วิศวกรรณโยธา - end

ตอนที่ 12 : 11 - คุณความสดใสกับความน้อยใจของเขา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 128,771
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11,357 ครั้ง
    3 ธ.ค. 62



11


คุณความสดใสกับความน้อยใจของเขา




            ผมไม่ชอบอารมณ์และบรรยากาศแบบนี้เลย โคตรเกลียด เกลียดที่รู้สึกแปลกแยกกลายเป็นใครก็ไม่รู้ท่ามกลางทุกคน ความสดใสร่าเริงหรือแม้แต่อาการพูดไม่หยุดคล้ายกับถูกสับสวิตช์ฉับพลัน


            พี่นิวตันตามมาสมทบในอีกครึ่งชั่วโมงหลัง เราเลยนั่งก๊งกันอยู่ตรงเคาน์เตอร์บาร์ ขณะที่พนักงานคนอื่นเก็บร้านอย่างขะมักเขม้น พี่นพแกเป็นคนใจดี ทำงานเสร็จก็ปล่อยกลับหมด เศษซากวีรกรรมที่เหลือจึงต้องช่วยกันเก็บเองหลังกินเสร็จ


            แต่กว่าจะไปถึงตอนนั้น คงอีกหลายอึดใจ...


            “คืนนี้นอนที่นี่กันมั้ย” บทสนทนามากมายถูกสับเปลี่ยนไปเรื่อยตามอารมณ์คนพูด คราวนี้เป็นทีของพี่วาที่เริ่มต้นคำถามกับโยธาอย่างเป็นธรรมชาติ


            “ไม่นอน” คนตัวสูงเอ่ยเสียงต่ำพลางหยิบแก้วเครื่องดื่มขึ้นมาจิบ พริบตาเดียวเสียงบ่นกระปอดกระแปดพลันดังตามหลัง


            “โหไรวะ พรุ่งนี้วันเสาร์ไม่ใช่เหรอ”


            “วันเสาร์แล้วไง”


            “เดี๋ยวนี้ไม่สนใจกูแล้วมั้ง ลืมพี่ลืมน้องหมด”


            “พูดมาก”


            “เออ มึงนอนที่นี่ก็ได้นะโยธา เตียงแม่งออกจะกว้างแบ่งนอนกับไอ้น้องกรรณได้เหลือๆ” พี่นิวตันเป็นฝ่ายแทรกบทสนทนา โยธานิ่งไปอึดใจหนึ่งก่อนหันมามองผมคล้ายกับต้องการถามความเห็น


            “กูอยากกลับหอมากกว่า” อยู่ต่อก็กลัวทั้งตัวเองและคนที่เหลือจะอึดอัด “แต่มึงนอนได้เลยนะ ไม่ต้องห่วง กูว่าจะเรียกแกร็ปกลับแทน”


            “ไม่ได้ ต้องกลับด้วยกัน” ตกลงได้ตามนั้นผมพยักหน้ารับรู้ ไม่ได้เซ้าซี้หรือพูดอะไรอีก


            “ถ้าจะกลับก็ห้ามแดกเยอะ มึงต้องขับรถ” พี่นพเตือนด้วยความเป็นห่วง


            “มึงแหละตัวดีสัดนพ เอะอะชนแก้วมันตลอด”


            “จ้าาาาา ไอ้เหี้ยวา มึงก็ตัวดีเหมือนกัน ชวนยกไม่หยุด”


            “กูรู้ลิมิตไอ้โยธาดี”


            “ยอมแล้วพ่อคนรู้แจ้งเห็นจริง”  การโต้เถียงเป็นทีเล่นทีจริงยังคงดำเนินต่อไป ผมหัวเราะแกนๆ เพื่อทำให้บรรยากาศดีขึ้น


            “เออว่าแต่กรรณรู้จักกับโยธามันยังไงเหรอ ปกติแม่งไม่ค่อยสนิทกับใคร เวลาพาเพื่อนมาที่นี่ก็นับคนได้เลย” คำถามยาวเหยียดพุ่งเป้ามายังผม เมื่อเห็นสีหน้าอยากรู้ของพี่วาจะไม่ตอบก็คงไม่ได้


            “พอดีผมย้ายมาเป็นรูมเมทโยธากะทันหันน่ะครับ”


            “เป็นรูมเมทก็เข้าใจได้ แต่ปกติถ้าไม่สนิทกันถึงขั้นสุดมันไม่พามาที่นี่นะ ถามจริงเป็นเพื่อนกันจริงปะ”


            “ยุ่ง”


            ประโยคนี้ผมไม่ได้ตอบ ทว่าเป็นโยธาที่โพล่งขึ้นมาราวกับร้อนตัว


            “อะไรวะ ถามแค่นี้หาว่ากูเสือกเหรอ”


            “ก็เสือก”


            “พูดไม่เพราะ เมื่อก่อนทำไมพูดครับผมๆ กับกูตลอด หางเสียงไปไหนครับเด็กน้อย”


            “อย่ามาเรียกเด็กน้อย ไม่ตลก”


            “โอ๋ๆ ไม่ล้อแล้วก็ได้คุณโยธาผู้โตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว” คนพูดว่าพลางเอื้อมมือผ่านหน้าผม ก่อนจะแปะลงบนหัวทุยๆ ของคนตัวสูงอย่างรักใคร่


            ร่างกายเย็นเฉียบตั้งแต่หัวจรดเท้า อาจเพราะตัวเองนั่งคั่นกลางระหว่างคนทั้งคู่ด้วยล่ะมั้งเลยรู้สึกประดักประเดิดยังไงชอบกล แม้เป็นเพียงเวลาแค่วูบหนึ่ง แต่ภาพเหล่านั้นกลับติดตาจนไม่อาจลบ


            ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงที่รุ่นพี่ตัวขาวเอื้อมมือมาขยี้หัวใครอีกคน สายตาของผมดันเห็นรอยสักบริเวณข้อพับแขนอย่างชัดเจน ทำให้จิตใจยิ่งรัวกระหน่ำเป็นเท่าตัว เนื่องจากมันคือเลข
0 กับ 1 เหมือนที่โยธาสักไว้บนร่างกาย


            “พี่วาสักด้วยเหรอครับ” เพราะทนไม่ไหวแม้แต่วินาทีเดียวเลยถามออกไปอย่างลืมตัว


            “อ๋อใช่ เป็นไบนารีโค้ดน่ะ” เขาตอบอย่างไม่ปิดบัง “สักเป็นชื่อตัวเอง”


            “อย่างนี้นี่เอง”


            “กรรณรู้จักเลขฐานสองใช่มั้ย”


            “รู้จักครับ แต่แปลงไม่เป็น ส่วนใหญ่เลยใช้โปรแกรมเอา”


            “พูดก็พูดเถอะ ไบนารี่โค้ดนี่เชี่ยวาสอนทุกคนหมด ไอ้ฉิบหาย
! กูนึกว่ารหัสลับนาซี มีห่าอะไรบอกตรงๆ ก็ไม่ได้ชอบให้กูแกะตลอด” พี่นิวบ่นระงม เล่นเอาคนที่เหลือพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย


            “เฮ้ย กูสอนเป็นความรู้ติดสมองนะเว้ย ช่วยอินกันหน่อยเถอะ”


            “คงมีแต่มึงกับไอ้โยธาเท่านั้นแหละที่อิน”


            “...”


            พี่วามีรอยสักเป็นตัวเลขศูนย์กับหนึ่งซึ่งแปลความหมายเป็นชื่อของตัวเอง ทว่าโยธาแตกต่างนิดหน่อยตรงที่มันดันสักเป็นความหมายแห่งการจากลาของพ่อกับแม่ ถึงอย่างนั้นก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าคนที่สอนให้โยธารู้จักกับสิ่งนี้ก็คือผู้ชายที่ชื่อวาริช


            ผมไม่อยากฟุ้งซ่านไปเอง แต่เขาดันเป็นคนที่โยธาชอบ จะฝืนไม่ให้คิดยังไงก็ทำไม่ได้ อยากออกไปจากตรงนี้ อยากหายไป...


            “ผมขอไปเข้าห้องน้ำแป๊บนึงนะครับ” ว่าพลางลุกจากเก้าอี้โดยไม่รอให้ใครอนุญาต เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาหันมามองครู่หนึ่งแต่ไม่ได้พูดอะไร ผมเลยรีบเดินผละออกมา


            แม่งเอ๊ย ไม่ได้รู้สึกปวดฉี่สักนิด ก็แค่อึดอัดจนไม่สามารถอยู่ตรงนั้นได้นานๆ มากกว่า แต่จะให้นั่งคาชักโครกจนกว่าทุกคนจะแยกย้ายก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ เลยทำได้แค่วักน้ำขึ้นมาล้างหน้าตัวเองลวกๆ แบตมือถือเฮงซวยก็ใกล้หมดเต็มที ขืนเล่นเกมฆ่าเวลาในนี้ต่อเกรงว่าไม่ถึงสิบนาทีแบตคงหมดลง


            ทำยังไงดี?


            คำถามนี้วิ่งวนในหัวไม่หยุด พี่วามีแฟนแล้วหนิ ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับโยธาก็แค่อดีต พอคิดมาถึงตรงนี้แทนที่จะสบายใจความรู้สึกกลับหนักอึ้งเป็นเท่าตัว


            แล้วถ้าโยธาไม่ต้องการมองอีกฝ่ายเป็นแค่อดีตล่ะ


            เชี่ย
! ผมรีบสะบัดไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัว จ้องมองตัวเองในกระจก สูดลมหายใจเข้าปอดลึก แสร้งยิ้มสดใสอย่างที่เคยเป็นก่อนหมุนตัวเดินออกไปเผชิญหน้ากับคนด้านนอก


            “ไอ้น้องกรรณเอาเครื่องดื่มอีกปะ” กลับมาถึงเคาน์เตอร์ คำถามจากพี่นิวตันก็ดังก้องในโสตประสาท


            “ไม่แล้วครับ”


            “นี่ก็ไม่ได้กินแอลกอฮอล์เข้าไปนี่หว่า ทำไมดูเหมือนมึนๆ”


            “ผมง่วงนิดหน่อยน่ะครับ”


            “งั้นกลับมั้ย” ในที่สุดโยธาก็เป็นฝ่ายพูดออกมาเสียที


            ผมสบตาอีกฝ่ายนิ่งงัน ครู่หนึ่งถึงค่อยๆ พยักหน้าให้เพราะอยากไปจากตรงนี้ซะเต็มประดา หัวตาร้อนผ่าวเกินกว่าจะควบคุม พยายามอย่างสุดความสามารถในการกะพริบตาถี่เพื่อไล่ความรู้สึกบางอย่างออกไป


            ไม่มีเวลาคุยอะไรต่อมากนัก บอกลาเสร็จเราทั้งคู่จึงรีบเดินตรงไปยังรถ ระหว่างทางจาก
15th November จนถึงหอพักมหาลัย เราต่างไม่ได้เปิดปากพูดประโยคใดออกมานอกจากปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ของมัน


            เมื่อกลับมาถึงจึงแยกย้ายตามห้องของตัวเอง ปกติหากเป็นคืนวันศุกร์หรือเสาร์ไฟฟ้ามักพักอยู่ที่คอนโดส่วนตัวของมัน คืนนี้ก็เช่นกัน ต้องอยู่ตามลำพังด้วยความชินชา ขี้เกียจแม้กระทั่งอาบน้ำแปรงฟัน สิ่งที่อยากทำมากที่สุดคงเป็นการแทรกตัวลงไปในผ้าห่มแล้วข่มตาหลับเท่านั้น


            แกรก


            ไม่รู้หูแว่วหรือยังไง จู่ๆ ดันได้ยินเสียงลูกบิดประตูถูกหมุน หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ยินเสียงล็อกห้องดังตามมา ด้วยความที่ยังนอนคลุมโปงหันหลังให้กับประตูจึงขี้เกียจเกินกว่าจะพลิกตัวกลับไปมอง


            “บีเกิล” ฟูกบนเตียงอ่อนยวบ กับเสียงคุ้นเคยซึ่งกำลังเรียกชื่อ


            ไอ้คุณความมืดมนคงถือวิสาสะเข้ามานอนเบียดบนเตียงเหมือนทุกคืนนั่นแหละ แต่แทนที่อีกฝ่ายจะล้มตัวลงนอนผมกลับไม่รับรู้ถึงความเคลื่อนไหว ความแปลกใจส่งผลให้ตัวเองจำต้องพลิกตัวเพื่อเผชิญหน้ากับคนตัวสูงกว่าอีกครั้ง


            “มีอะไรอยากถามมั้ย” เราต่างประสานสายตากันก่อนผมจะให้คำตอบ


            “ไม่รู้จะถามอะไร เพราะไม่แน่ใจว่ามึงจะตอบมั้ย”


            คิดว่าหากเมื่อไหร่มันสะดวกใจจะเล่าก็คงเป็นเมื่อนั้น ผมไม่ได้อยากเร่งเร้า


            “กูกับวาริชรู้จักกันนานแล้ว เขาสนิทกับนิวตั้งแต่ปีหนึ่ง ตอนนั้นกูอยู่แค่ ม.ต้น เจอกันประจำตอนไปหาไอ้นิวที่หอ หรือบางครั้งมันก็พาเพื่อนมาที่บ้าน”


            ผมค่อยๆ ชันตัวนั่งขัดสมาธิ จดจ่อกับสิ่งที่คนตรงหน้าเล่าแม้จะรู้สึกหวั่นกลัวลึกๆ ก็ตาม ทว่าเมื่อคิดว่าทุกอย่างที่โยธากำลังเล่าเป็นเพียงอดีตจึงฝืนทำใจกล้าฟังต่อ ผมอยากรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับโยธา ไม่ว่าดีหรือร้ายก็ยินดียอมรับมัน


            “วาริชเป็นคนประหลาด ชอบจุ้นจ้านเรื่องของคนอื่น แต่ขณะเดียวกันก็นิสัยดีและเอื้อเฟื้อ กูไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เริ่มเฝ้ารอให้เขาแวะมาที่บ้าน หรือรอจังหวะดีๆ เพื่อไปหานิวตันที่หอ มีความสุขเวลาได้เห็นหน้า ดีใจเวลาที่อีกฝ่ายช่วยสอนการบ้าน แต่เพราะกูเด็กมากเลยไม่คิดจะหาคำตอบกับมัน”


            รู้สึกว่าจังหวะการหายใจเริ่มติดขัดขึ้นเรื่อยๆ แล้วว่ะ แต่สิ่งที่แสดงออกไปมีเพียงแค่ยิ้มบางๆ แล้วฟังต่อ


            “วาริชไม่เคยชอบผู้หญิง แฟนคนแรกและคนเดียวที่กูรู้เป็นผู้ชายแต่ความสัมพันธ์ดันไปไม่รอด ตอนนั้นกูเลยพาตัวเองเข้าไปอยู่ในชีวิตเขา คอยปลอบใจจนกว่าจะผ่านวันแย่ๆ ไป สุดท้ายเราก็ตกลงคบกันทั้งที่กูยังอยู่แค่ ม.ปลาย ส่วนวาริชอยู่ปีสาม”


            “...”


            “นั่นเรียกว่าความรักหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่เขาเป็นคนเดียวที่กูรู้สึกดี”


            “แล้วทำไม...” ผมไม่กล้าถามจนจบประโยค ทว่าโยธาเหมือนจะรับรู้จึงอธิบายต่อ


            “น่าจะเป็นแค่ปีเดียวที่ใช้คำว่าคบกัน แต่สุดท้ายความคิดเรากลับแตกต่าง วาริชเพิ่งค้นพบว่าความสัมพันธ์ของเราทั้งคู่ไม่ใช่ความรัก มันแค่ความผูกพันแบบพี่น้อง ความหวั่นไหวจากความเหงาแล้วกูก็อยู่ตรงนั้นพอดี แม่งโคตรไม่เข้าใจเลยว่าคนที่ใช้ชีวิตเหมือนคนรักมาตลอดหนึ่งปีกลายเป็นแค่พี่น้องได้ยังไง และนั่นยิ่งทำให้กูไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้วความรักคืออะไรกันแน่”


            นี่น่าจะเป็นประโยคที่ยาวที่สุดตั้งแต่เคยได้ยินจากปากของอีกฝ่าย


            ผมพอเข้าใจว่าเหตุผลอะไรที่หล่อหลอมให้โยธากลายเป็นคนด้านชาและปิดกั้นตัวเองเหมือนทุกวันนี้ ขณะเดียวกันก็ยังดีใจที่อย่างน้อยความลับเหล่านั้นถูกบอกเล่าให้ผมฟัง เป็นการปลดล็อกความรู้สึกบางอย่างที่ค้างคาใจมานาน


            “แล้วหลังจากนั้นล่ะ”


            “เราจบกันง่ายๆ เป็นแค่พี่น้อง เขาเริ่มต้นกับคนใหม่ตรงข้ามกับกูที่ยังจมอยู่ที่เดิม สะกดจิตตัวเองให้ลืม แต่กับคนที่เจอกันทุกวันมันจะลืมได้ยังไงวะ”


            “นั่นสิเนอะ”


            “กูยังพยายามพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสายตาเขา หวังว่าสักวันเราจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมแม้รู้ดีว่าไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีก กูแค่ฝืนไปคนเดียว”


            “นี่เป็นเหตุผลที่มึงชอบไปที่ร้านทุกคืนใช่มั้ย”


            คาดหวังเหลือเกินว่าคำตอบจะเป็นคำว่าไม่ใช่


            “ใช่” ทว่ามันก็แค่นั้น...“เพราะมีความหวัง แต่สุดท้ายก็หมดหวัง หมดศรัทธากับความรัก รู้ดีว่าวันหนึ่งมันเกิดขึ้นยังไงปลายทางก็จบลงที่การแยกทางอยู่ดี กูคิดแบบนี้มาหลายปีจนกระทั่งได้เจอมึง”


            ได้ยินดังนั้นเลยระบายยิ้มให้คนตรงหน้า ใบหน้าหล่อเหลาขมวดคิ้วไม่เอ่ยคำใดอีกนอกจากนิ่งเงียบ กลายเป็นผมที่หมดความอดทนก่อนจึงเปิดปากบอกกับเจ้าตัวตรงๆ


            “โยธามึงเองก็ไม่ใช่รักแรกของกูเพราะเราต่างเริ่มต้นกับคนอื่นมาก่อน รู้ว่าอดีตมันแค่เรื่องที่ผ่านไปแล้ว แต่ก็อยากถามให้แน่ใจว่ามึงล่ะก้าวผ่านอดีตได้หรือยัง ยังไม่ต้องให้คำตอบก็ได้”


            “มันจบแล้ว” เขาตอบทันที


            “กูเชื่อมึง ถ้าอย่างนั้นก็เหลือแค่เรื่องของเรา”


            “...”


            “สิ่งที่กูอยากขอก็คือมึงช่วยถามใจตัวเองอีกครั้งได้มั้ยวะว่าความรักจริงๆ ของมึงคืออะไร ที่มึงเคยบอกว่ากูพิเศษ บางทีมันอาจใกล้เคียงกับความรักแต่ไม่ใช่ความรักก็ได้นะเว้ย กูไม่เร่งเอาคำตอบ ให้เวลานานเท่าที่มึงต้องการเลย”


            “นานเท่าไหร่ก็ได้เหรอ”


            “อืม”


            “หนึ่งวัน หนึ่งเดือน หรืออาจเป็นปี”


            “กูจะรอ”


            “แล้วถ้าคำตอบออกมาว่าไม่ใช่ความรักล่ะ”


            “ก็ไม่เป็นไร”


            ผมตอบทั้งเสียงสั่น ฝืนยิ้มอย่างสุดความสามารถ


            “ไม่เป็นไรจริงๆ เหรอ”


            “อืม”


            “จะเสียใจมั้ย”


            “ไม่เสียใจ เพราะกูเป็นความสดในของโลกใบนี้ไง” ต่อให้สุดท้ายสิ่งที่เขารู้สึกไม่ใช่ความรักผมก็ไม่เสียใจ...


          เจ็บปวดเพราะเขา แต่ก็มีความสุขเพราะเขาเช่นกัน ผมจะเสียใจได้ยังไง


            บอกกับตัวเองซ้ำๆ แบบนี้ ทว่าไม่รู้ทำไม...น้ำตาถึงไหลลงมา





 

 

 




            อาบน้ำ ล้างหน้า หยิบเสื้อในตู้ออกมาสวม ทุกอย่างยังคงดำเนินไปอย่างเมื่อวานไม่มีผิดเพี้ยน แจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังหลายรอบแล้ว เดาว่าน่าจะเป็นไอ้ก้องที่เร่งให้ผมลงไปกินข้าวโรงอาหารด้วยกัน


            “หมา”


            “...”


            “ไอ้หมา” เสียงของไอ้ไฟฟ้าฉุดให้ผมหันไปมอง ซึ่งมันกำลังยืนอยู่ตรงตู้เสื้อผ้าของตัวเองเช่นกัน


            “มีอะไร”


            “กูจำได้ว่าวันนี้มึงไม่ได้เข้าช็อปนะ ทำไมถึงใส่เสื้อช็อปวะ” ประโยคย้ำเตือนดังกล่าวทำให้ผมนึกขึ้นได้ เออว่ะ จริงๆ มันนี้ต้องใส่ชุดนิสิตนี่หว่า


            “ลืมไปเลย ช่วงนี้มึนๆ นิดหน่อย ขอบใจมึงมากนะเว้ย” บอกกลับไปด้วยรอยยิ้มจบ จึงหันมาสาละวนกับการถอดเสื้อและหยิบชุดใหม่ออกมาสวม


            เหตุการ์ณในคืนนั้นผ่านมาหลายวันแล้ว แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีคำตอบจากโยธา แถมช่วงนี้ยังดูเหมือนยิ่งห่างกันกว่าเดิม คงเป็นผมเองที่ค่อยๆ ตีตัวออกห่างเพราะกลัวความรู้สึกที่ไม่ชัดเจนของอีกฝ่ายจะทำให้ผมถลำลึก


            “หมา”


            “อะไรอีก” คราวนี้รูมเมทยังคงเรียกสติ


            “มึงใส่เสื้อกลับด้าน” ผมก้มมองดูตัวเองก่อนจะตกใจกับสิ่งที่เห็น ถึงว่าพยายามกลัดกระดุมยังไงก็ไม่เป็นผล


            “ฮ่าๆ โทษที”


            “มึงเป็นอะไรหรือเปล่าวะ ช่วงนี้หงอยแปลกๆ”


            “นอนไม่พอแหละ”


            “ดูแลตัวเองด้วย วันนี้กูกลับดึกหน่อยนะ ต้องซ้อมประกวดดาวเดือน แม่งใกล้แข่งแล้วด้วย”


            “อือ”


            “อยู่คนเดียวได้ใช่มั้ย หรือจะให้ไอ้ก้องมาอยู่เป็นเพื่อน”


            “ได้ดิ กูโตแล้วนะไม่ใช่เด็กๆ”


            “ขนาดโตยังเสือกใส่เสื้อกลับด้าน ดูแลตัวเองบ้าง”


            “รู้แล้วน่า บ่นเป็นแม่กูเลย”


            ด้วยไม่อยากให้ไฟฟ้าต้องพะวงเลยรีบหันหน้าเข้าตู้เสื้อผ้า จัดการตัวเองอย่างรีบเร่งแล้วขอตัวออกไปก่อน ไอ้ก้องคงรอนานแล้ว ไม่อยากให้มันหงุดหงิดและบ่นจนหูชาอีก


            หนึ่งวันไม่มีอะไรมาก คาบเช้าเรียน ตอนเที่ยงกินข้าวที่คณะ แต่ด้วยความที่จังหวะเลิกเรียนช่วงเช้าช่างพอดิบพอดีจึงต้องปวดหัวกับคนมหาศาลในโรงอาหารคณะ


            เราจองกระเป๋าเรียบร้อยก่อนแยกย้ายต่อคิวซื้อกับข้าวตามร้านที่ตัวเองสนใจ แถวของผมยาวหน่อยแต่เนื่องจากเป็นร้านข้าวแกงเลยค่อนข้างได้เร็วกว่าชาวบ้าน


            วินาทีที่กำลังรออยู่ สายตาดันสังเกตเห็นร่างสูงโปร่งของใครคนหนึ่งในม่านสายตา เป็นโยธาที่ลงจากตึกมากินข้าวกับเพื่อนเช่นกัน


            มันคงไม่เห็นผมหรอก มีแต่ทางนี้นี่แหละที่จดจ้องการกระทำของอีกฝ่ายไม่กะพริบ


            “เอาอะไรดีคะลูก”


            “...”


            “หนูลูก
มือของใครคนหนึ่งสะกิดบนหัวไหล่ จึงได้สติกลับมาสนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง ป้าเจ้าของร้านถือจานข้าวเปล่าๆ ยิ้มแห้ง ขณะที่เพื่อนซึ่งต่อแถวด้านหลังทำหน้ามึนงงใส่


            “ครับ?”


            “กินอะไรดี”


            “ผมเอากะเพราหมูสับ อีกอย่างหนึ่งขอเป็นไก่ทอดแล้วกันครับ”


            ป้าตักอาหารตามที่สั่ง แกยังให้เยอะเหมือนเดิม ตักเสร็จก็วางไว้ข้างตู้อาหารพร้อมคิดเงินให้เสร็จสรรพ


            “ยี่สิบห้าบาทจ้า”


            ได้ยินดังนั้นไม่รอช้าควักเงินออกจากกระเป๋าเพื่อจ่าย ระหว่างรอเงินทอนในใจก็อดหันไปมองใครบางคนไม่ได้ ทว่าคราวนี้โยธาหายไปไหนไม่รู้เลยรู้สึกจ๋อยๆ นิดหน่อย รับเงินทอนเสร็จจึงหมุนตัวเดินกลับโต๊ะดังเดิม


            “หนูลูก
!” ป้าตะโกนตามหลัง ผมหันกลับไปตามเสียงเรียกอีกครั้ง


            “มีอะไรเหรอครับ”


            “ลืมเอากับข้าวไปจ้า”


            เออว่ะ เกลียดตัวเองฉิบหาย สติไอ้กรรณ สติ
!


            “ขอบคุณครับ”


            หัวสมองว้าวุ่น ผมไม่รู้ว่าควรโฟกัสตรงไหน กระทั่งเรื่องที่เพื่อนพูดก็จับประเด็นได้บ้างไม่ได้บ้าง


            “สัดหู
! เพื่อนพูดได้ยินมั้ย” ไอ้ก้องเกียรติเบิ๊ดกะโหลก เล่นเอาหน้าแทบคะมำใส่จานข้าว


            “เมื่อกี้พวกมึงว่ายังไงนะ”


            “ไม่สบายเหรอ” มือของไอ้ก้องแตะลงบนหน้าผากผมพลางพูดเสียงเครียด “ก็ปกติดีนี่หว่า ทำไมถึงเอาแต่เหม่อวะ”


            “กูนอนไม่ค่อยหลับอะ เมื่อคืนเล่นเกมหนักไปหน่อย” รีบหาข้อแก้ต่างให้ตัวเองแม้จะฟังไม่ขึ้นก็ตาม


            “หน้าอย่างมึงอะนะเล่นเกม”


            “กูอยากลองอะไรใหม่ๆ บ้างไม่ได้เหรอ ว่าแต่พวกมึงเถอะ เมื่อกี้ว่าไงนะ”


            “พรุ่งนี้วันเกิดไอ้ตูมตาม ไปร้องเกะกัน”


            “อือ ไปดิ”


            “เยี่ยมๆ แต่งตัวธีมสีเหลืองนะ”


            “เออ”


            รับคำเสร็จก็ก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อ หนึ่งวันว่างเปล่า หนึ่งวันไม่สดใสเหมือนที่ผ่านมา กับผมเป็นแบบนี้แล้วโยธาล่ะเคยรู้สึกอะไรบ้างมั้ย


            มันไม่ได้ลงมานอนที่ห้องกับผมเหมือนที่ผ่านมา เราต่างคนต่างใช้ชีวิตคล้ายกับช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่เราต้องตามหาคำตอบให้กับตัวเอง ส่วนตัวผมชัดเจนแล้ว ยิ่งเมื่อห่างกันก็ยิ่งรู้ว่าในใจลึกๆ แคร์มันมากแค่ไหน


            อยากอยู่ใกล้ อยากวอแว อยากพูดคุย อยากถูกเบียดบนเตียงเดียวกันอีก แต่ไม่รู้ต้องรอคำตอบไปถึงเมื่อไหร่...


            คาบบ่ายมีเรียนอีกหนึ่งตัว ระหว่างเดินข้ามตึกจู่ๆ ก็รับรู้ได้ถึงหยดน้ำเย็นฉ่ำ ผมเอื้อมมือออกไปสัมผัส พึมพำกับตัวเองแผ่วเบา


            “ฝนตก” ดีเลยจะได้จัดซีนดราม่าเหมือนในหนัง


            “ฝนเชี่ยไร นี่มันน้ำยาแอร์ไอ้สัด” แต่ไอ้ก้องก็ทำลายซีนนี้ลงอย่างสิ้นซาก แหงนหน้าดูฟ้า ไม่มีฝนสักหยด มีแต่คอนเดนซิ่งตั้งอยู่เหนือหัว ห่า จะเศร้าก็เศร้าไม่สุด


            “หู มีอะไรจะเล่าให้กูฟังมั้ย” ระหว่างเดินไปด้วยกัน เพื่อนรักก็ถามผมด้วยคำถามเดิมเป็นรอบที่ร้อยได้แล้วมั้ง


            “ไม่มีอะไร”


            “มึงแม่งแปลกไป ไม่เหมือนคนเดิมที่เคยรู้จักเลย”


            “พอดีกูมีเรื่องให้คิดนิดหน่อย”


            “เรื่องไอ้โยธา?” สองเท้าหยุดชะงัก หันไปมองหน้าเจ้าของคำพูดพร้อมกับเม้มปากแน่น “กูจะไม่ถามนะว่าแม่งเกิดเรื่องเหี้ยไรกันขึ้น แต่มึงต้องอย่าเอาตัวเองไปผูกกับมันมากเกินไป แบ่งความรู้สึกให้กับอย่างอื่นบ้าง”


            “รู้แล้ว” ไอ้ก้องสวมบทเป็นแม่ รู้แหละมันห่วง ดังนั้นเลยต้องทำตัวเองให้เป็นปกติใช่มั้ย โอเค ผมจะพยายามเพื่อไม่ให้ใครต้องกังวล


            “มีอะไรให้ช่วยก็บอก”


            “อือ”


            “พรุ่งนี้แดนซ์ๆ เว้ย แหกปากร้องเพลงให้คอแตกเลย แล้ววันนี้ว่างปะ”


            “ว่าง”


            “ดี เดี๋ยวกูพาไปกินอาหารญี่ปุ่น”


            “มึงจะเลี้ยงกูเหรอไอ้ก้อง มึงแม่ง...น่ารักที่สุดเลยว่ะ”


            “ใครเลี้ยงมึง แค่พาไปเฉยๆ ถึงเวลาจ่ายก็กระเป๋าใครกระเป๋ามัน” เพื่อนรักตบบ่าผมปุๆ ก่อนเท้าสองคู่จะเริ่มขยับไปตามทาง


            ดีที่สมองลืมเลือนเรื่องของใครคนหนึ่งได้พักใหญ่ ก่อนที่ภาพในหัวจะกลับมาฉายใบหน้าของเขาชัดๆ อีกครั้งตอนกลับมาอยู่ที่ห้องเพียงลำพัง


            ทำไมวะ ทำไมถึงลบภาพโยธาออกไปไม่ได้สักที



 

 

 

 

 

 

 

 


           
[ไอ้หูแต่งตัวเสร็จยัง]


            “เฮ้ยมึงโทษที กูเพิ่งตื่นว่ะ” เผลอหลับไปตอนช่วงเย็น กว่าจะตื่นก็ตอนถูกคุณชายก้องเกียรติโทรมาปลุกนี่แหละ


           
[แสรดดดดดด มึงนอนทำลายสถิติโลกเหรอวะ แล้วนี่ยังไง ให้ไปหาที่ห้องมั้ย]


            “ไม่ต้องๆ มึงออกไปก่อนเลย เดี๋ยวกูตามไปทีหลัง”


           
[งั้นรีบตามมานะ]


            “ได้”


            ช่วงนี้ผมนอนไม่ค่อยหลับ กว่าจะข่มตาได้ก็เกือบเช้าเลยมักหาวในคลาสเรียนบ่อยๆ ด้วยความเพลียซึ่งสะสมมาหลายวัน วันนี้หลังกลับห้องในช่วงเย็น กะว่าจะพักสายตาสักหน่อยที่ไหนได้เผลอนอนอย่างกับไหลตายไปชั่วขณะ


            ผมกุลีกุจอลุกออกจากเตียง อาบน้ำแล้วผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อตามเพื่อนรักไปร้านคาราโอเกะ เห็นมันบอกจองห้องใหญ่บิ๊กเบิ้มเอาไว้ คืนนี้คงเรี่ยราดจัดหนักจัดเต็มกันถ้วนทั่ว ซึ่งเมื่อไปถึงทุกอย่างก็เป็นเหมือนที่คิดเอาไว้เป๊ะ ผิดแค่ว่า...


            “หู มึงลืมอ่านไลน์กลุ่มเหรอวะ” ไอ้บุ๊คร้องทักเป็นคนแรก ก่อนเพื่อนคนที่สองและสามจะรัวคำถามใส่เช่นกัน


            “เออดิ ธีมเสื้อเหลืองนะ มึงใส่เสื้อฟ้ามาทำไม”


            ถึงกับยืนอึ้งอยู่ตรงประตู กวาดตามองไปโดยรอบ เพื่อนทั้งชายและหญิงสิบกว่าชีวิตมาในธีมสีเหลืองมินเนียนสดใสสัดๆ ตัดภาพมาที่กูนั้น...เหมือนคนไม่อ่านไลน์กลุ่มจริงๆ


            “กูลืมว่ะ ขอโทษ” ตอนพูดก็พยายามตีหน้ารู้สึกผิดไปด้วยเพื่อนจะได้ไม่ด่าซ้ำ แง้


            “จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลยกรรณ มานี่ จะแดกอะไร” เพื่อนผู้หญิงลากผมไปนั่งด้วย แถมดูแลอย่างดีเสมือนเป็นเมียในอนาคต


            “เอาน้ำโคล่า”


            “ขนมมั้ย เมื่อกี้เพื่อนสั่งไปสองสามอย่าง”


            “ไม่ๆ แค่น้ำก็พอ เติมพลังเสียงก่อนร้องเพลง” คนฟังทำหน้ารับรู้ พวกมันร้องคาราโอเกะมาได้พักใหญ่แล้วก่อนผมจะโผล่มา คราวนี้เลยหาจังหวะแย่งไมค์กันร้องเพลงต่ออย่างอินๆ


            มีแต่ไอ้ก้องนี่แหละที่ย้ายก้นมานั่งเบียดผม เอ่ยถามด้วยสีหน้าเป็นกังวลแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเสือกปากหมาได้ที่


            “ใกล้ตายยัง”


            “ถ้าตายกูจะเอามึงไปด้วย ไอ้เหี้ย”


            “มีแรงพากูไปเหรอ ทุกวันนี้ดูสภาพตัวเองหรือยัง หน้าซูบ ตาโหล เดินอย่างกับคนไม่มีแรง ถามจริง มึงได้รับเชื้อซอมบี้มาใช่มั้ย” โคตรไร้สาระ ถ้าไม่ใช่ไอ้ก้องคิดไม่ได้นะครับ


            “ช่วงนี้กูนอนไม่ค่อยหลับ แต่เดี๋ยวก็ดีขึ้นเองแหละ”


            “ให้กูไปนอนเป็นเพื่อนปะ”


            “ไอ้ไฟฟ้าคงได้ถีบโด่งมึงกลับมา” เมื่อยังเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของอีกฝ่ายผมจึงรีบสำทับไปอีกรอบ “เฮ้ยไม่ต้องเครียด ร้องเพลงๆ ไหนเอาไมค์มา” กระดิกนิ้วระรัวไม่นานผมก็ได้ไมโครโฟนมาครอบครองอย่างที่หวัง


            ไอ้เพื่อนมันก็เสือกเฮี้ยนเพลงมีเป็นล้านไม่เลือก มึงร้องแต่เพลงอกหัก รักคุด มือที่สาม รักข้างเดียว เอ็มวีตอนจบไม่สมหวังซะเป็นส่วนใหญ่ กูก็ร้องปนสะอื้นไปดิ นานเข้ายิ่งรู้สึกเหนื่อยเลยวางไมค์แล้วนั่งจมจ่อมอยู่มุมห้องมองดูแต่ละคนโชว์พลังเสียงราวกับนรกส่งมาเกิด


            ผมไม่กล้าโทรหาโยธา แต่เดาว่าตอนนี้มันคงไปที่บาร์ของพี่ชาย


            แค่คิดภาพของรุ่นพี่คนหนึ่งพลันวิ่งเข้ามาในหัว ฉายภาพเดิมซ้ำไปซ้ำมาไม่หยุด เขาจบกันไปนานแล้ว ก่อนที่ผมจะโผล่เข้าไปในชีวิตของมนุษย์มืดมนอีก แต่ไม่รู้ทำไม...แค่คิดว่าทั้งคู่คงเจอกันทุกวันใจแม่งก็เจ็บยอกไปหมด


            พี่วาไม่คิด โยธาไม่คิด แล้วทำไมพี่เกล้าถึงต้องตามมาขู่ด้วย


            โว้ยยยยย รู้สึกว่าตัวเองเริ่มประสาทแดก ผมรีบยกมือขึ้นมาขยี้หัวแรงๆ ให้ได้สติ เลิกคิด...เลิกคิด ถ้าคิดถึงก็แค่โทรไปหามันจะยากอะไร ปกติก็คอยแต่เสือกเรื่องชาวบ้านอยู่แล้วนี่หว่า


            ผมสูดลมหายใจเข้าออกเพื่อสร้างความผ่อนคลาย รวบรวมความกล้าที่มีทั้งหมดควักมือถือในกระเป๋ากางเกงขึ้นมา จากนั้นจึงย่องเดินออกไปข้างนอกเงียบๆ หน้าจอปรากฏเบอร์ของใครคนหนึ่งอยู่ จะกดในทันทีก็เสือกละล้าละลังมองชื่อที่บันทึกเอาไว้เนิ่นนาน ในที่สุดผมก็ตัดสินใจได้สักที


            กดโทรออก...


            รอสายค่อนข้างนานไม่มีใครรับกระทั่งสัญญาณถูกตัดไป แต่ก็ยังไม่ย่อท้อลองกดใหม่อีกเป็นรอบที่สอง คราวนี้ปลายสายกดรับเรียบร้อย ไม่รอให้ตอบกลับผมกรอกเสียงลงไปทันที


            “โยธา มึงอยู่ไหน ที่ร้านปะ”


            [นี่ใครครับ พอดีโยธาไปเข้าห้องน้ำ ถ้ามันกลับมาจะบอกให้]


          จำได้ดี นี่เสียงพี่วา


            จู่ๆ มือที่จับมือถือพลันสั่นขึ้นมาซะดื้อๆ แต่ก็ยังพยายามประคองสติตอบกลับด้วยเสียงเรียบนิ่งที่สุด


            “บอกว่ากรรณโทรมาก็ได้ครับ”


            [อ้าวน้องกรรณเองเหรอ ก็ว่าอยู่ทำไมเสียงคุ้นๆ] น้ำเสียงจากปลายสายดูร่าเริงและเป็นกันเองกว่าก่อนหน้านั้นค่อนข้างมาก


            “แหะๆ พี่วาใช่มั้ยครับ”


            “ใช่ เมื่อกี้ก็แปลกใจไงว่าใครโทรมา โยธาแม่งเสือกไม่เมมเบอร์ไว้”


            “…!!


            “ถ้ามันมาเดี๋ยวพี่บอกให้ ว่างๆ ก็มานั่งก๊งเบียร์กันนะ ไอ้นิวบ่นคิดถึง”


            “ได้ครับ”


            สายถูกตัดทว่าผมยังค้างอยู่ในท่าเดิม สมองคล้ายยังไม่ประมวลผลดีเพราะถูกสิ่งที่เพิ่งได้ยินกระแทกหัวอย่างจัง โยธาไม่เคยบันทึกเบอร์ของผมเอาไว้ แล้วที่ผ่านมาหมายความว่ายังไง


            “อ้าวไอ้เหี้ยหู มายืนทำไมตรงนี้วะ” ตรงซอกหลืบหนึ่งของร้าน ผมเห็นใครบางคนเดินผ่านมา ไอ้ก้องทำหน้าสงสัยแต่เมื่อเห็นสีหน้าที่ตอนนี้คงซีดเป็นปลาตีนเลยเบิกตาโพลงจนแทบถลน “เป็นอะไร”


            “ก้อง กูกลัว...”


            “กลัวอะไร”


          “กลัวว่ามันจะไม่ใช่ความรัก กลัวว่ามันจะไม่รักกู”


            “เฮ้ยใจเย็น” เสียงผมสั่น มือสองข้าง ขาทั้งคู่ ทุกส่วนในร่างกายสั่นเทาไปหมด แม้กระทั่งจังหวะการเต้นของหัวใจเองก็ยังถี่ระรัวจนควบคุมไม่อยู่


            “ตอนนี้เราร้องเพลงได้อีกกี่ชั่วโมง” ผมกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ แสร้งเปลี่ยนเรื่องถามคนตรงหน้า


            “สอง”


            “ดีๆ งั้นสองชั่วโมงนี้กูจองไมค์ไปเลยแล้วกัน”


            ส่งยิ้มเหยเกให้เสร็จจึงรีบหมุนตัวเดินกลับไปที่ห้อง คว้าไมค์บนโต๊ะ แหกปากร้องเพลงอย่างสุดเสียง น้ำตามากมายไหลลงมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ดีที่ห้องมืดเกินกว่าเพื่อนจะสังเกตเห็น แต่ถึงเห็นก็คงไม่เป็นไร ใครเขาก็เข้าใจตรงกันหมดว่าผมอินกับเพลง


            แล้วเชื่อมั้ย กว่าโยธาจะโทรกลับมาผมก็เกือบเข้านอนแล้ว แถมที่น่าเจ็บปวดคือผมกลับพูดได้แค่ประโยค ไม่มีอะไรเท่านั้นจริงๆ





 

 

 

 

 




            ช่วงนี้รูมเมทของผมต้องซ้อมการแสดงอย่างหนักเพื่อประกวดดาวเดือน กลับห้องมาทีก็เหมือนทิ้งร่างลงเตียงแล้วตายไปชั่วขณะ


            ส่วนตัวผมนั้นหลังจากใจลอยอยู่บ่อยๆ คราวนี้ยิ่งเป็นหนักกว่าเดิม บางทีกว่าจะรู้ตัวไอ้ก้องก็วิ่งตามมากระชากหัวแล้วเพราะมักเดินแตกกลุ่มตอนเปลี่ยนคาบเรียนเป็นประจำ ถึงจะบอกตัวเองให้เลิกคิดไปซะจนกว่าจะได้คำตอบที่แน่ชัดจากโยธา แต่แม่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ไง


            “วันนี้กินข้าวไหนดี” คำถามสุดคลาสสิกถูกเอ่ยจากปากของคนในกลุ่ม


            “ตึกวิทย์นี่แหละ ขี้เกียจเดินไกล”


            “แล้วจะกินที่ภาคไหน”


            “ก๋วยเตี๋ยวภาคฟิสิกส์เด็ดจัด สาวน่ารักสุด”


            “ฟาย งั้นก็ไปแดกตึกฟิสิกส์แล้วกัน หู! ไปเพื่อนไป” ท้ายประโยคเพื่อนหันมาบอกกับผม ความจริงช่วงนี้พวกมันไม่ค่อยเป็นอันทำอะไรเท่าไหร่เพราะห่วงแต่ภาระชิ้นใหญ่อย่างผม ก็รู้ตัวแหละว่าก่อปัญหา แต่พยายามแก้ยังไงก็ไม่ดีขึ้นสักที มีแต่จะแย่กว่าเดิม


            ด้วยความที่วันนี้เรียนสองคาบแรกที่ตึกวิทย์ แถมยังขึ้นมาเรียนถึงชั้นห้า อาจารย์ที่คณะจึงให้สิทธิ์นิสิตใช้ลิฟต์ได้ตามสะดวก ทว่าในเวลาที่คนเยอะมากๆ เราก็เน้นใช้บันไดแทนเพื่อประหยัดเวลาในการรอ


            ติ๊ง!


            ประตูลิฟต์เปิดออก ผมเป็นฝ่ายเดินนำเข้าไปก่อน พริบตาหนึ่งเท่านั้นที่รู้สึกว่าตัวเองได้ทำผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะในลิฟต์ตัวนี้ดันมีคนที่อยากเจอและไม่อยากเจอในเวลาเดียวกันอยู่ด้วย


          โยธา


            “ไอ้หู” เสียงตะโกนของไอ้ก้องฉุดให้ผมรีบหันไปมองด้านหลัง พื้นที่ในลิฟต์เต็มแล้ว จึงไม่มีใครแทรกเข้ามาได้อีก


            ความคิดเสี้ยวหนึ่งจึงสั่งให้ผมรีบก้าวเท้าออกไปด้านนอก ทว่าแทนที่จะสามารถทำตามอย่างใจคิด ข้อมือกลับถูกรั้งไว้โดยใครอีกคน


            ประตูลิฟต์ปิดลงก่อนเคลื่อนตัวลงไปด้านล่าง เสียงจอแจของคนภายในดังขึ้นมาอีกระรอก คงมีเพียงผมกับโยธาเท่านั้นที่ยังคงยืนเงียบไม่ปริปากใดๆ


            ออกจะประหม่านิดหน่อยตรงที่ไม่ค่อยได้คุยกัน คงเป็นผมเองที่พยายามหลบหน้า ตอนทำหน้าที่สวัสดิการก็เปลี่ยนไปช่วยงานส่วนอื่นแทนเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัด มาตอนนี้คงหลบเลี่ยงไม่ได้แล้ว


            ติ๊ง~


            ลิฟต์เปิดอีกครั้งเมื่อลงมาถึงชั้นล่าง ทุกคนทยอยเดินออกแต่เราทั้งคู่กลับยืนอยู่จุดเดิม ครู่หนึ่งประตูจึงปิดลงอีกรอบ ด้วยความที่ไม่มีใครกดเลขชั้น มันเลยหยุดอยู่นิ่งไม่เคลื่อนที่ไปไหน


            “ช่วงนี้เป็นไงบ้าง สบายดีมั้ย” ในที่สุดผมกลั้นใจเป็นฝ่ายถามออกไปก่อน


            เราต่างไม่กล้าสบตากันและกัน เอาแต่มองผนังตรงหน้าเพียงอย่างเดียว


            “อืม มึงล่ะ”


            “ก็ดี” ความเงียบเกาะกุมอีกรอบ ก่อนผมจะใช้จังหวะนี้ถามถึงความค้างคาใจของตัวเอง “โยธา...”


            “หืม”


            “ได้คำตอบหรือยัง”


            “ยัง”


            “มะ...ไม่เป็นไร งั้น...งั้นกูไปก่อนนะ ไอ้ก้องคงรอแล้ว” ผมดึงข้อมือของตัวเองออกมาจากการเกาะกุมของอีกฝ่าย แล้วเอื้อมมือติดสั่นของตัวเองกดเปิดลิฟต์ คงทำอะไรไม่ได้จริงๆ นอกจากเดินหน้าต่อโดยไม่คิดหันหลังกลับ


            หนึ่งก้าว สองก้าว สามก้าว


            ผมเดินห่างออกมา เช็ดความเปียกชื้นจากหัวตาออกลวกๆ


            ไม่ง่ายเลย


            ที่จะถามหาความรักจากคนที่ไม่คิดรักใครอีกแล้ว



 

 

 

 

 

 


            สิ่งที่เคยจินตนาการไว้คือการประกวดดาวเดือนและงานเปิดโลกกิจกรรมต้องบันเทิงและเฮฮากันขั้นสุด แต่พอเอาเข้าจริงกลับมีผมคนเดียวที่ยืนเหี่ยวๆ อยู่หน้าซุ้ม แถมอีกไม่นานเราต้องกลับมาเตรียมตัวสอบกลางภาคอีก เวลาแห่งความสนุกสนานคงยิ่งห่างไกลออกไปเรื่อยๆ


            กิจกรรมประกวดดำเนินเริ่มแล้ว ปีหนึ่งในฮอล์ส่งเสียงเชียร์เพื่อนจนดังไปทุกสารทิศ ผมทำหน้าที่สวัสดิการ ช่วยเพื่อนๆ และรุ่นพี่แจกข้าวกล่อง เสร็จสรรพจึงไปสมทบกับฝ่ายอื่นเพื่อให้กำลังใจไอ้ไฟฟ้า


            งานดำเนินไปอย่างราบรื่นกินเวลาหลายชั่วโมงกว่าจะประกาศผล และในที่สุดก็เป็นดังคาดที่สุดท้ายไอ้ไฟฟ้าคว้าตำแหน่งเดือนมหาลัยไปครอง ทุกคนส่งเสียงเฮลั่น ผมยืนอยู่ท่ามกลางคนจำนวนมากที่กำลังกระโดดโลดเต้นไปมา มีแค่ตัวเองเท่านั้นที่ยืนยิ้มและปรบมืออย่างคนไร้วิญญาณ


            “ฉลอง อย่างนี้ต้องฉลอง”


            “เอนจิเนียร์ เอนจิเนียร์~


            แต่ด้วยความเหนื่อยบวกเพลียของทุกฝ่าย การเลี้ยงฉลองจึงเกิดขึ้นในอีกวัน นี่เป็นวันแรกที่ในรอบหลายสัปดาห์ที่ไอ้ไฟฟ้ากลับห้องเร็ว มันโถมตัวลงบนเตียงทั้งที่หน้ายังเต็มไปด้วยเมคอัพและกลิ่นน้ำหอมแบบผู้ชาย


            “เหนื่อยโว้ยยยยย เหี้ยเอ๊ย ชาตินี้อย่าให้กูมาทำอะไรแบบนี้อีกเลย”


            “เอาน่าเพื่อคณะ ได้เป็นเดือนมอเลยนะเว้ย” ผมเอ่ยปลอบใจขณะค่อยๆ ถอดเสื้อผ้าเตรียมอาบน้ำ


            “ตำแหน่งเดือนแล้วไงวะ ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย”


            “เผื่อเป็นใบเบิกทางให้มึงเจอรักแท้ไง”


            “เหอะๆ ปกติไม่เป็นเดือนก็มีคนเข้าหากูเยอะอยู่ละ” ยอมแล้วจ้า ลืมไปอะเนอะว่าเป็นพวกดูดีตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า แถมอัธยาศัยยังดีเลิศอีกต่างหาก “แล้วช่วงนี้มึงเป็นไงบ้าง ช่วงหลังกลับมากูหลับเป็นตายเลยไม่ได้ถามเหตุผลว่าทำไมไอ้โยธามันไม่มานอนที่ห้องนี้แล้ว”


            ถึงกับชะงักมือ กลอกตาหาคำตอบให้กับอีกฝ่าย


            “มันคงเหนื่อยแล้วมั้ง จะเข้าห้องต้องเสียค่าเข้าหนิ”


            “ตลก”


            “แล้วมึงไม่ได้คุยกับโยธาเลยเหรอ” ลองถามไฟฟ้าไปบ้าง ทั้งที่พอจะเดาคำตอบได้


            “ไม่อะ”


            “ไฟ” ชั่งใจอยู่ว่าจะถามดีมั้ย เงียบอยู่นานจนถูกสายตาคมจดจ้องจึงตัดสินใจพูดสิ่งที่คิดออกไปตรงๆ “กูรู้เรื่องรักแรกของโยธาแล้วนะ”


            “มึงเจอวาริชแล้วเหรอ” สีหน้าของไฟฟ้าค่อนข้างประหลาดใจ มันพลิกตัวลุกนั่งขัดสมาธิ ยืดหลังตรงแน่วท่าทางจริงจัง


            “อือ พี่วาแกโคตรดีเลย ไม่แปลกใจที่ทำไมโยธามันถึงชอบ”


            “มึงอย่าคิดมาก เรื่องมันผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว”


            “กูเปล่าคิดมาก”


            “สายตากับคำพูดไม่ได้ไปทางเดียวกันเลยว่ะ มีอะไรอยากระบายให้ฟังมั้ย”


            “ไม่มี”


            “วามีแฟนแล้วนะ และก็รักแฟนมันมากด้วย”


            “กูเคยเจอพี่เกล้าแล้วเหมือนกัน”


            “นั่นยิ่งดี มึงจะได้สบายใจ”


            “อืม เดี๋ยวกูอาบน้ำก่อนนะ”


            “หมา” ในจังหวะที่กำลังก้าวเท้า เสียงของไฟฟ้ากลับหยุดผมเอาไว้


            “ว่า?”


            “ไม่สบายหรือเปล่า หน้าซีดๆ” หลังได้ยินเพื่อนตัวสูงบอกดังนั้นผมรีบยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองไปมาเพื่อวัดอุณหภูมิ ก่อนพบว่าตัวเริ่มอุ่นเล็กน้อย สงสัยคงเป็นเพราะช่วงหลังมานี้ทำกิจกรรมหนักและนอนหลับไม่สนิทเท่าที่ควร


            “ไม่เป็นอะไรหนิ เดี๋ยวอาบน้ำเย็นๆ ก็ดีขึ้นแล้ว”


            “กินยาหน่อยมั้ย”


            “ไม่ป่วยจะกินทำไม มึงต่างหากที่ต้องห่วงตัวเอง เช็ดเครื่องสำอางแล้วเตรียมตัวมาอาบน้ำซะ”


            “สั่งเป็นเมียกูเลยน้า ถ้าไม่ติดว่ากิ๊กเยอะกูจะรับมึงเข้าตระกูลอีกคน”


            “รู้สึกดีจริงๆ ที่เป็นหนึ่งในตัวเลือกของมึง ถุย” ไม่พูดเปล่าจัดการส่งนิ้วกลางให้ทีหนึ่งพลางลากเท้าไปยังห้องน้ำ หวังเพียงว่ากระแสน้ำเย็นๆ คงพอช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้บ้าง


            แปลกดีที่หลังจัดการธุระส่วนตัวเสร็จกลับยิ่งรู้สึกหนักอึ้ง เลยตัดสินใจเข้านอนเร็วกว่าปกติเผื่อตื่นขึ้นมาอาจรู้สึกโอเคกว่านี้


            เช้าวันอาทิตย์มาถึง เสียงนาฬิกาปลุกจากมือถือดังลั่นห้อง แม่งโคตรน่าหงุดหงิดที่ควานหาโทรศัพท์อยู่นานกว่าจะเจอ เปลือกตาสองข้างลืมขึ้นอย่างยากลำบาก ปวดหัวตุบๆ จนลามไปถึงท้ายทอย ร่างกายทุกตารางผิวปวดร้าวส่งความร้อนผ่าวออกมาจนสัมผัสได้


            เล่นแบบนี้จริงดิ ไม่ใจดีกันหน่อยเหรอ


            ดึกๆ มีไปฉลองกับเพื่อนเนื่องในโอกาสที่ไอ้ไฟฟ้าได้ตำแหน่งเดือนมหาลัยด้วย ขืนอาการยังแย่เพื่อนคงหมดสนุกกันพอดี


            ผมค่อยๆ ชันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก กวาดตามองรอบห้องก็พบกว่ารูมเมทสายกวนไม่อยู่แล้ว ด้วยความที่เป็นวันหยุด หอในคงเงียบเหงากว่าปกติเพราะเพื่อนหลายคนแพ็กกระเป๋ากลับบ้าน ทว่าเด็กต่างจังหวัดที่นานทีปีหนจะกลับเลยต้องอยู่เฝ้าห้องต่อไป


            ไอ้ก้องคงยังไม่ตื่นแน่ และผมก็ไม่อยากให้มันรู้ด้วยว่าตัวเองป่วยเลยรีบอาบน้ำล้างหน้า ตั้งใจลงมาซื้อข้าวและยาจากเภสัชกรด้านล่างแล้วกลับมานอนพักอีกรอบเผื่ออาการอาจดีขึ้น


            ตั้งแต่เมื่อวานผมไม่ได้คุยกับโยธาแม้แต่ประโยคเดียว คงเพราะต่างคนต่างง่วนอยู่กับการทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายของตัวเอง ทว่าหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจหรือตอนที่ไอ้ไฟฟ้าหอบข้าวของพะรุงพะรังกลับมา ผมกลับไม่เห็นเงาของใครอีกคนแวะเวียนเข้ามาแสดงความยินดีเลย


            ยิ่งคิดมากก็ยิ่งปวดหัว สองขาก้าวเดินแม้ภาพตรงหน้าจะไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ กะใช้สัญชาตญาณและความเคยชินนำทางไป


            ปี๊นนนนนน


            เสียงบีบแตรดังลั่น ผมสะดุ้งจนสุดตัว สองหูอื้อทำตัวไม่ถูกเพราะทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างปุบปับ และในจังหวะที่ไม่รู้ว่าควรทำยังไงเพราะได้ก้าวเท้าลงบนถนนแล้ว ฝ่ามือหนาของใครบางคนกลับกระชากผมกลับไปยืนยังฟุตบาธตามเดิม


            หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงหอบหายใจอย่างหนัก หัวใจเต้นรัวกระหน่ำ สองมือและสองขาสั่นเทา จุดโฟกัสชัดบ้างมืดบ้าง ใช้เวลาอยู่นานกว่าการมองเห็นตรงหน้าจะกระจ่าง กายสูงของใครคนหนึ่งยืนซ้อนหลัง กระทั่งตอนที่อีกฝ่ายรั้งให้ผมหันไปเผชิญหน้าถึงได้รู้ว่าเขาเป็นคนที่เอาแต่คิดถึงตลอด


            “บีเกิลเป็นอะไรมั้ย”


            ผมคิดถึงเสียงเรียก บีเกิลจากปากของโยธาจัง


            “ได้ยินหรือเปล่า”


            “ดะ...ได้ยิน” หลังถูกถามย้ำ ผมจึงรีบตอบกลับไปทั้งเสียงตะกุกตะกักไม่เป็นตัวของตัวเอง


            “ตัวมึงร้อนมาก” ฝากมือหนาเลื่อนจากต้นแขนมาที่หน้าผาก “ไม่สบายหรือเปล่า”


            “ไม่เป็นไร กูโอเค”


            “เดินไม่มองถนน จะโดนรถชนอยู่แล้ว”


            “ขอโทษได้มั้ยล่ะ”


            ผมได้ยินเสียงจิ๊ปากรำคาญตามมา สักพักก็โดนลากไปที่ร้านยาอย่างรวดเร็ว โยธามันจัดการให้หมด หน้าที่ของผมแค่บอกอาการกับพี่เภสัชตามตรง ถ้าไม่หายยังขู่อีกว่าจะพาไปโรงบาลสถานเดียวเท่านั้น


            “ผมปวดหัวนิดหน่อยครับ” บอกเสียงอ้อมแอ้มกับคนตรงเคาน์เตอร์ยา ทว่าเมื่อเงยหน้ามองคนที่ยืนซ้อนหลังก็จำต้องบอกอาการเพิ่มอีกอย่าง


            “ตัวร้อนด้วยครับ”


            “แค่นี้เหรอ” ไอ้โยธาถามอย่างกดดัน


            “ก็แค่นี้แหละ จะป่วยอะไรนักหนาล่ะ” พี่เภสัชหัวเราะใส่ จัดยาให้ตามอาการ ได้ยาแล้วก็ตามมาด้วยอาหารเช้า ตอนเดินออกมาจากห้องไม่รู้หรอกจะแดกอะไร พอมาอยู่กับมนุษย์มืดมนสมองยิ่งโล่งกว่าเดิมไปอีก


            “กินอะไรอ่อนๆ หน่อยมั้ย มึงป่วยอยู่”


            “ไม่ได้ป่วย แค่อาการเริ่มต้น”


            “ไม่ต้องเถียง”


            “มาเป็นห่วงเจ้ากี้เจ้าการอะไรไม่ทราบ ปกติก็ไม่เคยสนใจอยู่แล้วหนิ” อารมณ์มาเต็ม พอนึกขึ้นได้ว่าเผลอพูดไร้สาระออกไปเลยรูดซิบปากสนิท


            “กินข้าวต้มมั้ย” โยธาไม่คิดต่อล้อต่อเถียงรีบเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างเผด็จการ


            “กูไม่อยากกินข้าวต้ม”


            “งั้นก็โจ๊ก”


            “ไม่อย่างกินโจ๊กแหยะๆ”


            “แล้วอยากกินอะไร”


            “อยากกินข้าวมันไก่ แต่เดี๋ยวจะไปสั่งเอง”


            “กูจัดการให้ ซื้อกลับไปกินที่ห้อง อยู่ตรงนี้ไม่กลัวปล่อยไข้ให้คนอื่นเหรอ” ผมเม้มปากแน่น อัดอั้นตันใจจนอยากพ่นไฟออกมา “อยากกินอะไรเพิ่มมั้ย พวกขนม”


            “อยากกินทาโกะยากิ”


            “หนักไป ไม่ดีต่อกระเพาะ” นี่ไอ้โยธามันเรียนวิศวะหรือเป็นนักโภชนาการวะสัด


            “งั้นเปลี่ยนเป็นมินิทาโกะยากิ”


            “โคตรน่าตี”


            “เอาน้ำเก๊กฮวยเย็นๆ ด้วย”


            “ป่วยอยู่ใครเขาให้กินน้ำเย็น”


            “ยุ่ง” มันไม่รอฟังผมพล่ามต่อรีบผละออกไปสั่งกับข้าว ทิ้งผมให้นั่งรออยู่ตรงโต๊ะกลางโรงอาหาร พักใหญ่เจ้าตัวถึงกลับมาพร้อมกล่องอาหารสองกล่อง แถมยังมีกล่องขนมด้วย ส่วนน้ำเปล่าที่ไม่ถูกแช่เย็นถูกส่งให้ผมถือไว้


            เรากลับมาถึงห้อง กับข้าวถูกแกะใส่จานวางบนโต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็ก จากนั้นคนตัวสูงจึงรับหน้าที่ประหนึ่งทาสรับใช้ประเคนมาให้ถึงปาก


            “กินข้าว จะได้กินยา”


            “รู้แล้ว”


            “นอนพักเยอะๆ วันนี้ไม่ต้องออกไปไหน”


            “ตอนดึกมีปาร์ตี้ที่บังอรโภชนา”


            “ไม่ต้องไป”


            “จะไป ไอ้ไฟฟ้าบอกว่าอยากให้ทุกคนไปฉลองที่มันได้ตำแหน่งเดือน” ผมนั่งพูดพลางตักข้าวมันไก่ใส่ปาก ส่วนคนที่อยู่ข้างเตียงก็เอาแต่จ้องเขม็ง มันไม่ได้เถียงหรือห้ามผมอีก เลยพอเดาได้ว่าคุณความมืดมนอนุญาตให้ผมไปแล้ว


            “ผอมลงนะ จะเหลือแต่กระดูกอยู่ละ” ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างโยธาที่ไม่ชอบเริ่มต้นบทสนทนากับใครก่อนจะเป็นฝ่ายเริ่มประเด็นหลายต่อหลายครั้ง


            “แบบนี้เขาเรียกว่าหุ่นดี” ใครจะบอกให้รู้ล่ะว่าที่กูเป็นอยู่เนี่ยก็เพราะคิดแต่เรื่องมึง “ว่าแต่ไม่มีกูแล้วใครผูกเนคไทให้อะ”


            “ไม่ผูก”


            “รุ่นพี่ไม่ว่าเหรอ”


            “ใครจะกล้าว่ากู”


            “จ้าๆ” ยอมหมดแหละ ทั้งนรกยังต้องยอมมึง


            ผมค่อยๆ กินข้าว หมดจานแล้วก็กินยาตามที่หมอบอกโดยมีโยธารับหน้าที่เป็นแม่บ้านจำเป็น จัดการล้างจานชามและทำความสะอาดโต๊ะ เมื่อเรียบร้อยถึงได้เดินกลับมานั่งเป็นเพื่อนอยู่ข้างๆ


            เปลือกตาสองข้างแทบฝืนลืมขึ้นไม่ได้อีกแล้ว ทว่าในจังหวะที่ตัวเองใกล้เข้าสู่ภวังค์ผมก็ยังรวบรวมความกล้าถามถึงสิ่งที่ค้างคาใจ


            “โยธา...มึงได้คำตอบหรือยัง”


            “...”


            “คำตอบที่มึงรู้สึกยังไงกับกู”


            “ยัง” และก็เหมือนกับครั้งก่อนไม่มีผิดเพี้ยน


            “จริงๆ มึงอาจไม่ได้รักกูก็ได้นะ”


            “...”


            “ไม่รู้ดิ กูไม่คิดว่าสิ่งที่มึงทำดีด้วยมันเป็นความรักแบบนั้น บางทีมันอาจเป็นความห่วงใยแบบที่เพื่อนมีให้กัน”


            “ไม่ใช่ ไม่เหมือน”


            “ขนาดเบอร์กูมึงยังไม่เมมไว้เลย คิดเอาแล้วกันว่าใครสำคัญกับมึงกันแน่”


          “กูจะเมมเบอร์มึงไว้ทำไมในเมื่อกูจำมันได้ทุกตัวแล้ว”


            ทันทีที่ได้ยินถึงกับอึ้ง อ้าปากหวอ ไม่รู้ตัวเองกำลังทำหน้ายังไงแต่คิดว่ามันต้องตลกชัวร์ๆ


            “รออีกหน่อยได้มั้ย” เจ้าของเสียงทุ้มบอกกับผม สายตาคู่คมสอดประสานทำเอาจังหวะการหายใจติดขัดไปชั่วขณะ “ถ้าแน่ใจจริงๆ แล้ว กูจะบอกกับมึง”


            “อือ จะรอ”


            ผมไม่รู้ว่าสุดท้ายคำตอบที่ได้จะคุ้มค่ากับที่หวังไว้หรือเปล่า แต่มาถึงขั้นนี้แล้ว คงตอบได้เพียง...


            นานแค่ไหนก็รอ





 

 

 

 

 

 




            “เหล้าสองขวด เบียร์ลังนึง น้ำแข็งกับมิกซ์ไม่อั้น จัดปายยยยย”


            “โอ๊ยยยยป๋ามากครับ ทำอย่างกับจะเลี้ยงแต่สุดท้ายจบงานก็ต้องกดเครื่องคิดเลขหาร ไอ้สัด”


            “กูป๋าสั่งให้ยังจะโวยวายอีก เร็วๆ สั่งของกินเล่น”


            กระดาษรายการอาหารถูกโยนลงบนโต๊ะ เพื่อนแต่ละคนจิ้มนิ้วเลือกของกินตามอัธยาศัยโดยมีไอ้ไฟฟ้านั่งกอดอกยิ้มกริ่มอยู่ใกล้ๆ นอกจากเด็กปีหนึ่งแล้ว ในโต๊ะขนาดสามตัวยาวยกต่อติดกันยังมีพี่ปีสองและปีสามร่วมแจมอย่างคึกคัก


            ผมกับไอ้ก้องนั่งอยู่ด้วยกัน ตอนเย็นกว่าจะลุกออกจากเตียงเล่นเอาหัวแทบหมุน อาการดีขึ้นกว่าตอนเช้ามากแต่ก็ยังไม่หายอยู่ดี ครึ่งชั่วโมงให้หลังโยธาตามมาสมทบ คราวนี้ผมใจชื้นกว่าเดิมมากคล้ายกับสลัดความกังวลทุกอย่างออกไปจนหมด


            22.00 น.


            แอลกอฮอล์เริ่มแล่นพล่านไปตามกระแสเลือด ประกอบกับเสียงเพลงสุดสะเด่ากับแสงไฟหลากสียิ่งส่งผลให้ความสนุกเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว หลายคนลุกขึ้นมาเต้นแร้งเต้นกาเป็นผี บางคนก็ไม่น้อยหน้ายกซดทีเดียวหมดแก้ว บางรายหนักกว่านั้นตรงที่เดินตระเวนไปตามโต๊ะขอชนแก้วคนโน้นทีคนนี้ทีจนแทบส่ายหัว


            ผมกินมากไม่ได้เพราะโดนมนุษย์มืดมนห้ามแถมยังป่วยอยู่ ส่วนไอ้ก้องไม่เน้นของมึนเมา นั่งจกถั่วแดกจนแทบหมดกระป๋อง ไอ้ฟาย


            “นี่โยธา ถ้าหูมันไม่ไหวพากลับด้วยนะ เพราะกูคิดว่ากูก็ไม่ไหวเหมือนกัน” ก้องเกียรติเอ่ยเสียงป้อแป้


            “มึงเมาอะไรถามก่อน” ด้วยความสงสัยเลยสวนกลับไป


            “เมาไฟกับเมาถั่ว”


            “ดีๆ ไอ้เหี้ย”


            “มีถั่วมั้ย”


            “มีแต่ตีนจะแดกมะ” สุดจะทน เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น ตัดภาพไปที่ไอ้ไฟฟ้า คำว่าเมาหัวราน้ำคงไม่พ้นนิยามของมันในตอนนี้สักเท่าไหร่


             
( Rrrr - - Rrrr - - )


            สายตาของผมก้มมองตามเสียงสั่นครืดของโทรศัพท์ตรงหน้าเพื่อนตัวสูง มันเป็นของโยธา หน้าจอบันทึกชื่อเอาไว้ เป็นตัวอักษรไม่กี่ตัวที่คุ้นเคยแต่ทำเอาใจกระตุกวูบไปชั่วขณะ


            วาริช


            มือหนาคว้าโทรศัพท์กดรับแทบไม่รอให้เสียเวลา มันมองหน้าผม พูดคุยกับปลายสายด้วยประโยคสั้นๆ ก่อนผุดลุกขึ้นยืน


            หัวใจแม่งเหมือนร่วงลงไปกองอยู่ในธารน้ำแข็ง ผมรู้ว่ามันจะพูดอะไร ผมรู้ว่าในตอนนี้มันไม่ได้อยากอยู่เพื่อผมอีก


            “บีเกิลเดี๋ยวกูมานะ”


            นี่เหรอคำตอบที่ตามหา แต่ผมก็ยังหน้าด้านหน้าทนรั้งข้อมือเจ้าตัวเอาไว้


            “สำคัญมากมั้ย ไม่ไปไม่ได้เหรอ” เอ่ยบอกด้วยความเว้าวอน หวังลึกๆ ว่าเสี้ยวหนึ่งมันอาจได้ผล


            “ที่ร้านมีปัญหานิดหน่อย”


            “งั้นกูขอไปด้วยได้ปะ”


            โยธาส่ายหัว ถอนหายใจอย่างปลงตก


            “อยู่ที่นี่ก่อนเดี๋ยวกูมา”


            ไม่รอฟังคำตอบมันรีบเดินฝ่าฝูงชนออกไป ทิ้งให้ผมกับไอ้ก้องมองตามหลังไม่ห่าง ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าประโยค เดี๋ยวกูมาของมันจะเกิดขึ้นจริงมั้ย หรือแท้จริงแล้วเป็นแค่ข้ออ้างเพื่อไม่ให้ถามจุกจิกอย่างน่ารำคาญ


            “มันเกือบจะดีแล้วมึง” ผมบอกไอ้ก้อง ยกแก้วเหล้าผสมน้ำอัดลมขึ้นมาดื่ม ปกติเป็นคนไม่ดื่มเยอะ ยิ่งก่อวีรกรรมอ้วกแตกคาร้านในวันนั้นยิ่งเข็ดขยาดแอลกอฮอล์ ทว่าครั้งนี้กลับอยากทิ้งความคิดเหล่านั้นแม่งให้หมด


            เอาให้เมา เมาแล้วจะได้ลืมๆ มันไปซะ


            ไม่คิดว่าการรักใครสักคนจะต้องเจ็บปวดขนาดนี้ เจ็บปวดเพราะคาดหวัง เฝ้ารอ และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่อีกฝ่ายจะใจตรงกันสักที คำว่าแฮปปี้เอนดิ้งอาจจะเจอในตอนจบของละครหลายเรื่อง แต่ในชีวิตจริงกลับไม่ได้เป็นไปตามสูตรสำเร็จที่ว่านั้น


            “ไอ้หูเบาหน่อย น้ำเปล่าหน่อยมั้ย”


            “ไม่ๆ สบายมากเว้ย” ผมยกมือปัดป่ายไปมา


            ซดเหล้าแล้วก็เลยอยากลองซดเบียร์บ้าง จริงๆ มันก็ไม่ได้ขมอย่างที่คิดนี่หว่าเลยซัดซะหมดแก้ว แถมยังเผื่อแผ่ไอ้ก้องไม่หยุด ชนแก้วไปปรับทุกข์ไป ทีนี้แม่งรู้หมดเลยว่าตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาผมต้องเผชิญกับอะไรบ้าง


            23.00 น.


            “ขอไปเข้าห้องน้ำแป๊บ” สองมือยันโต๊ะ ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนด้วยสองขาที่ไม่มั่นคงนัก


            “เดี๋ยวกูไปเป็นเพื่อน” ขนาดจะลืมตามึงยังไม่ไหวเลยก้องเกียรติ เห้อม


            “นั่งอยู่ตรงนี้แหละ เดี๋ยวกูมา”


            เดินโซซัดโซเซออกจากห้องน้ำหลังทำธุระส่วนตัวจนสบายใจจึงเตรียมกลับไปยังโต๊ะ ทว่าผมกลับถูกใครคนหนึ่งดึงไปด้วยแรงค่อนข้างมาก ด้วยความตกใจจนทรงตัวแทบไม่อยู่เลยเซถลาไปตามแรงของอีกฝ่าย เมื่ออยู่ในระยะประชิดถึงได้เห็นชัดเต็มตาว่าอีกฝ่ายเป็นใคร


            “ไงน้องกรรณ”


            “พี่เกล้า? มาทำอะไรที่นี่ครับ”


            “แดกเหล้าดิ นั่งตั้งแต่สามทุ่มกว่าละ เห็นมึงกับเพื่อนไกลๆ แต่ไม่กล้าเข้าไปทัก”


            “อ้อ”


            “สนใจไปแจมกับกูที่โต๊ะมั้ย”


            “เอ่อมะ...” ขณะกำลังเปิดปากปฏิเสธ อีกฝ่ายที่มีแรงมากกว่ากลับถือวิสาสะลากไปที่โต๊ะโดยไม่ถามความเห็นสักคำ ทั้งโต๊ะมีแต่รุ่นพี่ผู้ชายซึ่งผมไม่รู้จักมักคุ้น พอไปถึงเขาก็กดให้ผมนั่งตรงเก้าอี้ แนะนำตัวสั้นๆ ก่อนเทเหล้าใส่แก้วยื่นให้ถึงปาก


            ทุกอย่างเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งแต่ พอจะบ่ายเบี่ยงก็ถูกล็อกคอแน่นแล้วกรอกเหล้าใส่ปาก


            ความร้อนผ่าวไหลผ่านจากลำคอลงไปยังกระเพาะ ผมไม่รู้จะทำยังไง ร้านก็มืดแถมโต๊ะแกยังอยู่หลืบมุมของเวทีอีก จนใจฉิบหายเลยได้แต่พูดประโยคเดิมๆ ว่าไม่ไหวแล้ว


            รุ่นพี่แกเลยเห็นใจไม่บังคับ แต่เปลี่ยนเป็นชวนพูดคุยไปเรื่อยเปื่อย ซึ่งประเด็นส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มาจากพี่เกล้าแต่เป็นเพื่อนเขาคนที่พยายามล็อกคอผมและบังคับให้ดื่มอยู่บ่อยครั้ง


            “เคยเห็นไอ้เกล้าพูดถึง เจอตัวจริงหน้าไม่ตรงปกนี่หว่า”


            “อ้าว” ผมแหวขึ้นทันที


            “หมายถึงตัวจริงน่ารักกว่า” ไปไม่เป็นกว่าเดิมอีกกู “มีแฟนยัง”


            “ยะ...ยังครับ”


            “มีสเป็กมั้ย” ทำไมคำถามมันวนๆ แต่กับเรื่องแบบนี้วะ


            “เอ่อ ผมว่าเพื่อนอาจจะรอ ขอตัวกลับโต๊ะก่อนได้มั้ยครับ”


            “เดี๋ยวดิ นั่งกินด้วยกันก่อน อีกแก้วเถอะ” จากนั้นเขาก็ยื่นแก้วเหล้าเพียวๆ มาให้ ผมรับไม่ไหวหรอก ทั้งร้อนและขมจนอยากร้องไห้ให้มันรู้แล้วรู้รอด


            “ผมไม่ไหวแล้ว มึนหัว...มึนหัวนิดหน่อยครับ”


            “งั้นอยากออกไปสูดอากาศข้างนอกมั้ย”


            “ครับ” วินาทีนี้อยู่ที่ไหนก็ได้ไม่ใช่ที่โต๊ะเป็นดีที่สุด


            รุ่นพี่คนเดิมอาสาพาผมออกไปด้านข้างร้าน อย่าบอกว่าสูดอากาศเลย ตรงนี้มีแต่สิงรมควันเต็มไปหมด เขาเลยลากผมไปมุมหนึ่งของร้าน แล้วผลักจนหลังกระแทกกับกำแพงจนรู้สึกเจ็บร้าวไปทั้งร่าง


            “วันนี้ไม่ค่อยสบาย ผมอยากกะ...กลับแล้ว”


            “งั้นกูไปส่ง


            “พะ...เพื่อนมากันเยอะครับ ผมจะกลับกับเพื่อน” แม้โลกในตอนนี้จะหมุนไปมาจนยืนแทบไม่มั่นคงก็ตาม ทำยังไงดี จู่ๆ ทำไมน้ำตาถึงได้ไหลลงมาไม่หยุด “ฮือออออ ผมอยากกลับแล้ว”


            คงเพราะกลัว


            “เมาหนักแล้วใช่มั้ยเนี่ย”


            ปากถามแต่เขากลับยืนขวางไม่ปล่อยให้ผมได้หาโอกาสเดินออก


            “ผะ...ผมไปทำอะไรให้พี่ไม่พอใจหรือเปล่า” ถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ ก่อนจะเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของอีกฝ่าย


            “มึงเป็นเพื่อนไอ้โยธาหนิ”


            “ฮือ...”  


            “สนิทกับมันใช่มั้ย แล้วรู้ปะว่ามันชอบยุ่งกับแฟนคนอื่น”


            “ผมไม่รู้ ไม่รู้อะไรทั้งนั้น”


            อยากหายไปจากตรงนี้ อยากไปไกลๆ


            ไม่มีใครผ่านมาแม้แต่คนเดียว ไม่มีใครสังเกตเห็น ใจอยากวิ่งหนีเอาตัวรอดแต่แรงก้าวขายังแทบไม่มี ทำได้แค่ยืนกอดตัวเองตัวสั่นงกเงิ่น ขนอ่อนตามร่างกายลุกชันโดยอัตโนมัติ ทั้งปวดหัวและปวดตาไปพร้อมๆ กัน


            “งั้นกูเล่าให้ฟังมั้ย ตั้งแต่แรกเริ่มเลย” ผมส่ายหัวน้ำตานองหน้า ไม่อยากฟังอะไรทั้งนั้นนอกจากทรุดตัวนั่งยองๆ กับพื้นไม่กล้าสบตา


            ทว่าอีกฝ่ายกลับทรุดตัวลงนั่งตามด้วยท่าทีคุกคาม คล้ายกับต้องการขู่ผม


            “มึงทำเหี้ยอะไร
!


            แต่แล้วเสียงของคนมาใหม่ก็แทรกเข้ามา เป็นเสียงคุ้นเคยที่แม้แต่ม่านสายตาจะมองเห็นไม่ชัดแต่สองหูและสมองกลับจดจำได้ขึ้นใจ


            “คนจะคุยกันมึงยุ่งไรด้วยสัด”


            “แต่คนที่มึงคุยอะเพื่อนกู”


            ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ได้ยินฝีเท้ามากมายกับเสียงเอะอะโวยวายของคนกลุ่มหนึ่งดังอยู่ใกล้ๆ ต่างคนต่างดึงทึ้งกันไปมา ผมทำได้แค่กอดตัวเองแน่น จนในที่สุดก็ถูกกระชากคอเสื้อขึ้นแล้วลากออกไปอีกทาง


            ก้าวเท้าได้ไม่เท่าไหร่เอวก็ถูกสองแขนรั้งเข้าสู่อ้อมกอดของใครคนหนึ่ง ผมดิ้นอย่างหนักให้หลุดออกจากการเกาะกุมจนเราทั้งคู่ล้มลงไปกองกับพื้น เจ็บทั้งแขนและขาไปซะทุกส่วน


            “กูเอง นี่กูเอง” ยังดีที่เสียงกระซิบข้างหูที่ได้ยินเป็นของโยธา จิตใจของผมจึงสงบลงได้บ้าง


            ถ้ามีเขา...ผมคิดว่าตัวเองจะปลอดภัย


            แผ่นหลังถูกดึงประชิดกับอกแกร่ง สองแขนออกแรงกระชับแน่นจนหายใจแทบไม่ออก ต่างคนต่างงอตัวอยู่ตรงพื้น แต่รู้สึกได้ทันทีว่ามันไม่หนาวเหน็บเหมือนที่ผ่านมาแล้ว


            ผมไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองใคร เห็นเพียงปลายเท้าของคนหลายคนกำลังยืนล้อมเราอยู่ ชีวิตนี้ไม่เคยคิดมาก่อนว่าต้องมาเจอเหตุการณ์น่ากลัวยิ่งกว่าความฝัน เลยทำตัวไม่ถูกนอกจากปล่อยน้ำตาให้ไหลลงมาเงียบๆ


            “ไม่ร้อง ไม่เป็นไร” ในที่สุดโยธาก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบลงด้วยการปลุกปลอบ


            “กูกลัว”


            “มีอะไรก็ให้ลงที่กู เกี่ยวอะไรกับกรรณวะ”


            “เพื่อนมึงก็ต้องเกี่ยวดิ”


            “สัดเกล้า!


            “นี่คือคำพูดที่มึงใช้กับรุ่นพี่เหรอ ระคายหูฉิบ”


            “จะเอายังไงว่ามา”


            “จะคุยกับเพื่อนมึง”


            “กูบอกแล้วไงว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับกรรณ”


            “แต่กูจะให้เกี่ยว” พริบตาเดียวมือหยาบกร้านของใครสักคนพยายามดึงผมออกจากอ้อมกอดของโยธา นั่นยิ่งส่งผลให้แรงกอดกระชับของคนตัวสูงยิ่งแน่นขึ้นจนคนที่สองและสามเข้ามาร่วมด้วย


            “ปล่อย อย่ายุ่งกับกรรณไอ้สัด”


            “...”


            ถึงจะแหกปากแค่ไหนกลับไม่มีใครคิดหยุดสักคน


            “ขอร้อง กูขอร้อง...”


            “พูดให้มันดีๆ หน่อย”


            เสียงของรุ่นพี่อย่างเกล้าหยุดทุกอย่างลง โยธากระชับอ้อมแขนเพื่อกอดผมแนบแน่น เจ้าของร่างสูงวางคางไว้ตรงซอกคอผมพร้อมเอ่ยเสียงติดแหบพร่าอย่างน่าสงสาร


          “ผมขอโทษ”


            “แล้วไงอีก”


            “อย่ายุ่งกับกรรณอีก ขอร้อง อย่ายุ่งกับกรรณ”


            “...”


            “ขอร้อง อย่ายุ่งกับกรรณ”


            โยธาพูดประโยคเดิมซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น ผมไม่รู้ว่ามันนานเท่าไหร่ เพราะเวลาในสมองคล้ายกับหยุดเดินไปชั่วขณะ


            “ขอร้อง อย่ายุ่งกับกรรณ”


            “เออ”


            “...”


          “ทีนี้เข้าใจหรือยัง กับคนที่มันรักอะ แม่งไม่อยากให้ใครแย่งไปหรอกนะเว้ย”


            คนอายุมากกว่าพูดแค่นั้นก่อนหมุนตัวเดินจากไป เหลือเพียงผมกับโยธาที่ยังอยู่ตรงนี้ โอบกอดกันและกันเอาไว้ ท่ามกลางเสียงสะอื้นของผมสลับกับเสียงเสียงแหบๆ ของเขาที่ดังผะแผ่วอยู่ข้างหู


            “ที่มึงรอ กูได้คำตอบแล้ว กูได้คำตอบแล้ว...”


            แม้คนตัวสูงไม่ได้เอ่ยออกมาตรงๆ แต่ผมรู้ดี


          คำตอบที่ว่านั้นคือคำว่า รักใช่มั้ย





 

 

อีดิตเนื้อหาในช่วงท้ายไปนิดหน่อยค่ะ จากคำแนะนำของคนอ่าน ขอบคุณมากนะคะ

ส่วนตอนหน้าเป็นพาร์ตของโยธา เราจะได้เห็นว่าที่ผ่านมาน้องหูซึมขนาดนี้

แล้วฟากโยธาล่ะเป็นยังไงบ้าง

ผ่านมันไปด้วยกันนะคะ เดี๋ยวเราจะกลับมาดี๊ด๊ากันต่อ

#วิศวกรรณโยธา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11.357K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,843 ความคิดเห็น

  1. #13842 furibeb (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 เมษายน 2564 / 05:55
    ฮือ สะอื้นเลย😭😭😭
    #13,842
    0
  2. #13839 siriluck-2525 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 เมษายน 2564 / 07:31
    อืม...โฮ๊ก!ร้องแล้วไม่ไหว😭😭😭😭😭😭
    #13,839
    0
  3. #13823 saiaroma (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 เมษายน 2564 / 01:26
    พี่เกล้าถวายส้มหนึ่งลูก ตัวกระตุ้นจริงๆ
    #13,823
    0
  4. #13813 ฮ๊อยย๊ะ! (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 มีนาคม 2564 / 20:19

    จจะอะไรยังไงก็ช่างนะ ซีนนี้ชั้นยกให้พี่เกล้าเป็นแมนออฟเดอะแมช ไม่โกรธเลยที่พี่เกล้าจะเทียวมาวอแวน้องหู เฉพาะเวลาที่ แฟนตัวเองและอดีตยังวอแวกันอยู่

    #13,813
    0
  5. #13810 Yutaro kung (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 16 มีนาคม 2564 / 02:10
    อ่านไปร้องไป โว้ยยย!!! หมอนเปียกหมดแล้ว

    ได้โปรดบอกทีบ้านไรท์อยู่ไหนจะไปทวงตังค่าปลอกหมอนใหม่
    #13,810
    0
  6. #13803 ssppy (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 11 มีนาคม 2564 / 02:12
    แงงงงง
    #13,803
    0
  7. #13788 After_TeaTime (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 4 มีนาคม 2564 / 08:40

    หมอนเปียกปอน ล้องไห้เหมียนหมาตอนตีหนึ่ง ฮืออออออ
    #13,788
    0
  8. #13776 Shippghost_ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 / 10:50
    เอ้า ฮึ้บบ ใจเย็นไว้ๆ....
    #13,776
    0
  9. #13740 AISORIN (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 มกราคม 2564 / 19:37
    คือกุไม่โกรธเกล้าเลยเว้ย แล้วก็ไม่โกรธโยธาด้วย แม่งเป็นจุดที่ว่าเข้าใจแม่งทั้งสองฝ่ายอะ น้ำตาไหลพราก
    #13,740
    0
  10. #13727 tngk (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 11 มกราคม 2564 / 00:15
    ใครยังไงไม่รู้นะ ชั้นนี้ปาดน้ำตาเลย เราเข้าใจทั้งสองคนอะ คนนึงไม่รู้อะว่าความรักคืออะไรเลยพยายามหาคำตอบ ส่วนอีกคนก็คือรออะ รอฟังคำเดียวจริงๆ แม้ไม่รู้ว่าคุ้มมั๊ยแต่ก็ยังรอ อย่างที่เขาบอกว่าความจริงจากปากคนที่เรารักคือที่สุด ให้คนทั้งโลกมาบอกว่าไม่รัก เราก็ไม่เชื่อหรอก
    #13,727
    0
  11. #13673 C-game (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2563 / 21:14

    เกลียดโยธาอ่ะ ทำไมกรรณต้องยอมขนาดนี้อ่ะ ไม่แฟร์

    #13,673
    0
  12. #13660 ChungWila (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 12 กันยายน 2563 / 00:02
    ฮือไม่ไหว สงสารน้อนมากๆ แต่อิพี่เกล้าคือน่ากลัวมากๆแง
    #13,660
    0
  13. #13645 pang_97s (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 กันยายน 2563 / 22:13
    สงสารน้องอะ ร้องไห้เหมียนมาเลยตอนนี้
    #13,645
    0
  14. #13615 Katang_gy (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2563 / 14:20
    สงสารน้องกรรณอะ
    #13,615
    0
  15. #13612 rrightmena (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2563 / 23:09

    กว่าจะรักกัน น้ำตานอง

    #13,612
    0
  16. #13602 ZL_1996 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2563 / 01:41
    คือแบบ แง ยัยน้องหูของพี่ ;-; เอาคืนไอหน้ามึนหนักๆซักทีสองทีได้ไม๊พี่ขอล้อง
    #13,602
    0
  17. #13575 pilin/พิ'ลิน (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 23:17
    หน่วง

    กรรณทำไมต้องรอ

    เจ็บไหมลูกหัวใจหนูอะเจ็บมากๆจนทนไม่ไหวก็หยุดรอนะลูก
    #13,575
    0
  18. #13561 TongTaehyung (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2563 / 16:50
    อิด-ยกบก โยธาทำลูกชั้นได้ลงคอ น้ำตาไหลยิ่งกว่าสายเลือด
    #13,561
    0
  19. #13512 meelee162543 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2563 / 17:14
    กรรณก้ใจง่ายเกิน โยธาทำถึงขนาดนี้
    #13,512
    0
  20. #13502 Dadaude (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2563 / 03:47
    อีเ-้ย โกดได้ไหมวะ แม่งโนธา นายมันนิสัยแย่มากเลยว่ะ แม่งเอ้ย
    #13,502
    0
  21. #13494 IMcatt_ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 22:00
    แล้วพี่วาอะ พี่เกล้าไม่คิดจะตามสั่งสอนเมีย-มั่งหรอ อิพี่วาก็ทำอะไรแบบเนี้ยะ คนเค้าเลยไม่มูฟออน
    #13,494
    0
  22. #13492 @โouิโดsิ@ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 11:02
    ไม่ชอบเลยแบบนี้ โยธาไม่ทำอะไรให้ชัดเจนเลยอ่ะ โมวโหว
    #13,492
    0
  23. #13489 softless (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 / 20:24
    โห เกินไปอะโยธาเธอเห้ออออน้องเป็นขนาดนี้เเล้วอะ
    #13,489
    0
  24. #13478 ิbabychick (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 23:45
    ตอนน้องคิดมากเคยคิดจะมาปลอบน้องบ้างมั้ย น้อยใจ ให้แต่รอรอรอรอ
    ฮึกกก
    #13,478
    0
  25. #13452 SHERNEW (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 20:10
    เรียนรู้เเล้วว่า นายเอกอ่อนไหวมาก น้องอินมากกับความรู้สึก
    #13,452
    0