MSN (#mเอสn) - end

ตอนที่ 5 : 04 :: ดึงสติกันหน่อยนะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 38,026
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3,250 ครั้ง
    29 ธ.ค. 60



ตอนที่ 4

ดึงสติกันหน่อยนะ

 

หลังรับเงินจากการสัมภาษณ์คอลัมน์รายเดือนของไอ้ท็อป ผมก็นอนเปื่อยอยู่ที่ห้องมาสามวันเต็มๆ ทุกอย่างดูจำเจไปหมด ดีหน่อยก็ตรงที่มีเอ็มเอสเอ็นเป็นเพื่อน จะติดรำคาญอยู่บ้างก็ตรงที่ไอ้ 0832/676 ไม่เคยอยู่ได้นาน คุยกับผมได้มากสุดก็แค่ครึ่งชั่วโมงแล้วหายไป เพราะฉะนั้นผมจึงต้องหาสารพัดวิธีมาแก้เบื่อของตัวเองในแต่ละวัน

ช่วงนี้ผมปฏิญาณกับตัวเองไว้ว่า ในเมื่อไม่มีงานเข้ามาก็จะใช้เวลาว่างแต่งเพลงให้จบแล้วลองเอาไปเสนอค่ายดู แต่ตอนนี้แค่พาตัวเองลุกออกจากเตียงกลับเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่าการเผาโปรเจ็กต์ปลายปีเพียงคืนเดียวซะอีก

จำได้ดีว่าสมัยเรียนเวลาอาจารย์ยกคลาสทีไรผมจะรู้สึกดีใจจนเนื้อเต้น โคตรไม่อยากเรียน อยากนอนอย่างเดียว ตอนนี้จบมาอย่าว่าแต่นอนเลย ถ้าอยากตายก็สามารถทำได้ มันว่างถึงขนาดนั้น

อยากกลับไปเรียนเฉย

โหยหาอดีต โหยหาเวลาที่มีความสุขกับกลุ่มเพื่อน มีความรัก และไม่ต้องกังวลว่าอนาคตจะเป็นยังไง คิดแล้วก็เศร้า อยากกินเหล้าย้อมใจแต่เสือกไม่มีตังค์ทำแบบนั้น ทางออกเดียวที่เหลืออยู่จึงมีแค่การทำงานหาเงินมาประทังชีวิต เริ่มต้นเลยคือต้องลุกออกจากเตียงก่อนเป็นอันดับแรก คิดได้เท่านั้นผมก็สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วเริ่มนับหนึ่งถึงห้าในใจ

หนึ่ง...สอง...สาม...สี่...ห้า

ฮึ่บ!

โอยยยยย ร่างกายถูกแรงดึงดูดของเตียงฉุดเอาไว้เฉยเลย ขอนอนต่ออีกสิบห้านาทีแล้วกัน

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป...

ผมเริ่มนับหนึ่งถึงห้าใหม่แต่ก็ขี้เกียจลุกเหมือนอย่างเคย ท้ายที่สุดก็ถอดใจ ยอมจำนนต่อความขี้เกียจด้วยการซุกตัวอยู่ในผ้าห่ม พร้อมกับพูดประโยคปลอบใจเดิมๆ ที่มักใช้เสมอ

เออวันนี้ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ค่อยทำก็ยังไม่สาย

พรุ่งนี้จะตั้งใจทำงานแล้ว เย่!”

รู้ตัวอีกที ผมก็ไม่ได้แต่งเพลงหรือทำอะไรนอกจากนอนมาหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ

นี่ไม่ได้ตายนะ แค่กำลังสะสมพลังชีวิตให้ตัวเองเฉยๆ

เป็นหนึ่งสัปดาห์ที่ราบเรียบ ไม่มีอีเมลสักฉบับส่งมาใหม่ ไม่มีเสียงโทรศัพท์จากเพื่อนหรือครอบครัว ผมยังอยู่ที่ห้อง กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและดูหนังออนไลน์ที่สมัครรายเดือนเอาไว้ไปวันๆ

วันเวลาแม่งผันผ่านไปเร็วเสียจริง กระทั่งเดินไปเปิดปฏิทินปลุกใจเสือป่าของเบียร์ยี่ห้อหนึ่งถึงได้รู้ ตัวเลขที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ผมต้องพรูลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน พรุ่งนี้แล้วสินะที่อาจเป็นวันสำคัญสำหรับใครหลายๆ คน

กี่ปีมาแล้วที่ลงหลักปักฐานและใช้ชีวิตกับคำว่าโสด ถามว่าเหงามั้ยคงตอบได้ว่าโคตรเหงาเลยว่ะ นานวันเข้าก็กลัวว่าจะเคยชินความเป็นอยู่ที่มีแค่ตัวเอง

ปีนี้ก็เหมือนปีก่อนๆ อยู่คนเดียว เก็บห้อง ดูหนังแผ่นเดิมๆ ที่ซื้อมาสะสม ฟังเพลงแล้วล้มตัวลงนอนปล่อยให้วันเวลาผ่านไปเหมือนกับวันธรรมดาวันหนึ่ง ก็ไม่ได้สำคัญอะไรหรอก

ดอกไม้ ลูกอม ช็อกโกแลต ซื้อเองมากี่ปีแล้ว แต่ก็คงไม่เบื่อถ้าต้องซื้อให้ตัวเองต่อไป มีความสุขมากๆ นะ

สุขสันต์...วันพระใหญ่

ว่าแต่กูต้องตื่นมาใส่บาตรกี่โมงดีเนี่ย

 

Chayin Preedeewattana

รับสมัครแฟนหนึ่งอัตรา มาถ่ายรูปลั้ลลาทุกวันพระใหญ่

 

Rrrrr…!

หลังตั้งสเตตัสระบายความเหงาในเฟซบุ๊กได้ไม่นาน เสียงเรียกเข้าก็ดังขึ้น เบอร์ที่โทรเข้านั้นไม่ใช่ซูปเปอร์เนิร์ดอย่างไอ้เบิร์ด หรือคอลัมนิสต์อย่างไอ้ท็อป แต่เป็น...

แด่นแด๊น

เออ กูเกลียดมันเลยใช้ชื่ออดีตหมาของตัวเองที่ตายไปแล้วเป็นชื่อของไอ้ศตวรรษ

มีอะไรครับผมตอบรับด้วยน้ำเสียงขุ่นขลัก

[ผมอยู่หน้าห้องคุณ]

ฮะ!”

[ผมอยู่หน้าห้องคุณ ออกมาเปิดประตูให้หน่อย]

ราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงตรงกลางใจ ใช้เวลาอยู่นานกว่าจะได้สติกุลีกุจอลุกจากเก้าอี้ ใช้เท้าถีบเศษขยะซึ่งกองอยู่ตรงพื้นเข้าไปใต้เตียงอย่างรีบเร่ง ข้าวของมายมายซึ่งเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นห้องนั่งเล่นก็ไม่ละเว้น จัดการโยนใส่กล่องและซ่อนความสกปรกซกมกเอาไว้อย่างมิดชิด

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยจึงตัดสินใจเปิดประตูออกไปเผชิญหน้า

ไอ้ห่า มาไม่รู้จักโทรบอกก่อน วุ่นวายให้ผมต้องเสียเวลาสร้างภาพไปอีก

มาทำไมครับ

นี่เป็นการเจอกันครั้งแรกในรอบหนึ่งสัปดาห์ คนตัวสูงกว่าสวมหมวกแก๊ปสีดำทรงสแนปแบ็คยี่ห้อ Vans คล้องแมสค์สีเดียวกันที่ใบหูข้างหนึ่งเหมือนทุกครั้ง แต่มันกลับดูดีจนน่าอิจฉา ทำไมโลกแม่งไม่ยุติธรรมเลยวะ

เอาหนังสือมาให้ว่าแล้วเจ้าตัวก็รีบยัดถุงหนังสือใบใหญ่ใส่มือของผมทันที ความหนักของมันทำเอาเข่าอ่อนแทบทรุดลงกับพื้น   

หนังสืออะไรครับ

มูราคามิ บางส่วนที่มี”  

เดี๋ยว! คุณไปได้มันมาจากไหน ถ้าเป็นของคุณผมก็ไม่อยากรบกวนบอกตามตรงว่าขี้เกียจตามเอาไปคืน ระหว่างผมกับคนคนนี้ เจอกันสองครั้งในชีวิตก็ถือว่ามากเกินพอแล้ว

พอดีเมื่อวานไปอีเวนต์นักเขียน เลยได้มาฟรี

เยอะขนาดนี้เชียว

ก็ประมาณนั้นแหละ

เท่าไหร่ครับแม้ตอนนี้จะกรอบมาก แต่ผมก็ไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณใครหรอก

ก็บอกว่าได้มาฟรีไง ผมให้

ขอบคุณครับเล่นเอาไปไม่เป็นเลย และเพื่อตอบแทนน้ำใจที่มีอยู่เพียงน้อยนิด จึงไม่ลืมเอ่ยถามเสียงแผ่ว คุณ...เข้ามาข้างในก่อนมั้ย

แน่ใจเหรอ ผมเข้าใจว่าห้องคุณยังไม่พร้อมจะรับแขกซะอีก ไม่พูดเปล่า ดวงตาคมยังจ้องทะลุเข้าไปด้านในเหมือนรับรู้สภาพก่อนหน้าอย่างทะลุปรุโปร่ง แต่ถ้าคุณอยากขอบคุณ พรุ่งนี้ว่างมั้ย

วะ...ว่าง

เลี้ยงข้าวผมมื้อนึงก็ได้ สถานที่แล้วแต่คุณเลย”

“เอาง่ายๆ อย่างนี้เลยเหรอ”

“ก็ง่ายอย่างนี้แหละ บอกมาว่าที่ไหนดี”

“แต่ผมยังไม่ได้ตกลงเลยนะเว้ย”

“คำว่า ว่างหมายถึงตกลง” นี่มันเป็นนักเขียนส้นตีนอะไรวะเนี่ยยยยยยยย มึงไม่สามารถแยกแยะความหมายของคำสองคำได้เหรอ เนียนเกินไปละพ่อ

“จะให้คิดตอนนี้ผมก็คิดไม่ออกหรอก”

“งั้นผมคิดให้แล้วกัน คุณมีหน้าที่แค่เตรียมตัว สิบโมงเช้าผมจะมารับถึงห้อง ไว้เจอกันนะ” รัวน้ำลายใส่เสร็จ เจ้าตัวก็โบกมือให้ด้วยรอยยิ้ม ก่อนคาดแมสค์อีกข้างกับหูเพื่อปกปิดใบหน้าครึ่งซีก เขาเบี่ยงตัวเดินไปยังลิฟต์กระทั่งลับสายตา ทิ้งให้คนเหงาอย่างไอ้ชยินยืนงงเป็นไก่ตาแตก

ตกลงแบบมึนๆ แล้วไม่คิดจะถามกันบ้างเหรอว่ามีเงินจ่ายค่าข้าวให้หรือเปล่า ช่วงนี้กูยิ่งกรอบๆ อยู่ด้วย

ผมปิดประตูลง เดินกลับไปทิ้งตัวนั่งบนโซฟา ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการหยิบหนังสือแต่ละเล่มออกมาลูบๆ คลำๆ อยู่อย่างนั้น พร้อมกับคำถามที่ว่าไปออกอีเวนต์ได้หนังสือมาเยอะขนาดนี้เลยเหรอ แถมบางเล่มยังหายากอีกต่างหาก

แต่นั่นแหละ นักเขียนกับหนังสือเป็นของคู่กัน เห็นแล้วก็นึกอิจฉาว่าทำไมนักแต่งเพลงถึงไม่ได้อภิสิทธิ์รับแผ่นเพลงฟรีแบบนี้บ้าง

“เอาวะ!

วันนี้ชยินไม่เหงาแล้วนะครับ เพราะมีหนังสือเป็นเพื่อนตั้งใหญ่ กว่าจะอ่านจบความเหงาคงหนีไปแต่งงานแล้วล่ะมั้ง

ผมใช้เวลา 12 ชั่วโมงในการอ่านหนังสือเล่มแรก ก่อนปิดมันลงแล้วหันมาเปิดคอมพิวเตอร์ในเวลาเที่ยงคืนพอดิบพอดี

เวลานี้ใครบางคนมักออนไลน์เสมอ

ที่ต้องทำคือสเต็ปเดิม ใส่อีเมลและรหัสผ่านสำหรับเข้าเอ็มเอสเอ็น รอจนกระทั่งหน้าจอปรากฏรายชื่อผู้ออนไลน์ซึ่งก็เหมือนเช่นเคย ที่ชื่อแอคเคาน์เพียงหนึ่งเดียวจะปรากฏสัญญาณสีเขียวพร้อมกับข้อความว่า Available

 

Chayin says…            หมีใหญ่ ʕᴥʔ

0 8 3 2 / 6 7 6 say… โง่เหรอ บอกไม่จำ

Chayin says…            ก็กูจะเรียกมึงแบบนี้อ่ะ หมี หมี หมี หมี

0 8 3 2 / 6 7 6 say… ทีมึงเป็นขยะเปียกกูยังไม่ว่าสักคำเลย

Chayin says…            ollo

0 8 3 2 / 6 7 6 say… เออพูดอยู่ได้ ไม่เคยมีเหรอ

 

มันจะมีสักวันมั้ยวะ ที่มึงกับกูไม่เถียงกันเนี่ย

 

Chayin says…            ใครพูด กูพิมพ์

0 8 3 2 / 6 7 6 say… แล้วนี่ใช้มือหรือกีบตีนพิมพ์อ่ะ สงสัยมานานละ

Chayin says…           (_)

0 8 3 2 / 6 7 6 say… _

Chayin says…            กูเครียด

0 8 3 2 / 6 7 6 say… เครียดเรื่องอะไร

Chayin says…            เรื่องมึงนี่แหละสัด

0 8 3 2 / 6 7 6 say… นี่คิดว่าไม่น่ามีอะไรเครียดกว่าการเกิดมาหน้าเหมือนปลาดุกแล้วนะ

Chayin says…           

0 8 3 2 / 6 7 6 say… อ่ะๆ มีไรว่ามา

Chayin says…            มีคนชวนกูไปกินข้าว มึงว่ากูควรไปมั้ย

0 8 3 2 / 6 7 6 say… แล้วอยากไปมั้ยล่ะ

Chayin says…            ไม่รู้ ไม่ได้สนิทกันอ่ะ เคยเจอแค่ครั้งเดียว

0 8 3 2 / 6 7 6 say… ก็ไปเจออีกดิจะได้สนิทขึ้น

Chayin says…            ไม่เอากลัว

0 8 3 2 / 6 7 6 say… กลัวไรวะ

Chayin says…            กลัวเถียงสู้ไอ้คนนั้นไม่ได้ กูไม่เคยชนะมันเลย

0 8 3 2 / 6 7 6 say… ()

Chayin says…            _

 

กูซีเรียสแต่ไอ้หมีใหญ่กลับส่งอีโมติคอนหน้าตาทุเรศๆ มาให้ เออดี

นับเป็นเพื่อนใน msn เพียงคนเดียวที่ไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากทำให้กูปวดหัวเล่น จะนัดออกมาเจอก็ทำเป็นลีลาอ้างโน่นอ้างนี่ไปเรื่อย สุดท้ายผมก็ไม่รู้อยู่ดีว่ามันเป็นใคร ทำงานที่ไหน หรือแท้จริงแล้วมันไม่เคยมีตัวตน เป็นแค่ระบบ AI ที่ไอ้เบิร์ดสร้างขึ้นมาเพื่อคุยคลายเหงา

หลายข้อสันนิษฐานถูกตั้งเพิ่มขึ้นตามวันเวลาที่ได้คุยกัน ซึ่งแน่นอนว่ามันอาจเป็นไปได้ทุกทาง

 

0 8 3 2 / 6 7 6 say… ก็ลองไปเจอบ่อยๆ สิ เดี๋ยวสักวันคงชนะ

Chayin says…            ประสาทจะแดก

0 8 3 2 / 6 7 6 say… มึงเหงากูรู้ ไปเจอมันอาจจะหายเหงาก็ได้นะ

Chayin says…            หายเหงาจริงแต่เป็นบ้าแทน กูว่าไม่คุ้มเท่าไหร่

0 8 3 2 / 6 7 6 say… ปกติมึงก็บ้าอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ กลัวอะไรไม่เข้าเรื่อง

Chayin says…            สัด

 

แค่เจอไอ้ 0832/676 ก็จะบ้าตายอยู่ละ อย่าให้ต้องบากหน้าไปเจอหายนะที่ยิ่งใหญ่กว่านี้เลย ผมเป็นฟรีแลนซ์ เหงาก็จริงแต่ถ้าต้องเจอคนแบบนี้กูยอมโดดเดี่ยวไปตลอดชีวิตดีกว่า

 

Chayin says…            หาข้ออ้างให้หน่อยสิ ไม่เอาแกล้งป่วยนะ

                            เดี๋ยวมันกระแดะพากูไปหาหมออีก

0 8 3 2 / 6 7 6 say… งั้นแกล้งตายมั้ย หน้ามึงก็ใกล้เคียงกับศพอยู่

Chayin says…            ห่า ช่วยได้เยอะมากครับ

0 8 3 2 / 6 7 6 say… ดีๆ

Chayin says…            กูประชด!

0 8 3 2 / 6 7 6 say… บอกติดธุระสิ

Chayin says…            แต่ก่อนหน้าดันพลั้งปากบอกไปว่าว่างอ่ะดิ

0 8 3 2 / 6 7 6 say… โง่ ถ้างั้นก็จำเป็นต้องไปแล้วว่ะ

 

คำว่าโง่ พูดเบาๆ ก็เจ็บ

สุดท้ายผมก็ไม่ได้รับคำตอบที่ช่วยแก้ปัญหาแม้แต่นิดเดียว เราออฟไลน์กันไป ทิ้งความกังวลมากมายไว้ในหัว ทำได้เพียงก้มหน้าก้มตายอมรับความจริง ยังไงพรุ่งนี้ผมคงไม่มีทางหลีกเลี่ยงการพบเจอของคนคนหนึ่งได้อยู่ดี

ดังนั้นคืนนี้ ผมจึงนั่งหาวิธีรับมือกับอีกฝ่าย มันยิ่งใหญ่ถึงขนาดต้องเอากระดาษมากางแล้วเขียนโครงการการรับมือกับนักเขียนในคราบนักฆ่าแบบเป็นจริงเป็นจัง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เช้าวันใหม่มาเยือน เสียงเคาะประตูดังขึ้นในช่วงเวลาสิบโมงนิดๆ ผมเปิดประตูออกไป เห็นใบหน้าหล่อเหลาคลี่ยิ้มเป็นการทักทายอยู่ตรงหน้า พลางเอ่ยคำทักทายกวนบาทาที่ทำเอาปากกระตุกไปพร้อมกับตีนเหมือนทุกที

“หวัดดีชัยชนะ” นั่นชื่อพ่อกู

“เรียกชยินเหมือนเดิมเถอะ ไม่ต้องบอกความหมายหรอก” สงสารพ่อกูเถอะ

“โอเค แล้วคุณแต่งตัวเสร็จหรือยัง”

“เสร็จแล้ว คุณจะไปเลยมั้ยล่ะ” ผมถามความเห็น มองร่างสูงตั้งแต่หัวจรดเท้า เขาไม่ได้สวมหมวกใบเดิม แต่เปลี่ยนเป็นหมวกแก๊ปสีขาวยี่ห้อ A.P.C กับเสื้อลายสก็อตสีแดงดำซึ่งมันเข้ากับเจ้าตัวมาก

“ไปสิ ผมล้างท้องเพื่องานนี้โดยเฉพาะเลย” สัญญาณอันตรายถูกส่งผ่านคำพูด ผมแอบหยิบกระเป๋าสตางค์ขึ้นมา ประเมินเศษแบงค์ร้อยที่พับซ้อนจากสายตาด้วยความหวาดหวั่น

หวังว่าคงจะไม่เกินงบหรอกนะ

เรามาที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ดูจากสไตล์และการตกแต่งแล้วก็พอจะเดาออกว่าราคาคงไม่สบายกระเป๋าแน่

ผมถูกพนักงานชักชวนให้มานั่งโต๊ะด้านในสุด ไอ้ศตวรรษเดินตามมาเงียบๆ และไม่นานสมุดเมนูก็ถูกวางลงบนโต๊ะทั้งสองเล่ม

“อยากกินอะไรเชิญตามสบายเลยนะ” มันพามา แต่กูจ่าย ด้วยความป๋าเลยจำต้องพูดประโยคเท่ๆ นี้ออกมา โดยไม่ได้ก้มมองเลยว่าแต่ละเมนูนั้น...

เหยดเขร้! แพงกว่าค่าข้าวที่กูแดกในหนึ่งสัปดาห์ซะอีก

จู่ๆ น้ำตาก็คลออยู่ตรงเบ้า ต้องพยายามกะพริบตาถี่ไว้เพื่อไม่ให้มันไหลลงมาต่อหน้าอีกฝ่าย เมนูที่ถูกสุดในร้านนี้เห็นจะเป็นแค่น้ำเปล่าแล้วมั้ง เป็นไปได้ก็อยากแดกแค่น้ำอย่างเดียวแล้วกลับเลย

“คุณเป็นคนจ่ายก็สั่งก่อนเถอะ” เสียงทุ้มตอบกลับ

“ผมไม่ถือเรื่องนี้”

“ได้ไง หรือจะให้ผมช่วยสั่งให้”

“อืม”

“ไม่ชอบกินอะไรเป็นพิเศษมั้ย จะได้เว้น”

            “ผมไม่ชอบกินอะไรที่ต้องแทะหรือแกะ”

            “งั้นผมขอไก่ทอดเซตใหญ่หนึ่งเซตครับ”

            นี่มึงได้ฟังกูบ้างมั้ยเนี่ยศตวรรษ! ไอ้เหี้ย! รู้สึกโมโหจนรูจมูกแทบกระพือ พนักงานที่อยู่ด้านข้างก็พยักหน้าหงึกหงักแล้วบันทึกรายการอาหารที่เพิ่งสั่งไป ส่วนไอ้คนสารเลวตรงหน้าก็ยังคงเปิดดูเมนูอย่างสบายอารมณ์

            ก็กูบอกไม่ชอบอาหารที่ต้องแทะ นี่มึงสั่งไก่มาให้ คิดว่ามันสามารถดูดเข้าปากได้ง่ายๆ เหรอ

            “คุณชอบกุ้งมั้ย” ยัง...ยังจะถามอีก

“ผมบอกแล้วไงว่าไม่ชอบอะไรที่ต้องแกะ”

“งั้นผมขอกุ้งอบวุ้นเส้นอีกหนึ่ง”

น้ำตาไหลชโลมในหัวใจไม่มีหยุด ช่วยกดพอสชีวิตของชยินไว้ตรงนี้ได้มั้ย เหี้ยเกินกว่าจะพูดคำใดๆ ออกไปแล้วนอกจากนั่งนิ่ง ประคองมือตัวเองไม่ให้สั่นไปมากกว่าเก่า

หลังจากนั้นไอ้คุณยุคก็เป็นหัวเรือใหญ่จัดการสั่งอาหารมาอีกเยอะแยะมากมาย ซึ่งต้องบอกเลยว่าทุกเมนูนั้นล้วนต้องแทะ แคะ และแกะก่อนแดกทั้งหมด

“คุณสั่งบ้างสิ” แหม มีหน้าเงยมาถามความเห็นนะ ที่พูดไปก่อนหน้าไม่เห็นจะฟังกันเลย

“แค่ที่สั่งไปก็พอแล้วมั้ง”

“เลือกที่คุณชอบ”

ตังค์กูจะไม่พอไง ดูราคาแต่ละเมนูสิ ไข่เจียว 220 บาท นี่พ่อครัวแม่งถือกระทะขึ้นไปเจียวบนยอดหอไอเฟลเหรอถึงได้แพงขนาดนี้ ที่ถูกสุดเห็นจะเป็นเซตนี้แหละ หน้าสุดท้ายของสมุดเมนูอาหาร

“ขอเซตนี้ได้มั้ยครับ”

“เมนูนี้สำหรับเด็กอายุต่ำกว่าแปดปีค่ะ”

“ผมเพิ่งอายุแปดขวบเลย ใช่มั้ยครับพ่อ” ผมเงยหน้าขึ้นไปมองคนตัวสูงกว่าด้วยสายตาน่าสงสารสุดชีวิต ด้านได้อายอดสุดๆ แล้วจุดนี้

ไอ้ศตวรรษหรี่ตามองผมแน่นอนนิ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจังระดับหนึ่ง

“เขาอายุแปดปีจริงๆ ครับ อายุสมองน่ะ”

โฮร่ลลลลลลลลล ต่อไปกูจะไม่ออกไปที่ไหนกับมึงแล้ว กูเจ็บปวด

“ผมไม่สั่งแล้ว!

“งั้นผมขอที่สั่งไปก่อนแล้วกันครับ” มือหนาปิดสมุดรายการอาหารแล้วส่งต่อให้พนักงาน ก่อนจะหันมายิ้มให้ผมราวกับผู้ชนะ

“คุณเกลียดอะไรผมหรือเปล่า” นาทีนี้อะไรที่อัดอั้นอยู่ในใจก็ไม่อยากเก็บเอาไว้ หลายครั้งหลายคราที่ผมรู้สึกว่ากำลังถูกอีกฝ่ายโจมตีอยู่ ขืนไม่พูดออกไปก็มีแต่จะแย่กว่าเดิม

“เปล่า ผมจะเกลียดคุณทำไม”

“การกระทำของคุณมันฟ้อง ผมทำอะไรให้คุณไม่พอใจเหรอ”

“ก็ไม่ทำอะไร แค่น่าแกล้ง อยากแกล้งอ่ะเข้าใจมั้ย”

“ผมเป็นเพื่อนเล่นคุณเหรอ”

“ไม่ใช่”

“เป็นคนที่รู้จักกันมานานมั้ย”

“ก็ไม่”

“แล้วแกล้งผมทำไม”

“ก็อยากแกล้งอ่ะ” โว้ยยยยยยยยย ครั้งหน้าอย่าหวังว่าจะได้เจอกันอีกเลย

ผมพยายามระงับอารมณ์ที่กำลังคุกรุ่นอยู่เงียบๆ ไม่พูด ไม่ต่อปากต่อคำ แม้แต่หน้าก็ไม่คิดจะมองนอกจากหยิบมือถือขึ้นมากดๆ เลื่อนๆ แก้เซ็งเพื่อหนีสถานการณ์เลวร้ายตรงหน้า

“เลื่อนจนหน้าจอจะแตกแล้วคุณ เงยหน้าขึ้นมาคุยกันหน่อยสิ” ไอ้ศตวรรษพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แถมไม่มีท่าทีกวนประสาทเหมือนก่อนหน้าแล้วด้วย

“คุยกับคุณผมกลัวว่าสุดท้ายจะเผลอชกหน้าเข้าให้”

“ดุว่ะ”

“ผมดุได้กว่านี้อีก”

“เหมือนหมาเลย”

สารเลว...

ไม่เล่นแล้วมือถือ การเผชิญหน้านี่แหละดีที่สุด วัดกันไปเลยว่าใครแพ้หรือชนะ แม้ผลมันจะออกมาอย่างที่รู้ๆ กันอยู่ก็ตาม

“จะเอายังไง”

“ก็ไม่ยังไง คุยกันหน่อยสิคุณ ออกมาเจอกันทั้งทีเผื่อจะสนิทกันมากขึ้น” หึ! ใครมันจะไปอยากสนิทกับคนแบบนี้วะ แต่เพราะเกรงใจหรอกเลยต้องตอบกลับแบบผู้ดี

“ต่อไปเราคงไม่ค่อยได้เจอกันมั้ง เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับผมคุณก็รู้ไปหมดแล้ว”

“คงงั้น คุณเป็นคนที่ดูไม่ค่อยลึกซะด้วยสิ คิดยังไงก็แสดงออกอย่างนั้น” เหมือนจะรู้ว่าผมหลอกด่ามันในใจไม่หยุดเลยแฮะ แล้วก็ถูกจริงๆ ถึงแม้ว่าปากจะพูดเพราะ แต่สีหน้าของผมกลับไม่เป็นไปตามที่ปากพูดเลย

“คุณก็เหมือนกัน หน้ากวนยังไง นิสัยก็อย่างนั้น”

“ผมจะถือว่าเป็นคำชมนะ” กูด่าอยู่สัดเอ๊ย

เครื่องดื่มถูกเสิร์ฟเป็นอันดับแรก ผมหยิบแก้วของตัวเองขึ้นมาจิบดับกระหาย สายตาก็มองตรงไปยังคนตรงข้ามไม่มีหลบ เพราะเจ้าตัวก็จ้องผมกลับเหมือนกัน คล้ายกับว่าเรากำลังแข่งขัน ใครหลบตาก่อนแพ้!

ไม่มีคำพูดใด ไม่มีสัญญาณเป่านกหวีด ผมแค่จ้องและกลืนน้ำเปล่าลงคออย่างไม่ลดละ

“ตาจะถลนแล้วคุณ มองอะไรขนาดนั้น”

“คุณหลบตาก่อน ผมชนะ”

“หลบอะไร ใครเล่นกับคุณ”

“อย่ามาเนียน แพ้ก็ช่วยยอมรับความจริงหน่อยสิ” คนตัวสูงส่ายหัวไปมา

“โอเค ช่วงบนผมอาจจะแพ้ แต่ช่วงล่างผมชนะแน่นอน”

“โคตรเหี้ย”

ทำไมคุยด้วยกันทีไรเรื่องมันถึงได้วกกลับมาที่ประเด็น 18+ ตลอดเลยวะ ถ้าไม่บอกว่าเป็นนักเขียนแนวสืบสวนสอบสวนผมคิดว่ามันเขียนน่าจะเขียนหนังสือโป๊วางขายที่ตลาดใต้ดินมากกว่า

ของทานเล่นถูกเสิร์ฟในลำดับถัดมา นอกจากเสียงพูดคุยกันแล้ว ยังมีเสียงช้อนและส้อมแทรกเข้ามาเป็นระยะอีกด้วย โดยผมเป็นคนตักก่อน จากนั้นคนตรงหน้าก็เป็นฝ่ายเอื้อมมือมาตักตาม นั่นเลยทำให้ผมเป็นร่องรอยบางอย่างที่โผล่พ้นเสื้อลายสก็อตออกมา

เป็นลายสักสีดำบริเวณข้อมือด้านใน

“คุณสักด้วยเหรอ” ไม่รู้ว่าเป็นการละลาบละล้วงมั้ย แต่จากจุดที่โดนมนุษย์บาปนี่หลอกด่าไม่หยุด ผมก็นับว่าคำถามนี้ดูธรรมดาไปเลย

“ใช่”

“เลขหนึ่ง?”

“มันยังไม่เสร็จ”

“ความหมายของมันคืออะไร คุณอยากเป็นอันดับหนึ่งในใจใครบางคนเหรอ หรือว่า...เป็นอันดับหนึ่งในวงการนักเขียน”

“ผมจะได้อะไรจากการบอกคุณครับ” ไอ้ศตวรรษเลือกใช้คำถามเดียวกับที่ผมเคยพูดเมื่อตอนเจอกันครั้งแรก แน่นอนว่าน้ำเสียงครั้งนี้ดูกวนบาทากว่าหลายเท่านัก

“ก็ได้กินข้าวที่ผมเลี้ยงไง”

“ไม่คุ้มค่า ให้ยื่นข้อเสนอใหม่”

“งั้นผมก็ไม่อยากรู้แล้ว”

“โธ่ ไม่ป๋าเลย” จากนั้นมันก็จับส้อมจิ้มของแดกใส่ปากอย่างเพลิดเพลิน ไม่พูดถึงสิ่งที่ผมถามไปก่อนหน้าแม้แต่น้อย สัด! ค้างคาเลยกู

“ความจริงสมัยเรียนผมก็มีความคิดจะสักนะ แต่กลัวเจ็บเลยไม่เอาดีกว่า” อีกอย่างก็ไม่รู้ด้วยว่าอยากสักลายอะไรลงไปบนร่างกาย เกิดวันหนึ่งเผลอเกลียดมันขึ้นมา ก็ต้องลำบากนั่งลบรอยเก่าอีก

“แล้วทำไมถึงอยากสัก” เสียงทุ้มเอ่ยถาม

“เท่มั้ง คุณล่ะสักทำไม”

“ไม่บอก”

“โว๊ะ! อยากรู้จักกันให้มากขึ้นแต่คุณกลับไม่ตอบคำถามอะไรเลย คิดจะเป็นฝ่ายรับอย่างเดียวหรือไง” นี่นัดกินข้าวหรือมาทำสงครามกันแน่ เริ่มเหนื่อยแล้วนะเว้ย

“โอเคงั้นให้ถามใหม่ อยากถามอะไรจะตอบให้หมด แต่ต้องแลกกับการที่ผมถามคุณกลับบ้างนะ”

“เค้~” ไม่เคยมีปัญหาอยู่แล้ว “งั้นถามเลยแล้วกัน ทำไมคุณถึงชอบใส่หมวก หัวเถิกเหรอ”

พูดไม่ทันขาดคำ มือหนาก็จับปีกหมวกและถอดมันออกมาอย่างง่ายดาย เขาสางผมที่ถูกทับอยู่นานไปมาก่อนจะเลิกคิ้วสูงคล้ายกับถามกลับว่าพอใจหรือยัง ซึ่งแน่นอนว่าผมพอใจ หัวไม่ได้เถิก แถมเวลาถอดหมวกออกแล้วยิ่งดูดีกว่าเก่าอีก โลกนี้ไม่ยุติธรรมจริงๆ เลยว่ะ

“ที่ใส่หมวกก็เพื่อหลบสายตาจากคนรอบตัว ผมชอบสันโดษ แต่บางครั้งเวลาเบื่อมากๆ ก็จำเป็นต้องออกไปข้างนอกเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ การใส่หมวกช่วยให้ผมไม่เป็นจุดสนใจมากนัก”

“ผมว่าทำแบบนี้คุณยิ่งเด่นมากกว่าเดิมอีก”

“เขาจะมองผมแป๊บเดียวแล้วก็ไม่สนใจอีกเลย แต่ถ้าผมไม่ยอมใส่หมวกหรือแมสค์เขาจะมองตลอดจนไม่มีสมาธิ”

“ทำไมเขาต้องทำขนาดนั้น”

“เพราะผมหล่อ” อ้วกกกกกกกกก ขอกระโถนให้พี่หน่อยซิ

“ผมไม่เห็นจำเป็นต้องทำแบบคุณเลย”

“ว้ายยยยยยย หล่อไม่เท่าก็เงี้ยะ”

โหยกูจะถลาเข้าไปกระทืบให้ไส้ติ่งแตก ไอ้เวร

แล้วดูสิ พูดกันได้สามสี่ประโยคหาเรื่องมาให้ทะเลาะอีกแล้ว ไฟที่กำลังมอดคุกรุ่นเป็นเท่าตัว ถ้าไม่ได้อาหารที่ทยอยเข้ามาเสิร์ฟล่ะก็เราคงเถียงกันหนักกว่านี้

“หล่อแต่กวนตีนแบบคุณก็ไม่ไหว”

“เดี๋ยวอีกหน่อยคุณก็ชิน”

“เหอะ!

เครียดจากไอ้ศตวรรษแล้วกูก็ต้องมาเครียดกับการแกะกุ้งสลับกับแทะไก่อีก ผมไม่ใช่คนกินยาก อะไรที่มีก็กินได้หมดแหละแต่เป็นคนขี้เกียจซะมากกว่า ตั้งแต่สมัยเด็กไม่ว่ากุ้ง หอย หรือปู ถ้ารู้ว่าต้องลำบากแกะผมก็เลือกที่จะไม่กินเลย กลายเป็นนิสัยที่ติดตัวมานานนมและแก้ไม่หายสักที

คราวนี้ผมก็ยังทำอย่างนั้น ไก่ใช้ช้อนกับส้อมตัดได้ กุ้งนี่ขี้เกียจก็กินแต่วุ้นเส้นข้างๆ อย่างไม่อิดออดแทน

“คุณถามผมแล้ว ขอผมถามกลับบ้าง”

“ว่ามา ถ้าตอบได้ก็จะตอบ” ผมพูดขณะที่ปากยังเคี้ยวข้าวตุ้ยๆ อยู่

“นอกจากมูราคามิแล้วคุณชอบอะไรอีก”

“ผมเป็นนักแต่งเพลงก็ต้องชอบฟังเพลงสิ แต่ว่างๆ ผมก็นั่งฟังสกอร์หนังเพลินๆ จนหลับไปเลยก็มี” ที่พูดถึงคือ Original score film หรือดนตรีประกอบในหนัง ไม่ต้องมีเนื้อร้อง ฟังแค่ทำนอง แต่ได้อารมณ์ดีไปอีกแบบ

“ชอบใคร” เขาถามอีก

“จอห์น วิลเลียมส์ สตีเว่น ไพรซ์ จริงๆ ฮานส์ ซิมเมอร์ก็ชอบนะ”

“อืม”

“คุณฟังด้วยเหรอ”

“ไม่อ่ะ”

“พูดเหมือนรู้ โด่...”

“ก็จะได้จำไว้”

ผมลอบเบะปากใส่แต่ไม่วายเผลอหลุดให้มันเห็นอีกจนได้ ซึ่งไอ้ศตวรรษก็ดูเหมือนไม่คิดใส่ใจเท่าไหร่นอกจากถามต่อ

“ชอบดูการ์ตูนมั้ย”

“ไม่ค่อยเท่าไหร่ ล่าสุดที่ดูก็ Your name มั้ง นานสัดหมาเลย”

“น้ำเน่าดีอ่ะ”

            “โรแมนติกออก ผมชอบอยู่ฉากเดียวคือตอนพระเอกนางเอกเรียกชื่อกัน” เราต่างเงียบไปอึดใจหนึ่ง ได้ยินเพียงเสียงช้อนกับส้อมของคนตรงหน้าที่กำลังมุ่งมั่นกับการแกะกุ้งตัวเบอเร่ออยู่ แล้วไม่นาน...เขาก็เงยหน้าขึ้นมามองนิ่งๆ

            “มิตสึฮะ!!” ผมทำเสียงเข้มเลียนแบบพระเอกของเรื่องเพื่อทำลายความเงียบ

            “ทาคิคุง~~~

            โอ๊ยยยยยยยยยพ่อ กูโคตรเกลียดการบีบเสียงเล็กๆ ของมึงฉิบหาย

            “เขียนนิยายก็ดีอยู่แล้ว อย่าพูดมันออกมาอีกเลย ขนลุก”

กุ้งในจานฝั่งตรงข้ามถูกส้อมจ้วงลงกลางลำตัว ก่อนมันจะถูกวางแปะไว้ในจานผมอย่างตั้งใจ ทำเอาเหวอแดกไปพักหนึ่งเลยว่ะ

“อะไร”

“กุ้งไง”

“รู้แล้วว่ากุ้ง แต่ให้ผมทำไม”

“เห็นคุณขี้เกียจแกะก็เลยแกะให้”

“ไม่เห็นต้องลำบาก ขี้เกียจก็แค่ไม่กิน”

“ก็ผมขยันแกะให้คุณก็กินซะสิ” นี่เรียกระบบเผด็จการใช่มั้ยเนี่ย แถมเล่นจ้องเขม็งซะขนาดนี้สุดท้ายผมก็จำใจต้องกิน

“อร่อยมั้ย” ไอ้ศตวรรษถามอีก

“งั้นๆ”

ไม่ถึงสองนาทีกุ้งตัวที่สองก็ปลิวมาแปะที่จาน และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องราวกับเครื่องจักกล ตอนนี้มาหมดครับอาหารที่ต้องแกะ นั่งแดกจนกระเพาะรับไม่ไหว ด่ากราดไปรอบหนึ่งถึงได้หยุดให้ผมได้พักหายใจ

คิดว่านี่คือศึกใหญ่ของวันแล้วใช่มั้ยครับ แต่ไม่เลย ศึกที่ทำให้ผมล้มทั้งยืนได้มันคือหลังจากนี้ต่างหาก

“เช็กบิลด้วยครับ” น้ำเสียงของคนตัวสูงเป็นสัญญาณของความฉิบหาย พนักงานหญิงที่อยู่ในชุดยูนิฟอร์มของทางร้านเดินเข้ามาพร้อมกับบิลในมือ

ผมเอื้อมมือติดสั่นของตัวเองขึ้นไปรับ ส่วนอีกข้างยกขึ้นมาปาดเหงื่อบนหน้าผากอย่างเกร็งๆ

            ทั้งหมด 3250 บาท

            สัด! หมดเลย...

            จำได้ว่ามีติดกระเป๋าอยู่แค่สองพัน แคะเหรียญมากองรวมกันยังขาดอีกเยอะ

            “เดี๋ยวผมขอเวลาสักครู่นะครับ” บอกกับพนักงานไปแบบนั้นพร้อมกับรอยยิ้มพิมพ์ใจ แน่นอนว่าเธอรับรู้เลยเดินกลับไปบริการแขกโต๊ะอื่น ปล่อยให้ผมมีเวลาสะสางหนี้สินอย่างเต็มที่

            “มีอะไรครับ” คนตรงข้ามถาม

            “คือว่าผมมีเงินสดในกระเป๋าไม่พอ...” ปากบอกแบบนั้น แต่ในบัตรยิ่งไม่มีใหญ่ 0.93 บาทไม่สามารถจับจ่ายสิ่งใดได้แม้กระทั่งไอน้ำจากซุปกระดูกหมูที่เพิ่งแดกไป

            “แล้วจะให้ผมทำไง”

            “คุณช่วยออกส่วนที่เหลือได้มั้ย ประมาณ 1250 บาท พอกลับถึงห้องผมจะรีบคืนให้” แม้รู้ดีว่าไม่มีเงินจำนวนนั้นอยู่เลยก็ตาม แต่แผนสำรองที่คิดไว้คืออาจจะยกไมโครเวฟให้เจ้าตัวไปก่อน มีเงินเมื่อไหร่ค่อยไปไถ่คืน

            “งั้นผมออกทั้งหมดให้แล้วกัน”

            “มะ...มันจะดีนะ”

            “ความจริงก็ตั้งใจจะเลี้ยงอยู่แล้ว ดูจากสภาพคุณก็พอรู้ว่าช่วงนี้คงไม่มีตังค์” ช่างเป็นประโยคราบเรียบที่เสียดลึกเข้าไปในปอด ด่าตรงๆ ว่าไม่มีจะแดกยังไม่เจ็บเท่านี้เลยไอ้ส้นตีน

            “ซึ้งใจมากครับ” แค้นฝังในด้วยไอ้เหี้ย

            “โกหกไม่เนียน ไปเรียนมาใหม่”

            โฮร่ลลลลลลล รู้ทันกูไปอี๊ก

            หลังจ่ายเงินเสร็จเรียบร้อยไอ้คุณยุคมันก็เดินนำโด่งไปยังรถยนต์ โดยมีผมเดินตามหลังต้อยๆ ราวกับทาสรับใช้ ระหว่างทางเจ้าตัวก็ชวนพูดคุยไปด้วย แต่บอกเลยว่าใจตอนนี้ปลิดปลิวไปที่เตียงนอนแล้วครับ

            เพราะวันนี้ต้องเหนื่อยกับการสู้รบกับมนุษย์กลายพันธุ์นี่ ผมจึงอยากพักผ่อนให้หายเหนื่อยสักสองวัน

“มันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเรามาเจอกันอีก” คำถามนั้นพุ่งจู่โจมผมอย่างจัง

“ผมอาจจะขี้เกียจตื่นเช้ามาเจอคุณ”

“อาฮะ”

“แล้วก็เบื่อขี้หน้าคุณไปอีกพักใหญ่”

“อ่า”

เราต่างแทรกตัวเข้าไปในรถกระทั่งยานพาหนะสัญชาติญี่ปุ่นเริ่มเคลื่อนที่ คำถามจากคนข้างๆ ก็พุ่งเข้ามาอีกระรอกใหญ่

“แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นในตอนที่คุณรู้สึกเหงามากๆ”

“ผมก็คงจะนอนฟังเพลงไม่ก็ดูหนังอยู่ที่ห้อง”

“ไม่เลว”

“แต่งเพลงก็ช่วยให้หายเหงาได้”

“อืม”

“แล้วคุณล่ะ”

“เหมือนคุณล่ะมั้ง”

“ขี้ก๊อปว่ะ”

“ไม่ได้ก๊อป แค่บังเอิญความคิดตรงกัน”

“ยกเว้นเรื่องกวนตีนที่ผมมีไม่เท่าคุณ”

“งั้นผมขอถามอีกคำถามเดียว”

“อ่ะจัดมา”

            “มันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าวันนึงคุณมีความรัก”

“...” เดดแอร์เข้าแทรก ผมหันไปมองเสี้ยวหน้าหล่อเหลาอย่างสงสัย

“ตอบไม่ได้เหรอ”

“คำถามมันกว้างจะให้ตอบยังไง คุณเหอะตอบได้หรือเปล่า”

“ได้ดิ”

“งั้นช่วยตอบเป็นแนวทางหน่อย”

“ผมจะเจอกับใครคนหนึ่ง และใช้เวลาอยู่กับเขาด้วยการนั่งกินข้าวด้วยกัน”

            เหมือนเวลาบนโลกหยุดหมุน นาฬิกาทุกเรือนหยุดเคลื่อนไหว ผมไม่แน่ใจในคำตอบมากนัก แต่บางทีก็คิดว่าสมองอาจหยุดทำงานชั่วขณะเช่นกัน

            เสี้ยววินาทีนั้น...ผมคิดอะไรไม่ออกเลยจริงๆ

           

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            Rrrr..!

            “ว่า...”

            [คุณ วันนี้ผมพร้อมแล้ว]

            “อะไร”

            [ออกไปตีกัน]

            “โว๊ะ!

            สามวันหลังขาดการติดต่อกับนักฆ่าในคราบนักเขียน ผมก็ได้รับสายจากมันในช่วงสามทุ่มของคืนวันเสาร์ ช่วงวันอันจำเจหายเป็นปลิดทิ้งเมื่อเรื่องปวดหัวกำลังมาเยือน

            “ผมไม่ว่างหรอก ตอนนี้กำลังยุ่งกับการแต่งเพลง” ที่ไหนกันล่ะ

            ขี้เกียจไง งานยังไม่ขยับเลยเนี่ย หรือนี่มันจะเป็นขาลงของชีวิตไอ้ชยินแล้ววะ

            [งั้นดีเลย กะชวนคุณมาแลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจหน่อย ช่วงนี้ผมเขียนงานไม่ค่อยออก]

            นั่นไงล่ะมึง! เข้าทางมันเลยสิ

            “คือผม...”

            [เจอกันที่ Too fast to sleep ตอนห้าทุ่มนะ เลทได้ผมไม่ว่า]

            “เดี๋ยวคุณ!

            แล้วมันก็วางสายไป โว้ยยยยยยยยย โมโห สาขาไหนมึงยังไม่บอกเลยไอ้ฟาย!

            แถมไม่เคยปล่อยให้คุยจบสักครั้งก็ถูกมัดมือชกจนขยับไปไหนไม่ได้ สุดท้ายทำไง ก็จำต้องไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่จะไปคนเดียวก็กลัวประสาทแดก ผมเลยไม่ลืมโทรหาเพื่อนร่วมทีมในครั้งนี้ด้วย

            รอสายไม่นาน ใครบางคนก็กรอกเสียงกลับมา...

            [โหล] เสียงงัวเงียเลยนะสัดเบิร์ด

            “มึงอยู่ไหน”

            [สามทุ่มละ กล้าถามนะ]

            “อยู่บ้านแล้วเหรอวะ”

            [หึ! ร้านเหล้า] โธ่...ไอ้เวร

            “ไปร้านกาแฟเป็นเพื่อนกูหน่อยสิ”

            [คราวหน้าได้มั้ยเพื่อน คืนนี้ไม่สะดวกว่ะพอดีมากับลูกพี่ลูกน้อง เพิ่งมาถึงร้านเลยจะให้ออกละ]

            “แค่นี้ช่วยเพื่อนไม่ได้ใช่มั้ย” ผมบีบเสียงกระเส่าเพื่อขอความเห็นใจ แต่ผลที่ได้กลับไม่เป็นไปตามคาด

            [เออช่วยไม่ได้ คืนนี้มึงก็ไปเองก่อนแล้วกัน เดี๋ยวกูมาง้อมึงวันหลังนะ บาย]

            ตัดบัวไม่เหลือใยกันขนาดนี้กูเทแม่งแล้ว คราวหลังมาขอความช่วยเหลืออะไรผมจะทำเมินให้หมด คิดหมกมุ่นกับตัวเองได้สักพักก็ต้องพรูลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน

            สุดท้าย กูก็หนีเจ้ากรรมนายเวรในชาตินี้ไม่พ้นอยู่ดี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            “ผมมาแล้ว”

            นี่คือประโยคแรกที่ใช้ทักทาย หลังจากนั่งแปะก้นลงบนเก้าอี้ แม้คราวนี้ไอ้ศตวรรษไม่ได้สวมหมวกแก๊ปกับคาดแมสค์มา แต่ถ้ามองตั้งแต่หัวจรดเท้าบอกได้คำเดียวว่าคุมโทนจนเด่น

            เสื้อยืดสีดำ กางเกงเสมอเข่าสีดำ กระเป๋าใส่แมคบุ๊ก แม้กระทั่งเคสใส่แมคก็สีดำ

            ก้มลองมองข้างล่าง นี่ก็รองเท้าแตะ Adidas สีดำแถบขาวอีกต่างหาก

            “คุณเจอผมได้ไงอ่ะ อุตส่าห์กลมกลืนซะขนาดนี้” โอ้โหพูดมาได้ กลมกลืนมากจ้า

            “นี่กวนตีนกันป่ะเนี่ย เห็นๆ อยู่ว่ามองหาคุณง่ายที่สุดในร้านแล้ว”

            “ธรรมดาโลกไม่จำ”

            “จ้ะ เท่มากจ้ะ”

            “คูลๆ”

            “แล้ววันนี้ไม่ใส่หมวกมาหรือไง”

            “ใครจะมองผมก็ไม่มีปัญหาแล้ว มีคุณอยู่ด้วยยังไงผมก็โฟกัสแค่คุณ”

            “เหรอๆ นั่นขวามือสี่นาฬิกา เขามองคุณอ่ะ” ผมทำเสียงกระซิบ เหลือบตามองผู้หญิงกลุ่มหนึ่งที่นั่งไม่ห่างจากเราอย่างรู้ทัน

            “รู้ได้ไง” ไอ้ยุคหันไปมองโต้งๆ ห่าเอ๊ย...แม่งไม่รู้จักคำว่าเนียนเลยหรือไง

            “ก็คุณหล่อที่สุดในร้านแล้วมั้ย”

            “เขามองคุณต่างหาก”

            “จะมองผมทำไมไม่ทราบ”

            “คุณน่ารัก”

            “...!!

            “ช่วยครางชื่อผมให้ฟังหน่อยสิครับ”

            โห้ยยยยยยย ไอ้สัด มาคงมาครางเหี้ยอะไรล่ะ นี่เขียนนิยายจนสติฟั่นเฟือนไปแล้วใช่มั้ย สถานการณ์แบบนี้แม่งไม่ใช่นักฆ่าแล้วครับ ผมว่ามันคือโรคจิตคิดหมกมุ่นไปวันๆ มากกว่า

            “นี่ใช่เพื่อนเล่นเหรอ”

            “เพื่อนกินก็ได้ เคยไปกินข้าวด้วยกันแล้วครั้งนึง” กูยอมใจในความปลิ้นปล้อนของมันฉิบหาย

            นั่นทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์วันนั้น ก่อนเราจะแยกย้ายทางใครทางมัน ไอ้ศตวรรษเคยทิ้งคำถามเอาไว้ว่าถ้าเกิดผมมีความรักขึ้นมาจะเป็นยังไง ซึ่งผมก็ไม่มีคำตอบให้จนทุกวันนี้

            ส่วนมัน...แม่งบอกว่า ถ้าเป็นความรักและมิตรภาพสำหรับเพื่อนมันจะพาทุกคนมากินข้าว

            กูนี่โล่งใจไปถึงกาแล็กซี่ เพราะเผลอคิดเป็นแบบอื่นอยู่นานเลยทีเดียว

            “อีกอย่าง อย่าพูดคำว่าน่ารักกับผม คำนี้เขาเอาไว้ใช้กับผู้หญิงเว้ย”

            “ผมเขียนนิยายผมรู้ ใช้ได้กับทุกเพศ”

            “ผมก็แต่งเพลงมาเยอะ ผมรู้กว่า”

            “อย่าเถียง”

            “จะเถียง ก็เห็นว่าความหล่อแปะอยู่บนหน้าโต้งๆ ยังไม่ยอมรับอีก” ว่าพลางชี้หน้าตัวเองประกอบไปด้วย คนตรงข้ามเลยหรี่ตามองตรง

            “อย่าโกหกตัวเอง”

            เจอคำนี้เข้าไปเลิกเถียงเลยกู ลุกไปสั่งเครื่องดื่มแม่ง กลับมาอีกทีก็เห็นว่าหนังสือของมูราคามิเล่มหนึ่งวางแปะอยู่ตรงหน้าสมุดจดไอเดียของผมแล้ว

            “อะไร”

            “หนังสือเล่มที่เหลือที่คุณยังไม่มี”

            “เอามาจากไหนอีกเนี่ย”

            “ได้มาฟรี จากอีเวนต์นักเขียนนั่นแหละ”

            “ดีเนอะ ขอบคุณมาก” พูดจบผมคว้าหนังสือเก็บใส่กระเป๋าอย่างไวว่อง ก่อนบทสนทนาของเราจะเริ่มต้นขึ้นด้วยเรื่องไร้สาระนานนับชั่วโมง

            “ถามจริง ช่วงนี้คุณว่างงานหรือเปล่าเนี่ย” แล้วคำถามเสียดแทงความรู้สึกก็โพล่งออกมาจากปากหมาๆ ของคนตรงหน้า

            “ไม่ได้ว่าง กำลังแต่งเพลง”

            “โปรเจ็กต์ของวงอะไร บอกผมได้มั้ย”

            “จริงๆ ก็...ไม่ได้มีโปรเจ็กต์มาพักใหญ่แล้ว ผมเลยคิดว่าจะเขียนเพลงไปเสนอทางค่ายดู”

            “แต่งเพลงเกี่ยวกับการเมืองสิ ดังแน่”

            “อยากให้ผมติดคุกหรือไง”

            “คุณชอบกินบะหมี่น้ำใสมั้ย”

            “ฮะ?”

            “จะได้ซื้อไปเยี่ยมในคุก”

            “โคตรเหี้ย”

            “ชื่นใจ”

            เวรเอ๊ย...

            ผมหมุนดินสอในมือไปมา แต่ไม่วายเงยหน้ามองร่างสูงที่กำลังขะมักเขม้นกับการจิ้มนิ้วไปบนแป้นพิมพ์อย่างตั้งใจ ไฟแรงอะไรปานนั้น

            “แนะนำยี่ห้อบุหรี่หน่อย” ต่างคนต่างเงียบไปอึดใจหนึ่ง ผมจึงเป็นฝ่ายชวนคุย

            “สูบเหรอ”

            “เคยครั้งนึงแต่รสชาติแย่เลยหยุด สงสัยอยู่ที่ยี่ห้อด้วยมั้ง” เขาบอกว่ามันจะช่วยให้สมองโล่ง คิดงานได้ดีขึ้น ถ้ามันดีขนาดนั้นอาจจะช่วยให้ผมหาเงินประทังชีวิตตัวเองได้บ้าง

            “จริงๆ มาโบโร่แบล็กก็โอเคนะ”

            “เดี๋ยวตามไปซื้อ”

            “ไม่ต้องสูบหรอกแม่งไม่ดีต่อสุขภาพ แถมปากคล้ำอีกต่างหาก”

            “คุณยังไม่เห็นกลัวเลย”

            “ผมกินนมสตรอเบอร์รี่แก้แล้ว”

            ทฤษฎีอะไรของเมิ๊งงงงงงงงงง คิดว่าสีชมพูจากนมช่วยแต้มให้ปากมึงละมุนเหมือนเด็กผู้หญิงเหรอสัด

            “ความคิดโคตรเด็ก”

            “ผมไม่ได้สูบเยอะ”

            “อย่างนี้จะมาห้ามไม่ให้คนอื่นสูบได้ไง ตัวเองก็เป็น”

            “งั้นเลิกให้ก็ได้”

            “หืม...”

            “จะเลิกบุหรี่”

            “ง่ายขนาดนั้น”

            “ไม่ง่าย แต่คิดว่าทำได้นะ”

            “คิดมานานหรือยังเนี่ย”

            “เพิ่งคิดตอนคุณพูดเลย” ควรดีใจมั้ยเนี่ย แต่เพื่อนก็ย่อมต้องหวังดีกับเพื่อนอยู่แล้ว ในเมื่ออีกฝ่ายไม่อยากให้ผมสูบ ตัวผมเองก็มีสิทธิ์ที่จะบอกให้เขาเลิกสูบมันเหมือนกัน แฟร์ๆ ดี

            “ถ้าไม่แนะนำบุหรี่ ก็แชร์สูตรนอนดึกให้หน่อยสิ”

            “เอากาวตราช้างหยอด รับรองหาย”

            “หายง่วงเหรอ”

            “หายไปจากโลกนี้อ่ะ”

            กูถึงกับตบขมับ ควรทำใจได้แล้วว่าคงไม่ได้รับคำตอบที่ดีจากคนคนนี้แน่ แสรดดด

            “ผมยังไม่อยากตายหรอก แต่ถ้าเป็นคุณก็ไม่แน่ กวนตีนเบอร์นี้”

            “ก็เป็นแค่กับคุณ”

            “ไม่มีเพื่อนคบสิท่า”

            “คำถามนี้ควรถามตัวเองนะชยิน” จึ่ก! ปากคอเราะร้ายกับกูจัง ถ้าลากคอไปต่อยในส้วมได้คงทำไปนานแล้ว ไม่มานั่งเข่นเขี้ยวคิดอาฆาตอยู่ในใจแบบนี้หรอก

            “ผมมีเพื่อน แค่เวลาไม่ตรงกันเฉยๆ”

            “เข้าใจ”

            “คุณเคยรู้สึกกดดันมั้ยที่เพื่อนมีแฟนและแต่งงานกันไปหมดแล้ว แต่คุณยังโสดอยู่” ในใจลึกๆ ผมมีคำถามนี้ติดอยู่ตลอด และคำตอบมันก็เป็นไปในทางลบเสมอ

            ใบหน้าหล่อเหลาเงยหน้าจากจอ เลื่อนมือไปหยิบแก้วนมร้อนขึ้นมาดื่มแล้วเอ่ยตอบ

            “กดดันแล้วให้ทำยังไง แต่งตัวหล่อๆ ออกจากบ้านพร้อมกับตั้งเป้าหมายว่าจะหาแฟน เวลาเจอใครสวยๆ ก็เดินเข้าไปจีบอย่างนี้เหรอ นี่คือความกดดันจากใคร เพื่อนหรือตัวเอง”

            “มันก็ทั้งสองอย่าง ถามจริง คุณไม่เหงาบ้างเหรอ”

            “เหงา แต่ถ้าให้ทำแบบนั้นมั่นใจแค่ไหนว่าจะเวิร์ค”

            “อย่างน้อยก็ดีที่ไม่ทำให้เราโดดเดี่ยวเหมือนอยู่คนเดียวป่ะวะ”

            “ไม่เจอก็คือยังไม่เจอ ใช้ชีวิตของคุณต่อไป มันดีกว่ารีบหาแล้วสุดท้ายก็มานั่งเสียใจอีก”

            “แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าคนคนนั้นคือคนที่ใช่”

            “บางคนอาจเจอแล้วชอบเลย หรือบางคนอาจจะเจอแล้วค่อยๆ รู้สึก”

            “คุณเคยเป็นแบบที่พูดมั้ย”

            “อืม นี่ก็เริ่มรู้สึกละ”

            “...”

            “รู้สึกว่านมร้อนเดี๋ยวนี้อร่อยกว่าแต่ก่อนเยอะเลย ลองไปสั่งบ้างสิคุณ”

            ตีหนึ่งสิบห้านาที นี่อาจเป็นเวลาที่คนเหงาสองคนมานั่งปรับทุกข์ด้วยกันล่ะมั้ง

            ว่าแต่...นมร้อนเกี่ยวเหี้ยไรกับเรื่องนี้วะ งงในงง

 

            หลังนั่งปรับทุกข์ด้วยกันยันพระอาทิตย์ขึ้น ผมกับไอ้ศตวรรษก็ไม่ได้นัดมานั่งคุยกันอีกเลย แต่เชื่อหรือเปล่าว่าระหว่างนั้นเราเจอกันแทบทุกวัน ใช่! แม่งเล่นมาเคาะประตูถึงหน้าห้องเลยเว้ย

            หัวข้อหลักๆ ที่คุยกันก็สั้นๆ ง่ายๆ ใช้เวลาเพียงห้านาทีตรงหน้าประตูก่อนแยกย้าย

            ผมจะได้รับหนังสือทุกครั้ง เป็นหนังสือของมูราคามิที่เจ้าตัวให้คำตอบเดิมๆ ว่าได้ฟรีมาจากงานอีเวนต์ของนักเขียน ซึ่งผมก็ใช้เวลาที่ว่างจากการคิดเพลงไม่ออกมานั่งอ่านหนังสือทีละเล่มอย่างเพลินๆ

            กระทั่งสายเรียกเข้าของไอ้ท็อปดังขึ้นในบ่ายวันหนึ่ง

            “ว่าไง” ผมกรอกเสียงลงไป ก่อนปลายสายจะตอบกลับอย่างเร็วรี่

            [นิตยสารที่มึงให้สัมภาษณ์วางแผงแล้วนะ ยังไงเดี๋ยวกูส่งไปให้ที่ห้อง]

            “อ้าวเหรอ ขอบใจมากเพื่อน”

            [แล้วช่วงนี้เป็นไงบ้าง วุ่นๆ กับการแต่งเพลงอยู่ป้ะ]

            “ก็เรื่อยๆ บางทีก็มีนัดเจอกับไอ้คุณคัลลิสโตของมึงบ้าง”

            [เหยดดดดดด มีนัดเจอกับคนสันโดษแบบนั้น ไปไกลแล้วชยิน]

            “ไกลเหี้ยอะไร อีกอย่างมันไม่ใช่คนสันโดษเว้ย แม่งออกงานแทบทุกวัน นี่มันก็เอาหนังสือที่ได้ฟรีจากงานมาให้กูประจำเลย มึงไม่เจอมันตามงานบ้างเหรอวะ”

            [โง่จริงจัง]

            “อะไร”

            [คนบ้าที่ไหนมันจะไปอีเวนต์ได้ทุกวี่ทุกวันวะ]

            “ก็มันไง”

            [กูเพิ่งเห็นรายชื่อที่คัลลิสโตแคนเซิลไป คิวแม่งยาวถึงปีหน้าเลยนะ ถามจริงคนบ้าที่ไหนมันจะไปงานที่ตัวเองยกเลิกวะ]

            “มะ...ไม่มีสักงานเลยเหรอ”

            [เออ]

            “...”

          [มึงโดนหลอกให้ติดกับแล้วเด็กชายชยิน...]

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3.25K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,704 ความคิดเห็น

  1. #3697 softless (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 มกราคม 2564 / 00:40
    ลูกเราโดนเขาจีบ เเต่ไม่รู้ตัวเเหละเเหะๆ5555555555
    #3,697
    0
  2. #3685 Suchawaandee (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2563 / 14:50
    ชยินนเอ๋ยยย โดนเขาหยอดไปตั้งเยอะ ไม่รู้สึกเลยเหรอออ
    #3,685
    0
  3. #3650 rattanalak44 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 กันยายน 2563 / 19:06
    เด็กน้อยเอ้ย เขาจีบยังไม่รู้ตัว😅😅
    #3,650
    0
  4. #3624 May Ling Pcm (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 15:04
    ดช.ชยินนนนน
    #3,624
    0
  5. #3599 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 / 04:47

    นึกถึงเพลงที่สาวคนนึงส่งมาให้ผมก็เลยอยากเขียนให้ไรท์ "จุดตัวเองก็ยอมทันใด ให้ลุกเป็นไฟขึ้นมา เพียงปรารถนา ดอกทานตะวันหันมอง สักครั้ง" และสุดท้ายไม้ขีดไฟก็มอดไปก่อนที่ผมจะทันหันกลับไปมองเธออย่างเต็มตา T_T!

    Take care คับ

    #3,599
    0
  6. #3547 PandaPuffycheeks (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2563 / 21:48
    าดีดาาเสแแส โรแมนติดกกกกดกก
    #3,547
    0
  7. #3546 PandaPuffycheeks (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2563 / 21:47
    ขำความมันจะดีนะของน้อง5555555555555 เกรงใจม้าก
    #3,546
    0
  8. #3535 Nam_127 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 / 22:12
    งื้อออ
    #3,535
    0
  9. #3522 iko_nuch (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 11:27
    น่ารักกกก
    #3,522
    0
  10. #3479 pmt2728 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 เมษายน 2563 / 00:44
    โดนแล้วชยิน
    #3,479
    0
  11. #3468 namkhang43 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 15:00
    ชยินคนกากก
    #3,468
    0
  12. #3461 yangrun (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 เมษายน 2563 / 17:24
    น่าร้ากกก
    #3,461
    0
  13. #3436 Masxy (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 22:59
    ชยินมันโง่จริงๆนะ

    คนคุยในmsn ก็ยุดนั่นแหล่ะ หนังสือนั่นก็ของยุด โดนเขาแทรกซึมเข้ามาในชีวิตโดยไม่รู้ตัว โดนเขาจีบก็ไม่รู้ตัว

    นายเอกเราทำไมกากอย่างเน้ แต่นางน่ารัดีนะ ตลกดี
    #3,436
    0
  14. #3423 Deuxnxay (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 17:29
    ทำไมคุณเขาน่ารักจังวะ ...... ชยินปล่อยไปไม่ได้นะ 555
    #3,423
    0
  15. #3407 Stampzzz (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 มีนาคม 2563 / 18:58
    หมีใหญ่ คุณ หลอก ดาว!! ชยินรู้ตัวได้แล้วว่าเขามาจีบ
    #3,407
    0
  16. #3403 taost (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 มีนาคม 2563 / 01:08
    คุณชยิน คุณโดนหลอกเเล้วว
    #3,403
    0
  17. #3317 kaim123456 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 / 13:16
    เขามาจีบจ่ะชยิน!!!
    #3,317
    0
  18. #3290 aemly (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 13:18

    จีบแบบเนียนๆ

    #3,290
    0
  19. #3271 saisaisaisai14 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 / 01:03
    โดนจีบอยู่ไม่รู้หรอลูกกก
    #3,271
    0
  20. #3261 ssorunn (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 มกราคม 2563 / 10:37
    อยากกินกุ้ง (ಥ﹏ಥ)
    #3,261
    0
  21. #3248 MCVL (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 มกราคม 2563 / 00:55
    น่ารักกกกกก
    #3,248
    0
  22. #3241 cchenjj (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 มกราคม 2563 / 14:24
    เด็กชายชยินนนนนนน น่ารักกกก
    #3,241
    0
  23. #3239 เจ้าหมีขาว (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 มกราคม 2563 / 02:40
    อ่านตอนนี้แล้วจะบอกว่าเราคนหนึ่งนะคะที่แกะกุ้งด้วยช้อนส้อม 55555
    #3,239
    0
  24. #3218 ThkTheks (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2562 / 00:35
    โอ้ยยยยยยย โดนหลอกจริงด้วย 55555555555
    #3,218
    0
  25. #3211 Teafrap (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2562 / 08:46
    โดนหลอกให้ติดกับแล้วคุณชายชยินนนนนนนน ><
    #3,211
    0