่คนเลยลงจากรถและทักทายกับครอบครัวในธีมสับปะรดกันถ้วนทั่ว

 

“สวัสดีคร้าบคุณแม่ ผมก้องเพื่อนผู้น่ารักของกรรณเอง” ไอ้ที่วิ่งแจ้นไปคนแรกไม่ใช่ใครที่ไหน แถมมันยังทักทายด้วยประโยคเดิมๆ แบบที่เคยใช้ตอนย้ายหอวันแรกอีก

 

“หวัดดีจ้าเด็กๆ เป็นไง เดินทางกันเหนื่อยมั้ยจ๊ะ”

 

“เหนื่อยมากคร้าบ”

 

“งั้นเข้าไปพักข้างในก่อน ขนกระเป๋าเข้ามาเลย พ่อกับพี่กลอยรออยู่ที่ห้องนั่งเล่นแน่ะ”

 

กลับมาบ้านในรอบหลายเดือนไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย บรรยากาศและกลิ่นอายยังเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือท่าทีเคร่งขรึมของพ่อกับสีหน้าดุๆ พร้อมแดกหัวของพี่กลอย

 

ไอ้ก้องเห็นแล้วสะดุ้งเฮือกเพราะเคยเจอพี่ผมแสดงแสนยานุภาพมาแล้ว ครั้งนี้โชคดีหน่อยที่พาเหยื่อมาเพิ่มอีกสองคน วางกระเป๋าไว้ตรงโต๊ะมุมหนึ่งของบ้านเสร็จเลยพากันมานั่งคุยที่ห้องนั่งเล่นก่อน

 

ด้วยความเป็นเจ้าบ้านรวมถึงคนกลางผมจึงอาสาแนะนำตัวให้ทุกคนรู้จักกันก่อน

 

“ทุกคนนี่พ่อกู แม่ และก็พี่สาว”

 

“สวัสดีครับ” ยกมือไหว้งามๆ เลยมึง ใครไหว้ไม่สวยจะไล่ให้ไปหัดใหม่

 

“ส่วนนี่เพื่อนหนูครับ ไอ้ก้องรูมเมทคนเก่า ถัดไปเป็นไฟฟ้าแล้วก็โยธา”

 

“ลูกชายแม่หล่อจังเลยลูก” แล้วแกก็ถลาไปหาไอ้เด็กแฝดพ่วงรวบตัวไอ้ก้องไปกอด

 

“เดี๋ยวๆ แม่ลูกชายแม่คนนี้โว้ย”

 

“คนไหนแฟนแก”

 

โป้ง! จู่ๆ พ่อยิงปืนนัดเดียวหมาตายสองตัว

 

“คะ...คนนี้ครับ โยธา” ผมผายมือไปยังคนตัวสูง

 

เห็นสีหน้าดุของพ่อแล้วต้องบอกเลยว่าเหนือความคาดหมาย ปกติแกเป็นคนไม่ค่อยอะไรอยู่แล้ว ยกเว้นอย่างเดียวคือถ้าผมโดนใครแกล้งแกจะแนะนำให้ซัดตอบแบบจุกๆ ส่วนเรื่องอื่นๆ แม้กระทั่งความรักกลับให้อิสระในการตัดสินใจอย่างเต็มที่

 

“จีบกันได้ยังไง จีบกันตอนไหน คือกรรณน่ะมันดื้อ คบกันคิดว่าจะไปรอดเหรอ”

 

“ใจเย็นพ่อ” ผมขยับก้นนั่งชิดกับแก “ถามทีละข้อก็ได้”

 

ตอนพ่อถามกลอยแม่งคงนั่งจิ้มนิ้วโพสต์สเตตัสสะใจกูเหมือนอย่างที่มักทำแน่ๆ

 

ตลกสุดคือไอ้ที่เหลือต่างพร้อมใจกันนั่งหนีบไข่พลางส่งยิ้มทำตาล่อกแล่กให้กันนี่แหละ

 

“ออกไปคุยกันข้างนอกหน่อยมั้ย”

 

เอาแล่ววววว พ่อมาเหนือว่ะวันนี้ กุมชะตาชีวิตของผมและผองเพื่อนเอาไว้ในกำมือ

 

“ครับ”

 

“พ่อ หนูไปด้วยดิ”

 

“แกนั่งอยู่ตรงนี้แหละ พ่อมีเรื่องจะคุยกับโยธินสองคน”

 

“โยธาครับพ่อ!” ฮ่วย เกือบเท่แต่มาตายเพราะจำชื่อแฟนลูกผิด ใช้ได้ที่ไหน

 

ระหว่างทั้งคู่ออกไปคนที่เหลือต่างพากันนั่งลุ้นจนเยี่ยวเหนียว แม้แต่แม่ยังเอาแต่ตบบ่าปลอบใจบอกเดี๋ยวมันจะผ่านไปด้วยดี มีเพียงพี่สาวผมเท่านั้นที่เปลี่ยนจากจับมือถือหันมาตะไบเล็บอย่างสนุก กลอยกับพ่ออะนิสัยโคตรเหมือนกัน เวลาคิดอะไรก็จะคล้ายกันหมดเพราะงั้นขอถือโอกาสถามความเห็นสักหน่อยดีกว่า

 

“พี่ว่าพ่อพูดอะไรกับโยธาเหรอ”

 

“จะไปรู้หรือไงไม่ใช่พ่อ”

 

“ถ้าเดาล่ะ”

 

“คงบรรยายข้อเสียพันข้อให้แฟนแกฟังมั้ง”

 

“ไม่เคยให้กำลังใจกันเลยง่ะ แง้ๆ”

 

“ไปแง้ที่หน้าบ้านคนเดียวไป” โหดกับน้องตลอด

 

“กลอยไม่ว่าน้องลูก” ยังดีที่มีแม่คอยปรามผมเลยได้จังหวะใส่ไฟกลับซะเลย

 

“แม่ พี่กลอยด่าหนู หนูเจ็บที่ตรงหัวใจ”

 

“ปัญญาอ่อน”

 

“แม่เห็นมั้ย หนูโดนพี่กลอยรังแกตลอดเลยอะ” นอกจากพี่สาวกูแล้ว ชายก้องเกียรติกับคุณเดือนมหาลัยก็ได้แต่หรี่ตาถอนหายใจ มันคงไม่คิดว่าเวลาอยู่กับที่บ้านผมจะเป็นหนักขนาดนี้ ก็นะ...รักษาภาพลักษณ์ลูกชายคนเล็กให้เป็นที่เอ็นดูกันหน่อย

 

หลังพ่อกับโยธาหายไปพักใหญ่ในที่สุดทั้งคู่ก็กลับมา แถมภาพก่อนไปกับตอนกลับท่าทียังต่างกันลิบลับ มียิ้มให้กัน เดินกอดคอกัน ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายอันดีสุดๆ

 

“ปะ เด็กๆ หิวแล้วเดี๋ยวเราก็ตั้งโต๊ะกินข้าวกันเลย” หัวหน้าครอบครัวพูดจบ แต่ละคนเลยอาสาไปช่วยยกของใครครัว มีเพียงผมที่ดึงคนตัวสูงปลีกวิเวกออกมาคุยกันครู่หนึ่ง

 

“พูดอะไรกับพ่ออะ”

 

“เรื่อยเปื่อย” เจ้าตัวตอบเสียงราบเรียบทว่าฟังดูไม่กระจ่างเอาซะเลย

 

“แล้วทำไงพ่อถึงยอมรับมึงได้วะ”

 

“ก็แค่บอกความรู้สึกตรงๆ”

 

“ว่าไงๆ”

 

“เสือกเก่ง” โดนดีดหน้าผากดังเป๊าะเลยว่ะ

 

“เฮ้ยก็คนมันอยากรู้อ่า พ่อถามว่าไง”

 

“พ่อแค่กลัวว่าเราจะไปกันไม่รอด แต่เราก็รู้กันดีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”

 

“นั่นสิ เลยอยากรู้ว่าเนี่ยคุณโยธาใช้ท่าไม้ตายอะไรทำไมพ่อถึงใจอ่อน”

 

“...”

 

นิ่ง ไม่ตอบ ไม่ถามแล้วก็ได้โว้ย

 

บรรยากาศอาหารค่ำดำเนินไปอย่างราบรื่นและสนุกสนาน ไอ้ก้องกับไฟฟ้าเล่นมุกโบ๊ะบ๊ะไม่หยุดก่อนจะหันไปตีกับพี่สาวผมอย่างครื้นเครง อาหารอร่อยๆ ฝีมือแม่ก็ละลานตาเต็มโต๊ะ กว่าจะรู้ตัวผมก็เขมือบข้าวไปสองจานพูนๆ อิ่มแปล้จนเดินแทบไม่ไหว

 

บาดแผลจากศึกสงครามยังคงไม่ค่อยหายดี ดังนั้นตอนยกของขึ้นไปโยธาจึงอาสาทำให้ทั้งหมด เนี่ย ดูสมกับเป็นลูกชายบ้านนี้อีกคน

 

แม่เตรียมห้องไว้ให้พวกเราแล้ว ก้องกับไฟฟ้านอนที่ห้องสำหรับรับรองแขก ปกติห้องนี้ไม่ค่อยได้ใช้งานเท่าไหร่ยกเว้นตอนญาติคนไหนแวะเวียนมาหาซึ่งนานทีจะมีครั้ง คราวนี้แม่ทำการปัดกวาดเช็ดถูจนสะอาดเอี่ยม มีห้องน้ำในตัว สบายใจกันทุกฝ่าย

 

ส่วนโยธานอนห้องเดียวกับผม เป็นห้องนอนที่อาศัยมาตั้งแต่เด็ก ผ้าปูลายโดราเอม่อนผืนเดิมที่ซักบ่อยจนสีเริ่มซีดไปบ้างแล้วยังคงอยู่ โปสเตอร์สตาร์วอร์สก็ยังไม่ถูกดึงออก เรียกได้ว่าผมแทบไม่เคยทิ้งความทรงจำในช่วงชีวิตไหนออกไปเลย

 

“เตียงสามฟุตครึ่งนอนได้มั้ย” วางกระเป๋าไว้ใกล้ๆ ตู้เสื้อผ้าก่อนหันไปถามคนด้านหลัง

 

“เตียงหอในก็นอนมาแล้ว”

 

“ถ้าอึดอัดจะนอนพื้นก็ไม่ว่ากันน้า”

 

“นอนพื้นก็ได้” อะ...อ้าว ทำไมไม่ปฏิเสธอะ กรรณงง กรรณไปไม่ถูก

 

“แต่พื้นแข็งมากนะ เวลานอนก็จะไม่สบายตัว”

 

“ไม่เป็นไร”

 

ฮือ มันตั้งใจแกล้งให้ผมร้อนตัวปะวะ ถ้าเป็นอย่างนั้นอยากบอกว่ามึงทำสำเร็จเพราะกูยังคงหาข้ออ้างในการรั้งให้อีกฝ่ายเปลี่ยนความคิดไม่หยุด

 

“ในห้องแอร์ก็หนาวมาก ตอนกลางคืนไม่มีอะไรอุ่นๆ ให้กอดก็อย่ามาว่ากันนะเว้ย”

 

“ไม่เป็นไร ผ้าห่มยังมีหนิ”

 

“เออตามใจ” ไม่สนแม่งแล้ว

 

วกกลับไปรื้อค้นเสื้อผ้าในกระเป๋าพร้อมกับหยิบชุดนอนไดโนเสาร์ออกมาวางไว้ตรงปลายเตียง ผ้าขนหนูในตู้ถูกพับจนเรียบร้อย ผมดึงออกมาแล้วหมุนตัวเดินกะโผลกกะเผลกเข้าห้องน้ำ

 

“กลับออกมาเดี๋ยวกูทายาให้นะ” เจ้าของเสียงทุ้มตะโกนผ่านประตูเข้ามา

 

“รู้แล้ว”

 

แต่ไม่มีประโยคใดต่อท้ายนับจากนั้น

 

สี่ทุ่มครึ่งเวลาเหมาะแก่การเข้านอนเป็นที่สุด วันนี้ถึงแม้จะใช้เวลาเดินทางไม่นานแต่ก็เหนื่อยพอตัว เมื่อหัวล้มลงบนหมอนจึงข่มตาให้หลับอย่างรวดเร็ว แต่ไม่นึกเลยว่าสุดท้ายแล้วผมจะเอาแต่พลิกตัวไปมาแม้จะปวดแปลบบั้นเอวอยู่หลายครั้ง

 

สายตาทอดมองตั้งแต่ท้ายทอยลงไปยังแผ่นหลังของคนที่ปูฟูกนอนบนพื้นด้วยความรู้สึกหลากหลาย ในหัวกำลังเรียบเรียงประโยคมากมายเตรียมพูดกับเขา สุดท้ายก็ไม่ได้พูดเพราะตัดสินใจได้แล้ว

 

ร่างกายชันตัวขึ้นนั่ง หย่อนเท้าลงบนพื้นก่อนคลานไปหาร่างสูงช้าๆ พร้อมผ้าห่มอีกหนึ่งผืน

 

โยธาเปิดเปลือกตาขึ้น ขมวดสองคิ้วแทบเป็นปมขณะมองผมที่แอบย่องมาแทรกตัวนอนข้างๆ พร้อมยื้อแย่งหมอนครึ่งหนึ่งของอีกฝ่ายไปหนุนอย่างแนบเนียน

 

“แอร์เย็น หนาวมากเลย”

 

เหตุผลไก่กา แต่มันคิดได้เท่านี้แหละ

 

“แล้วไม่ปวดหลังเหรอ” เจ้าของกายสูงถามเป็นเสียงกระซิบ ยามเราหันหน้าเข้าหากัน เพิ่งเห็นว่าระยะห่างระหว่างเรานั้นลดน้อยจนแทบไม่เหลือ

 

“ไม่ปวดเพราะหนาวมากกว่า”

 

“ให้กอดมั้ย”

 

“กะ...ก็ดี”

 

ผมได้ยินเสียงหัวเราะดังผะแผ่วจากอีกฝ่าย ก่อนที่พริบตาหนึ่งร่างกายจะถูกวงแขนอบอุ่นรวบเข้าไปในอ้อมกอด วันนี้มีสิ่งดีๆ หลายอย่างเกิดขึ้น เลยรู้สึกไม่ต่างจากการยกภูเขาออกจากอก

 

เพิ่งรู้ว่าตัวเองโชคดีขนาดนี้ มีเพื่อนที่น่ารัก มีครอบครัวที่แสนเข้าใจ และยังมีเขา...ที่คอยเป็นทุกอย่างให้กับผม

 

“ตอนที่คุยกับพ่อ กูไม่ได้อธิบายเหตุผลอะไรมากหรอก”

 

จู่ๆ โยธาก็เปรยประโยคหนึ่งออกมา ฉุดให้ต้องเงยหน้าขึ้นไปมองเขา สบสายตานิ่งงันราวกับกำลังทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดี

 

“แต่เขาก็เข้าใจว่ากูจริงจังกับมึง”

 

ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมา กดจมูกลงข้างแก้มผมก่อนเอ่ยประโยคเดิมซ้ำๆ

 

ตั้งแต่มีเขา ผมไม่เคยมองคนอื่น

 

อาจเป็นคำพูดแสนสั้นแต่ยอมรับเลยว่า...หัวใจของใครคนหนึ่งพองโตขนาดนี้ก็เพราะโยธาเพียงคนเดียว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บ่ายๆ ไปทะเล~

 

บ้านเราอยู่ไม่ห่างจากชายหาดคุ้งวิมานมากนัก เลยกะจะไปถ่ายรูปชิคๆ และเล่นน้ำกันสักหน่อย แต่ก่อนจะถึงตอนนั้นเพื่อนรักสองคนดันหลับเป็นตายหลังซื้อเบียร์ออกไปแดกโดยไม่บอกกันสักคำ กลอยมีนัดกับเพื่อนมัธยมเลยออกไปตั้งแต่เช้า ส่วนพ่อกับแม่เตรียมอาหารไว้ให้ก่อนออกไปทำงานกันหมด

 

“บีเกิล ช่วยพาไปห้องเก็บของหน่อยสิ”

 

“ฮะ?”

 

ผมยืนนิ่งไม่ไหวติง

 

“ที่บ้านนี้มีห้องเดียวใช่มั้ย” เผลอกลืนน้ำลายลงคอโดยไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ ใช่ มันมีห้องเดียวและเป็นห้องที่เก็บความทรงจำเลวร้ายในวัยเด็กของผมเอาไว้จนจำฝังใจมาถึงทุกวันนี้

 

“ถามถึงทำไม”

 

“แค่คิดว่าอยากไปลองเผชิญกับสิ่งที่มึงเคยเจอสักครั้ง”

 

“วะ...ไว้วันอื่นมั้ย”

 

ผมไม่ได้กลัวถึงขนาดเห็นไม่ได้ แค่พยายามหลีกเลี่ยงด้วยความรู้สึกที่ว่าเข้าไปคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอยู่ดี สุดท้ายยังไงก็ฝันร้ายเหมือนเดิม

 

จำได้ว่าหลังจากจบงานวิศวะสัมพันธ์โยธาพาผมไปพบคุณหมอใจดี เขาคอยให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการที่กำลังเป็นอยู่ สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำตอนนี้คือการกล้าเผชิญหน้ากับความกลัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งตอนเป็นเด็กผมก็เคยทำนะแต่มันดันไม่ได้ผล

 

เริ่มจากสามารถเข้าไปในห้องเก็บของ ทดลองนอนเปิดไฟบางดวงในห้องที่ยังไม่มืดสนิท หรือสารพัดวิธีที่พอจะคิดออก แต่สุดท้ายก็จบลงตรงที่ผมฝันร้ายอยู่ดี

 

“บีเกิลไม่ต้องกลัว กูจะอยู่กับมึง”

 

“มันไม่หายหรอก ไม่เชื่อคืนนี้ลองปิดไฟดูดิเดี๋ยวกูก็ฝันอีก”

 

“ครั้งนี้ถึงอยากให้เรามาพยายามด้วยกันไง”

 

สองเท้าก้าวเข้ามาประชิด เอื้อมฝ่ามือแสนอบอุ่นกอบกุมสองแก้มผม แล้วส่งผ่านความรู้สึกมากมายผ่านทางสายตา โยธาบอกให้เชื่อมั่น โยธาบอกว่าเขาสามารถเป็นที่พึ่งพิงให้ผมได้ โยธาจะเป็นทุกอย่าง...

 

แม้ไม่พูดทว่ากลับเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง

 

“ก็ได้”

 

“เก่งมากเด็กดี”

 

“ต้องมีรางวัลปลอบใจนะ”

 

“อยากได้อะไร”

 

“พิซซ่าถาดใหญ่กินคนเดียวจุกๆ”

 

“กินคนเดียวเลยเหรอ”

 

“ใช่”

 

คนตัวสูงจับมือของผมไว้ นิ้วทั้งห้าสอดประสานกันแน่นแทบไม่เหลือช่องว่าง ก่อนพากันเดินไปยังมุมหนึ่งของบ้านที่เป็นห้องเก็บของและความทรงจำมากมาย

 

แม่ไม่ได้ล็อกประตูไว้ ดังนั้นแค่หมุนลูกบิดเราก็สามารถเปิดเข้าไปภายในอย่างง่ายดาย กลิ่นแรกที่กระแทกเข้ากับจมูกเลยก็คือฝุ่นและความอับชื้นจากข้าวของมากมายซึ่งถูกทิ้งเอาไว้เป็นเวลานาน จำได้ว่ามีหลายครั้งที่เราทำความสะอาดมันแต่สุดท้ายก็กลับมารกดังเดิม

 

สวิตช์ไฟถูกกดเปิดช่วยทำลายความอึดอัดในคราแรกออกไปหลายส่วน

 

ผมกวาดตามองความรกและไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยของข้าวของ ก่อนเงยหน้ามองคนเคียงข้างซึ่งยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย

 

“ตอนเด็กเข้ามาเล่นในนี้เหรอ”

 

“อือ มันน่ากลัวใช่มั้ย แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรเลยเพราะกำลังคัฟเวอร์เป็นอีธาน ฮันต์อยู่”

 

“โคตรซน”

 

“ดูแล้วเราก็ออกไปกันเถอะ”

 

“บีเกิล”

 

“อะไร”

 

“เรามาจัดห้องนี้กันใหม่มั้ย”

 

“...?” ยังคงทำหน้าเอ๋อแดก แปลกใจกับคำพูดของคุณความมืดมนไม่น้อย

 

ข้าวของมันวางอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้ว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอะไรบ้าง ที่สำคัญหลังจัดเสร็จสุดท้ายก็กลับมารกอยู่ดีเพราะไม่รู้จะเอาของพวกนี้ไปเก็บไว้ที่ไหน มากสุดคือเลือกเก็บไว้บางชิ้น ที่เหลือก็ทิ้งให้หมด

 

“ไม่รู้ว่าแม่กับพ่อจะว่าอะไรมั้ย” ท้ายประโยคเริ่มแผ่วลงเรื่อยๆ เนื่องจากไม่มั่นใจ

 

“กูขอท่านแล้ว”

 

“จริงดิ”

 

“อือ เพราะงั้นมาจัดห้องกัน”

 

“อะ...โอเค” ผมพยักหน้าหงึกหงัก “แต่ขอไปหาแมสก์ปิดปากก่อนนะ ไหนจะไม้กวาด ผ้าขี้ริ้ว โอ๊ยเยอะ”

 

“ได้ งั้นเดี๋ยวกูรื้อของรอ”

 

“รื้อเก่งงงงง”

 

“กูรื้อส่วนมึงจัด”

 

เป็นครั้งแรกที่รู้สึกตื่นเต้นกับการจัดบ้านมากมายขนาดนี้ ผมกระตือรือร้นวิ่งไปทั่วบ้าน หยิบเอาอุปกรณ์ทำความสะอาดเท่าที่มีออกมา จากนั้นเราก็เริ่มภารกิจจัดบ้าน

 

นี่ไม่ใช่สไตล์คุณมาริเอะ แต่เป็นสไตล์โยธากับกรรณยุคลเอง

 

“ยกอันนี้ออกไปข้างนอกก่อนมั้ย ปลวกจะกินแล้ว”

 

“ได้ๆ” ตู้หนังสือซึ่งเป็นบ้านหลังใหม่ของน้องแมลงหลากชนิดถูกทิ้งไว้โดยไม่มีใครเหลียวแล ด้วยความเป็นไม้อัดเลยชื้นน้ำและบวมง่าย เราสองคนจึงช่วยกันยกออกไปด้านนอก ถ้าพ่อกลับมาค่อยปรึกษาว่าจะสามารถซ่อมส่วนไหนได้บ้างเพราะยังรู้สึกเสียดายอยู่

 

“อันนี้น่ารักดี”

 

ของชิ้นใหญ่ถูกขนออก ส่วนของชิ้นเล็กอาศัยนำกล่องมาเก็บไว้ ชิ้นไหนไม่สำคัญก็โยนทิ้งไป ทำแบบนี้อยู่นานกระทั่งเจอเข้ากับอัลบั้มรูปขนาดใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งเก็บความทรงจำชั้นดี

 

“โห ตามหาตั้งนานที่แท้อยู่นี่เอง” ในนี้มีรูปสมัยที่ผมกับพี่กลอยยังตัวเท่าเห็บอยู่ค่อนข้างเยอะ

 

“บีเกิลน้อยน่ารัก”

 

“เฮ้ยอย่าชมดิ ยอมรับว่าดูดี โตขึ้นมาก็ยิ่งดูดี”

 

“กูว่าเราเก็บห้องกันต่อเถอะ”

 

“เฮ้ยไรวะ” พูดความจริงหน่อยทำเป็นรับไม่ได้ โด่...

 

ท่ามกลางความพยายามทุ่มเทอย่างสุดความสามารถในที่สุดห้องเก็บของรกๆ ก็ถูกจัดการซะสะอาดเอี่ยมอ่อง ซึ่งเป็นเวลาที่เพื่อนรักทั้งสองตื่นขึ้นมาพอดี ได้ยินแม่งโวยวายยกใหญ่ที่เห็นข้าวของวางเกลื่อนพื้นชั้นล่างของบ้าน แต่สุดท้ายคนทั้งคู่ก็กลายมาเป็นลูกมือของผมกับโยธาไปโดยปริยาย

 

ช่วงบ่ายยังคงยึดแพลนเดิมคือออกไปถ่ายรูปชิคๆ ที่หาด เล่นน้ำจนเหนื่อย จากนั้นก็กลับมาจัดของต่อเพื่อที่วันพรุ่งนี้จะได้เที่ยวอย่างเต็มที่โดยไม่เหลือความกังวลใจ

 

18.00 น.

 

พ่อกับแม่กลับถึงบ้าน พี่กลอยตามมาชมผลงานของเราก่อนแว๊บไปช่วยแม่เตรียมอาหาร

 

ของหลายอย่างที่เคยอยู่ในห้องนี้ถูกจัดการจนเข้าที่เข้าทางยิ่งขึ้น จนความรกที่เห็นคราแรกไม่หลงเหลืออยู่ ส่วนคนจัดอย่างผมนั้น...เหลือเพียงกายหยาบเพราะวิญญาณได้หลุดออกจากร่างด้วยความเหนื่อยล้าไปแล้ว

 

“หมาน้อยหอบ”

 

เจ้าของร่างสูงเอ่ยแซว ผมเลยส่งสายตามองขวางไปให้คนที่ยืนพิงกรอบประตูทันที

 

“เหนื่อยโพดดดดด”

 

“พักก่อน”

 

จบประโยคนั้นไฟก็ดับลง

 

“เฮ้ย ปิดไฟทำไม!

 

ผมร้องเสียงหลงลุกขึ้นยืนด้วยความซวนเซ ทว่ายังเดินไม่ถึงตัวอีกฝ่ายประตูก็ถูกปิดลงจนทั่วบริเวณมืดสนิท ผมมองไม่เห็นอะไรนอกจากยืนนิ่ง ก่อนความกังวลต่างๆ จะหายเป็นปลิดทิ้งเมื่อฝ่ามือถูกกอบกุมโดยใครอีกคน

 

“อยู่ด้วยกันสักพักได้มั้ย”

 

“ถ้ามึงสัญญาว่าจะไม่หายไปไหนอะนะ”

 

“ไม่ไปไหนอยู่แล้ว”

 

อบอุ่นประหนึ่งไมโครเวฟ

 

ผมชอบโยธาที่เป็นแบบนี้ ไม่สิ ชอบทุกอย่างที่เป็นเขามากกว่า เพราะต่อให้เมื่อก่อนที่เขาแข็งกระด้างที่สุดผมก็ยังสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนที่แฝงอยู่ในการกระทำบางอย่างเสมอ

 

ข้อมือถูกรั้งให้เดินตามคนข้างหน้าท่ามกลางความมืด กระทั่งหยุดลงตรงจุดหนึ่ง ผมและเขาทิ้งตัวลงนั่ง พิงหลังกับกำแพงโดยไม่พูดอะไรกันสักคำนอกจากแค่นั่งจับมือกันเงียบๆ เท่านั้น

 

เวลาไม่ได้ดูยาวนาน

 

ห้องเก็บของห้องเดิมไม่ได้ให้ความรู้สึกอึดอัดและทรมานอีกแล้ว

 

“บีเกิล”

 

หลังปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ของมันอยู่นาน ในที่สุดคนเคียงข้างก็เป็นฝ่ายเอ่ยทำลายมันก่อน

 

“หืม...”

 

“บีเกิล”

 

“อะไรครับ”

 

“บีเกิล”

 

“เรียกอยู่นั่นแหละ ไม่เบื่อบ้างเหรอ”

 

“อยากจูบ ขอจูบหน่อยได้มั้ย”

 

“...”

 

“กูอดทนมาตลอด แต่ตอนนี้เหมือนจะทนไม่ไหวแล้ว” เขาเปิดเปลือยความรู้สึก แล้วมีเหตุผลอะไรที่ผมจะไม่ยอมรับมันล่ะ

 

“ไม่เห็นต้องทน”

 

เป็นผมที่จู่โจมเขาก่อนโดยไม่ปล่อยให้ตั้งตัว ริมฝีปากของเราสัมผัสกันบดขยี้ไปมาอย่างอ่อนโยนสลับดุดัน โยธาเป็นผู้นำที่ดี ส่วนผมเป็นผู้ตามเงยหน้ารับจูบของเขาอย่างถนัดถนี่ ลิ้นร้อนแทรกไปตามรอยแยกระหว่างริมฝีปาก ดุนดันให้อ้าออกเล็กน้อยก่อนจะสอดเข้าไปภายใน

 

ผมไม่ชินนักแต่ก็พยายามให้ความร่วมมือ สองแขนโอบรอบกายหนาเอาไว้เพื่อพึ่งพิง ขณะลิ้นร้อนเกี่ยวกระหวัดคลุกเคล้าอย่างต่อเนื่อง หัวสมองว่างเปล่า หลับตารับทุกอารมณ์ที่ถาโถมเข้ามาด้วยความเต็มใจ

 

ในจังหวะที่คนตัวสูงผละออก นำพาเอาความว่างเปล่าเข้ามาแทนที่ ผมออกแรงกระชับเอวเขาเอาไว้ก่อนเปิดปากบอกความรู้สึกเบื้องลึกอย่างตรงไปตรงมา

 

“โยธา...อยากจูบอีก”

 

“...”

 

“อยากจูบนานๆ”

 

“เดี๋ยวนี้เป็นเด็กเอาแต่ใจนะ”

 

ตอบกลับมาแค่นั้นสุดท้ายก็ทำตามคำขออย่างไม่เกี่ยงงอน

 

ผมไม่รู้ว่าตัวเองจมอยู่ในภวังค์และหลงเคลิ้มกับอารมณ์ยากเกินอธิบายเหล่านี้เนิ่นนานเท่าไหร่ เพราะมันเหมือนจะเริ่มต้นและไม่มีทางจบลงเลย

 

พรึ่บ!

 

จนกระทั่ง...

 

ใครเปิดไฟวะ!

 

ผมกับโยธาผละริมฝีปากออกจากกัน หันไปมองยังต้นเหตุซึ่งยืนห่างออกไปไม่ไกลนัก เป็นพี่สาวผมที่เปิดประตูเข้ามา แถมตอนนี้มือยังค้างอยู่ตรงสวิตช์ไฟอ้าปากหวอราวกับไม่เชื่อสายตาตัวเองเท่าไหร่

 

งานเข้า! งานเข้าไอ้กรรณแล้นนนนนนน

 

“อ้าวฉิบหาย”

 

“...”

 

“กำลังจูบกันอยู่เหรอ”

 

กลอยหลุดอุทานหลังเพิ่งได้สติ ส่วนผมเริ่มขยับตัวร้อนรนรีบแก้ต่างพัลวัน

 

“พี่กลอยอย่าบอกแม่นะ”

 

“ไม่บอกๆ”

 

ประตูถูกปิดอีกครั้ง ทว่าเสียงที่ดังมาจากข้างนอกมันทำให้ผมแทบเอาหัวโขกกำแพง

 

“พ่อ! กรรณมันใจแตก”

 

กลอยโว้ย!!

 

ไม่ให้บอกแม่แต่ไม่ได้หมายความว่าจะบอกพ่อได้นะ สร้างภาพกันมาตั้งนานสุดท้ายพังไม่เป็นท่าเพราะมาแอบจูบกัน ฮือ...ไม่น่าเลย

 

 

 

 

อีกสองตอนก็จบแล้ว

ต้องคิดถึงคนอ่าน บีเกิล และคุณความมืดมนแน่เลย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8.497K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,843 ความคิดเห็น

  1. #13843 Saltan (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 30 เมษายน 2564 / 19:26
    พี่กลอยยย555555
    #13,843
    0
  2. #13814 Chopraka (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 21 มีนาคม 2564 / 12:41

    กำลังลังฟิน555+
    #13,814
    0
  3. #13650 pang_97s (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 7 กันยายน 2563 / 19:30
    ยัยน้องโว้ยยยยยย55555555555555555
    #13,650
    0
  4. #13630 Liracu (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2563 / 16:51
    ลั่นเลยอ่ะพี่
    #13,630
    0
  5. #13460 Sujitraaonn (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 / 13:51
    #กรรณโป๊ะแตก ต้องมาละป้ะ55555555
    #13,460
    0
  6. #13430 Oseidon (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 15:53
    พี่สาวอย่างฮา 🤣🤣🤣
    #13,430
    0
  7. #13392 sugarraeks (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 19:32
    กลอยโว้ยยยยยย55555
    กรรณน่ารักจัง
    #13,392
    0
  8. #13375 NamShayanin (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 / 16:57
    รู้สึกว่ากลอยคือตัวเองร่างสอง
    #13,375
    0
  9. #13320 krich28 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 16:09

    อ่านแล้ว มีความสุขจัง :)

    #13,320
    0
  10. #13312 WhanMii. (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 22:35
    โอ๊ยยย บีเกิลลูกฉัน พี่กลอยอย่าแกล้งน้องงงง5555555
    #13,312
    0
  11. #13297 Apoptosis (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 23:46
    555555555 เป็นบ้านที่รักกันดีอ่าาาาาา 5555555 บีเกิ้ลโครตน้องหมาเลยยยย น่ารักโพดดดดด
    #13,297
    0
  12. #13263 CN_nene (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 23:51
    5555555555 พ่อ กรรณมันใจแตก ตลกอะ 555555555555
    #13,263
    0
  13. #13244 Bigkaru (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 23 เมษายน 2563 / 10:31

    อยากเป็นบีเกิ้ลล งื้อออ

    #13,244
    0
  14. #13203 Dry_ice (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 13:40
    บีเกิลใจแตกกกก
    #13,203
    0
  15. #13202 lin_minew (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 12:09
    มีคนมาเจอช็อตเด็ดอีกแล้ว 555
    #13,202
    0
  16. #13140 benzsu best (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 15 เมษายน 2563 / 23:20
    ก็ถูกของพี่กลอยนะ555555 โอ้ยโคตรแสบอ่ะบ้านนี้
    #13,140
    0
  17. #13120 0815955596 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 15 เมษายน 2563 / 06:51
    นั่งขำจนปวดท้องหมดแล้ว55555555
    #13,120
    0
  18. #13066 Llmuz Mp (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 11 เมษายน 2563 / 00:30
    บีเกิลร้ายนะเนี่ย
    #13,066
    0
  19. #13025 panpinkey (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 00:25
    โถ่ลูก55555
    #13,025
    0
  20. #12989 kimurakung (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 5 เมษายน 2563 / 23:51
    พี่กลอยน่ารััก 555 #บิเกิ้ลใจแตก
    #12,989
    0
  21. #12795 mo4556 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 22:01
    พี่กลอยร้ายย 555555
    #12,795
    0
  22. #12732 IiIingg (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 22 มีนาคม 2563 / 08:07
    เอ็นดู5555555
    #12,732
    0
  23. #12699 KadeKade150762 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 20 มีนาคม 2563 / 22:12

    เหยย พี่กลอยอย่าแกล้งบีเกิล5555
    #12,699
    0
  24. #12479 Lalunedemoi (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 13 มีนาคม 2563 / 00:17
    เอ็นดู55555 พี่กลอยก็แกล้งน้อง
    #12,479
    0
  25. #12460 tbuykeid37 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 11 มีนาคม 2563 / 20:21
    555พี่บอกไปแล้ว
    #12,460
    0