วิศวกรรณโยธา - end

ตอนที่ 14 : 13 - สรุปใครจีบใคร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 141,480
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11,516 ครั้ง
    21 ธ.ค. 62



13


สรุปใครจีบใคร




         
ปวดหัว กระบอกตา ลามไปจนปวดตัว


            นี่คงเป็นกรรมหนักของคนชื่อกรรณยุคล ทว่าเมื่อคืนน่าจะเป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่ผมนอนหลับสนิท ความกังวลถูกขจัดหายเป็นปลิดทิ้ง หลงเหลือเพียงอย่างเดียวคือความรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ที่ปะทะเข้ากับร่างกาย


            “อือ...” ขนาดแรงจะบิดขี้เกียจยังแทบไม่เหลือ ได้แต่ฝืนลืมตาขึ้น กวาดมองจากเพดานไปรอบๆ เท่าที่สายตาในตอนนี้จะมองเห็น


            ถึงจะแปลกสถานที่ แต่ยังรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายที่แสนคุ้นเคยของใครบางคนอยู่


            “ตื่นแล้วเหรอ” เสียงทุ้มต่ำของใครอีกคนในห้องเอ่ยทำลายความเงียบ ยังไม่ทันปรับโฟกัสสายตามองอีกฝ่ายให้ชัด หน้าผากของผมก็ถูกอะไรสักอย่างที่เย็นมากๆ แปะเข้าให้ ทำเอาขนแขนลุกเกลียวในพริบตา


            “อะไรอะ” ลำคอแหกผากราวกับกลืนทรายลงไปทั้งกำ แถมเสียงที่เปล่งออกมายังฟังดูแปร่งๆ อีกต่างหาก


            “เจลลดไข้ มึงไม่สบาย”


            กายสูงนั่งลงข้างเตียง ใช้ฝ่ามือที่แสนอบอุ่นนั้นแตะข้างแก้มผมเบาๆ พลางเอ่ยถาม


            “หิวหรือยัง” สัด อย่างกับพระเอกละครหลังข่าว


            โยธามันมีมุมอ่อนโยนเหมือนชาวบ้านเขาด้วยเหรอวะ หรือจริงๆ มีแต่ไม่เคยสังเกต สงสัยคำถามเหล่านี้คงจะแสดงออกทางสีหน้ามากเกินไป เจ้าตัวเลยจ้องหน้าผมนิ่งงันไม่ยอมขยับ “บีเกิล...”


            “หะ...หิวนิดนึง”


            “งั้นเดียวกินข้าวกับยาก่อน กูจะเช็ดตัวให้อีกรอบ อาการดีขึ้นค่อยกลับหอ”


            “แล้วที่นี่คือที่ไหน”


            “สวนสัตว์” ไอ้เวรนี่... “รอแป๊บ เดี๋ยวเอาข้าวต้มไปอุ่นให้” ว่าแล้วจึงเดินผละออกไป


            ห้องที่ผมอยู่ไม่กว้างนัก ผนังถูกทาด้วยสีขาว เฟอร์นิเจอร์ก็น้อยชิ้น มีแค่เตียง ตู้เสื้อผ้า ตู้เย็น และโต๊ะกินข้าวตัวเล็กเท่านั้น เดาว่าคงเป็นห้องเช่าแถวๆ มหาลัยนั่นแหละ


            ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนค่อยๆ ฟื้นคืนมาทีละน้อย จำได้ว่าตัวเองอยู่ที่ร้านบังอรโภชนาจากนั้นเพื่อนไอ้พี่เกล้าก็ชวนผมไปหลังร้าน อือ...ถึงตอนนี้เลยเริ่มเข้าใจแล้วว่าตัวเองถูกหามมายังห้องนี่ได้ยังไง


            ผมรวบรวมแรงทั้งหมดเพื่อชันตัวนั่ง สำรวจร่างกายตัวเอง เสื้อยังอยู่เหมือนเดิมแต่กางเกงยีนถูกถอดออกเหลือแต่บ็อกเซอร์เปื่อยๆ ไม่อยากจะคิดว่าถ้าส่องกระจกหน้าตาจะมีสภาพเป็นแบบไหน แต่ให้เดามันคงดูไม่จืดเท่าไหร่     


            ชีวิตแบบผีตายซากแม่งเป็นแบบนี้นี่เอง เหอะๆ


            “กูออกไปซื้อข้าวต้มแถวนี้มาให้ กินแก้ขัดไปก่อนนะ” ร่างสูงวกกลับมาพร้อมของกินในมือ เป็นข้าวต้มสูตรพิเศษที่ซื้อมาจากมินิมาร์ท แถมยังมีหมูชิ้นเท่าขี้ตาปนอยู่ในนั้น


            “กูอยากลุกไปกินที่โต๊ะ”


            “ได้” โยธารีบหมุนตัวไปยังมุมหนึ่งของห้อง วางถ้วยข้าวต้มร้อนๆ ไว้แล้ววกกลับมาพยุงตัวผมให้เดินไปนั่ง เอาเข้าจริงป่วยนะเว้ยแต่ไม่ได้หมายความว่าจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย คิดว่าอีกไม่นานคงดีขึ้นกว่านี้


            “ค่าห้องเท่าไหร่เดี๋ยวออกให้”


            “กินก่อน”


            “เมื่อคืนมองขาอ่อนกูปะเนี่ย กางเกงยิ่งขาดเป็นรูอยู่ด้วย”


            “อย่ามาลีลา กินข้าวให้เสร็จแล้วค่อยคุย” สั่งๆ ถามว่าทำตามมั้ยก็ต้องทำ ท้องเริ่มร้องโครกครากแล้วจึงไม่อยากทรมานตัวเองจับช้อนขึ้นมา เป่าเบาๆ แล้วงับเข้าให้ ฮือ...หมูแม่งเล็กกว่าขี้ตาจริงๆ อะ เล่นเอาจินตนาการถึงโปรตีนไม่เจอเลย


            “อร่อยมั้ย” คนตัวสูงซึ่งนั่งมองอยู่ฝั่งตรงข้ามเอ่ยถาม ผมเงยหน้ามองเขาพร้อมพยักหน้าเหมือนอร่อย ทว่าคำพูดที่เปล่งออกไปกลับย้อนแย้งสิ้นดี


            “ไม่หร่อย”


            “แล้วพยักหน้าทำไม”


            “กลัวมึงเสียใจ” พูดไม่ทันขาดคำมันเอื้อมมือมายีหัวผมอีกรอบ


            “ไว้หายดีจะพาไปกินของอร่อย”


            “ในฐานะอะไรเหรอครับ เพื่อนร่วมคณะ รูมเมทเก่า บัดดี้ หรือมากกว่านั้น”


            “ทุกอย่างที่มึงอยากให้เป็น” มาเบอร์นี้ผมก็ตอบไม่ถูกอะดิ


            ประเด็นถูกตัดฉับอย่างง่ายดาย แต่ไม่มีใครรู้สึกอึดอัดจนต้องหาอะไรมาคุยต่อขนาดนั้น ผมแค่นั่งกินเงียบๆ ส่วนโยธาก็นั่งนิ่ง หลังกินข้าวต้มจนหมดถ้วยแล้วครู่ใหญ่ถึงค่อยยื่นยาซึ่งมีตัวหนังสือขยุกขยุยของเภสัชกรแปะอยู่บนซองออกมาให้กิน


            “นั่งพักก่อนนะเดี๋ยวค่อยกลับไปนอนพัก” เจ้าตัวย้ำอีกหน ผมจึงกะพริบตาช้าๆ เป็นการตอบรับ คิดว่าระหว่างรอควรฆ่าเวลาด้วยการเล่นมือถือสักหน่อย แต่พออ้าปากจะถามเจ้าของเสียงทุ้มดันขัดจังหวะซะดื้อๆ “บีเกิล...ต่อจากนี้กูจะไม่มีความลับกับมึง”


            “กูไม่ซีเรียสนะ บางอย่างถ้ามันเจ็บปวดมากไม่ต้องบอกก็ได้”


            “ทุกอย่างมันไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ในเมื่อมึงเปิดใจให้กู กูก็พร้อมจะเปิดใจและบอกทุกอย่างให้ฟังเหมือนกัน”


            “วันนี้โยธาเปลี่ยนไปจริงๆ ว่ะ”


            “เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดกูผิดเอง ขอโทษนะ ขอโทษที่ทำให้รอ ทำให้ต้องร้องไห้ ทำให้เดือดร้อนและเจ็บตัวเพราะการกระทำแย่ๆ ที่ผ่านมา”


            “ไม่เป็นไร” ตอนพูดเสือกเบะปากทำไมไม่รู้ แง้ เห็นหน้าหมาหงอยของโยธาแล้วมันเศร้าว่ะ


            “มันจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก กูเลยอยากขอโอกาสให้กูแก้ตัวและเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อมึงได้มั้ย”


            “งั้นมึงก็ต้องให้โอกาสกูด้วยเหมือนกัน”


            ความคิดเราอาจเด็กเกินไปจนเผลอทำเรื่องไม่ยั้งคิด แต่เมื่อได้เผชิญหน้ากับปัญหาจึงอยากเติบโตและเป็นคนที่ดีขึ้นเช่นกัน


            ระหว่างรออาหารย่อย โยธาใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเล่าเรื่องราวในอดีตของตัวเองให้ผมฟัง รวมไปถึงช่วงเวลาที่เราต่างห่างหายเพื่อหาคำตอบให้กับความรู้สึกลึกๆ ของตัวเอง


            ผมรู้ว่าเขากลัวอะไร ก็เหมือนกับผมที่กลัวฝันร้ายและปีศาจในความมืดนั่นแหละ แต่เมื่อผ่านไปได้แล้วคงเหมือนตัวเองเอาชนะอะไรบางอย่างที่อยู่เบื้องลึกได้สำเร็จ


            “แล้วเจ็บตรงไหนมั้ย”


            หลังเคลียร์ปัญหาค้างคาใจจนหมด เพิ่งมานึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนเกิดเรื่องมากมาย แม้จะไม่สังเกตเห็นบาดแผลจากภายนอกร่างกายของอีกฝ่าย แต่ก็กลัวว่าภายใต้เสื้อผ้าที่สวมใส่นั้นจะมีรอยฟกช้ำอย่างที่เคยเจอ


            “ไม่เป็นอะไร ไอ้เกล้ากับเพื่อนแค่ผลักแต่มึงล่ะเจ็บตรงไหนมั้ย ข้อมือ? แขน?”


            “ไม่เป็นไร มันดึงแขนกูเฉยๆ” ร่องรอยตามร่างกายไม่หลงเหลือแล้วดังนั้นจึงไม่รู้สึกเจ็บใดๆ “แต่ยอมรับว่ากลัวจริง”


            “เรื่องนี้กูจัดการเอง”


            “ให้กูติดต่อนักฆ่าให้มั้ย”


            “...”


            “จอห์น วิคไง”


            “นอนพักเถอะ” เป็นเศร้า มีคนไม่รับมุก


            แป๊บๆ รีบไล่ให้ไปนอนเฉยเลย สงสัยคงกลัวว่าผมจะพูดไร้สาระต่อ


            ทว่าทันทีที่ล้มตัวลงเตียง โยธากลับย้ายก้นตัวเองมานั่งกับพื้น วางข้อศอกลงขอบเตียงแล้วจ้องหน้าผมนิ่งงัน คือมึงทำแบบนี้ใครมันจะไปหลับลงวะ


            “ถ้าง่วง ข้างๆ ยังว่างอยู่” เตียงสามฟุตครึ่งยังเบียดด้วยกันมาแล้ว ถ้ามันลำบากมากก็มานอนที่ว่างด้วยกัน


            “ไม่ง่วง”


            “งั้นจะไปทำอะไรก็ทำ ทางนี้สบายมากไม่ต้องห่วง”


            “ไม่มีอะไรทำ ตอนนี้อยากมองแค่มึง”


            “กูนอนไม่หลับไง หรือจะคุยกันฆ่าเวลา”


            “ได้”


            จนแล้วจนรอดกลับไม่มีใครเอ่ยปากก่อน ได้แต่มองตากันปริบๆ ราวกับจะแข่งขันว่าหากใครละสายตาไปจากกันก่อนคนนั้นแพ้ นานเข้าใจก็เริ่มเต้นแรง เหงื่อไหลซึมตามกรอบหน้า ลำคอแห้งผาก จนเผลอเลียริมฝีปากอย่างลืมตัว


            “เคยจูบใครมั้ย” โป้ง
! เหมือนมีลูกกระสุนปลิวมาเจาะตรงหน้าผาก ทำไม จู่ๆ ถึงถามแบบนี้วะ และยิ่งหวั่นใจขึ้นกว่าเก่าเมื่อเห็นแววตาหวานเยิ้มซึ่งจดจ้องผมอยู่


            “คะ...เคยดิ แบบจุ๊บๆ แตะปาก” นั่นก็เรียกว่าจูบใช่มั้ยวะ คือมองว่าจูบมันมีหลายแบบไง


            “เหมือนที่กูจุ๊บมึงตอนนั้นอะเหรอ”


            “เหอะๆ” หัวเราะแห้งเลยกู


            “ให้สอนมั้ย”


            “ไม่ต้อง”


            “ขอลิ้นหน่อย” ผมค่อนข้างงุนงง คนตัวสูงกว่าจึงขยายความเพิ่มอีกหน่อย “แลบลิ้นออกมา”


            โอเค ยอมทำตามคำขอด้วยการค่อยๆ ส่งลิ้นออกมาพร้อมทำหน้าเหมือนผีหลอกเด็ก สรุปโยธามันผงะไปเลยว่ะ กรรณไม่เข้าใจเลยครับว่ามันเกิดความผิดพลาดอะไรขึ้น


            “หมดอารมณ์ละ”


            “ง่ะ”


            “ไว้ถ้าเราคืบหน้ากว่านี้ ค่อยเรียนรู้ไปด้วยกันนะ”


            โป้ง
! ลูกกระสุนนัดที่สองปลิวมาเจาะอีกรอบ คราวนี้ผมไร้ซึ่งการควบคุมทุกอย่างนอกจากดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมหัวเพื่อหลบเลี่ยงสายตาของอีกฝ่าย นานเข้าความง่วงและเพลียจึงค่อยๆ คืบคลานเข้ามา


            จำไม่ได้แล้วว่าเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้อยู่อย่างเดียวคือฝ่ามืออบอุ่นของคนตรงหน้าค่อยๆ รั้งผ้าห่มลงอย่างเชื่องช้าแล้วลูบหัวผมเบาๆ จนกว่าจะจมสู่ภวังค์


            เปลือกตาลืมขึ้นอีกครั้งในช่วงเที่ยง โยธาปลุกผมให้ลุกขึ้นมากินข้าวกับยาแล้วจึงนอนต่อ โชคดีที่ไข้ลดลงไปมากเลยกลับหอในตอนเย็นได้ ในใจก็กลัวไอ้ก้องจะเป็นห่วงด้วยไง รู้หรอกว่ามันโทรมาถามไถ่ตลอดแต่คิดว่ากลับไปยังไงก็ไม่พ้นโดนสัมภาษณ์ใหญ่อีกแน่นอน ซึ่งแม่งเสือกจริง...


            “กลับห้องไปก่อน” ไอ้ไฟฟ้ายืนเท้าเอวตรงกรอบประตูพลางออกคำสั่งกับแฝดคนพี่เสียงเข้ม ส่วนก้องเกียรติไม่น้อยหน้ายืนกอดอกมองด้วยอินเนอร์ระดับออสการ์สมทบชาย


            “กูฟังด้วยได้” โยธารีบแย้ง


            “ประเด็นนี้เพื่อนเขาจะคุยกัน มีแค่กู ไอ้ก้อง และไอ้หมาเท่านั้น”


            ปัง
! แทบไม่รอคำตอบแม่งปิดประตูใส่หน้าเฉยเลย สองหูได้ยินเสียงเคาะประตูจากคนภายนอกหลายต่อหลายครั้งก่อนเงียบไป วินาทีนี้บอกได้คำเดียว ไม่รอดเพราะหลังถูกดึงมานั่งตรงปลายเตียงผมก็ถูกระดมยิงด้วยอาวุธสงครามไม่หยุดหย่อน


            “ดีขึ้นยัง”


            “ดีแล้ว แต่ก็ต้องกินยาอยู่”


            “โยธามันทำอะไรมึงมั้ย”


            “ไม่ได้ทำ”


            คุณรูมเมทและเพื่อนรักสลับกันรัวคำถามใส่ ผมซึ่งไม่อยากปิดบังอะไรจึงมีหน้าที่แค่ตอบตามจริง รู้เต็มอกว่าเพื่อนเป็นห่วง สัมผัสได้เลย แต่ก็อดประหม่าไม่ได้


            “กูรู้เรื่องไอ้เกล้ากับเพื่อนแล้ว ขอโทษที่ตอนนั้นไม่ได้อยู่กับมึง” ท้ายประโยคของไฟฟ้าค่อยๆ แผ่วลงอย่างน่าสงสาร ส่วนไอ้ก้องไม่น้อยหน้าเอ่ยพึมพำกับผมเช่นกัน


            “กูก็ด้วย ไหนมาให้ปลอบขวัญหน่อย” พริบตาเดียวก็ถูกดึงไปกอดอย่างมึนงง สัด ซีนมิตรภาพสุดๆ “ขอโทษที่กูเมา ไม่รู้เมาถั่วหรือเมาเบียร์”


            “เฮ้ย กูเป็นคนชวนมึงแดกจะโทษได้ไง ส่วนไฟฟ้า...รู้อยู่แล้วว่ามึงยุ่ง โดนคนนั้นคนนี้ดึงทีจะมีเวลามาดูแลกูตลอดได้ไง เรื่องนี้กูผิดเองเว้ย” ช่วงสารภาพบาปมาแล้ว ช่วยให้ซีนผมหน่อย “กูแม่ง...เป็นบ้าไปเอง”


            “อยากระบายอะไรมั้ย”


            “ช่วงที่ผ่านมาแค่รู้สึกว่าตัวเองโคตรบ้าเลยว่ะ”


            อยากหัวเราะแต่ดันหัวเราะไม่ออก


            “ทั้งมึงกับโยธาตอนนั้นคงไม่รู้ตัวหรอก เชื่อปะ กูรู้อยู่แล้วแหละว่าไอ้ที่บอกให้มึงอย่าคิดมาก บอกให้อย่าเศร้า ความจริงมันทำแบบนั้นได้ง่ายๆ ซะที่ไหน แค่หวังว่าวันหนึ่งที่ทุกอย่างเคลียร์แล้วมึงจะย้อนกลับมามองมันอีกครั้งเท่านั้น”


            “โคตรหล่อ จริงๆ จะด่ากูก็ได้นะ”


            “ไม่ด่าหรอกสงสาร ที่ผ่านมาก็โง่ฉิบหายละ” อ้าว...กูควรทำหน้ายังไงถามก่อน “พูดผิด ขอแก้ตัวใหม่ได้มั้ย”


            “อะจัดมา”


            “คนเราพลาดหรือโง่กันได้ แต่ถ้าโง่ซ้ำน่าจะมีแค่มึง”


            “ไอ้สัดก้อง”


            “ดีเมื่อคืนไม่นอนหงิกอยู่ตรงพื้นร้านเหล้า กูจะได้ตามปอเต๊กตึ๊งมาเคลียร์พื้นที่เร็วๆ”


            “ขอโทษที่โง่และทำให้เป็นห่วง”


            “ตอนนี้รู้ตัวก็ดี ต่อไปจะได้มีสติ”


            “อือ”


            “มึงกับโยธายึดติดกันมากเกินไป” คนที่เงียบไปนานเป็นฝ่ายพูดบ้าง สีหน้าของไฟฟ้าจริงจังจนต้องหยุดฟังมันเงียบๆ “ถ้าสมมติว่าวันหนึ่งเกิดปัญหาอีก กูกลัวว่าพวกมึงเนี่ยแหละที่จะจมอยู่กับมัน”


            “...”


            “ความเชื่อมั่นในกันและกันไม่ใช่การผูกติดกับอีกฝ่ายตลอดเวลานะเว้ย รู้ว่าตอนที่คนคนหนึ่งมีอิทธิพลกับเรามากๆ เลยมักคาดหวังกับเขา แต่อย่าลืมแล้วกันว่าที่ผ่านมามึงมีความสุขเพราะตัวเอง ตอนนี้มีความรักก็อยากให้ย้อนกลับมามองตรงจุดเริ่มต้นด้วย ก่อนจะรอให้ใครมาดูแลมึงควรดูแลตัวเองให้ดีก่อน”


            หล่อว่ะ คำตอบนี้ถ้ายื่นไมค์ให้ตอนประกวดเดือนคนคงประเคนรางวัลเหนือของเหนือเดือนให้อีกทีหนึ่ง


            “ทำไมมึงพูดดีจังวะ” น้ำตาแทบไหล ทั้งเข้าใจและอยากปรับปรุงตัวเองเดี๋ยวนี้เลย


            “กูคิดคำแนะนำนี้ทั้งคืนอะ ไม่ดีให้มันรู้ไป”


            “เออะ...”


            “ไม่หวังให้มึงคิดได้แบบปุบปับหรอกนะ แค่เห็นจุดบกพร่องที่ผ่านมาและค่อยๆ ปรับก็ดีแล้ว”


            “ฮือ...กูเข้าใจแล้ว ขอบคุณพวกมึงจริงๆ” น้ำตาหยดแหมะจริงด้วย คนที่ตกใจเหมือนจะเป็นไอ้ก้องที่รีบถลาเข้ามาหาจนแว่นแทบหลุดจากกรอบหน้า ละล่ำละลักพูดรัวไม่ขาดสาย


            “เชี่ยหูกูต่างหากที่โชคดีมีเพื่อนอย่างมึง ถ้าไม่มีมึงกูคงเป็นคนเดียวที่ดูโง่สุดในภาคเคมี”


            “อย่าชมกูเยอะ กูจุก”


            “เมื่อคืนกูนั่งหาทางออกกับไอ้ไฟฟ้ามาละ เราต้องปราบไอ้โยธาบ้างที่ชอบสร้างปัญหา” ผมเกาคอ สงสัยในประเด็นที่อีกฝ่ายพูด


            “ยังไง”


            “กูจะตั้งสมาคมคุ้มครองสัตว์เลี้ยง มีไอ้ไฟฟ้าเป็นประธานส่วนกูเป็นฝ่ายดูแลสัตว์”


            “แล้วกูอะ”


            “มึงเป็นสัตว์ในคุ้มครอง”


            “บางทีพวกมึงก็ทำตัวปัญญาอ่อนจนกูคาดไม่ถึงเลยนะเนี่ย”


            “มีชื่อสมาคมด้วยนะ”


            “อะไร”


            “โหดอย่างเสือ”


            “พอเถอะ กูขอ”


            “ถ้าไอ้โยธายังทำตัวไม่ดีแต่เสือกเข้าใกล้มึงกูจะรีบร้องขู่เลย โฮกกกกกปิ๊บ”


            ปิ๊บพ่อง
!


            ในจุดซีเรียสมีความขำขันเฮฮาอยู่ ผมคิดว่าตัวเองโชคดี ตอนเด็กมีครอบครัวเข้าใจและคอยสนับสนุนทุกอย่าง โตขึ้นมาก็มีเพื่อนดีๆ ที่เข้าใจและไม่คิดต่อว่าในวันที่เผลอทำอะไรโง่ๆ ดังนั้นผมถึงอยากตอบแทนพวกเขาด้วยการเป็นกรรรณยุคลที่ดีขึ้นในทุกๆ วัน





 

 

 

 




            ตั้งแต่ห่างกันโยธาแทบจะไม่เข้าคลาสวิชามอที่เราเรียนร่วมกันเลย คงกะใช้โอกาสที่อาจาย์ไม่เช็กชื่อคอยหลบหน้า ทว่าวันนี้ทันทีที่ร่างสูงเปิดประตูเดินเข้ามาพร้อมกับกลุ่มเพื่อน หลายคนก็พาหันไปให้ความสนใจกับคนที่เพิ่งมาถึงโดยอัตโนมัติ


            “สัด กูนึกว่าแก๊งเอฟโฟว์” ไอ้ฟรองก์ซึ่งนั่งข้างๆ หันมากระซิบ


            แม้สองเท้าของคนตรงหน้าจะยังเดินอยู่ ทว่านัยน์ตาสีดำขลับกลับเพ่งสายตามายังผม ด้วยไม่รู้ต้องทำยังไงเลยโบกมือให้อย่างเก้ๆ กังๆ


            “เชี่ยยยยยยยย”


            เพื่อนถึงกับแหกปากร้องลั่นตอนเห็นเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาฉีกยิ้มกว้าง เดินก้มหน้าตามตูดเพื่อนไปนั่งยังโต๊ะเลกเชอร์อย่างเงียบเชียบ ซึ่งบอกได้เต็มปากเลยว่าโยธาตอนยิ้มแม่งดูดีกว่าตอนทำตัวมืดมนเชี่ยๆ


            “มึงๆ”


            “ว่า...?”


            “มึงว่าผีตัวไหนเข้าสิงโยธาวะ แม่งยิ้มไม่หุบเลย เหงือกแห้งแล้วมั้ง”


            “มีความรักก็อย่างเงี้ย เบื่อๆ” ไอ้ก้องชิงตอบด้วยสีหน้าเหม็นเบื่อเต็มทน


            เรื่องนี้ผมไม่ได้บอกกับใคร จะมีที่รู้จริงๆ ก็แค่ไอ้ก้องกับไฟฟ้าและมั่นใจว่าทั้งคู่คงไม่คิดป่าวประกาศให้ใครที่ไหนรับรู้อีก


            “มึงรู้เหรอว่ามันชอบใคร คนอย่างมนุษย์มืดมนเนี่ยนะมีความรัก บร๊ะ
! ต้องเป็นคนแบบไหนวะ แต่ถ้าให้เดาต้องชอบของแปลกมากแน่ๆ” รู้สึกเหมือนโดนเพื่อนด่ายังไงไม่รู้ว่ะ


            “ไม่แปลกหรอก คนที่มันชอบนะดีงี้เลย”


            เยี่ยมมากก้อง เย็นนี้เอารางวัลเป็นลูกอมสองเม็ดไป ไม่พอมะรืนแถมน้ำยาปรับผ้านุ่มให้สองฝาเพราะชมจนตัวกูแทบบิด


            “ยิ้มอะไรไอ้หู”


            “เปล่า”


            ดีที่อาจารย์เดินเข้าห้องก่อนจึงไม่ถูกไอ้ก้องขยี้มากนัก สองชั่วโมงหมดไปอย่างรวดเร็ว เพื่อนต่างคณะแยกย้ายกันคนละทิศละทาง ส่วนโยธาโดนเพื่อนลากออกไปตั้งแต่อาจารย์ประกาศเลิกคลาส คงมีผมกับเดอะแก๊งเท่านั้นที่นั่งคิดไม่ตกว่าจะเปลี่ยนไปกินข้าวตึกไหนดี


            ไอ้เซปเลยเสนอไอเดียชวนไปกินที่ตึกสังคม ทุกคนเห็นด้วยจึงรีบเก็บของวิ่งแท่ดๆ ไม่คิดชีวิต ส่วนผมกับเพื่อนสนิทยังไม่ทันก้าวออกจากตึกกลับถูกใครคนหนึ่งดักรออยู่หน้าห้อง แค่เห็นหน้าเส้นเลือดในร่างกายคล้ายกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อตรีบถอยเท้าไปข้างหลังหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ ยังดีที่นอกเหนือจากไอ้พี่เกล้าแล้วสายตายังสังเกตเห็นโยธาซึ่งยืนอยู่ข้างหลังด้วย


            “ใครวะ” ไอ้ก้องกระซิบถาม มันคงจำระเบิดทำลายล้างที่เจอในห้องน้ำไม่ได้


            “คนที่มีเรื่องกับโยธา”


            “...!!” ไม่รอก้องเกียรติประมวลผล ผมรีบถามอีกฝ่ายทันที


            “มีอะไรครับ”


            “ขอคุยด้วยหน่อย”


            “งั้นพี่คุยตรงนี้เลย” บอกตามตรงว่ายังกลัวอยู่ การมีเพื่อนให้อุ่นใจคงดีกว่า


            “ขอคุยส่วนตัวแป๊บเดียว ตรงนี้ก็ได้” ว่าแล้วคนตรงหน้าก็ชี้ไปตรงทางเดินซึ่งห่างจากประตูคลาสไม่ถึงสิบเมตร ไอ้ก้องทำหน้าลังเล ส่วนโยธาส่งสายตาเป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไรและให้เชื่อใจในตัวมัน ดังนั้นเวลาแบบนี้คงไม่มีอะไรต้องกลัวจึงพยักหน้าเดินผละจากจุดเดิมไม่ไกลนัก


            “พี่รีบพูดมาเถอะครับ ผมหิวข้าวแล้ว”


            “การเห็นไอ้โยธาอยู่กับแฟนกูมันตำใจมาตลอดหลายปี จากที่ไม่ชอบอยู่แล้วก็ยิ่งเกลียด” เริ่มมาแกก็แรงใส่เลย ผมจึงไม่กล้าขัด “เคยคิดเหมือนกันว่าถ้าทำให้มันรู้สึกเจ็บบ้างอย่างที่กูเจอคงจะสะใจมาก แถมยังเชื่อว่าที่ทำอะถูกแล้ว อยากสั่งสอนให้หลาบจำ”


            “...”


            “แต่เพิ่งเข้าใจเมื่อไม่นานมานี้ว่ามันเหี้ยเพราะมึงไม่เกี่ยวอะไรเลย ขอโทษจริงๆ”


            เอาตามตรงก็คือไม่รู้จะตอบโต้หรือมีปฏิกิริยายังไงตอนได้ยินประโยคนี้ ทว่าสีหน้าลุแก่โทษของเขามันก็ทำให้ผมโกรธต่อไม่ลง


            “โยธาบอกผมว่าพี่โทรตามมันไปร้านเหล้า ตั้งใจเหรอ”


            “เพราะแค่อยากขู่ แต่ลืมนึกถึงความรู้สึกมึงไง”


            “ผมกลัวมาก”


            “...” เขาเงียบไป แต่ยังคงพยักหน้ารับรู้


            “แต่ก็เข้าใจว่ามันจะมีสักวันนึงที่เราผิดพลาดและโง่ไปบ้าง ถ้าพี่รับรู้และมาขอโทษผมก็ไม่ติดใจอะไรอีก”


            “ขอบคุณนะน้องกรรณ”


            “ขอถามได้มั้ย เรื่องของพี่กับโยธาจบแล้วหรือยัง”


            “จบแล้ว ตั้งแต่คืนนั้น”


            “แล้ว...พี่วาว่ายังไงบ้าง”


            “โกรธอะดิ ตอนนี้ยังไม่คุยด้วยเลย”


            “สมน้ำหน้าอะครับ”


            ไม่น่าหลุดปากไปเลยกู เห็นคนอายุมากกว่ายืนนิ่งเป็นหุ่นไล่กาผมถึงกับไปไม่เป็นจึงได้แต่ส่งยิ้มแหยรีบเบี่ยงประเด็นปลีกตัวตามสเต็ป


            “เอาเป็นว่าผมรับคำขอโทษและหวังว่าพี่จะไม่ทำแบบนี้กับใครอีก ขอให้คืนดีกับพี่วาเร็วๆ นะครับ”


            พูดจบกูรีบสับเท้าเลยจ้า ระหว่างทางไม่กี่เมตรที่กำลังกลับไปหาไอ้ก้องกับโยธา มีความรู้สึกว่าตัวเองได้ยกภูเขาอีกลูกออกไปจากอก ผมไม่คิดหรอกว่าระหว่างนี้จะได้คุยกับพี่เกล้าอีกมั้ย แต่ลึกๆ แล้วไม่ว่าจะได้คุยหรือไม่ เราก็ไม่ได้ติดค้างใดๆ กันอีก


            ทุกคนควรเดินไปข้างหน้า ผมเองก็ไม่อยากจมอยู่กับความเศร้ามากนัก


            ถ้าอดีตทำให้คนคนหนึ่งเติบโต เชื่อเหลือเกินว่าหลังจากจบเรื่องนี้คงมีใครหลายคนเติบโตกว่าที่ผ่านมาไม่มากกว่าน้อย



 

 

 

 

 

 

 


            ก๊อก
-ก๊อก-ก๊อก


            “ไง” ผมกำลังยืนกลัดกระดุมอยู่ตรงตู้เสื้อผ้า ทันทีที่เสียงเคาะประตูดังขึ้น ไอ้ไฟฟ้าก็ดีดตัวเองขึ้นมาจากเตียงเดินหัวยุ่งไปเปิดประตูคล้ายกับรู้อยู่แล้วว่าคนด้านนอกเป็นใคร


            หลังได้ยินคำทักทายด้วยประโยคห้วนๆ โยธาจึงตอบกลับอย่างไม่รีรอ


            “มาหาบีเกิล”


            “อ่านกฎที่แปะไว้ตรงหน้าห้องด้วย” มือหนาออกแรงตบปุๆ สองสามทีเป็นการย้ำเตือน


            “จะเอาเท่าไหร่”


            “สามแสน โอนเข้าบัญชีตอนนี้เลย”


            “ไอ้สัด กูพี่มึงนะ”


            “เกิดก่อนกูไม่กี่นาทีอย่ามาเรียกร้องให้มาก จ่ายมา
!


            “กูมีไม่ถึง ขอมัดจำก่อนได้มั้ย”


            “ให้ได้เท่าไหร่”


            “สามสิบ”


            “เออเอามา” คิดมาตลอดว่าผมกับไอ้ก้องแม่งเด็กน้อยฉิบหาย แต่สองพี่น้องแฝดนรกเป็นหนักกว่ากูเยอะ ต้องมานั่งมองซีนโยธาควักกระเป๋าเงินออกมาจ่ายให้น้องชายอย่างจำยอม ถึงแม้จะเข้ามาในห้องได้ เจ้าของเตียงตรงข้ามก็ยังไม่หยุดความพยายามลอบมองเป็นพักๆ


            “มีอะไรครับ”


            “บีเกิลผูกไทให้หน่อย” งื้อออออ พูดอย่างเดียวไม่พอยังยืนเนคไทเส้นเดิมมาให้อีก


            “หัดผูกเองได้แล้ว”


            “งั้นสอนใหม่ดิ” ผมกลัดกระดุมชุดนิสิตเม็ดสุดท้ายเสร็จพอดีเลยรีบเดินดุ่มๆ ไปหาคนตัวสูงซึ่งยืนรออยู่ตรงปลายเตียง หยิบเนคไทจากมือหนามาแล้วค่อยๆ ผูกให้เขาด้วยความเคยชิน


            “ดูนะ จำไม่ได้ก็ถาม”


            “อือ” โยธาดูจดจ่อกับไทด์ในมือของผมมาก หลังผูกอย่างช้าๆ กระทั่งเสร็จจึงถามย้ำอีกครั้ง


            “พอจำได้ปะ”


            “นิดหน่อย ขอลองผูกให้มึงได้มั้ย”


            “ตัวเองยังเอาไม่รอดเลย” แต่ลองดูคงไม่เสียหาย หมุนตัวไปหยิบเนคไทจากลิ้นชักตู้เสื้อผ้าออกมายื่นให้คนตรงหน้า เจ้าตัวรับไปก่อนใช้มันสอดเข้ามาใต้ปกเสื้ออย่างเก้ๆ กังๆ


            กับคนที่ไม่เคยผูกเองว่าหนักแล้ว นี่มาผูกให้คนอื่นคงสับสนยิ่งกว่าเดิมเป็นสองเท่า


            “ผิดแล้ว อีกข้างหนึ่ง” จากก้มมองมือหนามาตลอด พอได้เงยหน้าขึ้นมองร่างกายมันก็เผลอกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ ปลายจมูกโด่งก้มลงจนแทบชิดแก้มผมอยู่รอมร่อ จะขยับตัวก็อยาก ให้เอ่ยปากพูดก็ไม่กล้านอกจากยืนตัวเกร็งไม่ต่างจากหุ่นยนต์


            “ยาก” เจ้าตัวบ่นอุบ


            “...”


            “กลั้นหายใจทำไม”


            “รู้เหรอ”


            “อือ”


            “ถอยไปหน่อยดิ ใกล้ไปอะ”


            “โอเค” แอ๊
~ ถอยไปไม่ถึงเซ็นต์ มึงจะถอยทำเพื่อ?


            “นี่แกล้งกันปะเนี่ย”


            “เรื่องอะไร”


            “ทั้งเรื่องถอยกับเรื่องผูกไทด์”


            “ก็ไม่รู้จริงๆ”


            “แค่กๆ ลืมไปปะว่าในห้องนี้มีกูอยู่ ทำอะไรนึกถึงใจกันด้วย” แล้วเสียงระฆังก็ดังช่วยชีวิตของผมไม่ให้ขาดอากาศหายใจไปซะก่อน แต่เท้าข้างหนึ่งกลับก้าวถอยหลังได้ไม่นากนักเพราะยังถูกคุณความมืดมนรั้งคอไว้ด้วยเนคไทสีกรมท่า


            “ไฟ กูมีเงินในกระเป๋าอีกนิดนึง มึงเอาไปหมดเลย แล้วช่วยหายไปจากห้องนี้ได้มั้ย”


            “นี่มึงใช้เงินซื้อกูเหรอวะ” ศึกพี่น้องเถียงกันอีกระรอก


            “เออ เอามั้ย”


            “เอา” ปุบปับไอ้เชี่ยรูมเมทพลันวิ่งดุ๊กๆ ไปคว้ากระเป๋าสตางค์แล้วเผ่นเข้าห้องน้ำแน่บ ลืมสิ้นแล้วเหตุผลของการตั้งสมาคมคุ้มครองกูในวันนั้น


            “เดี๋ยวกูทำเอง มึงมองเฉยๆ โอเคนะ” ผมพยายามดึงมือโยธาออก ทว่ามือปลาหมึกของอีกฝ่ายกลับดื้อดึงยึดไว้ไม่ยอมปล่อย


            “เฮ้ย หาเรื่องปะ”


            “ก็บอกว่าจะผูกให้”


            “มันไม่เสร็จสักทีอะ กูมีเรียนแปดโมงนะเว้ย”


            “คืนนี้ไปอ่านหนังสือที่ไหน” เปลี่ยนเรื่องเก่งงงงง ช่วงนี้ใกล้สอบมิดเทอมแล้ว แต่ละคนจึงต้องหาแหล่งซ่องสุมไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสอบเสร็จ


            “น่าจะห้องสมุดคณะอะ” ตั้งใจไปใช้หอสมุดของมอทีไรก็หาที่นั่งไม่ได้ทุกที “มาอ่านด้วยกันมั้ย”


            “นัดกับเพื่อนไว้แล้ว”


            “ไม่เป็นไร”


            “แต่ถ้าอยากกินอะไรโทรหานะ จะซื้อไปให้”


            “กูก็ซื้อเองได้มั้ยวะ มึงจะได้ไม่ต้องเหนื่อย”


            “ไม่เหนื่อย อยากทำ”


            เคยบอกว่าต่างคนต่างจีบ แต่ตอนนี้ทุกอย่างแทบไม่เปลี่ยนไปจากแต่ก่อนเลย ซึ่งผมชอบนะ ปล่อยให้มันเป็นไปตามปกติดีกว่า แต่ก็ยังมีบางอย่างที่อีกฝ่ายเปลี่ยนไปบ้าง อย่างเมื่อก่อนเวลาตั้งใจซื้ออะไรมาให้จะชอบอ้อมโลก ตอนนี้เลยยอมบอกตรงๆ ซึ่งมันเข้าใจง่ายกว่าเยอะ


            “อยากทำทุกอย่างอะมึง นี่ๆ ผูกผิดแล้ว เริ่มใหม่...ทำตามที่กูบอก”


            “ยังไง”


            “อ้อมไปข้างหลัง หลัง!” บอกหลังเสือกอ้อมหน้า สัด กวนตีนกูฉิบหาย “แล้วก็สอดตรงนี้ ตรงนี้โว้ย!


            จะเอามือมาสอดนมกูละ เดี๊ยะ จริงๆ แล้วโยธามันเป็นคนทะลึ่งตึงตังเหมือนกันนะ


            “ก็ตรงนี้ไง” เจ้าตัวตอบหน้าตาย


            “เมื่อกี้มึงจะล้วงคอเสื้ออยู่กูเห็นนะเว้ย”


            “คิดไปเอง”


            “โยนขี้เก่ง ถึงไหนละลืมหมด”


            “ตรงนี้”


            “ถ้าถึงตรงนี้ก็จับไทด์ด้านนี้ดิ”


            “โอเคๆ”


            ขณะกำลังก้มมองมือหนาซึ่งพันกันวุ่นอยู่ตรงลำคอ จู่ๆ ร่างกายพลันรู้สึกถึงความร้อนผ่าว สองตาเบิกโพลง ใบหน้าเห่อร้อนขึ้นมาซะดื้อๆ กว่าสมองจะประมวลผลว่าเกิดอะไรขึ้นผมก็ถูกคนตัวสูงกว่าโน้มหน้าลงมาใกล้ๆ แล้วใช้คมฟันของมันกัดเบาๆ บนริมฝีปากปากซะแล้ว


            แม่เจ้าโว้ยยยยยย มันกัดจริง กัดแบบหมาเลยอะ


            “ฮืออออออ”


            “เจ็บเหรอ” ถามว่าเจ็บมั้ยไม่เจ็บ แต่กูน้วย แข้งขาอ่อนระทวยไปหมด แถมตอนมันผละออกไปไทด์สีกรมท่าก็ยังบิดเบี้ยวจนดูไม่ได้


            ผมไม่เคยมีปัญหากับการผูกเนทไทในทุกเช้า ทว่าวันนี้แตกต่างออกไปเพราะมันเกือบจะผูกเสร็จแล้วเชียว


            เกือบแล้ว แต่ความจริงก็ไม่เสร็จอยู่ดี...





 

 

 

 

 

 

 


            ชีวิตปักหลักอ่านหนังสือที่ห้องสมุดคณะมาหลายวันแล้ว บางวันอยากเปลี่ยนอารมณ์ไปร้านกาแฟแต่พอดึกทีไรก็มาตายที่เดิมตลอด คราวนี้ไอ้ก้องเลยแสวงหามุมใหม่ที่เงียบสงบและผู้คนบางตาดูบ้าง ใต้ถุนตึกเคมีจึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือก คนน้อยแต่ยุงเยอะสัด ต้องขยันแบกพัดลมมาเปิดไล่ยุงถึงจะอยู่กันอย่างสงบสุขได้


            มุมที่ผมกับไอ้ก้องนั่งแทบไม่มีคนแถมเงียบประหนึ่งนั่งอยู่ในป่าช้า ไม่รู้ชาววิศวะเราแยกย้ายไปที่ไหนกันบ้าง แต่ที่แน่ๆ พี่รหัสกูอยู่ร้านเหล้ายันเช้าแน่นอนค้าบบบบบ


            “อิจฉาพี่แซมว่ะ” พักสายตาจากอ่านหนังสือผมก็มาเล่นมือถือต่อเลย


            “ทำไม อิจฉาที่พี่แม่งอยู่ร้านเหล้าเหรอ”


            “รู้ได้ไง”


            “ก็กูเพิ่งกดเลิฟไป” ฟายยยยยย ก้องเกียรติอะเนอะ รู้ทุกอย่างยกเว้นเรื่องของตัวเอง เมื่อก้มลงมองหน้าจอถึงเพิ่งเห็นชื่อเฟซบุ๊กของไอ้ก้องเด่นหราอยู่ตรงหน้า


            “กดเลิฟทั้งคณะแล้วมั้ง เห็นใครก็เลิฟไปหมด แล้วกับปิงอะต้องกดอะไร”


            “ปิงก็กดแค่ไลค์ดิ เขิน” หน้ามึงดูเขินจริงเนาะ เต๊าะเค้าตั้งแต่ตอนเป็นบัดดี้ ตอนนี้...ก็ยังเป็นแค่บัดดี้ โวะ
! “เสือกแต่เรื่องกู ของมึงล่ะคืบหน้ายังไงไหนเล่าซิ”


            “ไม่คืบ ก็เรื่อยๆ”


            “เห็นบอกว่าต่างคนต่างจีบ ไหนอะ”


            “ก็คิดไม่ออกว่าจะจีบยังไง ที่เป็นอยู่ทุกวันก็ดีอยู่แล้ว”


            “ไม่ได้ ชีวิตคนเราอะมันต้องมีโมเมนต์หวานแหววกันบ้าง ก็ถ้าไอ้โยธามันไม่เซอร์วิสมากมึงก็เป็นฝ่ายรุกจีบไปเลย”


            “รุกอยู่”


            “มากกว่านี้”


            “จะดีเหรอวะ” เจอไอ้ก้องให้คำปรึกษาทีไรตายห่าตลอดเลยว่ะ พัง พัง พัง


            “ดีดิ”


            “ทำไง”


            “มันก็เหมือนตอนมึงจีบสาวแหละ แค่เปลี่ยนเป็นผู้ชายอะ อาจจะอาสาไปรับไปส่ง”


“แต่มันมีรถอยู่แล้วนะ”


“งั้นซื้อของให้ก็ได้ จะได้เหมือนคนทุ่มเทและใส่ใจ”


“แฟนคนแรกกูซื้อตุ๊กตาโพโรโระให้อะ ไหวมั้ย”


“นี่โง่จริงหรือแกล้งโง่ เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นสิวะ หรือไม่ง่ายสุดก็พาไปเลี้ยงข้าวดูหนัง”


“อันนี้น่าสนใจ”


            “เวลาอยู่ด้วยกันต้องคีพลุคขรึมนิดนึง อย่าทำให้โยธารู้ว่าเราตื่นเต้นเพราะมัน ใจเย็นไว้...จะทำการใหญ่ใจต้องนิ่ง”


“บอกกูใจเย็นแล้วมึงแกว่งตีนทำเหี้ยไร”


ตึกตักๆ อยู่ใต้โต๊ะเนี่ย ดูเหมือนไอ้คนให้คำปรึกษาจะอาการหนักกว่าผมเยอะ


            “วี๊ดดดดด หูเพื่อนรักกูตื่นเต้นว่ะ ปิงแชตมาชวนกูไปอ่านหนังสือด้วย เชี่ย
! เชี่ย! เชี่ย!!” อยู่ในประเด็นแป๊บเดียวคนตรงข้ามก็หลุดอุทานออกมาหลังได้ยินสัญญาณแจ้งเตือนจากไลน์ “ทำไงดีวะ เพื่อนก็สำคัญแต่หญิงก็ห้ามพลาด”


            “มึงไปคืบหน้ากับเขาตอนไหน”


            “วันก่อนเอาหนมไปเทคเค้าเลยชวนไปอ่านหนังสือด้วย แต่ไม่คิดว่าจะพูดจริงอะ” สีหน้าที่เห็นอยู่ตอนนี้บอกได้คำเดียวว่าตกอยู่ในห้วงอารมณ์รักเข้าอย่างจัง


            “งั้นรีบไปเถอะ ปิงอยู่ที่ไหน”


            “ห้องสมุดคณะ แต่จะให้กูทิ้งมึงได้ไงวะ”


            “กูไม่ใช่เด็กสองขวบนะเว้ยจะไปเต๊าะหญิงก็ไป” ไอ้ก้องทำหน้าเศร้าก้มหน้าก้มตาพิมพ์ข้อความอยู่พักหนึ่งก่อนฉีกยิ้มกว้างกว่าเก่าคล้ายกับหาทางออกได้เรียบร้อย “เดี๋ยวไฟฟ้ามันจะมาอ่านหนังสือด้วย เห็นบอกขนขนมมาเพียบ คืนนี้มึงแดกจุกยันเช้าแน่นอน”


            “ผีโหยเข้าสิงเหรอ ขยับเป็นแดกตลอด” ตอนเย็นสวาปามหมูทอดไปซะเต็มเหนี่ยว จุกยันลิ้นปี่มาถึงตอนนี้


            “ไฟฟ้ากูฝากหูด้วยนะ”


            ไม่ถึงสิบนาทีคุณเดือนมหาลัยก็โผล่หน้ามาพร้อมถุงกระดาษน่ารักปุ๊กปิ๊ก ส่วนไอ้ก้องเก็บของรอนานแล้ว หลังวางใจที่ผมมีเพื่อนนั่งอ่านหนังสือด้วยมันก็ตบบ่าพร้อมเผ่นแน่บประหนึ่งเปิดแกนวาร์ปเต็มกำลัง


            “เนื้อหอมๆ ทำไงดี ตั้งแต่ได้ตำแหน่งมามีคนเทคของไม่หยุดเลยว่ะ”


            “ยังไม่ได้ถามสักคำเลย มั่นจัง ต้องอิจฉามั้ย” พูดไปก็อดกลอกตาใส่ไม่ได้ แต่ต้องยอมรับครับทุกวันนี้ที่ยังอิ่มท้องได้นั่นเป็นเพราะอานิสงส์จากความฮอตของเพื่อนล้วนๆ


            “อิจฉาเถอะ อุตส่าห์เอามาแบ่งมึงเนี่ย”


            “กราบ”


            เจ้าตัววางถุงขนมไว้ตรงหน้า ก่อนเราทั้งคู่จะตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือสลับกับยัดของกินใส่ปากไปด้วย ไม่แน่ใจว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว ทว่าความเงียบงันได้ถูกทำลายลงอีกครั้งจากการปรากฏตัวของใครคนหนึ่ง


            “มาทำอะไรที่นี่” เพื่อนตัวสูงวางปากกา เอนหลังกับพนักเก้าอี้พลางมองไปยังคนมาใหม่


            “จะมาอ่านหนังสือด้วย”


            “กูเพิ่งเจอเพื่อนมึงไป มันบอกมึงอ่านจบแล้วไม่ใช่เหรอ”


            “ก็อ่านวิชาใหม่”


            “เหอะ”


            ครั้งสุดท้ายที่คุยกับโยธาคือตอนเย็นก่อนแยกย้ายไปอ่านหนังสือกับก๊วนแก๊ง แต่ไม่คิดว่ามันจะโผล่มาเวลานี้ แถมผมยังไม่ทันอ้าปากพูดอะไรเพื่อนรักก็เล่นออกตัวแรงก่อน เออ ทำงานให้คุ้มค่ากับสมาคมที่ตั้งขึ้นมาเพื่อกูหน่อย


            “บีเกิล ขอนั่งด้วยคนนะ”


            “ดะ...”


            “มานั่งข้างกูดีกว่า กูทำโจทย์ข้อนึงอยู่แต่ไม่เข้าใจเลย มึ๊นมึนอะ” ยังไม่ทันเอ่ยตอบไอ้ไฟฟ้าก็ทำการโพล่งขัดจังหวะ แถมเจ้าตัวยังตบเก้าอี้ข้างตัวปุๆ เป็นการเชื้อเชิญ “เร็วดิ มาช่วยสอนกูหน่อย”


            “หน้าอย่างมึงมีอะไรไม่เข้าใจด้วยเหรอ”


            “ทีหน้าอย่างมึงยังตอแหลว่าอ่านหนังสือไม่จบเลย หรือจะไฝว้?”


            สาบานได้ว่าอีกห้านาทีมึงสองพี่น้องตีกันแน่นอน ผมเลยต้องช่วยห้ามทัพก่อนจบลงที่โยธานั่งลงข้างๆ ฝาแฝดของตัวเองด้วยสีหน้าไม่ต่างจากผู้เสพความตาย เหตุการณ์ดูเหมือนว่าจะสงบทว่าผ่านไปเพียงครู่ใหญ่ไฟฟ้าก็เป็นฝ่ายจุดประเด็น


            “หมา ปากมึงดูแห้งๆ นะ กินน้ำหน่อยมั้ย”


            “ฮะ?” ผมเงยหน้าสบตากับคนตรงข้าม


            “น้ำน่ะ”


            งงนิดหน่อยแต่สุดท้ายก็เอื้อมมือไปรับขวดน้ำดื่มจากอีกฝ่ายมาจิบ สักพักขนมปังโฮมเมดชิ้นหนึ่งพลันยื่นมาตรงหน้า ด้วยไม่แน่ใจว่าไฟฟ้ากำลังเล่นเกมอะไรอยู่แต่ก็ยังรับไว้พร้อมเอ่ยขอบคุณสั้นๆ


            “อยากฟังเพลงปะจะได้อ่านไปผ่อนคลายอารมณ์ไป” ยัง...ยังไม่หยุดอีก


            “เพลงไม่เพราะไม่ฟัง”


            “โอ๊ย อันนี้ให้สิทธิ์มึงเลือกเองเลย เอามือถือกูไป หูฟังก็ด้วย” แอร์พอดข้างหนึ่งถูกถอดออกมายื่นให้พร้อมมือถือ ตอนที่รับไปจะไม่เป็นไรเลยหากไม่เห็นสายตาหรี่ขวางจากมนุษย์มืดมนตรงหน้า ทำเอาเลือกเพลงไม่ถูกไปชั่วขณะ


            “ฟังเพลงอะไรดีวะ แหะๆ” กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ก่อนลอบมองคนตรงข้ามอีกรอบ ซึ่งพบว่าสายตาคู่คมนั้นยังคงจดจ้องผมอยู่ ถ้าเขมือบหัวกูได้มันคงทำไปแล้ว


            “จริงๆ มันมีเพลย์ลิสต์สำหรับฟังตอนอ่านหนังสือใน
Sound Cloud นะ”


            “จัดไป”


            “เอามือถือคืนมาเดี๋ยวเลือกให้”


            “ดูแลดีจังวะ” เอ่ยเป็นทีเล่นทีจริง แต่ไม่คิดว่าจะเห็นสายตามุ่งมั่นของคุณเดือนมหาลัย


          “อยู่กับกูไม่ต้องห่วง เพราะมึงจะถูกเทคแคร์ตลอดเวลาแน่นอน”


            “ปลื้มใจมากจ้าาาาา”


            ผมลากเสียงยาวก่อนก้มหน้าก้มตาสรุปเนื้อหาที่ต้องสอบต่อ จะเงยหน้าขึ้นมาบ้างเป็นบางครั้งแต่ไม่มีครั้งไหนที่กล้าสบตากับใครอีกคนตรงๆ เลย กระทั่งคนกลางอย่างไอ้ไฟฟ้าขอตัวไปเข้าห้องน้ำ บรรยากาศโดยรอบจึงเงียบกว่าเดิมเป็นเท่าตัว


            แม้ไม่มีสมาธิสรุปเนื้อหาเพราะจิตใจพะวงแต่เรื่องอื่น ผมก็ยังทำเนียนเขียนเนื้อหาลวกๆ ใส่สมุดไม่หยุด


            “บีเกิล”


            “ฮะๆ ว่าไงนะ” ตอนได้ยินเสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียก ผมตกใจจนแทบปาปากกาทิ้ง รีบขานรับด้วยเสียงติดๆ ขัดๆ


            “หิวมั้ย”


            “ไม่เท่าไหร่ คือไอ้ไฟฟ้ามันหิ้วของกินมาให้เยอะเลยไง”


            “ความจริงไม่ได้มีแค่ไอ้ไฟที่ทำได้”


            “...?”


          “กู...กูก็เทคแคร์ดีเหมือนกัน”


            สตันไปหลายวิก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านั้นเราเคยพูดอะไรกันไปบ้าง ผมคิดว่าผีสายละมุนต้องเข้าสิงโยธาแน่นอน ไม่งั้นมันคงไม่พูดประโยคนี้ด้วยสีหน้าแดงก่ำได้หรอก


            นี่คือโยธาที่เปลี่ยนแปลงไป หรือแท้จริงแล้วคือตัวตนของมันก่อนจะกลายเป็นคนเย็นชากันแน่ ทว่ายังไม่ทันคลายข้อสงสัยรูมเมทของผมมันก็เดินเกาไข่กลับมาที่โต๊ะซะก่อน


            “ไฟ กูจะชวนบีเกิลไปหาอะไรกิน” เดี๋ยวววว ก่อนหน้าไม่ได้คุยเรื่องนี้หนิ


            “ตอนตีสี่?”


            “อือ”


            “ตอบคำถามก่อน ถ้าไม่ผ่านไม่ให้ไป”


            ไอ้แฝดคนน้องเริ่มสร้างเงื่อนไข ยกมือขึ้นกอดอกทำหน้าไม่ต่างจากหัวหน้ามาเฟียในละคร คือมึงแม่งจะโอเวอร์แอคติ้งไปไหนวะสัด เอาสุพรรณหงส์ไปเลยมั้ย


            “เป็นพ่อเหรอ”


            “เป็นตัวแทนพ่อ เอาไง ถ้าไม่ตอบก็จะไม่ปล่อยไอ้หมาไป”


            “ถามบีเกิลยัง”


            “ใช่ๆ ต้องถามก่อน” ใต้โต๊ะนี่โดนตีนไอ้ไฟฟ้ารัวกระหน่ำเชียว ผมจึงต้องลงมาเล่นเกมปวดประสาทกับมันซะหน่อย “สรุปมึงจะเอายังไง”


            “กูยังไงก็ได้” แต่ในใจกูพร้อมออกไปกับโยธาละ เกลียดตัวเอง


            เมื่อได้คำตอบแบบเอาแน่เอานอนไม่ได้จากผม ไฟฟ้าก็หันไปซักพี่ชายมันต่อ


            “จะพาหมาไปที่ไหน”


            “เซเว่น”


            “ไปคนเดียวไม่ได้หรือไง”


            “ถ้าได้จะชวนมั้ย”


            “ยอกย้อนเหรอ”


            “อยากได้อะไรว่ามา กูมีพร้อมเพย์”


            “โยธา มึงดูปากกูดีๆ นะ เงินซื้อคนอย่างกูไม่ได้เว้ยถ้าไม่มากพอ”


            “เหอะ
!


            “พรุ่งนี้ไม่มีเรียนก็จริงแต่ช่วยพาเพื่อนกูมาส่งด้วย ไม่ใช่พาไปแล้วไปเลย”


            “เออ” เถียงกันพักหนึ่งสุดท้ายคนที่ต้องยกธงขาวคงเป็นไอ้ไฟฟ้าแล้วล่ะ


            แทบไม่มีเวลาเก็บอะไรนอกจากคว้ากระเป๋าสตางค์เดินตามคนตัวสูงกว่าไปยังลานจอดรถ โยธามันพาผมมาที่ร้านสะดวกซื้อจริงๆ ครับไม่ได้ไปไหนไกลเลย ตอนนี้เองที่คำพูดมากมายของไอ้ก้องค่อยๆ ผุดขึ้นมาในหัว เราชอบกันก็จริง จีบกันอยู่ก็จริง แต่ไม่เคยมีโมเมนต์ปุ๊กปิ๊กเลย วันนี้ป๋าเลยขอโชว์สักหน่อย


            “อยากกินอะไรหยิบเลยนะ กูเลี้ยงเอง”


            “เลี้ยงเหรอ” คนตรงหน้าขมวดคิ้ว มือหนึ่งถือตะกร้า ส่วนอีกมือกำลังนิ่งค้างอยู่บนชั้นของเวฟ


            “ใช่แล้ว น้อนโยธาอยากได้อะไรครับ”


            “อยากกินเบอร์เกอร์หมูแบบเผ็ดๆ สองห่อ”


            “มึงไม่ต้องสั่งให้กู”


            “ไม่ได้สั่งให้ กูจะแดกเอง”


            “อะ...อ้าว พูดจาไม่น่ารักเดี๋ยวกูตีนะ”


            “ตีเลย ถ้ากูเอาคืนก็อย่าร้องไห้แล้วกัน”


            “เฮ้ยอย่าโหดใส่กันดิ”


            “อยากกินอะไร” จากที่เป็นฝ่ายถาม คราวนี้สถานการณ์กลับกันซะงั้น


            “เอาเบอร์เกอร์ด้วยคน แต่ขอเป็นไก่สไปซี่ชิคๆ”


            “น้ำมั้ย”


            “เอา แต่ให้ทายว่ากูจะกินอะไร”


            “โค้ก”


            “ผิด เพราะกูแดกเป๊ปซี่”


            “เอาที่สบายใจ” ปากพูดทว่ามือยังคงหยิบขวดเครื่องดื่มออกมาจากตู้ให้


            อาจเพราะนี่เป็นเวลาที่ไม่ค่อยมีใครตื่นกันนัก ทั้งร้านจึงมีแค่เราสองคนกับพนักงานที่ยืนเกือบหลับแหล่ไม่หลับแหล่อยู่ตรงเคาน์เตอร์ ของกินที่ซื้อมีแค่ไม่กี่อย่าง หนึ่งเบอร์เกอร์ สองลูกอมรสแตงโม และสามน้ำอัดลม


            “กูจ่ายให้นะ” ไอ้ก้องบอกต้องทำตัวเป็นป๋าเข้าไว้ และผมก็ไม่อยากเป็นผู้รับเพียงอย่างเดียว


            “ไม่ต้อง”


            “มึงเลี้ยงกูบ่อยแล้ว ถือซะว่าเทคให้บัดดี้แล้วกัน”


            “กูก็เทคคืนมึงไง”


            เฮ่อ
~ สรุปต่างคนต่างจ่ายให้กัน หลังอุ่นของกินเสร็จแทนที่จะรีบเดินกลับไปยังรถ เราเลือกนั่งลงตรงขั้นบันไดหน้าร้าน มองดูวิวข้างถนนและคุยกับหมาที่นอนอยู่ข้างๆ เป็นครั้งคราว


            “ชอบบรรยากาศมอเราตอนไม่มีรถเนอะ”


            มันเงียบมาก ถนนโล่ง ไม่มีคนเดินขวักไขว่ไปมา ซึ่งนับเป็นจุดที่ไม่เคยได้เห็นนักและโรแมนติกมั่กมาก


            “โจรวิ่งราวผ่านมาคงฉิบหายกันพอดี”


            เอ่อ แต่ก็ยังมีคนขัดความโรแมนติกของกูจนได้ สัดหมา


            ผมแกะห่อเบอร์เกอร์ร้อนๆ ในมือออกมากัดคำแรก ก่อนหันไปมองคนเคียงข้างที่กำลังทำเช่นเดียวกัน ความจริงเบอร์เกอร์รสชาติมันก็เหมือนเดิมนั่นแหละ แต่ไม่รู้ทำไมวันนี้ถึงรู้สึกว่าอร่อยกว่าเดิม


            “ถามได้ปะ ครั้งแรกที่เราเจอกันมึงรู้สึกยังไง” ด้วยไม่อยากให้เงียบเกินไป ในหัวจึงคิดหัวข้อสนทนาข้อหนึ่งขึ้นมาได้


            “มึงตอบก่อนดิ”


            “ครั้งแรกที่กูเจอมึงเหรอ...ยอมรับว่าทำตัวไม่ถูก และลึกๆ ก็รู้สึกกลัวด้วยเพราะมึงชอบทำหน้าเหมือนโกรธคนทั้งโลกตลอดเวลา” โยธาหัวเราะเมื่อได้ยินประโยคยืดยาวนั้น “โบ้ยให้กูตอบละ ตามึงบ้าง”


            “กูไม่ชิน คงเพราะไม่เคยเจอใครพลังเยอะเหมือนมึงมาก่อน”


            “นี่ข้อดีปะวะ”


            “มั้ง ดีดเกินไปอะ เหมือนคนเมายา”


            “สัด”


            “ขณะเดียวกันก็สบายใจที่มีรูมเมทหน้าเหมือนหมา”


            “เหี้ยเนอะ” ผมส่งยิ้มแหยไปให้ก่อนจะถูกอีกฝ่ายยื่นมือมาบิดจมูกแรงๆ ทีหนึ่ง “เจ็บนะเว้ย”


            “ก็ตั้งใจทำให้เจ็บ”


            “ด่ากูแล้วยังมาทำร้ายร่างกายกูอีก” ปากบอกแบบนั้นทว่าใจกลับเต้นแรงด้วยความลิงโลด “โยธา”


            “อือ”


            “อะไรเป็นอย่างแรกในตัวกูที่ทำให้มึงชอบวะ”


            “เสียง เวลาโวยวายแม่งน่ารำคาญดี”


            “เอามีดมาแทงกูเหอะ”


            “แล้วมึงชอบอะไรในตัวกู”


            “มึงชอบเปย์ขนม”


            “งั้นคงชอบคนทั้งโลกแล้วมั้ง”


            “มึงเปย์เยอะกว่าคนอื่น” ให้ทายว่านี่คือความประทับใจแรกของเราจริงดิ “แต่ที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่ในเตาไมโครเวฟที่สุดก็คือตอนฝันร้าย ในฝันคืนนั้นมึงเดินจากไป แต่พอตื่นขึ้นมามันก็เป็นแค่ฝันร้าย สุดท้ายกูยังมีมึงอยู่ข้างๆ คอยปลอบว่าไม่เป็นไรซ้ำๆ”


            “คนอื่นไม่เคยปลอบเหรอ”


            “คนอื่นปลอบแต่ไม่ดีใจเท่านี้ แปลกมั้ย กับคนบางคนทำดีกับเราเหมือนกันแต่ความรู้สึกที่มีให้ไม่เหมือนกัน” ถ้าโรแมนติกหน่อยเขาคงเรียกพรหมลิขิต แต่สำหรับทั้งคู่คงเรียกได้เต็มปากว่าผีผลัก


            นั่งขำอยู่ในภวังค์ตัวเองได้ไม่นาน ร่างกายกลับรับรู้ได้ถึงสัมผัสอุ่นๆ ของฝ่ามือจากคนเคียงข้างที่ถือวิสาสะยึดมือของผมไปจับไว้แน่นจนไม่เหลือช่องว่าง


            “ทำอะไร”


            “จับมือ” เจ้าตัวตอบหน้าตาย


            “จับทำไม”


            “อยากจับ”


            “ให้แป๊บเดียวนะ”


            “วินาทีเดียวก็เกินพอ...”   


            “แต่มึงจับเกินหนึ่งวิแล้ว”


            “ก็เพิ่งรู้ว่ามันไม่พอว่ะ”


            หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า...ผมนับเลขในใจคล้ายกับตอนกล่อมตัวเองนอน


            นี่ไม่ต่างจากการพาตัวเองจมดิ่งสูงฝันหวานสักเท่าไหร่ นานเข้าผมก็ล้มเลิกที่จะนับเลขในใจแล้วจดจ้องเพียงเสี้ยวหน้าหล่อเหลานิ่งงัน ในม่านสายตาผมมองเห็นริมฝีปากเขาขยับ ได้ยินเสียงของเขาในหู และเห็นดวงตาของเขาตอนหันมาประสานสายตากันตรงๆ


            “บีเกิล ที่กูบอกว่าชอบเสียงมึงกูไม่ได้พูดเล่นนะ กูชอบฟังมึงพูด ประโยคอะไรก็ได้ ขอแค่เป็นมึง”


            “...”


            “แต่ที่ชอบสุดคงเป็นตอนถูกมึงบอกรัก”


            “อยากฟังอีกมั้ย”


            “อือ”


          “กูรักมึง”


         
“ไม่เขินเหรอ”


            “เขินจนจะบ้าอยู่แล้วโว้ย แต่คงน้อยกว่ามึง”


            ชั่วพริบตาโยธาพลันหน้าแดงจนลามไปถึงใบหู บางครั้งผมก็อยากให้เวลาหยุดที่ตีสี่ยี่สิบห้าตลอดไป มองดูเขาเขินอายและตัวเองก็นั่งหัวเราะที่สามารถทำให้คนมืดมนแสดงมุมน่ารักออกมาในที่สุด


         



 

 

 

 




            “ไอ้สัด แกล้งกันปะเนี่ย”


            “คนดวงกุดก็งี้ เซ็งฉิบหาย”


            คนล้นโรงอาหารคณะแบบนี้วิญญาณเท่านั้นที่สามารถนั่งซ้อนตักคนอื่นได้


            “ท่องคาถาไล่คนแป๊บ” พูดอย่างเดียวไม่ได้ต้องแอคติ้งล้วงมือลงไปในกระเป๋าเพื่อหาข้าวสารเสกไปพร้อมกัน ไอ้ก้องก็มองอย่างลุ้นๆ เล่นตามเกมสมกับเป็นเพื่อนตายยันวินาทีสุดท้าย


            “ไม่ต้องท่องแล้วสัด ข้างๆ บัวว่างอยู่ ขอเบียดก้นสักแป๊บมันคงไม่ไล่เรามั้ง” ผมเงยหน้ามองตามนิ้วชี้ของก้องเกียรติ โต๊ะตัวยาวเหลือพื้นที่ประมาณหนึ่ง แถมข้างๆ ยังเป็นเพื่อนแก๊งผู้หญิงภาคเดียวกันอีกเลยคิดว่าไม่น่ามีปัญหา เดินจ้ำอ้าวไปยังเป้าหมายอย่างเร็วรี่


            วิชาสุดท้ายของมิดเทอมมีสอบตอนบ่ายโมง ทุกคนต้องสแตนบายที่นี่ก่อนเผชิญชะตากรรมที่ไม่อาจเลี่ยงได้ และหลังจากวันนี้ไปเราก็จะเป็นไทกันแล้ว


            “สาวๆ สุดหล่อขอนั่งด้วยได้มั้ยครับ”


            “ไอ้เลยค่าไอ้เหี้ยก้อง”


            “แง้ๆ ใจร้ายกับใจก้องและกรรณมากเกินไป”


            “ไม่ใช่แค่มึงสองคนแต่รวมไปถึงกลุ่มมึงด้วยค่ะ” ผู้หญิงวิศวะน่ารักเยอะครับ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะอ่อนโยนกับกู ฮือ ยังดีที่เขาใจดีขยับตูดแบ่งที่ให้นั่ง


            “อยากกินอะไรมั้ย” เพื่อเป็นการตอบแทน ผมจึงเป็นฝ่ายถามสาวๆ บ้าง


            “งื้อ อยากกินไก่ป๊อป”


            “โอเค”


            “มึงจะซื้อให้พวกกูเหรอกรรณ”


            “เปล่าจ้ะ กูถามไปงั้น”


            “มีเพื่อนเหี้ยๆ แบบนี้กูประทับใจ” ถึงกับหัวเราะให้กับคำสาปส่งก่อนก้าวยาวๆ ไปต่อคิวร้านข้าวโดยไม่ลืมหิ้วไก่ป๊อปมาให้เพื่อน อยู่กับแก๊งนี้แฮปปี้ครับเพราะไม่มีใครพูดถึงเนื้อหาเตรียมสอบให้เครียดเลย ส่วนใหญ่ก็นั่งคุยเรื่องเพลง ศิลปินที่กำลังเป็นกระแส และซีรีส์สนุกสุดเหวี่ยงตามประสาทเขา


            “ขอนั่งด้วยได้มั้ย”


          ...!!


            ทุกคนเหมือนถูกคาถาเสกให้แช่แข็งเมื่อได้ยินเสียงทุ้มต่ำของคนมาใหม่ เขาตัวสูง ผิวไม่ขาวไม่คล้ำ สวมชุดนิสิตถูกระเบียบเป๊ะ บนไหล่ซ้ายสะพายกระเป๋าใบโปรด ส่วนมือขวาถือจานข้าวเอาไว้ ทำเอาใครต่อใครพากันจ้องจนตาแทบถลน


            “ได้จ้า ยะ...โยธาใช่มั้ย” เพื่อนผมหัวเราะแห้งก่อนขยับตูดให้เหลือพื้นที่ราวกับโดนของร้อน


            “อือ ขอบใจนะ”


            “มาได้ไงเนี่ย” หลังกายสูงเบียดตัวนั่งลงข้างๆ ผมเลยอดไม่ได้เอ่ยถามอย่างสงสัย เนื่องจากไม่เห็นเพื่อนในกลุ่มของมันตามมาด้วยสักคน หรือวันนี้ตั้งใจฉายเดี่ยวกัน


            “เดินมา”


            “กวนตีน?”


            “ตอบตามจริงก็ผิด”


            “แล้วนี่สอบเสร็จยัง จำได้ว่าไม่มีสอบต่อแล้วหนิ”


            “อือ มึงอะจำอะไรในหัวได้บ้าง”


            “ระดับนี้แล้ว”


            “เก่งๆ” ตอบเสียงนิ่งแบบนี้แยกไม่ออกว่าพูดจริงหรือประชดกันแน่


            เออคุยกันแป๊บเดียวลืมไปเลยว่ะว่าเพื่อนผมกำลังนั่งนิ่งอยู่ ไอ้ก้องน่ะไม่มีปัญหา คลายความหวาดกลัวไปนานแล้วหลังจากใช้ชีวิตเป็นรูมเมทจำเป็นกับโยธามาระยะหนึ่ง แต่กับแก๊งผู้หญิงที่ไม่เคยคุยกับอีกฝ่ายนี่ดิ อึ้งแดกไปละ


            “เฮ้ยทุกคนไม่ต้องกลัว โยธาไม่ได้ใจร้าย ไม่กัด”


            “กูจะกัดมึงคนแรก”


            “อูยยย ขู่ฟ่อๆ เลยนะบัดดี้” ตอนอยู่ต่อหน้าคนอื่นเป็นบัดดี้ที่แสนดี ลับหลังเหรอแทบจะฟัดปากกูยับเยิน


            ส่วนเพื่อนผมเมื่อเห็นท่าทีเป็นมิตรของคุณความมืดมนจึงค่อยๆ คลายความเกร็งเครียดลงแล้วเริ่มหัวเราะออกมาบ้าง ใช้เวลาปรับตัวครู่หนึ่งแต่ละคนก็พากันพูดจ้อไม่หยุด ก่อนคนตัวสูงจะกลายเป็นเป้านิ่งให้เพื่อนผมซักไปโดยปริยาย


            “ภาคโยธาไม่มีสอบตัวไหนแล้วใช่มั้ย”


            “ไม่มี”


            “ไม่ฉลองกับเพื่อนเหรอ ได้ข่าวว่าภาคโยธามีเลี้ยงหนิ”


            “มีตอนสามทุ่ม” เขาถามมามันก็ตอบนะครับ แต่สั้นมาก ไม่ค่อยขยายความเพิ่มเท่าไหร่ ตั้งแต่รู้จักกันมาตอนที่ได้ยินอีกฝ่ายพูดยาวสุดก็คงเป็นตอนอธิบายความรู้สึกของตัวเองให้ผมรู้เท่านั้น


            “บังอรโภชนาปะได้ข่าว”


            “อืม”


            “เราเคยคิดกับเพื่อนอยู่เลยว่าระหว่างไฟฟ้ากับโยธาใครฮอตกว่ากัน”


            “เรา” ตอบไปตักข้าวไป สักพักก็หันมาตักหมูทอดใส่จานผมไม่หยุด


            “หมูทอดไม่อร่อย” รอบแรกลองชิมดูพบว่าแม่งเหนียวมาก ซอสก็ไม่มีเรียกได้ว่าจืดสนิท แต่ก็ยังจะทำร้ายกันด้วยการตักให้ไม่หยุดอีก


            “แล้วอยากกินอะไร เดี๋ยวตอนเย็นซื้อเข้าไปให้”


            “น้ำเต้าหู้หวานเยอะ”


            “หวานปกติก็พอ จะเอาเยอะไปไหน”


            “หวานธรรมดามันไม่หวาน”


            “งอแงเป็นเด็ก”


            “เอาปาท่องโก๋ห้าบาทด้วย”


            “เดี๋ยวนี้เขาไม่ขายห้าบาทแล้ว”


            “เป็นเศร้าอะ” แล้วโยธาก็ปลอบใจผมด้วยการจิ้มหมูทอดมาให้อีกสามชิ้น เห็นแล้วลมแทบจับ คนเรามันทำร้ายกันได้ขนาดนี้เลยเหรอ ห่วงสุขภาพฟันกันบ้าง


            “อิจฉากรรณมีบัดดี้ดูแลดี บัดดี้เรานะหายหัว” จู่ๆ บัวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็หาจังหวะแซวขึ้น เธอฉีกยิ้ม มองดูแล้วละมุนจนคนมองหัวใจสั่นไหว


            “ปกติบีเกิลก็ดูแลเรา” งุ้ย พูดดีว่ะ “เช่น ยกขอบขนมปังให้”


            คนหรือปลาสวายวะสัด ตอบอะไรให้กูได้มีหน้ามีตาในสังคมบ้าง


            “ปกติไม่เคยคุยกับโยธาเพราะเห็นนิ่งๆ ไม่คิดว่าความจริงจะเป็นมิตรกว่าที่คิดเยอะเลย” ชมเปราะขนาดนี้ต้องยินดีด้วยแล้ว ยิ่งเห็นเพื่อนร่วมโต๊ะพยักหน้าเออออก็รู้สึกภูมิใจแทน ผมอยากให้คนรักโยธาเยอะๆ คนเขาจะได้เอ็นดู “ขอถามอะไรหน่อยดิ”


            “อือ”


            “โยธามีแฟนยัง”


            ตึ่ง!!


            คำถามบรรลุธรรม หนึ่งคือเราไม่เคยบอกกับใครเรื่องความสัมพันธ์ดังนั้นคนที่รู้จึงมีแค่ไม่กี่คน และสองบัวเป็นคนน่ารักแถมยังเกือบเป็นตัวแทนประกวดดาวภาคเคมีด้วย คำถามก็คือ...คิดอะไรกับโยธาปะวะ?


            “อันนี้ไม่ได้ถามให้ตัวเองนะอย่าคิดมาก แค่ถามเผื่อหลายๆ คนในคณะน่ะ”


            โล่งอกไปที...


            คนตัวสูงรวบช้อนกับส้อมไว้ที่จานหลังกินเสร็จ มันหันมามองหน้าผมครู่หนึ่งก่อนเปลี่ยนไปจดจ่อกับคนตั้งคำถามซึ่งมีสีหน้าคาดหวัง


            “ยังไม่มีแฟน แต่มีคนที่ชอบแล้ว”


            “เง้ออออ ใครอะ ความลับหรือเปล่า”


          “ถามบีเกิลดูดิ”


            ตึ่ง!!


          คิดว่าอาหารเริ่มไม่ย่อย เลยเปลี่ยนมาเกาท้ายทอย


            “กรรณ มึงรู้เหรอ” ทุกสายตาเปลี่ยนมาโฟกัสยังผม วินาทีนี้เรียกโยนขี้ให้กันโต้งๆ นอกจากไม่ช่วยแล้วโยธายังจ้องผมคล้ายกับคาดหวังในคำตอบด้วยอีกคน ส่วนไอ้ก้องไม่ต้องพูดถึงเพราะมันได้แสร้งสู่ขิตเพื่อเอาตัวรอดไปแล้วเรียบร้อย


            “ระ...รู้ แต่...” เอาไงดีวะ ที่ไม่กล้าตอบไม่ใช่เพราะความไม่ชัดเจน แต่ผมเขินโว้ยยยยย


            “เด็กคณะเราปะ”


            “คณะเราแหละมั้ง”


            “เฮ้ยยย จริงดิ”


            “หรืออยู่คณะข้างๆ วะ”


            “กรรณมึงลีลาอะ วันนี้จะได้รู้มั้ย”


            “ไม่ต้องรู้หรอก รู้แค่ว่า...”

 

            “...”


          “คนคนนั้นหวงโยธามากก็พอ”



 

หายไปนานมาก คิดถึงมากเลยค่ะ

ฮืออออออออ ยังมีใครรอเราอยู่มั้ยนะ 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11.516K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,844 ความคิดเห็น

  1. #13835 parinyadakhim (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 เมษายน 2564 / 21:12

    อะไรว่ะเนี้ยยย
    #13,835
    0
  2. #13777 Shippghost_ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 / 12:05
    วดฟ. มีการบอกเป็นนัยๆด้วยว่ะคนเราอ่ะ หึน้อนหูหมาของเราก็ยังคงขยันโป๊ะอย่างต่อเนื่องแถมยังหึงโยธาอีกต่างหากกกกง่อลลลล
    #13,777
    0
  3. #13748 pkpk30 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 23 มกราคม 2564 / 09:05
    อั๊ยยะ
    #13,748
    0
  4. #13738 qwennel (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 มกราคม 2564 / 22:54
    เรื่องนี้ทำชั้นขำมากแต่พอตอนเศร้าน้ำตาก็ไหลเช่นกัน อินไม่ไหวแล้วคุนพี่
    #13,738
    0
  5. #13729 M4TH (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 11 มกราคม 2564 / 19:39
    ไฟฟ้าคือ5555555555555555555555555555555555555555
    #13,729
    0
  6. #13672 โบราณ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 27 กันยายน 2563 / 23:19

    ชอบนิยายของคุณจิตติทุกเรื่องเลยค่ะ

    #13,672
    0
  7. #13662 ChungWila (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 12 กันยายน 2563 / 00:49
    น่ารักมากกก ค่อยๆเรียนรู้กันไปนะเจ้าเด็กกก ปลชอบไฟฟ้าและก้องมาก
    #13,662
    0
  8. #13642 Tanyapus (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 6 กันยายน 2563 / 20:14
    โอ้ยคือดีไปหมด
    #13,642
    0
  9. #13626 Liracu (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2563 / 11:41
    อยากจะแหมอ้อมจักรวาลเลยจ้าา
    #13,626
    0
  10. #13592 sailom642040 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 / 11:43
    อุ๊ย เขินแทนเลยอ่ะ
    #13,592
    0
  11. #13577 pilin/พิ'ลิน (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2563 / 19:20
    กรี๊สสสสสสส!!!!!มากกกกกเป็นเขินนนน
    #13,577
    0
  12. #13521 GAlaxzy4 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2563 / 18:04
    ล่าสุดกุเปนไบโพล่าแดก
    #13,521
    0
  13. #13513 ?new? (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2563 / 19:45

    ถามบีเกิลดูดิ หวายยยยยย เขินแทนบีเกิลวุ้ยยย

    #13,513
    0
  14. #13504 StronglyLoaom (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2563 / 20:53

    เขินนคู่นี้อ่ะเเกรรร//เค้ารักกันโอ๊ยนาทีนี้ตายอย่างเดียวค่ะอ่านไปยิ้มไปเหมือนคนบ้าเเม่ด่าเเล้ว555
    #13,504
    0
  15. #13473 pigpocket (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 02:00
    อ่านไปยิ้มไป ไปๆมาๆ ยิ้มไม่พอ กัดคอเสื้อจนยืดหมดละ บะลายมากค่าา
    #13,473
    0
  16. #13451 Sujitraaonn (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 18:39
    คนคนไหนจ้ะเจ้าบีเกิลหื้มมมม
    #13,451
    0
  17. #13416 Oseidon (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 16:04
    บอกไปเลยลูก 🤣🤣🤣
    #13,416
    0
  18. #13412 เด็กดื้อ เด็กดื้อ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 10:28

    นิพพาน

    #13,412
    0
  19. #13385 NoeyGuy (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2563 / 12:27
    โยธ๊าาาา
    #13,385
    0
  20. #13372 I_towkhwaynoi (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 / 01:43
    ดีมั่กๆๆเลยยย โอยยยยยย ตอนอ่านนี้ยิ้มหน้าบานเลยจ้าาาา สู่ขิต!
    #13,372
    0
  21. #13337 pparelypigg (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 05:10
    ฉีกยิ้มแล้วตัวเรา
    #13,337
    0
  22. #13332 ชลลี่เองจ้าาาาาาา (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 / 23:01

    สู่ลิขิตด้วยคน

    #13,332
    0
  23. #13315 Londar (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 02:59
    โอ๊ยยยยย หวงมากกกก
    #13,315
    0
  24. #13288 Apoptosis (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 02:32
    โอ๊ยยยยยย อ๋อยยยยยยยย กุมใจจจจตจ
    #13,288
    0
  25. #13260 khwjr (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 14:45
    ทว่าคือคำอะไรอ่ะ? ;—;
    #13,260
    0