วิศวกรรณโยธา - end

ตอนที่ 15 : 14 - เพราะบีเกิลเป็นของโยธา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 147,642
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12,623 ครั้ง
    25 ธ.ค. 62




14


เพราะบีเกิลเป็นของโยธา




            “ไหนอะ ขนมที่แจกตอนเบรก”


            “มีแต่แยมส้ม เอาไป”


            “อ้าวแล้วนมช็อกโกแลตอะ มึงอมของแจกเหรอ”


            “ถามหายิกๆ แบบนี้เป็นอะไรวะ...หวงเหรอ”


            ไอ้ก้องเน้นคำท้ายๆ หนักเป็นพิเศษ มันแม่งเป็นพวกชอบทำตัววอนอวัยวะช่วงล่างกับผมเสมอ อย่างคำว่า
หวงเนี่ยใช้เปลืองมาก น่าจะตั้งแต่วันที่ผมบอกเพื่อนร่วมภาคเกี่ยวกับคนที่โยธาชอบมั้ง หลังจากนั้นถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าคำพูดดังกล่าวไม่ต่างจากการโยนระเบิดใส่ตัวเอง


            “เออหวงพอใจยัง”


            “พูดได้เต็มปากเต็มคำเชียวน้า เขินว่ะ” มือขาวล้วงลงไปหยิบกล่องนมในกระเป๋าออกมายื่นให้ ผมรับไว้พร้อมเจาะแดกอย่างรวดเร็ว


            ผ่านพ้นการสอบมิดเทอมเพียงสามสัปดาห์ก็หวังลึกๆ ว่าจะได้หยุดพ้ากกกกกกก


            แต่วิศวะดันกิจกรรมเยอะจริงจัง แถมนิสิตก็ต้องแบกคติงานหลวงไม่ให้ขาด งานราษฎร์ไม่ให้เสียไปจนกว่าจะพ้นปี หลังงานเปิดโลกกิจกรรมกับการประกวดดาวจักรวาลโคจรปาดกาแล็กซี่อะไรผ่านพ้นไป เราก็เจออาฟเตอร์ช็อกระลอกใหญ่ถาโถมเข้ามาอย่างจัง


          วิศวะสัมพันธ์


            รุ่นพี่บอกจัดแม่งทุกปีไม่มีขาด สลับหมุนเวียนเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพ สองปีก่อนจัดเชียงใหม่ ปีที่แล้วมหาลัยเรารับหน้าที่ ส่วนปีนี้ไปไกลกว่าเดิมเพราะต้องกระเต็งปีหนึ่งกับฝ่ายดูแลกิจกรรมเดินทางไปเซย์ฮัลโหลเพื่อนพ้องถึงขอนแก่น ขอบคุณจ้า นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมจะได้ไปเยือนจังหวัดนี้


            “แล้วมึงยิ้มทำเตี่ยอะไร ดีใจที่จะได้เป็นตัวแทนมอไปแข่งชิงแชมป์สวัสดิการดีเด่นเหรอ” บอกตามตรง ถ้าไม่มีก้องเกียรติโลกคงเงียบสงบกว่านี้เยอะเลย 


            “มึงเตรียมตัวสู่ขิตได้เลยนะไอ้เยกแม่”


            “บีเกิล พูดไม่เพราะ” กำลังอ้าปากด่าประโยคต่อไปก็เป็นอันต้องกลืนคำพูดของตัวเองลงคอทันทีที่โยธาออกปากแย้ง


            “โทษๆ ขอแก้ตัวใหม่ งั้นคุณก้องเกียรติเตรียมตัวไปสู่สุขติได้เลยนะครับ”


            “กี๊ดๆ เป็นประโยคที่เจ็บมาก กลัวไอ้โยธาแค่ไหนถามใจดู”


            “ไม่ได้กลัวเว้ย” แต่พอหันไปสบตากับคนตัวสูงกว่าซึ่งยืนห่างออกไปไม่ไกล พลันรู้สึกว่าหน้าของตัวเองหดเหลือแค่สองนิ้วไปโดยปริยาย ห่า บทจะแสดงความเก๋าตัวเองก็เสือกป๊อด “กะ...ก็เกรงใจนิดนึง”


            คนถูกพาดพิงขยับเท้ายืนซ้อนหลังทำเอาขนอ่อนตามร่างกายพากันลุกชัน เมื่อก่อนเห็นมืดมนฉิบหาย ตอนนี้ละมุนขึ้นแต่ผมก็กลัวพลังผู้เสพความตายของมันอยู่ดี


            “ขยับมาทำไม”


            “จะถามว่าอิ่มมั้ย กูมีนมอีกกล่อง”


            “แล้วไม่กินหรือไง”


            “ไม่อะ ยี่ห้อนี้ไม่อร่อย” สงสัยลิ้นรับรสเพี้ยนแหงๆ ออกจะอร่อย


            คนตัวสูงหยิบกล่องนมที่เพิ่งได้รับฟรีออกมา แถมยังหยิบหลอดมาเจาะให้อีกต่างหาก คือทำขนาดนี้เหลืออย่างเดียวคือยกจ่อปากแล้วนะ หน้าที่ผมคงมีแค่การกลืนลงท้องไป แต่โชคดีเหลือเกินที่มันไม่ได้เล่นใหญ่ขนาดนั้น


            “เฮ่อ~ หน้าที่สวัสดิการเขาให้ดูแลคนในคณะเว้ย ไม่ได้ให้ดูแลแค่หมาตัวเดียว”


            “เดี๊ยะไอ้ก้องเดี๊ยะ!


            ถ้าไม่ติดว่าเสียดายของผมคงพ่นนมช็อกโกแลตใส่หน้าแม่งจนท่วม


            อย่างที่รุ่นพี่อธิบายจนเข้าใจกันดี งานวิศวะสัมพันธ์ปีนี้จะย้ายมาจัดเร็วขึ้น ซึ่งปีหนึ่งแต่ละคนก็จะได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่แตกต่างกันไป โดยการเลือกนั้นไม่ได้สลับซับซ้อน ยึดเอาหน้าที่เดิมซึ่งเคยทำช่วงเปิดโลกกิจกรรมนั่นแหละมาทำ


            หน้าที่ของแต่ละคนจะกินเวลาแค่ช่วงระหว่างการเตรียมงานจนถึงวันเดินทางเท่านั้น เพราะหลังจากถึงจุดหมาย มหาลัยเจ้าภาพจะรับหน้าที่ดูแลแทนเกือบทั้งหมด


            ผมกับโยธายังคงทำงานสวัสดิการ ไอ้ก้องอยู่ฝ่ายเก็บกวาด ไฟฟ้าก็ยังต้องเตรียมซ้อมการแสดงไปโชว์ ส่วนกีฬารุ่นพี่เปิดโอกาสให้ลงชื่อได้อย่างอิสระ ผมเลยเสนอไปเล่นเปตองเพราะมันขยับตัวน้อยที่สุด ส่วนมนุษย์มืดมนได้โอกาสโชว์สกิลตีเทนนิสอย่างเต็มที่ก็งานนี้แหละ


            “โยธา” ความคิดในหัวถูกตีแตกกระจายเมื่อสองหูได้ยินเสียงสดใสของใครคนหนึ่ง ทุกสายตาหันไปมองยังเขาก่อนผมกับไอ้ก้องจะยกมือไหว้พร้อมส่งยิ้มไปให้ “หวัดดีเด็กๆ พี่ขอยืมตัวน้องรหัสแป๊บนึงนะ”


            “เอาไปเลยคร้าบบบบบ” ผมผลักไหล่คนตัวสูงก่อนจะถูกเจ้าตัวมองขวางใส่


            “ทำตัวดีๆ นะ”


            “บอกตัวเองเถอะ”


            โยธาถูกพี่อาร์มดึงตัวไป เหลือผมกับไอ้ก้องที่ง้างมือเตรียมทำสงครามกันต่อ


            “ไปหาที่นั่งใต้ตึกคณะรอก่อนมั้ย มีเรื่องจะคุยด้วย” สองคิ้วขมวดเข้าหากันแทบเป็นปม ไม่แน่ใจว่าไอ้ก้องต้องการพูดถึงเรื่องอะไรแต่ผมก็ยอมทำตามคำขอของมันอย่างง่ายๆ ด้วยการเดินออกจากห้องกิจกรรมคณะลงไปยังใต้ถุนด้านล่าง


            “มีอะไรซีเรียสวะ”


            “เมื่อไหร่มึงสองคนจะตกลงปลงใจคบกันเป็นแฟนสักที นี่กูลุ้นจนเยี่ยวเหนียวแล้วเนี่ย” โอย ก็นึกว่าเรื่องคอขาดบาดตายอะไร ก่อนหน้าพูดแทบเป็นเสียงกระซิบ ตอนนี้ดันมาชักดิ้นชักงอไม่ต่างกับเด็กน้อยโรงเรียนเตรียมอนุบาล


            “ก็ยังหาโอกาสไม่ได้”


            “จีบกันมาก็ได้สักพักแล้ว กูว่าแม่งเห็นตับไตไส้พุงกันเกือบหมดละ ถ้าไม่ขอคบสุดท้ายมันอาจไม่มีวันนั้นเลยก็ได้นะเว้ย” เฮ้ย ไอ้เหี้ยก้อง! จากที่ไม่เคยคิดตอนนี้เริ่มเอะใจขึ้นมานิดหน่อย กลัวจะเกิดกรณีจีบกันจนติดลมแล้วไม่คบกันอีกเลย เป็นได้แค่เพื่อนรักอะครับ ฉิบหายแน่นอนครับ


            “แล้วทำไง โยธามันไม่ยอมขอกูสักทีอะ”


            “นี่แกล้งโง่หรือโง่จริง”


            “แกล้งแหละ ถ้าโง่จริงต้องมึงเลยไอ้เหี้ยก้อง”


            “สัด ตัว-ตัวกันเปล่า”


            “ไม่เอา กลัวมึงแพ้จนร้องไห้”


            “กลับเข้าประเด็นเถอะ ไร้สาระฉิบหาย” คนตรงหน้าวางศอกลงกับโต๊ะ กระแอมไอเล็กน้อยพร้อมเปิดปากพูดด้วยสีหน้าจริงจัง           


            “รอมึงมีสาระอยู่เนี่ย”


            “อย่างที่บอกไปไงว่าถ้ามันไม่จีบมึงก็จีบ ถ้ามันไม่ขอคบมึงก็รุกขอเองไปเลย”


            “งั้นมึงมีไอเดียจะเสนอกูมั้ย กูอยากได้ฉากขอเป็นแฟนที่โรแมนติกมากๆ อะ” ไม่ต้องถามว่าดวงตาของผมตอนนี้จะเป็นประกายแค่ไหน นี่ขนาดคิดนะเนี่ย ทำจริงต้องเขินตายแน่เลยว่ะ


            “มีดิ”


            “ทำไงๆ” ผมยื่นหน้าเข้าใกล้ เอ่ยถามอย่างอยากรู้


            “แค่หยิบมือถือขึ้นมา”


            “อ่าฮะ”


            “ปลดล็อก”


            “แล้วไงต่อ”


            “ถามกูเกิ้ล อยากได้โรแมนติกแค่ไหนมึงพิมพ์ไปเลย แม่งมีคำตอบหมดแหละ”


            ความคิดดีจริงๆ เลยสาดดดดด อย่างนี้ใครเขาก็ทำได้มั้ยวะ แต่ในเมื่อเพื่อนชี้ช่องทางให้แล้วมีเหรอผมจะปฏิเสธใช้เวลาว่างที่ปกติก็ทำตัวไม่ค่อยมีประโยชน์อยู่แล้วมาทำเรื่องไร้สาระต่ออีก




          วิธีขอเป็นแฟนแบบโรแมนติก




            “พาไปสถานที่แรกที่พบกัน คือ...กูเจอมันตรงไหนวะ” พึมพำกับตัวเองครู่หนึ่งยังไม่ทันอ้าปากเอ่ยอะไรเพิ่มเติม ก้องเกียรติเพื่อนรักผู้รู้ทุกอย่างบนโลกนี้ยกเว้นเรื่องของตัวเองก็ชิงโพล่งขึ้นด้วยความตื่นเต้น


            “ที่โรงอาหารปะ”


            “ไม่ใช่โว้ย ความจริงเราเจอกันในส้วมแถมเป็นตอนที่กูเผลอทำก๊อกแตกด้วย”


            “โรแมนติกจังเนาะถ้ากลับไปเจอกันที่นั่น เหอะๆ” อย่าว่าแต่เพื่อนเลย ผมเองก็ไม่มีทางเลือกกลับไปสวีตกันในส้วมหรอก เพราะแทนที่จะโรแมนติกคิดว่าสุดท้ายคงต้องตัดเข้าซีนหนังฆาตกรรมซะมากกว่า


            “วิธีนี้ไม่เวิร์กสุดๆ” ผมเลื่อนมือถืออ่านข้อต่อไปอย่างจดจ่อ “ร้องเพลงบอกรัก เอ่อ...ตอนแรกก็อยากร้องเพลงจีบอยู่หรอก แต่เพิ่งรู้ว่าตัวเองเสียงห่วยแตกเกินไป”


            “น้ำตาจะไหลดีใจที่มึงไม่ร้อง” คนตรงหน้าแสร้งยกมือปาดน้ำตาป้อยๆ


            “ทำไม กลัวโยธามันปลื้มใจจนร้องไห้เหรอ”


            “เปล่า กลัวมันตาย”


            “คว้าย!


            “มึงรีบอ่านวิธีที่สามต่อเถอะ กูไม่อยากได้ยินมึงร้องเพลงเท่าไหร่” ถ้าไม่ติดว่าสนิทกันมากผมคงตบแว่นหลุดไปนานแล้ว เจ็บกว่าโดนหมัดฮุกก็ตรงที่โดนมันหลอกด่าไม่หยุดนี่แหละ สมกับเป็นก้องเกียรติเพื่อนยากเสียจริง


            “อันนี้เขาบอกว่าให้แชตบอกความในใจ แต่กูอยากพูดต่อหน้าอะ”


            “เห็นด้วย ไม่เวิร์ก จัดวิธีต่อไป”


            “เขียนข้อความสารภาพรักใส่กระดาษ แต่แม่งโคตรคลิเช่เลยว่ะ กูได้ยินมาว่ารุ่นพี่ดาวมอที่ชื่อจิตติเคยเอาไปใช้แล้วแต่โดนผู้ชายปฏิเสธ ขนาดสวยยังนกเลยมึง อย่างกูจะรอดเหรอ”


            “เชี่ย งั้นอย่าทำเดี๋ยวได้แห้วแดกตามแก มีวิธีอื่นอีกมั้ย”


            “ซื้อของพิเศษให้”


            “มึงอยากซื้ออะไร”


            “ชุดนอน พี่อาร์มซื้อให้มันห้าตัว กูเลยกะซื้อให้อีกสองจะได้ใส่ครบทุกวัน”


            “ว้าวววววว”


            “ดีใช่มั้ย”


            “ไอเดียมึงห่วยดีว่ะ ข้ามไปวิธีอื่นเถอะ” ไม่ได้ช่วยให้กูมีกำลังใจขึ้นมาเล้ย


            “รอบรรยากาศเป็นใจแล้วค่อยขอเป็นแฟน”


            “เฮ้ยเข้าท่า กูชอบมาก กูซื้อ” ผมเองก็เห็นด้วยกับความคิดของมันจึงพยักหน้าหงึกหงักไม่หยุด


            “บรรยากาศแบบไหนถึงจะดีวะ”


            “มึงถามถูกคนแล้วหู เพราะกูคือผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างความโรแมนติก” เมื่อกี้มึงยังไล่ให้กูไปถามกูเกิ้ลอยู่เลย แต่ผมคงไม่ขัดหรอกกลัวแม่งโมโหฟาดงวงฟาดงา ทำได้แค่นั่งฟังแผนการของมันด้วยความตื่นเต้น “ซีนที่กูมักเห็นในหนังบ่อยๆ ก็คือห้องมืดสลัว มีไฟจากเทียนหอมจุด”


            ผมกำลังจินตนาการตามสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังพรรณนาจนเริ่มคล้อยตาม


            “มึงนั่งรออยู่ในห้อง ถือดอกไม้ในมือ จากนั้นไอ้โยธาก็เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับทำหน้าเซอร์ไพรส์ อุ๊บ!” ตอแหลฝุดๆ “มันก้าวเข้ามาหามึงช้าๆ เลียริมฝีปากเล็กน้อย”


            “ดะ...เดี๋ยว ทำไมต้องเลียปากวะ”


            “หู มึงอย่าเพิ่งขัดได้ปะอารมณ์กำลังมา”


            “โอเค กูขอโทษ ต่อเลย”


            “ไอ้โยธาเลียริมฝีปาก พอขยับจนประชิดตัวมึงแล้วมันก็โน้มหน้าลงมากระซิบข้างหูด้วยเสียงแผ่วเบาจนจักจี้ว่า...”


            “ว่า...?”


            “มึงปิดไฟทำเหี้ยไรวะสัด”


            “ไอ้เวรก้อง!!” หลงเคลิ้มอยู่ได้ตั้งนานมึงเสือกทำร้ายกันด้วยการหักมุม ได้ยินแล้วผมแทบถีบเปรี้ยงให้ตกเก้าอี้แต่ยังไม่ทันกระตุกตีนใส่เจ้าตัวก็รีบเบรกเสียงหลงพูดไปกลั้วเสียงหัวเราะไป “กูล้อเล่น มันเป็นมุก”


            “เอาเก็บไว้ใช้ตอนมึงขอปิงเป็นแฟนนะ”


            “แง้ๆ กูขอแก้ตัวได้มั้ย”


            “ไม่ต้อง”


            หมดกันความโรแมนติกที่จินตนาการมา เจอไอเดียแบบนี้คิดว่าฉากขอเป็นแฟนในฝันจะเกิดจริงขึ้นมั้ย แต่ไม่ว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนหรือผิดพลาดไปซะหมด สิ่งหนึ่งที่ผมยังคงยึดมั่นว่าจะทำต่อไปก็คือ...


          การขอโยธาเป็นแฟนสักที





 

 

 

 

 




          [ โยธา ]


            หลังเลิกประชุมคณะ พี่อาร์มเลยถือโอกาสพาผมไปเลี้ยงสายรหัสอย่างที่มักทำเป็นประจำ ทว่าวันนี้เขาไม่ได้มาคนเดียวแต่ยังพ่วงแฟนปีสี่อย่างพี่อาร์คมาด้วย ผมชอบมองคนทั้งคู่เวลาอยู่ด้วยกัน สั่งอาหาร พูดคุย ทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติไปซะหมดจนดูราวกับว่าเขาเป็นมากกว่าแฟน


          ใช่ มันมากกว่านั้น


            “โยธาอยากกินอะไรจิ้มนิ้วเลย เดี๋ยวงานนี้พี่อาร์คเลี้ยงเอง ฉลองที่เมื่อคืนแมนยูเสมอทั้งที่ควรแพ้ไปนานแล้ว”


            “ทีวันก่อนลิเวอร์พูลเสมอไม่เห็นมึงจะฉลองเลย” คนถูกพาดพิงรีบโต้เถียงกลับ พี่อาร์มจึงหันไปมองคนตัวสูงกว่าก่อนทำปากยื่นปากยาวใส่อย่างน่าเอ็นดู


            “ฉลองได้ไง เสมอกับทีมท้ายตารางใครมันจะไปพอใจวะ”


            ถ้าเป็นเรื่องบอลเขากัดกันได้ตลอดเวลานั่นแหละ


            “เพราะงั้นวันนี้พี่จะใจดีเลี้ยงข้าวกูกับน้องใช่มั้ยคร้าบ”


            พี่อาร์คไม่ตอบ ทว่าทำมึนเปิดเมนูอาหารเงียบๆ ราวกับต้องการแกล้งให้อีกฝ่ายกระวนกระวายใจ ซึ่งก็เหมือนจะได้ผล


            “เฮ้ยอย่าเงียบใส่กันดิ ใจคอไม่ดีเลย”


            “...”


            “พี่อาร์ค”


            “...”


            “พี่ไม่สนใจกู กูโกรธพี่” เห็นแบบนี้เลยอดขำไม่ได้ ความจริงเขาก็เล่นกันแบบนี้มานานจนชินตาไปซะแล้ว


            “โกรธเลย งั้นคืนนี้นอนคนเดียวไปเลยนะ”


            “เฮ้ยนอนคนเดียวอะไร กูล้อพี่เล่นน่า ใครจะไปโกรธคนอย่างพี่ลงกัน” น้ำเสียงกระเง้ากระงอดของพี่รหัสทำให้บรรยากาศภายในโต๊ะดูมีสีสันกว่าเดิมเป็นเท่าตัว เห็นพี่อาร์คคงไม่อยากแกล้งแล้วเลยขยี้หัวคนเคียงข้างอย่างมันเขี้ยวก่อนอาสาเป็นเจ้ามือในมื้อนี้เอง


            หลังช่วยกันสั่งอาหารเสร็จรอไม่นานพนักงานก็เดินมาเสิร์ฟตามออเดอร์ เรากินไปสลับกับคุยเรื่องสัพเพเหระไป ไม่นึกเลยว่าหนึ่งในหัวข้อที่คนอายุมากกว่าพูดถึงจะเป็นเรื่องของใครบางคน


            “อย่าว่าเสือกงั้นงี้เลยนะ สังเกตมาได้พักใหญ่แล้วว่าโยธาดูจะสนิทกับน้องกรรณมาก” สองมือซึ่งกำลังจับช้อนและส้อมชะงักค้าง ก่อนเงยหน้าสบตากับคนตัวเล็กเจ้าของคำถาม


            “ครับ”


            “ถ้ามีอะไรให้ช่วยบอกกันได้นะ” พูดไม่ทันขาดคำ พี่อาร์คที่เงียบอยู่นานก็หลุดหัวเราะซะดื้อๆ “พี่หัวเราะกูทำไมอะ”


            “เอาตัวเองให้รอดก่อน”


            “เฮ้ย จะใจร้ายกับกูเกินไปแล้ว” แยกเขี้ยวยิงฟันใส่กันไม่นาน เจ้าตัวจึงรีบปรับสีหน้าหันมาคุยประเด็นเดิมต่อ “ตอนนี้โยธากับกรรณเป็นอะไรกันเหรอ”


            “ผมกับกรรณยัง...”


          (
Rrrr - - Rrrr -  - )


            ไม่ทันได้ตอบคำถามเสียงสั่นครืดจากโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงก็ดังขัดจังหวะซะก่อน ผมเงยหน้ามองคนตรงข้าม เมื่อเห็นว่าเขาอนุญาตจึงรีบหยิบมือถือออกมาดู และยิ่งใจเต้นแรงอีกครั้งเมื่อเห็นอิโมติคอน ที่บันทึกแทนชื่อปรากฏอยู่


            “ว่า”


            [กูจะไปดูหนังกับเพื่อน คืนนี้กลับดึกหน่อยนะ] ปกติเมื่อกลับมายังหอ สิ่งแรกที่ผมตัวพุ่งไปเลยก็คือห้องของเจ้าบีเกิล ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเท่าไหร่หากเจ้าตัวจะรีบโทรมาบอกล่วงหน้าเมื่อจำเป็นต้องกลับช้า


            “ดูหนังรอบกี่โมง”


            [ห้าทุ่มอะ]


            “รอบที่เร็วกว่านี้ไม่มีเหรอ”


            [มี แต่จะไปที่ลานสเก็ตช์ก่อนแล้วแวะไปกินหนม กินเสร็จถึงค่อยไปดูหนังอะ] น้ำเสียงปลายสายดูไม่ทุกข์ร้อนแต่ไม่รู้ทำไมผมถึงนั่งแทบไม่ติดเก้าอี้


            “งั้นหนังจบกี่โมงจะออกไปรับ”


            [มากับเพื่อนอยู่แล้วน่า ไอ้ก้องก็อยู่ด้วย]


            “เอารถใครไป”


            [หลายคัน ของกูคันนึงเผื่อจะได้โชว์เก๋าแบบหนัง Fast & Furious]


            “อย่าขับรถเร็ว”


            [รู้แล้วน่า พูดเล่นหรอก]


            “ดูแลตัวเองด้วย”


            [คร้าบ]


            “อย่าดื้อ”


            [สั่งๆ]


            “ถ้ามีปัญหาอะไรรีบโทรหากูเลยนะ”


            [ออกไปดูหนังกับเพื่อนไม่ได้ไปออกรบนะคุณโยธา ไม่งอแงดิ นี่กินข้าวกับสายรหัสอยู่ใช่มั้ย งั้นไม่กวนแล้วนะมีอะไรค่อยคุยกัน จู๊บบบบบ]


            ไม่รอให้ผมตอบกลับอีกฝ่ายก็ชิงตัดสายไปก่อนซะแล้ว บีเกิลแม่งโคตรเก่งที่ปั่นหัวผมจนเสียการควบคุมได้ กว่าจะมีสติและรู้ตัวว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารกับสายรหัส ทุกการกระทำก็ถูกจดจ้องโดยคนทั้งคู่อยู่ก่อนแล้ว


            “ขอโทษครับ ความจริงควรออกไปคุยข้างนอก” เวลานั้นแทบไม่คิดถึงความมีมารยาทใดๆ ด้วยซ้ำ เพราะแค่เห็นว่าใครโทรมาผมก็ดีใจจนลืมสนใจสิ่งรอบข้างไปซะหมด


            “ไม่เป็นไรหรอก ว่าแต่โยธาติดธุระด่วนที่ไหนมั้ย ไปก่อนได้นะ” พี่อาร์มถามด้วยความเป็นห่วง ทว่าผมรีบส่ายหัว วางมือถือลงบนโต๊ะก่อนหันมาจับช้อนส้อมดังเดิม


            “ไม่ได้ติดธุระที่ไหนครับ แค่เป็นห่วงเพราะเขาบอกว่าจะกลับดึก”


            “เขาที่ว่าหมายถึงน้องกรรณมั้ย”


            “ครับ”


            “...”


          “ผมก็มีแค่เขาคนเดียว”


            “อิจฉาว่ะ สรุปคบกันยัง”


            “ยังครับ แต่ไม่นานผมจะขอเขา พี่ช่วยแนะนำผมด้วยนะ”


            “แค่กๆ” คนฟังถึงกับไอโขลกรีบหันไปทำหน้าอ้อนใส่คนอายุมากกว่าราวกับเด็กน้อยที่อยากได้รับความสนใจ “พี่อาร์คกูอยากหวานแบบนี้”


            “เทน้ำตาลใส่แกงเขียวหวานหน่อยมั้ย”


            “ไม่ได้หมายความแบบนั้นโว้ย!


          [ จบพาร์ตโยธา ]



 

 

 

 

 

 

 

 

 


            “กูบอกไว้ก่อนเลยนะ วันนี้ต้องซ้อมการแสดงดึก ถ้าไอ้โยธามาเคาะห้องอย่าลืมย้ำให้มันอ่านกฎหน้าประตูด้วย” ก่อนออกไปคณะไอ้ไฟฟ้ามักเอ่ยเตือนเรื่องเดิมๆ อยู่เสมอ เนื่องจากช่วงนี้หลายคนค่อนข้างยุ่ง โยธาแม่งก็ชอบดอดมาหาผมที่ห้องเป็นประจำ แต่การจะเข้าห้องได้นั้นต้องมีข้อแลกเปลี่ยนเสมอ


            “รู้แล้วน่า”


            “รอบนี้เรียกร้องให้มันหมดตัวไปเลย แบบครั้งก่อนไม่เอา”


            “ครั้งก่อนชานมไข่มุกก็อร่อยดีออก”


            “มึงแดกได้คนเดียวไง” บ่นเป็นพ่อเลยว่ะ “เดี๋ยวกูกลับมาเอาค่าผ่านประตูมาโชว์ด้วยนะ”


            “ทำอย่างกับโยธาจะมาหากูงั้นแหละ ความจริงวันนี้มันอาจไม่มาก็ได้”


            “หน้าอย่างมันไม่มาได้ไง” คุณเดือนมหาลัยก้มมองเวลาบนนาฬิกาข้อมือครู่หนึ่งก่อนหมุนตัวคว้ากระเป๋าใบโปรดขึ้นสะพายบ่า “ใกล้เวลานัดละ ไว้เจอกันดึกๆ นะ”


            “เออ ตั้งใจซ้อมการแสดงนะเว้ย ไม่ใช่ซ้อมโปรยเสน่ห์”


            ไอ้ไฟฟ้าออกไปได้ไม่เท่าไหร่เสียงเคาะประตูห้องก็ดังแทรกเข้ามา คงไม่ใช่ไอ้ก้องหรือเพื่อนคนอื่นแน่เพราะเห็นมันบอกว่าจะออกไปกับสาว ดังนั้นคนด้านนอกคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากโยธา


            “ไง” ซึ่งก็จริง...


            ทันทีที่หมุนลูกบิดประตูพร้อมกับเปิดแง้มเล็กน้อย สายตาของผมพลันสังเกตเห็นเขาที่ยืนหน้านิ่งเป็นเอกลักษณ์อยู่ตรงประตู สิ่งแรกที่ต้องทำเลยคือชี้ไปยังกฎซึ่งแปะอยู่ตรงหน้าห้องพร้อมกับเอ่ยประโยคเดิมๆ ตามแพตเทิร์น


            “จะเข้าห้องต้องจ่ายค่าเข้าก่อน”


            “เตรียมมาแล้ว”


            “ที่สำคัญ...ห้ามจูบ!” ยังหลอนถึงตอนนั้นไม่หาย เพื่อไม่ให้เกิดการซ้ำรอยหรือใครในหอบังเอิญมาเห็นเข้าจึงต้องรีบตัดไฟแต่ต้นลม


            “กลัวอะไรขนาดนั้น”


            “ไม่ต้องพูดมากเพราะวันนี้เคี่ยว เสนอมาเลย เดี๋ยวกูดูเองว่าค่าผ่านประตูพอจะเข้าห้องได้หรือเปล่า”


            “งั้นแบมือก่อน”


            “จะแกล้งอะไรกูอีกอะ”


            “เชื่อใจกูมั้ย”


            “ไม่เชื่อ”


            “ถ้าอย่างนั้นกูไม่เข้าละ”


            “ฮะ...เฮ้ยเดี๋ยวก่อน คนเราอะทำอะไรอย่าเพิ่งใจร้อน” อยากตีปากตัวเองฉิบหาย ยิ่งเมื่อเห็นคนตรงหน้าตั้งท่าหมุนตัวเดินผละออกร่างกายแม่งเสือกมีปฏิกิริยาโดยอัตโนมัติ ความจริงลึกๆ ในใจของผมถึงโยธาไม่มีค่าผ่านอะไรก็ยังพร้อมเปิดให้อีกฝ่ายเข้ามาได้เสมอ


            แต่นี่ดันมีคำพูดของไอ้ไฟฟ้าค้ำคออยู่ไง เลยต้องคีพลุคเข้มงวดเข้าไว้


            “แล้วสรุปจะเอายังไง” กลายเป็นโยธาพลิกบทขึ้นมาอยู่เหนือกว่าผมเฉยเลย แล้วคนอย่างกรรณยุคลจะทำไงได้ ในเมื่อคนมันรักไปแล้วอะ แง้ๆ


            “มึงจะจ่ายค่าผ่านประตูเป็นอะไรล่ะ”


            “แบมือก่อนสิ”


            ซีนแบบนี้ ถ้าเป็นหนังโรแมนติกต้องเป็นแหวนแน่ๆ เชร้ดดดด เกิดมันขอเป็นแฟนตัดหน้าผมคงบันเทิงกันพอดี คราแรกปักหมุดเอาไว้ซะดิบดีว่าจะขอเจ้าเป็นแฟนแบบโรแมนติกหลังจบงานวิศวะสัมพันธ์แล้วเชียว


            คิดเป็นตุเป็นตะอยู่ลำพัง ท้ายที่สุดผมยื่นมือออกไปรอรับอะไรบางอย่างจากคนตัวสูงด้วยความคาดหวัง ก่อนโยธาจะวางของชิ้นหนึ่งลงบนฝ่ามือ เสี้ยววินาทีนั้นผมถึงกับเงยหน้ามองอีกฝ่ายด้วยความสงสัย


            “อะไรอะ”


            “คีย์การ์ดกับกุญแจไง”


            “รู้แล้ว แต่มันคือกุญแจอะไร” จู่ๆ ก็วางของแบบนี้ให้ ถ้าคาดหวังให้คนฉลาดน้อยได้เดาสุ่มคาดว่าอีกสามวันก็คงไม่ได้คำตอบ


            “ห้องเดิมที่บาร์เปิดให้คนอื่นเช่าแล้ว กูเลยได้เงินมาเช่าห้องอยู่ใหม่ เพราะงั้น...เทอมหน้าเราย้ายไปอยู่ด้วยกันมั้ย”


            เชี่ย! มึงห้าวหาญมาก


            ไม่คิดว่าจะมามุกนี้ ความร้อนผ่าวค่อยๆ แผ่ขยายเป็นวงกว้าง ผมไม่กล้าสบตากับเขานอกจากก้มมองสิ่งของที่อยู่ในมือนิ่งงัน กระทั่งเสียงทุ้มต่ำเอ่ยย้ำถึงสามารถดึงสติกลับมาได้สำเร็จ


            “ถ้าอยากไปอยู่ด้วยกัน ช่วยเปิดประตูให้กูเข้าไปข้างในหน่อยได้มั้ย”


            “ก็...แป๊บนะ”


            ผมยังไม่ได้ให้คำตอบแต่กลับทำการปิดประตูใส่หน้าแม่งเลย เอาไงดีๆ ตื่นเต้นฉิบหายยยยยย เดินวนไปวนมาหลายรอบ โถมตัวลงบนเตียง ซุกหน้าลงกับหมอนพร้อมตีขาไปมา แป๊บๆ จึงค่อยชันตัวขึ้นมาส่งกระจก จัดผมเผ้าและเสื้อผ้าให้เรียบร้อยเพื่อเดินกลับไปยังประตู


            หมุนลูกบิดอย่างช้าๆ เพื่อเผชิญหน้ากับคนที่รออยู่อีกครั้ง


          “เข้ามาดิ”


            ณ ขณะนั้นเองที่ผมได้เห็นรอยยิ้มที่กว้างที่สุดของโยธาฉายชัดอยู่ตรงหน้า จนทำให้เผลอตกหลุมรักซ้ำแล้วซ้ำเล่า และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ตัวเองเพิ่งค้นพบในตอนนี้ นอกจากความอบอุ่นที่มอบให้แล้ว...


          ผมก็ยังชอบรอยยิ้มของเขาเช่นกัน





 

 

 

 

 

 




            พรุ่งนี้เราต้องเดินทาง พรุ่งนี้เราต้องเดินทาง พรุ่งนี้เราต้องเดินทาง


            วิศวะสัมพันธ์ย้ายไปจัดที่ขอนแก่น หอพักของปีหนึ่งทั้งหญิงและชายจึงวุ่นวายกว่าปกติ ประตูแต่ละห้องถูกเปิดเข้าๆ ออกๆ คนนั้นยืมของ คนนี้ถามหากางเกงใน ส่วนผมชิลๆ นั่งเคี้ยวแคบหมูอยู่ที่โต๊ะกลางห้องมองดูไอ้ไฟฟ้าวิ่งลนลานเป็นหนูติดจั่น


            พอเก็บของเสร็จมันรีบพุ่งไปยังคณะทั้งที่เวลาก็ปาไปเกือบสี่ทุ่มแล้ว จากนั้นพักใหญ่แขกไม่ได้รับเชิญอย่างโยธาก็โผล่หน้ามา


            “เก็บกระเป๋ายัง” เจ้าของร่างสูงถามหน้าตาย


            “เรียบร้อย” เลยมีเวลามานั่งแดกแคบหมูกรุบๆ อยู่ที่ไงคร้าบ “แล้วมึงล่ะ เก็บหรือยัง”


            “ของกูต้องเก็บด้วยเหรอ ยัดไปสองสามชุดก็พอ”


            “สัด มึงล้อกูเล่นหรือเปล่าเนี่ย”


            “ต้องเอาอะไรไปบ้าง” ผมถอนหายใจหลังได้ยินคำถามจากคุณความมืดมน


            “แล้วไอ้ก้องไปไหน มันไม่บอกเหรอ”


            “อยู่ห้องไอ้ฟรองก์ ถ้างั้นมึงมาช่วยจัดกระเป๋าหน่อยดิ”


            “ก็คงต้องเป็นกูแล้วล่ะ” สายตากวาดหาหนังยางมารัดถุงแคบหมูก่อนหมุนตัวไปล้างไม้ล้างมือ เดินตามตูดคนตัวสูงขึ้นไปยังห้องชั้นบนต้อยๆ โยธาแม่งไม่ได้โกหกจริงว่ะ กระเป๋าเสื้อผ้าของมันยังอยู่ในตู้ ข้าวของทุกอย่างก็ยังเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่ถูกนำออกมาตระเตรียมใดๆ ทั้งนั้น


            “ต้องทำเช็กลิสต์ก่อน เราไปอยู่ตั้งห้าวันต้องเตรียมเสื้อผ้าไปเยอะหน่อย” ว่าพลางหยิบมือถือขึ้นมาดูลิสต์ของที่เคยพิมพ์เก็บไว้ “เริ่มจากกระเป๋า เอาออกมาวางไว้ตรงเตียงเลย”


            เพิ่งเข้าใจหัวอกของคนเป็นแม่ก็ตอนที่ต้องมาดูแลใครอีกคนนี่แหละ ปาดน้ำตา


            “จากนั้นดูพวกเสื้อผ้า ที่ต้องเตรียมไปต้องมีสุดนิสิตอย่างน้อยหนึ่งชุดนะ ที่เหลือก็ใส่เสื้อช็อปแทนได้ ชุดกีฬา ชุดนอน เฮ้ยถุงเท้า กางเกงใน รองเท้าผ้าใบจะเอาไปกี่คู่”


            โยธายืนทำหน้ามึนอยู่ปลายเตียงหลังหยิบชุดนิสิตออกมาได้เพียงอย่างเดียว รู้เลยนะครับว่าปกติที่บ้านทำให้ทุกอย่าง คราวนี้ก็ต้องเป็นกรรณยุคลแล้วที่จะแปลงร่างกลายเป็นขี้ข้าให้มึง


            “นั่งเลย เดี๋ยวทำเอง”


            “เด็กดี”


            “ไม่ต้องมาพูด”


            “ขอลูบหัวหน่อย”


            “ไม่ให้ลูบ”


            “ขอมือหน่อย”


            “ไม่ใช่หมาเว้ย” หงุดหงิด คราวนี้มือเป็นระวิงเลยครับหยิบชุดนั้น จัดการชุดนี้ ต้องถามความเห็นมันอีกนะว่าอยากใส่ชุดไหน อย่างชุดนอนไม่มีปัญหาเนื่องจากมีห้าลายไอ้โยธาเลยรวบไปหมดไม่มีน้อยหน้า เพื่อนต้องได้เห็นว่าตัวจริงมึงมุ้งมิ้งขนาดไหน


            เรื่องของในห้องน้ำก็เตรียมใส่ขวดสำหรับเดินทางไป โยธาเป็นพวกไม่ได้บำรุงผิวหน้าอะไรเหมือนไฟฟ้า ทั้งโต๊ะมีครีมอยู่กระปุกเดียวทาบ้างไม่ทาบ้าง แต่สงสัยเหลือเกิน ทำไมหนังหน้ามึงดีกว่ากูจังวะ


            โลกโคตรไม่ยุติธรรม


            “ของขวัญที่เตรียมไปให้บัดดี้ล่ะ ถ้าบอกไม่ได้ซื้อจะโกรธ”


            “เตรียมแล้ว เพื่อนช่วยเลือกให้” เจ้าตัวหยิบถุงผ้าออกมาโชว์ มีอยู่สามสีแถมออกแนวพาสเทลสุดๆ


            “ถ้าอย่างงั้นก็มาจัดผ้าใส่กระเป๋า วิธีการที่จะทำให้เราประหยัดพื้นที่ได้มากที่สุดคือม้วนเอาไว้แบบนี้” ผมหยิบกางเกงนอนลายนกเพนกวินออกมา จากนั้นจึงทำการม้วนเป็นตัวอย่างให้ร่างสูงดูก่อน


            “โอเค”


            “งั้นช่วยกันจะได้เสร็จไวๆ” ผมกระโดดขึ้นไปนั่งขัดสมาธิบนเตียง โยธาคลานตามขึ้นมาหลังจากนั้นและใช้เวลาไปกับการจัดเก็บของใส่กระเป๋าเป้ใบใหญ่


            “บีเกิล” ขณะกำลังวุ่นวายอยู่กับการพับผ้า เจ้าของเสียงทุ้มก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบลง


            “หืม...” ผมตอบเขาโดยไม่เงยหน้าขึ้นไปมอง


          “ทำไมน่ารัก”


            สองมือหยุดชะงัก กลับไปประสานสายตากับอีกฝ่ายอย่างไม่อยากเชื่อ


            “พะ...พูดแบบนี้มีจุดประสงค์อะไรไม่ทราบ” เริ่มหวั่นใจอยู่ลึกๆ เมื่อเห็นสายตาซึ่งอ่านไม่ออกของมัน ระหว่างที่เรายังจีบกันอยู่ผมรู้เกือบทุกอย่างเกี่ยวกับโยธา แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่รู้คือเรื่องอารมณ์เบื้องลึกที่แฝงอยู่ภายใน


            “กูอยากตอบแทนที่มึงมาจัดกระเป๋าให้”


            “โอ๊ยไม่ต้องตอบแทน เนี่ยใกล้เสร็จแล้ว เดี๋ยวสักพักกูก็จะกลับห้องละ” มือที่พับผ้าอยู่ขยับเร็วกว่าเดิมเป็นเท่าตัว ทว่าทุกการกระทำกลับหยุดชะงักเมื่อข้อมือถูกจับฝ่ายยึดเอาไว้


            “จะ...จะแกล้งกูเหรอ” เสียงเริ่มสั่น ตั้งท่ากระถดตัวออกห่างแต่ก็ทำได้ไม่มากนัก


            “ไม่ได้แกล้ง” ผมไม่เคยเห็นแววตาฉ่ำเยิ้มของโยธามาก่อนเลย นั่นยิ่งผลักให้จังหวะการเต้นของหัวใจรัวกระหน่ำหนักกว่าเก่า “จำที่กูถามได้มั้ย”


            “ไม่ได้”


            “ยังไม่ได้พูดเลย”


            “ไม่รู้ล่ะ ตอบไม่ได้ไว้ก่อน”


            “บีเกิลยังไม่เคยจูบใครใช่มั้ย จูบที่เป็นจูบจริงๆ” แง้ ใครก็ได้เรียกรถพยาบาลด้วย งานนี้ไอ้กรรณตายแน่เพราะเหมือนโยธามันจะเอาจริงว่ะ “กูยินดีสอนให้”


            “...”


            “ขยับมานี่เดี๋ยวจะสอนว่าต้องทำยังไง”


            “สะ...สอนวันอื่นไม่ได้เหรอ”


            “ก็อยากจูบวันนี้” โง้ยยยย ใจกูเหลวเป็นน้ำเลยครับ น้วยแล้วน้วยอีกจนไม่มีแรงทำอะไรต่อ ยิ่งเมื่อเห็นสีหน้าและได้ยินน้ำเสียงที่เจ้าตัวเอ่ยออกมา ผมยิ่งไม่รู้ว่าควรปฏิเสธยังไงเพราะในใจลึกๆ มันทั้งกลัวและอยากจูบอีกฝ่ายเช่นกัน


            “แล้วต้องเริ่มยังไงอะ” ผมไม่กล้ามองหน้าเขา ในม่านสายตามองเห็นแค่น้องอุ๋งตัวจิ๋วบนชุดนอนของโยธาเท่านั้น


            “เงยหน้าขึ้น”


            ผมทำตามคำสั่งของเขาราวกับถูกมนต์สะกด กระทั่งมือหนาเลื่อนมาจับคางพร้อมโน้มหน้าเข้าใกล้ ร่างกายจึงสั่งการให้กลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ


            “ยังไม่ทันทำอะไรเลย”


            “กะ...ก็ตื่นเต้นอะ” ท้องไส้บิดมวน ร่างกายสั่งระริกไม่ต่างจากคนที่ก้าวขาท่ามกลางความมืดโดยไม่รู้ว่าข้างหน้าต้องเจอกับอะไร


            โยธาไม่ได้เอ่ยปลอบใจอะไรอีกนอกจากยิ้ม ไล้มือจากปลายคางไปยังท้ายทอย ชั่วพริบตาเดียวริมฝีปากได้รูปก็จู่โจมมาที่ผมโดยไม่ทันตั้งตัว สัมผัสร้อนผ่าวนั้นลามเลียจากปากไปจนถึงใบหู


            ผมเม้มปากเล็กน้อย ก่อนวางมือไปบนเอวของคนตัวสูง เพราะเชื่อมั่นในตัวเขาจึงพร้อมยอมให้อีกฝ่ายคอยชักนำ สัมผัสเพียงแค่ครู่เล็กๆ ทำให้รู้สึกถึงปลายลิ้นร้อนที่กำลังดุนดันริมฝีปากและกำลังบังคับให้เปิดออก ผมโอนอ่อนผ่อนตามเงยหน้ารับสัมผัสอย่างถนัดถนี่


            กระทั่งโยธาสอดลิ้นเข้ามาลึกขึ้น การควบคุมมันก็เสียสมดุลไปชั่วขณะจนเผลอกัดฟันลงและนั่นทำให้คนตรงหน้าต้องผละออกพลางเอ่ยเสียงดุ


            “ถ้ากัดกูกัดตอบนะ”


            “กูไม่รู้วะ...ว่าต้องทำยังไง ต้องหายใจยังไง”


            “ไม่เป็นไรกูไม่ได้โกรธ แค่อยากให้ผ่อนคลาย” เขาคว้ามือของผมทั้งสองข้าง ใช้นิ้วกดและบีบนวดไปมาจนแทบลืมไปด้วยซ้ำว่าก่อนหน้านั้นเรากำลังพยายามทำอะไร “ดีขึ้นมั้ย”


            “ไม่ได้เมื่อยมือซะหน่อย”


            “กลัวมั้ย”


            “ไม่กลัวดิแค่จูบอะ” ปากดีฉิบหาย


            “เก่งมาก งั้นเก็บผ้าต่อกันเถอะ” อ้าว...เรื่องมันตาลปัตรแบบนี้ได้ไงวะ พับผ้าอยู่ดีๆ บอกอยากจูบ พอจูบไม่ดีแป๊บๆ มันเฉดหัวผมกลับมาพับผ้าต่อ โอเค แม้จะงุนงงอยู่เล็กน้อยแต่เราสองคนก็กลับมานั่งจัดกระเป๋าอีกรอบจนเรียบร้อย


            “เสร็จแล้ว งั้น...กูกลับห้องก่อนนะ”


            “ไม่ถามเหรอว่าทำไมกูไม่จูบมึงต่อ”


            “เพราะกูห่วยแตก” คนฟังหลุดเสียงหัวเราะ


            “ไม่ใช่ แค่มึงยังไม่พร้อมต่างหาก”


            “แล้วตอนไหนถึงจะเรียกพร้อมอะ”


            “ตอนที่เรา อยากให้มันเกิดขึ้นโดยไม่ต้องฝืน”


            ผมสบตากับเขาคล้ายมองหาคำตอบบางอย่างซึ่งแฝงอยู่ในประโยคที่เพิ่งได้ยิน ก่อนเสียงรอบข้างที่เคยดังก้องในโสตประสาทจะค่อยๆ เงียบลง


            เสียงฝีเท้าของคนภายนอก เสียงเข็มของนาฬิกาบนโต๊ะเขียนหนังสือ เสียงแมลงที่กางปีกบินวนเวียนไปมารอบหลอดไฟบนเพดาน จู่ๆ ความวุ่นวายเหล่านั้นพลันสลายหายไปจนหมด รับรู้ได้เพียงเสียงลมหายใจของเราทั้งคู่ซึ่งดังสอดประสานกัน ได้ยินเพียงเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจที่ทวีรัวกระหน่ำอย่างหนักหน่วงจนแทบทะลุอก


            ปุ้ง
!!


            แล้วพลุนับร้อยลูกก็ถูกจุดขึ้นในหัว ทุกอย่างขาวโพลนคล้ายกับควบคุมตัวเองไม่ไหว โยธายังนิ่งค้างในท่าเดิม ใช่ เขาทำอย่างนั้นทว่าผมกลับเป็นฝ่ายขยับเข้าหาด้วยตัวเอง ค่อยๆ เลื่อนหน้าเข้าไปประชิดก่อนทำใจกล้าจรดปากลงบนริมฝีปากของเขา


            ปุ้ง! ปุ้ง! ปุ้ง!


            สวัสดีปีใหม่ ไอ้สัด!!


            รู้สึกตัวก็กล้าได้แค่ตอนเริ่มต้นเท่านั้น หลังสัมผัสความร้อนผ่าวระหว่างกันและกัน โยธาก็เข้ามาครอบครองทุกอย่างของผม เรียวลิ้นอุ่นชื้นแทรกตัวเข้ามาในโพรงปากอย่างใจเย็น แทนที่ร่างกายจะเกร็งเครียดเหมือนในคราแรกคราวนี้กลับตอบสนองในทางตรงกันข้าม คอยแต่โอนอ่อนไปตามความหวามไหวที่เกิดขึ้นอย่างเชื่องช้า


            โยธาไล้นิ้วโป้งไปบนแก้ม ก่อนใช้สองมือยึดใบหน้าของผมเอาไว้แล้วจึงส่งลิ้นเข้ามาในโพรงปากให้ลึกกว่าเดิม ปลายลิ้นของเราสัมผัสกันและกันเป็นครั้งแรก ก่อนคลุกเคล้าเติมเต็มความหวานให้อย่างไม่รีบเร่ง


            “ฮึก”


            ผมรับรู้ได้ถึงความแข็งกระด้างและดุดัน ทว่าหลังจากนั้นก็ค้นพบความอ่อนโยนที่เจ้าตัวมอบให้จนแทบสำลักตาย


            เฮือก!


            ทันทีที่อีกฝ่ายผละออกชั่วครู่ผมอ้าปากค้าง หอบหายใจรับออซิเจนเข้าไปอย่างรวดเร็ว


            “เก่งมากบีเกิล” ยังไม่ทันโต้ตอบกลับเจ้าตัวก็จัดการครอบครองริมฝีปากผมอีกครั้ง


            ใช้ลิ้นไล้เลียตั้งแต่คมฟันไปจนถึงกระพุ้งแก้ม ก่อนวกกลับมาคลุกเคล้าเล้าโลมปลายลิ้นของผมพร้อมแลกเปลี่ยนน้ำลายชุ่ม ดวงตาฉ่ำปรือมองเขา ทั้งรักและโหยหาในคราวเดียว


            ผมไม่แน่ใจนักว่าเราจูบกันนานเท่าไหร่ ความกลัวถูกขจัดหายไปตอนไหน รู้อยู่อย่างเดียวคือถึงแม้ตัวเองจะเป็นผู้ตามที่สุดแสนจะเงอะงะ โยธาก็ยังใจดีบอกกับผมทุกครั้งที่ริมฝีปากผละออกจากกัน


            “เด็กดี...น่ารักมาก”


            “...”


            “บีเกิลน่ารักมาก”


            บอกแบบนั้นก่อนประกบจูบอย่างต่อเนื่อง


            ผมก็อยากบอกกับโยธาเหมือนกัน


            “ไอ้สัดน่ารักมาก มึงดูหื่นกว่าปกติฉิบหายเลย” แฮ่ก หลงเคลิ้มไปกับกระแสของอารมณ์อยู่นานจนเกือบเตลิดไปไกล ไม่คิดไม่ฝันว่าจะถูกฉุดลงจากสวรรค์พุ่งดิ่งลงสู่นรกในฉับพลัน


            แกรกๆ


            ไอ้เยกแม่!!


            ผมกับโยธาผละออกจากกันทันทีที่ได้ยินเสียงหมุนลูกบิดประตู ตามมาด้วยเสียงเคาะปนโวยวายของคนด้านนอกอยู่หลายครั้ง


            “โยธามึงล็อกห้องทำไมวะ กูเข้าห้องไม่ได้”


            “...”


            “โยธาเปิดประตูหน่อย ไม่งั้นกูไขเข้าไปแล้วนะ”


            ผมร้อนรนรีบกุลีกุจอลงจากเตียงตรงดิ่งไปยังประตู ทุกเสียงที่เคยขาดหายได้กลับมาแจ่มชัดอีกครั้ง และหนึ่งในเสียงนั้นก็ปั่นประสาทผมจนไม่รู้ว่าควรทำยังไง หากแต่ร่างกายมันเคลื่อนไหวไปยังประตูก่อนความคิดจะสั่งการเลยด้วยซ้ำ


            ตุบ!


            “เชี่ยยยยยยย ไอ้หู!!” ใครจะคิดว่าไอ้ก้องจะเปิดประตูเข้ามาพอดิบพอดี นั่นส่งผลให้หน้าผากใสๆ ปะทะเข้ากับขอบประตูอย่างจังจนหงายหลังล้มลงไปกองกับพื้น ดาวนับร้อยวิ่งวนอยู่รอบหัว ม่านสายตาเดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่างแต่ยังคงฉายภาพใบหน้าเหยเกของเพื่อนรักอย่างเลือนราง ก่อนที่ภาพนั้นจะเปลี่ยนเป็นใบหน้าหล่อเหลาของใครบางคนเข้ามาแทนที่


            “บีเกิล”


            “โยธา ฮืออออออ...”


            เจริญพรไอ้กรรณ


            มึงน่ารักฉิบหายในตอนถูกจูบ และก็ทุเรศสุดๆ หลังจูบเช่นกัน แง้...





 

 

 

 

 

 




            “ไอ้กรรณ หน้าผากมึงไปโดนอะไรมาวะ”


            “เฮ้ยทำไมหัวโนอะ”


            “ใครทำเพื่อนหูของกูบอกมา กูจะตามไปแก้แค้น”


            สารพัดคำถามที่พุ่งมาจากทั่วทุกสารทิศเริ่มตั้งแต่ตอนที่ผมปรากฏตัวท่ามกลางกลุ่มเพื่อนในคณะ ยันตอนขนย้ายกระเป๋าขึ้นรถบัสเตรียมออกเดินทาง


            จะให้บอกได้ไงว่าที่เป็นอยู่เนี่ยเพราะความโง่ของตัวเองล้วนๆ ร้อนรนจนไม่คิดหน้าคิดหลัง ถามก่อนว่ากูจะวิ่งไปที่ประตูทำไมในเมื่อตีหน้ามึนอยู่ที่เตียงกับไอ้โยธาแล้วบอกว่ากำลังช่วยอีกฝ่ายจัดเสื้อผ้าใส่กระเป๋าแค่นั้นก็จบแล้ว


            กลายเป็นไอ้ก้องยิ่งขมวดคิ้วสงสัยเข้าไปอีก ตอนนั้นเพิ่งฟัดปากกันเต็มที่ ปากงี้บวมตุ่ยไปหมด โชคดีที่ไม่ถูกซักไซ้ไล่เรียงอย่างที่กลัวเลยถือเป็นบุญหัวของผมเหลือเกิน


            “เมื่อคืนนอนละเมอเอาหัวไปชนประตูมาเว้ย ฝากคำตอบไปให้เพื่อนๆ ด้วยนะ” ตอบประโยคเดิมมานานแล้ว รู้สึกเพลีย เพื่อนมันห่วงแหละครับเลยอยากให้สบายใจทุกฝ่าย


            อย่างน้อยรู้ว่ากูละเมอก็ยังดีกว่ารู้ว่ากูหื่นแล้วกัน


            “น้องๆ ขึ้นไปนั่งบนรถของตัวเองได้เลยค่า เดี๋ยวพี่ปีสองจะตามไปเช็กชื่ออีกรอบนะ”


            “คร้าบ / ค่า”


            นอกจากรถของคณะแล้วเราก็ยังต้องใช้รถบัสของมหาลัยอีกหลายคันสำหรับการเดินทาง เนื่องจากงานวิศวะสัมพันธ์ครั้งนี้เล่นขนปีหนึ่งไปยกชั้นปี ส่วนปีอื่นๆ ก็จะมีสตาฟฟ์ไปอีกหลายชีวิต ดังนั้นจึงต้องใช้รถค่อนข้างเยอะ


            เคมีถูกแยกให้นั่งบนรถของภาคหนึ่งคัน แน่นอนผมต้องนั่งกับไอ้ก้องอยู่แล้ว แถมเสบียงยังเพียบรับรองระหว่างทางไม่มีเหงาปากแน่นอน


            รุ่นพี่และอาจารย์ตามขึ้นมาเช็กชื่อรวมถึงดูแลความเรียบร้อยครู่ใหญ่ ทว่าล้อยังไม่ทันหมุนคุณความมืดมนก็โผล่หน้ามาโดยไม่บอกกล่าว เล่นเอาคนบนรถตั้งข้อสงสัยไปพร้อมกัน


            “ตรงนี้โว้ย” ไอ้ก้องโบกมือไหวๆ ราวกับรู้จุดประสงค์ของอีกฝ่าย


            โยธาไม่ได้สวมเสื้อช็อปของคณะ มีเพียงเสื้อยืดสีดำกับกางเกงยีนทรงกระบอกเท่านั้นที่อยู่บนตัว แต่นั่นก็ยังทำให้มันดูดีไม่ว่าจะอยู่ในเสื้อผ้าแบบไหนก็ตาม ยิ่งเมื่อเราขยับเข้าใกล้กันมาขึ้นผมก็ยิ่งทำตัวไม่ถูก กระทั่งเจ้าตัวย่อเข่าลงตรงหน้าจนใบหน้าของเราอยู่ในระดับใกล้เคียงกันถึงได้เอ่ยถาม


            “ที่รถไม่เช็กชื่อเหรอ”


            “ยัง เลยรีบมาหาก่อน”


            “มีอะไร”


            “เอายามาให้ บอกก้องทาให้นะ” เจ้าตัวยื่นถุงผ้าสีขาวมาไว้ตรงหน้าก่อนอธิบายขยายความต่อ “ในกระเป๋ามีขนมกับน้ำด้วย ช็อกโกแลต ลูกอม ยาดม ยาหม่อง”


            เมื่อลองเปิดดูถึงรู้ว่ามีของกินและของจำเป็นเพียบเลย


            “ทำไมซื้อมาเยอะอะ ทำอย่างกับรถแม่งจะไม่จอดปั๊มงั้นแหละ”


            “กลัวมึงหิว ยิ่งชอบแดกตลอดเวลาอยู่ด้วย”


            “ห่วงกันจริงหรืออยากหลอกด่า”


            “ทั้งสองอย่าง”


            “ไหนๆ มึงก็มาแล้วงั้นเอานี่ไป ถือว่าเป็นความห่วงใยจากกูแล้วกัน” ผมล้วงมือลงไปในกระเป๋าเพื่อหยิบผ้าห่มผืนเล็กให้กับอีกฝ่าย “ถ้าแอร์เย็นก็หยิบขึ้นมาห่มได้”


            “มึงไม่ใช้เหรอ”


            “กูจะแย่งไอ้ก้อง”


            “ลำบากเพื่อนลำบากฝูงจริงๆ” เสียงสุดแสนจะเบื่อหน่ายของคนที่นั่งข้างหน้าต่างเอ่ยออกมาเป็นการปิดประเด็น โยธาลุกขึ้นเต็มความสูง ยกมือขยี้หัวผมเสร็จก็เดินออกไปจนหลุดจากโฟกัสสายตา ตอนนั้นแหละที่เสียงเพื่อนร่วมภาคอย่างบัวร้องโวยวายจนได้ยินไปทั้งรถ


            “กรรณมึงพูดอะไร ทำไมโยธาหน้าแดง!


            “กูไม่รู้ กูหัวโน”  


            “กรรณ”


            ผมติดค้างคำตอบของเธอในคราวก่อน ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับโยธาแก๊งสาวๆ ก็พร้อมให้ความสนใจเสมอ คราวนี้ก็เหมือนกัน หากหาเหตุผลไม่ได้ก็แกล้งตีมึนไปเลยง่ายกว่า


            คร่อก~


            การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปขอนแก่นใช้เวลาหลายชั่วโมง ล้อขยับจากมหาลัยในตอนเช้าถึงอีกทีเกือบเย็นเลยทีเดียว หลังรถจอดสนิททุกคนก็รีบหยิบเสื้อช็อปวิศวะขึ้นมาสวม เสียงกลองดังรัวเป็นจังหวะ เพื่อนๆ ทยอยเดินลงรถทีละคนเพื่อเดินมุ่งหน้าไปยังซุ้มเข้างาน


            มหาลัยเจ้าภาพต้อนรับเราอย่างดีด้วยการยืนรอคล้องพวงมาลัยให้กับผู้มาเยือน


            แชะ!


            ตากล้องซึ่งยืนอยู่หน้างานกดชัตเตอร์รัวๆ ผมยิ้มให้เขา ก่อนจะถูกแชะไปอีกหลายช็อต


            “ปีหนึ่งมาตั้งแถวตรงนี้ค่า เตรียมตัวลงทะเบียน”


            บรรยากาศโดยรอบคึกคักเป็นพิเศษ ก่อนจะดังกว่าเดิมหลายเท่าเมื่อไอ้ไฟฟ้าเดินผ่านซุ้มแถมยังตามหลังมาด้วยแฝดคนพี่อย่างโยธา คือมึงก็เข้าใจเดินไล่เลี่ยกันเนาะ เล่นเอาคนเหลียวหลังมองจนไม่รู้จะมองยังไงแล้วเนี่ย


            “หล่อจ้าหล่อ” ไอ้ก้องยืนเบะปากพูดพลางดันแว่นให้เข้าที่


            “จริงๆ ความฮอตไม่ได้อยู่ที่หน้าตา แต่อยู่ที่เสน่ห์และลีลาเวลามองกล้องต่างหาก” ผมตบบ่าปลอบใจเพื่อนซึ่งมันก็เท่านั้นแหละ เลิกสนใจ หันมาจดจ่อกับขนมที่แจกหลังลงทะเบียนเสร็จดีกว่า


            ทุกคนจะได้รับเสื้อยืดวิศวะสัมพันธ์สีดำมาคนละตัวสำหรับใช้ในช่วงเย็น แต่ก่อนจะไปถึงตอนนั้นรุ่นพี่ก็ต้องพาปีหนึ่งกลับเข้าที่พักก่อน แน่นอนว่าทางสตาฟฟ์ได้เตรียมที่หลับนอนไว้ให้แล้ว สถานที่เป็นเหมือนห้องกิจกรรม ผู้ชายต้องนอนกองรวมๆ กันห้องละเกือบห้าสิบชีวิต


            บอกได้คำเดียว...บันเทิงกันแน่พวกมึง


            ส่วนห้องน้ำไม่มีปัญหาเพราะมีหลายห้องเพียงพอต่อทุกคนแน่นอน


            เวลาหนึ่งทุ่มมาถึง รุ่นพี่ปีสองเรียกเราไปรวมพลที่หอประชุมใหญ่อีกครั้ง


            คราวนี้ตื่นเต้นกว่าเก่าตรงที่ทุกคนได้มีโอกาสเจอเพื่อนต่างมหาลัยอีกมากมาย แม้เขาจะจัดให้นั่งแยกตามสถาบัน แต่ในกลุ่มก้อนนั้นก็ให้อิสระทุกคนได้นั่งตามใจชอบไม่จำเป็นต้องนั่งตามลำดับที่


            ในส่วนของงานช่วงเย็นไม่ได้มีพิธีรีตองอะไรมากเนื่องจากเป็นวันแรก เรานั่งกับพื้น รอสวัสดิการแจกอาหารและขนมให้อย่างบันเทิงเริงใจ


            อาหารอีสานน่ากินมว้าก วันนี้ผมเตรียมซัดลาบให้เต็มกระเพาะแน่นอน


            “ขอต้อนรับเข้าสู่งานวิศวะสัมพันธ์ค่า ปีนี้ทางเรา MEU เป็นเจ้าภาพด้วยตัวเอง หวังว่าทุกคนคงจะมีความสุขกันนะคะ”


            “เย้~ เย้~


            พิธีกรบนเวทีเริ่มทำหน้าที่


            “เนื่องจากวันนี้เป็นวันแรกเราเลยไม่มีกิจกรรมใดมากนัก ช่วงระหว่างกินข้าวนี้เราจะได้เจอกับบัดดี้ของตัวเอง ใครที่เตรียมของไว้หยิบขึ้นมาเลยนะคะ ถ้าบัดดี้ไปถึงเวลาไม่มีอะไรคุยอย่างน้อยก็สามารถชวนคุยเรื่องของเทคที่เตรียมมาให้ได้ค่า” ลาบยังคาปากอยู่ เดี๋ยวค่อยหาไม่ได้เหรอ


            แต่เห็นทีจะไม่ทัน ดีที่ฝั่งเจ้าภาพเขาเป็นคนหาส่วนผู้มาเยือนอย่างเรานั่งรออย่างมีความหวัง ผมได้คำใบ้มาเมื่ออาทิตย์ก่อน พอรู้อยู่บ้างว่าบัดดี้เป็นใครเพราะคำใบ้ง่ายมากเพราะเขาเล่นเอาเฟซบุ๊กมาให้เลย หน้าที่ผมก็แค่แอดไป เราคุยกันนิดหน่อยก่อนจบประเด็น


            บัดดี้ผมเป็นผู้หญิงตัวเล็ก มีไฝเสน่ห์ใต้ตา ท่าทางดูสดใสและร่าเริงสมกับเป็นนันทนาการของคณะ ส่วนบัดดี้ไอ้ก้องเป็นผู้ชาย เห็นมันเอารูปมาให้ดูซึ่งเหมือนอีกฝ่ายจะใส่แว่นและเนิร์ดประหนึ่งเป็นก้องเกียรติแบบก็อปปี้วาง ต่างกันนิดหน่อยตรงที่เขาอาจเรียบร้อยแต่เพื่อนผมดันเป็นประเภทชอบกวนตีนชาวบ้านเขาไปทั่ว


            “ระหว่างกำลังหาบัดดี้ เราลองชวนดาวและเดือนวิศวะของแต่ละมหาลัยออกมาคุยกันหน่อยดีมั้ยคะ”


            “ดี~


            กิจกรรมสุดแสนจะน่าเบื่อบนเวทีกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง


            “เริ่มจากเชียงใหม่ก่อนมั้ยคะ น้องดาว SSU อยู่ไหนเอ่ย”


            “วี๊ดดดดดด” กองเชียร์ส่งเสียงกรี๊ดลั่น


            “อย่าลืมนำของที่เตรียมให้บัดดี้ออกมาด้วยนะคะ เผื่อเราจะได้พูดคุยกันนิดหน่อย” ทุกสายตาหันไปมองยังเป้าหมาย ก่อนผู้หญิงผมตรงยาวไปจนถึงกลางหลังคนหนึ่งละลุกขึ้นพร้อมกับถือกล่องของขวัญสีเหลืองออกมา เดาว่าคงเป็นของที่เตรียมเทคบัดดี้แหงๆ


            งานนี้อาหารตากันล่ะ มองไปให้กำลังใจกันไป ทุกอย่างดูเหมือนจะราบรื่นดีจนกระทั่ง...


            “ต่อไปขอเชิญน้องเดือน CNU ขึ้นมาบนเวทีเลยค่า”


            “อ้าวสัดไฟ”


            “ไฟฟ้าไปไหน”


            “ส้วม!” เพื่อนมองหากันให้ควักแต่ตัวปัญหาดันหายต๋อม สักพักหนึ่งถึงเพิ่งรู้ว่าคุณเดือนคณะกูนั้นขี้แตกอยู่ในห้องน้ำ โถๆ


            “เอาโยธาไปแทนดิ”


            ไอ้แก๊งภาคโยธาภูมิใจนำเสนอพร้อมใจชี้ไปยังคุณความมืดมนเต็มที่ ถ้าไฟฟ้ายังไม่มาพิธีกรต้องเดดแอร์ไปนาน หลายคน เพื่อนจึงช่วยกันปรบมือให้กำลังใจขณะที่เจ้าตัวส่ายหน้าหวือคล้ายกับต้องการบอกว่า
กูจะไม่มีทางออกไปฆ่าเวลาให้น้องชายแน่ๆทว่าท้ายที่สุดมันก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับเสียงครวญครางปนอ้อนวอนของเหล่าเพื่อน


            กูรู้หรอก พวกมึงแค่อยากแสดงให้มออื่นได้รู้เท่านั้นว่าพวกเรามีของดีเป็นแฝดผีต่างขั้ว


            ทุกก้าวที่กายสูงเดินย่ำไปยังเวที ทุกสายตาต่างจดจ้องไปที่มันไม่กะพริบ เออ รวมถึงผมด้วย


            “ช่วยแนะนำตัวให้เพื่อนๆ รู้จักหน่อยค่า”


            “นี่ไม่ใช่ไฟฟ้า” ทุกคนขำพรืด คือเขารู้กันหมดแล้วโว้ยว่ามึงไม่ใช่ไฟฟ้า


            “อ๋อ น้องเดือนมหา
ลัยชื่อไฟฟ้า ส่วนคนนี้คือ...”


            “พี่ชายไฟฟ้าครับ”


            เล่นมุกโบ๊ะบ๊ะเก่ง ลีลาเก่ง


            “ฮ่าๆ แล้วพี่ชายไฟฟ้าชื่ออะไรคะ”


            “โยธาครับ” ไมค์จ่อปากแล้วเพื่อนเอ๋ย รู้เลยโยธาแม่งโคตรน่าสงสารเดินหล่อๆ ออกไปจะไม่ว่าเลย นี่เขาพยักพเยิดให้มันออกไปทั้งสภาพนั้นอะ ในมือถือทั้งถุงผ้าสามใบที่เตรียมไว้แถมยังมีผ้าห่มลายการ์ตูนของผมด้วยอีก


            คำถามก็คือ...มึงถือออกไปทำไม?


            “อ้าว ปรบมือให้โยธาหน่อยค่า”


            “วี๊ดดดดด วิ้ดวิ้ว!” เสียงปรบมือดังก้องไปทั่วทั้งหอประชุม นานเหมือนกันกว่าจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติและเปิดโอกาสให้พิธีกรคนเก่งได้ทำหน้าที่ต่อ


            “วันนี้ประทับใจอาหารของเรามั้ย”


            “ครับ” โยธาก็ยังเป็นโยธา ถามแค่ไหนก็ตอบแค่นั้นแหละ


            “เจอบัดดี้ของตัวเองหรือยังคะ”


            “ยังครับ”


            “แล้วก่อนหน้านั้นรู้หรือเปล่าว่าใครเป็นบัดดี้เรา”


            “รู้ครับ เขาติดต่อมา” จำได้ว่าตอนนั้นมันไม่ยอมรับคำขอเป็นเพื่อนของเขา ผมเลยไปเสือกให้เลยเพิ่งได้คุยกันไม่กี่วันก่อนออกเดินทาง เห็นว่าเป็นรุ่นพี่ปีสาม ไว้หนวดได้เท่โคตรๆ


            “เห็นว่าเตรียมของมาให้บัดดี้ด้วยใช่มั้ยคะ”


            “ครับ”


            “เป็นถุงผ้ากับผ้าห่มลายสีฟ้าลายน่ารักมากเลย ขอถามเหตุผลหน่อยว่าทำไมถึงซื้อสิ่งนี้ให้บัดดี้”


            “ถุงผ้าให้บัดดี้ครับเพื่อนๆ ช่วยเลือกให้ เห็นใส่ของได้เยอะดี”


            “น่ารักที่สุด แล้วผ้าห่มล่ะคะ”


            “ผ้าห่มไม่ใช่”


            “...”


          “ผ้าห่มเป็นของแฟน”


            “แอร๊ยยยยยยยยยย”


            เสียงกรีดร้องดังลั่น ส่งผลให้คนทางนี้หูดับไปแล้วข้างหนึ่ง


            “ไอ้ก้องจับกูไว้ด้วย” ผมเลื่อนมือไปตีไหล่คนเคียงข้าง ก่อนเพื่อนรักจะรีบหยิบยาดมขึ้นมายัดจมูกพร้อมถามด้วยเสียงสั่นเครือ


            “ใกล้ตายยัง”


            “ใกล้แล้ว...”


            “เออตายได้ ไม่ว่ากัน”


            ไอ้ไฟฟ้าโผล่มา ส่วนโยธารีบเดินลงจากเวทีโดยไม่รอให้พิธีกรถามต่อ


          แต่แทนที่เจ้าตัวจะกลับไปนั่งจุดเดิม มันกลับเลือกเดินมาหยุดยืนตรงหน้าผม วางผ้าห่มนุ่มนิ่มผืนนั้นลงบนหัวแล้วค่อยเดินจากไป..


.



 

โยธามันรักของมันนะเว้ย

บีเกิลไหวมั้ยลูก เดี๋ยวให้ก้องดูแลก่อนนะ แอร่ก

#วิศวกรรณโยธา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12.623K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,844 ความคิดเห็น

  1. #13841 siriluck-2525 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 เมษายน 2564 / 20:00
    ตายๆโยธาแกรมันร้าย😉
    #13,841
    0
  2. #13836 parinyadakhim (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 19 เมษายน 2564 / 21:32
    โยธาเป็นคนรว้ายๆ ชอบตอนจริงจังเเล้วเรียกกรรณ ว่าหู 5555น่ารักกกมากเจ้าบีเกิ้ล
    #13,836
    0
  3. #13820 Nyoong (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 มีนาคม 2564 / 11:09
    ฉันก็จะตายเหมือนกัน โยธ๊าาาา นายทำดีมาก
    #13,820
    0
  4. #13791 After_TeaTime (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 4 มีนาคม 2564 / 16:58
    นี่คือไม่ขอเขาเป็นแฟน แต่ประกาศให้ชาวโลกรู้ว่านี่อ่ะแฟน5555555555555
    #13,791
    0
  5. #13759 DawPornnaphat (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2564 / 09:21
    โยธา โอ๊ยยยฉันเขินหนักมาก💞
    #13,759
    0
  6. #13749 pkpk30 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 23 มกราคม 2564 / 09:42
    ทางนี้ก็จะตายเหมือนกันจ้า /มือสั่น
    #13,749
    0
  7. #13741 AISORIN (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 มกราคม 2564 / 00:32
    แลงทากกก~~~
    #13,741
    0
  8. #13730 M4TH (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 11 มกราคม 2564 / 21:29
    แสดงตัวชัดมากลูกเอ้ย5555
    #13,730
    0
  9. #13728 tngk (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 11 มกราคม 2564 / 01:36
    ก้อง จับเราด้วย.. เราจะล้ม
    #13,728
    0
  10. #13719 IcechayaItimmy (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 4 มกราคม 2564 / 16:55
    หุบยิ้มไม่ได้ เเงงงง
    #13,719
    0
  11. #13710 Pream1412 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2563 / 09:07

    กริ้สสสสสสสสสส!!!!
    #13,710
    0
  12. #13706 Korona (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2563 / 04:01
    ตายสงบ ศพสีชมพู เป็นการขอเป็นแฟนที่น่ารัก ห้าวหาญ ขอกันท่าคนมหาลัยอื่นตั้งแต่วันแรกที่ไปถึงเลยอ่า เขินหนักมากกก
    #13,706
    0
  13. #13701 BigbanG (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 / 02:48
    อย่าว่าแต่น้องจะตาย นี่ก็จะตายแล้วค่าาาาา
    #13,701
    0
  14. #13691 ffranz (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2563 / 20:09
    แรงมากกกกกกกกก! โยธาแกแรงม้ากกกกกกกก
    #13,691
    0
  15. #13663 ChungWila (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 12 กันยายน 2563 / 10:19
    เฮดช้อทไปเรยจ้าพ่ออออ
    #13,663
    0
  16. #13647 pang_97s (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 7 กันยายน 2563 / 08:47
    พยุงที นี่ก็ไม่ไหวจะล้มม
    #13,647
    0
  17. #13627 Liracu (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2563 / 13:25
    เขาก็รักของเขาอ่ะแกกก กรี้สสสสสสสสส แลงมากก
    #13,627
    0
  18. #13617 Katang_gy (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2563 / 21:16
    เขิน ~~
    #13,617
    0
  19. #13603 PiRanYa_Ya (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2563 / 19:23
    ใจเหลวไปหมดแล้วแม่
    #13,603
    0
  20. #13599 sanisgo (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2563 / 11:53

    ใจน้องก็มีกันยุแค่เน้ ละลายแล้ววว //
    ตายตาหลับ
    #13,599
    0
  21. #13593 sailom642040 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 / 15:18
    กรี้ด สลบ
    #13,593
    0
  22. #13585 CheekPattarawan (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 00:46

    คนที่ตายก่อนไม่ใช่กรรณแต่เป็นพวกกูนี้แหละ

    จับหน่อยยยยยยยยยยยยย
    #13,585
    0
  23. #13584 Mymam_bgly (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 19:06
    จับฉันด้วยค่ะ ฉันก็จะล้ม
    #13,584
    0
  24. #13578 pilin/พิ'ลิน (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2563 / 21:46
    โยธาลูกกกกก ตายแล้วววววววววววใจเราไม่ไหวแล้ว "ผ้าห่มเป็นของแฟน" กรี๊ดดมากกก
    #13,578
    0
  25. #13529 Baimai33 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2563 / 13:01

    ตายๆๆๅ
    #13,529
    0