วิศวกรรณโยธา - end

ตอนที่ 10 : 09 - กรรณไม่ใช่คนง่ายๆ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 137,672
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13,182 ครั้ง
    10 พ.ย. 62



09


กรรณไม่ใช่คนง่ายๆ




            เกลียดตัวเอง


            โคตรเกลียด เกลียดเวลาเกิดความรู้สึกอะไรสักอย่างมากๆ ไม่ว่าจะดีใจ เสียใจ แม่งมักควบคุมร่างกายตัวเองไม่ได้ทุกที แล้วดูสภาพตอนนี้ดิ น้ำตาไหลราวกับก๊อกประปาแตกแต่ก็ยังพยายามผูกไทด์ให้คนตรงหน้าต่ออย่างยากลำบาก


            หมดกันความคูลที่กูสร้างมา ทำยังไงก็คงไม่เท่แล้ว ทุกอย่างเป็นความผิดของไอ้โยธาเพียงคนเดียว
!


            “ฮึก...” มีสะอื้นอีกกู อยากเอาหัวโขกกำแพงตาย


            “อย่าร้องไห้” เจ้าของเสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างอ่อนโยน ซึ่งบอกเลยว่าไม่ได้ผลกับกูหรอก โกรธ


            “ใครร้อง”


            “หมา”


            “นั่นเรื่องของหมา ไม่ใช่เรื่องของมึง” เคยพูดเอาไว้ว่าชีวิตใครชีวิตมันหนิ คราวนี้เลยตอกกลับไปบ้าง ดูซิจะเจ็บเหมือนกันมั้ย จี๊ดๆ เลยอะดิ หึ
!


            โยธาไม่ได้แก้ตัว มันยังคงยืนนิ่งราวกับลุแก่โทษ ทำเอาผมด่าไม่ลง


            ม่านสายตาจากที่พร่ามัวอยู่แล้วคราวนี้ยิ่งมองภาพตรงหน้าแทบไม่เห็น เลยเป็นอุปสรรคในการผูกเนคไทค่อนข้างมาก จะให้ยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดก็กลัวเสื้อช็อปเปื้อน ใส่วันแรกด้วยไงเดี๋ยวไม่หล่อ อดแกรนด์โอเพนนิ่งกันพอดี ซึ่งเหมือนโยธาจะมองทุกอย่างที่ผมคิดอยู่ในหัวออกทั้งหมด


            “ทะ...ทำอะไร”


            “น้ำตาคลอเบ้าขนาดนี้มองเห็นชัดเหรอ”


            เจ้าตัวเปิดปากถามขณะเอื้อมมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาให้ผมป้อยๆ คนถูกกระทำก็ผงะไปดิ ได้แต่กลืนน้ำลายลงคอยามนิ้วเรียวเกลี่ยไปมาบนแก้มและเปลือกตา ทว่าว่ายิ่งเช็ดมันก็ยิ่งไหลหนักกว่าเดิม


            “ที่ร้องไห้ไม่ได้เสียใจที่มึงด่ากูนะ อย่าสำคัญ...ตัวเองผิด กูร้องเพราะเมื่อคืนฝันร้าย ร้องเพราะไฟดับกะทันหันต่างหาก”


            “แต่ก็ฝันถึงกูอยู่ดี”


            “ฝันแป๊บเดียว แค่แป๊บเดียว”


            ปกติเวลาฝันร้าย เรื่องมันจะวนๆ อยู่กับความทรงจำแย่ๆ ในวัยเด็กผสมจินตนาการอันบรรเจิด บางครั้งฝันเห็นผีในห้องเก็บของ บางคืนฝันเห็นสัตว์เลื้อยคลานไต่อยู่ใต้เท้า หรือบางทีก็ฝันว่าตัวเองถูกขังอยู่ในที่มืด วนเวียนอยู่แค่ไม่กี่เรื่อง ทว่าเมื่อคืนแตกต่างออกไปเพราะในจิตสำนึกดันมีโยธาปรากฏอยู่ในนั้น


            ...แถมมันยังเลือกเดินหนี แล้วทิ้งให้ผมอยู่ในห้องเก็บของมืดๆ เพียงลำพัง


            ทุกอย่างแม่งผสมปนเปจนแยกไม่ออก เพราะเมื่อตื่นขึ้นมา ดันพบว่าความเป็นจริงก็ไม่ต่างจากความฝันสักเท่าไหร่


            “ผูกเสร็จแล้ว รีบเอามือออกไปจากหน้ากูเลย”


            สภาพเนคไทที่ผูกอาจไม่เรียบร้อยเหมือนทุกวัน แต่ผมคิดว่ามันคงดีพอที่จะปลีกตัวออกห่างจากมนุษย์มืดมนไม่มีหัวใจได้สักที


            “สัญญาก่อนว่าจะหยุดร้องไห้”


            “ยุ่งอะไรด้วย”


            “ร้องเยอะมึงจะปวดหัว”


            “ยุ่ง”


            “สัญญา...” มือหนาประคองหน้าผม พร้อมกับล็อกให้ประสานสายตากันตรงๆ


            “ไม่ ทีมึงยังไม่เคยสัญญาเลยว่าจะไม่ทำกูร้องไห้อะ”


            “กูสัญญา”


            “ง่ายขนาดนี้เลยเหรอ”


            “อืม ตามึงแล้ว”


            “...”


            “กรรณยุคล สัญญา...”


            ไม่ค่อยมีใครเรียกชื่อจริงผมสักเท่าไหร่ ยิ่งกับรูมเมทหน้าตายด้วยแล้วยิ่งเป็นเรื่องยาก ดังนั้นตอนที่ได้ยินประโยคดังกล่าวหลุดออกมาจากริมฝีปากได้รูป หัวใจทั้งดวงพลันอ่อนยวบไปหมด นอกจากพยักหน้าหงึกหงักแล้ว ผมก็ไม่รู้ว่าควรทำยังไงต่ออีก


            โยธาเก่งเสมอแหละ เพราะมันเป็นคนเดียวที่ทำให้ผมร้องไห้ และปลอบใจจนหยุดร้องไปพร้อมกัน       



 

 

 

 

 

 


            กิจกรรมคณะยังคงเป็นแหล่งรวมตัวของปีหนึ่งเหมือนทุกครั้ง...


            “มึงๆ มึงว่ามีบางอย่างแปลกไปป้ะ”


            “ยังไงเหรอ กูว่าไม่แปลกนะ”


            “สัดหู มึงหันไปดูข้างหลังก่อน”


            “อะไรของมึงวะไอ้ก้อง เดี๋ยวถ้าไม่มีอะไรกูจะตบบ้องหูมะ...เชี่ยยยยยยยย” ผมถึงกับแหกปากร้องลั่น ส่งผลให้รุ่นพี่แถวหน้าหันมามองเป็นตาเดียว ด้วยความที่ทำตัวไม่ถูกเลยต้องรีบเอ่ยขอโทษขอโพยเป็นอันดับแรก ก่อนจะลอบหันไปมองด้านหลังอีกรอบ


            ตรงแถวภาคโยธาเกือบท้ายสุด มีสิ่งมีชีวิตหนึ่งปรากฏเด่นชัดในม่านสายตา


            “มึงว่ามันลืมอ่านไลน์กลุ่มเพื่อนปะวะ” ไอ้ก้องยังคงโน้มตัวลงมากระซิบ         


            ท่ามกลางปีหนึ่งหกร้อยกว่าชีวิตในห้องกิจกรรม ความมืดมนเพียงหนึ่งเดียวกลายเป็นแกะดำของคณะ เพราะเขาจัดช็อปกรมท่ามากันอย่างพร้อมเพรียง ขณะที่มันสวมเสื้อนิสิตสีขาวนั่งหัวโด่อยู่คนเดียว


            อย่าว่าแต่ไอ้ก้องที่งงเลย รุ่นพี่เองก็เกาหัวแกรกๆ แถมยังเสือกแต่งตัวถูกระเบียบตั้งแต่หัวจรดตีนอีก คนมองคงน้ำท่วมปากเนื่องจากไม่รู้จะด่ามันยังไง มีเพียงผมเท่านั้นที่รู้ว่าทำไมไอ้โยธาถึงเป็นความแปลกแยกเพียงหนึ่งเดียวของคณะ


         
ช่างหัวรุ่นพี่ กูจะใส่ชุดนี้ จะให้มึงผูกเนคไทให้กู


            ประโยคเดียวจอดทุกอย่าง อยากโกรธให้นานกว่านี้ แต่พอเจอคำพูดของมันผมกลับใจอ่อนยวบๆ แทนซะเอง


            “ตอนอยู่ในห้องมึงไม่บอกมันเหรอ” ไอ้ก้องยังไม่หยุดในทันที แถมยังจุดประเด็นเดิมโดยการถามอีกรอบ


            “บอกแล้ว”


            “แล้วทำไมมันยังใส่ชุดนิสิตอยู่วะ”


            “มันไม่ฟัง”


            “อยากเป็นจุดเด่นว่างั้น แต่ความจริงคนอย่างไอ้โยธาอะนะจะอยากเป็นจุดเด่นของชาวบ้าน กูว่าหลักๆ มันคงอยากยั่วโมโหรุ่นพี่ซะมากกว่า” เดาไปสารพัดเชียว แล้วไม่ได้มีแค่เพื่อนรักของผมเท่านั้นที่คิด แต่บรรดาชาวประชาในคณะก็ไม่น้อยหน้าพากันซุบซิบไม่ขาดปาก


            คือจะให้กูบอกได้ยังไงว่าที่มันใส่ชุดนิสิตมาเนี่ยเพราะต้องการง้อกู หน้าบางกันพอดีดิ


            “เออแล้วเมื่อวานไปดูหนังกับสายรหัสเทวดาเป็นไงบ้างวะ” ก้องเกียรติเพื่อนรักยังไม่จบประเด็นเดิมมันก็เพิ่มประเด็นใหม่ขึ้นมาอีก นี่มึงติดนิสัยขี้เสือกขี้ถามมาจากกูใช่มั้ย


            “ก็ดี”


            “พี่อาร์คเหนือเดือนหล่อป้ะ” สีหน้าตอบถามนี่ตื่นเต้นสัดๆ ไอดอลของเด็กทุกชั้นปีอะ ว่าไม่ได้...


            “มาก”


            “พี่อาร์มน่ารักมั้ย”


            “มากเช่นกัน”


            “แล้วมึงล่ะ สนิทกับไอ้โยธาขึ้นหรือเปล่า ขอคบกันยัง”


            “โอยยยยย อย่าว่าแต่สนิทเลย ขนาดหน้ายังมองแทบไม่ติด” ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วควรบอกความจริงมันไปดีมั้ย ถึงยังไงเราก็สนิทกันจนรู้ความลับแทบทุกอย่าง เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงหันไปเผชิญหน้ากับไอ้ก้องซึ่งนั่งซ้อนหลังอยู่ พร้อมตอบเสียงอ่อย “คือกูกับโยธาทะเลาะกันนิดหน่อยว่ะ”


            “อ้าว ไหงเป็นงั้นวะ”


            “กูผิดเองแหละที่ไปเสือกชีวิตไอ้โยธามากเกินไปจนทำให้มันรำคาญ ตอนนี้เลยคิดว่าจะถอยออกมาให้มันมีความเป็นส่วนตัวบ้าง” คือผมไม่รู้ตัวไงว่าเผลอทำอะไรไม่ดีหรือทำให้รู้สึกแย่ไปมากเท่าไหร่ ถึงตอนนี้จะหายโกรธแล้ว แต่คิดว่ายังไงตัวเองก็ควรถอยออกมาหนึ่งก้าวอยู่ดี อย่างน้อยจะได้ไม่อึดอัดด้วยกันทั้งคู่


            “แล้วได้เคลียร์กันยัง อยู่ห้องด้วยกันแบบนี้มันทำตัวลำบากนะเว้ย”


            “เคลียร์แล้ว”


            “มีอะไรให้ช่วยก็บอก”


            “โห นี่พร้อมช่วยหรือพร้อมเสือกเอาดีๆ”


            “ทั้งสองอย่าง”


            “เวร”


            มัวแต่คุยกับไอ้ก้องจนลืมจับประเด็นที่รุ่นพี่เพิ่งพูดปาวๆ ไปเลย ลำบากต้องไปถามเพื่อนข้างๆ อีก


            วันนี้หลายคนคงดี๊ด๊ากับการได้สวมช็อปวิศวะเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นสัญญาณของการสิ้นสุดการรับน้อง ทว่าทุกอย่างกลับถูกเบรกลงเมื่อกิจกรรมใหม่ดันเข้ามาแทรกจนหลายคนกึ่งตื่นเต้นกึ่งโอดครวญไม่ขาดปาก


            อย่างแรกคือกิจกรรมประกวดดาวเดือน


            อย่างที่สองจัดขึ้นในวันเดียวกันนั่นคืองานเปิดโลกกิจกรรม


            รุ่นพี่เลยเรียกตัวปีหนึ่งมาแบ่งหน้าที่หลักของแต่ละคน กลุ่มหนึ่งทำแบ็กดร็อป พร็อพ และทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการประกวดดาวเดือน อีกกลุ่มทำซุ้มกิจกรรม เกม และบอร์ดความรู้สำหรับงานเปิดโลก ส่วนผมผู้มีความสามารถเหลือล้น พี่ปีสองเลยมอบหมายหน้าที่อันยิ่งใหญ่ให้ด้วยความภาคภูมิใจ


            “ไอ้กรรณมึงทำหน้าที่อะไร” ไอ้ก้องโดนพี่รหัสดึงตัวไปครู่ใหญ่ กลับมาอีกทีพร้อมตำแหน่งสุดไฉไล
ทีมเก็บกวาด


            “กูเหรอ ไม่อยากจะพูด”


            “งั้นไม่ต้องพูด”


            “เฮ้ยได้ไง กูทำงานสำคัญให้กับคณะเลยนะ”


            “ดูแลดาวเดือนเหรอ”


            “โน”


            “ทำบอร์ดกิจกรรม”


            “กระจอก!


            “บอกมาสักทีไอ้สัด ลีลาฉิบหาย”


            “สวัสดิการ”


            “ถุย! กูนึกว่าอะไร พูดซะยิ่งใหญ่จนกูคาดไม่ถึง”


            “จ้าพ่อทีมเก็บกวาด ทำสวัสดิการส่งข้าวส่งน้ำก็เป็นประโยชน์ต่อปากท้องคนทั้งคณะนะเว้ย”


            อุตส่าห์ภูมิใจยืดอกตอบเสียงใสขนาดนี้ ช่วยให้เกียรติกูสักห้านาทีก็ไม่ได้ อีกอย่างผมก็ไม่มีความสามารถอะไรเด่นๆ พอจะไปดูแลหน้าที่อื่น อย่างสอนการแสดงดาวเดือนรุ่นพี่ก็จัดการแล้ว พวกงานไดคัท งานอาร์ต งานศิลป์ไม่ต้องพูดถึง เป็นศูนย์!


             ให้ทำบอร์ดวิชาการชีวิตแม่งก็ดันฉลาดแต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง แถมยังมีหัวกะทิของคณะอาสาจะทำแล้วด้วย สิ่งหนึ่งที่รุ่นพี่เห็นแววคงมีเพียงความสดใสร่าเริง และสามารถเข้ากับผู้คนได้ง่าย เขาเลยมอบตำแหน่งสำคัญมาให้


            หน้าที่หลักของสวัสดิการไม่มีอะไรมาก แค่คนในทีมต้องประชุมจัดเตรียมของกินแต่ละมื้อให้เพียงพอ เสิร์ฟน้ำ แจกข้าว รวมไปถึงของว่างต่างๆ ตั้งแต่เริ่มต้นตลอดจนเสร็จสิ้นกิจกรรมเท่านั้น


            “หมา” คุยอยู่กับก้องเพื่อนรักได้ครู่หนึ่ง เสียงอันแสนคุ้นเคยของมนุษย์แฝดสยองอย่างไอ้ไฟฟ้าพลันแทรกขึ้นมา


            “มีไร”


            “เห็นไอ้โยธามั้ย”


            “ไม่เห็น ถามกูทำไม”


            “เห็นมึงเป็นรูมเมทเลยนึกว่าจะอยู่ด้วยกัน”


            “รูมเมทไม่ใช่เจ้ากรรมนายเวรจะได้ตามติดทุกฝีก้าว”


            “เออ สรุปมันหายไปไหนวะ” คนพูดเกาหัวแกรก ก่อนหมุนซ้ายหมุนขวามองหาคนที่รู้ว่าใคร


            ท่ามกลางคนมากมายที่เดินพลุกพล่านไปมา ถึงโยธาจะสวมเสื้อผ้าที่แตกต่างกว่าชาวบ้าน แต่ใช่ว่าจะหามันจากกลุ่มคนหกร้อยกว่าคนเจอได้ง่ายๆ


            “สรุปมีอะไรกับมันไม่ทราบ”


            “ก็ตอนแรกรุ่นพี่จะให้มันทำหน้าที่ยืนเรียกคนเข้าซุ้มไง แต่แม่งเสือกไม่ยอมเลยเดินหนีไปละ”


            “ลองโทรหาดิ”


            “โทรแล้วไม่ติด งั้นฝากมึงไปบอกมันแล้วกันว่ารุ่นพี่หาหน้าที่เหมาะๆ ให้ได้แล้วนะ”


            “ทำอะไร”


            “สวัสดิการ”





 

 

 

 

 




            กิจกรรมทั้งหมดจะเริ่มขึ้นช่วงต้นเดือนหน้า แต่สัปดาห์ที่จะถึงนี้พี่ปีสองซึ่งเป็นเฮดของแต่ละหน่วยก็เริ่มทยอยเรียกปีหนึ่งประชุมกันแล้ว หลายวันมานี้บรรยากาศภายในห้องระหว่างผมกับโยธายังคงเหมือนเดิม ไม่สิ! เราแทบไม่ค่อยได้คุยกันเลยด้วยซ้ำ


            มีบางอย่างเปลี่ยนไป...


            อาจเป็นผมเองที่เลือกเว้นระยะห่างระหว่างเราเอาไว้ พูดได้เต็มปากว่าไม่ได้คิดแค้นหรือเก็บคำพูดในคืนนั้นมาใส่ใจ แค่ไม่เหมือนเดิม อาจเรียกได้ว่านี่คือความสัมพันธ์ที่หายโกรธ แต่ไม่อยากผูกไทด์ให้แล้วนั่นแหละ


            “บีเกิล ผูกเนคไทให้หน่อย” มาอีกละ เสียงอ้อนๆ ในตอนเช้า


            “ไม่”


            ผมนั่งอยู่ปลายเตียง พยายามผูกไทด์ให้ตัวเองอย่างขะมักเขม้นโดยไม่คิดเงยหน้าสบตากับอีกฝ่ายแม้แต่เสี้ยว เราเป็นอย่างนี้มาพักใหญ่ บางวันใจอ่อนก็ผูกให้ บางวันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าคืนก่อนไอ้มนุษย์มืดมนยังคงออกจากห้องและกลับมาดึกดื่น ผมก็ทำใจแข็งไม่ผูกซะดื้อๆ ซึ่งมันก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรเพิ่มเติม


            “เดี๋ยวเลี้ยงขนม” ไม่เหมือนกับวันนี้...


            “ไม่อยากกิน”


            “มีลูกชิ้นปิ้งยักษ์หน้าหอ”


            “ของกินซื้อกูไม่ได้หรอก”


            “ข้าวขาหมูร้านเปิดใหม่แต่หมดเร็วๆ นั่นก็ไม่สนเหรอ” โยธาแม่งฉลาดฉิบหาย เอาแต่ของพรีเมียมที่ต่อคิวนานกว่าจะได้แดกมาล่อแบบนี้แม่งมีใจเป๋กว่าเดิมนิดนึง แต่มาถึงขั้นนี้แล้วอะไรก็ซื้อผมไม่ได้ทั้งนั้น...ถ้าไม่มากพอ


            “ไม่สน ถ้าจะกินกูไปต่อคิวซื้อเองได้”


            “ดื้อ!” เจ้าตัวไม่พูดเปล่ายังเอื้อมมือมาขยี้หัวผมจนยุ่งอีก


            “ไม่ต้องมายุ่งกับหัวกู ไม่ชอบ”


            “งั้นให้ลูบคืน” ผมถึงกับสะอึก ในวินาทีที่ร่างสูงทรุดตรงลงนั่งตรงพื้นพร้อมกับก้มหัวให้ราวกับเด็กตัวน้อย เหี้ย! ใจกู คือมาไม้นี้กูจะไปไหนรอดวะ


            “มะ...ไม่เล่นแล้ว จะผูกไทด์ให้ได้ยังไง” เอ่ยพูดเสียงอ้อมแอ้ม เสตาไปทางอื่น ไม่กล้ามองหน้าอีกฝ่ายที่ค่อยๆ เงยขึ้นมองเลยด้วยซ้ำ “วันนี้มึงเข้าช็อปหนิ”


            “จำได้ด้วยเหรอ”


            “ไปเปลี่ยนเสื้อได้แล้ว กูจะลงไปกินข้าว”


            พูดจบผมรีบลุกยืนเต็มความสูง ย่ำเท้าไปคว้ากระเป๋าซึ่งวางอยู่ตรงโต๊ะเขียนหนังสือ ก่อนเปิดประตูเดินออกห้องโดยไม่คิดหันกลับไปมองคนข้างหลัง แค่นี้หัวใจก็เหมือนจะวายตายอยู่รอมร่อ ขืนอยู่ใกล้นานกว่านี้อีกหน่อยคงไม่มีชีวิตรอดกลับไปหาแม่แน่ๆ


            ผมพยายามอย่างหนัก พยายามมาตลอดที่จะรักษาระยะห่างระหว่างตัวเองกับรูมเมทหน้ามึนเอาไว้ เพื่อที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะได้ไม่รู้สึกอึดอัดหากถูกก้าวล้ำพื้นที่ส่วนตัวจนเกินไป ทว่ายิ่งทำมันก็เหมือนยิ่งฝืนไปทุกวัน


            “หู เหม่ออะไรวะ” ขนาดมานั่งกินข้าวกับไอ้ก้อง สมองแม่งยังเสือกนึกถึงแต่หน้าของไอ้โยธาอยู่นั่นแหละ


            “กูเปล่า”


            “สรุปมึงแอบแวะที่ไหนมาหรือเปล่าวะ ทำไมตอบแชตว่าออกห้องแล้วแต่ถึงทีหลังกู”


            “พอดีกูนัดเจอปิงคนที่มึงแอบชอบมาหง่า ทำไงดี”


            “ต่อยกันเถอะจะได้จบๆ”


            “พวกใช้กำลัง แย่...”


            “ขออนุญาตหยุดไร้สาระสักสามนาทีนะ ถามหน่อย ตอนนี้มึงกับโยธาดีกันยัง”


            “กูไม่ได้โกรธกันหนักขนาดนั้น” บอกเคลียร์กันไปเมื่อคราวก่อน แต่เหมือนคนฟังดูไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไหร่


            “จริงดิ แล้วทำไมไอ้ไฟฟ้าถึงบอกว่าโยธาเองก็แปลกไปวะ”


            “มึงคุยเรื่องนี้กับรูมเมทด้วยเหรอ”


            “นิดนึง” อยากตีปากฉิบหาย ก้องรู้โลกรู้ที่แท้จริง “ว่าแต่ช่วงนี้คุณมืดมนมันยังออกไปข้างนอกตอนดึกดื่นอยู่หรือเปล่า”


            “อือ ยังออกเหมือนเดิมแหละ”


            เกิดเรื่องขึ้นใช่จะมีอะไรเปลี่ยนแปลง จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ผมอยากเลิกวอแวหรือแสดงความเป็นห่วงจนออกนอกหน้า เพราะรู้ดีว่าทำไปคงไร้ประโยชน์ แม่งไม่มาสนใจคำพูดผมหรอก


            “นี่คือสาเหตุที่มึงงอนมันปะ”


            “ไม่ได้งอนเว้ย เดี๋ยวกูตีปากแตก”


            “เนี่ยเรียกว่างอน”


            “ประสาท”


            “ถ้าไม่ได้เป็นอย่างที่กูพูดก็คงกินข้าวด้วยกันได้ใช่มั้ย” ผมทำหน้างง กำลังอ้าปากถามว่าต้องการสื่ออะไร เสี้ยววินาทีนั้นเสียงควายๆ ของก้องเกียรติกลับร้องเรียกใครคนหนึ่งโต้งๆ ทำเอาขนอ่อนตามร่างกายลุกชันฉับพลัน “โยธา! มานั่งด้วยกันมั้ย”


            ไอ้สัดก้องงงงงง


            “เรียกมาทำไม”


            “ก็เห็นมันอยู่คนเดียวเลยกลัวเหงาอะ โยธามานี่เร็ว ที่นั่งข้างๆ ไอ้หูว่างอยู่” ท้ายประโยครีบหันไปพูดกับเพื่อนตัวสูงพลางชี้มายังเบาะข้างตัวผม


            ในใจได้แต่ภาวนาว่าขอให้เจ้าของชื่อปฏิเสธด้วยเถอะ ทว่าคำขอนั้นกลับถูกทำลายลงไม่เหลือซากเมื่อสองเท้าเลือกก้าวยาวๆ มาตรงหน้า พร้อมกับวางจานข้าวในมือลงบนโต๊ะ


            ผมนั่งตัวแข็งทื่อ สูดลมหายใจเข้าปอดลึก หัวใจเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะยามกายสูงแทรกตัวลงนั่งตรงเก้าอี้


            วันนี้มันยอมเปลี่ยนจากชุดนิสิตตัวเดิมมาใส่เสื้อช็อปสีกรมท่า ดูแตกต่างจากทุกวันจนทำให้คนโดยรอบต้องหันมาให้ความสนใจ ยิ่งตอนที่เจ้าตัวตัดสินใจมากนั่งด้วยกันแล้ว โต๊ะของเราก็ยิ่งถูกสายตามากมายจดจ้องหนักกว่าเดิม


            “วันนี้ฉายเดี่ยวว่ะ โคตรเท่” ไอ้ก้องยกนิ้วโป้งให้ บรรยากาศเลยมีแค่มึงที่ดูครื้นเครงอยู่คนเดียว สัด


            “เพื่อนบางคนยังไม่ตื่นเลย”


            “อ้าว ไม่ได้มีเรียนแปดโมงเหรอ” เพื่อนรักยังคงทำหน้าที่เป็นนักข่าวสายบันเทิงซักถามต่อ


            “เรียนสิบโมง”


            “ตั้งสิบโมง ทำไมมึงตื่นเร็ววะ”


            “บีเกิลตื่น เลยตื่นตาม”


            “กะ...เกี่ยวอะไรกับกู” ได้ยินดังนั้นเลยไม่รอช้ารีบขัดจังหวะ โยธาไม่ได้โต้เถียงต่อนอกจากมองผมนิ่ง มีเพียงมือที่เริ่มขยับช้อนตักข้าวใส่ปาก ผมจึงไม่อยากนั่งเฉยรีบจ้วงข้าวกินตามอย่างไม่ลดละ


            “คืนนี้กูออกไปข้างนอกนะ” แล้วประโยคหนึ่งก็หยุดการกระทำของผมไปในทันที


            “บอกทำไม ปกติไปไหนก็ไม่เคยบอกหนิ”


            “ก็จริง”


            จบแล้ว ไม่มีคำอธิบายด้วย แม่ง...


            กลายเป็นว่าบทสนทนาในตอนเช้าติดอยู่ในใจผมไปทั้งวัน แม้กระทั่งตอนกลับมาถึงห้องในช่วงค่ำมันก็ยังไม่จางหาย


            โยธาเหมือนจะออกไปแล้ว เพราะไม่มีกระเป๋าและรองเท้าคู่โปรดอยู่ นั่นจึงทำให้ผมห่อเหี่ยวมากกว่าเดิม


            คือชีวิตร่าเริงมาตลอดเลยไง เศร้าสุดก็แค่ตอนร้านอาหารที่ชอบปิดจนโมโหหิว แต่นี่! กับคนประหลาดคนนี้ ทำไมถึงได้มีอิทธิพลกับความรู้สึกมากมายนักวะ


            ก๊อก-ก๊อก-ก๊อก


            เสียงเคาะประตูส่งผลให้ผมต้องสะบัดไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัว ก่อนมุ่งหน้าไปหมุนลูกบิดประตูให้กับคนภายนอก ช่วงหลังมานี้ไม่ค่อยอยากล็อกห้องเท่าไหร่ ใครจะไปจะมาก็แค่เคาะขออนุญาตเป็นพอ


            “ไฟฟ้า...”


            “ทำหน้าหมาหงอยเชียวนะมึง” เจ้าตัวฉีกยิ้มพลางแทรกตัวเข้ามาในห้องพร้อมกับลากกระเป๋าใบใหญ่อันแสนคุ้นตา


            “ทำอะไรวะ”


            “ของไอ้ก้อง” ถึงกับงงหนักกว่าเก่า


            “แล้วเอาของไอ้ก้องมาทำไม”


            “ย้ายห้องกัน”


            “ฮะ!


            “ก้องมันนอนเปิดไฟไม่ได้ เลยคิดว่าคงดีกว่าถ้ามึงเปลี่ยนไปนอนกับกู ส่วนทางนี้ก็ให้ก้องมันอยู่กับโยธาไป”


            “กูไม่เข้าใจ ทำไมมึงต้องทำขนาดนี้วะ เกิดอะไรขึ้น พวกมึงสองคนทะเลาะกันเหรอ”


            “คนที่ทะเลาะคือมึงกับพี่กูมากกว่ามั้ง เห็นมาเป็นอาทิตย์แล้ว ถ้ามันยากมากก็ย้ายห้องกันไปเลย” ตอนพูดเจ้าตัวยังพยายามเดินสำรวจไปรอบห้อง แต่หัวใจของคนตรงนี้แทบตกลงไปกองอยู่บนตาตุ่ม


            “ก้องมันจะโอเคเหรอวะ มันไม่ได้สนิทกับโยธา”


            “โอเคดิว้า~” ในที่สุดคนถูกพูดถึงก็โผล่หัวมาจนได้ แถมไอ้ก้องยังไม่ได้มาตัวเปล่า เมื่อในอ้อมแขนของมันยังมีกล่องกระดาษลังขนาดใหญ่ติดมาด้วย คือเตรียมพร้อมขนาดนี้ไม่คิดปรึกษากันสักคำเหรอ


            “มึงกลัวโยธาไม่ใช่เหรอ”


            “นั่นมันนานแล้ว หลังได้ทำความรู้จักกันกูว่ามันก็ไม่ได้มีอะไรให้กลัวขนาดนั้น อีกอย่างกูสองคนเป็นห่วงมึง ในเมื่ออยู่ด้วยกันมันยากก็ต้องเปลี่ยน”


            “แต่พี่ผู้จัดการหอ...”


            “อย่าให้เขารู้ดิ เร็ว! ดูว่ามีของสำคัญอะไรจะเอาติดตัวไปมั้ย”


            “แต่ของกูเยอะมาก”


            “ไม่ต้องเอาไปทั้งหมดก็ได้ เดี๋ยวกูช่วยจัดการให้” พอได้ยินไอ้ไฟฟ้ากับไอ้ก้องพูดแกมบังคับ ผมจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากเออออห่อหมกไปกับพวกมัน


            สงสัยว่าช่วงที่ผ่านมาคงแสดงท่าทีผิดแผกจากเดิมจนเพื่อนสงสัย ยิ่งเป็นก้องเกียรติที่ห่วงผมมากด้วยแล้ว ไม่นึกเลยว่ามันจะทำถึงขนาดยอมเสียสละมาอยู่ร่วมห้องกับคุณความมืดมนด้วยความเต็มใจ ควรจะรู้สึกยังไงดี ทำไมถึงได้สับสนขนาดนี้


            ผมสงสารไอ้ก้องที่ต้องปรับตัวใหม่ หรือจริงๆ ยังเห็นแก่ตัวอยากอยู่ที่นี่ต่อ


            “เลิกทำหน้ามึนได้ละ เก็บของ เดี๋ยวลงไปข้างล่างกัน”


            “ถ้าโยธากลับมาล่ะ ใครจะอยู่บอกมัน หรือจะให้กูโทร...” ผมบอกกับคนทั้งคู่ ทว่ายังพูดไม่จบประโยคดีอีกฝ่ายพลันรีบตอบกลับอย่างรวดเร็ว


            “ไม่ต้องครับเพื่อนหู เดี๋ยวกู...นายก้องเกียรติคนนี้จะเป็นคนคุยกับมันให้เอง”


            ผมเถียงไม่ออกนอกจากพยักหน้าหงึกหงักไปกับมัน ข้าวของบางส่วนถูกขนย้ายลงไปด้านล่างหนึ่งชั้น เตียงของไอ้ก้องถูกผมจับจองเป็นเจ้าของ ส่วนเตียงตรงข้ามยังคงเป็นของไอ้ไฟฟ้า คนที่หน้าตาเหมือนรูมเมทคนเก่าราวกับก็อปปี้แล้วกดวาง


            “ไฟฟ้า มึงจะนอนเปิดไฟได้ใช่มั้ยวะ”


            “ได้สิ”


            “คือตอนแรกไอ้ก้องก็พูดแบบนี้ ไปๆ มาๆ มันยังทนไม่ไหวเลย”


            “กูมีผ้าปิดตา”


            “บางทีผ้าปิดตาก็ช่วยไม่ได้”


            “หมา มึงไม่ต้องห่วงหรอก สนใจแค่ตัวมึงก็พอ” คนตัวสูงพูดเสียงหนักแน่น ผมจึงแย้งไม่ได้...


            00.25 น.


            การย้ายห้องอีกรอบให้ความรู้สึกไม่คุ้นชินเท่าไหร่ หลังจากอาบน้ำแล้วกระโดดขึ้นเตียงเตรียมเข้านอนเหมือนทุกคืน ช่วงครึ่งชั่วโมงแรกอาจมีพลิกตัวไปมาบ้าง แต่หลังจากนับแกะในหัวไปหลายร้อยตัวผมก็ค่อยๆ จมสู่ภวังค์


            แกรก!


            จะถูกปลุกให้ตื่นอีกครั้งก็ตอนที่ประตูห้องถูกใครสักคนผลักเข้ามาโดยไม่มีสัญญาณเคาะล่วงหน้า ผมลืมตาขึ้น ชันตัวนั่งอย่างเกียจคร้าน ก่อนสายตาจะมองเห็นใครคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าอย่างชัดเจน


          โยธา...


            แต่แทนที่มันจะพุ่งมาหาผมอย่างที่กลัว เจ้าของร่างสูงกลับสับเท้าตรงไปยังเตียงของไอ้ไฟฟ้าพร้อมพูดเสียงเย็นเยียบ ท่ามกลางบรรยากาศราวกับวัวกระทิงเตรียมขวิด


            “ใครบอกให้มึงพากรรณลงมานอนข้างล่าง”


            “ไม่มีใครบอกแต่กูนี่แหละบอกตัวเอง” คนพี่ว่าหนักแล้ว คนน้องกวนตีนกว่าสิบเท่า


            ดูท่าทางลอยหน้าลอยตาของคนบนเตียง เห็นทีว่าไอ้ไฟฟ้าคงไม่กลัวสักนิดหากหลังจากนี้จะเกิดปัญหาอะไรตามมา แต่ผมไงที่เป็นคนกลาง ไม่อยากให้พี่น้องต้องทะเลาะกันจึงรีบถลาลงจากเตียงเพื่อห้ามทัพคนทั้งคู่


            “พวกมึง มีอะไรค่อยพูดค่อยจา คือพอดีว่า...”


            “หมา! มึงกลับไปนอนที่เดิมเลย เรื่องนี้กูคุยกับโยธาเอง” คือกูเพิ่งเดินลงมา นี่ไล่กูกลับไปอีกละ


            ถามว่าฟังมั้ย ครับ! ผมฟัง


            “คุยกันดีๆ นะเว้ย” เดินคอตกกลับไปยังเตียงอีกรอบ เหตุผลที่ไม่อยู่ขัดขวางก็ไม่มีอะไรมาก แค่กลัวโดนด่าหาว่าเสือกอีก เลยขอนั่งมองสถานการณ์เงียบๆ พอ


            “ขอพูดสั้นๆ เลยนะเพราะตอนนี้ง่วงมาก แลกรูมเมทกัน”


            “กูไม่แลก คนไม่ใช่สิ่งของจะได้ย้ายไปย้ายมา” ฮือ...ทำไมต้องรู้สึกดีตอนได้ยินโยธามันพูดประโยคนี้ด้วยวะ แทบปาดน้ำตา


            “กรรณมันไม่สะดวกใจจะอยู่กับมึงแล้ว”


            “ถามหรือยัง”


            “ไม่ต้องถามก็รู้”


            “ถามหรือยัง”


            “ถ้าไม่ถามมันจะยอมย้ายมานอนที่ห้องนี่มั้ย มึงไม่เคยอยู่ห้อง ยิ่งตอนไฟดับยิ่งแย่ ถ้าดูแลมันไม่ได้ก็ต้องให้เพื่อนคนอื่นดูแลแทน”


            กูดูแลตัวเองได้เว้ยสัดไฟ ไม่เห็นต้องเล่นใหญ่ไฟกะพริบอะไรขนาดนั้น พอผมตั้งท่าจะหาจังหวะแทรกบทสนทนาของคนทั้งคู่ โยธากลับโต้เถียงขึ้นมาจนผมต้องนั่งเงียบดูมวยของสองพี่น้องตรงหน้าต่อ


            “แล้วมึงถามกูยังว่าอยากให้คนอื่นดูแลกรรณแทนมั้ย”


            “ทำไมต้องถาม มึงเป็นอะไรกับหมามันเหรอ”


            “...”


            “เคลียร์ตัวเองให้ได้ก่อนแล้วค่อยคุยกัน ตอนนี้มึงกลับห้องตัวเองไปก่อนเถอะ”


            เรื่องไม่ได้ลากยาวใหญ่โตอย่างที่กลัว เพราะคุณความมืดมนเลือกเงียบคล้ายกับไม่มีประโยคไหนสามารถโต้แย้งได้ ผมโฟกัสตามแผ่นหลังของเพื่อนตัวสูง ยามมันหมุนตัวสายตายังคงจดจ้องไม่คลาดเคลื่อน กระทั่งเจ้าตัวหยุดยืนอยู่ตรงเตียง ผมถึงเพิ่งได้สติ


            “บีเกิล กลับไปที่ห้องเรามั้ย” คำพูดนั้นเรียบเอื่อยทว่ากลับมีความเว้าวอนอยู่ในที นั่นส่งผลให้คนฟังอย่างผมทำได้แค่หลุบตาต่ำมองเพียงผ้าปูที่นอน       


            ผมบอกตัวเองเสมอว่าไม่เคยโกรธมัน แค่อยากถอยห่างออกมาหนึ่งก้าวในจุดที่ไม่ทำให้อีกฝ่ายต้องรำคาญ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังรู้สึกอึดอัดที่ต้องฝืนตัวเองไม่ให้เป็นห่วง ไม่ให้ถามไถ่ ไม่อยากรับรู้


            ทำไม่ได้เลยไง...


            ฉะนั้นสิ่งที่พอทำได้คือการตัดปัญหาแล้วบอกกับอีกฝ่ายตรงๆ แม้เสียงที่เปล่งออกมาจะบางเบาจนแทบปลิดปลิวไปกับอากาศก็ตาม


            “กู...กูจะอยู่กับไฟฟ้า”


            “บีเกิล พูดความจริง”


            “กูไม่ได้โกหก กูจะอยู่ที่นี่”


            “โอเค”


            โยธาเป็นพวกไม่ชอบอธิบาย หลังมันเอ่ยประโยคดังกล่าวจบก็รีบหมุนตัวเดินออกจากห้องไป ผมกับไอ้ไฟฟ้าเลยมองหน้ากันนิ่ง น้ำตารื้นเหมือนจะร้องไห้แหล่ไม่ร้องไห้แหล่


            “เด็กน้อยจริงมึง อย่ามาร้องไห้ในห้องกูนะ”


            “แค่ฝุ่นเข้าตา”


            “เออ นอนๆ ไม่ต้องไปสนใจ”


            “กูก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่หรอก”


            “ขอให้จริง กู๊ดไนต์คิสน้า”


            “กู๊ดไนต์คิกน่ะสิมึง”


            “เมื่อก่อนโคตรวอแวกู เดี๋ยวนี้เสือกอยากเตะโด่ง” คนพูดทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ขณะที่ผมพยายามกะพริบตาถี่เพื่อไล่ความร้อนตรงหัวตาออก นานเหมือนกันกว่าจะล้มตัวลงนอนตาม พยายามข่มตาหลับให้ได้         คราวนี้ต้องเริ่มนับแกะใหม่อีกแล้วว่ะ แกะตัวที่หนึ่ง...แกะตัวที่สอง...แกะตัวที่สาม


            แกะตัวที่สองร้อยห้าสิบเจ็ด แกะตัวที่...


            แกรก!


            เสียงหมุนลูกบิดประตูดังก้องในโสตประสาท ถึงไม่ดังมากแต่ก็รู้ดีเพราะยังคงนอนไม่หลับ ความสงสัยมากมายผลักให้ผมค่อยฝืนเปลือกตาสองข้างให้ลืมขึ้น ใช้เวลานานเหมือนกันกว่าจะมองภาพตรงหน้าได้ชัดเจน


            แต่มันไม่ทันแล้วเมื่อข้างกายถูกใครคนหนึ่งเบียดตัวเข้ามาแทรกในผ้าห่มอย่างถือวิสาสะ ผมอ้าปากค้าง พูดไม่ออกสักคำตอนที่เห็นใบหน้าหล่อเหลาอยู่ใกล้แค่คืบ


            ร่างกายรู้สึกถึงความอบอุ่นเป็นเท่าตัวหลังถูกวงแขนหนาหนักพาดทับ สมองยังคงประมวลผลได้ไม่ดีนัก ทว่าตอนนี้เท่าที่รู้คือโยธาไม่ได้นอนอยู่ในห้องของตัวเอง แต่มันกำลังเบียดตัวนอนลงบนเตียงเดียวกับผมอยู่


            พุทโธ ธัมโม สังโฆ...นี่ผมคิดถึงมันจนเก็บเอาไปฝันเลยเหรอวะ


            แถมในฝันยังเห็นมันใส่ชุดนอนลายเพนกวินสีขาวตัวโปรดอีกด้วย


            “กูขอนอนด้วยได้มั้ย” เจ้าตัวพูดแทบเป็นเสียงกระซิบ จนสัมผัสได้ทั้งน้ำเสียงและลมหายใจกรุ่นๆ


            “กูอึดอัด”


            “สัญญาว่าจะนอนนิ่งๆ จะไม่ดิ้น” โอ้โหน้ำเสียง อ่อนโยนประหนึ่งเป็นน้ำยาปรับผ้านุ่ม โยธามันต้องโดนผีเข้าสิงแน่เลย นี่มันตัวปลอมชัดๆ


            “ตะ...แต่ไฟฟ้า”


            “ไฟหลับแล้ว แค่อย่าบอกให้มันรู้”


            “คือ...”


            “กูง่วง”


            “ก็กลับไปนอนที่ห้องมึงไง”


            “ง่วง จะนอนนี่” โคตรเอาแต่ใจ


            “หมอนก็ไม่เอามา ผ้าห่มก็ไม่เอามา ไอ้คนไม่ลงทุน”


          “พรุ่งนี้จะเอามา”


            “คิดว่าจะมีพรุ่งนี้อีกเหรอ”


            “ไม่อยากให้มีก็แค่กลับไปนอนด้วยกันที่ห้องของเรา”


            “ไม่ไป”


            “งั้นตามใจ”


            เหมือนแม่งไม่อยากฟังแล้วเลยดึงตัวผมมากอดแนบแน่นกว่าเดิม เฮ้ย
! หัวใจจะวายตายแล้วโว้ย เพื่อนไม่ทำแบบนี้ เพื่อนต้องไม่ทำให้หัวใจเต้นแรงเกินไป ผมบอกกับตัวเอง ทั้งที่ความเป็นจริงกลับนอนนิ่งปล่อยให้อีกฝ่ายร่วมเตียงโดยไม่ผลักไส


            เกลียดตัวเองฉิบหาย


            บนเตียงความกว้างเพียงสามฟุต แคบก็แคบ หายใจแทบไม่ออก


          แต่ทำไม...ถึงรู้สึกอุ่นใจมากกว่าที่เคย





 

 

 

 

 

 

 




            [ ก้องเกียรติออกโรง ]


         
บันเทิง ช่วงนี้มีแต่เรื่องบันเทิงให้คนอย่างก้องได้เผือก


            ประเด็นเผ็ดร้อนตอนนี้คงหนีไม่พ้นเพื่อนรักอย่างมนุษย์หน้าหมากับคุณชายมืนมนนามลอร์ด โวลเดอมอร์ ที่มัวหึงกันไป งอนกันมา ไม่ลงเอยกันสักที


            คือเอาจริงมั้ย ตอนเห็นคนโง่สองคนที่เสือกมีใจให้กันแต่ดันไม่รู้ตัวเองนี่มันตลกมากนะเว้ย คนภายนอกอย่างผมเลยนั่งเนื้อเต้นตุบๆ ลุ้นว่าวันไหนมันจะรู้ใจตัวเองขึ้นมา แต่จนแล้วจนรอดก็เหมือนซื้อหวยแล้วโดนเจ้ามือแดกนั่นแหละ เละไม่เป็นท่า


            หนักไปกว่านั้นดันทะเลาะกันอีก ก้องก็ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางน้า แต่เดาว่าคงเกิดจากการที่ท่านลอร์ดเขาหายหัวไปในทุกคืนนั่นแหละ จะหายไปกับหญิงหรืออะไรก็ช่าง ยังไงก็ทำให้ไอ้กรรณเพื่อนรักทั้งหวงทั้งห่วงอยู่ดี


            “เสร็จยัง แต่งตัวนานจังวะ” ผมโผล่หัวมาเซย์ฮัลโหล นับตั้งแต่ไอ้หูย้ายลงมานอนร่วมห้องกับไอ้ไฟฟ้า ผมจึงแวะเวียนมาหามันอยู่บ่อยครั้ง ไม่สิ ต้องเรียกว่ากูลงมาหาทุกวันน่าจะถูกกว่า


            ย้อนกลับไปในวันที่ตัดสินใจจะย้ายห้อง เอาตามตรงเลยนะ แบบตรงสุดๆ กลัวฉิบหายยยยยยยย


            ไอ้โยธาโหดยังไงก็เห็นๆ กันอยู่ นี่ยิ่งเป็นหนึ่งในต้นเหตุที่พรากคนรักออกจากกันชีวิตของก้องนั้นก็ยิ่งหลอน ต้องหยิบพระเครื่องออกมาบูชาสวดมนต์ป้องกันตัวเองในทุกคืน ใจมันช้ำมันชอก ทว่าไอ้ไฟฟ้าบอกเพื่อช่วยเพื่อนแล้วเราก็จำต้องเล่นให้สุดตัว แม้ใบหน้าจะเสี่ยงตีนแค่ไหนก็ตาม


            “ใกล้เสร็จแล้ว ทำไมมึงรีบวะ” เพื่อนหูหันมาทำตาขวางใส่


            “ก็ตื่นเต้นอ่า”


            “แป๊บนึง รุ่นพี่นัดตั้งสามทุ่มสัด รีบไปซื้อหมึกบดหรือไง”


            “รู้ใจกูจริง”


            “กูประชด!” ก้องไม่เถียงหรอกนอกจากนั่งปลายเตียงมองเพื่อนรักแต่งตัว


          เฮดแต่ละฝ่ายทยอยเรียกปีหนึ่งเข้าประชุม ฝ่ายอาคารสถานที่ไม่น้อยหน้านั่งรวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียง เสร็จจากนั้นก็ไม่เชิงได้รับอิสระซะทีเดียวเพราะไอ้กรรณดันชวนไปก๊งเหล้ากระชับความสัมพันธ์กับคนในทีม โดยมีรุ่นพี่ฝ่ายสวัสดิการเป็นผู้นำก๊วน ถึงแม้เขาจะไม่บังคับ แต่สายเผือกทุกงานอย่างผมมีเหรอจะพลาด


            ดังนั้นบังอรโภชนาจึงเป็นจุดนัดหมายสุดดี๊ด๊าในคืนนี้


            ชื่อมันเหมือนร้านอาหารนะครับแต่ความจริงคือร้านเหล้าสายชิล ทุกคนแต่งตัวตามสบายกันสุด คือถ้าใส่ชุดนอนมาได้คงทำไปแล้ว จะมีก็แต่เพื่อนกูเนี่ยพิถีพิถันเหลือเกิน แม้กระทั่งกางเกงในมึงก็ยังมานั่งเลือกสี สัด


            ก้องโกรธ ก้องโมโห


            “แล้ววันนี้ไอ้โยธาไปมั้ย” ได้ทีก็ขอหาช่องทางให้เสือกหน่อยเถอะ


            “ไม่รู้ มึงเป็นรูมเมทมันก็ถามเองดิ”


            “แต่มันอยู่ฝ่ายสวัสดิการกับมึง ไม่เจอเลยหรือไง”


            “ไม่”


            “แต่เอ๊~ มึงรู้ปะหู คุณความมืดมนของมึงไม่เคยนอนที่ห้องเลยนะ กลับเข้ามาแล้วก็ออกไปตลอด ปกติมันเป็นแบบนี้มั้ย” เพื่อนตัวขาวชะงักมือจากการเลือกเสื้อผ้าในตู้


            สาแก่ใจกูนัก! ฮ่าๆ สงสัยคำถามมันทิ่มหัวใจว่ะ


            “มะ...มันก็ไม่ค่อยอยู่ห้องประจำแหละ” เสียงมีกระตุกด้วยเว้ย ทำหน้าแดงแบบนี้หมายความว่าไง


            “แล้วเวลามึงอยู่ห้องกับไอ้ไฟฟ้าเป็นไงบ้าง”


            “ก็โอเค”


            “เตียงนอนดีมั้ย”


            “อืม เหมือนกันทุกห้องปะวะ” จากยืนเลือกเสื้อผ้า ตอนนี้เริ่มใช้นิ้วแทะตู้แล้วครับ มึงเป็นปลวกหรือไงวะหู!


            “ไม่เหมือนดิ ปกติมุมที่กูนอนจะกว้างมาก แต่พอมึงไปอยู่อาจจะแคบลง”


            “ของเยอะไง”


            “บนเตียงน่ะเหรอ”


            “อะไร” ไอ้หูเงยหน้าขึ้นมามองอย่างหาเรื่อง สองแก้มแดงเป็นลูกมะเขือเทศ เหมือนรับรู้ว่าผมจับไต๋ได้แล้วแต่ก็ยังทำใจกล้าเสี่ยงดวงดูเผื่อกูไม่รู้จริงๆ แต่ขอโทษนะฮะ นอกจากโง่เรื่องภาษาอังกฤษแล้ว เรื่องอื่นกูฉลาดหมดแหละ


            “ไอ้ไฟฟ้าบอกกูหมดแล้ว”


            “เรื่อง?”


            “ที่โยธามันไม่ยอมกลับห้องไง มึงรู้ปะ ความจริงมันไม่ได้หายไปเต๊าะสาวที่ไหนนะ”


            “...”


          “แต่มันหนีไปนอนกับมึงทุกคืนเลย”


            คิกค้ากกกกก ต้องกลั้นขำสุดชีวิตตอนเห็นหน้าโง่ๆ ของไอ้หูปรากฏอยู่ตรงหน้า


            ยุบหนอ พองหนอ ความรักหนอ โกรธกันแล้วไม่พูดแต่เสือกไปนอนด้วยกัน ก้องไม่เข้าใจอะ เพื่อนกันน่ะแกรรรร ใครเขาจะไปเบียดกัน มันมีแต่คนเป็นแฟนเท่านั้นแหละที่ทำได้


            “โคตรไร้สาระ ไฟฟ้ามันฝันไปหรือเปล่า เลิกพูดๆ” จากนั้นเจ้าตัวก็ทำเนียนๆ รีบคว้าเสื้อผ้าขึ้นมาสวม เมื่อเห็นผมตั้งท่าอ้าปากจะพูดเรื่องเดิมขึ้นมาอีกมันก็จัดการโพล่งเรื่องใหม่แทนอย่างรู้ทัน เป็นอย่างนี้อยู่หลายครั้งจนเรามาถึงบังอรโภชนา ร้านเหล้าในตำนาน


            ไอ้กรรณไม่เคยมาหรอก แต่ผมน่ะมาโคตรบ่อยเพราะพี่รหัสแกสายชิล จิบเบียร์ไปขอเบอร์ชาวบ้านไป แห้วแดกประจำแต่ก็ยังไม่เข็ด


            “มาแล้วๆ ทางนี้เว้ย!” เสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายเป็นของเพื่อนผมเอง


            บรรยากาศภายในร้านค่อนข้างครึกครื้น อาจเพราะเป็นคืนวันศุกร์จึงมีลูกค้าหนาแน่นกว่าทุกวัน โต๊ะสามตัวถูกดึงมาชิดกันเนื่องจากกลุ่มเราค่อนข้างใหญ่ โต๊ะหนึ่งเป็นของรุ่นพี่ ส่วนอีกสองโต๊ะเป็นของปีหนึ่ง


            “สั่งเลยเต็มที่”


            “พี่จ่ายเหรอครับ”


            “หารกันออกสิวะ” คนพูดก็พี่รหัสไอ้กรรณนั่นแหละ พอรู้มาบ้างว่าแกไม่ใช่สายร้านเหล้าแนวนี้ แต่ดันเถียงเพื่อนคนอื่นๆ ไม่ได้ไงเลยต้องมาทั้งที่เสื้อผ้าหน้าผมจัดหนักจัดเต็มกว่าคนอื่น


            “แซม กูหนาว รู้สึกหนาวมาก” ส่วนคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามเป็นพี่รหัสไอ้โยธา มานั่งทำตัวดุ๊กดิ๊กอยู่ตรงนี้โดยไร้เงามนุษย์มึงมืดอย่างที่คาด


            “เป็นอะไรมึงเชี่ยอาร์ม หนาวก็ไปหาเสื้อมาใส่สิ”


            “หาเสื้อมาใส่ก็ไม่หายหรอก ฤดูกาลนี้ลิเวอร์พูลอยู่เหนือสุดของตารางทิ้งห่างคนอื่นเลยอะ หนาวสุด ทำไงดี”


            “ไอ้เวร เดี๋ยวมึงเจอพี่อาร์ค”


            “ไม่คุยกับพี่อาร์ค บอกเลยไม่มีนโยบายเสวนากับทีมอันดับสิบของตาราง”


            “เดี๊ยะๆ กูจะบอกให้พี่มันไล่มึงออกไปนอนนอกห้อง”


            “โด่...ใครกันแน่ต้องนอนข้างนอก ไม่ใช่กูแน่นอน”


            การโต้เถียงของพี่ปีสองสร้างเสียงหัวเราะให้กับคนโดยรอบค่อนข้างมาก ส่วนปีหนึ่งที่นั่งท้ายๆ โต๊ะอย่างเราช่วงหลังเลยสั่งเครื่องดื่มกับของกินเล่นมาซัดโฮกจนเต็มกระเพาะ ครู่ใหญ่ไอ้ไฟฟ้าถึงตามมาสมทบ


            นั่งกินกันได้ชั่วโมงกว่ารุ่นพี่จึงชวนกันออกไปแดนซ์ในเพลงหมอลำ บางส่วนเริงร่ายกกระดกไม่ขาดช่วง ปีหนึ่งเห็นเช่นนั้นเลยไม่น้อยหน้าออกสเต็ปกันกระจาย จนกูนึกว่านี่คือมหกรรมปล่อยผีประจำปี จะมีหรอมแหรมอยู่ที่โต๊ะเพียงสี่ห้าคนเท่านั้นที่ต้องช่วยกันขุดเรื่องต่างๆ มาคุย


            โชคดีที่โลกนี้สร้างไอ้หู ไอ้ไฟฟ้า และกูขึ้นมา มันเลยไม่มีจังหวะเดดแอร์แม้แต่ช่วงเดียว


            “เดี๋ยวกูขอไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ”


            “กูไปด้วย” ไอ้กรรณลุกขึ้นผมเลยรีบแจ้นตาม นั่งอั้นมานานแล้ว แต่นินทาชาวบ้านเขาสนุกเลยหาจังหวะลุกออกไปเข้าส้วมไม่ได้สักที


            ต่างคนต่างยืนจองโถฉี่คนละโถ เสร็จกิจก็ล้างมือด้วยเจลกระดังงาซิกเนเจอร์ของทางร้านซะหน่อย นึกไม่ถึงว่าจู่ๆ เพื่อนรักจะเจอคนรู้จักเข้า


            “ไอ้น้องกรรณ...ใช่มั้ย” แกเป็นรุ่นพี่ตัวสูง กล้ามแน่น แถมยังหน้าตาออกตี๋ดูดีมีชาติตระกูลซะด้วย


            “ครับ พี่รู้จักผมด้วยเหรอ” อ้าว ทักทายอย่างยิ้มแย้ม สรุปไม่รู้จักกันซะงั้น


            “รู้จักสิ เป็นเพื่อนโยธาใช่มั้ย”


            “ใช่ครับ ผมเป็นรูมเมทมันน่ะ”


            “อ๋อ แล้วนี่มาเที่ยวร้านเหล้ากับเพื่อนเหรอ” ไอ้กรรณพยักหน้า


            “มากับเพื่อนแล้วก็รุ่นพี่ครับ”


            “ไว้มาแจมที่โต๊ะกูได้นะ อยู่มุมขวาสุดของเวทีเลย”


            “ขอบคุณครับพี่”


            “งั้นไม่กวนละ แต่ถ้าเจอโยธา ฝากบอกด้วยนะว่าพี่ เกล้าคิดถึง” เขายกมือตบบ่าเพื่อนผมโคตรแรงก่อนเดินเข้าห้องน้ำ ทิ้งกูกับไอ้หูยืนงงในดงส้วมกันสองคน ต่างคนต่างไม่รู้จักแต่คุยกันเป็นตุเป็นตะฉิบหาย


            หลังเดินกลับมานั่งโต๊ะพร้อมจิบเหล้าแบบผู้ดีกันต่อไม่เท่าไหร่งานหนักก็เข้าแทรกอีกรอบ เพราะ ณ ขณะนั้นเอง ที่ผมสังเกตเห็นใครคนหนึ่งกำลังเดินหน้านิ่งตรงมายังโต๊ะของเรา


            “หู...”


            “อะไร”


          “พ่อมึงมาตาม”


            “...!!” โยธาตัวเป็นๆ เลยครับ ก้องโคตรจะเซอร์ไพรส์ ทั้งตื่นเต้นและตกใจในเวลาเดียวกัน แต่ที่เหนือกว่านั้นเห็นจะเป็นประเด็นเผือกร้อนที่อาจได้รู้จากการที่คนทั้งคู่มีโอกาสคุยกันเนี่ยแหละ


            “มานั่งนี่สิวะ มีเก้าอี้ว่างอยู่” ไอ้ไฟฟ้าเตะขาเก้าอี้เบาๆ คนที่เพิ่งมาถึงจึงทิ้งตัวลงนั่งข้างแฝดคนน้อง ซึ่งเป็นฝั่งตรงข้ามกับผมและไอ้หูพอดิบพอดี


            โยธาไม่ได้แต่งตัวจัดหนักจัดเต็ม มันสวมเพียงเสื้อยืดสีดำ กับกางเกงยีนขายาวเท่านั้น แม้จะจัดมาน้อยแต่คงต้องยอมรับว่าไม่มีใครในร้านไม่มองแฝดนรกคู่นี้ แม่งเล่นเกิดมาเบ้าหน้าดีอะ กูอิจฉาสิวะ!


            “กินอะไรมายัง” ผมกับไอ้หูนั่งเงียบ ปล่อยให้สองพี่น้องเขาคุยกัน


            “กินแล้ว”


            “งั้นเหล้าหรือเบียร์”


            “เบียร์”


            “เอายี่ห้ออะไร”


            “อะไรก็เอามาเหอะ” ตอนพูดงี้สายตาจ้องเพื่อนก้องอย่างเดียวเลยน้า เป็นกูชอบกันแม่งนัดกันป๊าบๆ ไปนานละ ไม่รอให้รากงอกทำแบบทดสอบถามใจตัวเองห่าเหวงี้หรอก ไก่กา


            “โอ๊ยโต๊ะเงียบอีกแล้วว่ะ กูเห็นควรว่าเราต้องหาเรื่องใหม่คุยต่อ” ไอ้ไฟฟ้าออกโรงต้อนรับพี่ชายฝาแฝดไปแล้ว มันจึงกระดิกตีนใส่ผมยิกๆ เป็นสัญญาณของการรับไม้ต่อ “เรามาคุยเรื่องความรักดีมั้ย”


            “ดีมากเว้ย ตื่นเต้นๆ”


            ทั้งโต๊ะมีอยู่หกคน แถมยังเป็นก๊วนแก๊งที่สนิทกันทั้งนั้น ซึ่งทุกคนล้วนเห็นดีเห็นงามกับข้อเสนอ มีเพียงสองคนเท่านั้นที่เลิกลัก ไม่ต้องบอกคงรู้ว่าใคร


            “ทุกคนต้องเคยมีความรัก ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญด้านความรักอย่างกู...” กำลังจะอ้าปากพูดต่อไอ้ไฟฟ้าดันรีบขัดจังหวะ


            “เห็นใจพี่กูด้วย ไอ้โยธายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความรักเป็นยังไง”


            “คุยกันไปสิ เกี่ยวอะไรกับกู” คนถูกพาดพิงยกเบียร์ขึ้นมากระดกดื่ม แต่ไอ้หูหนักกว่านั้นเมื่อมันคว้าแก้วเหล้าผสมโคล่าขึ้นมาซดโฮกจนหมดแก้วเช่นกัน


            “โอเค งั้นก็เล่ากันแค่นี้แหละ” เพื่อไม่ให้ไก่ตื่นจึงต้องเล่าเรื่องของตัวเอง สลับถามเพื่อนคนนั้นคนนี้ไปพลางๆ จนถั่วป๊อกแป๊กเกือบหมด เหล้าเองก็ลดลงฮวบๆ อย่างรวดเร็ว


            แดกโหดเหมือนโกรธปากฉิบหาย ยิ่งไอ้กรรณไม่ต้องพูดถึง คออ่อนแต่เสือกผยองซัดเพียวไปสองแก้ว ใครห้ามไม่ฟังชอบทำตาขวางใส่ ส่วนผมเมื่อได้จังหวะพอเหมาะพอเจาะจึงค่อยวกกลับมาโฟกัสและล็อกเป้าหมาย มันสองคนจะได้รู้ใจกันสักที


            “ตามึงแล้วไอ้หู”


            “อยากถามอะไรว่ามา” มันตบอกเร่าๆ ใบหน้าแดงก่ำจนเริ่มสะอึกเบาๆ จากฤทธิ์แอลกอฮอล์หลายแก้วที่ดื่มเข้าไป


            “มึงเคยมีแฟนมั้ยวะ”


            “ต้องเคย อึก...ดิ”


            “แล้วทำไมถึงเลิกกัน”


            “เขาเรียนจบไปก่อน อึก!


            “บร๊ะ! หูแม่งชอบคนอายุมากกว่าว่ะ” เสียงโหยหวนของเพื่อนร่วมโต๊ะดังเป็นระลอก “แต่กูจำได้ว่ามึงชอบนานะ ตอนนี้ยังมีสเป็กแบบเดิมปะวะ”


            “ก็ชอบเหมือนเดิม...” เจ้าตัวตอบเสียงยานคาง ก้มหน้าก้มตาราวกับกำลังปกปิดความจริง


            “แล้วถ้ามีคนที่ไม่ตรงสเป็กมาจีบมึงจะคบปะ”


            “ต้องดูก่อนว่า อึก
! แบบไหน”


            “อืม อย่างไอ้ไฟฟ้าล่ะ”


            “ไม่ชอบ”


            “ว้อทเดอะ...” คนถูกพาดพิงถึงยังไม่ทันตอบเพื่อนแม่งชิงหัวเราะออกมาก่อนเลย ตัดภาพไปที่คุณความมืดมน หน้างี้ครึ้มประหนึ่งโดนของเข้า ขอโทษคร้าบ หน้าเสือกเหมือนกันอะเนอะเลยเหมือนโดนปฏิเสธอยู่กลายๆ สงสัยเจ็บหัวใจขึ้นมาอีกสิท่า


            “แบบพี่อาร์มล่ะ”


            “น่าร้ากกกกก แต่แฟนเค้าจะกระทืบกูมั้ยอะ ฮึก!


            “เออไม่เหมาะเนอะ”


            ตั้งท่าอ้าปากถามต่อคราวนี้กลับถูกเบรกโดยท่านโวลเดอมอร์ที่ลุกจากเก้าอี้แล้วปราดเข้ามานั่งข้างไอ้หูตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบได้ มือหนาหมุนให้เพื่อนผมหันไปเผชิญหน้ากับมันก่อนยื่นน้ำเปล่าให้ด้วยความอ่อนโยน โฮ~ ก้องถึงกับปากสั่น ตกตะลึงจนอยากเชียร์ให้มึงสองคนเข้าสู่ประตูวิวาห์


            “มึงสะอึกเกินไปแล้ว กินน้ำ”


            ไอ้กรรณรับแก้วน้ำเปล่าอย่างว่าง่ายก่อนจะจิบไปเรื่อยๆ ทว่าอาการสะอึกก็ยังไม่หาย


            “กลั้นหายใจ ลองดู” ผมโคตรชอบไอ้โยธาตอนนี้เลย คุยกันหนุงหนิงสองคนจนใครไม่กล้าเข้าไปขัด


            “หายเหรอ”


            “ลองดู หายใจเข้าเดี๋ยวกูนับหนึ่งถึงสิบแล้วค่อยหายใจออก” คนฟังพยักหน้าหงึกหงัก “หนึ่ง...สอง...”


            ก็นับกันไปเรื่อยๆ ประสานสายตากันราวกับคนทั้งคู่อยู่ในหนังรักโรแมนติก ไม่สนแม้เพลงลูกทุ่งสุดสะเด่าที่กำลังเปิดอยู่ แปด...เก้า...จนกระทั่งถึงสิบ ฉากแสนหวานนั้นก็ค่อยๆ เลือนรางลง


            “หายละ...ฮึก
!” สัดกรรณ เกือบรอดแต่มึงเสือกตายตอนจบ


            “ไม่ให้กินเหล้าแล้วนะ”


            “มีสิทธิ์อะไรมาสั่ง”


            “เมากลับไปก็ลำบากเพื่อน ใครจะแบกถามก่อน”


            “กูกลับเองได้ เดินตรงแน่นอน”


            “พูดยังไม่ค่อยจะถูกเลย”


            “เป็นพ่อเหรอมาสั่ง”


            “ดื้อ”


            “ก็จะดื้อ”


            “นั่นไง หายสะอึกแล้ว” อึ้งกันทั้งโต๊ะ อ้าว...หายเฉย แค่ฉอดก็หาย


            ฮ่าาาาาาา สมกับเป็นไอ้โยธา คงรู้แหละว่าต้องแก้ปัญหายังไงเพื่อนผมถึงจะดีขึ้น ทว่าถึงอาการสะอึกจะหายมันก็ไม่ได้หมายความว่าไอ้หูจะหายเมา


            “ไม่ได้ตรงสเป็กกูสักอย่างเลย” ทุกคนมองหน้ากันเลิกลัก หลังได้ยินเสียงเนือยๆ ของมนุษย์หน้าหมาเพียงหนึ่งเดียวพึมพำกับตัวเอง


            “ใจเย็น ถ้าเมาก็กลับ เดี๋ยวกูไปส่ง”


            “ไม่ต้อง ไม่ได้สวยเหมือนนานะ ไม่ได้น่ารักแบบพี่อาร์มด้วย”


            “...”


          “แต่ทำไมถึงชอบวะไม่เข้าใจ”


            ...!!


            เปิดโหมดกันกระแทก มีคนแถวนี้ถูกแอทแท็กอย่างรุนแรง วินาทีนี้หลายอย่างเริ่มชัดเจนแต่เพื่อความชัวร์เลยต้องถามย้ำอีกครั้งว่าคนที่มึงชอบคือใคร เกร้ดดดดด ก้องใกล้ตายแล้วจ้า ฟินมากจ้า~


            “ปีหนึ่งโว้ย” ไม่นึกเลยว่าสุดท้ายไอ้ปีสองจะวิ่งแด๊ดแด๋เข้ามาขัดจังหวะพร้อมกับพูดด้วยเสียงเริงรื่นจนน่ากระทืบ “ถ่ายรูปกัน เอ้า
! เซย์ชีสสสสส”


            แม่งเอ๊ยยยยยยยยยย หนังมันกำลังแฮปปี้เอนด์ดิ้งอยู่แล้ว แต่พี่มึงเสือกเข้ามาขัด ชีสพ่องสาด


            “เซย์ลิ้นจี่
~


            “เซย์...”


            อ้วกกกกกกกกก เหี้ย!!


            แสงแฟลชสาดเข้าตา ทว่าที่ชัดกว่าคืออ้วกจากปากไอ้กรรณพุ่งกระจาย นี่คือความทรงจำอันล้ำค่าที่พอใครเห็นรูปคงได้กลิ่นตุๆ ลอยขึ้นมาตีจมูกทุกครั้งเป็นแน่ คนในวงแตกฮือ มีเพียงคนเดียวที่รับสภาพเละเทะและคราบสกปรกไปเต็มๆ ก็คือไอ้โยธา แถมยังพยายามกอดประคองไอ้กรรณเอาไว้อย่างไม่รังเกียจ


            รักเพื่อนอย่าให้เพื่อนแดกเพียวนะครับ


            “บีเกิล...ไหวมั้ย”


            “ปวดท้อง” คนพูดทำหน้าเบ้ ทุกคนจึงช่วยกันหยิบทิชชูส่งให้คนละไม้คนละมือ ซึ่งมันแทบไม่มีประโยชน์อะไรเลยเพราะกลิ่นคละคลุ้งไปหมด


            “อยากอ้วก อยากเข้าห้องน้ำ”


            ไอ้กรรณเมาเละเป็นหมา มันถูกอุ้มขึ้นหลังโดยคุณความมืดมน ก่อนก้าวฉับๆ ออกไปยังห้องน้ำท่ามกลางสายตาของคนนับร้อย ส่วนผมตั้งท่าจะเดินตามไปกลับถูกมือหนาของรูมเมทรั้งเอาไว้ซะก่อน


            ไม่แน่ใจว่าควรรู้สึกยังไง แต่เมื่อเห็นแผ่นหลังของคนทั้งคู่ ความรู้สึกแม่งยิ่งชัดเจน


          ...ว่าเขารักกัน





 

 

 

 

 

 




            โลกหมุนติ้ว จากตอนแรกที่คิดว่าตัวเองยังสามารถประคองสติได้ตอนนี้ไม่เลย แขนขาอ่อนแรงไปหมด ปวดหัว ปวดท้อง รู้สึกอยากอ้วกอยู่ตลอดเวลา สิ่งเดียวที่พอรับรู้ได้คือตัวเองถูกอุ้มขึ้นหลังใครบางคนจนมาหยุดอยู่ตรงซิงก์น้ำในร้านเหล้า และหลังจากนั้นภาพก็ตัด


            รู้ตัวอีกทีผมพบว่าตัวเองกลับมานอนที่เตียงในห้องของตัวเองเรียบร้อยแล้ว เสื้อผ้าถูกผลัดเปลี่ยนใหม่จนหมด ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเห็นว่าคนที่นั่งอยู่ข้างเตียงและคอยลูบหัวเบาๆ ให้เป็นใครผมก็ยิ่งรู้สึกอาย


            “ไม่ไหว ไม่เอาอีกแล้ว...” ขอโอดครวญหน่อยเถอะ ตอนนี้แม่งรู้สึกแย่มาก ทุกอย่างตีรวนอยู่ในร่างกายจนอยากร้องไห้ออกมาให้รู้แล้วรู้รอด


            “อยากอ้วกอีกหรือเปล่า” เสียงทุ้มอันเป็นเอกลักษณ์ดังก้องในหู


            “ไม่” ผมส่ายหัวพร้อมกับมองหน้าอีกฝ่าย “โยธา ฮือออออ ขอโทษ...”


            ไม่มีอะไรจะพูด ผมทำให้คนอื่นต้องลำบากประจำเลย


            “ไม่เป็นไร ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นมั้ย”


            “นิดนึง”


            “อยากได้อะไรอีก บอกกูได้” มือหนายังคงลูบหัวผมจนแทบเคลิ้ม แม้จะรู้สึกแย่จากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ แต่อย่างน้อยก็ยังรู้สึกดีที่มีใครสักคนคอยอยู่เคียงข้าง


            “อยากให้มึงอยู่เป็นเพื่อน”


            “ได้ แต่ขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” เขาเหมือนจะลุก ทว่าผมรั้งมือเอาไว้ราวกับกลัวว่าสักวันมันอาจหายไป


            ในช่วงเวลาที่ทุกอย่างวิ่งวุ่นอยู่ในหัว มึนงงระหว่างความจริงกับความฝัน ผมมีหลายอย่างที่อยากพูดมาตลอดแต่ไม่เคยเอ่ยมันกับอีกฝ่ายสักที ไม่แน่ใจว่าทำไมวันนี้ถึงอยากเอ่ยมันออกมา


            “โยธา”


            “หืม”


            “ขอโทษที่วุ่นวาย”


            “ขอโทษเหมือนกันที่พูดไม่ดี”


            “ขอโทษที่กูกินเก่ง”


            “ก็เต็มใจซื้อให้”


            “ขอโทษที่กูเป็นภาระ”


            “ไม่ได้เป็นภาระสัดนิด” โยธาไม่เหมือนกับคนแข็งกระด้างคนเดิมที่เคยรู้จัก หรือแท้จริงแล้วนี่คือความฝันชั้นลึกที่สุดของผมกันแน่ ฝันที่คาดหวังว่าเขาจะเป็น...


            “ขอโทษที่บางวันไม่ผูกเนคไทให้ด้วย”


            “งั้นวันต่อไปก็ผูกให้กูสิ”


            “ขอโทษที่ย้ายห้องโดยไม่บอก”


            “ก็ได้มานอนด้วยทุกคืนอยู่แล้วไง”


            “โยธา กูขอโทษ...”


            “...”


          “กูขอโทษที่รักมึง”


            พูดออกไปแล้ว ย้อนเวลากลับไปไม่ได้อีก


            ผมไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ยินคำตอบจากเขา ซึ่งความจริงก็คงมีเพียงความเงียบกับเสียงพัดลมเพดานซึ่งกำลังทำงานอยู่เท่านั้น โอเค ผมคิดว่าตัวเองเมา เมามากจนเผลอพูดสิ่งที่ไม่เข้าท่าออกไป แต่ไม่คิดว่าสุดท้าย...หลังเข็มหน้าปัดนาฬิกาเดินวนอยู่หลายรอบ ผมจะได้คำตอบกลับมา


            “อืม ขอโทษเหมือนกัน ขอโทษที่กูไม่รักใคร”


            “...”

 

            .

 

            .

 

            .

 

            .

 

            .

 

            .

 

            .

 

            .


          “แต่ก็รักอีกจนได้”



 

 

 

อุแง้~ พรี่โยธาทำน้องงอน แต่สุดท้ายพี่ก็กลับมาทำคะแนนแล้วนะคะ

ภูมิใจแทนคุณความมืดมน แก! ทำแบบนี้น้องหูจะไปไหนรอด

ทีมอวยเยอะ ทั้งก้อง ทั้งไฟฟ้า ไปค่ะ ไปที่เตียง แค่กๆ

#วิศวกรรณโยธา


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13.182K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,843 ความคิดเห็น

  1. #13833 parinyadakhim (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 19 เมษายน 2564 / 16:56

    ขุ่นเเมร๊~ เขาบอกรักกันเเหละเเกกก
    #13,833
    0
  2. #13818 Nyoong (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 มีนาคม 2564 / 19:06
    กรี๊ดดดดดดด ยกป้ายไฟเชียร์สุดแขนเลยค่าาา
    #13,818
    0
  3. #13801 ssppy (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 มีนาคม 2564 / 22:25
    แงงงงง ดีจัง น่ารักมากเลยค่ะ ดูแลกันดีๆน้า
    #13,801
    0
  4. #13786 After_TeaTime (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 มีนาคม 2564 / 07:08
    ถึงจะย้ายห้อง พี่แกก็ยังตามไปนอนกับด้วยอยู่ดี เอากับเขาสิ5555555555
    #13,786
    0
  5. #13772 Shippghost_ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 / 09:45
    มีเรือนี้ด้วยหยออออออ

    เอาสิๆๆ กรุบกริบ แหม่ก้องเอ็งนี้ฟินกระจายเลยน้าาาา อิจค่ะอิจ
    #13,772
    0
  6. #13764 Wowloveme (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 / 09:07
    อมก.ๆๆๆๆมเขินนน
    #13,764
    0
  7. #13754 0635986497 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 31 มกราคม 2564 / 15:56
    เกือบแล้วโยธาเกือบโดนกูด่าแล้ว55555
    #13,754
    0
  8. #13747 pkpk30 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 มกราคม 2564 / 01:04
    ลุ้นจนตัวโก่ง
    #13,747
    0
  9. #13739 AISORIN (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มกราคม 2564 / 18:55
    เกือบแล้วโธาเอ้ยย ใจกูหายแว้บเลย
    #13,739
    0
  10. #13704 Kuuuuunnnn (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 / 09:51
    เฮือกเลือดพุ่ง
    #13,704
    0
  11. #13702 kulwaree2547 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 / 05:17
    กรี้ดดดดดดดดดดดดดดะดะะะะะ
    #13,702
    0
  12. #13700 Pkdddd1 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 / 22:58
    ฉันกรีดร้องงงงงง😭😭😭555
    #13,700
    0
  13. #13693 Only_you250825 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2563 / 13:25
    ใจหายแว้บบบ
    #13,693
    0
  14. #13681 mejeje (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 18:32
    อุ๊ยย กรี๊ดดดดดดดดดด
    #13,681
    0
  15. #13677 TheployKp (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2563 / 23:16
    โอ้ยยใจหายแว้บไปแปปเดียวก็เขินต่อ
    #13,677
    0
  16. #13670 97fQx_ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 กันยายน 2563 / 01:53
    กรี๊ดออกมาเลยค่ะ พี่โยธาาาในที่สุดแง
    #13,670
    0
  17. #13658 ChungWila (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 กันยายน 2563 / 23:17
    ฮือน้ำตาาาาาาาาาาาาาาาาา ยัยบีเกิ้ลจะจำได้ใช่มั้ยยยยยยย ฮือโยธาาาาา
    #13,658
    0
  18. #13643 pang_97s (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 กันยายน 2563 / 21:03
    ฮือออออ ใจน้วยไปหมด
    #13,643
    0
  19. #13624 Liracu (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2563 / 21:32
    *กรี้ด*
    #13,624
    0
  20. #13616 priit (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2563 / 20:01
    ฮืออออ อ่านรอบที่สองแล้วแต่ยังทัชทุกคำพูดเลย
    #13,616
    0
  21. #13613 Nim pennapa (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2563 / 00:26

    -เจ้า เกล้านี่กลิ่นตุแปลกๆ เซ้นฉันมันบอก

    #13,613
    0
  22. #13597 skyprsa (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2563 / 08:45
    แง้ ใจเราก็มีแค่นี้
    #13,597
    0
  23. #13572 pilin/พิ'ลิน (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 19:42
    กรี๊ดดดดดดดในที่สุดสองคนนี้ก็พูดความในใจออกมา
    #13,572
    0
  24. #13558 Starsofyou12 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2563 / 20:09

    ทุกคนคะ!!!!!!

    #13,558
    0
  25. #13553 jira_deer (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2563 / 18:54
    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด เขาสารภาพรักกันค่ะแม่
    #13,553
    0