วิศวกรรณโยธา - end

ตอนที่ 17 : 16 - จัดเลยเรายังไหวใจเราสู้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 134,705
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8,961 ครั้ง
    15 ม.ค. 63




16


จัดเลยเรายังไหวใจเราสู้




            คุณคิดว่าช่วงเวลาที่ยากที่สุดของความสัมพันธ์อยู่ตรงจุดไหน


            สำหรับผมมันคือตอนเริ่มต้น...


            คิดดูดิ จากวันแรกที่รู้จักโยธาผมมองหาความประทับใจในกันและกันแทบไม่เจอ และคิดว่ามันเองก็คงรู้สึกไม่ต่าง แบบ...จังหวะโคตรนรก เจอกันในห้องน้ำ ก๊อกแตก แถมยังบังอาจทักมันด้วยชื่อของใครอีกคน


            โยธาในตอนแรกนั้นคือมนุษย์มืดมนตัวเป้ง ถามคำตอบคำ กำแพงสูง และมีความลับซ่อนเร้นมหาศาล ต่อให้ผมพยายามแค่ไหนก็ไม่สามารถขยับเข้าใกล้คำว่าเพื่อนสนิทได้เลย เป็นเพียงแค่รูมเมทที่อยู่เตียงตรงข้ามแต่ไม่ค่อยเจอหน้าค่าตาสักเท่าไหร่


            นึกมาถึงตรงนี้แม่งโคตรเซอร์ไพรส์ที่สุดท้ายเราสองคนต่างตกลงปลงใจคบกันในฐานะคนรัก ยิ่งไปกว่านั้น โยธายังมีการเปลี่ยนแปลงตัวเองจนสังเกตได้ชัด มันแสดงความรู้สึกตรงๆ มากขึ้น อ่อนโยนมากขึ้น และที่สำคัญ...แม่งยังเสือกเกทับคนอื่นเก่งขึ้นด้วย


            “แหมๆ ขนาดจะเข้าห้องสอบยังเสือกมาหวานโชว์พวกกูอีกนะ”


            “ไม่ได้หวาน กูแค่ทำเป็นเรื่องปกติ”


            “เชี่ยยยยย ขิงฉิบหายไอ้สัด ถามหน่อยโยธา ภาคมึงไม่มีสอบเหรอ”


            “มี”


            “แล้วมาอยู่ทำไมตรงนี้ไม่ทราบครับ หลังสอบค่อยมาก็ได้มั้ง”


            “กลัวบีเกิลงอแง”


            เกี่ยวอะไรกับกู
~ เรื่องโยนขี้ขอให้บอก งานมักงอกที่ผมเสมอแหละ


            นี่นับเป็นอีกภาพหนึ่งที่แสนชินตา หลังงานวิศวะสัมพันธ์ผ่านพ้นไปนับเดือน ชีวิตของเราทั้งคู่รวมถึงคนรอบข้างก็เริ่มกลับมาดำเนินตามวิถี จะแตกต่างนิดหน่อยก็ตรงที่เราต้องยอมรับกับสถานะใหม่ซึ่งเปลี่ยนจากเพื่อนมาเป็นแฟนอย่างปุบปับ


            แรกเริ่มคงไม่มีใครชินนักหรอกเลยต้องอาศัยการปรับตัวเยอะพอสมควร เพื่อนผมเองก็ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วย พอนานเข้าจึงเริ่มคุ้นชิน


            “วันนี้สอบวันสุดท้ายแล้ว ตอนเย็นจนถึงดึกกูมีนัดก๊งกับเพื่อนที่บังอรโภชนา มึงไม่ว่าอะไรกูใช่มั้ย” เอ่ยถามกับคนตัวสูงที่วันนี้สวมชุดนิสิตถูกระเบียบเป๊ะ ดูดีตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า


            เนคไทผมก็เป็นคนผูกให้เหมือนเดิม ส่วนวันนี้มันอยากโชว์สกิลอาสาผูกคืนบ้าง ผลที่ได้คือสภาพไทที่ถูกมัดเป็นปมราวกับเงื่อนตายอยู่ตรงคอหอย


            ถามก่อน มึงแค้นกันมาตั้งแต่ชาติปางไหน


            “จะว่าทำไม วันนี้มีนัดกับเพื่อนเหมือนกันอาจจะกลับดึกหน่อย”


            “ไม่เป็นไร แค่อย่าเมาเป็นหมาก็พอ”


            “บอกกูหรือบอกตัวเอง”


            “ทำไมรู้ดีจังอะ”


            พวกคอทองแดงอย่างโยธาน้อยครั้งมากที่จะเมาจนประคองสติไม่อยู่ นอกจากเพื่อนจะยุให้อาบเหล้าลงไปแทน ส่วนผมเป็นพวกไม่ถูกกับแอลกอฮอล์สักเท่าไหร่ นิดหน่อยภาพตัดฉับเข้าสู่โหมดนิพพานโดยไม่ต้องรออารมณ์กรึ่มๆ


            “อย่าเมามากก็พอ ถ้าไม่ไหวให้โทรหากูจะรีบไปรับ”  


            “ได้เลย”


            “ตั้งใจสอบล่ะ”


            “ครับผม อ้อๆ เกือบลืม กูเตรียมของมาให้ด้วย” ไม่ปล่อยให้รอนานผมรีบล้วงกระเป๋าเสื้อนิสิต ก่อนจะยื่นพระเครื่องซึ่งเพิ่งบูชามาหมาดๆ ให้กับอีกฝ่าย


            “ลงทุนขนาดนี้เลย?” ใบหน้าหล่อเหลาจ้องมองกึ่งสงสัยกึ่งขำขัน


            “แน่นอน หลวงพ่อท่านแรงมาก”


            “แล้วทำไมไม่เก็บไว้เอง”


            “เพราะกูเก่งอยู่แล้วเลยไม่ต้องพึ่งดวง”


            “งั้นคงไม่ต้องให้กำลังใจแล้วมั้ง”


            “เฮ้ยไม่ดินั่นคนละส่วน ดวงก็เรื่องนึง กำลังใจก็อีกเรื่อง” ผมขยับเท้าเข้าใกล้ เงยหน้ามองคนตัวสูงกว่าอย่างมีความหวัง เจ้าตัวเลยส่งยิ้มพลางเปิดปากบอกด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเป็นเอกลักษณ์


          “เป็นกำลังใจให้นะ”


            “แล้วอะไรต่อ”


            “จบละ”


            “ไม่ซึ้งเลยว่ะ”


            “ถ้าสอบได้คะแนนดีจะพาไปเลี้ยงบุฟเฟ่ต์”


            “งื้ออออ
~ รู้สึกซาบซึ้งขึ้นมาเฉย ทำไมถึงได้น่ารักกับกูจัง” แทบหยิบชีทเรียนออกมาเขมือบกลืนแก้เขินให้รู้แล้วรู้รอดไป กับของแดกน่ะมันเป็นเรื่องโรแมนติกสำหรับผมเสมอ


“ไปได้แล้วโว้ย เหม็นความรัก”


            เบื่อจริง หลังได้ยินประโยคสุดระคายหูของเพื่อน หนังรักบรรยากาศฟุ้งซึ่งกำลังฉายได้ไม่นานก็ถูกตัดสลับกลับมาที่โลกของความเป็นจริงอีกครั้ง


            “ทำให้เต็มที่นะบีเกิล”


            โยธาพูดพลางวางฝ่ามืออบอุ่นลงบนหัวของผมอย่างที่มักทำเป็นประจำ ทางนี้เลยอยากตอบแทนความเอ็นดูทั้งหมดทั้งมวลด้วยการเขย่งปลายเท้า แล้ววางฝ่ามือของตัวเองลงบนหัวอีกฝ่ายเพื่อให้กำลังใจกลับ


          “ทำให้เต็มที่เหมือนกันครับคุณคนเก่ง”


            “...!!   


            ซึ่งไม่รู้ว่าเผลอทำอะไรผิดไปหรือเปล่า แต่มันนิ่งไปเลยว่ะ แถมยังส่งผลให้คนรอบข้างพากันเข้าสู่โหมดเดดแอร์แบบมึนๆ เล่นเอาทำตัวแทบไม่ถูกเลยค่อยๆ ลดมือลงรอสถานการณ์กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง


            “กูไปแล้วนะ”


            “อือ” สายตามองดูแผ่นหลังกว้างตึงค่อยๆ ผละห่างออกไป ทว่าผมกลับต้องเบรกมันไว้ด้วยประโยคเดียว “โยธา...”


            “ว่าไง”


            “ห้องสอบมึงอยู่อีกฝั่งนึงไม่ใช่เหรอ”


            “นั่นดิ”


            “...”


            “แต่ไปตรงนี้ก็ถึงเหมือนกัน” ไม่รอฟังอะไรต่อจัดการสับเท้าอย่างรีบเร่งจนลับสายตา จังหวะนี้แหละที่ผมเริ่มตั้งข้อสงสัยเลยหันไปถามเพื่อนสนิทซึ่งกำลังเปิบหมูปิ้งก่อนเข้าห้องสอบอยู่


            “ไอ้ก้อง ที่กูลูบหัวมันไปคือสิ่งที่ไม่ควรทำเหรอวะ” ยอมรับว่าหลายคนไม่ชอบให้ใครยุ่งกับหัวตัวเอง ผมเลยไม่แน่ใจว่าเผลอทำพลาดอะไรไปหรือเปล่า


            “ควรไม่ควรกูไม่รู้นะ แต่ไอ้โยธาน่ะโคตรสระเอ ขอไข่ สระอิ นอหนูเลยไอ้สัด”   


            “มึงรู้ได้ไงว่ามันเขิน”


            “เขารู้กันหมดแหละยกเว้นมึงที่สระโอ งองู ไม้เอกอะ”


            “ฮะ?”


            “โง่ฉิบหายเลย”


            โดนด่าอีกแล้ว ถามหน่อยว่ากรรณยุคลผิดอะไร?



 

 

 

 

 

 

 


            แพลนหลังสอบเสร็จคือการย้ายห้องและกลับบ้าน


            ฟังไม่ผิด ผมต้องย้ายห้อง
!


            ไม่ได้หมายถึงห้องระหว่างแฝดคนพี่กับคนน้อง แต่เป็นการย้ายของบางส่วนออกไปอยู่ห้องพักใหม่ซึ่งคุณความมืดมนได้เช่าเอาไว้ก่อนหน้านั้น โชคดีที่หลังปล่อยเช่าห้องที่บาร์
15th November โยธาก็ได้เงินส่วนหนึ่งมาใช้จ่ายในส่วนนี้แทน


            กฎของเด็กปีหนึ่งที่เข้ามาใหม่คือมหา
ลัยมักจะบังคับให้เราพักอยู่หอในตลอดหนึ่งปีเต็มจึงจะสามารถย้ายออกไปได้


            ทว่าส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครอยู่ได้นานกว่านั้น อาจด้วยปัญหาสารพัดทั้งไม่ถูกกับรูมเมท ไลฟ์สไตล์ต่างกัน หรือเรื่องหยุมหยิมจิปาถะที่อาจทำให้ทะเลาะกันใหญ่โตเพียงแค่ไม่มีใครอยากล้างห้องน้ำ หลายคนเลยตัดปัญหาด้วยการออกไปหาหอใหม่ซุกหัวนอนแทน


            ส่วนผมไม่ได้มีปัญหากับใคร ที่ย้ายออกก็เป็นเหตุผลที่คล้ายกับเพื่อนอีกส่วนหนึ่งนั่นคือ...มีแฟน


            แม่กับพ่อรับรู้แล้วเลยอยากให้พาโยธามาเที่ยวบ้านในช่วงปิดเทอมด้วยจะได้ทำความรู้จักกันอย่างเป็นทางการสักที แต่กว่าจะไปถึงตอนนั้นต้องผ่านจุดที่ยากที่สุดไปก่อน


            “กางเกงในตัวนี้เอาไปมั้ย” เจ้าของร่างสูงหันมาถามพร้อมโชว์ของในมือให้ดูเป็นขวัญตา


            “ห้ามจับของส่วนตัวคนอื่นโดยพลการดิ”


            ด้วยความที่เราตัดสินใจแล้วว่าจะนอนหอในสลับกับข้างนอก เลยต้องเลือกว่าจะเก็บอะไรไว้ที่นี่บ้าง และนำของชิ้นไหนไปไว้อีกห้องหนึ่ง


            “จับไม่ได้เหรอ” โยธาถามหน้าตาย


            “ห้ามๆ วางลงเดี๋ยวนี้ แล้วก็ห้ามพูดถึงด้วย”


            “โอเค” มันก้มหน้าก้มตาค้นลิ้นชักตู้เสื้อผ้าต่อ “แต่กางเกงในมึงตัวเล็กน่ารักจังเนอะ”


            กูบอกอย่าพูดมันก็ยังหาจังหวะมาแซวผมต่อ ไอ้เวรนี่...


            “ตัวเล็กที่ไหนกูใส่ไซส์มาตรฐานเหอะ มีแต่มึงเท่านั้นแหละที่ตัวโตเกินมนุษย์”


            “โอเค มาตรฐานมึงคือไซส์เด็ก”


            “จะเอาไงว่ามา ตีกันตรงนี้เลยมั้ย”


            “บนเตียงเลยเหรอ ไอ้ไฟกลับมาทำไง” เจ้าตัวถามหน้าตาย ผมรู้ว่ามันไม่ได้หมายถึงตีกันปกติแต่แฝงความนัยอย่างอื่นมากกว่า หื่นที่สุดก็มึงนี่แหละสัด


            “ตัดสินใจไม่ย้ายไปอยู่ด้วยเลยดีมั้ยเนี่ย”


            “แล้วอย่ามางอแงทีหลังแล้วกัน”


            “อย่างผมน่ะเหรอจะงอแง คุณประเมินผิดไปแล้วล่ะ”


            “มั่นใจจัง”


            “ความมั่นใจแค่ห้าแต่ความมั่นหน้าหนึ่งล้านอะ ยอมปะ”


            “ยอมๆ”


            แล้วมันก็จัดการรื้อกางเกงในผมต่อทั้งที่เพิ่งบอกไปตะกี้


            เสื้อผ้าบางส่วนถูกเก็บใส่ตะกร้า บางส่วนยังคงทิ้งไว้ในตู้เสื้อผ้าเผื่อเวลาอยากเปลี่ยนบรรยากาศกลับมานอนหอในบางวัน ซึ่งเราไม่ซีเรียสอยู่แล้วว่าต้องนอนด้วยกันทุกคืน บางทีพอกลับมาใช้ชีวิตที่ไม่จำเป็นต้องตัวติดกันบ้างก็เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน


            “พรุ่งนี้อย่าลืมมาช่วยขนของไอ้ก้องด้วยนะ” ผมย้ำอีกครั้งหลังนึกขึ้นได้


            ช่วงนี้หลายคนทยอยย้ายออก ก้องเกียรติก็ไม่น้อยหน้าบิดมอเตอร์ไซค์สัญจรหาหอมาพักใหญ่ก่อนจะเจอหอพักบรรยากาศดี มีร้านสะดวกซื้อใกล้ๆ และที่สำคัญมันดันอยู่ติดกับหอของปิงคนที่มันชอบด้วย


            “ก้องบอกแล้ว”


            “น่ารักที่สุด”


            “มีค่าจ้างมั้ย”


            “ถามไอ้ก้องดูดิ”


            “ไม่ๆ ที่ย้ายของมึงวันนี้มีค่าจ้างมั้ย”


            “เอาเท่าไหร่”


            “ดูหนังเรื่องนึง”


            “กระจอก
!


            “เลี้ยงข้าว”


            “ธรรมดาสุด”


            “ขั้นต่ำสองพันต่อคน”


            “ต้องเป็นคนใจเหี้ยมขนาดไหนวะถึงทำร้ายกันได้ลงคอ” ดูเงินในกระเป๋ากันก่อน คนอื่นจ่ายไหวแต่กูไม่ไหว แบบต้องแดกมื้อเดียวแล้วอดข้าวอีกสามวันถึงจะคุ้ม “ขอลดราคาลงมาได้มั้ย”


            “ให้ได้เท่าไหร่” โยธาถามทั้งสีหน้าเรียบนิ่ง ด้วยความใจป๋าเราจะเปย์ต่ำจนน่าเกลียดไม่ได้


            “สองร้อย แถมเลี้ยงบิงซูเมล่อนหนึ่งที่”


            “ทำไมต้องเป็นเมล่อน เลือกอย่างอื่นไม่ได้เหรอ”


            “ไม่ได้ เพราะกูชอบเมล่อนที่สุด”


            คนฟังส่ายหัวไปมา มันคงปลงตกกับผมฉิบหายทว่าทางนี้ไม่แคร์ ในเมื่อเราหน้าด้านแล้วก็ต้องไปต่อให้สุด สองร้อยนี่คุ้มค่ามากนะเว้ย ซื้อของกินอร่อยจุกๆ ได้เยอะแยะไปหมดเลย โด่...


            ช่วงเวลาระหว่างการชั่งใจเลือกว่าจะเก็บและย้ายของชิ้นไหนบ้างเป็นอะไรที่น่าปวดหัวสุดๆ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ชวนประสาทแดกเท่ากับตอนขนย้ายเข้าห้องใหม่ แล้วยืนซุ่มเถียงกันว่าควรจะจัดข้าวของมากมายเหล่านี้ไว้ตรงตำแหน่งใดดี


            ห้องของโยธาค่อนข้างโล่ง มีเฟอร์นิเจอร์พื้นฐานและของใช้ส่วนตัวที่ไม่มากนัก ปกติมันก็เป็นคนข้าวของไม่เยอะอยู่แล้ว อย่างโต๊ะเครื่องสำอางเห็นมีครีมอยู่กระปุกเดียวกับแป้งอีกหนึ่งกระป๋อง ให้เดาแม่งคงใช้บ้างไม่ใช้บ้างแล้วแต่โอกาสเหมือนอย่างเคย


            หวานไอ้กรรณล่ะ เพราะจะได้จับจองพื้นที่ตรงนี้วางของส่วนตัวแบบเต็มพิกัด


            “บีเกิลอยากได้ชุดเครื่องนอนสีอะไร เดี๋ยวเราจะได้ออกไปซื้อ” ขณะกำลังสาละวนอยู่กับการจัดครีมบำรุง สองหูพลันได้ยินเสียงทุ้มดังในโสตประสาท


            “ของเดิมไม่ดีเหรอ” เห็นที่ปูอยู่เป็นสีน้ำเงินเข้มก็สวยดีออก


            “ดี แต่มันมีแค่เซตเดียว”


            “งั้นเอาสีขาว พอดีอยากแต่งห้องแบบเกาหลีใน
Pinterest


            “ซื้อชุดนอนมึงด้วยมั้ย กางเกงเริ่มขาดตูดทุกตัวละ”


            “ขาดตูดไม่เซ็กซี่หรือไง” ย้อนถามอย่างกวนๆ แต่ก็ต้องถอยหลังไปสองก้าวเมื่อกายสูงขยับเท้าเข้ามาประชิด


            ผมกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติทันทีที่อีกฝ่ายโน้มหน้าลงมาใกล้ กระซิบข้างหูด้วยเสียงผะแผ่วจนขนลุกซู่


            “เซ็กซี่หรือเปล่าไม่รู้ แต่น่าเวทนาอะใช่แน่นอน”


            “นี่มึงรักกูจริงปะเนี่ย”


            ทำไมนับวันมันยิ่งแสบกว่าที่ผมประเมินไว้ไปเรื่อยๆ หรือความจริงยังมีอะไรที่ผมไม่รู้เกี่ยวกับตัวของโยธาอีก


            “กูแค่ไม่อยากให้ไอ้ไฟเห็น” นี่อาจเป็นเหตุผลจริงๆ ที่กำลังกังวลอยู่ ซึ่งเปอร์เซ็นต์ความเป็นไปได้แทบไม่มีเลยเว้ย


            “ไฟฟ้าแม่งไม่มานั่งคิดอะไรกับกูหรอก”


            “เชื่อได้ไง ขนาดกูยังไม่เชื่อใจมันเลย” โยธาหันมาสบตากับผม ครู่หนึ่งที่สายตาเพิ่งสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังกลืนน้ำลายลงคอ “ความจริงแม้แต่ตัวเองก็ยังไม่อยากเชื่อใจ”


            เอาละกู...ไม่รู้ต้องรู้สึกยังไง แต่เริ่มหนาวๆ ร้อนๆ เมื่อเห็นสีหน้าและแววตาของคนตัวสูงบ้างแล้ว


            “ทะ...ทำไม มึงคิดไม่ดีกับกูเหรอ” ถามออกไปทั้งที่รู้ว่าเสี่ยงโคตรๆ


            “ใช่ อยากรังแก อยากทำให้ร้องไห้”


            แล้วแม่งก็เสือกไม่ปฏิเสธด้วยไง แง้


            “กูยังไม่เคยคิดแบบนี้กับมึงเลยนะเว้ย เนี่ย ใจคนเราอะ”


            “แค่คิด ยังไม่ได้ทำ”


            “แล้วจะทำมั้ย”


            “ไม่” ฟู่
~ ใจชื้นขึ้นมานิดนึง “ไม่ทำตอนนี้”


            “ฮ้าาาาาาา” กูตายทั้งขึ้นทั้งล่องแน่นอน


            “จัดของไปก่อนเดี๋ยวกูลงไปเอาของที่รถแป๊บ” ปล่อยให้ผมยืนอ้าปากหวอได้ไม่เท่าไหร่ คุณเจ้าของห้องก็หมุนตัวเดินดุ่มๆ ออกไปเลย


            โอเค หน้าที่จัดการความสับสนงุนงงมันควรเป็นผมถูกมั้ยวะ คุยกันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเข้าใจตรงกันหรือเปล่า แต่เวลานี้คงต้องช่างแม่งไปก่อน


            จัดเรียงของหน้ากระจกเสร็จ ผมเปลี่ยนไปหยิบเสื้อผ้าออกมาแขวนในตู้ต่อ โดยเราตกลงกันแล้วว่าผมใช้ฝั่งซ้าย ส่วนโยธาใช้ฝั่งขวาจะได้ไม่ต้องตีกันให้เสียเวลา แถมวันนี้ยังใจดีหยิบเสื้อผ้าของคนตัวสูงออกมาจัดเรียงให้ด้วย


            “โห...” นี่มันมนุษย์สะสมเงินชัดๆ


            ถึงว่าหยิบเชิ้ตบางตัวขึ้นมาแม่งหนักฉิบหาย พอลองล้วงมือลงไปในกระเป๋าถึงพบว่ามีเหรียญห้าบาทสิบบาทเต็มไปหมด โชคดีเจอแจ็กพ็อตหน่อยก็เห็นแบงค์ยี่สิบ แบงค์ร้อย กลายเป็นว่าตอนนี้เริ่มสนุกกับการทำภารกิจตามหาเงินในกระเป๋าเสื้อและกางเกงของอีกฝ่ายแล้วว่ะ


            บอกเลยว่าใครหาเจอคนนั้นต้องเป็นเจ้าของ แดกเรียบ
! เพียงพอสำหรับเลี้ยงหนังและข้าวอีกหนึ่งมื้อจุกๆ


            กระทั่งแจ็กเก็ตยีนตัวสุดท้ายในตะกร้าถูกหยิบขึ้นมา มือของผมก็ล้วงเจอของที่อยู่ด้านในอย่างใจคิด แต่คราวนี้แทนที่จะเป็นธนบัตรเหมือนกับเสื้อและกางเกงตัวอื่นๆ ม่านสายตากลับมองเห็นกระดาษสีขาวเน่าๆ ซึ่งถูกพับเอาไว้หลายทบแทน


            ด้วยความเสือกขั้นสุดมีเหรอไอ้กรรณจะปล่อยผ่านเลยถือวิสาสะคลี่กระดาษออกมา ถ้าไม่มีประโยชน์ก็ปล่อยทิ้ง แต่หากเป็นโพยหวยค่อยว่ากันอีกที ทว่าทุกสิ่งที่คิดอยู่ในหัวมันผิดคาดไปซะหมด


            บนกระดาษปรากฏตัวหนังสือขยุกขยุยจนเต็มพื้นที่สีขาว และวินาทีแรกที่เห็นก็ฟันธงได้ในทันทีว่ามันคือลายมือของโยธาแน่นอน




          1. ชวนบีเกิลไปกินข้าว




            ผมไม่แน่ใจว่ามันเขียนข้อความพวกนี้ไปทำไม แต่ที่แน่ๆ คือมันเกี่ยวกับผม ซึ่งที่ตลกสุดๆ ก็คือบางข้อความถูกเขียนสลับกับขีดฆ่าอยู่หลายจุด คล้ายอีกฝ่ายกำลังลังเล




           
2. ดูหนัง (หนังรักเท่านั้น)
                  
- เลือกป๊อปคอร์นรสชีสที่บีเกิลชอบ
                  
- โคล่าสองแก้ว กินน้ำแก้วเดียวกัน
                   - เลือกที่นั่งฮันนีมูน




            ผมถึงกับหัวเราะออกมาหลังกวาดตาอ่านต่อ โอ๊ย ตอนนี้เริ่มเห็นภาพชัดแล้วว่าโยธาต้องการอะไร แต่คำถามก็คือ...มึงจริงจังถึงขนาดต้องแพลนเอาไว้เลยเหรอ




           
3. จัดเตียงรอบีเกิลอาบน้ำ (อาจมีการจุดเทียนหอมรอ)




            หื้ม เป็นคนดีไม่เบา ถ้าโยธาจัดเตียงวันหยุดผมก็จะเป็นฝ่ายทำความสะอาดห้องแทน




           
4. แอบกอดตอนหลับ กอดตรงๆ เลยไม่ต้องรอหลับ


          5. หอมแก้ม จูบก่อนแล้วค่อยรุก




            เดี๋ยวก่อนนะ
! ระ...รุก คืออะไรวะ?


            คำถามยังไม่ได้รับคำตอบ ผมสูดลมหายใจอ่านข้อความบรรทัดถัดไปอย่างต่อเนื่อง...




            แผนสำรองเมื่อบีเกิลร้องไห้


         
1. กอด
          2. พูดปลอบใจ
                  
- ประโยคห้ามพูด : มึงเสร็จแน่, มึงตายแน่
                  
- ประโยคควรพูด : เดี๋ยวซื้อขนมอร่อยให้กินเยอะๆ




            ผมเริ่มเข้าใจแล้ว ไม่สิ...เข้าใจแจ่มแจ้งแดงแจ๋เลยต่างหาก




            3. ทำให้ครั้งแรกของบีเกิลมีความสุข




            นี่มันคือแผนหลอกแดกกันชัดๆ


            เชี่ยยยยยย ผมกำลังเล่นกับอะไรอยู่เนี่ย
!





 

 

 

 

 




            โยธามีแผนของมัน ผมเองก็ไม่ต่าง


            ซึ่งแผนก็คือทำยังไงก็ได้เพื่อไม่ให้โยธามีโอกาสทำภารกิจที่มันหมายมาดเอาไว้ได้สำเร็จ เรื่องนี้ใหญ่ถึงขนาดที่
FBI ต้องออกมาเคลื่อนไหว เพราะคนร้ายเป็นถึงอดีตคุณความมืดมนของคณะวิศวะ ฉะนั้นเราจะประเมินอีกฝ่ายต่ำเกินไปไม่ได้เด็ดขาด


            “ถามพี่อาร์มมาแล้วเขาบอกว่าซื้อชุดนอนให้กูที่นี่”


            วันหยุดสุดสัปดาห์เราตัดสินใจซื้อของเข้าห้อง ดูตั้งแต่ผ้าปูยันพรมห้องนั่งเล่น ก่อนจะมาจบที่ลิสต์สุดท้ายนั่นคือชุดนอน


            “จำเป็นต้องซื้อชุดแบบมึงมั้ย เด็กน้อยอะ สายคูลอย่างกูไม่ใส่หรอก” แค่คิดว่าตัวเองใส่ชุดนอนเพนกวินนั่งแดกนมช็อกโกแลตอยู่ตรงปลายเตียงก็หลอนสันหลังวูบวาบแล้วครับ โคตรไม่เข้ากันเลย


            “ใส่เป็นเพื่อนกัน”


            “ไม่”


            “ไม่งอแงดิ”


            “ยังไม่ได้งอแงเลย” คิดจะเถียงกับโยธาคงต้องรอชาติหน้าจริงๆ เพราะมันใช้ความหน้ามึนเดินเข็นรถไปแบบไม่รอถามสุขภาพกันสักคำ สุดท้ายเราก็มาหยุดยืนตรงแผนกชุดนอนจนได้


            “บีเกิลชอบแบบไหน” มันชี้ๆ ให้ผมเลือกเสื้อผ้าที่แขนเรียงรายเป็นตับ เดาว่าโยธาแม่งก็เลือกไม่ค่อยเป็นหรอก เลยยืนหน้ามึนโบ้ยให้เป็นหน้าที่ของผมแทน


            “ลายที่คูลสุดในคอลเล็กชั่นนี้อะ ไม่เอาเพนกวิน ไม่เอากระต่าย ไม่เอานกกระจิบ ไม่เอาทุกลายที่มึงใส่เพราะมันเด็กน้อยเกินไป”


            “งั้นเอาตัวนี้มั้ย”


            “เออะ...” ที่หยิบขึ้นมาเป็นลายน้องเป็ดก๊าบๆ ดูคูลกว่าทุกตัวที่มีเลยมึง ถุย
!


            “หรืออันนี้”


            “ไม่อยากใส่น้องแพนด้า อยากได้แบบยิ่งใหญ่อะ”


            ไม่นานมันก็หยิบชุดนอนสีเขียวอ่อนออกมาทาบบนตัวผมพร้อมทำตาเป็นประกาย ห่า...ลายไดโนเสาร์ยิ้มแต่หน้าเสือกเหมือนอึ่งอ่าง ใหญ่สมกับที่กูคิดไว้ในหัวฉิบหายเลยมึง


            “ชอบตัวนี้มั้ย”


            “เป็นไดโนเสาร์ที่หน้าเหี้ยสุดเท่าที่กูเคยเห็นมาละ”


            “เห็นกันอยู่สองคนจะอายอะไร”


            “ใครบอกอายแค่ไม่ชอบ” พอนึกถึงตอนโยธาใส่ชุดนอนลายแมวน้ำแล้วความมั่นใจก็เพิ่มขึ้นมานิดนึง คิดว่าตัวเองก็คงไม่มีอะไรให้อายแล้วว่ะ


            “เอาลายน้องหมามั้ย เหมือนบีเกิลเลย” ชุดนอนสีครีมลายน้องหมาถูกหยิบขึ้นมาโชว์ ผมนิ่งไปอึดใจหนึ่งก่อนเงยหน้ามองคนตัวสูง


            “ตัวนี้ดูดีสุด”


            “โอเค เลือกลายอื่นมาอีกสี่ชุด”


            “ชุดเดียวพอ”


            “ซื้อห้าคุ้มกว่าจะได้ไม่เสียเวลาซักบ่อย”


            “วันไหนไม่ได้ใส่กูก็หยิบบ็อกเซอร์ที่มีมาใส่ไง”


            เถียงจนคอแทบเป็นเอ็นแต่ถ้ามืดมนบอยมันไม่ฟังก็คือจบ จัดน้องแมว น้องกระต่าย น้องเป็ด และน้องแพนด้ามาอย่างละตัวก่อนเลื่อนรถเข็นไปยังจุดจ่ายเงินในแผนกชุดนอน ผมคิดว่านี่คงจะจบแล้วแต่ผิดคาด...


            “ชุดนอนเซตนี้มีโปรโมชั่นอยู่นะคะ ถ้าซื้อครบเจ็ดชุดแถมหมอนข้างรูปสัตว์ให้หนึ่งตัวค่า เลือกได้เลยว่าอยากได้ตัวไหน” แล้วพนักงานสาวก็หันไปชี้หมอนข้างสารพัดสัตว์ซึ่งตั้งโชว์อยู่ด้านหลัง คือมองจากสายตาพูดได้เลยว่าเสียชาติเกิดมาเป็นหมอนข้างมากๆ เพราะมันน่าจะสูงเท่าเอวผมเองมั้ง


            กิมมิกของมันคือการเป็นหมอนข้างกึ่งตุ๊กตา เพราะน้องเป็นหมอนมีหัว แถมยังเติมหางมาให้ตามชนิดสัตว์ด้วย


            แต่ถามก่อน...ผมจะเอาหมอนข้างแบ๊วๆ พวกนี้ไปทำไม


            “เดี๋ยวกูไปหยิบอีกสองตัวให้ อยากได้ลายอะไร” โยธาแม่งตั้งใจกวนตีนกูปะวะ


            “พอแล้ว”


            “นกฮูก?”


            “นกฮูกก็ได้” เกลียดตัวเองที่ดันปฏิเสธไม่ได้ในรอบที่สอง


            “เอาไดโนเสาร์ด้วยมั้ย”


            “ไดโนเสาร์มันหน้าเหี้ย”


            “ไม่เหี้ย มึงใส่แล้วน่ารัก”


            “นี่ได้มองจริงปะ มึงกลับไปมองใหม่ หน้ามันเหมือนอึ่งอ่างเกินไปอ่า”


            “มึงคิดไปเอง”


            “ไดโนเสาร์ก็น่ารักนะคะ” เป็นพนักงานตรงเคาน์เตอร์ที่ถือโอกาสขัดจังหวะเราทั้งคู่ เธอพูดไปกลั้นขำไป และผมคิดว่าไอ้ไดโนเสาร์คงเป็นชุดเดียวที่ขายได้น้อยสุดในเซตนั้น ด้วยความเห็นอกเห็นใจนิดนึงที่ไม่ค่อยมีใครเหลียวแล จึงตัดสินใจซื้อมันกลับมาพร้อมหมอนข้างน้องหมาอีกหนึ่งตัว


            โคตรไม่เข้ากับเตียงอะ หลับๆ อยู่มีถีบเปรี้ยงแน่นอน


            “เดี๋ยวเอาของไปเก็บในรถแล้วค่อยไปดูหนังมั้ย” เดินออกมาจากแผนกชุดนอนผมจึงเอ่ยถามความเห็นกับคนเคียงข้าง


            “ได้ แต่ขอแวะตรงนี้แป๊บนึง”


            “แวะไหน”


            โยธาไม่ตอบในทันทีแต่รั้งให้ผมเดินตามไปจนกระทั่งมาถึงแผนกสินค้าที่ค่อนข้างจำเพาะเจาะจง หรือจะเรียกว่าเป็นของ
18+ ที่ผมไม่เคยคิดย่างกรายเข้ามาเลยก็ได้


            “ซะ...ซื้อเหรอ หรือแค่ดูเฉยๆ” น้ำเสียงที่เปล่งออกไปติดขัดซะเต็มประดา


            “ซื้อไปติดห้องไว้”


            “ถุงยางนะไม่ใช่นมกล่อง ซื้อติดห้องไปทำไม”


            “เราอยู่ด้วยกัน เกิดกูหน้ามืดใครก็เอาไม่อยู่” ความรู้สึกหนาวยะเยือกพุ่งจู่โจม ลำคอแห้งผากเอาแต่กลอกตาล่อกแล่กไปมา “บีเกิลกลัวเหรอ”


            “ไม่ได้กลัว ใจๆ กันไปเลย” ผมเชิดหน้าทำปากเก่งใส่ ทั้งที่ขาสองข้างพร้อมล้มลงอยู่รอมร่อ


            “เชื่อใจกู”


            “ใจมึงแหละปัญหาใหญ่สุด”


            คนฟังถึงกับหัวเราะ คือมึงยังไม่รู้สินะว่ากูแอบเห็นความลับในโพยที่มึงจดไว้ เห้อม ใจสู้แต่คิดเหรอว่าคนอย่างกรรณยุคลจะเปิดโอกาสให้ไอ้โยธาในสภาพผีโหยได้กินง่ายๆ คิดจะเล่นกับพี่น่ะ ช้าไปสิบปีกว่าจะตามทัน


            ซื้อของเสร็จสรรพยัดเข้าไปในรถ เรากลับมากินมื้อค่ำด้วยกัน เมนูก็ง่ายแสนง่ายแถมคราวนี้ผมอาสาเป็นคนเลี้ยง เพื่อตอบแทนความใจดีที่อุตส่าห์ขนของย้ายห้องให้จนหลังขดหลังแข็ง


            ออกจากร้านอาหารแล้วก็ต่อที่การดูหนัง คราวนี้แหละที่ผมต้องเริ่มปฏิบัติการทำลายแผนหลอกแดกให้สิ้นซาก


            “ดูเรื่องอะไรดีอะ” เป็นผมที่เริ่มต้นคำถามหลังเรามายืนอยู่หน้าโรงหนัง ต่างคนต่างเงยหน้ามองโปรแกรมฉายซึ่งแสดงอยู่อย่างละลานตา


            “เรื่องนี้ดีมั้ย” ตามแผน
! เสร็จกู


            โยธาชี้หนังรักเรื่องหนึ่งซึ่งแม่งโคตรไม่เข้ากับรสนิยมของมันเลย ดูก็รู้ว่าอยากหลอกให้เข้าไปนั่งอิน หัวเราะ จากนั้นก็ร้องห่มร้องไห้กับซีนซึ้ง กลับห้องมาจะได้หาเรื่องปลอบใจ...น่านับถือจริงๆ


            “ไม่เอาอะ หนังแม่งไม่น่าสนุก” เอ่ยแย้งจบผมลอบมองสีหน้าอีกฝ่ายไปพร้อมกัน


            “เห็นรีวิวเขาบอกดี”


            “ดีเหรอ”


            “อือ สิบเต็มสิบเลยมั้ง”


            โห...สิบเต็มด้วยว่ะ


            “แต่มันแนวกูกับมึงซะที่ไหน กลัวเข้าไปจะหลับมากกว่า” ผมเปลี่ยนไปชี้รายชื่อหนังสยองขวัญเรื่องหนึ่งแทน “อันนี้มั้ย ดูหลอนดี”


            “ถ้าดูแล้วคืนนี้นอนไม่หลับอย่ามาว่ากันนะ”


            “งั้นก็เปลี่ยนเป็นหนังแอคชั่น”


            “ได้” ไม่ปฏิเสธด้วยวุ้ย หรือมันจะหมดความอดทนไปแล้ววะ


            “โอเคตกลงตามนี้รีบซื้อตั๋วเลย”


            แค่ไม่ใช่หนังรักพี่ก็สบายใจไปแล้วเปราะหนึ่ง


            “ซื้อในแอพถูกกว่า มึงจะได้ไม่ต้องจ่ายเยอะ”


            “เอาที่มึงสบายใจ” กว่าจะได้ดูหนังก็ลีลากันฉิบหาย สรุปใครเป็นคนเยอะกันแน่ รู้สึกช่วงหลังนิสัยของผมกับโยธาจะเริ่มสลับกันยังไงไม่รู้ว่ะ “อยากกินป๊อปคอร์นด้วยอย่าลืมพาไปซื้อล่ะ”


            “เอารสอะไร”


            “คุณโยธารู้อยู่แล้วหนิครับ”


            “แล้วอยากกินน้ำอะไร”


            “คุณโยธาก็รู้อีกเหมือนกัน แต่ขอสองแก้วนะขี้เกียจแย่งมึงกิน”


            “กูไม่ค่อยได้กินอยู่แล้ว ซื้อแค่แก้วเดียวพอ” ดูจากสีหน้าแล้วสงสารสุดๆ ไม่ว่าจะหลอกล่ออะไรมาผมก็ไม่ตกหลุมพรางทำตามแผนมันสักอย่าง คราวนี้เลยไม่อยากขัดใจมากยอมทำตามในบางเงื่อนไขเพื่อหลอกเด็กให้ตายใจดีกว่า


            “แก้วเดียวก็ได้”


            “เอาขนมอย่างอื่นอีกหรือเปล่า”


            “ใครเลี้ยงอ่า”


            “มึงเลี้ยงหนัง แต่อย่างอื่นกูจ่าย”


            “ทำไมป๋าอะ”


          “จ่ายไปก่อนเดี๋ยว
เอาคืนทีหลัง”


            ทำไมรู้สึกหลอนกับคำว่าเอาคืนของมันจังวะ ผมขำแห้ง เกาหัวแกรกๆ ก่อนเปลี่ยนเรื่องคุยพร้อมจับจูงมือหนาเพื่อเดินไปยังเคาน์เตอร์เครื่องดื่มและป๊อปคอร์น


            รอจนถึงเวลาฉายจึงค่อยเดินเข้าไปในโรงหนัง ผมไม่ได้คาดหวังหรอกว่าสิ่งที่ตั้งใจจะไปดูมันต้องสนุกหรือประทับใจ ยิ่งเมื่อเบาะของที่นั่งพิเศษทั้งนุ่มนิ่มและสบายตัวด้วยแล้ว ไม่อยากคิดเลยว่าตัวเองจะสามารถจดจ่อกับหน้าจอได้นานแค่ไหน กลัวจริงๆ ว่าสักพักจะหลับเป็นตายซะมากกว่า


            “โยธา...” ซึ่งก็เป็นไปตามคาด ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงตาผมแทบปิดรอมร่อ หรือนี่เป็นผลพวงจากอาหารเย็นที่เขมือบเข้าไปกันแน่


            “หืม”


            “ง่วง” ยกมือขึ้นมาขยี้ตาครั้งหนึ่งก่อนจะถูกมือหนารั้งเอาไว้พร้อมบอกเป็นเสียงกระซิบ


            “อย่าขยี้เดี๋ยวตาแดง”


            “ง่วง”


            “หนังไม่สนุกเหรอ”


            “ง่วง”


            “งอแงเก่ง”


            “ง่วง”


            “ง่วงก็นอน...” เจ้าตัวบอกด้วยน้ำเสียงอาทรก่อนจะรั้งหัวผมให้โน้มลงไปบนไหล่ของมัน เบาะที่เรานั่งอยู่ไม่ติดกับใครเลย นั่นยิ่งทำให้พื้นที่ตรงนี้มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น


            ในหัวของผมแทบลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ากำลังคิดแผนอะไรเอาไว้ ได้แต่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปโดยปราศจากความหวาดระแวง


          มีเพียงผม เขา และเสียงจากหนังบนจอยักษ์เท่านั้นที่คอยกล่อมจนกว่าจะจมสู่ภวังค์...


           

 

 

 

 

 

 


         
[ โยธา ]


            “แผนที่กูบอกเป็นไง”


            ผมพาบีเกิลแวะมาที่
15th November หลังไม่ได้โผล่หน้ามานาน และคำถามแรกจากพี่ชายคนโตอย่างนิวตันก็จู่โจมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว


            มันนี่แหละเป็นตัวตั้งตัวตีคิดแผนให้ผมเผด็จศึกบีเกิล โดยมีไอ้ไฟเป็นตัวสมทบคอยผสมโรงไม่ขาด ตอนแรกที่คิดแผนผมมองว่ามันก็น่าสนใจดีอยู่หรอก แต่เอาเข้าจริงกลับได้ผลตรงกันข้าม


            “ไม่เวิร์ก บีเกิลแอบเห็นกระดาษที่กูจดไปแล้ว” ที่สามารถพูดแบบนี้ได้ก็เพราะคนถูกพาดพิงเพิ่งลุกออกไปเข้าห้องน้ำตั้งแต่เมื่อครู่


            “เหยดดดดดด ซวยฉิบหาย ไปทำยังไงให้เห็นได้วะ”


            “กูพลาดลืมไว้ในกระเป๋าเสื้อเอง”


            “โง่จัง เป็นน้องกูได้ไงเนี่ย” ผมหรี่ตามองขวาง ทำอย่างกับที่ผ่านมามึงแม่งโคตรฉลาดเลย


            “กูคิดว่าจะรอให้บีเกิลพร้อมก่อน ไม่อยากเป็นฝ่ายเริ่มคนเดียว” อย่างน้อยครั้งแรกของไอ้ตัวเล็กก็ต้องมีความสุขบ้าง ไม่ใช่มีแต่ความเจ็บปวดจนจำฝังใจ


            “แล้วได้คุยเรื่องนี้กันบ้างยัง”


            “คุยบ้างแต่ยังไม่ได้ตกลงกัน” แต่ละวันผ่านไปต้องกัดฟันทนเท่านั้น นอนเตียงเดียวกัน สูดกลิ่นหอมจากคนที่กอดทุกคืนทว่ากลับทำอะไรไม่ได้ แม่งเป็นความทรมานที่ทำให้ผมเกือบหลุดการควบคุมไปหลายต่อหลายครั้ง


            “ให้กูช่วยมั้ย”


            “ไม่ต้อง”


            “เฮ้ยไม่ต้องเกรงใจเราพี่น้องกัน” ไอ้สัด
! เพิ่งปฏิเสธไปหยกๆ ยังเสือกใช้สิทธิ์ความเป็นคนในครอบครัวมาอ้าง ที่ผ่านมาก็ไม่เคยเห็นอยากเข้ามายุ่งเรื่องส่วนตัวใครเท่าไหร่ แต่ทำไมกับเรื่องที่เกี่ยวกับบีเกิลถึงได้สนใจกันนัก


            “กูว่ามึงเอาเวลาไปคิดเรื่องของตัวเองดีกว่าว่ะนิว”


            “กูยังมีเวลาคิดเรื่องของตัวเองทั้งชีวิต แต่ถ้าไม่ได้เสือกเรื่องของมึงกูต้องตายแน่ๆ” พี่ชายผมพูดติดตลกก่อนยื่นเบียร์เย็นๆ ขวดเล็กมาเพิ่มให้ “ถามจริง ทรมานแล้วทำไมไม่บอกมันไปตรงๆ จะอดทนทำเพื่อ?”


            “ก็ไม่ได้ถึงกับอดทน”


            “อย่ามาปฏิเสธ อยู่ด้วยกันทุกคืนถ้ายังชิลๆ อยู่ได้กูว่าแม่งไม่ใช่มึงแล้วว่ะ”


            “...”


            “คนรักกันมันต้องเข้าใจดิว้า” น้ำเสียงของอีกฝ่ายค่อยๆ อ่อนลงทีละน้อยจนผมขมวดคิ้วตาม พอกำลังอ้าปากถามว่าถูกผีตัวไหนเข้าสิงไอ้นิวก็แหกปากเสียงดังลั่น “อ้าว! ไอ้น้องกรรณ”


            “...”


            “อยากกินอะไรเพิ่มอีกมั้ย เดี๋ยวคราวนี้กูโชว์ผีมือชงเครื่องดื่มให้ จับนั่นผสมนี่รับรอง...ตาย”


            ถึงว่าทำไมท่าทีของคนตรงเคาน์เตอร์เปลี่ยนไป เพราะมันเห็นอยู่แล้วว่ากรรณกำลังเดินกลับมาและอาจได้ยินบทสนทนาระหว่างผมกับพี่ชายเข้าเลยบิวต์บรรยากาศซะเว่อร์ วินาทีนี้คนที่น่าสงสารจับใจเห็นจะเป็นไอ้ตัวเล็กที่เม้มปากแน่น ดวงตาจดจ้องมองผมราวกับเห็นใจเต็มที


          มันเป็นกับดัก!  


            “ไม่เอาแล้วครับ กินค็อกเทลพี่ทีไรร้อนท้องผ่าวๆ ทุกที”


            “งั้นกลับมั้ย” เป็นผมที่หาจังหวะแทรกถาม คนตัวขาวหลุบตามองต่ำก่อนพยักหน้าหงึกหงักเป็นการตอบรับ ดังนั้นไม่มีเหตุผลที่จะอยู่ต่อ “งั้นกูพาบีเกิลกลับก่อนนะนิว”


            “เออกลับเถอะ มีอะไรให้ช่วยโทรหากูได้เลยนะโยธา ยังไงกูก็เป็นพี่ชายที่แสนดีของมึง...กูเข้าใจ”


            แทบอ้วกตอนได้ยินประโยคหวานเลี่ยนในตอนท้าย ปกติเราคุยกันแบบนี้ซะที่ไหน เหตุผลที่กล้าใช้คำพูดแปลกประหลาดก็มีเพียงเหตุผลเดียวคือหลอกล่อให้ไอ้ตัวน่ารักตายใจซะมากกว่า


            ทว่าไม่นึกเลยว่ามันจะได้ผลชะงัก หลังกลับมาถึงห้องแล้วผลัดเปลี่ยนกันอาบน้ำจนเรียบร้อย สายตาพลันมองเห็นคนที่นอนกอดอยู่ทุกคืนนั่งตรงปลายเตียงในชุดนอนที่เราเพิ่งซื้อมาด้วยกัน นั่นยิ่งทำให้ผมควบคุมตัวเองไม่อยู่รีบเดินไปลูบหัวคนตัวเล็กก่อนถามเสียงเรียบ


            “คืนนี้ยังไม่ดึกมาก นอนดูหนังสักเรื่องมั้ย”


            เจ้าตัวเงยหน้ามองด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก 


            “อาทิตย์นี้มีลิสต์หนังใหม่ใน Netflix เยอะเหมือนกัน เดี๋ยวมึงลองเลือกดู” ในจังหวะที่กำลังหมุนตัวไปหยิบรีโมตเปิดทีวี มือขาวกลับรั้งชายชุดนอนของผมไว้พร้อมส่งสายตาเว้าวอนมาให้


            กูจะบ้าตาย ทำหน้าแบบนี้ต้องการอะไร


            “ที่มึงพูดกับพี่นิวตัน...” ผมเอียงคอ ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “บอกกันตรงๆ ได้นะ”


            “ถ้าเป็นเรื่องนั้นมึงอย่าคิดมาก”


            “เราเป็นแฟนกันนะเว้ย”


            “ตอนนี้มึงยังไม่พร้อมหรอก บางทีอาจต้องใช้เวลาอีกสักหน่อยเผื่อจะได้หายกลัว”


            “กูไม่ได้กลัวนะเว้ยอย่าดูถูกกันแบบนั้นดิ” สายตาอ่อนโยนในคราแรกแปรเปลี่ยนเป็นเข้มแข็งขึ้นมาทันที บีเกิลเหมือนกับเด็กตัวน้อยที่อยากให้ผู้ใหญ่ยอมรับและเอ็นดู แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่อยากเร่งรีบกับมันมากเกินไป


            “ขึ้นไปนอนได้แล้ว เดี๋ยวไปเปิดหนังให้”


            “ไม่” มือบางกระตุกชายเสื้อผมแรงขึ้น


            “ดื้อ”


            “แล้วทำไม”


            “ถ้าร้องไห้มากูไม่รับผิดชอบนะ”


            “ใครบอกว่ากูร้องไห้ เรื่องแค่นี้มันเบๆ” ร่างบางเชิดหน้าพูดด้วยสีหน้ามั่นใจจนผมเกือบหลุดขำ “บางทีอาจเป็นมึงด้วยซ้ำที่ยอมแพ้ไปก่อน”


            “ท้าเหรอ”


            “ไม่ได้ท้า แค่พูดความจริง”


            “รู้หรือไงว่าก่อนเริ่มต้นต้องทำยังไง ไม่ได้อยู่ๆ อยากทำก็ทำนะ” ผมบอกกับเขาด้วยน้ำเสียงจริงจังทั้งที่ในใจกลั้นขำอย่างสุดความสามารถ ต่อให้เราไม่เริ่มในคืนนี้ก็ยังมีอีกหลายคืนให้ได้เริ่มต้นอยู่ดี


            “ทำไมจะไม่รู้” ไอ้ปากงุ้ยๆ เวลาเถียงแม่งน่ารักฉิบหาย “กู...กูจัดการเรียบร้อยแล้ว ตะ...ตอนอาบน้ำ”


            น้ำเสียงเว้าวอนดังผะแผ่ว แต่ทางนี้น่ะสบายๆ ไม่รู้สึกอะไรเลย บอกตามตรงว่ายั่วไม่ขึ้นหรอก


            “แล้วก็หาข้อมูลมาบ้าง”


            “...”


            อย่ามองหน้ากันแบบนั้น


            “พวกถุงยาง เจลหล่อลื่นเราก็ซื้อมาแล้วไม่ใช่เหรอ”  


            “บีเกิลคือมันยัง...”


            “โยธา...”


            ทำยังไงดีวะ ทำยังไงกับความอดทนที่เริ่มลดน้อยลงจนเกือบถึงขีดจำกัด


          “ที่มึงบอกจะสอนกู ช่วยสอนวันนี้ไม่ได้เหรอ”


            ปัง!


            เหมือนประโยคนั้นทำหน้าที่เป็นกระสุนสังหารปลิวมาปลิดชีพคนฟังอย่างไม่ปรานี ผมกะพริบตาถี่ มองเขาราวกับไม่เชื่อหูตัวเองนัก ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าที่ค่อยๆ แดงซ่านของคนตัวเล็กกว่าจึงมั่นใจว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นไม่ได้ผิดเพี้ยนแต่อย่างใด


            คืนนี้เล่นสวมชุดนอนลายลูกหมามาซะน่ารักเลย แต่ไม่นึกไม่ฝันมาก่อนว่าผมจะต้องถอดมันในอีกไม่ช้า...


           

 

CUT

(ทุกคนรู้ว่าจะอ่านโยธากับบีเกิลได้ที่ไหน)

 

 

 


            โยธามันหลอกผม!


            กูอุตส่าห์ใจดีอนุญาตให้ต่ออีกรอบ แต่ไม่คิดว่ามนุษย์มืดมนมันจะตายอดตายอยากไม่จบไม่สิ้น ยังมีหน้าโยนหมอนข้างตัวเฮี่ยมาให้กูกอดเพื่อไม่ให้รู้สึกอาย


            ถุย! ไอ้ที่แหกกูจนเละเทะนี่มีอะไรให้เหลือความอายไว้บ้าง


            จนครั้งสุดท้ายที่เราต่างถึงจุดหมาย ผมหอบหายใจถี่กระชั้นพยายามปรือตามองแล้วบอกกับคนเหนือร่างว่าพอแล้วไอ้สัด เก็บไว้ต่อวันอื่นบ้างแต่แม่งก็เค้นเสียงไม่ออกแม้แต่ประโยคเดียว


            ผมถูกอุ้มเข้าไปยังห้องน้ำในสภาพร่างกายร้าวระบมไปซะทุกส่วน ขนาดถูกน้ำอุ่นตกกระทบลงมาบนผิวอย่างแผ่วเบายังรู้สึกเจ็บจนเผลอหลุดเสียงคลางออกมา


            มือหนาเกลี่ยเส้นผมซึ่งกำลังปรกหน้าออกให้ เอ่ยถามด้วยเสียงทุ้มนุ่มประหนึ่งพระเอกละครหลังข่าว


            “บีเกิลไหวมั้ย”    


            ไม่ไหวไอ้สัด! กูพร้อมตายอยู่ตรงนี้ ตายโดยไม่หวังฟื้นขึ้นมาอีก


            ชาติที่แล้วโยธามันต้องเกิดมาเป็นปลาซัคเกอร์แน่ๆ ชาตินี้ถึงได้ดูดเก่งจนตัวกูงี้มีแต่รอยปากบดขยี้ไปซะทุกส่วน


            แม่งเอ๊ย แล้วเมื่อคืนเล่นจับพลิกคว่ำพลิกหงายเป็นตุ๊กตาเชียว รอบสุดท้ายอยากจะขอให้กูโชว์สกิลออนท็อป ถามหน่อยแค่เปล่งเสียงออกมาได้ก็เป็นบุญหัวแค่ไหนแล้ว เรี่ยวแรงคลานลงจากเตียงยังไม่มี อาศัยโดนอุ้มมาทำความสะอาดได้นี่ก็นับว่าโยธามันยังมีความดีหลงเหลืออยู่บ้าง


            ปรามาสไว้เยอะไง คิดว่าคงผ่านไปชิลๆ คราวนี้หืดจับพังผืดแทบขึ้นคอ


            สมกับที่ไอ้ก้องพูดไว้ เรี่ยวแรงควายๆ นี่ไม่ได้ใช้แค่ตอนเล่นเทนนิส แต่มันยังเอามาใช้ทำลายล้างผมตอนอยู่บนเตียงด้วย


            “มึงใจร้ายกับกู ฮืออออ”


            “ก็มึงบอกว่าไหว”


            “ไหวแค่รอบแรกๆ รอบอื่นไม่ไหวแล้วโว้ย”


            “ขอโทษ”


            “กูจะเอาเนคไทรัดคอมึง”


            “มีแรงเหรอ”


            “มึงทำกูเจ็บ มึงทำกูเจ็บ...”


            “เด็กดื้อ”


            “ทำไมก่อนหน้านั้นเอาแต่บอกว่าเด็กดีๆ หลอกลวงกันชัดๆ”


            “ดื้อ”


            โยธาจัดการอาบน้ำให้จนเสร็จ จากนั้นก็อุ้มกลับมายังเตียง ใส่ยาตรงบริเวณที่บวมช้ำก่อนบรรจงสวมชุดนอนน้องหมาที่เคยใส่ในตอนแรกอีกรอบ ผมจำไม่ได้แล้วว่ามันพูดอะไรข้างหูบ้าง เหมือนสมองกำลังอยู่ในสภาวะมึนๆ เบลอๆ โฟกัสอะไรแทบไม่ได้


            ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเผลอหลับในอ้อมกอดของโยธาตอนไหน


          แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ผมไม่ฝันอะไรอีกเลยตลอดทั้งคืน...



 

 

 

 

 

 

 


            10.25 น.


            “อืออออออ”


            ผมตื่นมาในตอนสายของอีกวันด้วยความรู้สึกน้ำตาจะไหล ตื่นมาไม่เจอใคร


            กระเพาะร้องโครกครากจนแทบบิด


            ร่างกายร้าวระบมเหมือนจะปริแตก ตอนลากสังขารลงจากเตียงขายังสั่นพั่บๆ แถมยังโชคร้ายสองเด้งที่ดันบังเอิญเห็นหน้าตัวเองในกระจก ห่า ตกใจนึกว่าวิญญาณในจักรวาลผีของเจมส์ วานโผล่มาหลอกหลอนตรงหน้า


            ซึ่งผมนี่เป็นผีที่น่าสงสารมากนะครับ เพราะหลังจากมีเซ็กซ์ดุเดือดเลือดพล่านจบ


            พระเอกของเรื่องก็ทิ้งไป...


            ทว่าเศร้าสุดสำหรับผมไม่ใช่การถูกทิ้งอย่างเดียวดาย แต่เป็นอะไรรู้มั้ย มันคือการที่โยธาแม่งเสือกหายหัวไปโดยไม่เตรียมของกินไว้ให้กันเลยไง โมโห!


            ลำคอตอนนี้แห้งผากราวกับกลืนทรายลงไปทั้งกำ ต้องฝืนกัดฟันเดินโซซัดโซเซไปเปิดตู้เย็นเพื่อหาน้ำดื่มดับกระหาย นอกจากน้ำเปล่าแล้วทั้งตู้ก็ไม่เหลืออะไรที่ช่วยคลายความหิวของผมได้เลย อาจเพราะเพิ่งย้ายห้องกันมาได้ไม่นานหลายอย่างเลยยังไม่ลงตัว แต่เห็นแบบนี้ก็อดก่นด่าตัวเองไม่ได้


            ริทำใจกล้าชวนคุณความมืดมนมีเซ็กซ์ แต่นอกเหนือจากนั้นก็ไม่ได้เตรียมพร้อมอะไรสักอย่าง


            ผมขยับเท้าจากตู้เย็นไปหยุดตรงเคาน์เตอร์ มองหาอาหารแห้งที่ยังพอหลงเหลืออยู่ โอเค มีบะหมี่อยู่สองสามห่อซึ่งคงต้องต้มแดกให้หายอยากแก้ขัดไปก่อน ทว่ายังไม่ทันจัดการผมก็นึกถึงสิ่งที่ควรทำตั้งแต่แรกอย่างกะทันหัน


            สองเท้าเดินกึ่งล้มกลับเข้าไปในห้อง คว้ามือถือขึ้นมาจิ้มนิ้วกดเบอร์โทรล่าสุดจากนั้นก็รอสาย


            สัญญาณแจ้งเตือนดังกรอกหูได้ไม่นานในที่สุดอีกฝ่ายก็กดรับ ผมไม่รอช้าฉอดกลับไปด้วยความโมโหหิว


            “มึงออกไปไหนไม่บอกก่อนอะ กูตื่นมาไม่เจอใครมันเสียใจนะเว้ย”


            ผมรัวใส่ปลายสายแทบไม่พักหายใจเพราะมีสิ่งอัดอั้นตันใจเต็มไปหมด


            “แล้วนี่ก็ปวดไปทั้งตัวเลยไม่คิดจะดูแลกันหน่อยเหรอ ตอนมึงทำกูแรงยังไม่ว่าสักคำเลยอะ”


            มันเงียบไปเลยว่ะ สงสัยจะรู้สึกผิดจริงจังทว่าผมไม่คิดปรานีหรอก


            “ของกินก็ไม่เตรียมให้ คนป่วยต้องกินของอ่อนๆ นะเว้ย โจ๊กหมูสับก็ได้ ข้าวต้มก็โอเค แต่แบบ...กูต้องมาต้มมาม่ากินเองอะใจร้ายเกินไปมั้ย”


            จะพูดให้มันกระอักเลือดตาย จะทำจนกว่าจะร้องไห้คลานเข่ากลับมาขอโทษไม่หยุด


            “ทีเมื่อคืนอ้อนกูบอกกูน่ารักงั้นงี้ความจริงแค่หลอกให้ตายใจนี่หว่า”


            [...]


            “ได้เลยโยธา ได้...”


            แกรก
!


            ผมหันไปมองยังต้นเสียงหลังลูกบิดถูกหมุนพร้อมกับประตูที่ค่อยๆ เปิดออก


            “บีเกิลคุยกับใคร”


            ผมถือสายนิ่งจดจ้องร่างสูงซึ่งยืนอยู่ตรงหน้าตาไม่กะพริบ เจ้าตัวหิ้วของพะรุงพะรังกลับมาเต็มไปหมดแต่ไม่มีมือข้างไหนเลยที่กำโทรศัพท์เอาไว้


            โยธาอยู่นี่ แล้วสรุปตอนนี้กูคุยกับใครอยู่วะ


            ด้วยความสงสัยจึงค่อยๆ ลดฝ่ามือลง พยายามขยี้ตาอยู่หลายครั้งยามจ้องมองรายชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเอง


            อ๋อ สายล่าสุดที่โทรออกไม่ใช่โยธานี่นาแต่เป็น...


           


            ไฟฟ้า




            สัดเอ๊ย ตายดีกว่ากู







สีหน้าของโยธาเมื่อบีเกิลบอกว่ายังไหว ไปต่อเลย

#วิศวกรรณโยธา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8.961K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,843 ความคิดเห็น

  1. #13793 After_TeaTime (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 4 มีนาคม 2564 / 19:26
    ถ้าสมมุติไฟฟ้าเปิดลำโพงคุยแล้วอยู่กับเพื่อนด้วยนะ...5555555555555555555555555555 ตอนนี้น้องได้ประกาศให้โลกรู้แล้วล่ะ5555555555555
    #13,793
    0
  2. #13707 Korona (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2563 / 07:59
    คือมันควรจะรู้สึกโรแมนติก ดีใจที่เค้าได้กันใช่ม่ะ แต่เปล่าเลย...เป็น NC และตอนที่ขำที่สุดตั้งแต่อ่านนิยายมา ขำทั้งภาคโยธาและบีเกิล ไรท์เก่งมากๆ กราบ
    #13,707
    0
  3. #13686 soul_hyukjae (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 / 22:37
    น้องกรรณลู้กกกกกกกกกก
    #13,686
    0
  4. #13666 rung2626 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 17 กันยายน 2563 / 18:44
    เอ็นดูอ่ะบีเกิ้ลน้อย
    #13,666
    0
  5. #13649 pang_97s (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 7 กันยายน 2563 / 17:14
    ลั่นเลยย บีเกิลลู๊กกกกกก5555555
    #13,649
    0
  6. #13629 Liracu (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2563 / 15:07
    บันเทิงแล้วว
    #13,629
    0
  7. #13591 kipkae_1906 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2563 / 17:25
    ไปหา โยธากับบีเกิ้ลได้ที่ใหน แนะนำหน่อย
    #13,591
    1
    • #13591-1 0943863121k(จากตอนที่ 17)
      5 สิงหาคม 2563 / 15:21
      ในหนังสือนิยายค้าา เขาเขียนบอกทุกอย่างเลยน้าา
      #13591-1
  8. #13582 Soudthids_pmv_20 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2563 / 21:37
    โทผิดเปันเหตุสังเกดได้5555+
    #13,582
    0
  9. #13579 pilin/พิ'ลิน (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2563 / 18:36
    ขำความโทรผิดนี่ละ ลั่น555
    #13,579
    0
  10. #13531 พีพี (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2563 / 11:15

    ปวดแก้มมมม เอนดูวววววหูวววว

    #13,531
    0
  11. #13528 Sukthatchayathip (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2563 / 16:06
    ชอบความโทรผิด5555555 วงวารบีเกิลจัง
    #13,528
    0
  12. #13527 Sukthatchayathip (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2563 / 16:05
    ชอบความโทรผิด5555555 วงวารบีเกิลจัง
    #13,527
    0
  13. #13524 sometimes0601 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2563 / 21:12
    ไม่ทราบว่าอ่าน nc ได้จากที่ไหนอ่ะคะ เข้า twitter facebook แล้วหาไม่เจอเลยอ่ะคะ.. รบกวนใครช่วยบอกทีน้าา 🙏🏾🙏🏾🙏🏾
    #13,524
    5
    • #13524-4 Sukthatchayathip(จากตอนที่ 17)
      11 มิถุนายน 2563 / 16:04
      www.readawrite.com
      #13524-4
    • #13524-5 Sukthatchayathip(จากตอนที่ 17)
      11 มิถุนายน 2563 / 16:05
      www.readawrite.com
      #13524-5
  14. #13520 ?bew? (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2563 / 20:11

    เสร็จโยธาจนได้555 อ่านไป อมยิ้มไป

    #13,520
    0
  15. #13475 pigpocket (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 17:02

    แอร๊ยย///
    #13,475
    0
  16. #13459 Sujitraaonn (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 / 13:08

    อื้มมมมม~~
    #13,459
    0
  17. #13422 Akekub (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 00:04
    NC 🔥 เขียนได้ดีโครต ทั้งสยิวทั้งขำบีเกิล บรรยายได้ยิ่งกว่าอยู่ใต้เตียงอีก👍
    #13,422
    2
    • #13422-1 Rooubee(จากตอนที่ 17)
      15 พฤษภาคม 2563 / 08:19
      อ่าน Nc ได้ที่ไหนค่ะ
      #13422-1
    • #13422-2 CCTS(จากตอนที่ 17)
      17 พฤษภาคม 2563 / 13:52
      read a write

      ครับ
      #13422-2
  18. #13389 sugarraeks (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 13:25
    นว๊องงงงงงง
    #13,389
    0
  19. #13383 บลาๆๆ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2563 / 09:46

    readawrite อ่านแล้วเด้งอ่ะอดอ่านncเลยแงงง

    #13,383
    0
  20. #13381 Oraneebow (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2563 / 01:47

    โถ่ บีเกิ้ล โป๊ะแตกจนได้ 55

    #13,381
    0
  21. #13378 เสี่ยว'หมิง♡ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2563 / 11:03
    แกจะจำหน้าผิดไม่ว่านะบีเกิล แต่แกจำเบอร์ผิดไม่ได้ปะ 55555555
    #13,378
    0
  22. #13268 Tinnakorn7 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 11:57
    ฉาก NC คืออ่านที่ไหนหรอ ?
    #13,268
    1
    • #13268-1 บีเกิลเป็นของโยธา (จากตอนที่ 17)
      7 พฤษภาคม 2563 / 16:08
      ใน read a write ค่ะ
      #13268-1
  23. #13257 CN_nene (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 01:18
    555555555 บีเกิล ผิดเบอร์ !!!!!!
    #13,257
    0
  24. #13241 ปราณปรียา อำบรรภต (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 22 เมษายน 2563 / 23:41

    พีคในพีค สงสารไฟฟ้าคงจะอึ้งน่าดู

    #13,241
    0
  25. #13214 suqbam (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 20 เมษายน 2563 / 16:32
    readawrite ใครเด้งเหมือนเรามั้ยคะ
    #13,214
    4
    • #13214-2 Sarasinee Puttisa(จากตอนที่ 17)
      24 เมษายน 2563 / 22:06
      เด้งเหมือนกันค่ะ เส้ามากไม่รู้เป็รเพราะไร
      #13214-2
    • #13214-4 Sarasinee Puttisa(จากตอนที่ 17)
      24 เมษายน 2563 / 22:10
      ของเรามันอ่านไม่ได้เเค่ตอนที่ 16 อะคะ เด้งออกอย่าวเดียวเลย
      #13214-4
  26. #11829 TheLoser (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 11:34
    เป็น NC ที่มีความเรียลอยู่หลายส่วน โดยเฉพาะเรื่องถุงยาง การล้าง และความทุลักทุเล แต่กลับอ่านออกมาไหลลื่นมาก ถึงจะดูเซอร์เรียลบางส่วนครับ แต่โดยรวมดีมาก
    #11,829
    3
    • #11829-2 TheLoser(จากตอนที่ 17)
      7 กุมภาพันธ์ 2563 / 19:09
      Google ลิ้งค์แรกมั้งครับ น่าจะ
      #11829-2
    • #11829-3 Tinnakorn7(จากตอนที่ 17)
      29 เมษายน 2563 / 11:59
      พิม์ชื่อเรื่องไปหรอ
      #11829-3