วิศวกรรณโยธา - end

ตอนที่ 13 : 12 - เดินทางตามหาความทรงจำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 135,061
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9,424 ครั้ง
    3 ธ.ค. 62




12


เดินทางตามหาความทรงจำ




            [ โยธา ]


          สิ่งที่กูอยากขอก็คือมึงช่วยถามใจตัวเองอีกครั้งได้มั้ยวะว่าความรักจริงๆ ของมึงคืออะไร ที่มึงเคยบอกว่ากูพิเศษ บางทีมันอาจใกล้เคียงกับความรักแต่ไม่ใช่ความรักก็ได้นะเว้ย กูไม่เร่งเอาคำตอบ ให้เวลานานเท่าที่มึงต้องการเลย


            คำพูดในคืนนั้นทำให้ผมนอนไม่หลับ


            คืนแล้ว คืนเล่า ติดต่อกัน...


            กรรณพยายามหลบหน้า ผมเลยกลัวว่าถ้าโผล่หน้าไปหาจะยิ่งทำให้เจ้าตัวรู้สึกแย่หรือเปล่า ผมติดค้างเขาจากคำตอบที่ต่อให้หาเท่าไหร่ก็ไม่แน่ใจกับมันสักที รู้ดีแม้ปากจะบอกว่ารอได้ แต่ความกระวนกระวายใจที่ฉายออกมาจากแววตายิ่งทำให้รู้ว่าเขาต้องอดทนมากแค่ไหน


            คนรอมันทรมานผมเข้าใจดี ทว่านั่นยังไม่สามารถช่วยให้ผมหาคำตอบที่ชัดเจนกว่าเดิมได้


            “สัดเปลือง แดกขนาดนี้จ่ายตังค์มาเลยดีกว่ามั้ย” พี่นพไม่อยู่เพราะติดพันปัญหาทางบ้าน นอกจากบาร์เทนเดอร์คนประจำ ก็ยังมีบุคคลซึ่งชงเครื่องดื่มได้แย่มากอย่างนิวตันยืนสลอนอยู่ตรงเคาน์เตอร์บาร์ด้วย


            ผมควักธนบัตรแบงค์พันออกมาจากกระเป๋าสตางค์แล้วยื่นให้กับคนตรงหน้า


            “เอาไป แล้วเอาเบียร์อีกขวดมาให้กู”


            “ไม่ขายให้เด็กอายุต่ำกว่ายี่สิบ”


            “อีกไม่กี่เดือนก็ยี่สิบแล้ว”


            “ไม่ได้”


            “อย่ามาตลก ที่ผ่านมามึงแทบยัดใส่ปากกูละ”


            “โทษที แต่คืนนี้โควตามึงหมดแล้ว ไหน...มีเรื่องเครียดอะไรจะเล่าให้พี่คนนี้ฟังมั้ยครับ” ได้ยินแล้วแทบอ้วก ฟังดูเลี่ยนยังไงชอบกล


            “กูมีปัญหานิดหน่อย”


            “ทะเลาะกับตัวเอง?” ไอ้นิวเลิกคิ้วสูง เอ่ยถามอย่างรู้ทัน “ปกติมึงก็ตีกับตัวเองอยู่แล้วปะวะ”


            “ไปไกลๆ ตีนปะ”


            “กูพี่มึงนะ”


            “ขอลาออกจากการเป็นน้องสักชั่วโมงนึง” พูดไม่ทันจบประโยคดีก็โดนส่งนิ้วกลางเข้าให้ แต่ที่น่าตลกคือนิวตันมันยอมให้ผมอยู่ตามลำพังหนึ่งชั่วโมงเต็มตามที่ขอไว้จริงๆ จนกระทั่งพนักงานเก็บร้านเสร็จและทยอยกลับ ทั้งบริเวณจึงเหลือเราแค่สองพี่น้อง


            “ครั้งสุดท้ายที่กูเห็นมึงแดกหนักจนล้มทั้งยืนน่าจะเป็นตอนที่เลิกกับไอ้วาเลยมั้ง แล้วตอนนี้ใครล่ะทำให้น้องบังเกิดเกล้าเป็นหนักขนาดนี้”


            “ยุ่ง”


            “เด็กมหาลัย คู่กรณีที่เคยติดต่อ หรือจะเป็นน้องคนนั้น” ผมเงยหน้า จ้องมองริมฝีปากได้รูปของพี่ชาย


            “น้องอะไร”


            “คนที่หน้าเหมือนหมา”


            “ไม่เสือกสิ”


            “ปากบอกเป็นเพื่อนแต่การกระทำเกินไปไกลเชียว กูเป็นพี่มึงทำไมจะไม่รู้ว่ามึงคิดยังไง”


            “แล้วคิดยังไง” นิวตันเผยอปาก กลอกตาไปมาอย่างกวนประสาท ท่าทางมันน่าเตะไปไกลๆ แต่ติดแค่ว่ายังอยากรับฟังคำแนะนำจากมันต่อ


            “ยังมีหน้ามาหลอกถามกูอีก มึงเองน่าจะรู้คำตอบดีอยู่แล้ว”


            “กูไม่รู้” คนฟังขำพรืด มองผมด้วยสายตาล้อเลียน


            มันหมุนตัวหยิบเบียร์ขวดเล็กออกจากตู้ เปิดฝาอย่างคล่องแคล่วด้วยฝ่ามือและขอบเคาน์เตอร์ แม้ไอ้ที่เปิดขวดจะติดอยู่ตรงตู้แช่ทนโท่ก็ตาม แม่งชอบทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากเสมอ หรือจริงๆ แล้วเจ้าตัวคงไม่คิดด้วยซ้ำว่าอันไหนง่ายหรือยาก แค่เลือกสิ่งที่ตัวเองอยากทำเป็นพอ


            “จะว่าไปเรานี่โคตรเหมือนกันเลยว่ะ ตามหาอยู่นั่นแหละไอ้คำเดิมๆ ที่เลิกศรัทธามันไปนานแล้ว”


            “...”


            “ความจริงชีวิตที่ไม่ยึดความรักเป็นสำคัญแม่งโคตรบันเทิงเลยนะเว้ย จะคุยกับใครก็ได้ ไม่ต้องซื่อสัตย์ต่อกัน ไม่ต้องทำดี ไม่ต้องผูกมัดหรือวิตกกังวล ไม่ต้องปวดหัวตอนมีปัญหา เรื่องมากนักก็หายจากชีวิตกันไปเลย”


            เจ้าตัวว่าพลางกระดกเบียร์ในมือลงคอหลายอึกก่อนหันมาพูดต่อ


            “แต่พอมาถึงจุดหนึ่งแล้วอะ ในใจคนเรามันก็เริ่มมีความหวังเล็กๆ ขึ้นมาว่าถ้าได้ทำรู้จักกับความรักจริงๆ มันจะเป็นยังไง เราจะเป็นคนที่ดีขึ้นมั้ย หรืองี่เง่าน่ารำคาญกว่าเดิม” แอลกอฮอล์เข้าปากทีไรมันก็พล่ามแบบนี้ไม่หยุด “ลองคิดดูดิ จะดีแค่ไหนกันตอนที่เราได้แชร์ทั้งความสุข ความเศร้า และทุกเรื่องราวในชีวิตกับใครสักคน”


            “กูได้ยินมึงพูดแบบนี้ประจำ จนป่านนี้ทำไมถึงยังไม่ลองเรียนรู้มันล่ะ” หลังเงียบอยู่นาน คำถามหนึ่งพลันผุดขึ้นในหัว


            “ก็กูยังไม่เจอไง แต่มึงน่ะเจอคนที่อยากเริ่มต้นด้วยแล้วก็ต้องลองเสี่ยงดู” นิวตันตอบเสียงหนักแน่นหลังชะงักไปครู่ใหญ่


            “กูจะเสี่ยงได้ก็ต่อเมื่อแน่ใจว่ามันคือรักจริงๆ หรือเปล่า”


            “เชื่อเถอะ ไม่นานมึงจะได้คำตอบ หรือบางที...อาจมีคำตอบแล้วแค่ยังไม่รู้ตัว”


            “ถ้าสมมติ...สมมติวันหนึ่งรู้แล้ว กูต้องทำยังไงต่อ”


            ในคืนนั้นตอนที่ตัดสินใจบอกความรู้สึกกับกรรณ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหลังจากนั้นความสัมพันธ์ของเราจะเป็นยังไงต่อไป


            “นี่ถามเอาฮาปะเนี่ย”


            “หน้ากูตอนนี้เหมือนคนเล่นมุกเหรอ”


            “โยธา มึงกลัวอะไร”


            “กลัวเป็นเหมือนพ่อกับแม่”


            “...”


            “รู้ว่าตอนได้รักใครสักคนมันดีแค่ไหน แต่เมื่อคิดว่าสุดท้ายกูอาจทำให้เขาเสียใจเพราะเราต้องเลิกกัน มันก็กลัวที่จะเริ่มต้น” ได้ยินดังนั้นคนตรงหน้ายกขวดเบียร์ขึ้นดื่มต่อ สายตาครุ่นคิดทว่าอ่านไม่ออกว่ากำลังจมจ่อมอยู่กับเรื่องใดในสารบบความคิดของมัน


            “เชี่ย มีรักก็ต้องมีเลิก กูลืมนึกถึงจุดจบไปเลยว่ะ”


            ไอ้นิวยกมือลูบหน้าตัวเองอย่างปลงตก จากนั้นจึงหมุนตัวไปที่ตู้แช่ หยิบเบียร์เย็นๆ ออกมาวางตรงหน้าผมอีกหนึ่งขวด


            “เพื่อ?”


            “เกินโควตาแล้วแต่อยากแถม เป็นการขอโทษที่สุดท้ายก็แนะนำอะไรไม่ได้อยู่ดี”


            “ก็สมกับเป็นมึง”


            ขึ้นต้นมาอย่างดีแต่ลงท้ายเละเป็นโจ๊กนั่นแหละนิยามการให้คำปรึกษาของพี่ชายผม หลังพ่อแม่หย่ากัน ความคิดที่ว่าจุดจบของความรักคือการเลิกรักก็ถูกฝังลงบนหัวซ้ำๆ แม้กระทั่งตอนที่มีความกล้าพอจะเริ่มต้นอีกครั้ง ปลายทางกลับพังทลายไม่เป็นท่า


            พ่อรักแม่มาก ทำไมสุดท้ายถึงไปกันไม่รอด


            ผมรักวาริช ทำไมวันหนึ่งเขาถึงตัดสินใจทิ้งไป


            แล้วกับกรรณล่ะ? ความสัมพันธ์ของเราจะวนลูปแบบเดิมซ้ำๆ มั้ย


            ผมรู้ว่าการที่เรารู้สึกดีกับใครสักคนมันมีค่ามากแค่ไหน คงดีที่ได้แชร์ความทรงจำทั้งสุขและเศร้าร่วมกัน อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นเพื่อกันและกัน เคยคิดอย่างนั้น และก็เผลอคิดมาตลอดจนกระทั่งตระหนักรู้ถึงความจริง


            เราแค่เช่าความสัมพันธ์กันช่วงหนึ่ง ผมเลยไม่แน่ใจว่าเราจะเริ่มมันไปทำไม เพราะสุดท้ายก็ต้องแยกย้ายและจากกันไปอยู่ดี


            นี่คือความคิดที่แทรกเข้ามาในหัวระหว่างตั้งคำถามว่าความรักหน้าตาเป็นยังไง ครั้นเมื่อรู้จักรักแล้ว ผมจะมีความกล้าพอในการเริ่มต้นและไม่นึกถึงวันจากลาได้อีกมั้ย



 

 

 

 

 

 

 


            เมื่อก่อนเคยคิดว่าตัวเองรู้จักคำว่ารักดีพอ แต่เมื่อถูกบอกเลิกผมเสียศูนย์ เจ็บปวดจนค่อยๆ ชินชา


            เหนื่อยที่ต้องตามหาความหมาย จนวันหนึ่งเพิ่งรู้ตัวว่าเริ่มเข้าใกล้สิ่งที่เรียกว่ารักจริงๆ จึงเผลอหลุดปากพูดไป ก่อนจะถูกคำถามวิ่งเข้ามากระแทกความรู้สึกอีกครั้งว่ามันใช่ความรักจริงมั้ย หรือเป็นแค่สิ่งพิเศษซึ่งคล้ายคลึงกัน


            ผมไม่อยากพลาดเหมือนในอดีต แต่ช่วงเวลาที่ต้องรอว่าเมื่อไหร่จะได้คำตอบมันก็ทำให้ใครอีกคนทรมานเช่นกัน


            “โอ้โห แถวร้านข้าวราดแกงยาวฉิบหาย วันนี้กูจะได้แดกมั้ยเนี่ย”


            เสียงของเพื่อนเป็นเหมือนนาฬิกาช่วยปลุกผมให้ตื่นจากภวังค์ สองเท้าก้าวเดินตามคนกลุ่มหนึ่งไปยังโต๊ะ วางกระเป๋าจองพื้นที่ไว้ก่อนแยกย้ายไปตามร้านอาหารที่ตัวเองอยากกิน


            มีเสี้ยวหนึ่งของสายตาที่บังเอิญเห็นคนคุ้นเคยยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนผมจะกะพริบตาถี่เพื่อย้ำเตือนตัวเองอีกครั้งว่านี่ไม่ใช่ความฝัน กรรณยืนอยู่ตรงนั้น ในแถวยาวเหยียดของร้านข้าวแกง


            แม้ไม่เห็นสีหน้าของเขาชัดเจน ทว่าสองแขนและไหล่ซึ่งกำลังตกลู่ กับท่าทางการย่างเท้าที่เหมือนไม่มีสมาธิส่งผลให้คนมองอย่างผมปวดใจไม่น้อย กับคนร่าเริงสดใสแถมชอบวิ่งเต้นไปมาราวกับเด็กเปลี่ยนไปแบบนี้ คงไม่ต้องถามว่าสาเหตุมาจากใคร


            “โยธา ก๋วยเตี๋ยวมั้ย หรือจะกินข้าว”


            “...”


            “แต่ดูจากทรงแล้วร้านข้าวคนเยอะ งั้นไปต่อคิวซื้อก๋วยเตี๋ยวแล้วกัน”


            “อือ” แผ่นหลังถูกเพื่อนดันให้ก้าวเดินไปข้างหน้า ผมเหลียวหลังมองคนตัวเล็กกว่าอีกครั้งกระทั่งลับสายตา


            ในใจอยากเดินเข้าไปหา พูดคุยและถามไถ่ว่าเป็นยังไงบ้าง แต่ความจริงกลับขี้ขลาด เพราะติดค้างในคำตอบเลยไม่กล้าสู้หน้า อีกเหตุผลหนึ่งคือยังรู้สึกกลัวว่าหากเราได้คุยกันขณะที่ยังไม่ได้คำตอบ ผมจะทำให้เขาเจ็บปวดจากการคาดหวังยิ่งกว่าเดิมมั้ย


            ดังนั้นการห่างกันช่วงหนึ่งจึงอาจดีที่สุด อย่างน้อยก็ได้ทบทวนตัวเอง


            นี่เป็นอีกวันที่รู้สึกว่าอาหารกลางวันแทบไม่มีรสชาติ หรือจริงๆ แล้วลิ้นผมไม่รู้รสกันแน่ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเหตุผลไหนก็ตาม การกินข้าวแต่ละมื้อคงมีประโยชน์แค่พอประทังชีวิตไปวันๆ เท่านั้น


            “บีเกิลเป็นยังไงบ้าง”


            ผมกลับมาถึงห้องในช่วงค่ำ ตั้งคำถามกับรูมเมทอย่างก้องด้วยประโยคเดิมๆ ซึ่งมันก็ไม่เบื่อตอบกลับด้วยประโยคเดิมๆ เช่นกัน


            “มันซึมๆ ไม่ค่อยสดใส”


            “ฝากดูแลบีเกิลด้วยนะ”


            “แล้วทำไมมึงไม่ดูแลเองวะ”


            “กลัวว่าถ้าโผล่ไปตอนนี้แทนที่จะได้ดูแลกูคงทำร้ายมันมากกว่า”


            “จะแบบไหนก็เจ็บด้วยกันทั้งคู่อยู่ดี”


            “...”


            ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น ไม่รู้ควรตอบกลับยังไง แถมอีกฝ่ายก็ไม่ได้รอรับฟังคำตอบอีกนอกจากกระโดดขึ้นเตียง พึมพำราวกับคนเหนื่อยหน่ายเต็มทน


            “ความรักหนอความรัก ทำให้คนที่ปกติบ้าอยู่แล้วยิ่งเป็นบ้าหนักกว่าเดิม”


            เจ้าของร่างโปร่งถอดแว่นออกจากใบหน้า ล้มตัวลงนอนพร้อมดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมหัวราวกับไม่ต้องการให้ใครรบกวน ผมไม่รู้ว่ากรรณเล่าเรื่องระหว่างเราให้เพื่อนสนิทรู้มากแค่ไหน แต่เดาว่าช่วงเวลาที่ผมกำลังลังเล ทั้งกรรณและก้องคงรู้สึกลำบากไม่น้อยเลย


            เที่ยงคืนแล้ว ผมสับสวิตช์ไฟปล่อยให้ความมืดปกคลุมไปทั้งพื้นที่ ทว่าจิตใจยังคงว้าวุ่นข่มตาหลับไม่ได้สักที ความคิดในหัวตีกันยุ่งเหยิงระหว่างการตัดสินใจลงไปหาอีกฝ่ายหรือบอกตัวเองให้ปักหลักอยู่ที่ห้องดี นานเข้าก็ยังเลือกไม่ได้ นอกจากพลิกตัวไปมาอย่างกระวนกระวาย


            ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ผมผุดลุกนั่งบนเตียงอีกครั้ง หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เลื่อนกดไปบนรายชื่อของผู้ติดต่อซึ่งได้บันทึกเอาไว้ สายตาจดจ้องไปยังชื่อของ บีเกิลไม่กะพริบ อยากกดโทรออกใจแทบขาด สุดท้ายกลับทำได้แค่ดึงทึ้งหัวตัวเองแล้วปิดหน้าจอ


            ทุกคืนผมมักทำเรื่องบ้าบอแบบนี้เสมอ จะไปหาก็ไม่กล้า ให้โทรไปจิตใจกลับโลเล แค่ถามว่าเป็นยังไงบ้างยังพูดไม่ได้เลย มันกลัวไปหมด กลัวอย่างที่ไม่เคยรู้สึกกับใครที่ไหน นับเป็นความย้อนแย้งที่แม้แต่ตัวเองยังนึกโกรธ


            ร่างกายพลิกตัวนอนหงาย สายตาจดจ้องเพดานท่ามกลางความมืด ผมลบเขาออกจากความคิดไม่ได้ ทำยังไงก็ไม่เคยสำเร็จ


            มือถือถูกหยิบขึ้นมาอีกครั้งเพื่อกดไปที่ไอคอนตัวเดิม เลื่อนผ่านไปยังรายชื่อของคนที่ถูกตั้งเป็น Favorites เอาไว้ ผมละล้าละลังอยู่นานจนในที่สุดก็ตัดสินใจปิดหน้าจอแล้วลุกไปล้างหน้าตรงซิงก์น้ำ แทนที่กลับมานอนจะรู้สึกดีขึ้นมันกลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง


            กรรณหลับแล้ว ไม่ควรไปหาตอนนี้ กรรณหลับแล้ว...


            สะกดจิตตัวเองอยู่นาน แต่รู้ตัวอีกทีกลับพบว่ามือข้างหนึ่งได้กอบกุมโทรศัพท์มือถือไว้อีกครั้ง ผมแน่ใจแล้วว่าคงไม่สามารถผ่านคืนนี้ไปได้โดยไม่กดโทรออก จึงตัดสินใจลบเบอร์ของเขาเพื่อหวังว่าอารมณ์ฟุ้งซ่านของตัวเองจะไม่ทำลายความรู้สึกของอีกฝ่าย


            น่าตลกที่ต่อให้ลบเบอร์กรรณไปแล้วแต่ก็ยังคิดถึงเขา จำเบอร์ของเขาได้อยู่ดี


            แสงอาทิตย์มาเยือนอีกครั้ง นิ้วผมกดตัวเลขสิบหลักลงบนหน้าจอนับครั้งไม่ถ้วน ปิดและเปิดเครื่องบ่อยยิ่งกว่าหลายปีที่ผ่านมารวมกัน


          ผมไม่รู้...นี่เรียกว่ารักหรือเปล่า


          แต่ตอนไม่มีเขา ผมรู้สึกเป็นทุกข์





 

 

 

 

 

 

 




            โยธา
          ครับ
          เรา...เลิกกันเถอะว่ะ
          นี่พี่พูดอะไรเนี่ย ผมไม่ตลกนะ
          กูแค่รู้สึกว่าที่เราเป็นอยู่เนี่ย มันไม่ใช่ความรัก
          วาริช มุกแม่งไม่ฮาเลย เลิกแกล้งแล้วทำหน้าแบบนี้สักที
          มึงรู้ว่ากูจริงจังกับเรื่องนี้เสมอ
          ผมไม่เข้าใจ คือพี่เพิ่งมาพูดตอนมันผ่านมาเป็นปีแล้วเนี่ยนะ
          ก็ตอนแรกมันไม่รู้ไง
          พี่มีคนใหม่เหรอ
          เปล่า ไม่มี แค่อยู่ๆ ก็รู้สึก
          พี่รักผมมั้ย”
          “...”
          “เคยรักบ้างปะ
          รัก แต่ที่แน่ๆ แม่งไม่ใช่รักแบบที่เราเคยเข้าใจ




            “ช่วงนี้เมาบ่อยเนอะ แดกให้มันรู้ลิมิตบ้าง กูกับพี่มึงไม่อยากตามไปเก็บศพหรอกนะเว้ย”


            ความทรงจำในอดีตเลือนหายก่อนถูกแทนที่ด้วยใบหน้าและน้ำเสียงคุ้นเคยของใครคนหนึ่งซึ่งอยู่ในระยะประชิด


            วาริชทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้ทรงสูงตรงเคาน์เตอร์ ในมือถือเบียร์เย็นๆ กระป๋องหนึ่งที่มักยกขึ้นจิบเป็นบางครั้ง เขาไม่เคยเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนเลย เคยเป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้น


            “ไอ้เกล้ากลับแล้วเหรอ” ปกติถ้าเห็นวาริชถ่อลงมาจากห้อง แสดงว่าแฟนขี้หึงของมันคงกลับไปแล้ว


            “อืม ทะเลาะกันนิดหน่อย” แม้เรื่องที่เอ่ยออกมาจะแย่ แต่สีหน้าของคนพูดกลับเรียบเฉยไร้อารมณ์ ส่วนหนึ่งคงเกิดจากความเคยชินเพราะทั้งคู่ไม่ได้ทะเลาะกันเป็นครั้งแรก


            “อีกละ?”


            “ทำใจ ไอ้เกล้าแม่งกวนตีนกูเก่งสัด”


            “ทะเลาะกันแล้วมีความสุขเหรอ”


            “ตอนทุกข์ก็บ่อย แต่ใช่ว่าตอนสุขจริงๆ จะไม่มีเลยนี่หว่า” ช่วงที่คบกับผมเขาไม่เคยเป็นแบบนี้ ให้ขยายความอีกก็คือต่างคนต่างไม่ต้องฝืนเพื่อให้ความสัมพันธ์เพอร์เฟ็กต์ขนาดนั้น เมื่อก่อนผมกับวาแทบไม่เคยทะเลาะกัน ไม่สิ ไม่เคยเลยต่างหาก ซึ่งเหมือนจะดีใช่มั้ย แต่ความจริงกลับตรงข้าม


            ผมไม่ชอบปะทะ ไม่ชอบตอนที่เห็นเขารู้สึกแย่เลยเป็นฝ่ายยอมทุกอย่าง นานวันเข้าจึงเปลี่ยนเป็นค่อยๆ ตามใจ คอยวิ่งตามเขา ฝืนทำทุกอย่างที่เขาอยากทำจนเหนื่อย แต่ใจยังมองว่านั่นคุ้มค่าแล้วกับการรักษาความสัมพันธ์ให้ยังคงอยู่แม้จะรู้สึกเหนื่อยแค่ไหนก็ตาม


            “ว่าแต่มึงเถอะ เป็นอะไร” พูดเรื่องของใครอีกคนได้สักพักวาริชวกกลับมาที่เรื่องของผมอีกครั้ง สายตาที่มองมายังคงฉายแววห่วงใยอยู่


            “มีปัญหานิดหน่อย”


            “ต้องปัญหาเดียวกับที่ไอ้นิวบ่นแน่เลย”


            “เออนั่นแหละ” นิวมีเพื่อนเยอะ แต่นับที่สนิทจริงๆ มีแค่ไม่กี่คน พี่นพกับวาริชคือหนึ่งในนั้นที่เวลามีปัญหาทีไรต้องคอยรับฟังคำระบายของพี่ชายผมตลอด


            “เชื่อกู อะไรที่ข้องใจเดี๋ยวแม่งก็ค่อยๆ เคลียร์ไปเอง”


            “อือ แต่ที่รู้ๆ ผมจะเลิกสร้างความร้าวฉานให้คนอื่นแล้วนะ” เท่านั้นแหละ คนเคียงข้างรีบวางกระป๋องเบียร์แล้วปรบมือเสียงดังพร้อมทำหน้าล้อเลียนเต็มที่


            “เป็นข่าวดีที่กูได้ยินแล้วน้ำตาแทบไหลเลยว่ะ ดีมากน้องรัก เลิกๆ ไปเหอะ ร้านกูจะเจ๊งก็เพราะมึงไปก่อเรื่องเนี่ย” คงจริง มีปัญหาทีไรคู่กรณีตามมาฟาดปากผมคาร้านตลอด วันไหนเรื่องใหญ่หน่อยก็จำต้องปิดร้านชั่วคราวเพื่อไม่ให้ใครโดนลูกหลง


            “ที่ผ่านมา...ไม่ดิ จะพูดว่าไงดีวะ” รู้สึกตัวเองสับสนจนเรียบเรียงคำพูดแทบไม่ถูก “ผมตัดสินใจบอกรักใครคนหนึ่ง อือ...ผมทำอย่างนั้น ถึงไม่แน่ใจว่าคือรักหรือเปล่า รู้แค่ว่าเขาพิเศษกว่าทุกคนที่ผมเคยเจอ”


            “ก็ดีแล้วหนิ”


            “แต่วันหนึ่งเขาดันสงสัยว่าความรู้สึกพิเศษของผมมันอาจไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่าความรัก เลยต้องกลับมาหาคำตอบให้ตัวเอง โดยที่เขาได้แค่เฝ้ารอทั้งที่ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้คำตอบ”


            “งั้นถามหน่อย คนคนนี้ใช่เหตุผลที่ทำให้มึงอยากเปลี่ยนตัวเองปะ”


            “อืม แค่อยากเป็นคนที่ดีขึ้นเพื่อเขา”


            “แบบนี้ก็ชัดแล้วมั้ง มึงยังสงสัยในความรู้สึกตัวเองอยู่เหรอ”


            “คงไม่พอหรอก เมื่อก่อนตอนที่เราคบกันผมก็อยากเปลี่ยนตัวเองเพื่อพี่นะ ถึงจะมารู้ทีหลังว่าไม่ใช่ความรักแบบที่เข้าใจก็เถอะ”


            หลังเงียบอยู่นาน เราต่างจมจ่อมอยู่กับความคิดเพียงลำพัง โดยมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตรงหน้าช่วยคลายความประหม่า ปกติผมไม่ค่อยเล่าความรู้สึกลึกๆ ของตัวเองให้วาริชฟังหรอก แต่ไม่รู้ทำไมวันนี้ถึงเปิดปากบอกไปได้ ไม่เข้าใจเหมือนกัน


            “โยธา จุดเริ่มต้นของกูกับกรรณไม่เหมือนกันนะ”


            กระทั่งในที่สุดคนอายุมากกว่าเป็นฝ่ายทำลายความเงียบลง


            “ตอนนั้นเราต่างเด็กด้วยกันทั้งคู่ มึงหนีความเศร้าเรื่องแม่มาพักพิงกู ส่วนกูหนีความเจ็บจากการโดนแฟนทิ้งมาอยู่กับมึง พอลองคิดเล่นๆ ว่าตอนนั้นถ้าไม่ใช่มึงแต่เป็นใครคนอื่นกูจะตัดสินใจคบกับเขามั้ย คำตอบแม่งน่ากลัวมากเว้ยที่มันดันเป็นคำว่าใช่”


            หากเป็นเมื่อก่อนตอนได้ยินประโยคจากวาริชผมคงเจ็บจนพูดไม่ออก ผิดกับปัจจุบันที่กลับนั่งฟังอย่างหน้าตาเฉย


            “สุดท้ายพี่ก็รู้ใจตัวเองแล้วไง ถึงจะปล่อยให้ผ่านไปเป็นปีก็เถอะ”


            “ผิดกับมึงที่ไม่เคยรู้ใจตัวเองเลย มึงยังผูกติดกับกู”


            “...”


            “ลองถามตัวเองดูดิ ถ้าสมมติว่าวันนั้นมีใครสักคนอยู่เคียงข้างตอนกำลังเสียใจ ใครสักคนที่คอยลูบหลังฟังมึงปรับทุกข์และสัญญาว่าจะอยู่ข้างๆ ไม่ไปไหน มึงจะรู้สึกดีจนอยากคบกับเขามั้ย”


            ทุกประโยคของวาริชคือสิ่งที่เขาเคยทำกับผม ตอนนั้นผมอยู่แค่ ม.4 ส่วนอีกฝ่ายอยู่ปี 3 เด็กเกินกว่าจะตระหนักรู้นอกจากปล่อยอารมณ์เผลอไผลไปอย่างง่ายดาย


            ผมไม่มีคำตอบให้เขาหรอก แต่คิดอยู่ในใจลึกๆ จนกลัวว่ามันอาจ
ใช่


            ไม่ว่าใครที่อยู่เคียงข้างในตอนนั้น ผมคงเข้าใจว่ามันคือรักไปซะหมด


            “ถึงบอกไงว่าจุดเริ่มต้นของกูกับกรรณมันแตกต่าง”


            “...”


            “มึงรักกูเพราะตอนนั้นกูเป็นคนเดียวที่อยู่เคียงข้าง แต่ความรู้สึกที่มึงมีต่อกรรณมันไม่ใช่นะเว้ย มึงไม่ได้กำลังวิ่งหนีเพื่อหาใครสักคนมาเยียวยาความรู้สึก มึงอยู่ได้ด้วยตัวเอง จนได้มาเจอเขาถึงค่อยๆ รู้สึก”


            “ไม่คิดบ้างเหรอว่าผมอาจรู้สึกดีกับกรรณเพราะต้องการลืมพี่”


            “กูรู้ดีว่ามึงเลิกหวังว่าจะได้รักกับกูไปนานแล้ว ที่ยังอยู่ตรงนี้ก็เพราะยึดติดมากกว่า กูพูดถูกมั้ย”


            “อาจจะจริง”


            “ตอนเจอไอ้เกล้ากูเป็นอิสระจากทุกอย่าง ไม่ทุกข์เพราะเรื่องของมึง ส่วนมันก็ไม่ต่าง เราแค่รู้สึกต่อกันแบบจริงใจโดยไม่ต้องใช้ใครเป็นเครื่องมือเพื่อลืมอดีต”


            “...”


          “กูเลยเชื่อว่านั่นอาจเป็นความรัก และกูก็รักมันจริงๆ”


            คิดไม่ผิดที่ตัดสินใจปรึกษาเรื่องนี้กับวาริช เหมือนตัวเองได้ปลดล็อกอะไรบางอย่างออกไปทีละน้อย แม้ไม่ทั้งหมดแต่ความหนักอึ้งเหมือนคราแรกก็ได้บรรเทาเบาบางลง


            “ขอบคุณนะครับ” คนฟังกะพริบตาถี่ก่อนจะเข้าใจความหมาย


            “ไม่เป็นไร พี่น้องกัน”


            ผมมองเสี้ยวหน้าได้รูปของเขา จดจ้องการกระทำของอีกฝ่ายพร้อมกับนึกย้อนกลับไปในอดีต นานมาแล้วที่ผมใช้ชีวิตโดยผูกติดกับเขามากเกินไป กระทั่งวันที่เลิกราก็ยังมีความหวังว่าจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีก ผมเจ็บกับเรื่องเดิมๆ ซ้ำซาก


            ถูกบอกเลิก หลังจากนั้นหนึ่งปีเขาคบคนใหม่


            เหตุผลที่ไอ้เกล้าไม่ชอบขี้หน้าก็คงเป็นเพราะผมไม่สามารถพาตัวเองออกไปจากชีวิตของวาริชได้ ยังคงเรียกร้องความสนใจ ยังคงมาที่ร้าน หนักเข้าก็เริ่มทำลายความสัมพันธ์ของคนอื่น เพื่อหวังว่าเรื่องแย่ๆ ที่ก่อจะอยู่ในสายตาของเขา ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าไร้ประโยชน์


            จนวันหนึ่งถึงเพิ่งนึกได้ ผมเลิกคาดหวังว่าจะได้เขาคืน แต่ยังคงแทรกแซงเป็นมือที่สามในความสัมพันธ์ของคนคู่อื่นต่อเนื่องจากไม่เห็นเหตุผลว่าควรหยุด


            “พูดเรื่องเครียดมากพอละ แดกๆ”


            หลังจากนั้นเราต่างใช้เวลาทั้งหมดไปกับการดื่มเบียร์ ตอนแรกก็ปรามอยู่หรอกแต่ไปๆ มาๆ ดันแข่งกันยกกระดกไม่หยุด จะตื่นเต็มตาอีกครั้งก็ตอนเดินไปเข้าห้องน้ำ แต่พอออกมากลับได้ยินเสียงโวยวายดังลั่น คู่กรณีที่ผมเคยไปสร้างความร้าวฉานบุกมาถึงร้าน ท่าทางกะซัดผมซะเต็มที่แต่สุดท้ายเรื่องก็จบลงเมื่อทุกคนช่วยเข้ามาไกล่เกลี่ย


            กับเรื่องในอดีตที่เคยก่อ ผมย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้อีกนอกจากก้มหัวยอมรับ และพูดขอโทษอย่างจริงใจเท่านั้น


            วันนี้มีเรื่องหลายอย่างเกิดขึ้น กว่าจะเคลียร์ปัญหาเสร็จก็ทำเอาปาดเหงื่อไปตามๆ กัน แต่สิ่งที่ทำให้กังวลหนักกว่าเดิมคือวาริชได้บอกกับผมว่ากรรณโทรมาและเขาเป็นคนรับสาย


            แม้ไม่ได้ตอบเหตุผลกับคนเป็นพี่ว่าทำไมถึงไม่บันทึกเบอร์ปลายสายเอาไว้นอกจากรีบขับรถมายังหอ ทว่าเอาเข้าจริงผมกลับไม่กล้าเผชิญหน้ากับเขานอกจากกดตัวเลขสิบหลักแล้วกดโทรออก


            จังหวะการเต้นของหัวใจรัวกระหน่ำยามได้ยินเสียงของเขา เราพูดคุยกันสั้นมาก และผมก็โง่ที่สมองดันตื้อคิดอะไรไม่ออกเพียงแค่ได้ยินประโยค ไม่มีอะไรตอบกลับมา


            “ไปกินโจ๊กมาอีกแล้วใช่มั้ย” สองเท้าก้าวเข้ามาในเขตพื้นที่หอใน พอหยุดตรงทางเข้าก็ถูกทักทายจากคนคุ้นเคยทันที


            “ครับ”


            “ช่วงนี้เป็นไปได้ก็กลับให้เร็วหน่อยนะ ผู้จัดการหอเริ่มลงมาตรวจอย่างจริงจังแล้ว หรือถ้ากลับเร็วไม่ได้ก็ช่วยเขียนเหตุผลใหม่ที ไม่ต้องกินโจ๊กอย่างเดียว” เขาช่วยเท่าที่ช่วยได้ มีอะไรก็คอยเตือนอยู่เสมอ


            “ผมคงไม่ค่อยได้กลับดึกแล้วครับ ขอบคุณที่ช่วยเหลือมาตลอด” เซ็นชื่อและกรอกเหตุผลลงไปเสร็จ ผมยกมือไหว้ก่อนยื่นเครื่องดื่มเย็นๆ ที่แวะซื้อจากมินิมาร์ทมาให้แล้วมุ่งหน้ากลับห้องของตัวเอง


            ห้องของผมอยู่ชั้นสี่ แต่ไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่ทำไมถึงเดินมาถึงแค่ชั้นสามแถมยังหยุดอยู่ตรงหน้าห้องหมายเลขเดิมๆ ที่แสนคุ้นตา อยากเจอหน้า อยากพูดคุยกับคนที่อยู่ในห้องแต่กรรณคงหลับไปแล้ว


            มือที่ตั้งใจเคาะลงบนประตูชะงักค้างปล่อยแขนตกแนบลู่แนบลำตัวตามเดิม ร่างกายทุกส่วนนิ่งงันตรงข้ามกับความรู้สึกที่ไม่ได้นิ่งตาม ยังคงกระวนกระวายสั่งตัวเองให้กลับห้องนับร้อยรอบ สุดท้ายจึงทรุดตัวลงนั่งตรงหน้าห้องของเขาอย่างคนไม่มีทางเลือก


            รอคอยเพียงแสงสว่างจากภายนอกมาเยือนอีกครั้ง...


            05.45 น.          


            “อ้าว มาทำอะไรตรงนี้วะ” เพื่อนห้องอื่นเดินงัวเงียผ่านมา เดาว่าคงเพิ่งกำลังตื่นได้ไม่นาน


            “โทษที เมื่อคืนเมา”


            “ได้นอนปะเนี่ย ตาคล้ำเชียว”


            “นอนดิ”


            โกหกไปแบบนั้นก่อนชันตัวขึ้นแล้วเดินจากไป





 

 

 

 

 

 


           


            ตั้งแต่วันที่เจอกรรณในลิฟต์คณะ ไปจนถึงวันที่ต้องดูแลเนื่องจากเขาป่วยจนตัวร้อน ในหัวก็กลับมาหนักอึ้งยิ่งกว่าเก่าเพราะความคลุมเครือทางความสัมพันธ์ ต่อให้ปรึกษาคนโน้น ถามคนนี้ กระจ่างขึ้นมานิดหน่อยแต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด


            ดังนั้นระหว่างที่คนตัวเล็กกว่าผล็อยหลับไป ผมจึงตัดสินใจขับรถกลับไปที่บ้านเพื่อเจอกับใครคนหนึ่ง




           
โยธา ถึงเวลาลูกต้องเลือกนะว่าจะอยู่กับใคร
          ผมไม่เลือกได้มั้ยครับ พ่อกับแม่อยู่ด้วยกันเหมือนเดิมไม่ได้เหรอ
          โยธา...
          แล้วถ้าผมเลือกพ่อล่ะ แม่ก็จะไม่มาหาผมแล้วใช่มั้ย
          แม่ยังมาหาเมื่อลูกต้องการ เรายังเจอกันได้ตลอด
          แต่ผมยังอยากเจอแม่ทุกวัน
          ลูกก็ต้องเลือกแม่
          ผมไม่อยากเลือก ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเลือก
          ถ้าลูกไม่เลือกพ่อก็จะไม่ยอม แม่รักโยธานะ ยังอยากกินข้าวด้วยกัน และอยากนอนกอดลูกทุกคืน
          งั้น...งั้นผมให้แม่เลือกได้มั้ย ผมกลัวว่าถ้าพูดไปพ่อจะเสียใจ
          ได้สิ




            ผมเข้าไปซ่อนในตู้เสื้อผ้าแล้วคนที่เปิดมันออกมาก็คือแม่ กับเด็กอายุเพียงสิบขวบไม่เข้าใจหรอกว่าเหตุผลอะไรที่ทำให้ผู้ใหญ่สองคนเลิกรากัน ผมรู้แค่ว่าพ่อกับแม่อยู่ด้วยกันไม่ได้แล้ว แม่ร้องไห้ทุกวัน ส่วนพ่อก็ทำงานอย่างหนักเพราะบอกผมอยู่ตลอดว่าอยากหาเงินให้ได้เยอะๆ ชีวิตจะได้ไม่ลำบาก


            เรามีเงิน มีทุกอย่าง ขาดอยู่อย่างเดียวคือความรักของคนเป็นผู้ใหญ่


            หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป วันที่กลัวมาถึงอย่างรวดเร็ว ทั้งคู่ตัดสินใจตกลงกันเองในครอบครัวเพราะไม่อยากให้เกิดปัญหา นิวตันอยู่กับพ่อ ส่วนผมกับไฟฟ้าเป็นเหมือนสิ่งของที่พวกเขายื้อแย่งกันไปมา แม่ไม่เห็นด้วยที่จะแยกเราฝาแฝดออกจากกัน แต่พ่อก็ไม่ยอมเพราะทิฐิ สุดท้ายแม่จึงต้องเป็นฝ่ายเลือก


          แต่เธอไม่ได้เลือกผมอย่างที่เคยพูดเอาไว้


         


          โยธา แม่ไปก่อนนะ
          ...
          ให้แม่กอดได้มั้ย
          ทำไมแม่ไม่เลือกผม
          ‘…’
          ทำไมถึงไม่เลือกผม ทำไม...




         
ความรู้สึกของการไม่ถูกเลือกเป็นแผลในใจที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่วันนั้น ถึงแม่จะไม่ได้ย้ายไปไกลต่างเมืองแต่ไฟฟ้าก็ต้องย้ายโรงเรียนอยู่ดี ผมรู้ว่าแม่กับพ่ออยากให้ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิมที่สุดด้วยการพาลูกๆ แวะเวียนมาหากันและกันอยู่บ่อยๆ ทว่าลึกๆ ทุกคนต่างรู้ดีว่าไม่มีอะไรเหมือนเดิม


            ผมกลายเป็นคนกลัวการเริ่มต้นความสัมพันธ์ หลังร้องไห้จนตาแทบถลน ชักดิ้นชักงอกับพื้นเพื่อหวังว่าพวกเขาจะเห็นใจกลับมาอยู่ด้วยกันอีก เพราะเคยคิดแบบเด็กๆ ขึ้นชื่อว่ารักคนนี้มันก็ต้องแค่คนนี้ดิวะ คำว่าตลอดไปนี่แม่งโรแมนติกสัดๆ แต่พอมาเห็นคนที่รักกันฉิบหายเริ่มทะเลาะจนบ้านแตก


          นับจากนั้นผมก็ไม่เคยศรัทธากับความรักอีกเลย


            ถึงตอนนี้ ร่างกายของผมคงมีบาดแผลที่มองไม่เห็นอยู่เต็มไปหมด แผลที่เกิดจากพ่อกับแม่ แผลของการไม่ถูกเลือก แผลจากรักครั้งแรก แผลซึ่งเกิดจากการสร้างความร้าวฉานให้คนอื่น ผมแค่หวังว่ามันจะหาย...ในสักวัน


            “อ้าว ทำไมวันนี้กลับมาที่บ้านล่ะ”


            ภาพในอดีตมักกลับมาฉายชัดเสมอเมื่อผมกลับมายังบ้าน บ้านหลังเดิมที่เคยอยู่อาศัยตั้งแต่เล็กจนโต พ่อนั่งอยู่ตรงห้องนั่งเล่น ในมือถือแท็ปเล็ตเครื่องประจำของเขา


            “พอดีเบื่อๆ เลยอยากกินข้าวกับพ่อ”


            “อย่างแกเนี่ยนะ” พ่อหัวเราะ แค่สังเกตแววตาก็รู้ได้ทันทีว่าเขามองผมออกอย่างทะลุปรุโปร่ง


            พ่ออายุห้าสิบกว่าแต่ยังทำงานทั้งที่ควรเกษียณออกจากบริษัทเอกชนที่ทำอยู่ได้แล้ว ลูกสามคนไม่ค่อยอยู่บ้าน แกเลยบ่นเหงาบ้างแต่ก็ให้อิสระทุกคนได้เลือกเส้นทางและใช้ชีวิตของตัวเอง


            ตั้งแต่เกิดจนโตผมอยู่กับพ่อมาตลอด สนิทกับเขามากกว่าแม่หลายเท่า พ่อใจดีแต่บ้างาน ขณะที่แม่เจ้าระเบียบแต่มักเลือกทำสิ่งที่ตัวเองมีความสุข ความคิดของทั้งคู่ต่างกันมาก ตอนแต่งงานกันใหม่ๆ ย่าเคยเล่าให้ฟังว่าใครต่อใครต่างคิดว่าคงไปกันไม่รอดแน่นอน ซึ่งก็ไม่รอดจริงๆ


            “ช่วงนี้เป็นไงบ้างพ่อ งานหนักมั้ยครับ” ผมนั่งลงตรงโซฟาข้างเขา มองดูหน้าจอแท็ปเล็ตซึ่งมีเกมฝึกสมองปรากฏอยู่เลยอดแปลกใจไม่ได้ ปกติเห็นหมกมุ่นแต่เรื่องงานซะเป็นส่วนใหญ่


            “ก็เรื่อยๆ”


            “เดี๋ยวนี้เล่นเกมกับเขาด้วยเหรอ”


            “ผ่อนคลายความเครียดบ้าง” เขาวางสิ่งที่อยู่ในมือลงกับโต๊ะ ก่อนลุกขึ้นเดินไปยังมุมครัวซึ่งมีอาหารที่แม่บ้านทำทิ้งไว้อยู่ตรงเคาน์เตอร์


            “เอากับข้าวไปอุ่นไป”


            “ต้องอุ่นยังไง” ผมย้อนถามขณะนั่งอยู่ตรงโซฟา


            “ไม่ค่อยกลับบ้านก็เป็นซะอย่างนี้ หัดทำเองจะไม่เป็นอยู่แล้ว” พ่อส่ายหัว เดินไปยังมุมหนึ่งของครัวซึ่งมีไมโครเวฟเครื่องจิ๋วอายุอานามหลายปีวางอยู่ตรงนั้น


            “ช่วงนี้ไฟฟ้ากลับบ้านบ้างมั้ยครับ”


            “กลับบ่อยกว่าแกแล้วกัน”


            “หิวข้าวหรือยัง” ผมส่ายหัวเป็นคำตอบ เขารู้ว่าการกลับมากินข้าวก็แค่ข้ออ้าง ถ้าไม่แบกปัญหามาเล่าให้ฟังก็คงกลับมาเพื่อซุกหัวนอนตอนคู่กรณีบุกไปหาเรื่องที่บาร์จนอยู่ไม่สุขซะมากกว่า “งั้นออกไปเดินเล่นด้วยกันหน่อยมั้ย”


            “ครับ”


            ตอนยังเด็กผมกับพ่อชอบเดินเล่นไปรอบๆ หมู่บ้าน บางครั้งซื้อว่าวมาเล่นตรงพื้นที่ส่วนกลาง โตขึ้นอีกหน่อยก็หันไปเล่นโดรนบังคับ แต่วันนี้เราไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นนอกจากเดินรับลมไปเรื่อยๆ


            “หน้าเครียดๆ มีปัญหาอะไรอยากเล่าให้ฟังมั้ย” เขาเป็นทั้งพ่อ เป็นเพื่อน เป็นที่ปรึกษาและผู้ฟังที่ดีเสมอ นับตั้งแต่แม่จากไป พ่อจึงกลายเป็นทุกอย่างในชีวิตของผม


            “พ่อ จริงๆ แล้วความรักคืออะไร”


            สองเท้าเดินไปข้างหน้า เราต่างไม่สบตากันตรงๆ แต่กำลังกวาดมองบรรยากาศโดยรอบแทน ครู่หนึ่งหลังเอ่ยคำถามชวนอึดอัด สองหูพลันได้ยินเสียงหัวเราะดังมาตามลม


            “แกถามคำถามนี้กับคนที่ถูกความรักทอดทิ้งมาเป็นสิบปีเนี่ยนะ”


            “แล้วตอนนั้นที่เคยมี หน้าตามันเป็นยังไง”


            “เป็นหน้าแม่แกมั้ง”


            ผมถึงกับขำพรืดออกมา จำได้ว่าเมื่อก่อนเคยเปิดอัลบั้มรูปตอนเด็กดู เห็นรูปครอบครัวแบบพร้อมหน้ามีทั้งพ่อกับแม่ นิวตัน ไฟฟ้า และผม เรายืนอยู่หน้าบ้าน บนใบหน้ามีรอยยิ้มกว้างๆ ซึ่งรับรู้ได้ถึงความสุขที่ส่งผ่านมาทางสายตา


            มาถึงตรงนี้คงย้อนกลับไปทำแบบในอดีตไม่ได้อีก ทุกคนล้วนมีชีวิตเป็นของตัวเอง แม่แต่งงานใหม่และย้ายไปอยู่เมืองนอกนานแล้ว แถมยังมีลูกสาวน่ารักอีกหนึ่งคน ผมเคยเจอน้องสาวครั้งหนึ่งตอนเธอมาเที่ยวที่ไทยกับแม่และครอบครัวใหม่ เป็นลูกครึ่ง ตาสีน้ำตาลอ่อน น่ารักน่าชังจนใครก็เกลียดไม่ลง


            ผมแค่สงสารพ่อ ในตอนที่ทุกคนเริ่มใหม่ เขากลับเป็นคนเดียวที่ติดอยู่กับอดีต ไม่มีความรัก ไม่คิดแต่งงาน มีแค่ลูกกับงานที่เหลืออยู่


            “ยังรักแม่อยู่เหรอ”


            “ยังเหมือนเดิม แปลกนะ...”


            “...”


            “บางทีกว่าเราจะเห็นค่าของมัน ความรักก็จากเราไปแล้ว”


            “พ่อผ่านมันไปได้ไงตอนที่ทุกอย่างพังไม่เป็นท่า”


            “ก็แค่เคารพอดีตที่ตัวเองเคยเลือก ถึงมันจะทำให้ชีวิตในตอนนี้รู้สึกผิดพลาดแค่ไหนก็ตาม” พ่อเคยเลือกงานมากกว่าแม่ วันนี้ถึงเขาจะคิดถึงอดีตที่เคยมีทว่าก็ยังรับรู้ได้ว่าพ่อยอมรับผลทุกอย่างของมัน


            “เมื่อไม่นานนี้ผมบอกรักใครคนหนึ่ง” คนฟังชะงักเท้า หันมามองผมครู่หนึ่งก่อนเบี่ยงสายตากลับไปโฟกัสยังทางข้างหน้าขณะเท้าเริ่มขยับตามเดิม


            “แล้วเขาบอกแกว่ายังไง”


            “เขาเองก็รักผม แค่ยังไม่มั่นใจว่าความรักสำหรับผมที่มีให้เขามันใช่รักจริงๆ หรือเปล่า และผมก็เหมือนคนเห็นแก่ตัวที่ไม่รู้คำตอบแต่ยังยื้อเขาไว้ บอกให้เขารอทั้งที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่”


            “ทำไมถึงยื้อ”


            “เพราะผมอยากมีเขาอยู่”


            “แค่เหตุผลของการอยากมีมันก็น่าจะเพียงพอแล้วนะ” ผมรับฟังอย่างเงียบเชียบ “แปลกดีที่ปกติแกเล่าทุกอย่างให้พ่อฟังยกเว้นเรื่องความรัก คนก่อนกว่าจะรู้ก็ตอนที่เลิกกันไปแล้ว ทำไมตอนนี้ถึงพูดได้ล่ะ”


            “ผมไม่แน่ใจ ความรู้สึกมันไม่เหมือนกัน คนก่อนเข้าใจว่ารักไปเต็มๆ แต่เหนื่อย วิ่งตามอยู่ฝ่ายเดียวเอาใจอยู่ฝ่ายเดียว แต่กับคนนี้ไม่ต้องพยายามอะไรก็รู้สึกเข้ากันได้ทั้งที่นิสัยโคตรต่างกัน เหมือนกับ...สบายใจที่จะอยู่”


            “...”


            “แต่ผมแค่กลัว...กลัวว่าวันหนึ่งได้ครอบครองแล้วมันจะหายไป กลัวทำทุกอย่างพังหมด” เท้ายังคงย่ำไปข้างหน้า สองมือกำเข้าหากันแน่น เค้นเสียงออกมาอย่างยากลำบาก “มันเคยพังไปแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ผมเลยไม่อยากเสียเขาไป”


            “เขาเป็นคนยังไง”


            “ตรงสเป็กผมทุกอย่าง”


            พ่อหัวเราะลั่นราวกับถูกใจประโยคที่ผมพูดซะเต็มประดา วันนี้มีแต่ประโยคชวนหัวเราะอยู่เต็มไปหมด


            กรรณเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา เขาแตกต่างจากคนอื่น ครั้งแรกที่เจอกันผมค่อนข้างรำคาญเวลาที่เห็นอีกฝ่ายยุกยิกจนอยู่ไม่สุข ชอบถามโน่นถามนี่ ชอบเข้าหาอย่างจริงใจ กว่าจะรู้ตัวว่าถ้าวันไหนไม่ได้เห็นท่าทางแบบนั้นคงนอนไม่หลับไปทั้งคืน


            “สดใส ใจดี บางทีก็ตลกบ้างไม่ตลกบ้าง เขากินเก่งมากนะพ่อ มีอะไรยัดลงกระเพาะหมด ถึงจะเจอกันไม่นานแต่ผมชอบอยู่กับเขาเพราะรู้สึกได้รับการเติมเต็มอะไรบางอย่างที่ชีวิตไม่เคยมี อยากทำอะไรดีๆ เพื่อเขา อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนที่ดีขึ้นก็เพราะเขา”


            ผมหยุดพูดเพื่อกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนเอ่ยประโยคต่อมาอย่างใจคิด


            “แต่กลับต้องหยุดความอยากเหล่านั้นเพราะความกลัว”


            “โยธา ความรู้สึกมนุษย์มันซับซ้อน เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ขอแค่แกมีความสุขในสิ่งที่ตัวเองเลือกในวันนี้พ่อว่ามันก็พอแล้วนะ”


            “พ่อคิดว่าอย่างนั้นเหรอ”


            “อืม ในเมื่อมีความสุขก็เพราะเขา ทุกข์ก็เพราะเขา ชอบในข้อดีของเขา ยอมรับได้กับข้อเสียที่เขามี นี่แหละที่บ่งบอกชัดเจนว่าคนคนนี้สำคัญแค่ไหน”


            “...”


            “ถ้าคำว่ารักมันเป็นปัญหากับแกมากนักก็อย่ายึดมันเป็นทั้งหมดสิ มองแค่ว่าถ้าตอนนี้ไม่มีเขาในชีวิตเราแล้ว โลกมันจะเศร้าแค่ไหนกัน”


         
ดวงอาทิตย์ค่อยๆ ลับขอบฟ้า ความมืดคืบคลานปกคลุมก่อนที่แสงไฟบริเวณถนนหมู่บ้านจะเข้ามาแทนที่ช่วยให้เราเดินไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่น ผมได้รับกุญแจดอกหนึ่งจากพ่อที่ช่วยปลดล็อกความรู้สึกสงสัยอีกอย่างหนึ่งออกไปจนได้


            “ให้บอกเคล็ดลับในการใช้ชีวิตของพ่อให้ฟังเอามั้ย”


            ผมมองหน้าคนพูดแล้วจดจ่อกับสิ่งที่กำลังได้ยิน หลังใช้เวลาว่ายอยู่ในภวังค์ของตัวเองอยู่นาน


          “อย่ากลัวอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ให้กลัวปัจจุบันที่แกไม่ได้ทำดีกว่า”


            “เข้าใจแล้ว ผมขอกอดพ่อได้มั้ย”


            ไม่รอให้ตอบสองแขนก็โอบรัดคนอายุมากกว่าเอาไว้แนบแน่น เมื่อก่อนผมตัวเล็กมาก เวลาถูกพ่อกอดทีไรมักรู้สึกอบอุ่นเสมอ แต่หลังเวลาผันผ่านไปนับสิบปีกลายเป็นว่าผมต้องเป็นฝ่ายให้ความอบอุ่นกับเขาแทน


            “นี่ฉันได้เจ้าโยธาตอนอายุสิบขวบกลับมาแล้วเหรอเนี่ย”


            “ผมก็ยังสิบขวบอยู่นี่ไง”


          ความรู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปในอดีต ตอนที่แม่ไม่เลือก ตอนกำลังร้องไห้จะเป็นจะตายแต่ยังดีที่ถูกพ่อโอบอุ้มเอาไว้ด้วยสองแขน ภาพในวันนั้นชัดเจนขึ้นมาอีกครั้งหลังหลงลืมทุกอย่างไปเพราะวัยที่เติบโต





 

 

 

 

 

 




            “ฉลองให้ไอ้ไฟฟ้าครับ”


            เกร้ง!


            “ฉลองให้ตำแหน่งเดือนมหาลัย”


            เกร้ง!!


            “ฉลองให้กับวันอยากจะแดกที่กว่าจะรวมตัวกันได้แม่งลำบากฉิบหาย”


            เกร้ง!!!


            บรรยากาศของกลุ่มเพื่อนหลังนัดรวมตัวกันที่บังอรโภชนาเต็มไปด้วยความคึกคัก ทั้งเครื่องดื่มและของกินเล่นถูกสั่งมาไม่อั้น เดิมทีผมไม่อยากมาหรอก ฉลองให้กับไอ้ไฟฟ้ามากสุดที่ผมทำได้ก็แค่นั่งกินข้าวร่วมโต๊ะ แต่เหตุผลเดียวที่โผล่มาอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายแบบนี้ก็เป็นเพราะไอ้มนุษย์ดุ๊กดิ๊กเหมือนหมาบีเกิลข้างๆ นี่ไง


            “อย่ากินเยอะ” ผมรีบปรามทันทีที่เห็นมือบางคว้าแก้วเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ขึ้นมาจิบ


            “รู้แล้วน่า”


            “วันนี้กลับด้วยกันนะ”


            “กูมากับก้อง”


            “เดี๋ยวกูขอก้องเอง” ยังไม่ทันหาโอกาสขออย่างจริงจัง หลังจากนั้นไม่ถึงชั่วโมงรูมเมทคนปัจจุบันของผมก็ลากเสียงยานคางออกคำสั่งกึ่งขอร้อง


            “นี่โยธา ถ้าหูมันไม่ไหวพากลับด้วยนะ เพราะกูคิดว่ากูก็ไม่ไหวเหมือนกัน”        


            ผมพยักหน้าเป็นคำตอบให้ เพราะคาดหวังว่าวันนี้จะบอกความรู้สึกที่ตามหามานานกับเขา กรรณไม่จำเป็นต้องรออีกแล้ว และผมก็เข้าใจความรู้สึกได้ชัดเจนอย่างที่พ่อบอก


            ถ้าโลกนี้ไม่มีเขาแล้ว ชีวิตของผมมันจะเศร้าแค่ไหนกัน


           
 ( Rrrr - - Rrrr - - )


            โทรศัพท์สั่นครืด ฉุดให้ผมละสายตาจากเสี้ยวหน้าเล็กกลับมายังหน้าจอมือถือซึ่งปรากฏชื่อของวาริชอยู่ หลังกดรับสายและคุยกันได้ไม่นานก็จำต้องผุดลุกพลางบอกกับกรรณอย่างเลี่ยงไม่ได้


            “บีเกิลเดี๋ยวกูมานะ”


            ใจของผมเจ็บไปหมดยามถูกมือบางคว้าเอาไว้ พร้อมทำสายตาเว้าวอนจนคนมองแทบล้มทั้งยืน


            “สำคัญมากมั้ย ไม่ไปไม่ได้เหรอ”


            “ที่ร้านมีปัญหานิดหน่อย”


            “งั้นกูขอไปด้วยได้ปะ”


            “อยู่ที่นี่ก่อนเดี๋ยวกูมา”


            ปัญหาที่ว่าเกิดจากผมโดยตรงแต่ไม่อยากให้กรรณรู้สึกแย่ คู่กรณีที่เคยยกพวกมากระทืบผมคาผับบุกไปที่บาร์อีกครั้ง เพราะตัดสินใจว่าอยากจบทุกอย่างและยอมรับผลที่ตัวเองเคยก่อจึงต้องเร่งรุดไปอย่างรวดเร็วโดยฝืนไม่หันไปมองคนข้างหลังอย่างสุดความสามารถ


            ยังดีที่เรื่องจบลงหลังผมก้มหน้ายอมรับความจริงและเอ่ยขอโทษ แม้แรกๆ อีกฝ่ายจะไม่อยากฟังก็ตาม


            เมื่อก่อนเคยคิดว่าตัวเองแม่งไม่ผิดอะไรเลยที่ทำให้คนสองคนที่แม้จะไม่รักกันแล้วเลิกกันเร็วขึ้น ทว่าการก้าวเข้าไปในความสัมพันธ์ของคนอื่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องอยู่ดี


            ลองคิดดู หากวันหนึ่งมีคนก้าวเข้ามาเป็นบุคคลที่สามในความสัมพันธ์ของผมกับกรรณ ต่อให้เขาไม่รักผมแล้ว มันก็เป็นเรื่องน่าเจ็บปวดอยู่ดี เริ่มก็เพราะเขา จบก็ควรเป็นเขาไม่ใช่คนอื่น


            “เคลียร์แล้วก็สบายใจไปอีกเปราะ”


            ไอ้นิวปาดเหงื่อออกจากหน้าผากหลังคู่กรณียอมจบเรื่องทุกอย่างลง โดยไม่มีการชกต่อยหรือใช้กำลัง


            “งั้นผมไปก่อนนะ” รีบบอกกับคนเป็นพี่ก่อนได้รับสายตาสงสัยกลับมา


            “ไม่อยู่ต่อวะ ไม่กี่ชั่วโมงร้านก็ปิดแล้ว”


            “จะรีบไปหากรรณ”


            “จ้า”


            “งั้นเดี๋ยวกูไปส่งที่รถ” วาริชอาสาผมเลยไม่ขัด ระหว่างเดินไปยังลานจอดรถมีหลายอย่างที่อยากบอกเขา สิ่งหนึ่งที่คิดออก ณ ขณะนี้เลยก็คือ...


            “ขอบคุณมากนะครับที่ช่วยผมทุกอย่าง”


            “เฮ้ย กูเต็มใจ มึงเป็นน้องในเมื่ออยากเป็นคนที่ดีขึ้นกูก็ต้องสนับสนุนอยู่แล้ว”


            ระยะทางจากในร้านมาถึงรถยนต์ไม่ไกลเลย แค่ครู่เดียวสองเท้าก็หยุดชะงัก คิดว่าหลังจากนี้อาจไม่ค่อยกลับมาที่ร้านบ่อยๆ นอกจากต้องเคลียร์ปัญหาค้างคา ส่วนที่เหลือคือการจัดการชีวิตตัวเองหลังจากนี้


            “คิดอยู่ตลอดว่าการมาที่บาร์คือการผูกติดกับใครสักคนที่อยู่ในนั้น แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นแล้ว ผมไม่ได้ผูกติดกับใคร ไม่ต้องการเรียกร้องใดๆ แค่อยากออกไปใช้ชีวิตแบบที่เป็นตัวของตัวเอง”


            “...”


            “ผมจะย้ายออกนะ คุยกับไอ้นิวแล้วด้วย ห้องที่ว่างคงเปิดให้เพื่อนที่ทำงานมันเช่าแทน”


            “ถ้ามึงตัดสินใจแล้วกูก็ไม่ขัด แต่ว่างๆ ก็กลับมากินเบียร์ด้วยกันได้อีก”


            “ครับ”


            “โยธา ขอโทษนะเว้ยที่สร้างบาดแผลในใจให้มึงไว้เยอะเลย”


            “ไม่เป็นไรครับ เพราะผมก็สร้างแผลในใจให้พี่เยอะเหมือนกัน”


            “งั้นหายกันนะ”


            “อือ”


            “รีบไปเถอะ” ถึงจะบอกแบบนั้น ทว่าผมกลับยืนนิ่งไม่ขยับไปไหนนอกจากประสานสายตากับคนตรงหน้า เลือกเปิดปากเอ่ยสิ่งที่อัดแน่นอยู่ในใจให้เขาฟังต่ออีกหน่อย


            “เมื่อก่อนผมเคยสงสัยว่าทำไมพี่ดูไม่เจ็บปวดกับการเลิกราของเราเลย ตอนนี้ผมเพิ่งเข้าใจเพราะไม่ได้เจ็บปวดกับมันอีก”


            “กูถึงบอกไงว่าใครก้าวผ่านอดีตได้ก่อนชนะ”


            “คงจะจริง”


            มือปลดล็อกกุญแจรถ เปิดประตูและแทรกตัวลงไปนั่งหลังพวงมาลัย ก่อนปิดจึงไม่ลืมบอกความรู้สึกสุดท้าย เป็นความรู้สึกที่อยากเล่าให้คนที่เคยเป็นทั้งหมดในชีวิตของผม ณ ช่วงเวลาหนึ่งฟัง


            “วาริช...”


            “หืม”


            “ตอนนี้ผมอาจจะแพ้ที่ผ่านมันไปช้ากว่าพี่หลายปี แต่ในที่สุดผมก็ผ่านมันไปได้แล้ว ผมไม่รู้สึกเจ็บเพราะพี่อีกแล้ว”


            ไม่มีคำตอบใดเอ่ยออกมาจากปากของอีกฝ่าย ที่รับรู้ได้มีเพียงสิ่งเดียว คือรอยยิ้มที่แสนยินดีจากคนเป็นพี่ชายเท่านั้น



 

 

 

 

 

 

 

 


            “ค่อยๆ นอนลง เจ็บตรงไหนมั้ย”


            “ฮือ...” เขาร้องไห้แต่ดันส่ายหัวสลับกับพยักหน้าจนผมเอ็นดู เลยเอื้อมมืดลูบหัวเจ้าบีเกิลเป็นการปลอบใจจนกว่าจะคลายความตื่นกลัว


            ระหว่างทางขับรถ มีเบอร์แปลกติดต่อเข้ามาหลายครั้ง พอกดรับถึงรู้ว่าเป็นเสียงของไอ้เกล้า คราแรกตั้งใจตัดสายทิ้งแต่เมื่อได้ยินชื่อของกรรณที่อีกฝ่ายยกมาอ้างผมเลยจำต้องคุยกับมันต่อด้วยความโมโห


            หลังวางสายในครั้งแรกผมเร่งความเร็วเพื่อขับรถไปให้ถึงร้านโดยเร็วที่สุด แต่มันไม่จบแค่นั้นเพราะครั้งที่สองไอ้เกล้าก็ยังโทรมาย้ำอีก โชคดีที่ผมมาถึงที่หมายพอดีจึงรีบพุ่งไปเอาเลือดหัวมันออก


            ใครจะคิดว่าพอไปถึงจะถูกเพื่อนมันกันท่าไว้ ความกระวนกระวายใจที่ไม่อยากให้ใครยุ่งกับคนที่ตัวเองชอบส่งผลให้ผมนิ่งเฉยไม่ได้ แม้ไม่ได้จบลงที่การใช้กำลังต่อยตีแต่ก็ทำให้คนร่าเริงอย่างกรรณขวัญเสียอย่างที่เห็น


            ผมรีบบอกเพื่อนกับไฟฟ้าแล้วตัดสินใจเปิดห้องพักใกล้ๆ แทนการกลับไปยังหอ ตอนนี้เจ้าของร่างโปร่งยังคงนอนตัวสั่นเทาบนเตียง ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมหัวพลางเบะปากร้องไห้ไม่หยุด


            “สรุปเจ็บหรือไม่เจ็บ”


            “เจ็บ...” ริมฝีปากบวมเจ่อที่ถูกกัดจนช้ำผลักให้ใจคนมองกระตุกวูบ ทั้งสงสารและเห็นใจในคราวเดียว


            “ตรงไหน ปากเหรอ”


            “อือ”


            “อย่ากัด เดี๋ยวเลือดออก”


            “ไม่เจ็บ”


            “กวนตีนละ สรุปเจ็บไม่เจ็บ”


            “ทำไมเขาต้องทำร้ายกูด้วย”


            “เป็นเพราะกูเอง กูผิดเอง ขอโทษนะ ขอโทษ...” มือยังคงลูบเส้นผมนุ่มลื่นของเขาไปมาคล้ายต้องการปลอบใจทั้งคนตรงหน้าและตัวเอง วันนี้มีหลายอย่างเกิดขึ้น ทว่าปมทุกอย่างที่เคยพันกันเป็นเกลียวได้ถูกคลายออกจนหมด เพื่อพร้อมสำหรับการเริ่มต้นใหม่


            อดีตที่ผ่านมาไม่ได้สำคัญอีกต่อไป เป็นเขาซึ่งอยู่ตรงนี้ต่างหากที่สำคัญ


            “บีเกิล วันนี้มึงอาจไม่ไหวแล้ว คงฟังอะไรได้ไม่นานแต่ช่วยฟังหน่อยนะ” เจ้าของใบหน้าขาวกะพริบตาถี่ ร่างกายที่สั่นเทาค่อยๆ สงบลง กระทั่งจ้องมองผมตาแป๋วราวกับลูกหมาตัวน้อยๆ


            “เพราะมัวแต่ตามหาความหมายของคำว่ารักจนหลงลืมทุกอย่างรอบตัวไปหมด ถึงความรู้สึกพิเศษที่มีต่อมึงมันอาจนิยามไม่ได้ แต่ก็รู้ดีว่าถ้าในชีวิตไม่มีมึง ถ้ากูไม่ได้อยู่เคียงข้างมึงในตอนนี้ มันก็คงไร้ค่าเหมือนกัน”


            “รู้แล้ว แค่นี้...แค่นี้ก็พอแล้ว” เสียงผะแผ่วติดสะอื้นตอบกลับมา ใบหน้าที่เคยบิดเบ้ในคราแรกค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม กระทั่งปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาไม่ขาดสาย


            “ไม่ร้อง”


            “เปล่าร้อง”


            “ง่วงหรือยัง”


            “ง่วง นอน...ไม่หลับหลายคืน”


            “เหมือนกันนั่นแหละ” ผมเช็ดน้ำตาให้เขาจากนั้นจึงค่อยๆ คลานขึ้นเตียง ล้มตัวลงนอนซ้อนหลังคนตัวเล็กกว่าก่อนจะรั้งเจ้าก้อนกลมๆ ซึ่งถูกคลุมด้วยผ้าห่มเข้าไปในอ้อมแขน ออกแรงกอดรัดแนบแน่นจนไม่เหลือช่องว่างด้วยความรู้สึกสบายใจ


            “กอดแน่น เป็นอะไร” เขาถามเสียงแหบแห้งคล้ายกับหายใจไม่ออก ผมคลายอ้อมกอดลงเล็กน้อย ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสดใกว่าเดิม


            “ดีใจ แค่คิดว่าจะได้เห็นหน้า ได้คุยตลอดก็รู้สึกดีขึ้นมาเลย”


            “รู้...แต่ขยับไปหน่อยดิ มึงแทบจะแดกหัวกูอยู่ละ”


            ผมไม่ได้ขยับตัวตามคำขอ เน้นใช้ความหน้าด้านเข้าสู้


            “บีเกิล”


            “อือ”


            “บีเกิล”


            “ฟังอยู่”


            “นอกจากใช้ความรู้สึกแล้ว การจะอยู่ด้วยกันให้นานนั้นต้องใช้ความเข้าใจ เราต่างมีข้อบกพร่อง มีสิ่งที่น่ารำคาญ ต่อจากนี้กูเลยคิดว่า...เราลองมาเรียนรู้กันให้มากขึ้นมั้ย”


            “...”


            “กูจะจีบมึง”


            “เฮ้ย” ตัวดุ๊กดิ๊กในอ้อมแขนเริ่มขยับ หันเสี้ยวหน้าและดวงตาฉ่ำปรือมองผมในอารามตกใจ “กูชอบก่อน กูต้องจีบดิ”          


            “งั้นต่างคนต่างจีบ ตกลงมั้ย”


          “ตกลง”


            พรุ่งนี้มีหลายอย่างที่ต้องบอกให้เขากระจ่างและเคลียร์ปัญหาที่เคยค้างคา แต่ก่อนจะไปถึงตอนนั้นขอพาตัวเองจมสู่ภวังค์ก่อน เพราะไม่ง่ายเลยที่จะข่มตาหลับได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะสูญเสียคนคนหนึ่งไป


          ในเมื่อเขาอยู่ตรงนี้ ผมจะรักษาเขาไว้ตลอดไป





 

ตอนนี้อึมครึมเหมือนตอนที่ผ่านมาแต่อยากบอกว่ามาม่าหมดห่อแล้วค่า เย้เย้

ผ่านตอนที่ 12 ไปแล้ว เราคิดว่าตอนที่ 13-20 จะเป็นของขวัญที่ทั้งคู่ควรได้รับค่ะ ควรมีความสุขได้สักที

มาถึงตอนนี้จิตติไม่คิดว่าใครจะต้องเจ็บหรือถูกเอาคืนอีก เพราะต่างคนต่างพยายามด้วยกันทั้งคู่

ทุ่มเทและเจ็บปวดพอๆ กัน น้องกรรณเจ็บปวดกับการเฝ้ารอ

โยธาเจ็บปวดที่รั้งอีกฝ่ายไว้นานและต่อสู้กับปมในใจของตัวเอง

ก็เลยอยากเขียนพาร์ตของความสุขหลังผ่านเรื่องยากลำบากของความสัมพันธ์ไปได้ค่ะ

มีเคลียร์คำถามที่ไม่ได้ตอบคนอ่านจากตอนก่อนด้วยเล็กน้อย

1. ประเด็นนิสัยน้องกรรณที่คนอ่านไม่ชอบ

            เราอยากให้มองว่าน้องเป็นมนุษย์อายุ 19 คนหนึ่งค่ะ เป็นวัยก้ำกึ่งที่ไม่ได้เด็ก และไม่ใช่ผู้ใหญ่โดยสมบูรณ์ ดังนั้นข้อดีหรือข้อเสียของเค้าที่เราพยายามใส่มาคือความสับสนที่คนวัยนี้เคยผ่าน เช่น น้องบอกกับโยธาว่าจะรอ แต่อีกอาทิตย์มาถามอีก คือปากเค้ารอได้ ใจเค้าพยายามบอกตัวเองว่าต้องรอ แต่ในสภาวะสับสนกระวนกระวายเรื่องของคนคนเดียวทำให้สุดท้ายเค้าลองเอ่ยปากถามไปทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าไม่ควรถาม เพราะห้ามความรู้สึกลึกๆ ตัวเองไม่ไหว เหมือนคนบอกไม่เป็นไร แต่จริงๆ ข้างในรู้สึกนั่นแหละค่ะ

 

            ส่วนเรื่องการเอาชีวิตไปผูกติดกับใครสักคนมากเกินไป ตรงนี้คือ coming of age เล็กๆ ของเรื่องที่อยากให้ตัวละครก้าวผ่าน และจะเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้นในตอนหลังๆ

 

2. การพัฒนาของตัวละครคือสิ่งที่เราอยากเห็นและตั้งเป้าจะเขียนตั้งแต่ต้น

            - โยธา ความคิดของเค้าคือมองความรักในด้านลบมาก เพราะปมในอดีต ตอนนี้เราถึงได้เห็นว่าเค้าค่อยๆ เปลี่ยนไปจากวันแรกที่ชอบสร้างความร้าวฉานให้คนอื่น กลายเป็นคนรับผิดชอบต่อผลกระทบที่ตัวเองเคยก่อ และอยากเป็นคนที่ดีขึ้นเพื่อใครสักคน

 

            - น้องกรรณ ไม่ใช่มนุษย์พลังบวกตลอดเวลา มีมุมน่ารัก สดใส และงี่เง่า ถึงอย่างนั้นเขาก็ได้เรียนรู้ว่าเรื่องแย่ๆ ที่ตัวเองเคยทำส่งผลเสียยังไง ต่อไปก็จะเรียนรู้และไม่ทำอีก

 

            - พี่เกล้า คิดแก้ปัญหาง่ายไปนิด เมื่อเห็นผลกระทบเขาจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรเราจะเสนอให้ทราบในภายหลังอีกเล็กน้อยค่ะ ส่วนวาไม่น่าจะตกหล่นตรงไหนแล้ว เราว่าตัวละครนี้เป็นปมของโยธา และสุดท้ายโยธาก็ก้าวผ่านไปได้ในที่สุด

 

            เท่าที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าตัวละครหลักอย่างกรรณและโยธามีการเปลี่ยนแปลงจากตอนแรกจนถึงตอนปัจจุบัน เพราะเราเชื่อว่ามนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามสภาพแวดล้อมที่เขาอยู่ มนุษย์อยากพัฒนาตัวเอง และใครก็อยากเป็นที่รักทั้งนั้น ดังนั้นเราจึงบอกเสมอว่า หากวันหนึ่งเขาแย่ ช่วยให้โอกาสเขาเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นด้วยนะคะ

 

เจอกันตอนหน้าค่ะ #วิศวกรรณโยธา


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9.424K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,843 ความคิดเห็น

  1. #13840 siriluck-2525 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 22 เมษายน 2564 / 07:53
    (จบตอนแบบท้องฟ้าเปิดเลย😁
    #13,840
    0
  2. #13819 Nyoong (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 29 มีนาคม 2564 / 22:26
    โยธานายไม่ทำให้เราผิดหวังจริงๆ
    #13,819
    0
  3. #13811 Yutaro kung (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 มีนาคม 2564 / 02:19

    ฮรือออออออออออออออ ไรท์ใจร้ายทำเราร้องไห้ เอาเงินค่าปลอกหมอนมานะจะเปลี่ยนใหม่
    #13,811
    0
  4. #13789 After_TeaTime (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 4 มีนาคม 2564 / 09:21
    น้ำตาไหลพลั่กๆ แงงงงงง ไม่ร้องแล้วนะน้อง ฮือออออออ
    #13,789
    0
  5. #13758 DawPornnaphat (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 / 20:09
    คือมันดีมากมันมีที่มาที่ไปของตัวละครแล้วค่อยพัฒนาและก้าวข้ามไปเรื่อยๆ
    #13,758
    0
  6. #13757 Loknamtan (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 / 21:10
    ตอนโยธาคุยกับพ่อคืออบอุ่นมากๆ แต่งได้ดีมาค่ะฮือ
    #13,757
    0
  7. #13726 peraya_1314 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 มกราคม 2564 / 20:03
    ชอบตอนโยธาบอกว่าตัวเองอายุสิบขวบ ทัชใจมากTT
    #13,726
    0
  8. #13690 เป็ดตอน (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2563 / 18:39
    เราชอบการใช้เหตุผลและการเปลี่ยนแปลงของตัวละครของไรท์มากๆ เขียนำได้ดีมากเลยค่ะ
    #13,690
    0
  9. #13685 soul_hyukjae (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 / 03:40
    กว่าจะจบบทนี้ ก็เสียน้ำตาไปหลายถังอยู่นะคะเนี่ย
    #13,685
    0
  10. #13661 ChungWila (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 กันยายน 2563 / 00:24
    ตอนที่แล้วสงสารน้อนตอนนี้สงสารโยธาแล้ว องงงงง คงเจ็บปวดมามากๆเลยใช่มั้ยTT
    #13,661
    0
  11. #13646 pang_97s (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 กันยายน 2563 / 22:45
    ใจช้ำไปหมดดㅠㅠ
    #13,646
    0
  12. #13576 pilin/พิ'ลิน (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2563 / 17:35
    หือออ

    สักทีเถอะ มีความสุขสักที
    #13,576
    0
  13. #13560 SunisaPhanso (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2563 / 01:22
    ตาบวมเพราะอีพีนี้จริงๆ😂
    #13,560
    0
  14. #13414 Oseidon (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 11:51
    มาม่าเต็มลัง😭😭😭😭😭
    #13,414
    0
  15. #13384 Aloneyah (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2563 / 09:47
    อ่านพลางร้องไห้พลาง😭😭😭
    #13,384
    0
  16. #13374 Phada18 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 / 16:45
    ร้องไห้ไม่หยุดเลยเด้อ ไม่ใช่น้องกรรณนะ เราเอง แงงงงงง
    #13,374
    0
  17. #13370 Sariei_va (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 / 01:10
    แงงงงงงงง ร้องไห้สามร้อยล้านรอบเลยยย เด็กๆเข้าใจกันเเล้ว ฟาร์มรักกำลังจะเริ่มเเน้วววววว
    #13,370
    0
  18. #13336 pparelypigg (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 04:35
    กุมใจแน่นมาก
    #13,336
    0
  19. #13319 pitchamafai (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 08:47
    มาฝั่งโยธา เออคุณเค้ามีปม เหมือนโดนแม่หักหลังตอนเลือกใครไปอยู่ด้วย หัวใจอ่อนแออ่ะเนอะ มีใครเข้ามาตอนนั้นก้ออยากยึดเอาไว้ พอไปๆมาทุ่มไปเกิน100 สรุปเค้าเท เพราะเค้าดันรุ้สึกตัวก่อน ...และเหตุผลที่ทำให้ตัวเองดูงี่เง่าๆในการเรียกร้องความสนใจจากอีกฝ่าย

    ..พี่เกล้า เอาจริงคือคงรุ้สึกแย่มาตลอดที่โยธามาวอแวแฟนตัวเองไม่เลิก ตั้งเป็นปีๆงี้ เค้าอดทนมากกกก ส่วนวาริช จุดที่ยืนอยู่อาจจะเว้นระยะไม่พอ หรือเว้นแทบไม่ได้เลยเนื่องจาก คสพ มันซับซ้อนกันไปหมด เป็นเพื่อนเป็นหุ้นส่วนเป็นแฟนเก่า55 โยธาแม่งเลยหลุดไม่ได้ซักที..อ่ะตอนต่อไป น้องหู คงยิ้มได้นะ คุณเค้ารุ้ใจตัวเองล่ะ 5555 (ทั้งๆที่มันก้อโต้งๆป้ะว่ะเลือกที่จะไม่เชื้อเอง) ไปค่ะ...ไปจีบกันนนน...❤️
    #13,319
    0
  20. #13316 krich (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 03:34

    ม่าม่าจริงจัง แต่อินกับทุกถ้อยคำอารมณ์ตัวละครลื่นไหลราวกับสัมผัสความรู้สึกได้จริง แถบยัง ปลดล๊อค ปมในใจได้อย่างแท้จริง สุดยอดมากคับ

    #13,316
    0
  21. #13286 Apoptosis (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 01:34
    ตอนนี้คือกระจ่างทุกอย่างเลยยยยยยย
    #13,286
    0
  22. #13195 Litt.PK (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 เมษายน 2563 / 20:29
    โยธา เหตุผลที่นายกลัวความรักเหมือนเราเลย กลัวว่าจะต้องแยกจาก
    #13,195
    0
  23. #13157 minnygraphic (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 เมษายน 2563 / 19:17
    งื้ออ เนื้อหาตัวละครโคตรดีเลย
    #13,157
    0
  24. #13130 benzsu best (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 15 เมษายน 2563 / 13:50
    เข้าใจค่ะ เด็กปีหนึ่งอ่ะ อายุแค่19มันไม่ได้มีความเป็นผู้ใหญ่อะไรมากมายเลย เพิ่งผ่านช่วงมัธยมมาด้วยซ้ำ น้องก็เป็นน้อง แต่น้องได้เรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและปรับแก้มันเสมอ ชอบจริงๆค่ะ
    #13,130
    0
  25. #13020 Patchareejane (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 22:11
    ทำไมเราอ่านนิยายเรื่องนี้ นึกถึงแต่ โยธาเป็นไบรท์ และ กรรณ เป็นนน้องวิน อร้ายยยย
    #13,020
    1
    • #13020-1 Bigkaru (จากตอนที่ 13)
      19 เมษายน 2563 / 14:58
      จินตนาการเดียวกัน > - <
      #13020-1