วิศวกรรณโยธา - end

ตอนที่ 11 : 10 - ทำความรู้จักกับคุณความรัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 134,773
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12,186 ครั้ง
    26 พ.ย. 62




10


ทำความรู้จักกับคุณความรัก




            สองเท้าก้าวลงจากเตียง มือหนึ่งคว้าผ้าเช็ดตัว อีกมือเกาตูด เด่นดุ่มๆ ไปยังห้องน้ำแม้เปลือกตายังไม่เปิดเต็มที่ก็ตาม


            ตอนเช้าชีวิตของกรรณยุคลไม่ต้องการอะไรมาก ขอแค่ได้อาบน้ำเย็นๆ กับสูดกลิ่นครีมอาบน้ำพีโอนีสุดโปรดของตัวเองแค่นี้ก็ถือว่านิพพานแล้ว


            ซ่า~ สายน้ำจากฝักบัวในจินตนาการไหลซู่ซ่าประหนึ่งใช้ปั๊มน้ำสิบตัว แต่ความจริงนั้นไซร้น้ำที่ไหลออกมาดันเหลือแค่ลมกับระดับความแรงซึ่งไม่ต่างจากเยี่ยวที่ค่อยๆ ไหลจ๊อกๆ


            “ไฟฟ้า! น้ำไม่ไหลว่ะ”


            ไอ้หอในนี่มันยังไงวะ นอกจากไฟดับบ่อยแล้วคราวนี้ยังมีปัญหาน้ำไม่ไหลอีกเหรอ กรรณชอกช้ำ กรรณรับไม่ได้ นี่ก็เล่นแก้ผ้าไปหมดแล้วด้วย เลยเป็นภาระให้ต้องคว้าผ้าเช็ดตัวแล้วเดินออกไปเผชิญหน้ากับรูมเมทอีกรอบ


            “เฮ้ยโยธา”


            “อือ”


            “มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ” สิ่งที่คิดในหัวกับภาพที่เห็นช่างไม่สัมพันธ์กันเอาซะเลย จากที่คิดว่าไอ้ไฟฟ้าควรอยู่ตรงนี้ บนเตียงกลับถูกใครคนหนึ่งจับจองแทนซะอย่างนั้น


            “ก็อยู่ตั้งแต่เมื่อคืน” เจ้าของชื่อเงยหน้ามองโดยไม่มีท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย


            “เมื่อคืน?”


            “จำไม่ได้เหรอ”


            พยายามกลอกตาใช้ความคิด ย้อนกลับไปเมื่อหลายชั่วโมงก่อน ผมอยู่ที่ร้านเหล้าที่ชื่อว่าบังอรโภชนากับเพื่อนๆ และรุ่นพี่ฝ่ายสวัสดิการ ดื่มเหล้าผสมโคล่าไปมากเท่าไหร่จำไม่ได้ รู้แค่ว่ามึนหัวมากแล้วสุดท้ายก็...


            คิดมาถึงตรงนี้ไม่ต้องบอกว่าดวงตาสองข้างปูดโปนจนแทบถลนแค่ไหน เพราะความทรงจำที่เหลือได้ทะลักทะลายออกมาจนอยากเอาปี๊บคลุมหัวให้รู้แล้วรู้รอด ผมอ้วกแตก จากนั้นไอ้โยธาก็รับภาระอุ้มไปยังห้องน้ำ กลับมาถึงห้องเมื่อไหร่จำไม่ได้


            แต่ที่จำได้อย่างชัดเจนจนทำให้ใบหน้าในตอนนี้ร้อนผ่าวราวกับน้ำเดือดก็คือเมื่อคืนนี้...


            ผม


            บอก


            รัก


            โยธา


            ว้อทเดอะเฮลแมนนนนนนนน~


            ประโยค กูขอโทษที่รักมึงวิ่งวนในหัวจนรู้สึกหน้ามืด แถมคนที่ถูกบอกรักยังนั่งหน้ามึนอยู่บนเตียงแฝดคนน้องอย่างไม่รู้สึกรู้สา แล้วผมล่ะควรทำยังไง ตีมึนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมั้ย ทว่าสีหน้าที่แสดงออกอยู่ตอนนี้คงบ่งบอกทั้งหมดแล้ว


            “จำได้แล้วเหรอ” เจ้าของเสียงทุ้มต่ำถามย้ำ


            “นิดนึง”


            “ให้เตือนความจำให้มั้ย”


            “มะ...ไม่ต้อง”


            “เมื่อคืนมึงอ้วกใส่กู เหม็นจนแทบถอดเสื้อทิ้งถังขยะ” เอิ่ม ไหนวะฉากโรแมนติกที่เคยเฝ้าฝัน พอบอกว่าไม่ต้องย้ำไอ้ความมืดมนก็ยังหน้าด้านสาธยายความเละเทะฉิบหายให้ผมฟัง เคยคิดว่าตัวเองหน้าหนามาตลอดนะ จนกระทั่งเผชิญกับสถานการณ์ดังกล่าว...


            “ขอโทษ...”


            “เมื่อคืนมึงถีบกูตกเตียง” อีกฝ่ายยังคงเดินหน้ารายการแฉต่อ


            “ไม่ขนาดนั้นมั้ง”


            “เมื่อคืนกูเป็นคนเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้”


            “ขอบคุณนะ” ผมตอบเสียงอุบอิบ ไม่กล้าสบตากับอีกฝ่าย มือไม้ก็ไม่รู้จะวางไว้ตรงไหนจึงเอาแต่ขย้ำผ้าขนหนูบนตัวไปมาเพื่อให้คลายจากอาการประหม่า


            “เมื่อคืนไอ้ไฟฟ้ากลับมาที่ห้องแต่มึงไล่มันออกไป”


            “ฮะ!” อันนี้จำไม่ได้แล้วว่ะ สงสัยสมองสับสวิตช์ภาพตัดไปชั่วขณะ เพราะในความจำที่มีอยู่คือไอ้ไฟฟ้ากับก้องเกียรติเพื่อนรักยังอยู่ที่ร้านเหล้า แต่เรื่องตามมาเมื่อไหร่นั้นเมมโมรี่ไม่ได้บันทึกเอาไว้ “จริงปะเนี่ย กูจะไล่ไฟฟ้ามันไปทำไม ในเมื่อมันเป็นเจ้าของห้องอีกคน”


            “ถามตัวเองดูสิ”


            “หมดแล้วใช่มั้ยเรื่องวีรกรรมของกู งั้นขอตัว...”


            “ยัง” โยธาเบรกผมไว้เพียงประโยคเดียว


            สถานการณ์ไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่ จะให้หนีก็ทำได้ยากเพราะน้ำหยุดไหลไปแล้ว จึงได้แต่ยืนนิ่งเลื่อนมือลงมากุมเป้าไม่ต่างจากนักเรียนที่กำลังอยู่ต่อหน้าครูฝ่ายปกครอง


            “มีอะไรอีกวะ”


            “เมื่อคืนมึงบอกรักกู”


            “มึงก็บอกรักกูเหมือนกัน”


            ผมสวนกลับทันที จังหวะนั้นเองที่บรรยากาศโดยรอบเงียบเชียบและไร้ซึ่งการเคลื่อนไหว ผมต้องทนยืนหน้าร้อนเห่อจ้องมองเพื่อนตัวสูงกว่าอย่างสุดความสามารถ ขณะที่อีกฝ่ายนั้นกลับแสดงสีหน้าที่อ่านไม่ออกมาให้


            “แล้วมันจริงมั้ย หรือแค่เมา” โยธาถามย้ำ เป็นผมที่ต้องโยนความเขินอายทุกอย่างทิ้งไป เกิดเป็นลูกผู้ชายอะ ยืดอกยอมรับแมนๆ ไปเลยว่า...


            “มึงล่ะ” เห้อม ไม่กล้าว่ะ เลยย้อนถามเอาคำตอบจากคนตรงหน้าแทน


            “กูถามก่อน”


            “ไม่แฟร์”


            “แฟร์”


            “งั้นตอบพร้อมกัน นับหนึ่งถึงสาม หนึ่ง...สอง...สาม จริง”


            “จริง”


            เราตอบพร้อมกัน ทว่าดูเหมือนมีแค่ผมคนเดียวที่กลั้นยิ้มแทบไม่อยู่ หัวใจเต้นรัวกระหน่ำเกินควบคุม มือสั่น ขาสั่น แถมปากยังกระตุกไม่หยุด รู้สึกว่านี่คือความสุขผสมความตื่นเต้นไม่ต่างจากการมีรักครั้งแรกสมัยมัธยม


            “มะ...มึงรักกูตั้งแต่ตอนไหน” วินาทีนี้ต้องรวบรวมความกล้าเป็นฝ่ายถามออกไปก่อน


            “ไม่รู้” แล้วโยธาก็ตอบกลับมาในเสี้ยววินาทีเช่นกัน


            “มึงรู้มั้ยว่าความรักคืออะไร”


            “ไม่รู้”


            “แต่มึงบอกว่ารักกู?”


            “อืม” ผมเริ่มเอะใจ บางทีความรู้สึกของเราอาจไม่ตรงกันเท่าไหร่ ในเมื่อสุดท้ายแล้วอีกฝ่ายไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความรักคืออะไร ส่วนตัวผมเองที่พูดคำว่ารักออกมาได้เต็มปากนั้น ก็แทบไม่รู้จัก รักอย่างจริงจังเช่นกัน


            “โยธา มึงแยกออกปะว่ารักกับชอบมันต่างกัน”


            คนตัวสูงยืดหลังนั่งตัวตรง สายตาจดจ้องมายังผมจนทำให้รู้สึกประหม่า สายตามุ่งมั่นแบบนี้มักไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก ดังนั้นมันจึงอดคาดหวังกับคำตอบที่กำลังออกมาจากปากเจ้าตัวไม่ได้


            “แยกออก”


            ทว่าคำตอบกลับสั้นแสนสั้น แถมยังไม่มีการขยายความเพิ่มด้วย คนทางนี้เลยลนลานอธิบายความหมายที่ตัวเองเข้าใจเพิ่มอย่างงูๆ ปลาๆ


            “ความชอบคือสิ่งที่เราถูกใจและมองเห็นสิ่งดีๆ บางอย่างในตัวเขา เช่น กูชอบไฟฟ้าเพราะมันเฟรนด์ลี่ กูชอบไอ้ก้องเพราะมันเป็นเพื่อนที่ดีและนิสัยเข้ากันได้ กูชอบมะนาวโซดาเพราะมันอร่อย หรือจะเป็นการที่กูชอบเสือกเรื่องชาวบ้านก็เพราะมันสนุก แต่รักมันมากกว่านั้น ส่วนมึง...”


            กลายเป็นโยนคำถามกลับไปกลับมา และเฝ้ารออย่างมีความหวัง


            “ความชอบของกูมันไม่ตายตัว แม่งเปลี่ยนไปเรื่อยๆ”


            “แล้วความรักล่ะ”


            “ถึงบอกว่าไม่รู้ไง”


            “เข้าใจแล้ว”


            
ทำไมถึงรู้สึกเศร้าขนาดนี้วะ นี่กูกำลังหวังอะไรอยู่

 

            “แต่มีอย่างหนึ่งที่รู้ คือความรู้สึกพิเศษบางอย่างที่ไม่แน่ใจว่าควรเรียกอะไรแต่...”

 

            “...”

 

          “มันมีมึงอยู่ในนั้น”





 

 

 

 

 



            เว็บบอร์ดใหญ่อีกเว็บหนึ่งของไทยอย่างพันทิป นอกจากบอกเล่าเรื่องราว แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอข่าวสารต่างๆ แล้ว ที่นี่ยังเป็นที่ปรึกษาให้กับคนมากมายอีกด้วย


            ผมไม่มีแอคเคาต์สำหรับล็อกอินพันทิปหรอก ส่วนใหญ่ก็แค่หาข้อมูลจาก Google เลยได้คำตอบ




            ความชอบคือเราถูกใจในข้อดี ส่วนความรักคือการที่เรายินดีในข้อเสีย




            อืม...ดูดีและมีประโยชน์ แต่ละคนก็มีนิยามที่หลากหลาย ส่วนผมที่อธิบายคำตอบให้ตัวเองยังไม่ได้นั้นจึงเริ่มต้นภารกิจในวันหยุดสุดสัปดาห์ด้วยการเดินเคาะห้องเพื่อนในคณะทีละห้องพร้อมกับยิงคำถาม


            ก๊อก-ก๊อก-ก๊อก


            “มีไรครับคุณหู” ไอ้เซป ประธานเคมีเปิดประเดิมเป็นคนแรก


            “ความรักคืออะไร”


            “ถามห่าอะไรวะ ยังเมาไม่สร่างอีกเหรอ”


            “ตอบกูก่อน ความรักคืออะไร”


            “ความรักคือการเสียสละ”


            “โอเคกูได้คำตอบแล้ว” ตบบ่าขอบคุณมันสองทีก่อนปิดประตู ระหว่างเดินไปยังห้องข้างๆ ก็ไม่ลืมหยิบมือถือขึ้นมาจดความหมายที่เพิ่งได้ยินไปด้วย โชคดีที่ยังไม่ถึงห้องเป้าหมายถัดไป ไอ้ฟรองก์ก็บังเอิญเดินผ่านมาพอดี


            “ความรักคืออะไร”


            “สัด กวนตีนปะเนี่ย”


            “ตอบกูมาก่อน” ยืนขวางทางแม่งเลย ไม่ตอบกูไม่ให้กลับห้องแน่


            “ความรักคือ...” เจ้าตัวลากเสียงยาวพยายามใช้ความคิด “คือการที่เรารัก”


            “ความรักคือความรัก?” ถามย้ำให้แน่ใจอีกครั้ง


            “คงงั้นมั้ง”


            โอเค กูจด! ปล่อยไอ้ฟรองก์ไปตามยถากรรมแล้ว จึงเป็นทีของเหยื่อรายใหม่ที่ต้องโดนผมสัมภาษณ์ คือกูก็ขยันเนอะ ไอ้โยธาออกไปตั้งแต่สายๆ หลังเจ้าของห้องตัวจริงกลับมาทวงพื้นที่ตาขวาง ส่วนไอ้ก้องเพื่อนรักยังไม่ตื่น ทั้งที่ผมเมาหนักมากแท้ๆ กลับฟื้นตัวได้เร็วกว่าอย่างเห็นได้ชัด


            เอาเถอะ ตื่นเมื่อไหร่ค่อยว่ากันอีกที หันมาสนใจกับเพื่อนห้องที่สามก่อนดีกว่า


            “ความรักคืออะไร”


            “ความรักคือวานิลลาสกายของกู”


            “คำตอบมึง Abstract มาก แต่ขอบใจนะ”


            “จริงๆ ก็มีอีกคำตอบนึง”


            “จัดมา”


            “ความรักคือคุกกี้บนดวงจันทร์ และบลูเบอรี่ชีสเค้กบนดวงอาทิตย์”


            “ปวดหัวกว่าเดิมอีกกู”




            ห้องที่สี่...


            “ความรักคืออะไร”


            “แจ็คกับโรส ชู้รักเรือล่ม”


            “อินหนังอะเนอะ แล้วมึงล่ะบุ๊ค”


            “ความรักของกูคือการทุ่มเททุกอย่างเพื่อเขา โดยเฉพาะเงิน” กูเจอสายเปย์เข้าแล้ว ใครเป็นแฟนมันรีบแบมือขอรหัสเอทีเอ็มด่วนๆ เลยนะครับ


            “ขอบใจมาก”


            “มึงถามไปทำไมวะหู”


            “กูกำลังทำวิจัย” บอกแค่นั้นพร้อมส่งยิ้มให้ ผมไม่บอกหรอกว่านี่เป็นเรื่องส่วนตัว กะเก็บความลับเอาไว้แบบเอ็กซ์คลูซีฟ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ จนกว่าเราทั้งคู่จะแน่ใจกับมันจริงๆ




            ห้องที่ห้าเพื่อนไม่อยู่ ห้องที่หก...


            “ความรักคืออะไร”


            “ถามทำไม”


            “ตอบก่อน”


            “เซ็กซ์”


            ผมสตันกับคำตอบ เพราะมันไม่เคยมีคำนี้อยู่ในหัวมาก่อน เอาไงดีวะ หรือจะให้ขยายความเพิ่มดี เพราะชีวิตตลอดสิบเก้าปีของผมมันไม่เคยได้สัมผัสกับความรู้สึกนั้นสักครั้งเลยไง ลั้ลลากับปั๊ปปี้เลิฟแบบฝุดๆ ก็คงเป็นกูนี่แหละ


            “ทำไมถึงเป็นเซ็กซ์วะ”


            “อ้าว เวลามึงมีแฟนมึงไม่มีเซ็กซ์เหรอ เพราะแฟนก็คือความรักไงวะ”


            “มึงต้องแยกให้ออกระหว่างความรักกับกามอารมณ์”


            “ไม่รู้แหละ รักของกูคือเซ็กซ์อะ” เพื่อนมันไม่คิดจะเถียงต่อนอกจากหมุนตัวเดินกลับไปยังเตียงพร้อมคนโอวันตินในแก้วไปด้วย




            ห้องที่เจ็ด...


            “ความรักคืออะไร”


            “ความรักคือแรงดึงดูด”


            “ฮูยยยยย ความหมายดีฉิบหาย”


            “เนี่ย เหมือนที่นิวตันเคยบอกไงว่าวัตถุสองก้อนจะออกแรงดึงดูดซึ่งกันและกันเสมอ แต่ถ้าต้องการหาแรงดึงดูดระหว่างมวลว่ามีค่าเท่าไหร่ก็ต้องแทนค่าในสูตรเอฟจีเท่ากับจีเอ็ม...”


            “พอก่อน กูแทบจะอ้วกเป็นฟิสิกส์อยู่ละ”


            “อ้าว นึกว่ามึงอยากฟังต่อ”


            “ขอบคุณมาก แต่ขอตัวไปอ้วกแป๊บ”


            “เหมือนที่มึงอ้วกในร้านเหล้าเมื่อคืนอะนะ”


            “รู้ได้ไงวะ”


            “เขารู้กันทั้งคณะแล้วไอ้หูเอ๊ย”


            หมดกันภาพพจน์ที่เพียรสร้างมา ไม่นึกเลยว่าจะพังทลายโดยง่ายเพียงแค่เหล้าเข้าปาก


            ผมยืนไว้อาลัยให้ตัวเองประมาณสามวิก่อนเริ่มมูฟออนต่อ จบจากหอชายจึงเดินลงไปยังเซเว่น เจอเพื่อนหอหญิงที่รู้จักมักคุ้นกันดีก็ไม่ลืมโพล่งคำถามสุดคลาสสิก


            “ความรักคืออะไร”


            “กรรณ มึงชอบกูเหรอ” บัวแม่งโคตรมั่นใจเลย สมกับเป็นเพื่อนกูจริงเชียว


            “เปล่า ถามเฉยๆ ตอบก่อนดิ”


            “ความรักของกูคือฝาแฝดคนพี่อย่างโยธา”


            ฉึ่ง!!


            “ระ...รักมันจริงปะเนี่ย” ถ้าใช่ผมคงเจอแจ็กพ็อตตูมใหญ่


            “ใครหล่อก็รักหมดแหละ”


            “แต่โยธาก็ไม่ค่อยหล่อเท่าไหร่หรอกนะ ไอ้ไฟฟ้าดูดีกว่า”


            “กูชอบคนเงียบขรึม”


            “บัว แต่คนสดใสร่าเริงก็ดีไปอีกแบบ”


            “เนี่ยกรรณ มึงยัดเยียดตัวเองให้กูอีกแล้ว ชอบกูจริงๆ ใช่มั้ยเนี่ย” คันปากอยากบอกความในใจ ทว่าจำต้องรั้งตัวเองไว้แล้วยิ้มแหยแทนคำตอบ


            เพื่อไม่ให้บัวจี้ถามต่อ ผมรีบบ่ายเบี่ยงเปลี่ยนเรื่องก่อนขอตัวกลับห้องด้วยความรวดเร็ว แต่แทนที่จุดหมายจะเป็นห้องของตัวเอง คราวนี้ผมทำใจกล้าเคาะไปที่ห้องของไอ้ก้อง ในใจก็ได้แต่ภาวนาว่าเวลานี้มนุษย์มืดมนคงยังไม่กลับ ปกติวันหยุดทีไรมักหายหัวเป็นประจำอยู่แล้ว


            “เพิ่งโผล่หัวมาเลยนะ ดื่มด่ำกับอ้วกเมื่อคืนอยู่เหรอ”


            “ดื่มด่ำบ้านมึงสิ” คำทักทายแรกไม่มีหรอกความเป็นห่วงเป็นใย มีแต่หน้าตาติดล้อเลียนกับวีรเวรวีกรรมของผมเท่านั้นที่เป็นประเด็นทอร์คออฟเดอะทาวน์


            “กูมีรูปตอนมึงอ้วกด้วยนะ หน้าตาแต่ละคนตอนมองนี่แบบ...โคตรตลกอะสัด”


            “เก็บรูปนั้นไว้แล้วอย่าแพร่งพรายที่ไหน”


            “มึงไปบอกปีสองไป แม่งถ่ายมาซะหลายช็อตเชียว” ไอ้ก้องพูดพลางจกลาบอีสานใส่ปาก มันนั่งอยู่กลางห้อง ดูจะแฮปปี้ดี๊ด๊าเป็นพิเศษจึงพอเดาได้ว่ารูมเมทอีกคนคงไม่อยู่จริงๆ “แล้วนี่มาหากูมีอะไร หิวลาบเหรอ”


            “กูขึ้นมาหาไม่ได้หรือไง”


            “ได้ แต่นึกว่ามึงจะมาหาใครบางคนซะอีก”


            “ถุย คิดเองเออเองเก่ง” ถึงจะพูดแก้ต่างแต่ไม่วายทำตาลอกแลกมีพิรุธ


            จริงๆ ก็ต้องใจมาหาคุณก้องเกียรติแหละครับ อยากปรึกษาอะไรนิดหน่อย เลยทรุดตัวลงนั่งตรงโต๊ะกลางห้องแล้วจ้องมันแดกลาบอย่างมีความสุข กระทั่งอีกฝ่ายเงยหน้าขึ้น ส่งนิ้วกลางมาให้ราวกับจะกวนตีน


            “อยากพูดอะไรก็พูดมา”


            “รู้ได้ไง”


            “โอย แค่มองตากูก็เห็นทะลุยันไส้ติ่งละ”


            “คือแบบว่า...เมื่อคืนกูเมาน่ะ” ผมเอ่ยเสียงอ้อมแอ้ม ท้ายประโยคเบาหวิวจนคนฟังต้องเงี่ยหู


            “แล้ว?”


            “กู...ไม่ได้สติ แต่บอกก่อนเลยนะ เรื่องนี้ห้ามบอกใคร” ถึงแม้ไอ้ก้องจะมีฉายาก้องรู้โลกรู้ติดอยู่บนหน้าผาก แต่แม่งเสือกเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวไงที่ผมกล้าเล่าทุกอย่างให้มันฟัง


            “เออน่ะ”


            “กูเผลอบอกรักโยธา”


            พรวด!!


            อื้อหือ~ ลาบอีสานสุดแซ่บของป้าสวยรวยเสน่ห์ตอนนี้ถูกพ่นกระจุยกระจายใส่หน้ากูเต็มที่ ไอ้ก้องนะไอ้ก้อง ไม่เห็นต้องเล่นใหญ่ขนาดนี้เลย ได้แต่ยกมือปาดคราบสกปรกออกจากหน้า น้ำตาแทบรินหลั่ง


            “โทษๆ” แล้วแม่งก็ยื่นทิชชูยับๆ มาให้กูเช็ด “คือตกใจไง ไม่คิดว่ามึงจะร้อนแรงขนาดนี้”


            “ร้อนแรงเหี้ยไร”


            “บอกรักแล้วป๊าบกันยัง”


            “ป๊าบบ้านมึงสิ แค่บอก...”


            “แล้วโยธาว่าไง”


            “มันก็...บอกว่ารักกูเหมือนกัน” คราวนี้อย่าหวังว่าจะได้พ่นอะไรใส่หน้าเป็นรอบที่สอง ไอ้กรรณน่ะพลาดแล้วไม่พลาดซ้ำ เลยเอื้อมมือไปอุดปากเพื่อนรักเอาไว้ รอจนเจ้าตัวหายตื่นตระหนกก่อนถึงยอมปล่อยมือในที่สุด


            “งั้นแสดงว่ามึงสองคนตกลงปลงใจคบกันแล้วอะดิ”


            “เหอะ” ผมส่ายหน้าหวือ “เอาจริงที่บอกรักไปสำหรับกูคือมันเกินกว่าชอบจนทนเก็บไม่ไหวแล้ว แต่โยธาน่ะกูไม่แน่ใจว่ะ เพราะตอนที่ถามมันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความรักคืออะไร กูกลัวว่าสุดท้ายสิ่งที่มันรู้สึกกับกูอาจจะไม่ใช่ความรัก เราเพิ่งอยู่ร่วมห้องกันแค่สองเดือนเองนะเว้ย”


            “บางคนเจอวันเดียวยังตกหลุมรักเลยเหอะ”


            “กับคนที่กลัวความรักอย่างมันแม่งเทียบกับคนอื่นไม่ได้อะดิ กูเลยอยากมั่นใจว่าความรักสำหรับโยธามันหมายถึงกูจริงๆ ใช่มั้ย”


            “บางทีพวกมึงก็ไม่จำเป็นต้องรู้แล้วก็ได้ว่านิยามความรักมันคืออะไร เพราะสุดท้ายมึงก็รักใครคนหนึ่งไปแล้วอยู่ดี ฟังเสียงใจตัวเองดีกว่า ถ้าเป็นคนนี้ยังไงก็เป็นแค่คนนี้”


            ไม่น่าเชื่อว่าไอ้ก้องจะมีประโยคเปี่ยมไปด้วยสาระและคำคมมากมาย ทำเอาอึ้งไปเลยว่ะ ซึ่งดูเหมือนมันจะรู้ตัวเลยยิ้มอย่างภูมิใจพร้อมเปิดปากพูดต่อ


            “นี่ไม่ใช่เวลามานั่งสงสัย แต่ควรเดินหน้ากับความสัมพันธ์นี้ดีกว่า”


            “ทำไงวะ”


            “จีบแม่งเลย รุกก่อนได้เปรียบ มึงหน้าด้านอยู่แล้วเรื่องจีบชาวบ้านอะง่ายสุดๆ” รักหรือเกลียดกูกันแน่เอาดีๆ


            “รุกยังไง บอกตามตรงถึงปากจะบอกรักมันอะ แต่กูกลับไม่รู้อะไรอีกหลายอย่างในชีวิตมันเลย ยิ่งเรื่องในอดีตยิ่งแบลงก์สุด”


            “มึงจะอยากรู้อดีตของมันไปทำไมวะ รู้ไปก็ไม่ได้อะไรหรอก โฟกัสแค่ตอนนี้ก็พอ”


            “กูไม่ได้อยากรู้เพื่อเสือกนะเว้ย แต่อดีตของมันทำให้ปัจจุบันโคตรแย่ คิดดู ทุกวันนี้ยังมีคนตามกระทืบมันอยู่เลย กูถึงได้อยากรู้ว่าก่อนที่มันจะรักใครไม่เป็นน่ะ เกิดจากอะไรกันแน่”


            “หู งั้นมึงฟังกูนะ”


            ไอ้ก้องประสานสายตา สีหน้ามุ่งมั่น ขณะปากยังเคี้ยวแคบหมูอย่างเอร็ดอร่อย


            “ว่ามา”


            “ถ้ามันค้างคาใจมากก็ถามตรงๆ ไปเลย กูว่าถ้าโยธารักมึงมันจะบอกทุกอย่างให้มึงรู้แน่นอน”


            แล้วนี่คือคำแนะนำจากไอ้ก้องที่ผมต้องนำไปปรับใช้ในการพัฒนาความสัมพันธ์





 

 

 

 

 




            ใครเป็นคนบอกว่าคนรักกันมักสวีตหวานปานน้ำผึ้งเดือนห้าวะ


            มองที่ผมนี่ ผมกับไอ้โยธาผู้ซึ่งไม่กระตือรือร้นจะพัฒนาอะไรกันเลยเพราะชอบความสัมพันธ์แบบค่อยเป็นค่อยไป ยิ่งเวลาเจอกันแม่งแทบเหมือนเจ้าของกับหมาอารักขา ไม่เคยหรอกพูดดีใส่กัน มีแต่เถียงคำไม่ตกฟาก


            “ต้องสั่งอะไรบ้าง”
ผมเกาะรถมันออกมาจากมหาลัย หลังได้รับคำสั่งให้จัดการเรื่องข้าวกล่องสำหรับชาวคณะ


            ก่อนถึงงานประกวดดาวเดือนและเปิดโลกกิจกรรม แต่ละคนก็มีหน้าที่เป็นของตัวเอง สวัสดิการแบ่งไปเลยว่าใครเสิร์ฟน้ำ แจกกับข้าวและขนมให้ทั่วถึง ส่วนผมกับไอ้โยธาอยู่หน่วยสั่งการ ไม่ได้สั่งคนในคณะนะครับ แต่เป็นป้าเจ้าของร้านที่รับเหมาทำข้าวกล่อง
มากกว่า


            ผมกางกระดาษยับยู่ออก กวาดตาอ่านตัวหนังสือขยุกขยุยของเฮดปีสามพลางบอกกับคนเคียงข้างซึ่งนั่งอยู่หลังพวงมาลัย


            “ผัดกะเพราไข่ดาวสองร้อยกล่อง ข้าวผัดไข่เจียวสองร้อย พะแนงหมูไข่เจียวสองร้อย ข้าวกล่องสำหรับเพื่อนกินมังฯ ห้าสิบ เพื่อนที่ไม่กินหมูอีกห้าสิบ เพื่อนที่แพ้อาหารบางกลุ่มอีกสิบ หมดแล้ว พี่โต๋บอกให้มารับพรุ่งนี้ตอนสิบเอ็ดโมง”


            “โอเค เดี๋ยวไปสั่งอาหารร้านแรกก่อน แล้วค่อยไปอีกร้าน”


            “ครับผม”


            “แล้วมึงกินอะไรมายัง”


            “ห่วงอะดิ” ตอนพูดพยายามหันหน้ามองนอกหน้าต่าง เพื่อปกปิดความเขินอายของตัวเอง


            “ก็ห่วง กลัวไม่สบาย”


            โฮร่ลลลล ใจเหลวเป็นน้ำเลยกู


            “ยังไม่ได้กิน กะจะกลับไปกินกับเพื่อนที่คณะแหละ” นี่ก็ปาไปหกโมงกว่าแล้ว สักประมาณทุ่มสวัสดิการที่เหลือจะทยอยแจกข้าวกล่อง ผมจึงต้องรีบกลับไปแดกของฟรีให้ทันยังไงล่ะ


            “แวะซื้ออะไรมั้ย” โยธาแม่งห่วงกูจริงว่ะ ซาบซึ้ง


            “ขอดูก่อนแล้วกัน”


            รถยนต์จอดและดับเครื่องที่หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่งหลังมหาลัย มันเป็นร้านไม่ใหญ่มาก แต่เชื่อฝีมือการทำอาหารได้เลยเพราะเด็กในคณะติดใจกันเป็นแถบๆ ไม่รู้ป้าแกใส่กัญชาลงไปด้วยหรือเปล่าถึงได้อร่อยขนาดนี้


            จัดการสั่งอาหารเสร็จสรรพคนตัวสูงจึงหันมาถามผมราวกับรู้ใจ


            “ข้างๆ มีร้านลูกชิ้นทอด กินมั้ย”


            มีเหรอคนอย่างไอ้กรรณจะปฏิเสธรีบพยักหน้าหงึกหงักทันที จริงๆ แล้วตั้งแต่วันที่เราต่างบอกรักมันก็มีบางอย่างเปลี่ยนไปอยู่นะ เช่น ความใส่ใจที่อีกฝ่ายมีให้ หากเป็นเมื่อก่อนเหรอ จะกินอะไร จะนอนตอนไหนก็เรื่องของมึง


            “เอาเท่าไหร่” ป๋าโยธาถามอีกรอบหลังเราหยุดยืนอยู่ตรงร้านลูกชิ้นทอดด้วยกัน


            “ขอลูกชิ้นหนึ่งล้านไม้”


            “โง่ปะเนี่ย” จึก! ระวังตัวไว้ไอ้มืดมน


            “ทีตอนกูบอกไอ้ก้องว่าจะซื้อหมูปิ้งล้านไม้มันยังไม่ว่าสักคำเลย”


            “มันเอือมระอาหรือเปล่า ดูหน้าเพื่อนยัง”


            “หาเรื่องกันชัดๆ”


            “สรุปจะเอาเท่าไหร่”


            “สอง”


            “แน่ใจ? เอาดีๆ”


            “สาม”


            “อิ่มเหรอ” ฮือ ทำไมมันรู้ใจกูจังวะ


            “สี่ไม้ก็ดีนะ”


            “โอเค พี่ครับ ขอลูกชิ้นหมูทอดห้าไม้นะครับ” สั่งเสร็จมันรีบลากผมไปนั่งเก้าอี้รอด้านใน คือแบบรู้ใจยิ่งกว่ากูรู้ตัวเองอีก ตอนแรกก็พอจะมีตัวเลขในใจอยู่หรอกแต่ไม่กล้าบอกไง คนชอบกันมันต้องคีพลุคเวลาอยู่ต่อหน้ากันบ้าง แต่ในเมื่อโยธาไม่ถือกรรณยุคลขอจัดโควตาเรื่องดื่มอีกนิดได้หรือไม่


            “เมื่อกี้ร้านถัดไปกูเห็นเขาขายชานมไข่มุกอะ”


            “จะไปซื้อก็ไป” นั่งทางในมาเสือกกันอีกแล้ว


            “มึงเอาอะไรมั้ย กูเลี้ยง”


            “กูไม่ชอบของหวาน ซื้อของตัวเองเถอะ” พยักหน้ารับรู้จบผมลุกขึ้น เดินดุ๊กๆ ไปยังคูหาข้างเคียงแล้วจัดการสั่งนมเผือกใส่ไข่มุกแก้วบิ๊กเบิ้มมากินแบบจุกๆ เมื่อจ่ายเงินเสร็จได้ของกินมาก็อย่ารอช้าขอจัดสักปู๊บหนึ่งเป็นการดับกระหาย เดี๋ยวจะได้สวาปามลูกชิ้นต่อ


            “ไอ้น้องกรรณ” นึกไม่ถึงว่าจะเจอคนคุ้นตาเข้า ถึงกับทำหน้างง เกาหัวแกรกพร้อมกับพยายามนึกว่าเคยเจออีกฝ่ายที่ไหน “เกล้าไง”


            “เกล้าไหนวะ”


            “เราเจอกันที่บังอรโภชนาคืนนั้นไง จำได้มั้ย”


            “อ๋อ” นึกออกแล้ว คนที่เดินเข้ามาทักแม้ผมจะไม่รู้จักเขาแต่ก็ยังเออออห่อหมกตาม “พี่บอกรู้จักกับโยธา”


            “อือ แล้วนี่มากับใครเนี่ย”


            “มากับโยธาครับ พี่อยากไปเจอมันปะ เนี่ย อยู่ร้านข้างๆ เอง”


            “ไม่เป็นไร”


            “พี่อยู่ปีอะไรนะครับ” จะให้ทำความรู้จักแค่ชื่อก็ดูกระไรอยู่ ถามเอาไว้เผื่อนับปีถูก เวลาพูดจะได้ไม่เผลอหยาบใส่จนเกินงาม


            “ปีสี่ ว่างๆ ไปปาร์ตี้ด้วยกันมั้ย ใครรู้จักกับโยธากูชวนหมดแหละ”


            “ผมคออ่อนเลยคิดว่าไม่เหมาะเท่าไหร่ กลัวจะไปสร้างความวุ่นวายให้ซะเปล่าๆ แหะ!” ยิ้มหน้าหมาเจื่อนให้ทีหนึ่ง แต่แกก็ยังไม่หยุด


            “ชวนเพื่อนมาด้วยได้ เสาร์นี้ว่างหรือเปล่า จัดที่คอนโดกูเลย”


            “พี่คือผม...”


            “คนกันเองทั้งนั้นน้องกรรณ”


            “...”


            “คนกันเองบ้านมึงสิสัด”


            ผมไม่ได้พูด ไม่ได้พูดเลย...


            เพราะประโยคนี้เป็นของโยธาที่กำลังถือถุงลูกชิ้นเดินดุ่มๆ มาหาด้วยท่าทีคุกคาม มือหนาจับข้อมือผมไว้ แล้วรั้งให้ถอยไปยืนอยู่ด้านหลังมันอย่างรวดเร็ว ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่บอกตามตรงว่าในใจรู้สึกดีกว่าตอนอยู่กับรุ่นพี่ปีสี่เพียงลำพังเยอะเลย


            “ไม่เจอกันนานเลยเนอะ เวลากูไปที่บาร์ทีไรมึงหลบหน้ากูตลอดเลยหนิ ทำไมวันนี้ถึงกล้าได้วะ”


            “ต้องการอะไร”


            ผมกระตุกแขนคนตัวสูงสองสามทีเป็นการบอกกรายๆ ว่าอย่ามีเรื่อง


            “แค่ทักทายเพื่อนมึงหน่อยไม่ได้หรือไง”


            โยธาไม่พูดพร่ำทำเพลงออกแรงรั้งให้ผมเดินตามกลับไปยังรถ แต่ในจังหวะที่กำลังแทรกตัวเข้าไป รุ่นพี่ที่ชื่อเกล้ากลับย่ำเท้าตามหลังเราไม่เลิก แถมยังหยุดการกระทำของเราทั้งคู่ไว้เพียงประโยคเดียว


            “เลิกคิดไม่ซื่อกับแฟนกูซะ”


            “กูไม่เคยคิดอะไร”


            “แต่มึงเจอกันตลอด กล้าพูดเต็มปากมั้ยว่าบริสุทธิ์ใจ”


            “...”


            “ถ้าไม่อยากให้กูยุ่งกับเพื่อน มึงก็หัดหักห้ามใจตัวเองซะบ้าง ถึงยังไงซะรักแรกของมึงมันก็เป็นแค่อดีตอยู่ดี” เขาพูดแค่นั้นก่อนเดินผละไปอีกทาง ทิ้งให้ผมกับโยธามองหน้ากันเลิกลัก กระทั่งตอนแทรกตัวเข้าไปในรถผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรทำยังไง ลูกชิ้นทอดแสนอร่อย ชาไข่มุกหวานๆ ได้หมดความสำคัญไปโดยปริยาย


            จวบจนรถยนต์เคลื่อนตัวไปข้างหน้า คนเคียงข้างจึงเป็นฝ่ายทำลายความเงียบลง


            “รู้จักไอ้เกล้าตั้งแต่เมื่อไหร่”


            “ตอนไปบังอรโภชนา จู่ๆ เขาก็มาทักอะ พี่มันบอกว่ารู้จักกับมึงกูเลย...คุยด้วยนิดหน่อย” มีคำถามมากมายที่อยากถามแต่ไม่กล้า นาทีนี้ความหน้าด้านก็ไม่อาจช่วยได้


            ผมอยากรู้สารพัด คนที่โยธาไปยุ่งเป็นใคร พี่เกล้าเป็นใคร มีความสัมพันธ์กันยังไง เรื่องราวและความลับที่เกี่ยวกับโยธา ผมแทบไม่รู้อะไรเลย


            “แล้วมันทำอะไรมึงมั้ย”


            “เปล่า”


            “ถ้าเจอไอ้เกล้าอีกถอยห่างเข้าไว้ มีอะไรโทรหากู”


            “มึงไปทำเรื่องไม่ดีกับพี่เกล้าเหรอ” มือหนาบังคับพวงมาลัย สายตาจดจ้องบนท้องถนน ทว่าเมื่อได้ยินประโยคคำถามดังกล่าว เจ้าตัวจึงหันมามองครู่หนึ่ง นัยน์ตาสั่นไหวจนจับสังเกตได้ แม้จะเป็นเวลาเพียงเสี้ยววินาทีก็ตาม


            “นิดหน่อยน่ะ”


            “มีอะไรอยากเล่าให้กูฟังปะ”


            “แค่...นานมาแล้วที่รู้จักกับแฟนมัน แต่ตอนนี้กูไม่ได้คิดอะไร”


            “กูเชื่อมึง” ผมพูดในสิ่งที่ตัวเองอยากพูด ตามสิ่งที่ใจกำลังบอก


            บางทีหากอดีตมันยากที่จะเล่าและอาจทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวด ผมคงเลือกไม่ขุดคุ้ยแล้วมองเพียงปัจจุบันอย่างที่ไอ้ก้องเคยแนะนำดีกว่า


            “เพราะอะไรถึงเชื่อ”


            “เพราะเป็นโยธา” ยามเห็นใบหน้าหล่อเหลากำลังอมยิ้ม หัวใจผมเต้นตึกตักขึ้นมาฉับพลัน “หูย ตอนเขินนี่น่ารักเหมือนกันนะเนี่ย ไม่เรียกมืดมนแล้วได้มั้ย”


            “แล้วอยากเรียกอะไร”


            “เรียกไอ้หน้ามึน”


            “ไม่ได้ดีกว่าเดิมเลย”


            “สรุปคุณโยธาสะดวกใจให้เรียกแบบไหนล่ะครับ”


            “จะเรียกหน้ามึนก็ได้ หรือจะมืดมนก็แล้วแต่”


            “อ้าว ไหนบอกไม่ชอบไง”


          “มึงเรียก แบบไหนก็ดีทั้งนั้นแหละ”


         
หลังจากตามหาความหมายของคำว่ารักมาได้สักพักใหญ่ ผมก็มีคำตอบสำหรับตัวเองแล้วเหมือนกัน ถ้าความรักสำหรับคุณความมืดมนคือมนุษย์หน้าหมาอย่างผม กรรณยุคลก็ขอนิยามความรักในใจว่าโยธาเช่นกัน



 

 

 

 

 

 

 

 

 


            “ไอ้ไฟฟ้าออกกฎใหม่ ช่วยอ่านด้วยครับคุณโยธา”


            ประตูเปิดแง้ม ผมแนบหน้าพิงกรอบประตูจ้องมองร่างสูงซึ่งยืนอยู่ด้านนอก


            เมื่อคืนเพิ่งทะเลาะกับรูมเมทด้วยหัวข้อโคตรปัญญาอ่อน เนื่องจากช่วงหลังมานี้ถูกมนุษย์หน้านิ่งบุกห้องอยู่บ่อยครั้ง ความเป็นส่วนตัวเลยหายหมด ด้วยความโมโหไอ้ไฟฟ้าจึงเขียนกฎเพิ่มขึ้นมา


            จากตอนแรกระบุว่าห้ามบุคคลภายนอกย่องเข้าห้องยามวิกาล แต่เหมือนจะไม่เป็นผลเพราะโยธายังคงหน้าด้านเข้ามานอนเบียดผมทุกคืน เราเลยต้องแก้ปัญหากันใหม่


            “กฎบ้ากฎบออะไรอีก”


            “อ่านก่อน” ผมตบประตูสองที พร้อมชี้ให้อ่านข้อความซึ่งติดไว้บนบานประตู


            “อือ แล้วไง”


            “มีการเก็บค่าเข้าห้องสำหรับคนนอก จะจ่ายเป็นเงิน นม ขนม หรืออะไรก็แล้วแต่เลือกมาสักอย่าง”


            ผมเห็นควรว่ากฎที่เพิ่มเข้ามาโคตรมีประโยชน์เลยไม่ขัดศรัทธาไอ้ไฟฟ้า เพราะเป้าหมายเดียวที่มักเดินเข้าห้องโดยไม่ได้รับอนุญาตแม่งมีแค่โยธาเท่านั้นแหละ ส่วนไอ้ก้องคือข้อยกเว้นของทุกอย่าง


            “สี่ทุ่มแล้ว จะให้ออกไปซื้ออะไร” คนตัวสูงกว่าตอบกลับหน้าตาย


            “ไม่ไปที่บาร์เหรอ”


            “ไม่ไป”


            “ทำไมช่วงนี้เป็นเด็กดีอะ”


            “มีเด็กดื้อให้ปราบ เลยต้องอยู่” ผมเบะปากใส่มันทีหนึ่งก่อนยื่นมือพลางกระดิกนิ้วระรัว


            “ถ้าไม่มีขนมก็เอาเงินมา”


            “กระเป๋าตังค์อยู่บนห้อง”


            “งั้นไม่ให้เข้า”


            สภาพโยธาตอนนี้บอกได้คำเดียวว่าเด็กน้อยสุดๆ มันสวมเสื้อสีชมพูลายน้องกระต่ายที่อาทิตย์หนึ่งจะเห็นเพียงครั้ง ตอนนี้นับดูแล้วพี่อาร์มซื้อชุดนอนให้มันห้าชุด ตัวที่ใส่ซ้ำบ่อยสุดเห็นจะเป็นน้องเพนกวินกับน้องอุ๋ง ตัดภาพมาที่กูนั้น...ยังใส่บ็อกเซอร์ย้วยๆ อยู่เลย


            “ให้จ่ายค่าเข้าเป็นอะไรก็ได้ใช่มั้ย”


            “ถูกต้องนะคร้าบ”


            สิ้นสุดคำพูด เจ้าของร่างสูงพลันโน้มตัวลง จากนั้นก็จู่โจมผมอย่างไม่ทันตั้งตัว


            โลกหมุนเคว้งเต้ง คล้ายกับทุกอย่างที่อยู่ใกล้ตัวได้เทกระจาดใส่หัวโครมใหญ่จนส่งผลให้รู้สึกมึนงงไปชั่วขณะ เพราะไม่คิดไม่ฝันว่าจะถูกริมฝีปากได้รูปกดจูบลงมาตรงๆ แม้เพียงไม่นานก่อนผละออก แต่ความร้อนผ่าวของรสสัมผัสบนริมฝีปากตัวเองกลับยังคงชัดเจนอยู่


          ฮืออออออ โยธาจูบกู! โยธาจูบกู!


            “จ่ายแล้ว”


            “...”


            “เข้าห้องได้ยัง” เจ้าตัวตอบเสียงเอื่อย ขณะที่ผมตั้งท่าจะร้องไห้ออกมา


            แล้วไอ้กรรณทำอะไรได้วะนอกจากยืนนิ่ง ปล่อยให้คนด้านนอกผลักประตูเข้ามาพร้อมกับครอบครองเตียงราวกับก่อนหน้านั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้น


            “ครั้งต่อไปจ่ายแบบนี้ไม่ได้นะเว้ย มึงต้องจ่ายเป็นตังค์หรือไม่ก็ขนม กำหนดไว้เลยว่าตังค์ต้องจ่ายอย่างต่ำสิบบาท”


            “รีดไถ” ดูพูดเข้า


            กระโดดขึ้นเตียงแล้วแม่งหยิบหนังสือการ์ตูนซึ่งทิ้งไว้ที่หมอนผมตั้งแต่เมื่อคืนขึ้นมาอ่านเฉยเลย


            “นี่เป็นคำสั่งของไอ้ไฟฟ้า”


            “มันไม่ได้กลับมาซะหน่อย”


            “รู้ได้ไง”


            “โทรคุยกันแล้ว คืนนี้มันอยู่คอนโด” ซวยแล้วกู ไอ้สัดไฟ มึงทิ้งคนน่ารักและแสนดีไว้กับลอร์ด โวลเดอมอร์ได้ไง เกิดมันใช้ศาสตร์มืดกับผมคงต้องเตรียมตัวตายแน่ๆ เพราะยังไงก็สู้แรงแม่งไม่ได้


            “งั้นมึงก็ย้ายตูดไปนอนเตียงไฟฟ้าได้แล้ว”


            “กูไม่นอนเตียงคนอื่น”


            “แต่มานอนเตียงกูเนี่ยนะ”


          “ก็มึงไม่ใช่คนอื่น”


            พูดไม่ออกบอกไม่ถูก โอเค ยกนี้ผมแพ้อีกจนได้


            “ใจคอมึงจะไม่กลับห้องตัวเองบ้างหรือไง”


            “รอให้มึงย้ายไปอยู่ด้วยกันก่อนกูถึงจะกลับ รีบขึ้นมาเร็ว”


            “ก็ขยับไปดิ” ปากบอกเสียงเข้ม แต่อีกฝ่ายยังอยู่ในท่าเดิมผมเลยคว้าแล็ปท็อปตรงโต๊ะเขียนหนังสือขึ้นไปนั่งเบียดอีกฝ่ายบนเตียง พยายามหาอะไรทำแก้เครียดเพื่อจะได้ไม่สนใจคนเคียงข้าง แต่เล่นนั่งหลังพิงหัวเตียงแถมไหล่ชนกันแบบนี้คงคีพลุคได้ไม่นานหรอก


            “อ่านการ์ตูนเรื่องอะไรอะ”


            “สนใจด้วยเหรอ”


            “ถามเฉยๆ”


            Attack on Titan


            “อ๋อ ที่เป็นยักษ์อยู่นอกกำแพงเมือง”


            “อือ”


            “ดีๆ กูจะได้จดไว้ว่าช่วงนี้มึงอินกับอะไร” เพราะอยากพัฒนาความสัมพันธ์ดังนั้นจึงต้องเก็บเล็กผสมน้อย บันทึกทุกอย่างเอาไว้จะได้ดูเหมือนคนใส่ใจ


            “อยากรู้อะไรก็ถามสิ” ดวงตาสองข้างเบิกโพลง รู้สึกตื่นเต้นฉิบหายที่จู่ๆ โยธาเปิดทางให้ผมได้คลายความสงสัยที่มีมาเนิ่นนาน


            “มึงจะตอบเหรอ”


            “ถามมาก่อน”


            ผมกำมือแน่น ยื่นไปหยุดตรงหน้าอีกฝ่ายทำทีเป็นนักข่าวสัมภาษณ์คนดัง


            “เกิดวันที่เท่าไหร่”


            “ยังไม่รู้อีกเหรอ”


            “เออน่า ตอบมาก่อน” ความจริงผมรู้มาก่อนแล้ว ไม่อย่างนั้นจะปักตัวเลขวันเกิดลงบนเนคไทให้อีกฝ่ายได้ยังไง แต่จนแล้วจนรอดก็ยังอยากได้ยินจากปากเจ้าตัวอยู่ดี แหงล่ะ ความรู้สึกตอนได้ฟังมันต่างกันนี่หว่า


            “แปด เมษา”


            “ส่วนกู...” ยังไม่ทันเอ่ยกลับโดนขัดซะดื้อๆ


            “กูรู้แล้ว”


            “รู้ได้ไง” คนเคียงข้างเงียบ ทำเอาอยากหัวเราะออกมาดังๆ ซะจริง “จากแบบสอบถามเหรอ”


            “คิดเองเออเองเก่ง”


            “จ้าๆ” ไม่แซวแล้วก็ได้ กลัวเด็กแถวนี้จะหน้าบางเกินไป “เคยมีแฟนมั้ย”


            “เคย”


            “เคยมีเซ็กซ์มั้ย” ตอนถามรู้สึกหน้าร้อนผ่าวยังไงไม่รู้ว่ะ สงสัยคนที่หน้าบางจะกลายเป็นผมซะล่ะมั้ง


            “เคย”


            สตันไปแป๊บนึง โอเค กับคนที่เจอผู้หญิงมากหน้าหลายตาขนาดนั้นมันก็ต้องมีบ้างแหละ ถึงแม้โยธามักจะพูดว่าไม่นอนกับคนที่เล่นด้วย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าในอดีตก่อนที่มันจะรักใครไม่เป็นไม่เคยมีนี่หว่า


            “อันนี้จริงจังแล้ว อยากรู้จริงๆ ลายสักบนตัวมึงหมายถึงอะไรเหรอ”


            เดดแอร์...


            ว่าแล้ว โยธามันคงไม่อยากพูดถึงหรอกแต่ก็ยังเผลอไปสะกิดใจอีกฝ่ายจนได้ ผมแทบยกมือขึ้นมาตีปากตัวเองแรงๆ ทว่าครู่หนึ่งเสียงทุ้มต่ำกลับดังก้องในโสตประสาท


            “แบมือมา” ยังคงอยู่ในสภาวะมึนงง ตรงข้ามกับร่างกายที่ทำตามคำสั่งราวกับสุนัขแสนเชื่อง


            เพื่อนตัวสูงใช้นิ้วชี้วาดข้อความลงไปบนฝ่ามือของผม มันรู้สึกจักจี้เล็กน้อย แต่ก็ยังสั่งให้ตัวเองจดจ่อกับสัมผัสจากคนข้างๆ


           


            00110001      00110100
          00110000      00110011




            สมองแม่งโล่งเกินกว่าจะแปลข้อความออก รู้แค่ว่ามันคือเลขศูนย์กับหนึ่งซึ่งเป็นรหัสไบนารี่โค้ดเท่านั้น


            “ความหมายคืออะไร” ขอโทษที่ถามแบบคนโง่ แต่ยอมรับเต็มปากเลยว่าโง่จริง


            “เป็นตัวเลข 1 4 0 3 วันที่พ่อกับแม่หย่ากัน”


            “...!!


            พลาดแล้วไอ้กรรณ คราวนี้มึงพลาดแบบไม่น่าให้อภัย


            “ขอโทษนะ”


            “ขอโทษทำไม มันไม่ได้ทำให้รู้สึกเจ็บปวดอีกแล้ว”


            “นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้มึงไม่รักใครใช่มั้ย”


            “ส่วนนึง”


            “แล้วอีกส่วนล่ะ”


            “อยากได้คำตอบก็ต้องจ่ายมา”


            “โห่ งก” ไม่อยากรู้แล้วก็ได้ กลัวไปสะกิดใจเจ้าตัวอีกรอบ


            อย่างที่เคยบอกกับตัวเองไว้ สิ่งที่ต้องโฟกัสคือปัจจุบัน ในเมื่อโยธาเปิดใจให้ผมได้มากขนาดนี้ เราก็ต้องพยายามเพื่อกันและกันต่อไป


            “โยธา อีกคำถามแล้วจะไม่ถามอีก”


            “อืม”


            “เพราะอะไรถึงเป็นกูวะที่ทำให้มึงเลิกกลัวการรักใครสักคน”


            “น่ารัก”


            “ฮะ?”


          “เพราะสำหรับกูไม่มีใครน่ารักได้เท่ามึงอีกแล้ว”





 

 

 

 

 




            คืนวันศุกร์เป็นคืนหรรษา เพื่อนรักพากันนัดแนะไปสุมหัวที่ร้านเหล้าเจ้าเกือบประจำอย่างบังอรโภชนา ส่วนผมต้องกราบลาหลังจากโดนผู้จัดการร้านหมายหัว เลยขอไอ้โยธาติดสอยห้อยตามมาที่บาร์ค็อกเทลซึ่งมีพี่ชายของมันเป็นหุ้นส่วนแทน


            15th November ค่อนข้างคึกคัก อันเนื่องมาจากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์แห่งการทำงาน หลายคนเลยจัดหนักจัดเต็มตั้งแต่เวลายังไม่ถึงสามทุ่มครึ่ง


            ไอ้โยธาเห็นว่าเวลานี้ยังไม่เหมาะจะนั่งจิบเบียร์หรือเครื่องดื่มเท่าไหร่จึงพาผมขึ้นไปบนห้อง ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการต้มบะหมี่ ซดกาแฟ และนั่งดูหนังจนจบไปหนึ่งเรื่อง รอกระทั่งร้านปิดแล้วถึงได้เดินลงไปด้านล่าง


            “ไง ไม่เจอกันนานเลย” พี่นพผู้ครองตำแหน่งบาร์เทนเดอร์เอ่ยทักทายเป็นคนแรก ส่วนไอ้พี่นิวตันไม่ต้องพูดถึง เวลานี้สงสัยยังเมคเลิฟกับสาวไม่เสร็จเลยไม่เห็นแม้แต่เงา


            “ช่วงนี้ที่คณะยุ่งๆ น่ะครับ” เราทิ้งตัวลงนั่งตรงเก้าอี้ทรงสูงบริเวณเคาน์เตอร์บาร์เหมือนครั้งก่อน


            “อยากกินอะไรมั้ย ปลอบใจที่ทำงานคณะหนัก”


            “ขอเบาที่สุดในร้านครับ”


            “น้ำเปล่า”


            “ไม่คูลเลยอะ”


            “คออ่อนอย่างมึงแดกอะไรคงอ้วกแตกหมดแหละ” พี่มันรู้ได้ไงวะ


            ผมคิดมาตลอดนะว่าคงไม่มีวันที่ต้องตกอยู่ในสภาวะประเมินตัวเองไม่ถูก กระทั่งวันที่อ้วกพุ่งใส่เสื้อไอ้โยธา หลังจากนั้นจึงไม่กล้าจัดอะไรหนักๆ อีกเลย


            “ถ้าอย่างงั้นก็แล้วแต่พี่จะพิจารณาเลยครับ”


            “ม็อกเทลแล้วกัน ไม่มีแอลกอฮอล์ โยธาของมึงเหมือนเดิมใช่มั้ย”


            “ครับ”


            เหมือนเดิมก็คือเบียร์ ซดโฮกจนแทบเหมาโรงงานมานั่งก๊ง นี่ถ้าไอ้พี่นิวตันตามมาสมทบด้วยอีกคนคงครบองค์ประชุมพอดี


            “แล้วมึงสองคนช่วงนี้เป็นไงบ้าง ดูสนิทกันกว่าเดิมหนิ”


            เลิกลักแล้วกู ได้แต่มองตาคนตัวสูงซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ไม่ลดละ คือยังไม่ได้บอกใครไงว่าความสัมพันธ์ตอนนี้คืบหน้าไปถึงไหน กะรอบอกตอนมีสถานะที่เราเข้าใจตรงกันทีเดียว ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เพราะเราต่างไม่รีบเร่งกับมัน


            “ก็นิดนึงครับ” ตอบด้วย ยิ้มหวานให้ด้วย ชิ้ง!


            “ยิ้มมึงโคตรสยองเลยไอ้น้องกรรณ”


            เออะ...


            “วันก่อนไอ้ไฟฟ้าแวะมา”


            “มันทำอะไร”


            “ไม่ทำอะไรแค่มานั่งแดกเบียร์แล้วกลับ แต่ที่ตลกคือแม่งบ่นอยู่นั่นแหละเรื่องมีคนแย่งห้องมัน มึงรู้มั้ยว่าเป็นใคร”


            งานเข้ากะทันหัน แสดงว่าพี่นพยังไม่รู้ใช่มั้ยว่าผมย้ายไปนอนกับไฟฟ้า แถมคนที่ตามรังควาญจนเจ้าของห้องอยู่ไม่เป็นสุขก็นั่งอยู่ตรงหน้าแล้วนี่ไง


            “อย่าไปใส่ใจไฟมัน” โยธา...เก่งเชียวน้าเรื่องหนีความผิดเนี่ย


            ผมนั่งจิบเครื่องดื่มสลับกับฟังคนทั้งคู่พูดคุยกัน พักใหญ่กว่าใครคนหนึ่งจะตามมาสมทบ ตอนแรกเดาว่าพี่นิวตันแกคงเดินไปคลอเคลียหญิงไปเหมือนที่ผ่านมา ทว่าคราวนี้ข้อสันนิษฐานทั้งหมดล้วนผิดพลาดเพราะคนที่เดินออกมาจากลิฟต์คือรุ่นพี่ที่ชื่อเกล้า


            “อ้าวไอ้เกล้า กลับแล้วเหรอ” พี่นพตะโกนเรียก เจ้าของชื่อหันมามองฉับพลัน คิดว่าคงเห็นผมกับโยธาตรงเคาน์เตอร์พอดีถึงได้ส่งยิ้มแปลกๆ มาให้


            “ครับ”


            “กินเบียร์ด้วยกันมั้ย”


            “ไม่ล่ะพี่ เดี๋ยวคนแถวนี้จะอึดอัด ผมกลับก่อนล่ะ”


            “เออ”


            “ไปก่อนละนะไอ้น้องกรรณ”


            “คะ...ครับ”


            คนคนนั้นเดินจากไป บรรยากาศโดยรอบเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด หนึ่งคือโยธายังคงนั่งเงียบ ขณะที่พี่นพไม่ยอมปริปากพูดประโยคใดอีกนอกจากสาละวนอยู่กับการจัดเรียงแก้วและเครื่องดื่ม


            ทางนี้เองก็ไม่รู้ว่าต้องหาหัวข้อไหนมาสนทนาจึงนั่งจิบม็อกเทลเงียบๆ สิบนาทีให้หลังประตูลิฟต์เปิดออกอีกครั้ง หวังว่าการมาของพี่นิวตันอาจช่วยให้บรรยากาศดีขึ้น แต่ไม่เลย ผมคิดผิด...


            “มีเบียร์ให้กินมั้ยวะ”


            ร่างสูงโปร่งของใครคนหนึ่งก้าวเท้ามาหยุดอยู่ตรงเคาน์เตอร์ ผิวขาว ดวงตาสีดำกลมโต เส้นผมหยักศกสีน้ำตาลยุ่งๆ แม้จะอยู่ในชุดเสื้อยืดกับกางเกงลายตารางเหมือนชุดนอนแต่กลับดึงดูดให้คนมองตามได้ไม่ยาก รู้หรอกว่ามันเสียมารยาทที่จ้องอีกฝ่ายไม่ลดละ แต่เขาเล่นมาหยุดยืนอยู่ข้างผมไง


            “สำหรับมึงกูจำกัดให้แดกไม่เกินสองขวดพอ”


            “โห ไรวะนพ”


            “แดกเกินเจ๊งกันพอดี”


            “ทีมึงซัดกับไอ้นิวหมดเป็นถังกูยังไม่ว่าสักคำ”


            “ก่อนบ่นกูมาทำความรู้จักน้องมันหน่อย” คนหน้าเคาน์เตอร์โบ้ยปากมาทางผม รุ่นพี่ข้างๆ จึงหันมาประสานสายตานิ่ง


            “อะไรยังไง”


            “นี่เพื่อนโยธาชื่อน้องกรรณ”


            “สวัสดีครับ” ผมรีบยกมือไหว้โดยไม่รอให้ใครบอก


            “หวัดดีน้อง” เขาส่งยิ้มให้ ทำเอาละลายไปเลยว่ะ “พี่ชื่อวาริช เรียกวาก็ได้”


            “ที่เคยบอกว่าร้านเรามีหุ้นส่วนสามคนน่ะ ไอ้นี่แหละหุ้นส่วนคนที่สาม”


            “อ๋อออออ”


            ผมฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิม หุ้นส่วนร้านนี้หน้าตาดีจังวะ


            “และที่สำคัญ”


            “...”


          “มันเป็นแฟนไอ้เกล้าด้วย”


            รอยยิ้มที่มีในคราแรกแปรเปลี่ยนเป็นความฝืดเฝื่อน ผมไม่แน่ใจนักว่าควรลำดับเรื่องราวยังไง ครั้งก่อนที่เจอพี่เกล้าเขาพูดถึงแฟนที่โยธาชอบไปยุ่งด้วย มาวันนี้ถึงได้รู้ความจริงว่าเป็นคนใกล้ตัวแถมยังอยู่ห้องข้างบนมาตลอด




            เรามาแข่งกันมั้ย แข่งแบบเรื่อยๆ ไม่รีบเร่ง ใครก้าวผ่านความกลัวได้ก่อนชนะ


           


            ประโยคที่เคยคุยกับโยธาในคืนนั้นสะท้อนกลับมา


            เพราะเอาแต่คิดว่าหากก้าวผ่านความกลัวไปได้เราจะพบกับความสุข แต่กับคนบางคนแทบลืมนึกไปด้วยซ้ำว่าเขาอาจไม่อยากก้าวผ่านมันไปเลยก็ได้


            ผมไม่สามารถปฏิเสธความจริงหลังปะติดปะต่อทุกอย่างเข้าด้วยกัน...


            พี่วาเป็นรักแรกของโยธา


            พี่วาเป็นหุ้นส่วนของร้าน


            และพี่วาก็อยู่ตรงนี้เสมอไม่เคยไปไหน


            เหตุผลที่โยธาชอบมาที่นี่ทุกคืน บางทีอาจไม่ใช่เพราะต้องการสร้างความร้าวฉานให้คนอื่น ตรงกันข้าม...มันอาจกำลังพยายามเรียกร้องความสนใจเพื่อให้เขากลับมาอยู่เคียงข้างอีกครั้งก็ได้


            น็อคเอาท์!


            โคตรตลกเลยว่ะ


            ในขณะที่ผมเฝ้าถามโยธาว่าความรักสำหรับมันคืออะไร แท้จริงใครคนหนึ่งอาจสอนให้มันรู้จักกับความรักมาตั้งนานแล้ว...





 

โยธางานเข้า โยธางานเข้า โยธางานเข้า!

คุณความมืดมนนี่มันมืดมนจริงๆ ชั้นจะแจ้ง!!

#วิศวกรรณโยธา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12.186K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,844 ความคิดเห็น

  1. #13838 siriluck-2525 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 เมษายน 2564 / 06:48
    คิดเหมือนน้องกรรณเลยกูโคตรจุก😭😭😭
    #13,838
    0
  2. #13834 parinyadakhim (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 19 เมษายน 2564 / 17:09

    เเล้วล้าวววว ร้าวฉานน น้องบีเกิ้ลโอ๋นะหนูมากอดมาลูก
    #13,834
    0
  3. #13802 ssppy (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 11 มีนาคม 2564 / 01:39
    เอาแล้วววว เคลียร์เลย ฮือออออ
    #13,802
    0
  4. #13787 After_TeaTime (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 4 มีนาคม 2564 / 07:44
    นี่กำลังคิดอยู่ว่า กรรมอาจจะตามสนองโยไหม จากการยุยงคนอื่น แบบว่าพี่เกล้าอาจจะพยายามรุกแล้วแย่งกรรณมาอะไรแบบนี้ ให้เข้าใจความรู้สึกของคนโดนแย่งของซะบ้างอะไรแบบนั้น...
    #13,787
    0
  5. #13775 Shippghost_ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 / 10:16
    ขอเพลงค่ะคุณ

    โอ้ยยยยยยยยเจ็บไปทั้งหัวใจ...ทำไมยังทน ใจเย็นไว้ตัวกูและลูกกู
    #13,775
    0
  6. #13725 ๋J__N__T___ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 มกราคม 2564 / 15:39
    ไม่นะ ไม่ ไม่นะ ม่ายยยย น้องอย่าคิดไปก่อนนะ ม่ายยยยยยยยยย //ผลัวะ!! บอกตัวเองก่อนเถอะ
    #13,725
    0
  7. #13703 เมย์ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2563 / 21:59

    เศร้าเเทนนน

    #13,703
    0
  8. #13682 mejeje (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 22:46
    เอาล้าวววว รักแรกก็มา คนใกล้ตัวไปอีก
    #13,682
    0
  9. #13659 ChungWila (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 11 กันยายน 2563 / 23:37
    โหน้องงงงงงเศร้าแทน
    #13,659
    0
  10. #13644 pang_97s (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 6 กันยายน 2563 / 21:34
    เอ่าาาา..............
    #13,644
    0
  11. #13634 Padcha0623060584 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2563 / 22:36
    กูเนี่ยน็อคเอาท์ไปพร้อมกับไอกรรณลูกแม่แล้ว
    #13,634
    0
  12. #13625 Liracu (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2563 / 07:50
    สุดจัด
    #13,625
    0
  13. #13598 skyprsa (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2563 / 10:40
    พีคมากกก
    #13,598
    0
  14. #13583 Mymam_bgly (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 01:57
    อืมมม จุกจริงๆด้วย..
    #13,583
    0
  15. #13574 pilin/พิ'ลิน (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 21:47
    อึ้งไปสิ
    #13,574
    0
  16. #13573 pilin/พิ'ลิน (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 21:47
    จุกอะ จุกแบบบอกไม่ถูก
    #13,573
    0
  17. #13554 jira_deer (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2563 / 19:40
    ไม่ใช่แค่กรรณที่น็อคคนเดียว ฉันก็น็อคคคคค
    #13,554
    0
  18. #13541 pnpb2523 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2563 / 16:26

    ทำไมรู้สึกจุก ๆ แฮะ

    #13,541
    0
  19. #13522 acheer_lah​ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2563 / 19:48
    าเะนะพคยนดดนยดกึนสททงบบยว่ดดด
    ่ออกี

    านีดค9ยยยว
    #13,522
    0
  20. #13482 tamp_0062 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2563 / 15:35
    ผัปีนลเดเรเ,

    ขแแ
    #13,482
    0
  21. #13444 Sujitraaonn (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 12:57
    น้องคิดไปไกลแล้วโว้ยโยธาโว้ยยย อย่ามัวแต่นิ่งเด้ ใจหวิวเลยเนี่ยพอพี่วาโผล่มาอีกคน
    #13,444
    0
  22. #13411 Oseidon (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 09:55
    รู้สึกเหมือนไอ่พี่วา เดินเอามีดมาปักที่กลางหลัง
    #13,411
    0
  23. #13410 NOON_PJM (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 09:00
    เหมือนโดนไม้ฟาดกลางหน้าอะ 🥺🥺
    #13,410
    0
  24. #13376 Rawadee14 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 / 18:03
    หน่วงสุด
    #13,376
    0
  25. #13365 Sariei_va (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 23:32
    แงงงงงงง มะกี้ใจยังเต้นตูมตามอยู่เลย ตอนนี้หน่วงยังไงไม่รู้~~
    #13,365
    0