วิศวกรรณโยธา - end

ตอนที่ 16 : 15 - ใจเราไม่ได้เป็นของเรา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 142,060
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10,955 ครั้ง
    3 ม.ค. 63




15


ใจเราไม่ได้เป็นของเรา




         
“ไอ้ก้องกูต้องทำยังไงวะ ฮือออออ”


            “ก่อนอื่นเลยมึงเคี้ยวข้าวให้หมดก่อนสัด”


            ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าโยธาจะเล่นใหญ่ไฟกะพริบด้วยการโยนระเบิดลูกใหญ่ใส่ผมดังตู้ม
!


            เท่านั้นแหละครับ ร่างทั้งร่างเลยระเบิดกลายเป็นโกโก้ครันช์ เพราะหลังจากเจ้าตัวคืนผ้าห่มกลับมาให้แบบไม่ถูกที่ถูกเวลา ผมก็ถูกคนมากมายในหอประชุมจดจ้องเป็นตาเดียว


            คือมองตอนไหนไม่มอง ดันพากันมาให้ความสนใจตอนกูกำลังเคี้ยวลาบอีสานซะเต็มปาก เอาจริงตอนนี้แตงกวายังคามืออยู่เลย


            เชี่ย นึกมาถึงตรงนี้ในใจแม่งอยากวิ่งไปเช็กความเรียบร้อยที่หน้ากระจก อย่างน้อยคนเขาจะได้ไม่ครหาว่าหน้าเหมือนหมาไม่พอยังเสือกกินมูมมามอีก ซึ่งความจริงก็ทำได้แค่คิดแต่แก้ไขอะไรไม่ทันทั้งนั้น


            “หู ตอนนี้หาปี๊บคลุมหัวให้ไม่ได้ มึงเอาผ้าห่มคลุมหัวไปก่อนแล้วกัน”


            แง้ แต่บางทีอันตรายอาจมาในรูปแบบผ้าห่มนะมึง


            “นี่โยธามันไม่อยากให้ใครมายุ่งด้วยเลยใช้มึงเป็นกำแพง หรือจริงๆ แล้วพวกมึงกำลังจีบกันอยู่วะ” เดอะแก๊งที่นั่งล้อมอยู่ตอนนี้เริ่มยิงคำถาม แต่ผมมันเป็นพวกใจกากประมาณนึง เลยไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นอธิบายจากตรงไหนก่อนดี


            “กรรณ! กูว่าแล้วเชียวทำไมมึงกั๊ก” นั่นไง โดนซักจากเพื่อนหอชายฝั่งเดียวซะที่ไหน ฟากผู้หญิงก็ไม่น้อยหน้า นำโดยบัวคนสวยที่พร้อมหยิบไม้หน้าสามเตรียมตีแสกกบาลผมได้ทุกเมื่อ


            “กูไม่รู้ กูหิวลาบ
!” แสร้งเปลี่ยนเรื่องก่อนแม้ไม่เวิร์กแต่ต้องใช้ความหน้าทนเป็นอาวุธเข้าไว้


            “มึงไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่องเลย”


            “หนาว~ แอร์หนาวจังเลยพวกมึง เปิดกี่องศากันเนี่ย”


            “เชี่ยหูเอ๊ย”


            “บรรยากาศแบบนี้เหมาะแก่การกลับไปนอนซุกผ้าห่มที่ห้องมากๆ” หลังจากนั้นก็ไม่มีเพื่อนคนไหนกล้าถามอะไรอีกนอกจากถอนหายใจอย่างปลงตก เหยื่อรายต่อไปจึงถูกเปลี่ยนจากผมไปยังก้องเกียรติเพื่อนยากอย่างรวดเร็ว


            “ไอ้ก้อง มึงปิดพวกกูเหรอ”


            “ว้ายยยยยยตายแล้ว รุ่นพี่สตาฟฟ์คนนั้นน่ารักจังเลยง่ะ” สมกับเป็นเพื่อนกัน ผมแทบไม่ห่วงสวัสดิภาพของมันเท่าไหร่นักเพราะสุดท้ายแม่งก็หนีเอาตัวรอดมาได้อย่างง่ายดาย


            กิจกรรมดำเนินต่อไปได้สักพัก ผิดกับผมที่แทบไม่มีสมาธิเลยเนื่องจากในหัวคิดวนเวียนแต่เหตุการณ์ก่อนหน้าไม่หยุด เป็นความรู้สึกที่ทั้งประหม่าและทำตัวไม่ถูกในเวลาเดียวกัน เออยอมรับแหละ...ก็เขินนิดหน่อยอะ


            “บีเกิล”


            หลังการปรากฏตัวของคนตัวสูง ในที่สุดสติซึ่งกำลังเตลิดไปไกลพลันถูกเรียกกลับมาให้อยู่กับร่องกับรอยอีกครั้ง แทบไม่รอให้ผมตอบรับใดๆ โยธาก็แทรกตัวลงนั่งตรงพื้นที่ว่างใกล้ๆ เล่นเอาเพื่อนในกลุ่มถึงกับอ้าปากค้างด้วยความไม่คุ้นชิน


            จากที่เป็นเป้าสายตาอยู่แล้วคราวนี้แม่งหนักกว่าเดิมอีก กูขอร้อง...มึงจะเดินมาหากูทำเพื่อ?


            “มะ...มีอะไรเหรอ”


            “เอาเฉาก๊วยมาให้ บัดดี้กูซื้อมาฝาก”


            “ก็กินดิ บัดดี้อุตส่าห์เทค”


            “มันหวาน” เจ้าของมือหนายื่นน้ำเฉาก๊วยแก้วยักษ์มาให้ ผมรีบรับไว้ก่อนก้มหน้าดื่มแก้เก้อ


            “เฮ้ย มันจะข้ามหน้าข้ามตาเกินไปแล้ว มานั่งติดจนจะสิงไอ้หูนี่ขออนุญาตพวกกูยัง” ประธานภาคอย่างไอ้เซปเชิดหน้าพูดเสียงเข้ม ออกโรงแบบนี้มีเหรอไอ้ที่เหลือจะอยู่นิ่งเฉยรีบพยักหน้าเห็นด้วยไม่ต่างกัน


            ร้อยวันพันปีไม่เคยรักกูอะ ไหงวันนี้ดูเป็นห่วงเป็นใยเกินพอดีจังวะ      


            “งั้นขอนั่งด้วยคนแล้วกัน” แล้วดูคำตอบไอ้โยธาดิ


            “ถามจริงเถอะมึงสองคนไปจีบกันตอนไหน ไม่สิ...คือถ้าคิดจะเล่นๆ ก็ช่วยบอกให้พวกกูหายโง่ทีได้มั้ย”


          “กูไม่เคยคิดเล่นๆ กับคนที่ชอบนะ”


          ...!!


            ราวกับระเบิดนิวเคลียร์ถูกทิ้งดิ่งลงหอประชุม คนฟังพากันสตันจนเกิดเดดแอร์เป็นวงกว้าง ยอมรับเลยว่าแม้แต่เสียงพิธีกรบนเวทีก็ไม่มีอิทธิพลกับผมเลยสักนิด เพราะในโสตประสาทล้วนมีแต่เสียงทุ้มต่ำของโยธาเพียงอย่างเดียว


            หัวใจเจ้ากรรมมันก็เอาแต่เต้นรัวไม่หยุด


            “ชอบกันจริงดิ เชี่ย เซอร์ไพรส์สัด”


            แล้วไอ้บุ๊คก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบด้วยการเป็นผู้กล้าอุทานออกมาด้วยเสียงแหบโหย ฉับพลันนั้นเพื่อนที่อยู่รายล้อมต่างพากันร้องครวญไม่ต่างกัน


            “สรุปมึงสองคนคบกันแล้วเหรอ”


            “ยังเว้ย ยังไม่ได้คบ” เป็นผมที่ร้อนรนตอบกลับอย่างปุบปับ ทว่าชาวประชาเพื่อนร่วมแก๊งกลับไม่สนใจคำพูดก่อนหน้านัก เพราะเอาแต่โฟกัสไปยังโยธาเพียงอย่างเดียว


            “จะจีบความสดใสของคณะอะคิดให้ดีนะ คนยิ่งรักเยอะอยู่ด้วย”


            “ก็รู้”


            “มันไม่ได้ง่ายนะเว้ยกับการชอบคนที่เพื่อนหวงขนาดนี้อะ”


           


            “เคยเดินๆ อยู่แล้ววูบปะโยธา”


            “ไม่เคย เคยแต่เดินๆ อยู่แล้วต่อยคน”


            “ฮ่าฮ่าฮ่า เอิ๊ก!


            ไอ้ซัซ เสือกตอบหน้าตายซะด้วย ทำเอาซะคนแซวพากันเคี้ยวน้ำลายแจ๊บๆ ก่อนเกาคางแก้เก้อ กูยอมใจในความเหี้ยมโหดของมึงฉิบหาย


            “พูดเล่นหรอกน่า ก็มึงดูไม่เข้ากับไอ้หูสักอย่างอะ เพื่อนกูทั้งสดใสร่าเริงแล้วดูมึงดิ”


            “กูทำไม”


            “มะ...มึงหล่อ”


            กลัวก็บอก...


            “ถ้าเป็นไอ้ไฟฟ้าจะไม่ช็อกเท่านี้ แต่นี่คือเทพโยธาไง”


            “งั้นช็อกต่อไปเหอะ”


            ก่อนหน้าผมเคยเครียดนะ ปรึกษากับไอ้ก้องบ่อยครั้งด้วยซ้ำว่าถ้าวันหนึ่งเปิดใจบอกกับคนรอบตัวไปจะเกิดอะไรขึ้น กลัวกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึงไปต่างๆ นานา แต่เมื่อคิดว่าสักวันผมก็ต้องต่อสู้เพื่อความรู้สึกของตัวเองอยู่ดี จึงรวบรวมความกล้าทั้งหมดบอกกล่าวกับคนสำคัญ


            สิ่งแรกที่นึกถึงเลยคือครอบครัว ผมโทรไปหาแม่ ปรึกษาด้วยความกล้าๆ กลัวๆ


            เชื่อหรือเปล่านอกจากจะไม่ถูกด่าหรือได้ยินน้ำเสียงเจือความผิดหวังแล้ว อีกฝ่ายยังเข้าใจและทำให้ผมมีความเชื่อมั่นในตัวเองเพิ่มจากเดิมไปอีก


            ส่วนวันนี้ก็เป็นกลุ่มเพื่อนที่แม้ไม่ได้ตั้งใจบอกกล่าวให้รู้เร็วขนาดนี้ ทว่าปฏิกิริยาของแต่ละคนกลับไม่ได้ดูแคลนหรือเปลี่ยนไปเลย หนำซ้ำยังพากันออกตัวหวงเกินพอดีอีกต่างหาก ฮือ...เห็นแล้วจะร้อง ชีวิตของกรรณยุคลโชคดีที่มีคนเข้าใจจริงๆ


            “ที่ผ่านมาไม่เห็นมีวี่แววเลยว่าพวกมึงไปจีบกันตอนไหน ขนาดไอ้ก้องที่ชอบเอาเรื่องชาวบ้านมาพูดตลอดเวลายังยอมเก็บเงียบ”


            “อ้าวๆ ฟรองก์เพื่อนรัก เรื่องบางเรื่องกูรูดซิบปากดีนะเว้ย” คนถูกพาดพิงอ้าปากเถียงกลับอย่างไวว่อง


            “หมดกันฉายาก้องรู้โลกรู้ในตำนาน”


            “กรรณ...กรรณหรือเปล่า”


            นั่งซุ่มเถียงกันไปมาสุดท้ายสงครามกลับยุติลงเพียงเพราะถูกแทรกโดยคนมาใหม่ ทั้งผมและเพื่อนหันไปมองยังเจ้าของเสียงสดใสนั้น ก่อนจะตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเพราะคนที่ยืนห่างออกไปไม่ไกลนั้นคือบัดดี้ของผมเอง เธอไม่ได้มาคนเดียวแต่ยังพาเพื่อนอีกสามคนมาด้วย


            ตอนแรกที่คุยกันผ่านทางแซตบวกกับเห็นรูปในเฟซบุ๊กอยู่บ้างก็พอรู้อยู่หรอกว่าเขาน่ารัก แต่ไม่คิดว่าตัวจริงจะขนาดนี้อะ แม่งเอ๊ยยย ยิ่งมองอีกฝ่ายก็ยิ่งเห็นโคมัตสึ นานะที่ผมชอบซ้อนทับในระยะประชิด ตรงสเป็กฉิบหาย


            “วี...”


            “ใช่จริงด้วย” งุ้ยย ใจเหลวไม่มีชิ้นดียามเธอส่งยิ้มให้


            สรวีย์เป็นชื่อจริงที่ปรากฏอยู่บนเฟซบุ๊ก และนั่นคือสิ่งแรกที่ผมจำได้ก่อนที่เราจะมีโอกาสแนะนำตัวกันเล็กน้อย


            “อ้อเกือบลืม นี่ของขวัญ” ผมยื่นชุดอุปกรณ์เครื่องเขียนที่เตรียมไว้ให้กับอีกฝ่าย ก่อนเธอจะหยิบยื่นของของตัวเองมาให้บ้าง ซึ่งบังเอิญเหลือเกินเพราะเจ้าตัวก็ซื้อพวกเครื่องเขียนมาเทคผมเหมือนกัน


            “ขอบคุณนะ เกือบลืม...มีขนมด้วย”


            “โห ขอบคุณมากครับ” ในถุงมีคัพเค้กหน้าตาน่ากินอยู่เต็มไปหมด “กินเรียบแน่นอน”


            “ต้องเลือกกินบ้าง” นั่นไง คุยกับเพื่อนใหม่ได้ไม่เท่าไหร่ดันถูกความมืดมนขัดจังหวะซะงั้น


            “เลือกอยู่แล้ว และคัพเค้กของบัดดี้ก็ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง”


            “แล้วเฉาก๊วยกูอะ”


            “ตัวสำรอง”


            สะใจจังโว้ยที่ยั่วโมโหคนหน้าตายได้ ดีที่ตอนนี้มีเพื่อนเป็นแบ็กอยู่ ไม่รู้พอเหลือตัวคนเดียวจะโดนโยธาทำอะไรบ้าง เฝ้าภาวนาว่าขอให้มันไม่เจ้าคิดเจ้าแค้นแล้วกัน


            “อือ คิดว่าอาจจะขอตัวกลับไปนั่งที่ก่อน” เธอดูเขินและประหม่าอยู่บ้าง คงเพราะมีเพื่อนของผมกำลังล้อมหน้าล้อมหลังอยู่แหง “แต่ก่อนไปเรามาถ่ายรูปเก็บเป็นความทรงจำกันมั้ย”


            “เฮ้ยได้ดิ แป๊บนะขอจัดผมนิดนึง”


            “แค่นี้ก็หล่อแล้ว”


            “วีก็สวย”


            เออะ...รู้สึกว่าตัวเองก้าวพลาดจนอยากตีปากตัวเองแรงๆ สักที พอหันไปมองยังคนที่คุณรู้ว่าใคร ร่างกายกลับชาวาบเนื่องจากถูกจ้องด้วยสายตาที่อ่านไม่ออกอยู่ก่อนแล้ว ส่วนเพื่อนรักทั้งหลายต่างพากันเอาตัวรอดด้วยการผินหน้าหนีคนละทิศละทาง


            คนเรามันจะเห็นคุณค่ากันก็ตอนลำบากนี่แหละครับ


            “กะ...ก้อง มึงถ่ายรูปให้กูกับบัดดี้หน่อยดิ”


          “เดี๋ยวกูถ่ายให้”


            ขนลุกยะเยือกตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ผมว่าโยธาแม่งไม่ใช่ลอร์ด โวลเดอมอร์แล้วว่ะ คิดว่าวินาทีนี้มันคงเป็นดาร์ธเวเดอร์[1]ที่พร้อมสังหารคนได้ทุกเมื่อมากกว่า และไม่ต้องถามว่าคนคนนั้นเป็นใคร กูเอง...


            “ถ่ายสวยๆ นะ” ยื่นมือถือของตัวเองไปให้อย่างกล้าๆ กลัวๆ เจ้าตัวก็รีบไว้ก่อนจ่อกล้องเตรียมถ่ายด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไอ้ที่เหลือก็ยิ้มแห้งไปสิ


            “เซย์ชีสสสสส” เป็นไอ้ก้องที่เลือกทำลายบรรยากาศตึงเครียดด้วยการพูดบิวต์อย่างต่อเนื่อง “เซย์ลิ้นจี่~


            แชะ!


            กดถ่ายเสร็จมันยื่นมือถือกลับมาให้เช็กภาพในทันที


            “โยธา กูให้ถ่ายรูปเห็นหัวไม่ใช่หัวเข่าโว้ย”


            “ดีแล้ว”


            “ตากล้องไม่ให้ความร่วมมือเลยอะ แย่ๆ รูปนี้เบี้ยวอะ”


            “หมุนในโปรแกรมเอาดิ”


            “ส่วนรูปนี้กูหลับตา”


            “ไม่ถ่ายตอนตาเหลือกก็ดีแค่ไหนแล้ว”


            เถียงเก่ง ยังดีที่รูปอื่นๆ พอใช้ได้อยู่บ้าง จึงถือโอกาสกดส่งให้บัดดี้ก่อนเธอจะโบกไม้โบกมือขอตัวกลับไปนั่งที่ทั้งหน้าแหยๆ ตอนนั้นเองที่คนในกลุ่มเริ่มหันไปให้ความสนใจกับคนบนเวทีอีกครั้ง


            ไอ้ไฟฟ้ากำลังถือไมค์ไว้ในมือ ยืนให้พิธีกรสัมภาษณ์ด้วยสีหน้าสดใส อย่างว่าแหละครับแฝดคนน้องคือขั้วตรงข้ามของโยธาอย่างสิ้นเชิง แม้เวลาถูกสายตามากมายจ้องมองด้วยความสนใจแค่ไหนมันกลับดูไม่ประหม่าเลยสักนิด


            “เมื่อกี้เราได้คุยกับแฝดคนพี่ไปแล้ว คราวนี้มาคุยกับแฝดคนน้องกันบ้าง ช่วยแนะนำตัวให้ทุกคนรู้จักหน่อยค่ะ”


            “สวัสดีครับ”


            “กรี๊ดดดดดดดด”


            “น้องๆ ใจเย็นค่า ยังไม่ได้ถามอะไรเลย” ยอมความฮอตของเดือนมหา
ลัยเขาจริงๆ


            “ชื่อไฟฟ้าครับ เรียนภาคไฟฟ้าที่
CNU


            “อ๊ายยยยย หล่อมากค่า หล่อมาก
!!


            “คณะเราผู้หญิงน้อยแต่เต็มที่มากเลยนะคะ” รุ่นพี่พิธีกรเอ่ยแซวก่อนจะได้ยินเสียงกรี๊ดดังอีกระลอก “ไฟฟ้าเป็นทั้งเดือนคณะวิศวะปีนี้และเป็นเดือนมหา
ลัยด้วย”


            “ครับ”


            “กรี๊ดดดดดด” โอย กว่าจะคุยกันจบตีสองพอดี


            “เจอบัดดี้หรือยังเอ่ย”


            “ยังไม่เจอเลยครับ”


            “เราเอง
! เราเป็นบัดดี้” หลังจากนั้นหลายคนก็เริ่มแสดงตัว กลายเป็นเรื่องโจ๊กของงานที่สร้างเสียงหัวเราะได้ไม่ขาดสาย เนี่ย สมกับที่มีคนรักคนหลงเต็มไปหมด


            “ดูเหมือนว่าจะมีบัดดี้ของไฟฟ้าออกมาแสดงตัวเยอะเลย คนไหนตัวจริงเดี๋ยวคงได้รู้กัน แต่ก่อนจะถึงตอนนั้นขอถามถึงของที่เตรียมมาเทคให้บัดดี้หน่อยได้มั้ยคะ”


            “อ๋อผมซื้อหมวกให้ เป็นสีขาวใส่แล้วคงดูฮิปสเตอร์ดี”


            “ให้บัดดี้จริงๆ ใช่มั้ย ไม่ใช่ของแฟนนะ”


            “ผมยังไม่มีแฟน”


            “กรี๊ดดดดดดดดด” ยอมใจในความเซอร์วิสแฟนฝุดๆ หันกลับมามองมนุษย์มืดมนที่นั่งหน้านิ่งไม่อินกับอะไรสักอย่างอยู่ข้างๆ ยิ่งตอกย้ำให้รู้ว่าพี่น้องคู่นี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง


            จากนั้นพิธีกรก็สัมภาษณ์ไฟฟ้าไปอีกหลายคำถาม ก่อนจะตัดจบเพื่อเข้าสู่กิจกรรมใหม่ที่ถูกเซตไว้หมดแล้ว


            “หลายคนคงจะอิ่มอกอิ่มใจกันพอสมควร งั้นสุดท้ายอยากฝากอะไรถึงทุกคนมั้ยคะ”


            “ก็ขอบคุณที่ต้อนรับและดูแลเราเป็นอย่างดีครับ ที่สำคัญอาหารอร่อยมาก”


            “ดีใจจริงๆ ขอบคุณน้องไฟฟ้าที่มาช่วยสร้างสีสันในคืนแรกของงานนะคะ อ้อลืมถามไป เผื่อเพื่อนใหม่สงสัยว่าหากอยากแยกไฟฟ้ากับโยธาต้องสังเกตตรงจุดไหนคะ”


            “หน้าตาเราอาจจะเหมือนกันมากแต่ความจริงแยกไม่ยากครับ ถ้าเจออยู่กับเพื่อนนั่นแหละผม”


            “...”


          “แต่ถ้าเจออยู่กับแฟน คนนั้นโยธา”


            ปัง!!


            ตอนแรกตายเพราะแฝดคนพี่ ตอนนี้กูต้องมาตายอีกทีเพราะแฝดคนน้อง กรรมของไอ้กรรณจริงๆ





 

 

 

 

 

 




            ผมไม่รู้ว่าคำพูดของโยธากลายเป็นวลีเด็ดประจำกลุ่มเพื่อนไปได้ยังไง แต่ไอ้ประโยค...เป็นของแฟน ได้กลายเป็นสิ่งที่หลายคนมักพูดกันจนติดปากตั้งแต่ช่วงค่ำลามมาถึงตอนนี้ ส่วนผมแทบภาวนาขอให้ธรณีสูบทุกครั้งที่นึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว


            “รู้ปะ ความจริงชาเขียวปั่นแก้วนี้ไม่ใช่ของกูนะ แต่เป็นของแฟน”


            “ขนมในมือกูก็เป็นของแฟนเหมือนกัน”


            “โอ๊ะๆ เห็นเสื้อคลุมที่กูใส่อยู่มั้ย”


            “เป็นของแฟนมึงอะดิ”


            “ถูกต้องนะคร้าบบบบบ”


            “หยุดแซวก่อนมั้ยล่ะ เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นกันบ้างไว้พวกเวร”


            หลังเงียบอยู่นานก็เป็นไอ้กรรณยุคลนี่แหละที่ต้องออกตัวเคลียร์สถานการณ์ เพื่อนมันรักกูจริง เพราะให้ความร่วมมือได้ครู่เดียวก็วกกลับมาคุยประเด็นเดิมต่อ


            กิจกรรมผ่านพ้นไปเกือบชั่วโมง แต่ละคนแยกย้ายกลับเข้าที่พักก่อนเกิดศึกแย่งชิงห้องน้ำกันอุตลุต ผมน่ะสายชิลอาบเมื่อไหร่ก็ได้ ติดปัญหาอยู่อย่างเดียวคือถ้าคืนนี้ไม่หลับจะต้องทำอะไรฆ่าเวลาแทน


            การมาต่างจังหวัดกับทางคณะปัญหาใหญ่คือเราไม่มีรถเป็นของตัวเอง ไม่เหมือนกับตอนอยู่มอที่พอไฟดับเมื่อไหร่ก็แค่รีบขับรถแจ้นไปร้านยี่สิบสี่ชั่วโมงหรือเปิดห้องใหม่ เพื่อนที่รู้ว่าผมชอบนอนฝันร้ายหากปิดไฟก็มีแค่คนในภาค แต่จะให้ลากรุ่นพี่กับคนอื่นๆ มาลำบากด้วยมันคงใช่เรื่อง


            เอาวะ คิดว่ายังไงคืนนี้อาจจะขออนุญาตออกไปข้างนอกไม่ได้ เลยกะนอนเอาผ้าห่มคลุมหัวแล้วเล่นมือถือไปจนกว่าจะเช้าโน่นแหละ


            “หู คืนนี้มึงนอนได้มั้ยเนี่ย” ไอ้เซปที่อาบน้ำเสร็จเรียบร้อยเดินเช็ดผมเข้ามาในห้อง “ถ้าไม่ได้จะให้เขาเปิดไฟให้ ไอ้ที่เหลือแม่งไม่มีปัญหาหรอก” ห้าสิบกว่าชีวิตทำเพื่อคนคนเดียว มันจะทรมานคนอื่นเกินไปมั้ย


            “สบายมากไม่ต้องห่วง”


            “ตอนตอบหน้าแม่งซีดเป็นตีนไก่เชียว สรุปนอนได้จริงๆ นะ”


            “เออ”


            “ให้ไฟบอกสตาฟฟ์ MEU มั้ย เผื่อเขาหาห้องให้ใหม่”


            “จะลำบากเขาทำไม นี่ก็สี่ทุ่มแล้วปล่อยเขาพักผ่อนบ้าง”


            “งั้นมีอะไรบอกเพื่อนได้นะ ถ้าฝันร้ายก็ถีบหน้าไอ้ก้องไปพลางๆ แล้วกัน”


            “อ้าวสัด!” ประตูเปิดผางพร้อมการปรากฏตัวของมนุษย์สายตาสั้น มันยืนหรี่ตามองคนพูดอย่างกวนๆ ก่อนทั้งคู่จะวิ่งเตะกันนัวจนเพื่อนต้องช่วยกันหิ้วปีกออกไปข้างนอก


            23.30 น.


            อาบน้ำเสร็จแล้วเตรียมเข้านอน


            ผมน่าจะเป็นคนท้ายๆ เลยมั้งที่ทำธุระส่วนตัวเสร็จ เพราะไอ้ที่เหลือได้ครองพื้นที่เตียงนอนเล่นเกมเป็นหมู่คณะ มีแค่กูคนเดียวนี่แหละที่ด้อยความสามารถไม่อาจเล่นเกมวางแผนให้สนุกเนื่องจากสกิลต่ำเกินไป


            “น้องๆ โว้ย เดี๋ยวเที่ยงคืนพี่จะปิดไฟห้องนะ คนที่ยังไม่นอนขอความกรุณาอย่าส่งเสียงดังรบกวนเพื่อนคนอื่น รีบนอนเอาแรงดีกว่า พรุ่งนี้มีกิจกรรมต้องลุยกันอีกเยอะ” พี่รหัสของผมทำหน้าที่สำรวจไปตามห้อง พูดปาวๆ จบก็สาวเท้าเดินออกไปอย่างรวดเร็ว


            “ไอ้หู เดี๋ยวคืนนี้กูนั่งเป็นเพื่อนมึงยันเช้าเอง” ก้องเกียรติเพื่อนยากทิ้งตัวลงบนฟูก


            “ไม่ต้องขนาดนั้น คืนนี้กูคิดว่าจะลองนอนดูแหละ” ผมไม่อยากให้มันต้องมาห่วงหน้าพะวงหลัง อยู่ที่นี่ตั้งหลายวันจะให้ผมดึงมันมานั่งสัปหงกช่วงกลางวันตลอดคงไม่ไหว


            “แน่ใจเหรอวะ”


            “แน่ดิ ไม่ต้องห่วง”


            นี่เพิ่งห้าทุ่มหลายคนยังไม่นอนเพราะเมามันอยู่กับเกมวางแผน ไอ้ก้องไม่น้อยหน้าแถแด๊ดๆ ไปแจมด้วยอีกคน ส่วนผมผู้ปลีกวิเวกนอนมุมสุดของห้องจึงไม่รอช้าหยิบมือถือขึ้นมา แล้วกดไปยังเฟซบุ๊กเพื่อตอบข้อความของบัดดี้


            วีแท็กรูปที่เราถ่ายกันเมื่อช่วงค่ำมาให้ ทั้งยอดไลค์และคอมเมนต์เยอะสุดๆ รู้เลยว่าเธอเองก็เป็นคนเพื่อนเยอะไม่เบา


            “ชอบขนาดนั้นเลยเหรอ นั่งมองซะนาน”


            “ชอบดิ”


          ...!!


            รู้สึกถึงพลังงานบางอย่างซึ่งซ่อนอยู่ข้างหลัง พูดตามตรงตอนได้ยินเสียงนี้ขนแขนพลันลุกเกลียว ต้องสูดลมหายใจเข้าปอดทำใจกล้าเงยหน้ามองคนที่ยืนประชิดหลังจนป๊ะเข้ากับใบหน้าหล่อเหลาซึ่งก้มมองผมอยู่ก่อนแล้ว


            หัวสมองว่างเปล่าฉับพลัน นึกออกอยู่อย่างเดียวคือยิ้มสู้เข้าไว้ ใครมันจะไปคิดวะว่าอยู่ดีๆ เจ้าตัวจะโผล่มาที่นี่แถมยังใส่ชุดนอนลายเพนกวินมาหาชนิดไม่เขินสายตาใครอีกต่างหาก


            “มาไม่ให้สุ้มให้เสียง นะ...นั่งก่อนสิ”


            “เป็นอะไร ร้อนตัวเหรอ”


            “กูเปล่า แค่...แค่เค้าแท็กรูปมากูก็ต้องอ่านต้องตอบเป็นธรรมดา” มันคงเข้าใจแหละว่าเราต้องสานสัมพันธ์บัดดี้เพื่อให้งานวิศวะสัมพันธ์มีแต่ความประทับใจ


            ทว่าวินาทีนี้ใครบางคนอาจประทับตีนมาที่หน้ากูก่อนเป็นอันดับแรก


            ผมกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อกพลางมองการกระทำของคนตัวสูงแทบทุกอิริยาบท กระทั่งโยธาทิ้งตัวลงนั่งบนฟูกผืนเดียวกับผม สถานการณ์ก็เข้าสู่สภาวะเดดแอร์แถมยังสังเกตเห็นสายตาของใครหลายคนที่จดจ้องมายังเราพร้อมกันอีกต่างหาก


            เมื่อก่อนโยธาไม่ชอบเป็นจุดสนใจของใครเท่าไหร่ แต่ปัจจุบันแทบไม่มีอะไรเหมือนเดิมแล้ว


            แม่งเอ๊ย แล้วมาตัวเปล่าซะที่ไหน นอกจากหิ้วผ้าห่มสีฟ้าผืนน้อยของผมมาแล้ว มันยังหนีบหมอนหนุนมาด้วยอีกหนึ่งใบ


            “เบื่อคนรักกันว่ะ เฮ้ยรู้ว่าชอบแต่ช่วยอยู่ห่างกันบ้างก็ได้” แก๊ง
PubG เงยหน้าทักทายคนมาใหม่ ก่อนจะถูกสวนกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบและสีหน้าสุดตายด้านอย่างรวดเร็ว


            “หรืออยากให้กูไปนอนด้วย”


            “ไม่จ้าาาา เชิญคุณโยธานอนตรงนั้นตามสบายเลยครับ” เพื่อนผมแม่งกลัวมันจริง จำได้ว่าช่วงเปิดเทอมใหม่ๆ ยังพากันอวยว่าเท่และน่าค้นหาอยู่เลย ตอนนี้คงไม่อยากค้นแล้วมั้งเพราะความจริงโยธามันไม่ได้เท่สักนิด ดูได้จากชุดนอนลายปุ๊กปิ๊กของมันเอาแล้วกัน


            “แล้วนี่ยังไง แวะมานอนเล่นเหรอ”


            “เปล่า จะขอนอนด้วยเลย”


            “ฮะ!


            “ไม่ได้ขออนุญาตนะแค่บอกให้รู้”


            “มันไม่มีที่เหลือแล้ว” ผมนอนชิดกำแพง ด้านข้างเป็นไอ้ก้อง ถัดไปเป็นเพื่อนอีกคน ดูด้วยตาแล้วแทบไม่เหลือที่ว่างนอกจากโยธาจะปูฟูกนอนตรงปลายตีนอะ


            “ก็นอนกับมึงไง”


            “ล้อเล่นหรือเปล่าเนี่ย”


            ขณะกำลังอ้าปากหวอ คนเคียงข้างก็ค่อยๆ คลานเข่าไปบนฟูกก่อนเบียดมานั่งแทรกตรงพื้นที่อันน้อยนิดซึ่งติดกับผนังโดยไม่ถามความเห็นกันสักคำ


            “คราวนี้จริงจัง กูขอมานอนกับมึงทุกคืนเลยนะ”


            “เดี๋ยวก่อน...หอบผ้าหอบผ่อนมาขนาดนี้รุ่นพี่ที่คุมห้องเขาไม่ว่าเหรอ แล้วเพื่อนมึงอะ” ยิ่งในสถานการณ์ที่ขนกันมาทั้งคณะ การที่มันพาตัวเองมานอนกับผมก็นับเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายจากตอนแรกค่อนข้างมาก


            “ไม่มีใครว่าหรอก แต่ถ้าไม่มานอนกับมึงกูคงโกรธตัวเองแน่ๆ”


            “จะโกรธทำไม”


            “เพราะมึงอาจฝันร้าย และมันคงแย่มากที่กูไม่ได้อยู่ด้วยในเวลาที่มึงต้องการใครสักคน” โยธาเป็นคนชอบอ้อมโลกไม่ว่าจะทางคำพูดหรือการกระทำ ทว่าเมื่อชัดเจนแล้วกลับทำให้รู้สึกหวั่นไหวทุกครั้งที่เปิดปากบอกความรู้สึกของตัวเองตรงๆ


            “ซึ้งใจอะ ขอบคุณนะเว้ย”


            “จะนอนได้ยัง”


            “ตอนแรกตั้งใจว่าคืนนี้จะไม่นอน คงเล่นมือถือไปเรื่อยๆ”


            “แล้วคืนต่อไปล่ะ” คนตรงหน้าถามกลับ แพลนของผมคือการไม่มีแพลน เน้นแก้สถานการณ์เฉพาะหน้าไปเรื่อยๆ ก่อน อย่างคืนนี้ไม่นอนแอบไปงีบตอนกลางวันก็คงไม่เสียหาย ขอแค่อย่าให้กิจกรรมล่มเพราะผมเป็นพอ


            “คืนต่อไปค่อยว่ากัน”


            “แต่ก็ต้องมีสักคืนที่มึงพักผ่อนบ้าง ติดอยู่อย่างเดียวคือกล้าเผชิญหน้ากับมันอีกครั้งหรือเปล่า” ผมนั่งเงียบ เพื่อทบทวนถึงสิ่งที่คนตัวสูงพูดอยู่ในหัว


            ตอนเราเจอกันครั้งแรกตัวผมหวาดกลัวการฝันร้าย ส่วนโยธากลัวการรักใครสักคน วันนี้...เวลาผ่านไป ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงมีแค่ความกลัวของผมที่ยังเหมือนเดิม


            “ปีหนึ่งเที่ยงคืนแล้วกูปิดไฟแล้วนะ รีบเข้านอนได้ละ เกมเกิมอะไรเก็บไว้เล่นพรุ่งนี้แทน”


            ความเงียบเกาะกุมไปชั่วขณะหนึ่งก่อนจะถูกทำลายลงโดยพี่แซมซึ่งชะโงกหน้าผ่านประตู


            “โห่พี่ ขอต่อเวลาอีกหน่อยได้มั้ยครับ”


            “เกรงใจเพื่อนคนอื่นด้วยสัด นอนๆ พรุ่งนี้ตื่นมาจะได้แดกข้าวต้มอร่อยๆ”


            พรึ่บ!


            ไม่ปล่อยให้ใครเปิดปากเถียงพี่แกรีบสับสวิตช์ตัดปัญหาโดยไม่รอฟังคำทั้งท้วง ส่งผลให้ทั่วบริเวณเกาะกุมไปด้วยความมืดมิด ยังดีที่แสงจากมือถือของเพื่อนยังพอให้แสงสว่างอยู่บ้าง ไม่มีใครปักหลักเล่นเกมต่อแต่พากันกุลีกุจอกลับไปยังฟูกนอนของตัวเอง ไอ้ก้องก็ไม่ต่าง...


            “โยธามึงนอนนี่เหรอ”


            “อือ”


            “งั้นฝากดูไอ้หูด้วย กูหลับลึก ถ้ามันฝันร้ายก็ช่วยปลุกทั้งมันทั้งกูด้วยแล้วกัน” ว่าจบก้องเกียรติทิ้งตัวลงนอน ยกผ้าห่มขึ้นมาคลุมหัวตัดขาดตัวเองจากสิ่งเร้าโดยรอบ ส่วนผมกับโยธานั่งนิ่งท่ามกลางความมืดอยู่นานกว่าจะพากันโน้มตัวลงบนหมอนและแบ่งพื้นที่ฟูกผืนเล็กให้กันและกัน


            ก่อนหน้าก็เคยนอนเบียดเสียดกันบนเตียงขนาดสามฟุตครึ่งมาแล้ว ครั้งนี้เลยค่อนข้างชิน


            “ถ้าง่วงก็หลับไปก่อนเลยนะ” ผมบอกกับเขา เราหันหน้าเข้าหากัน เอ่ยเป็นเสียงกระซิบที่คงได้ยินกันแค่สองคน


            “รอหลับพร้อมมึง”


            “...”


            “ไม่ต้องกลัว ในความมืดไม่มีผีหรอกตอนนี้มีแค่กู”


            “มึงอะน่ากลัวที่สุดแล้ว”


            ป้าบเข้าให้ มะเหงกลงกลางหน้าผากไปหนึ่งที ถึงแม้จะมองไม่เห็นสีหน้าของอีกฝ่ายอย่างชัดเจนเหมือนคราวที่มีแสงสว่าง แต่ผมรับรู้ได้ด้วยความรู้สึกว่าโยธากำลังยิ้มและส่งสายตาอ่อนโยนแค่ไหนมาให้


            “โยธา มึงสัญญาใช่มั้ยว่าถ้ากูฝันร้ายมึงจะปลุกกูจากความฝัน”


            “อืม”


            “มึงสัญญาใช่มั้ยว่าจะไม่ทิ้งกูไปไหน”


            “สัญญา”


            ฝ่ามืออบอุ่นแตะลงบนแก้มของผมพร้อมกับลูบไปมาคล้ายต้องการปลอบประโลม ครู่หนึ่งจึงเลื่อนลงไปกอบกุมฝ่ามือทั้งสองข้าง ออกแรงบีบกระชับแนบแน่นเป็นการสร้างความเชื่อมั่นว่ามันจะไม่มีทางทิ้งผมให้เผชิญปัญหาตามลำพังแน่นอน


            หลังไฟในห้องดับสนิทและทุกคนแยกย้ายกลับไปยังที่นอน ผมไม่ได้หลับในทันทีเพราะในใจยังรู้สึกหวาดระแวงอยู่ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเวลาผันผ่านไปนานแค่ไหน แต่มีไม่กี่อย่างที่รับรู้ได้คือหนึ่ง ขาขวาของไอ้ก้องที่พาดลงบนตัวผมแม่งหนักฉิบหายแถมมันยังเอาแต่ละเมอชื่อของปิงออกมาไม่หยุด


            และสอง คือสัมผัสจากฝ่ามือของคนตัวสูงที่ยังคงประสานแน่นไม่มีคลาย


            “โยธากูง่วงแล้ว” น้ำเสียงที่เปล่งออกไปอู้อี้จนฟังแทบไม่ได้ศัพท์


            “นอนเถอะ ฝันดี...”


            “ฝันดีเหมือนกัน”


            ในที่สุดความหวาดกลัวก็สู้ความง่วงงุนไม่ไหว หรือจริงๆ แล้วที่ผมกล้าข่มตาหลับลงได้เป็นเพราะคนที่นอนอยู่เคียงข้างตรงนี้กันแน่ แต่ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลอะไรสุดท้ายผมก็ค่อยๆ จมสู่ภวังค์เหมือนทุกค่ำคืน



 


            ปัง! ปัง! ปัง! ตอนนี้คนร้ายกำลังตามไล่ล่า ผมต้องหนีไปซ่อนตัว


          ‘…’


          มันมีเยอะมากขอกำลังเสริมด่วน ปัง! ปัง!’


            สองเท้าวิ่งลงจากบันไดชั้นสองลงมาข้างล่าง วิ่งเข้าไปยังห้องครัวมองหาที่ซ่อนเหมาะๆ เพราะกลัวคนร้ายจะตามมาทัน ผมชอบเล่นคนเดียวแบบนี้เสมอ สวมบทเป็นคนดีปราบเหล่าร้ายแล้วก็จินตนาการถึงศัตรูซึ่งไม่เคยมีตัวตนอยู่จริง


            แถมวันนี้ทางสะดวก แม่ปิดบ้านไว้ออกไปตลาด พ่อยังไม่กลับจากที่ทำงาน ส่วนกลอยนั่งเล่นคอมอยู่บนห้องชั้นสองไม่สนใจจะเล่นกับผมสักนิด น่าเบื่อ...น่าเบื่อ


         
สถานที่ไม่ปลอดภัย


            และบทที่ผมมักเล่นบ่อยที่สุดก็คือการรับบทเป็นอีธาน ฮันต์[2] สายลับหน่วย IMF จากหนังเรื่อง Mission Impossible นั่นเอง


          คนร้ายต้องการสารเคมี เราจะปล่อยให้มันเอาไปไม่ได้


            ในมือกระชับกล่องพยาบาลเอาไว้แน่น จากนั้นไม่รอช้ารีบวิ่งก้มตัวจากห้องครัวไปยังมุมหนึ่งของบ้าน มันค่อนข้างมืดนิดหน่อยแต่คิดว่านี่แหละปลอดภัยที่สุด


            ลูกบิดประตูหมุนออกอย่างง่ายดาย ผมพาตัวเองเข้าไปข้างในจากนั้นก็จัดการปิดประตูให้เบาที่สุดแล้วพาตัวอย่างไปยังซอกหนึ่งของห้องเก็บของ นั่งคุดคู้อยู่ตรงนั้นพร้อมกล่องพยาบาลซึ่งจินตนาการว่ามันคือสารเคมีอันตรายเหมือนในหนัง


          ผมคงต้องกบดานอยู่ที่นี่สักพัก ช่วยส่งคนมาช่วยด้วย


            ที่หมายถึงก็กลอยนั่นแหละ ปกติพี่สาวผมมักออกมาตามไปกินข้าวเย็นด้วยกันเสมอ


            แต่แปลกจนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครมาตาม ในห้องเต็มไปด้วยข้าวของมากมาย มันถูกกองรวมๆ กันไว้จนทำให้รู้สึกร้อน ถ้าขืนยังรอต่อไปคงต้องเหงื่อแตกตายแน่ๆ คิดได้ดังนั้นก็ไม่อยากเล่นแล้วเลยตัดสินใจลุกขึ้นเดินไปยังประตูพร้อมบอกกับตัวเอง


          ยกเลิกภารกิจ พรุ่งนี้มาเริ่มใหม่


            ทว่ามือที่คว้าลูกบิดเพื่อหมุนกลับไขไม่ออกอย่างใจคิด ผมวางกล่องพยาบาลลงกับพื้น ใช้มือทั้งสองข้างออกแรงหมุนเพื่อให้ประตูเปิดออกอย่างสุดแรงแต่ก็ไม่ได้ผล จากที่ตอนแรกไม่คิดอะไร ตอนนี้ในใจเริ่มกลัวทีละน้อย


            ปัง! ปัง!


          พี่กลอยเปิดประตูให้กรรณหน่อย


            ทั้งทุบประตู ทั้งตะโกนออกไปสุดเสียงแต่ไม่มีการตอบกลับมาเลยสักคน


          แม่หนูอยู่นี่ หนูออกไปไม่ได้


          แม่ช่วยหนูด้วยฮือ...


            มันแย่มากที่ตะโกนจนคอแทบแตกไปมากเท่าไหร่กลับไม่มีใครขานรับกลับมา ผมยืนอยู่ตรงประตู คลำหาสวิตช์ไฟเท่าที่ความสามารถของตัวเองจะทำได้ ไม่นึกเลยว่าจู่ๆ เท้าทั้งสองข้างจะรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่ไต่ไปมาอยู่บนพื้น


            ผมแหกปากร้องลั่น วิ่งไปทั่วห้องจนชนเข้ากับของแข็งอะไรสักอย่าง มันหล่นลงมาจนของในนั้นแตกกระจายก่อนที่แขนและขารวมถึงร่างกายส่วนอื่นๆ จะสัมผัสเข้ากับสิ่งมีชีวิตบางอย่างซึ่งผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคือตัวอะไร รู้แค่ว่ามันกำลังไต่บนตัวผม และจำนวนมันเยอะมาก


         
แม่!! มันกัดหนู มันจะทำร้ายหนูฮือออออ


         
วิ่งลนลานจนชนข้าวของมากมายล้มระเนระนาด กระทั่งพาตัวเองหนีไปซุกตัวอยู่มุมหนึ่ง เก็บแขนและขา กอดเข่าแนบแน่นพร้อมกับร้องไห้ออกมาไม่หยุด


            กลัว น่าจะเป็นความรู้สึกเดียวที่เหลืออยู่


            ผมมองไม่เห็น ผมไม่รู้ว่ามันคือตัวอะไร บางทีอาจจะเป็นผี ใช่! เพื่อนชอบเล่าให้ฟังว่าผีมักอยู่ในความมืดตามหลอกเด็กดื้อๆ และผมก็คือเด็กดื้อคนนั้น


          ไม่เอาแล้วหนูไม่ดื้อแล้ว ฮึก พาหนูออกไปที


            มันคือความกลัวที่สุดในชีวิต กลัวจนไม่อยากย่ำกรายมาที่นี่ กลัวทุกอย่างที่เกิดขึ้นในห้องนี้ สมองบันทึกเอาไว้แบบนั้นก่อนฝังลึกลงในจิตใจจนสลัดไม่ออก


          ฮืออออออ


          บีเกิล


          แม่ช่วยหนูด้วย หนูกลัว...


          บีเกิลตื่นได้แล้ว เด็กดีตื่นได้แล้ว


            แล้วเสียงของใครคนหนึ่งก็แทรกเข้ามา เป็นเสียงอบอุ่นที่ผมคุ้นเคย


            เฮือก!!


            ร่างกายกระตุกเกร็ง เปลือกตาทั้งสองข้างเบิกโพลงท่ามกลางความมืด เหงื่อกาฬไหลตามตามหน้าผาก ท้ายทอย ลงไปถึงแผ่นหลัง เอาแต่หอบหายใจถี่กระชั้นกอบโกยออกซิเจนเข้าปอดไม่ต่างจากคนใกล้จมน้ำ น้ำตายังคงไหลเป็นทางจนหมอนเปียกชื้น ยังดีที่มีฝ่ามือหนาของคนตรงหน้าคอยลูบแก้มไปมาให้คลายความกังวล


            ผมฝันร้ายอีกแล้ว


            เป็นเหตุการณ์ในวันนั้น เหตุการณ์ที่อยากลบยังไงก็ไม่ออกไปจากใจสักที


            “โยธา...”


            “ชู่ววววว ไม่เป็นไร ไม่มีฝันร้ายแล้ว” นิ้วโป้งเกลี่ยน้ำตาออกจากแก้มอย่างอ่อนโยน        


            “ตะ...ตอนนี้กี่โมง”


            “ตีสี่กว่าๆ” ผมนอนไปหลายชั่วโมงแต่กลับรู้สึกว่าความฝันไม่ได้ยาวนานอย่างที่ผ่านมา “อยากนอนต่อมั้ย”


            ผมส่ายหัวไปมาบนหมอนพลางครางตอบเสียงอู้อี้


            “ไม่”


            “แค่นี้ก็เก่งแล้ว บีเกิลเก่งแล้ว”


          “กูตื่นเพราะเสียงของมึง กูดีใจที่ได้ยินเสียงมึง”


            “เด็กดี...”


            เมื่อก่อนความคิดที่ว่าการจะเลิกกลัวฝันร้ายช่างเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญซะเหลือเกิน เลยเอาแต่วิ่งหนีมันมาตลอดหลายปีจนหมดหวังว่าตัวเองคงไม่มีทางหายด้วยซ้ำ ทว่าตอนนี้ผมไม่ได้คิดอย่างนั้นอีก ยังอยากลุกขึ้นมาลองสู้กับมันอีกสักตั้ง


            ต่อให้ไม่หายอย่างน้อยผมก็ยังมีโยธาคอยอยู่ข้างๆ เพื่อปลุกผมขึ้นมาจากฝันร้าย


            และใช่ ผมไม่จำเป็นต้องฝันดีทุกคืน


          ขอแค่ลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าชีวิตยังมีเขา นั่นก็เรียกว่าฝันดีที่สุดของผมแล้ว





 

 

 

 

 

 




            [ โยธา ]


            “ดีขึ้นมั้ย ปวดหัวหรือเปล่า”


            “ปวดหัวแล้วก็น่าจะตัวร้อนนิดนึง นิดนึงนะมึงอาจจะไม่รู้สึก” เด็กน่ารักมันอ้อน


            พอลองใช้หลังมือแตะหน้าผากกลับไม่รู้สึกถึงความร้อนใดๆ และคิดว่าไอ้ที่อ้างว่าปวดหัวก็คงไม่ได้ปวดจริงหรอก แค่งอแงไปตามประสาเท่านั้นแหละ


            “ตัวยังไม่ร้อนแต่กินยาไว้ก่อนมั้ย”


            “เฮ้ยไม่ต้อง”


            “เมื่อคืนฝันร้าย นอนก็ไม่พอ”


            “นอนพอแต่แบบ...นิดนึงอะ”


            “อยากอ้อน?”


            “ไม่ได้อ้อนเลย แต่ช่วงนี้จิตใจเปราะบางเหมือนมันต้องการทาร์ตไข่เป็นการปลอบประโลม” แผนสูงฉิบหาย เพิ่งกินข้าวต้มไปหมาดๆ พูดถึงขนมอีกแล้ว


            เรานั่งอยู่ตรงโต๊ะม้าหินอ่อนข้างตึกคณะ เพราะช่วงเช้าไม่ได้จำกัดพื้นที่ว่าต้องกินข้าวที่ไหน หลังรับอาหารมาเลยปลีกวิเวกพาไอ้ตัวเล็กมานั่งในจุดที่คนไม่พลุกพล่านเท่าไหร่ ก่อนหน้าตอนอยู่กับเพื่อนก็ดีอยู่หรอก แต่เมื่ออยู่ด้วยกันสองคนกลายเป็นตัวดุ๊กดิ๊กน่าเอ็นดูไปเลย


            “เดี๋ยวตอนเย็นออกไปกับบัดดี้จะแวะซื้อให้ เอากี่ชิ้น สามพอมั้ย”


            “ดูหน้ากูก่อน” ผมจ้องมองใบหน้าขาวใสไม่กะพริบ “ขอหก”


            “แดกหรือเขมือบ”


            “เฮ้ยปวดหัวและก็ตัวร้อนนิดนึง” หนังม้วนเดิมฉายซ้ำ และนั่นก็ทำให้ผมอดหัวเราะออกมาไม่ได้ ซนเหมือนลูกหมาก็คือไอ้ลูกหมาตัวนี้นี่แหละ


            ช่วงเช้าผ่านไปอย่างไม่รีบเร่ง สิบโมงผมพาคนตัวเล็กไปยังสนามเปตอง เตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันคู่แรกที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่นาทีต่อจากนี้


            “ทีมเปตองพร้อมมั้ยจ๊ะ มารวมตัวกันตรงนี้ได้เลยจ้า”


            กรรณไม่ได้ตามไปสมทบในทันทีแต่กลับเลือกยืนนิ่ง เงยหน้าและส่งสายตาอ้อนๆ มายังผม ด้วยความที่เมื่อคืนฝันร้ายจนเผลอร้องไห้ตาบวม วันนี้เลยน่ารักและน่าเอ็นดูเป็นพิเศษ ถ้าไม่ติดว่ามีคนเยอะกูคงลากไปจัดการให้แหลกคาปากหมดแล้ว


            “มีอะไร”


            “อวยพรหน่อยดิ”


            “เก่งอยู่แล้วแต่ชนะหรือเปล่านี่อีกเรื่องนึง” คนฟังกลอกตามองบ่นใส่


            “ถ้ากูชนะมึงมีรางวัลอะไรให้มั้ยอะ”


            “ชนะให้ได้ก่อนค่อยว่ากัน”


            “เบๆ ม้วนเดียวจบ”


            “มึงหรือเขา”


            “กูดิ เดี๋ยวดูหน้าคนชนะไว้ให้ดี เผื่อมึงจะได้เห็นวินาทีประวัติศาสตร์” ไอ้ปากงุ้ยๆ นี่มันน่าจูบให้รู้แล้วรู้รอด ยามบีเกิลยิ้มผมรู้สึกว่าตัวเองก็กำลังยิ้มตามอย่างควบคุมไม่อยู่


            ไม่นานก๊วนแก๊งวิศวะตามมาสมทบอีกเพียบจนสนามที่สุดแสนจะเงียบเหงาในตอนแรกคึกคักขึ้นมาทันตา จากนั้นเกมการแข่งขันจึงเริ่มต้น


            แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าเราจะค้นพบความสามารถพิเศษของบีเกิลเพิ่มขึ้นมาอีกอย่าง คือนอกจากสกิลการเล่นที่คล่องแคล่วแล้วมันยังมีความแม่นยำเป็นเลิศอีกต่างหาก ซึ่งจะไม่เป็นไรเลยถ้าอีกฝ่ายใช้ข้อได้เปรียบนี้ให้ถูกวิธี ไม่ใช่โยนทีไรก็ตีลูกฝั่งตัวเองออกหมด


            “แม่นจริงๆ ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม!” เพื่อนยืนปรบมือทั้งน้ำตาหลังสกอร์ทิ้งห่างในช่วงท้ายจนยากจะตามทัน เป็นผลให้ทีมมหาลัยผมพ่ายแพ้อย่างหมดรูปไปในที่สุด


            “กูว่าไอ้อาร์มซวยแล้วนะที่เชียร์บอลทีมไหนทีมนั้นแพ้ แต่น้องรหัสกูโหดกว่าที่โยนลูกไหนก็ตอกลูกที่ใกล้สุดของทีมออกแม่งหมด กูภูมิใจในตัวมึงฉิบหายเลยว่ะ” พี่แซมเดินกลั้นขำมาตบบ่าคนตัวเล็กจนเพื่อนๆ เองถึงกับหลุดหัวเราะไม่หยุด


            “แง้ ขอโทษ”


            “ไม่เป็นไร ถ้ามึงชนะนี่สิแปลก”


            ดูเหมือนจะไม่มีใครคาดหวังในตัวของกรรณสักคน ก็นะ...เขาบอกว่าเล่นชิลๆ เห็นทีเจ้าตัวคงไม่ซีเรียสเท่าไหร่


            “อย่ามองแบบนั้น เมื่อกี้กูต่อให้คู่แข่งก่อนน่ะ” คนตัวขาวรีบแก้ต่างให้ตัวเองตอนขยับเท้ามาหาผมซึ่งยืนรออยู่ใกล้ๆ


            “ต่อซะเยอะเลย ใจดีเกินไปมั้ย”


            “ต้องให้เกียรติเจ้าภาพเขาหน่อย ถ้าแพ้มาจะอายกว่านี้”


            “เอาที่สบายใจ”


            “ยอมรับว่าเขินนิดหน่อยที่ออกตัวแรงแต่มันก็ช่วยไม่ได้นี่หว่า ว่าแต่กูแพ้แล้วก็ไม่ได้ของรางวัลอะดิ”


            “อด”


            “แง้ๆ ชีวิตมันเป็นเศร้าว่ะ มันท้อแท้ ของรางวัลปลอบใจก็ไม่มีเลยเหรอ”


            “แล้วอยากได้อะไร”


            “ทาร์ตไข่ชิ้นที่เจ็ด”


            “น้องคนนั้นตลกดี”


            “คนไหน”


            “ที่ยืนนั่นอะ”


            “อ๋อ ที่เล่นเปตองแล้วตอกลูกทีมตัวเองออกหมดปะ” ขณะกำลังคุยกับคนตรงหน้า เสียงแทรกของคนโดยรอบก็ดังเข้ามาในหู เขาไม่ได้คุยกันดังมาก แต่ผมที่ค่อนข้างระแวดระวังกับสิ่งรอบตัวไม่มีทางปล่อยไปแน่


            “น่ารักสัด”


            ดูเหมือนกรรณเองจะได้ยินเหมือนกันเลยหันไปมองยังต้นเสียง ยิ่งตอนมันช้อนสายตามองเขาใจผมก็ยิ่งเต้นรัวกระหน่ำ ก่อนจะพบว่าคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลเป็นเด็กวิศวะต่างมอ


            “เขามองแล้วสัด”


            “ได้ยินด้วยว่ะ”


            “น้อง
! โคตรเจ๋งเลยว่ะ เก่งมาก!


            คนตรงข้ามยกนิ้วโป้งพลางเอ่ยชมด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม รู้สึกดีนะที่มีคนชอบบีเกิลเยอะขนาดนี้แต่อีกใจหนึ่งกลับหวงจนควบคุมตัวเองไม่อยู่


            “ขอบคุณมากครับ”


            ทันทีที่คนตัวเล็กกว่าตอบกลับ ความอดทนที่มีอยู่จึงหมดลง เปลี่ยนเป็นก้าวเท้าเข้าไปประชิดคนตรงหน้าให้มากขึ้น ก่อนวางฝ่ามือของตัวเองลงบนเส้นผมนุ่มนิ่มของอีกฝ่ายพร้อมกับลูบไปมา


            โอเค มันอาจเป็นการแสดงความเป็นเจ้าของที่โคตรสิ้นคิด แต่ถ้ามันยังใช้ได้ผล วิธีไหนก็ถือว่าเวิร์กทั้งนั้น กระทั่งไอ้ตัวดุ๊กดิ๊กถูกพี่รหัสดึงไปถ่ายรูปเก็บความประทับใจอีกรอบ เพื่อนร่วมกลุ่มของผมเลยถือโอกาสขยับเท้ามายืนเคียงข้างพร้อมเอ่ยด้วยเสียงล้อเลียนตามประสา


            “หวงเก่ง”


            “มีบ้าง”


            “มึงเปลี่ยนไปเยอะนะเนี่ย”


            “กูไม่ได้เปลี่ยน แค่เป็นกูที่คนอื่นไม่เคยเห็น”


            “เอาจริงๆ เขาอาจไม่ได้คิดอะไรกับคนของมึงเลยก็ได้นะ”


            “รู้อยู่แล้วแต่ก็อยากแสดงออกอยู่ดี เมื่อก่อนบีเกิลอาจจะเป็นเพื่อนร่วมคณะ เป็นบัดดี้ หรือเป็นแค่รูมเมทแต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้วไง”


            “ยังไม่ทันขอคบ มันเป็นอะไรกับมึงไม่ทราบ”


          “เป็นของกู”


         
[ จบพาร์ตโยธา ]



 

 

 

 

 

 

 

 

 


            โยธาโดนเรียกไปเตรียมตัวก่อนแล้ว ส่วนผมยังคงปักหลักเชียร์เพื่อนต่างมหาลัยแข่งขันกีฬาต่ออีกนิดหน่อย ทว่าขณะกำลังยืนดูอย่างเพลิดเพลินได้พักใหญ่ ไหล่ข้างหนึ่งก็ถูกใครสักคนสะกิดเบาๆ จนต้องหันไปมอง


            “ครับ?”


            “น้องคะ พี่เป็นสตาฟฟ์ปีสามค่ะ พอดีเห็นน้องน่ารักดีอยากจะขอถ่ายรูปไปลงเพจวิศวะสัมพันธ์ได้มั้ยคะ”


            ง้าาาา อยู่ดีๆ รุ่นพี่ก็มาชมกันซะงั้น แล้วคนหลงตัวเองอย่างผมมีเหรอจะไม่ตัวลอย ยิ่งเมื่อเห็นสายตาและรอยยิ้มที่คนตรงหน้ามอบให้แล้ว ผมยิ่งไม่สามารถปฏิเสธได้


            “ได้ครับ ผมยังไงก็ได้” เกาหัวแก้เขินนิดนึงพอให้เป็นพิธี


            “น้องชื่ออะไรคะ”


            “ชื่อกรรณครับ ก.ไก่ ร.เรือสองตัว แล้วก็ ณ.เณร”


            “อยู่ภาคและมอไหนคะเนี่ย”


            “อยู่ภาคเคมี CNU ครับ”


            “เด็ก
CNU น่ารักทุกคนเลย งั้น...พี่ขอถ่ายสักสองสามรูปน้า”


            “คร้าบ”


            ผมจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ก่อนยืนนิ่งให้พี่สตาฟฟ์ถ่ายรูปราวกับกำลังทำบัตรประชาชน โอเค ผมอาจจะหน้าด้านหน้าทนชินกับกล้องของชาวบ้านเขาไปทั่ว แต่เมื่อถูกจ่อด้วยเลนส์ลำเท่าแขนจู่ๆ มันก็รู้สึกประหม่าขึ้นมาซะงั้น


            “น้องกรรณยิ้มหน่อยค่า”


            เขาขอมาผมจึงทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย และตอนนั้นเองที่เสียงของใครหลายๆ คนดังก้องเต็มสองรูหู


            “ฮื้ออออ น้องยิ้มน่าร้าก”


            “ยิ้มหวานจังเลย”


            ความรู้สึกตอนนี้เหมือนตัวเองไม่ต่างจากเด็กตัวน้อยที่ผู้ปกครองพามาเดินเล่น จากนั้นก็ถูกพี่สาวจับจูงไปมาพร้อมเอ่ยชื่นชมไม่ขาดปาก คือมันจะดีกว่านี้มากเว้ยถ้าผมเป็นแค่เด็กประถม แต่นี่ปีหนึ่งแล้วไงเลยไม่ค่อยชินเท่าไหร่


            จำไม่ได้แล้วว่าอีกฝ่ายรัวชัตเตอร์ไปมากแค่ไหน แต่มั่นใจว่าคงมากกว่าสองสามภาพอย่างที่เจ้าตัวบอกเอาไว้ในตอนแรก


            “พี่ลงรูปเพจวันนี้ตอนเย็นๆ นะคะ ขอบคุณน้องกรรณมากค่า”


            “ขอบคุณเหมือนกันครับ”


            แล้วพี่สาวก็เดินผละออกไปเพื่อทำภารกิจตามถ่ายคนอื่นต่อ


            กิจกรรมการแข่งขันเปตองยังไม่จบหรอก ทว่าเดอะแก๊งได้ชวนเคลื่อนพลไปให้กำลังใจโยธาที่สนามเทนนิสกันต่อ เพื่อที่ช่วงบ่ายสองเราต้องย้ายถิ่นอีกรอบเนื่องจากกองเชียร์รอสแตนด์บายที่สนามฟุตบอลแล้วเรียบร้อย ทั้งผู้นำเชียร์เอย แปลอักษรสแตนด์เอย งานนี้บันเทิงและคึกคักแน่นอน


            “มาให้กำลังใจแหละ”


            กายสูงอยู่ในชุดกีฬาสีขาว ดูดีจนเผลอมองอยู่นาน


            “ลองไม่มาดูสิ”


            “โหดฉิบหาย”


            “หลังจากนี้ว่างมั้ย”


            “ว่าง”


            “ส่วนกูไม่ว่าง”


            “แล้วมึงจะถามกูทำเพื่อ?”


            นอกจากเป็นมนุษย์มืดมนแล้วโยธายังเป็นคนกวนประสาทอันดับหนึ่งด้วย


            เวลานี้ที่สนามเทนนิสไม่น้อยหน้าสนามไหนๆ เพราะมีผู้คนคลาคล่ำเกินกว่าที่จินตนาการเอาไว้ หรือเป็นเพราะเขารู้ว่าโยธาจะแข่งวะคนเลยเยอะกว่าปกติ แต่คนคนหนึ่งจะมีอิทธิพลขนาดนั้นเลยเหรอไม่อยากจะเชื่อเท่าไหร่


            “แมตช์นี้ถ้าแข่งชนะกูมีของรางวัลให้ยั่วๆ อยากได้ป้ะ”


            “ไม่อะ” ตัดบทกันง่ายจัง


            “เฮ้ย ใจคอไม่อยากกินขนมเจ้าดังของที่นี่เหรอ”


            “เอาให้กูสุดท้ายมึงก็กินเองอยู่ดี”


            “รู้ได้ไง”


            “ไม่รู้จะจีบมึงได้มั้ยล่ะ” เข้าซีนซึ้งเฉยเลย เหมือนจะดีนะแต่สถานการณ์ตอนนี้เหี้ยมาก


            “ไม่ต้องมาพูดดี เอาเป็นว่าถ้าชนะมีรางวัลเป็นขนมอร่อยๆ หนึ่งที่แน่นอน” ทำการมัดมือชกขนาดนี้แล้วไม่รับก็จำเป็นต้องรับแหละว้า


            สิบนาทีให้หลังการแข่งขันเริ่มขึ้นโดยมีโยธาเปิดประเดิมเป็นคู่แรก


            “กูใส่ห้าบาทให้โยธาชนะ”


            “กระจอก มีแค่นี้อย่ามาแข่งกูเลยไอ้ก้อง ให้คนกระเป๋าหนักเขาแข่งกันดีกว่า”


            “แล้วมึงใส่เท่าไหร่”


            “สิบบาทให้โยธา”


            “ถุย!


            การลงขันแบบเงียบๆ เริ่มต้นในกลุ่มเพื่อนสนิท แต่ก่อนจะรู้ผลว่าใครแพ้หรือชนะ ไอ้โยธาก็ได้สร้างปรากฏการณ์ที่ทำเอากองเชียร์โดยรอบพากันส่งเสียงร้องอื้ออึงอย่างพร้อมเพรียง ด้วยการหวดลูกที่ฝั่งตรงข้ามส่งมาให้แบบเต็มเหนี่ยว ทำเอาคนมองเสียวสันหลังวูบวาบไปตามๆ กัน


            “โอ้! โอ้วววววว”


            “โคตรโหด ใจเย็นคร้าบ”


            “ฟาดไม่ยั้งขนาดนี้มึงระวังตัวไว้ให้ดีนะไอ้หู” ก้องเกียรติเพื่อนรักเอี้ยวตัวมากระซิบ


            “ระวังไร”


            “มึงดูกำลังแขนกับขามันดิ นึกสภาพตอนแม่งรังแกคิดว่ามึงจะอยู่ในสภาพไหน แค่ลากสังขารคลานลงเตียงได้ก็เป็นบุญหัวแล้ว” ผมกลืนน้ำลายลงคอทันทีที่ได้ยินการคาดคะเนของเพื่อนรัก


            “คะ...ใครบอกว่ากูจะปล่อยให้มันรังแก คนอย่างกรรณยุคลต้องเป็นคนคุมเกมเท่านั้นโว้ย”


            “จริงดิ โม้เปล่า”


            “การจะเป็นผู้นำมันไม่ได้จำกัดอยู่ที่ขนาดตัวแต่มันอยู่ที่จิตวิญญาณต่างหาก”


            “ใจมันได้ว่ะ ถ้ามีปัญหาอะไรอยากปรึกษาบอกได้เลยนะ”


            “ถามขึ้นมาก็ดีละ กูว่าจะขอโยธาเป็นแฟน”


            “เมื่อไหร่เดี๋ยวเคลียร์คิวให้”


            “หลังกลับถึงมอ”


            “ไม่ทันแดกอะ ขอมะรืนนี้เลย”


            “ฮะ?”


            “กูถามพี่ปีสองมา วันมะรืนมีการเทคของบัดดี้แต่ที่พิเศษกว่านั้นคือยังมีกิจกรรมมอบของให้กับคนที่อยากให้ด้วย มึงแค่เตรียมดอกไม้ช่อควายๆ ไปให้มันแล้วรีบขอเป็นแฟนก็สิ้นเรื่อง เนี่ย
! ง่ายกว่าเยอะ” เออว่ะ พอเริ่มคิดตามคำแนะนำของอีกฝ่ายจิตใจก็เริ่มคล้อยตามไปเรื่อยๆ


            “มันฟังดูดีแหละ แต่กูอยากขอมันเป็นแฟนแบบส่วนตัวหน่อยอะ”


            “มึงก็ไปหลบขอมันตรงมุมตึกดิ”


            “ความคิดดีสัด ถุย”


            คำแนะนำมึงดูขอไปที่มากไอ้ก้องเกียรติ เจอกันครั้งแรกในส้วม ขอเป็นแฟนตรงมุมตึก โห...นี่มันอเมซิ่งซีนที่ใครเจอคงลืมไม่ลงแน่ๆ หลอนยันตายแน่กูอะ


            “ลานเกียร์ก็ดีนะ มะรืนยิ่งใช้เป็นลานกิจกรรมอยู่แล้วด้วย”


            “ดียังไง คนเยอะสัด”


            “แม่งเวิร์กนะเว้ย มึงไม่เคยได้ยินตำนานที่เขาบอกว่าถ้าเราสะดุดลานเกียร์จะได้เมียวิศวะเหรอ”


            “ประสาทว่ะ ใครมันจะไปบ้าทำ”


            “มึงอย่าพูดเพราะกูก็ทำ”


            “เวรเอ๊ย มึงจะมาสะดุดลานคณะทำเพื่อ?”


            “ก็ลองคิดดูเผื่อเป็นตัวเลือกแล้วกัน สะดวกแบบไหนค่อยบอกกูอีกที”


            ไอ้ก้องพูดพลางหันไปจดจ่อกับเกมการแข่งขัน ผมเองก็เช่นกัน


            ภาพในม่านสายตามีเพียงคนตัวสูงซึ่งกำลังขยับเขยื้อนร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ เหงื่อไหลจนโซมตัวกับสีหน้าที่มุ่งมั่น นั่นยิ่งส่งผลให้ใจคนมองหวั่นไหว


            และในจังหวะหนึ่งที่คนตัวสูงเดินกลับมาหยุดยืนหลังเส้นสีขาวเพื่อเตรียมตัวเสิร์ฟลูกไปยังฝั่งตรงข้าม สายตาของเราก็ประสานกันอีกครั้ง


            มันเป็นเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ แต่รับรู้ได้ถึงความรู้สึกมากมาย


            “โยธาสู้เว้ย!!” เพื่อนส่งเสียงเชียร์


            ผมจึงไม่อยากน้อยหน้าโบกมือพร้อมกับยิ้มให้กว้างที่สุดเพื่อเป็นกำลังใจ


            เสี้ยววินาทีที่ลูกถูกโยนขึ้น คนตัวสูงออกแรงง้างแขนเต็มที่แต่ไม่คิดเลยว่าจะเกิดเหตุการณ์ผิดพลาดทางเทคนิคเล็กน้อย เพราะมัน...


          ดันตีไม่โดนลูกเลย


            “ไอ้หู มึงยิ้มทำไมวะ แม่งตีวืดเลย”


            “กูถามหน่อย กูผิดอะไร...”





 

 

 

 

 




            จบกิจกรรมตลอดทั้งวันด้วยการกลับมานอนร่างแหลก แถมคราวนี้ผมยังต้องเปลี่ยนที่ซุกหัวนอนใหม่เพราะโยธาไม่อยากให้ผมต้องฝืนตัวเองจนเกินไป จึงขออนุญาตขอใช้ห้องเล็กๆ ในอาคารเดียวกันซึ่งก็ได้รับอนุญาตอย่างง่ายดาย


            เพื่อนไม่ได้ตามมาด้วย ทว่าอย่างน้อยคุณความมืดมนก็อาสามานอนเป็นเพื่อนจนกว่าเราจะกลับกรุงเทพฯ ติดแค่ว่าตอนนี้แม่งยังไม่กลับมา เพราะบัดดี้ของมันพาไปสังสรรค์ที่ร้านเหล้านอกมอ


            ยอมใจในความรักแอลกอฮอล์เข้าเส้นของแต่ละคนเหลือเกิน


            “ไอ้หูส่องเพจยัง” เชี่ยก้องหมุนลูกบิดประตูชะโงกหน้าเข้ามาทักทาย ขณะหัวยังเปียกม่อล่อกม่อแลก


            “เพจไร”


            “วิศวะสัมพันธ์”


            “อ๋ออออ แล้วทำไมวะ”


            “แอดมินลงรูปไอ้โยธา แม่งฮือฮากันใหญ่ ลงสามนาทียอดไลค์สองพันกว่า โหดไม่สนใครหน้าไหนเลยว่ะ”


            “ขนาดนั้นเลย”


            “เข้าไปส่องดูดิ แต่เดี๋ยวกูขอไปต่อ
PubG แป๊บ จบเกมจะแวะมาหาใหม่”


            “เออ”


            ไอ้ก้องมาเร็ว เคลมเร็ว ส่วนผมไม่รอให้เสียเวลารีบหยิบมือถือขึ้นมากดเข้าไปยังแฟนเพจกิจกรรม แล้วก็พบว่าภาพล่าสุดที่เพิ่งโพสต์ไปไม่นานเป็นรูปของโยธาซึ่งมียอดไลค์ คอมเมนต์ และการแชร์มหาศาล




          วิศวะสัมพันธ์
            ไม่เคยรู้สึกอยากเฝ้าใครที่สนามเทนนิสเท่าครั้งนี้มาก่อน
          โยธา วิศวะโยธา
CNU ปี 1 #วิศวะหล่อไม่ต้องบอกต่อก็ได้ #หวง




           
หล่อมากกกกกกก
          เก็บเสื้อผ้าแล้วค่า เตรียมพร้อมไปพบครอบครัวคุณสามีที่กรุงเทพฯ
          ผู้ชายด้วยกันมองว่าหล่อครับ
          แง้งงงง มีแฟนแล้วอะ เสียใจ~’
          ตอนแข่งในสนามบอกได้คำเดียวว่า...รุนแรง!!’
          ผัวะๆ เลยวันนี้ หน้าสั่น
          ถ้าวันไหนเขาไม่รักให้หันมามองทางนี้ได้นะ พร้อมดูแลเสมอ
         
พี่รวยนะน้อง การเงินมีปัญหาปรึกษาได้จ้ะ




            อ่านคอมเมนต์ไปก็ขำไป กลายเป็นอีกหนึ่งสีสันของงานวิศวะปีนี้เลย ทว่าเลื่อนหน้าจอได้ไม่เท่าไหร่สายตาก็ปะทะเข้ากับแจ้งเตือนจากแอคเคาต์ที่แสนคุ้นตาซะก่อน


            ไอ้ไฟฟ้า
! มึงลงมาเล่นกับเขาด้วยเหรอวะ




          FaiFha Thanawanyotha

@Gunyukol Jiraroj รูปนี้เป็นไง ขอความเห็นหน่อย




            เจ้าตัวไม่คอมเมนต์เปล่า อยู่ดีๆ มันก็ทะลึ่งหางานมาให้ผมด้วยการแท็กชื่อในเพจ แถมที่สยองกว่านั้นมันดันเป็นเซเลปของงานวิศวะครั้งนี้ไง แค่แม่งโพสต์ข้อความคิดหน่อยคนตามมากดไลค์เพียบเลย


            เอาไงดีวะ จะทำนิ่งไม่ตอบอะไรเลยก็กลัวเขาจะหาว่าหยิ่ง


            ตบตีกับตัวเองในหัวพักใหญ่ในที่สุดผมก็ตัดสินใจพิมพ์ข้อความตอบกลับสั้นๆ โดยไม่คาดหวังหรอกว่าเจ้าของรูปจะเข้ามาอ่านหรือเปล่า ความจริงควรรู้อยู่แล้วว่าคนอย่างโยธาน่ะมันไม่สนใจเรื่องพวกนี้ด้วยซ้ำ




           
Gunyukol Jiraroj หล่อแหละ แต่น้อยกว่ากูนิดนึง




            ไอ้ไฟฟ้าตอบกลับอย่างรวดเร็วด้วยข้อความ
‘5555555555’ ยาวเหยียดจนผมอยากสวนกลับให้ยาวสักสองหน้ากระดาษ ติดอยู่อย่างเดียวคือต้องรักษาภาพลักษณ์เลยเลือกปล่อยเบลอไม่โต้ตอบใดๆ


            ใครจะคิดว่าสิบห้านาทีให้หลังแอดมินจะโพสต์รูปลงเพจอีกรูป และแจ็กพ็อตเสือกลงที่ผมอย่างจังเนื่องจากรูปที่ปรากฏอยู่บนเพจนั้นคือกูเอง...




          วิศวะสัมพันธ์
            สายหล่อเชิญทางโน้น แต่สายน่ารักเชิญทางนี้
          น้องกรรณ วิศวะเคมี
CNU ปี 1




            น่ารักฉิบหาย
          ตัวขาวมาก ยิ้มทีโลกสว่างไสวสุดๆ
          นี่คือคนที่เล่นเปตองได้เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์
          น้องหน้าเหมือนหมาบีเกิล เห็นวิ่งดุ๊กดิ๊กไปทั่วสนามเทนนิสเลย อิจฉาคนได้เป็นแฟน
         
ใช่เจ้าของผ้าห่มสีฟ้านั่นมั้ย
         
ถ้าเธอกลับไปจะทำยังไง เพราะเราลืมหัวใจไว้ที่เธอ
          หูเพื่อนรัก ฮอตมากเพื่อน
         
ถ้าใครคิดว่าเพื่อนผมหน้าเหมือนหมา ผมจะบอกตรงนี้เลยว่า...ใช่ครับ คุณคิดถูกแล้ว
          เพื่อนผมน่ะมีทุกอย่างเลย ยกเว้นอยู่อย่างเดียวคืออนาคต




            กำลังยิ้มๆ กับคำชมของเพื่อนต่างมหา
ลัยได้ไม่เท่าไหร่ผมถึงกับหุบยิ้มฉับพลัน ส่วนใหญ่ไอ้หน้าม้าก็เป็นเพื่อนแก๊งผมทั้งนั้น ไหนพวกมึงบอกกำลังเล่น PubG กันอยู่ไง โกหกกันชัดๆ


            และนั่น...มันมาอีกแล้ว


            ไม่รู้รูมเมทผมมันนึกคึกอะไรถึงได้ไล่แท็กคนนั้นคนนี้ไปทั่ว คราวนี้หวยเลยไปออกที่พี่ชายของมัน




            FaiFha Thanawanyotha

@Yotha Thanawanyotha รูปนี้เป็นไง ขอความเห็นหน่อย




            ข้อความเดิมเป๊ะราวกับก๊อปปี้วาง


            หึ! แต่เสียดายที่พลาดนิดนึงเพราะคุณความมืดมนแม่งไม่ตอบหรอก หนักไปกว่านั้นตอนนี้คงกำลังก๊งเหล้าอยู่กับบัดดี้จนจุก


            ติ๊ง!! เชี่ยยยยยยยย


            แต่ไม่นึกไม่ฝันว่าสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดจะเกินขึ้ิน


            ผมจ้องหน้าจอมือถืออยู่นาน พยายามกะพริบตาถี่เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่เห็นไม่ใช่ภาพลวงตา โยธาตอบข้อความกลับมาจริงๆ




           
Yotha Thanawanyotha น่ารัก
           
FaiFha Thanawanyotha โอเค รู้เรื่อง


           


            คำว่า
น่ารักที่ปรากฏสลักลงไปในความรู้สึกอย่างจังจนเผลอกลั้นยิ้มแทบไม่อยู่ เชี่ยเอ๊ย กูจะไปไหนรอดวะ เพียงพริบตาเดียวแจ้งเตือนต่อมาก็เด้งระรัวอีกรอบ




           
Yotha Thanawanyotha น่ารัก
           
FaiFha Thanawanyotha เออรู้แล้ว
           
Yotha Thanawanyotha น่ารัก
           
Yotha Thanawanyotha น่ารัก
           
Yotha Thanawanyotha น่ารัก
           
FaiFha Thanawanyotha มึงอยู่ไหน เมาใช่มั้ย นี่ไม่ใช่มึง




            สงสัยเมาจริง แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงรู้สึกเมาคำว่าน่ารักตามมันไปด้วย มึนๆ เบลอๆ ราวกับสมองหยุดสั่งการชั่วขณะ ใจเต้นตึกตักพยายามจดจ้องคอมเมนต์ตรงหน้าไม่กะพริบ ราวกับเฝ้ารอว่าอีกฝ่ายจะตอบอะไรกลับมาอีกบ้าง จนกระทั่ง...


            มีข้อความใหม่เด้งขึ้นมาจริงๆ


            หัวใจที่รัวกระหน่ำในคราแรกก็เหมือนหยุดเต้นไปเลย




           
Yotha Thanawanyotha บีเกิลโคตรน่ารักเลย       




            ใครต่างก็บอกว่าโยธาเป็นพวกแข็งกระด้างและปฏิบัติกับคนอื่นอย่างทื่อๆ แต่นับจากวินาทีนี้ความคิดของใครหลายๆ คนคงเริ่มเปลี่ยนไปเพราะมองเห็นความอ่อนโยนแฝงอยู่ในนั้น



 

 

 

 

 

 

 

 

 


            โยธาเมาเละ


            มันตื่นขึ้นมาด้วยความมึนงงก่อนจะเห็นคอมเมนต์ของตัวเองเด่นหราอยู่บนเพจ พร้อมจำนวนไลค์และข้อความกึ่งแซวกึ่งล้อเลียนของเพื่อนนับร้อย


            ช่วงเวลาหลังจากนั้นผมเลยต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวด้วยการหลบหลีกและเปลี่ยนเรื่องคุยเมื่อถูกถามถึงประเด็นดังกล่าวอยู่เสมอ ไม่คิดเลยว่าเผลอแป๊บเดียววิศวะสัมพันธ์ก็ดำเนินมาถึงวันท้ายๆ แล้ว


            “มึงซื้อของพิเศษอะไรให้บัดดี้”


            “เสื้อ”


            “แล้วของอย่างอื่นที่เตรียมให้เพื่อนๆ ล่ะ”


            “ปากกา”


            “นี่ผ่านการคิดมาแล้วใช่มั้ยเนี่ย กิ๊กก๊อกฉิบหาย”


            “แล้วไม่ทราบว่าคุณก้องเกียรติเตรียมอะไรมาบ้างครับ อยากเห็นความครีเอตของมึงจัง”


            “กูซื้อถุงตีนจัดไปเลยเจ็ดวันเจ็ดสี”


            “สร้างสรรค์กว่ากูตรงไหน”


            “ทุกตรง”


            ไม่เถียงแล้วโว้ย รีบหยิบเสื้อช็อปขึ้นมาสวมและตรวจดูความเรียบร้อยอีกรอบ


            ช่วงเช้าและบ่ายมีกิจกรรมออกบูธวิชาการซึ่งเราเรียกมันว่าช่วงปล่อยของ ส่วนตอนเย็นโน่นถึงเป็นคิวหรรษาของชาวประชาวิศวะ หลายคนเลยเรียกว่าช่วงปล่อยผี ใครชอบใคร อยากเทคของใครก็สามารถทำได้อย่างเต็มที่


            เรียกได้ว่าหากอยากแกรนด์โอเพนนิ่งก็ใช้โอกาสนี้เปิดทางให้ตัวเองได้เลย


            17.00 น.


            สองเท้าก้าวเดินเข้าไปในงานซึ่งคลาคล่ำไปด้วยผู้คน วงดนตรีมหา
ลัยกำลังเล่นเพลงอยู่บนเวที ส่วนผมอ้าปากค้างเพราะไม่คิดว่าช่วงเวลาของการเทคของจะตื่นเต้นมากเท่านี้มาก่อน พื้นที่โดยรอบมีซุ้มดอกไม้และของที่ระลึกจากหลากหลายสถานบันเรียงรายเต็มไปหมด


            ผมหยิบมือถือขึ้นมา แชตหาบัดดี้จากนั้นก็รอเธอ


            “กรรณ” ไม่นานสองหูก็ได้ยินเสียงใสของเพื่อนต่างมหา
ลัยแทรกเข้ามา


            เราพูดคุยกันด้วยเรื่องสัพเพเหระก่อนทำการแลกของตามธรรมเนียม ซึ่งแม่งตลกมากตรงที่ต่างคนต่างซื้อเสื้อให้กันราวกับเตี๊ยมมาตั้งแต่ต้น โอเค ดวงเราคงสมพงศ์กันสุดๆ เพราะวันแรกเป็นชุดเครื่องเขียน วันสุดท้ายก็จัดเสื้อยืดเหมือนกันซะเลย


            “เดี๋ยวเราว่าจะไปเตรียมแดนซ์กับแก๊งเพื่อน กรรณไปด้วยกันมั้ย”


            “อาจจะขอตัวก่อนเพราะนัดกับเพื่อนไว้เหมือนกัน”


            “เสียดายเพื่อนเราชอบกรรณมากเลย”


            “ฝากขอบคุณเพื่อนด้วยนะ”


            “ชอบแบบชอบมากๆ เคยมาพูดให้ฟัง กรรณเก่งอย่างโน้น ยิ้มน่ารักอย่างนี้ แถมตลกอีกต่างหาก”


            “ดีใจมาก แต่...เรามีคนที่ชอบแล้ว” ฉับพลันผมได้ยินเสียงหัวเราะตอบกลับมาจนงุนงงไปชั่วขณะ


            “ไม่ได้หมายถึงอย่างนั้น หมายถึงเพื่อนเราชอบกรรณแบบเพื่อน แต่ถ้าเป็นอย่างอื่นคงไม่มีใครกล้าคิดหรอกมั้ง ดูก็รู้ว่ากรรณมีคนที่ชอบแล้ว”


            “เราแสดงออกชัดขนาดนั้นเลยเหรอ”


            “เปล่า” วีส่ายหัวพร้อมกับหลุดหัวเราะอีกรอบ “คนที่แสดงออกคือโยธามากกว่า”


            “มันกวนตีนเก่งไง”


            “น่ารักดี ดูแล้วเราอยากมีแบบนี้บ้าง” อ่า ควรเขินด้วยท่าทางแบบไหนดีวะ “นอกเรื่องซะไกลเลย งั้นเราไปก่อนนะ มีอะไรแชตมาคุยได้เสมอ เราที่ใจที่ได้เป็นบัดดี้กรรณน้า”


            “เหมือนกัน ขอบคุณที่ดูแลเราอย่างดี”


            ผมโบกมือให้คนตัวเล็กก่อนเธอจะหมุนตัวเดินกลืนหายไปกับฝูงชนจำนวนมาก


            วงดนตรีบนเวทีเปลี่ยนมือเป็นสัญญาณของความสนุกสนาน หลังเทคของให้บัดดี้เสร็จทุกคนก็เริ่มวิ่งวุ่นเอาของหรือดอกไม้ไปให้คนที่ตัวเองปลื้ม ส่วนผมที่ไม่ได้จำเพาะเจาะจงจะให้ของใครเป็นพิเศษนอกจากไอ้โยธาเลยใช้วิธีใครมอบของให้ ผมก็จะยื่นปากกากลับเป็นการตอบแทน


            “เธอ” และไหล่ผมก็ถูกสะกิด


            “ครับ”


            “เราให้” ผู้หญิงผมสั้นยื่นดอกกุหลาบมาตรงหน้าส่วนผมจัดการส่งปากกากลับไปเช่นกัน ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ทันแนะนำตัวหรือคุยกันนอกเหนือจากนั้นเธอก็หายไปกับสายลม


            “น้องเปตอง” ถัดจากคนแรกคนที่สองถึงค่อยโผล่มา คราวนี้เป็นรุ่นพี่ผู้ชายที่ผมคุ้นๆ ว่าเราอาจเคยเจอกันที่สนามเปตองมาก่อน “เพื่อนฝากมาให้ บอกว่าน้องน่ารักดี”


            “ขอบคุณครับ” รู้สึกจะเป็นพวกขนมแหละ บุญปากไอ้กรรณอีกแล้ว


            แน่นอนว่าไม่มีใครหยุดยืนคุยนาน ให้ของเสร็จก็ไปแถมไม่มีการแลกคอนแท็กต์ใดๆ ทั้งนั้น ดูแล้วมันสนุกดีตรงที่เราต่างเป็นผู้มอบและแลกเปลี่ยนกันอยู่เสมอ ช่วงหลังผมรับดอกไม้มาเยอะมาก แถมยังมีบางคนเล่นแผลงๆ ด้วยการเอามงกุฎดอกไม้มาสวมหัวให้อีก


            เพื่อนโว้ย นึกว่าผมเข้ากับอะไรแบบนี้นักเหรอ


            “มัวแต่เช็กเรตติ้ง เตรียมดอกไม้ให้ไอ้โยธายัง” เดินคลาดกันไปมาอยู่หลายหนในที่สุดผมก็เดินมาเจอไอ้ก้องอีกจนได้ ในมือมันเต็มไปด้วยดอกไม้และตุ๊กตา ดูแล้วฮอตยิ่งกว่าใครๆ ในงานเสียอีก


            “ยัง ว่าจะไปซื้อเดี๋ยวนี้แหละ” หาโอกาสไปโคตรยาก เดี๋ยวคนนั้นคนนี้เดินเข้ามาทักขัดจังหวะอยู่ตลอด “ว่าแต่มึงเถอะ ไม่เบาเลยน้า”


            “อ๋อ กูไปขู่ขอเขามา ถ้าไม่ให้มีเรื่องแน่”


            “สัด”


            “อย่าลีลา รีบไปหาดอกไม้เร็ว” ก้องเกียรติเดินนำทัพมุ่งตรงไปยังซุ้มดอกไม้ตรงลานเกียร์ที่มีมากจนละลานตา เสียงจอแจจากคนโดยรอบ ประกอบกับเสียงเพลงจากวงดนตรีมหาลัยยิ่งทำให้เราต้องแหกปากคุยกันเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ


            “เอาดอกอะไร” เท้าสองคู่หยุดยืนอยู่ตรงซุ้มของกองกิจการนักศึกษา “กุหลาบมั้ย”


            “ไม่เอา คลาสสิกไป”


            “หรือดาวเรือง”


            “ฉุนสัด แถมไม่โรแมนติก”


            “ทานตะวัน”


            “มีเหรอ”


            “พูดไปงั้น” ผมส่ายหัว กำลังคิดอยู่ว่าดอกไม้แบบไหนถึงเหมาะกับคุณความมืดมนกัน “กูว่ากลับไปเลือกกุหลาบเหอะ”


            “เอางั้นเหรอ แต่สีอะไรดี”


            “เลือกๆ มาเถอะสัดหู ลีลาฉิบหาย”


            “แล้วต้องเอากี่ดอก”


            “หนึ่งพัน”


            “พันพ่อง!


            “รีบซื้อ นี่มันเริ่มมืดแล้วนะเว้ย”


            “เคๆ” สุดท้ายผมเลือกดอกกุหลาบสีขาวหนึ่งดอกมาเป็นตัวแทนความรัก


            ไอ้ก้องตบบ่าให้กำลังใจก่อนหนีไปล่าของแจกต่อ ส่วนผมเริ่มตามหาโยธาโดยสอบถามจากเพื่อนไปเรื่อยๆ


            ตอนนี้ฟ้าเริ่มมืดแล้ว แสงจากดวงอาทิตย์เลือนหายแปรเปลี่ยนเป็นแสงจากหลอกไฟสีเหลืองนวลคอยส่องสว่าง ลานเกียร์คณะยังคงพลุกพล่านไปด้วยผู้คน และยิ่งคึกคักขึ้นเมื่อดนตรีวงถัดไปเปลี่ยนมาเล่นแทน


            “เห็นโยธามั้ย” ผมหยุดถามเพื่อนร่วมมหาลัยซึ่งกำลังเดินผ่าน


            “เมื่อกี้เห็นอยู่แถวๆ หน้าเวที มันถามหามึงด้วยนะ”


            “จริงดิ ขอบใจมาก”


            จนแล้วจนรอดยังหาไม่เจอ คนเยอะขนาดนี้พรุ่งนี้เช้าโน่นกว่าจะได้ขอเป็นแฟน เลยตัดสินใจหยิบมือถือขึ้นมากดไปยังหมายเลขซึ่งบันทึกเอาไว้อย่างรวดเร็ว รอสายไม่นานเจ้าตัวก็ตอบกลับพร้อมเสียงวุ่นวายจากบริเวณโดยรอบ


            “อยู่ไหนอะ”


            [ซุ้มดอกไม้]


            “ซุ้มดอกไม้มีเป็นสิบ” มองไปรอบๆ หัวโขกไปตรงไหนก็มีแต่ดอกไม้ละลานตา


            [แล้วมึงอยู่ไหน เดี๋ยวไปหา]


            “ที่มีดอกไม้เยอะๆ”


            [กวนตีนเหรอ]


            “ไม่ได้กวน อันนี้พูดจริง”


            [มีจุดสังเกตมั้ย]


            “ก็อยู่ข้างร้านที่ชื่อว่า...” ผมหันหลังกลับไปมองบนป้ายไดคัทด้านบน “เค้าไม่มีชื่อร้านอะ บอกเป็นของภาค IE ขอนแก่น แล้วตรงข้ามก็เป็นร้านดอกไม้ของภาควัสดุ”


            [โอเค งั้นรอแป๊บนึง อยู่ตรงนั้นรอนะกูจะรีบไปหา]


            แป๊บของโยธาไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ แต่ผมก็ยังยืนรออย่างใจจดจ่อ หันไปมองซ้ายทีขวาที


          “บีเกิล”


            จนในที่สุดผมก็เห็นร่างสูงกับเสียงอันคุ้นเคยของคนที่เฝ้ารอ


            วันนี้เราต่างสวมชุดช็อปวิศวะตามสถาบัน ภายใต้แสงไฟ ผมเห็นเขาหล่อและโดดเด่นมาก ในมือข้างหนึ่งถือดอกไม้ที่มั่นใจว่าคงได้รับจากเพื่อนๆ ตลอดทาง ส่วนมืออีกข้างนั้นว่างเปล่า


            “ใครเอามงกุฎมาใส่ให้” นี่เป็นคำถามแรกที่เจ้าตัวเลือกถามผมตอนขยับเท้าเข้ามาประชิด


            “ไม่รู้จัก ทำไมอะ”


            “เหมาะกับมึงดี”


            “คนดูดีใส่อะไรก็เหมาะหมดแหละ” และนี่คงถึงเวลาแล้วที่ผมจะเรียกความกล้าให้กับตัวเอง


            ระหว่างรอผมใช้แขนข้างหนึ่งโอบกอดกุหลาบที่ได้รับจากคนมากมายเอาไว้ ส่วนมืออีกข้างถือกุหลาบเพียงดอกเดียวที่ตั้งใจมอบให้กับคนตรงหน้า ของที่จะให้ไม่ได้พิเศษอะไรมากนักหรอก แค่นึกถึงใบกิจกรรมสานสัมพันธ์ที่โยธาเคยทำให้


            เรากินข้าวด้วยกันกี่ครั้ง ดูหนังไปกี่เรื่อง ทุกอย่างถูกบันทึกไว้หมดแล้ว แต่นอกเหนือจากนั้นคือความรู้สึกลึกๆ ของตัวเองที่ถูกเขียนลงไปอย่างใส่ใจตั้งแต่เมื่อคืน


            “โยธา คือกู...มีของจะให้แหละ” ทำไมตอนพูดใบหน้าถึงได้ร้อนผ่าวขนาดนี้ แม้แต่ตอนสบตาเพียงแป๊บเดียวยังต้องรีบหลบเลย


            “อือ”


            เมื่อได้ยินคำตอบรับจากอีกฝ่าย ผมยื่นกุหลาบสีขาวไปให้พร้อมกับการ์ด


            “กูตั้งใจเขียนมากแต่อย่าเพิ่งรีบอ่านนะ ไว้ตอนมึงกลับไปอยู่คนเดียวค่อยอ่าน”


            “ได้”


            สูดลมหายใจเข้าปอดลึก ถอนหายใจออกยาวๆ ทันทีที่มือหนารับของจากมือไป ผมเงยหน้าสบตากับเขา เค้นเสียงที่ขาดหายไปในลำคอออกมาเพื่อบอกว่า...


            “กูก็มีของจะให้เหมือนกัน”


            เอ่อ...ขัดฟีลกำลังพีคจนได้ โยธาโว้ยยยยยยยย


            ชั่วขณะหนึ่งผมไม่แน่ใจว่าอารมณ์ของตัวเองกำลังอยู่ในโหมดไหน ไม่คาดคิด งุนงง สับสน แต่โยธาไม่ได้ปล่อยให้ผมค้างอยู่ในอารมณ์นั้นนาน เมื่อมันหยิบของอย่างหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อของตัวเอง


            “ให้บีเกิล” ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะร้องไห้เมื่อเห็นเนคไทสีกรมท่าที่เรามักใส่ไปเรียนเป็นประจำ “กูปักวันเกิดของมึงลงไป”


            และใช่...


            1812 คือตัวเลขที่ปรากฏอยู่บนนั้น


            “เหมือนของมึงเลย” ผมส่งยิ้มให้ ก่อนจะเบะปากใกล้ร้องไห้เต็มที


            โยธาไม่ได้ยื่นเนคไทเส้นนี้ให้ตรงๆ แต่มันกลับเลือกรั้งข้อมือของผมขึ้น ก้มหน้าบรรจงผูกเนคไทเส้นนี้อยู่นาน คิดว่ามันหน้าตาใกล้เคียงกับการผูกโบว์อยู่หน่อยๆ


            “มึงซื้อเนคไทเส้นนั้นให้กู ผูกมันให้กูในทุกเช้า กูเลยอยากทำเพื่อมึงบ้าง”


            ต้องมีคนร้องไห้จนตาย และคนคนนั้นก็คือผมเอง


            “บีเกิล”


            “อือ...”


          “อยู่ผูกไทให้กันไปนานๆ ได้มั้ย”


            จนวินาทีที่ได้ยินประโยคแสนตราตรึงจากเขา ผมก็ทำได้แค่พยักหน้าหงึกหงักไม่หยุด การรู้จักกับโยธาทำให้ผมได้ก้าวไปในโลกอีกใบหนึ่ง ที่ที่มีทุกความรู้สึกและการเติบโต


            “ให้ผูกตลอดไปยังได้เลย”


            วิศวะสัมพันธ์ในครั้งนี้ นอกจากได้เพื่อนใหม่ ได้ทำความรู้จักกับบัดดี้ ได้มิตรภาพจากใครหลายคน


            ทว่าที่เหนือกว่านั้นคือการมางานวิศวะสัมพันธ์ มันทำให้ผม...


          ได้แฟนกลับมาด้วย





 

ขาไปเป็นเพื่อน ขากลับเป็นแฟนอ่าเนอะ

#วิศวกรรณโยธา



[1] Darth Vadre (Anakin Skywalker) – ตัวร้ายในภาพยนตร์จักรวาล Star Wars

*อีธาน ฮันต์ รับบทโดยทอม ครูซ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10.955K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,843 ความคิดเห็น

  1. #13792 After_TeaTime (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 4 มีนาคม 2564 / 17:33

    อบอุ่นมาก เขินไปหมด แงงงง
    #13,792
    0
  2. #13750 pkpk30 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 23 มกราคม 2564 / 10:31
    เขินมากฮืออออ
    #13,750
    0
  3. #13731 tngk (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 11 มกราคม 2564 / 22:41
    น่ารักมากๆ💘
    #13,731
    0
  4. #13705 Tookta5280 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2563 / 14:32
    ถ้าได้ทำเป็นซีรี่สน่าจะดีค่ะ เนื้อเรื่องชวนฟินNC ไม่หวือหวากำลังดี
    #13,705
    0
  5. #13664 ChungWila (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 12 กันยายน 2563 / 12:13
    ฮืออออออออออยากมีโยธาเป็นของตัวเอง โยธาค่ดดีเลยแงงงงง
    #13,664
    0
  6. #13648 pang_97s (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 7 กันยายน 2563 / 14:46
    เขินบิดเป็นเกลียวแล้วว
    #13,648
    0
  7. #13628 Liracu (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2563 / 14:40
    สู่ขิต
    #13,628
    0
  8. #13594 sailom642040 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 / 16:11
    เป็นอะไรที่ดีต่อใจ เป็นกำลังใจให้คนเขียนจร้า
    #13,594
    0
  9. #13525 25490M (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2563 / 21:51

    อ่านไป แล้วจินตนาการ เป็นภาพพี่จิมมี่และพี่ทอมมี่(why Are you) ฟินเลยยยยยย

    #13,525
    1
    • #13525-1 pnpb2523(จากตอนที่ 16)
      17 มิถุนายน 2563 / 18:31
      คิดเหมือนกันเลยค่ะ
      #13525-1
  10. #13515 ?bew? (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2563 / 22:05

    คือ ดีย์มากกกกกก กรี๊ดดดดดดสลบ

    อ่านไปยิ้มไป💖

    #13,515
    0
  11. #13467 NACHI1743 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2563 / 21:36
    แง้ในที่สูดดดดดดด
    อ่านกี่รอบก็เขินกรี้ดดดดดด
    #13,467
    0
  12. #13458 Sujitraaonn (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 / 12:15
    เขาเป็นแควนกันแง้วววว😳
    #13,458
    0
  13. #13423 Oseidon (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 00:42
    บีเกิล ของ โยธา
    #13,423
    0
  14. #13380 AnswerB (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 17:37
    กลับมาอ่านทีไรก็สบายใจทู้กที คิดถึงโยธากับบีเกิล อ่านเป็น10รอบ ชอบคำว่าสิ่งดุ๊กดิ๊กเดินดุ๊กดิ๊ก :)
    #13,380
    0
  15. #13361 sseettss (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 16:45

    อ่านเรื่องนี้แล้วอยากมีแฟนเลยค่ะ อ้ายย เขาเป็นแฟนกันล้าววว
    #13,361
    0
  16. #13344 pparelypigg (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 11:27
    โอเตเลยยยยย
    #13,344
    0
  17. #13294 Apoptosis (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 17:14
    คิดตอนน้องหมาช้อนตามองนี่คือแบบบบ แงงงง้ น้องงงงง ก็อ่ะน่ะน่ารักขนาดนี้พี่หวงอ่ะธรรมดา ตอนนี้จากเจ้าที่กิตติมศักดิ์กลายเป็นเจ้าที่จริงๆไปแล้วค่ะ 5555555
    #13,294
    0
  18. #13250 CN_nene (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 01:59
    เป็นแฟนกันแล้วนะ เย้ ฉลองงงงง ;-;
    #13,250
    0
  19. #13238 ก็แค่ฉันในอีกมุม (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 22 เมษายน 2563 / 21:07
    ฟินนนนนน///ไฟฟ้าเรายังว่างนะอยากจีบไฟฟ้าค่ะ ><
    #13,238
    0
  20. #13198 lin_minew (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 18 เมษายน 2563 / 22:51
    ในที่สุดดด เป็นแฟนกันซักทีน้า
    #13,198
    0
  21. #13138 benzsu best (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 15 เมษายน 2563 / 22:05
    ประโยคขอเป็นแฟนที่แม่งโคตรดีเลย มันทัชกว่าคำว่าเป็นแฟนกันนะอีก
    #13,138
    0
  22. #13089 FERNNY95 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 12 เมษายน 2563 / 22:25

    เขิลหมอนขาดด

    #13,089
    0
  23. #13078 MomeMelon (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 11 เมษายน 2563 / 16:57
    เค้าเปงแฟนกันแล้วค่ะแม่...ล่มเรือไปแล้ว!รอโมเมนต์อย่างเดียวค่ะ;___;
    #13,078
    0
  24. #13063 Llmuz Mp (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 23:26
    เขิงง ฟินมาก
    #13,063
    0
  25. #13034 Byunee_J (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 19:13
    เลิศมากโยธาาา ส่วนน้องกรรณหนูเกิดวันเดียวกับพรี่เลยค่าา
    #13,034
    0