MSN (#mเอสn) - end

ตอนที่ 3 : 02 :: คนเหงาเราเข้าใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 39,502
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3,381 ครั้ง
    29 ธ.ค. 60



ตอนที่ 2

คนเหงาเราเข้าใจ

 

            เบิร์ด เบิร์ดไม่เข้าใจเพื่อนว่ะ

            บางทีช่วงเวลาของคนโสดมันอาจมาพร้อมกับความฟุ้งซ่านในหัว หลังจากไอ้หมายเลขตายยาวเหยียดนั่นออฟไลน์ไป ผมก็ได้แต่เดินไปเดินมาและใช้เวลาครุ่นคิดแต่เรื่องของมันเพียงอย่างเดียว ทั้งที่แม่งไม่ใช่เรื่องสำคัญเล้ยกับไอ้คำตอบที่ว่ามึงเป็นใครเนี่ย

            เสียพลังงาน เสียเวลาชีวิตฉิบหาย คิดได้เท่านั้นก็เดินเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้าแปรงฟันอีกรอบ กลับมาตบครีมกันหน้ากร้านที่ซื้อเอาไว้ตอนไปเที่ยวต่างประเทศตามสเต็ป จากนั้นก็ปิดไฟ กระโดดขึ้นเตียง ตลบผ้าห่มคลุมหัว

            ตีสามแล้วนี่หว่า เวลาเดินเร็วมาก

            แต่เวลาแบบนี้แม่งโคตรเงียบ...เงียบจนได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาเดินเป็นจังหวะ ติ๊ก...ต่อก...ติ๊ก...ต่อก

            0832/676 มึงเป็นใครกันแน่วะ

            “เชี่ยยยยยยย” เอาอีกละ คิดถึงมันอีกแล้ว

            ผมเอื้อมมือไปบนหัวเตียง หยิบเอาโทรศัพท์จอแตกเครื่องเดิมขึ้นมาเลื่อนเล่นๆ จนกว่าจะง่วง ปกติเวลานี้จะนอนกูก็นอนได้นะ บางคืนหัวไม่ทันถึงหมอนชิงหลับไปเลยก็มี

            เวลาตีสามมันเป็นช่วงเวลาของอะไรบ้างวะ ช่วงเวลาของผีที่ออกมาปรากฏตัวให้เห็น เป็นเวลาที่เหมาะสำหรับการมีเซ็กซ์ ตีสามบางคนอาจตีป้อมอยู่ หรือบางคนก็เพิ่งออกจากผับในสภาพเมาแอ๋ แล้วกูล่ะ

            เหงา...ความเหงาฟีเวอร์

            เหงาจนหิวลาบหมู

            ในตู้เย็นมีอะไรให้แดกบ้างวะ โอยยยยยยยย ทำไมกูไม่นอนเอาแต่ฟุ้งซ่านบ้าบออะไรวะเนี่ย ไม่ได้! ต้องข่มตาหลับ จัดการโยนมือถือไว้ข้างตัวแล้วตะบี้ตะบันหลับตาปี๋ราวกับเด็กกลัวความมืด

            สิบนาทีผ่านไป ความเงียบปกคลุมไปทั่วพื้นที่ มีเพียงเข็มนาฬิกาที่ทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์แบบ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมมีอาการแบบนี้ แต่มันยาวนานนับปีตั้งแต่เรียนจบและเริ่มใช้ชีวิตลำพังในคอนโดติดผ่อน ดังนั้นผมกับความเหงาเลยเป็นคู่หูดูโอ้ที่เข้ากันดียิ่งกว่าเจ้ากรรมนายเวร

            เคยมีคนบอกว่า...สักวันเราจะเจอคนที่ชอบที่เราเป็นเรา ยอมรับที่เราเป็นตัวของตัวเอง สักวันคนที่มีอะไรเหมือนกันจะโคจรมาพบกัน ผมเชื่ออย่างนั้นมาตลอดแม้ไม่รู้ว่าคนที่ เคยบอกนั้นจะเป็นใครก็ตาม

            แต่นี่ยี่สิบห้าแล้วไง อนาคตเมียกูอยู่ไหน ตอบ!

            ยิ่งคิดก็ยิ่งฟุ้งซ่าน พอไม่นึกถึงไอ้แอคเคาต์นิรนามนั่นได้พักหนึ่ง สมองผมก็วกกลับมาที่เรื่องของความรัก อนาคต และชีวิตเปื่อยๆ ที่โคตรไม่มีสีสันของตัวเองอีกจนได้ ไม่หลับสักทีนะสัด นับแกะต่อดีกว่าเผื่อจะช่วยได้

            “แกะตัวที่หนึ่ง...แกะตัวที่สอง...” ผมเริ่มพึมพำกับตัวเองท่ามกลางความมืด สายตาก็ค่อยๆ ปรือลงตามจิตใจที่กำลังควบคุมอยู่

            “แกะตัวที่เจ็ด...แกะตัวที่แปด...แกะตัวที่สาม สอง ทับ หก เจ็ด หก”

            อร๊ากกกกกกกก!

            “ออกไปจากหัวกู ออกไปจากหัวกูเดี๋ยวนี้!!

            ถึงกับตีอกชกหัวตัวเองด้วยความโมโห คราวนี้เรื่องใหญ่ละ ตัดสินใจเปิดไฟ หยิบกีตาร์ลูกรักขึ้นมาบรรเลงเพลงอย่างเต็มที่ คืนนี้ถ้าห้องข้างๆ มันไม่มาเคาะและขู่จะกระทืบเหมือนที่ผ่านมากูก็จะไม่หยุดเล่น

            “งามแสงเดือนมาเยือนส่องหล้า งามใบหน้าเมื่ออยู่วงรำ~

            และไม่นานผมก็ได้ยินเสียงห้องข้างๆ โวยวายด้วยประโยคเดิมๆ จนชินหูเหมือนอย่างเคย

            “ตะเอง ผีนางรำมันอาละวาดอีกแล้วอ่า ฮือออออ”

            หึ! ในเมื่อกูนอนไม่หลับ สองผัวเมียนั่นก็อย่างหวังจะได้ข่มตาหลับเลย กูชื่อชยิน เลือดเย็นกว่าที่มึงคิดเอาไว้จนไม่อยากจินตนาการเลยล่ะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            ภารกิจคนเหงาในวันนี้ ตื่นแต่เช้า อาบน้ำ ล้างหน้าแปรงฟันตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น จากนั้นก็เดินมาหยิบแม็คบุ๊กเครื่องโปรดที่ถูกวางทิ้งไว้ตรงปลายเตียงขึ้นมากดเล่น ไอ้เครื่องนี้ไม่มีโปรแกรมจำลอง MSN ใดๆ ทั้งนั้น เพราะผมต้องการใช้มันสำหรับทำงาน และตอนนี้มันก็มีหน้าที่ใช้สำหรับเช็กเมลเหมือนทุกๆ วันเท่านั้น

            เมื่อเห็นว่ายังไม่มีงานเข้ามา ก็ถึงเวลาปิดหน้าจอลง กระโดดขึ้นเตียงโหยงแล้วหลับตาเหมือนอย่างเคย

            กูตื่นขึ้นมาทำไมแต่เช้าวะถามจริง เมื่อคืนกว่าจะหลับได้ก็ล่อเพลงรำวงมาตรฐานไปเกือบสิบเพลง ไอ้ห้องข้างๆ นี่ถึงกับร้องไห้ระงมสวดมนต์กันยกใหญ่

            Rrrr..!

            มันน่าหงุดหงิดใจชะมัด เพราะแค่ล้มหัวลงหมอนได้ไม่นานมือถือเครื่องเก่าก็เป็นอันแผดเสียงร้องขึ้นมาอีกรอบ อยากจะด่าเฉ่งก็ทำไม่ได้เนื่องจากชื่อที่ปรากฏอยู่ตอนนี้คือคนที่จะช่วยให้ผมคลายข้อสงสัยที่เกิดขึ้นภายในใจได้

            “ว่าๆๆ”

            [ตื่นยัง วันนี้ออกไปหาอะไรกินกันเถอะ] ไอ้เบิร์ดเข้าประเด็นอย่างเร็วรี่

            “มึงเลี้ยงนะ ช่วงดีกูไม่มีตังค์”

            [เออน่ะ ตกลงมาใช่มั้ย ร้านไหนดี]

            “กูอยากกินพิซซ่า”

            [แดกอะไรแต่หัววันวะ]

            “กว่ากูกับมึงจะออกไปเจอกันก็เที่ยงแล้วไอ้ฟาย สรุปมึงอยากกินมั้ย ไม่กินจะได้ไปร้านอื่น”

            [กูขัดมึงได้ด้วยเหรอ ตอนเที่ยงเจอกัน มาให้ตรงเวลาด้วยห้ามเลท แค่นี้นะ]

            แล้วไอ้เบิร์ดก็หายไปจากสารบบ ทิ้งให้ผมต้องฝืนตัวเองลุกออกจากเตียงอีกครั้งเพื่อจัดการธุระส่วนตัว แต่ก็ไม่วายเดินไปเปิดคอมพิวเตอร์ราวกับคนละเมอเพื่อทิ้งคำถามให้คนที่ออฟไลน์ไว้ แน่นอนว่าไม่รู้อีกฝ่ายจะตอบเมื่อไหร่ แต่วันนี้ผมต้องได้คำตอบจากเพื่อนสนิทเจ้าของแผ่นโปรแกรมอย่างแน่นอน

            ผมนัดเจอกับไอ้เบิร์ดที่ร้านพิซซ่าแถวห้างที่ใกล้บ้านมันที่สุด เนื่องจากมื้อนี้เพื่อนเลี้ยง คนดีอย่างผมก็ต้องลงทุนนั่งรถมาไกลหน่อยเพื่อจะได้แฟร์กับมัน ส่วนเรื่องหารครึ่งอะไรนั้นช่วงนี้พี่ขอ...กูกรอบจริงๆ 

            “มาตรงเวลาด้วยแฮะ อยากแดกไรสั่งเลย” คำทักทายแรกของเพื่อนส่งมาให้เมื่อผมโผล่มาที่ร้านตามเวลานัดหมายพอดิบพอดี

            มือป้อมขาวเลื่อนเมนูอาหารมาให้ ก่อนผมจะแทรกตัวนั่งลงไปบนเก้าอี้และกวาดสายตามองสมุดเมนูนั้นเพียงปราดเดียว

            “มึงสั่งดิ เจ้ามือก็ต้องเป็นคนเลือกอยู่แล้ว” กูดูเป็นคนดีเว่อร์ ไม่นานพนักงานก็เข้ามารับออเดอร์อย่างคล่องแคล่ว

            “ฮาวายเอี้ยนแล้วกัน ง่ายๆ” เมพเบิร์ดเสนอ ผมจึงพยักหน้าเห็นด้วย

            “โอเค” หน้านี้กูแดก

            “เป็นแป้งหนานุ่มหรือบางกรอบคะ” พนักงานถามต่อ

            “บางกรอบ”

            “หนานุ่ม” ผมรีบท้วงอย่างรวดเร็ว สุดท้ายไอ้เบิร์ดก็ยอมจำนนต่อความพ่ายแพ้ในครั้งนี้เพียงแค่เห็นสีหน้าสู้ตายของผม มึงมันโง่ แป้งแบบหนาๆ คุ้มกว่ากูลองมาหมดละ

            “ไซส์ไหนดีคะ”

            “ใหญ่”

            “กลางพอ”

            “มึงจะอิ่มเหรอชยิน”

            “กูจะสั่งอาหารรองท้องมาแดกไม่ต้องกลัว มึงหมดตัวแน่”

            “กูรู้ละทำไมมึงไม่มีเมีย”

            “ทำไม”

            “ก็มึงเล่นเหี้ยอย่างนี้ไง”

            “ไม่เจ็บ พอดีด้าน”

            “ระวังสักวันมาเจอคนเหนือกว่ากำราบกูจะสมน้ำหน้าให้”

            “กูมีความเป็นผู้นำ ใครจะมากำราบกูไม่ทราบ”

            ไอ้เบิร์ดไม่ได้โต้เถียงกับผมต่อเพราะรู้อยู่แล้วว่าคงไม่มีทางเอาชนะได้ ผมปิดเมนูลงหลังจากสั่งอาหารเสร็จ ระหว่างรอเราถึงได้มีเวลาคุยกันด้วยประเด็นที่ค้างคามาตลอดหนึ่งคืนเต็มๆ นั่นก็คือเจ้าของเอ็มเอสเอ็นนิรนามคนนั้น

            “เรื่องที่กูวานมึงไปถามคนปล่อยแผ่นต่อ สรุปได้เรื่องอะไรมาบ้างวะ” คนนั่งตรงข้ามถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนจะทิ้งหลังอิงกับพนักเก้าอี้อย่างจนปัญญา

            “กูโทรถามหมดแล้ว แต่ไม่มีใครยอมบอกเลยว่าปล่อยโปรแกรมไปให้ใคร สงสัยคงกลัวกูเฉ่งอีกมั้ง”

            “แม่งเอ๊ย เอาไงล่ะทีนี้” คนที่ได้โปรแกรมไปก็มีแค่ห้าสิบคน ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายที่จะตามหาแต่สุดท้ายก็เหมือนงมเข็มในมหาสมุทรเพราะไม่มีใครยอมเปิดปากพูดความจริงออกมาสักคน

            “ถามมันไปใหม่สิ”

            “ทิ้งคำถามไว้แล้ว แต่มันยังไม่ออน”

            “สรุปแม่งชื่อเอ็มว่าไงนะ”

            “ศูนย์แปดสามสองทับหกเจ็ดหก”

            “จำอีเมลมันได้มั้ย”

            “มิสเตอร์กาแล็กซี่หกเจ็ดหกแอดฮอทเมลดอทคอม” เพื่อนรักพยักหน้าหงึกหงักขณะมือทั้งสองก็เลื่อนมือถือไปพลางๆ ด้วย ไม่นานมันก็เงยหน้าจากจอกลับมาที่ผมอีกครั้ง

            “ไม่มีข้อมูลอีเมลในกูเกิ้ลเลยว่ะ”

            “กูหาแล้ว จนปัญญาละเนี่ย ส่วนชื่อเอ็มมันก็ประหลาดฉิบหาย ใช่เบอร์โทรศัพท์ป่ะวะจะได้โทรไปด่า”

            “มันเป็นชื่อกลุ่มดาวไอ้ฟาย มึงไปถามนาซ่าไป” ไอ้เพื่อนเวรเลื่อนมือถือของมันมาไว้ตรงหน้าผม ซึ่งกำลังปรากฎหมายเลขแปลกประหลาดทั้งเจ็ดตัว

            เออว่ะ รหัส MSN ของไอ้เชี่ยนั่นมาจาก PC0832/676 ซึ่งเป็นชื่อกลุ่มดาวหมีใหญ่ แต่นี่ก็ไม่ใช่หลักฐานที่จะระบุตัวตนของคนคนนั้นป่ะวะ

            หรือมันจะชื่อหมี หน้าเหมือนหมี หุ่นหมี หรือขายขนมหมี ได้แต่เดาไปต่างๆ นานาสุดท้ายก็จับจุดอะไรไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว

            “ไอ้คนนั้นมันได้บอกมั้ยว่าทำอะไร หมายถึงอาชีพการงาน ที่อยู่ หน้าตา อะไรแบบนี้”

            “ไม่บอกสักอย่าง รู้แค่จบศิลปกรรมมอบี”

            “เชี่ยยยยย”

            “รู้แล้วเหรอวะ” ผมถามอย่างกระตือรือร้น

            “ฮึ! จะบอกว่ากว้างฉิบหาย ชาตินี้มึงคงได้รู้หรอก”

            “เวร”

            “จริงๆ ถ้าไม่ซีเรียสมึงก็ไม่จำเป็นต้องรู้ป่ะวะว่ามันเป็นใคร คนที่หันหน้าเข้าจอแม่งก็แค่คนคุยคลายเหงา จะใส่ใจอะไรให้มาก” มันก็จริงอย่างที่ไอ้เบิร์ดพูดนั่นแหละครับ แต่มันผิดที่ผมเองเป็นคนไม่ยอมปล่อยให้เรื่องอะไรค้างคาใจนานๆ จิตใจมันถึงไม่ยอมสงบสักที

            กลัวไม่ได้ตายแก่ฉิบหายเลยว่ะ ไม่รู้ว่าวันไหนเส้นเลือดในสมองจะแตกไปซะก่อน

            สิบห้านาทีให้หลังพิซซ่าก็ถูกเสิร์ฟไว้กลางโต๊ะ ของว่างที่สั่งไว้ก็ทยอยมาเสิร์ฟจนครบเช่นกัน ผมกับไอ้เบิร์ดถึงได้ฤกษ์งามยามดีลงมือแดกแหลกจนลืมประเด็นที่คุยไป สุดท้ายเราก็มีหัวข้อใหม่ที่ผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

            “เออว่าจะถาม มึงจำไอ้ท็อปห้องเจ็ดได้ป้ะ” สิ้นคำถามนั้น ผมกรอกตาไปมาอยู่หลายทีเพื่อนึกย้อนกลับไปในอดีตที่แสนเลือนรางเต็มทน

            “ไอ้ท็อปที่เรียนวารสารใช่มั้ย” ปากว่า แต่มือก็กัดก้อนพิซซ่าใส่ปากไปด้วย

            “ใช่ๆ เมื่อคืนมันติดต่อมาหากูเพื่อขอเบอร์ เห็นว่าไม่ได้เป็นเพื่อนในคอนแท็กกันกับมึง”

            “แล้วมันมีอะไร”

            “แม่งบอกอยากนัดขอสัมภาษณ์มึงลงคอลัมน์นิตยสาร น่าจะหัวข้อคนทำงานสายสร้างสรรค์อะไรประมาณนี้มั้ง ยังไงก็รอมันติดต่อกลับมาแล้วกัน”

            “อ้อ...แต่ชื่อนิตยสารอะไรวะ” เผื่อจะไปหาข้อมูล

            “ชื่อ A month มั้ง”

            “ทำไมกูเคยได้ยินแต่ A day วะ”

            “น่าจะเป็นนิตยสารน้องใหม่ เห็นมันบอกว่ารวมแต่คนมีไฟทั้งนั้น”

            “คนก่อตั้งเขาทำงานดับเพลิงเหรอ”

            “เปล่า เห็นบอกส่งแก๊ส”

            “มึงก็ยังรับมุกกูนะสัด”

            ผมได้ยินเสียงหัวเราะจากคนตรงหน้าไม่ขาดสาย นานเท่าไหร่แล้ววะที่ผมไม่ได้ออกมากินข้าวกับเพื่อน พูดคุย ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ หรือแม้แต่ยิงมุกกากๆ ใส่กันเหมือนเมื่อก่อน

            นึกแล้วก็คิดถึงอดีตที่หอมหวานเหมือนกัน ตอนเป็นเด็กแม่งไม่ต้องเจ็บปวด คาดหวัง และโดดเดี่ยวขนาดนี้ไง พอโตถึงได้เรียนรู้ ขอกูวาร์ปกลับไปสมัยเป็นทารกได้มั้ย จะได้ไม่รู้สึกเหงาเหมือนวันนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            หลังกลับมาจากการเที่ยวข้างนอกและแวะไปนั่งจิบเบียร์กับเมพเบิร์ดอยู่นาน ผมก็กลับมาถึงห้อง อาบน้ำแปรงฟันตามกิจวัตรจนกระทั่งแหงนมองนาฬิกาอีกทีเวลาก็เดินมาถึงห้าทุ่มแล้ว

            ผมเดินไปเปิดคอมพิวเตอร์ ล็อกอินเข้าใช้งาน MSN เป็นอันดับแรกด้วยความคาดหวังว่าใครบางคนจะออนไลน์อยู่ ซึ่งแน่นอน ความคาดหวังนั้นเป็นจริง...

            ไอ้หมีใหญ่ออนไลน์อยู่

            แถมข้อความที่ถามค้างไว้ก็ไม่ได้รับการตอบตรงๆ ด้วย

 

            Chayin says…             กูขอถามอีกรอบ ตอนนี้จริงจังมาก สรุปมึงชื่ออะไร

          0 8 3 2 / 6 7 6 say…  ไม่บอกค่ะ

 

            นั่นแหละครับท่านผู้ชม ไอ้เหี้ยนี่มันกวนตีน เห็นมั้ยยยยยยยยยยยย

            ในเมื่อมันไม่ยอมตอบผมก็ไม่อยากถามคำถามเดิมๆ กลับไปอีกแล้ว ถ้าอีกฝ่ายอยากให้ผมรู้สักวันหนึ่งก็คงได้รู้อยู่ดี แต่ถ้าโปรแกรมหมดอายุก่อนก็ถือว่าเป็นกรรมคาใจกันไปแล้วกัน

            ในเมื่อไม่ยอมบอกชื่อ ผมก็จำเป็นต้องตั้งชื่อให้ใหม่โดยไม่ต้องขอความเห็น

 

            Chayin says…          หมีใหญ่

            0 8 3 2 / 6 7 6 say…  เรียกใคร

            Chayin says…          มึง

            0 8 3 2 / 6 7 6 say…  ...

            Chayin says…             ก็ชื่อเอ็มมึงเป็นรหัสดาวอ่ะ ใช่ดาวหมีใหญ่ป้ะ

            0 8 3 2 / 6 7 6 say…  หมีไม่ได้ใหญ่ หรรมใหญ่

            Chayin says…          ...

 

          มึงไม่กวนตีนกูสักวินาทีได้มั้ยสัด! โมโห!

            ผมกำลังคิดข้อความตอบโต้อย่างเอาเป็นเอาตาย แต่สุดท้ายก็จำต้องชะงักเมื่อโทรศัพท์แผดเสียงดังขึ้น ปลายสายเป็นเบอร์นิรนามที่ไม่ได้บันทึกเอาไว้ ถ้าให้เดาก็คงเป็นงานใหม่ที่ทำให้ผมไม่ต้องอดอยากอีกต่อไปแน่ๆ

            “ให้ผมแต่งเพลงแนวไหนว่ามาเลยครับ” ผมพูดรัวทันทีที่กดรับสาย

            [ชยิน ชยินนี่กูเอง] รอยยิ้มกว้าง หัวใจที่เต้นรัว ห่อเหี่ยวหมดแล้วเมื่อได้ยินอีกฝ่ายตอบกลับมา

            “กูไหนวะ”

            [ท็อปห้องเจ็ด ไม่รู้ไอ้เบิร์ดได้บอกมั้ยว่ากูอยากสัมภาษณ์มึงลงคอลัมน์รายเดือน]

            “บอกแล้ว”

            [มึงว่างตอนไหนวะ คือจะบอกว่ากูไม่ได้สัมภาษณ์มึงฟรีๆ นะ มีเงินที่ทางบริษัทจ่ายให้ด้วย]

            “เหรอ กูว่างยาวเลยช่วงนี้ นัดได้ตลอด” พอได้ยินเรื่องเงินก็ถึงกับตาลุกวาวเป็นไข่ห่าน ช่วงนี้แดกแกรบมานานเนื่องจากเงินไม่เคยเข้ากระเป๋ามีแต่จ่ายออก คราวนี้เลยพอมีความหวังบ้าง

            [งั้นพรุ่งนี้ว่างมั้ยวะ กูนัดนักเขียนอีกคนไว้จะได้สัมภาษณ์พร้อมๆ กันเลย]

            “ว่าง ที่ไหนดี”

            จากนั้นเราก็นัดแนะเวลาและสถานที่เสร็จสรรพ กลับมาอีกทีคนที่ออนเอ็มเอสเอ็นทิ้งไว้ก่อนหน้าก็ออฟไลน์ไปแล้ว แน่นอนว่าผมไม่ได้แคร์อีกฝ่ายมากเท่าไหร่เพราะมันไม่ได้มีผลกับปากท้อง สำหรับไอ้หมีใหญ่จะคุยเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เรื่องปากท้องจะชักช้าไม่ได้เด็ดขาด

            คิดแล้วก็รู้สึกลิงโลด รีบออฟไลน์ออกจากระบบ ปิดคอมแล้วพุ่งไปที่เตียงอย่างเร็วรี่

            พรุ่งนี้มีนัดเช้า ขอกระแดะนอนเร็วสักวันเถอะ คร็อกกกกกกกก~

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            ผมนัดกับไอ้ท็อปซึ่งเป็นเพื่อนสมัยมัธยมที่ร้านกาแฟในสวนแห่งหนึ่ง ที่นี่ร่มรื่น เรือนกาแฟสร้างจากไม้ทั้งหลังห้อมล้อมด้วยต้นไม้สีเขียวสบายตา ผมนั่งอยู่โซนเอาท์ดอร์ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวาง ถัดออกไปไม่ไกลนักถูกสร้างเป็นสนามเด็กเล่นขนาดเล็ก ลูกค้าก็ไม่ได้เยอะ ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับการนั่งคุยงานค่อนข้างมาก

            ไอ้ท็อปโทรบอกก่อนแล้วว่ากำลังมาถึงในไม่ช้า ระหว่างนั้นผมจึงสั่งกาแฟชิลๆ รอไป

            “ตัวเองอยากกินอะไร”

            “แล้วแต่ตัวเองเลยเค้ากินได้หมด”

            “จริงเหรอ เค้าก็แล้วแต่ตัวเองเหมือนกัน”

            “งื้ออออ งั้นขอฮันนี่โทสต์แล้วกันนะ”

            โอยยยยยยยยยย ต่อให้หนีไปไกลจนสุดขอบโลก ผมก็หนีไม่พ้นคู่รักมารผจญพวกนี้อีกจนได้ ทำไมรอบตัวถึงได้มีคนมีคู่เยอะขนาดนี้วะ แม่งไม่รู้หรือไงว่ามันแทงใจดำคนโสดอย่างผมมากแค่ไหน

            เทศกาลเหงากลับมาอีกครั้ง...

            การอยู่คนเดียวมันก็ดีจริงๆ อ่ะแหละ แต่ในบางครั้งผมก็แค่พูดมันออกมาเพื่อปลอบใจตัวเองเท่านั้น ลึกๆ ข้างในใครจะไปรู้ ใจกูอยากมีคู่กับเขาฉิบหาย

            “เฮ้ยโทษทีเพื่อน รถติดว่ะเลยมาช้า” ปล่อยผมซึมกับตัวเองอยู่พักใหญ่ไอ้ท็อปก็โผล่มาทักทายพร้อมกับเหงื่อเม็ดโตเต็มหน้าผาก

            เพื่อนต่างห้องคนนี้เป็นคนสูงโปร่ง ผิวขาว ผมยาวประบ่า ไว้เคราหรอมแหรมคล้ายกับเส้นขนที่ขึ้นไม่สมบูรณ์ดี ดูแล้วมันก็คือคนติสต์ๆ คนหนึ่งที่มาไกลมากเมื่อเทียบกับภาพลักษณ์ในมัธยมฯ

            “ไม่เป็นไร กูไม่รีบ”

            “แล้วนี่กินอะไรมาหรือยัง”

            “กินแล้ว ตอนนี้ก็สั่งกาแฟมากินแล้วด้วย” ว่าแล้วก็หลุบตามองแก้วกาแฟที่อยู่ตรงหน้า

            “อ๋อสบายใจ กูเกรงใจที่มึงมารอนานน่ะ”

            “เกรงใจทำไมวะ เพื่อนกัน” แม้ความทรงจำเกี่ยวกับมันในอดีตของผมจะไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่ก็ตาม “มึงสั่งเครื่องดื่มให้หายเหนื่อยก่อนเถอะ ส่วนเรื่องสัมภาษณ์เดี๋ยวเราค่อยคุยกัน”

            “ได้ๆ” ว่าแล้วไอ้ท็อปก็จัดการสั่งเครื่องดื่มและขนมง่ายๆ ก่อนเราจะวกกลับมาคุยเรื่องงานอีกครั้ง

            “คือกูมีเรื่องจะขอร้องอยู่อย่าง”

            “ว่ามาเลยชยิน”

            “การสัมภาษณ์ครั้งนี้ลงแค่ที่เป็นตัวหนังสือได้มั้ย กูไม่อยากเปิดเผยตัวตนอ่ะ ไม่อยากให้มีรูปหน้ากูแปะหราอยู่บนนั้น”

            “พอรู้ เดี๋ยวตัดเอาพระเอกนางเอกเอ็มวีจากเพลงที่มึงแต่งสักตัวมาแปะแทนได้ ไม่ต้องห่วง”

            “โอเค สบายใจขึ้นมาเลย”

            “ทำไมไม่อยากเปิดเผยตัวตนวะ มึงออกจะหน้าตาดี”

            “ก็แค่อยากมีความเป็นส่วนตัวในชีวิตบ้าง”

            “แฟนหึงอ่ะดิ” เอาอีกละ จี้ใจดำกูตลอดเลยนะพวกมึงเนี่ย

            “กูยังไม่มีแฟน”

            “จริงดิ เหยดดดดดดด”

            “มึงไม่ต้องทำหน้าตกใจขนาดนั้น เรื่องโสดก็เป็นธรรมดาของชีวิตป่ะวะ เกิดมาทุกคนต้องเคยโสด”

            “ตั้งแต่อายุสิบสามเป็นต้นมา กูก็ไม่เคยโสดเลยนะ” จึ่ก! ถ้าจะพูดขนาดนี้เอามีดมาแทงกูเหอะ ไอ้อสรพิษ สุดท้ายก็ต้องพามันเปลี่ยนเรื่องคุยตามสเต็ป

            “สรุปจะสัมภาษณ์กูได้ยัง”

            “นี่กูยังไม่ได้บอกมึงเหรอว่าจะมีนักเขียนอีกคนมาสัมภาษณ์ด้วย”

            “จำได้ลางๆ ว่าเคยบอกแล้ว...มั้ง”

            “อืมนั่นแหละ คุณคัลลิสโต ส่งข้อความมาบอกกูว่ากำลังตามมา เหมือนเขามีงานก่อนหน้านั้นน่ะ”

            “คนเขียนเป็นชาวต่างชาติเหรอวะ”

            “เปล่า คนไทย แต่นั่นนามปากกาเขา”

            “เขียนแนวไหนวะ เผื่อจะตามไปอ่านบ้าง” ช่วงนี้สมองตันๆ แต่งเพลงก็ไม่ออก ดูหนังจนตาแฉะก็ยังโล่งอยู่ดี เห็นทีต้องหาอะไรอัดสมองเข้าไปบ้างแล้ว

            “นวนิยายแนวสืบสวนสอบสวน ฆาตกรรมอะไรทำนองนี้แหละ”

            “เป็นผู้หญิง?”

            “ผู้ชายไอ้สัด แต่รายนี้เหมือนมึงเลย ไม่ชอบเป็นจุดสนใจคนเลยไม่รู้ว่าหน้าตาเป็นยังไง นี่ครั้งแรกของกูเลยนะเว้ยที่จะได้เห็นหน้าเขาเนี่ย”

            “ขนาดนั้นเลย”

            “นั่นคุณคัลริสโตหรือเปล่าวะ เขาบอกกูว่าวันนี้เขาใส่เสื้อยืดสีดำกับแมสก์” ไอ้ท็อปชี้ไปยังคนมาใหม่ซึ่งกำลังเดินเข้ามาในสวน

            คนที่กำลังถูกจับตามองนั้นรูปร่างสูงโปร่ง ถ้าเทียบโดยสายตาน่าจะร้อยแปดสิบกว่าๆ ได้ สวมเสื้อยืดสีดำ หมวกแก๊ปสีขาว และกางเกงเสมอเข่าสีเดียวกัน ที่เด่นไปกว่านั้นคือเจ้าตัวสวมแมสก์ดำปิดบังไปครึ่งหน้าและกำลังย่างเท้าเข้ามาใกล้เรื่อยๆ

            ไอ้สัด แต่งตัวสไตล์อปป้าในคราบนักฆ่า...

            “คุณคัลลิสโต คุณคัลลิสโตใช่มั้ยครับ” ไอ้ท็อปตะโกนแหกปากเสียงดัง กระทั่งคนคนนั้นเดินตรงดิ่งมาหาอย่างเร็วรี่พร้อมกับรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านไปทั่ว

            ผมมองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า มือขาวที่ซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกงทำให้ภาพลักษณ์อีกฝ่ายดูคูลมากๆ ต่อไปกูจะทำท่าแบบมึงบ้าง โคตรเท่

            “ขอโทษที่มาช้านะ พอดีผมติดงานก่อนหน้านิดหน่อย” เสียงทุ้มที่เปล่งออกมาไม่ชัดนัก เป็นผลมาจากแมสก์ที่ปิดปากอีกฝ่ายเอาไว้อยู่

            “ไม่เป็นไรเลยครับ รอไม่นานเลย เอ่อ...นี่เพื่อนผมครับที่จะมาสัมภาษณ์คอลัมน์นี้อีกคน ชื่อชยินเป็นนักแต่งเพลงซึ่งกำลังดังมากในตอนนี้”

            “หวะ...หวัดดีครับ” ผมเองก็ไม่รู้จะทำยังไงเลยส่งยิ้มไปให้แบบแหยๆ

            “สวัสดีครับ ขออนุญาตถอดแมสก์นะพอดีร้อนมาก” ก็สมควร มึงคิดว่าตัวเองเป็นไอดอลจากเกาหลีหรือไง นี่เมืองไทย อุณหภูมิ 34 องศา สาระแนจะใส่แมสก์

            ก็ไม่ได้รู้จักเขานะครับกูเนี่ย แต่แอบด่าในใจคงไม่มีใครว่าอะไรหรอก

            ร่างสูงทิ้งตัวนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับผม ก่อนจะดึงเอาผ้าปิดปากออกจากหน้า ตอนนั้นเองที่ผมได้เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายชัดๆ เต็มตาแม้จะสวมหมวกแก๊ปเอาไว้ก็ตาม

            ไอ้เชี่ยยยยยยย หล่อวัวตายควายล้มเลยว่ะ

            นี่มึงเป็นนักเขียนหรือนักแสดงให้พูดใหม่ สายหล่อแบบผมนี่ไม่อยากจะสู้เลยได้แต่ยิ้มแห้งๆ ให้เจ้าตัวไป ความจริงผมเป็นคนปากดีมากครับเวลาที่อยู่กับเพื่อน แต่กับคนไม่รู้จักนี่ไม่รู้จะทำตัวยังไง

            “มองหน้าผมทำไมครับ” เหยดดดดดด มีหาเรื่อง!

            มันหาเรื่องโผมมมมมมมมมม

            “เปล่า ผมแค่ไม่รู้จะคุยอะไรเฉยๆ”

            “ชื่อชยินเหรอ” และเจ้าตัวก็เป็นฝ่ายชวนผมคุย แต่การเริ่มต้นของมึงเหมือนวอนส้นตีนกูมาก

            “ใช่ ส่วนคุณคือคัลลิสโตใช่มั้ย”

            “เห็นเป็นเจ.เค. โรลลิ่งเหรอครับ”

            “...!” กวนตีน มันเป็นคนกวนตีนได้โล่

            “ผมล้อเล่น เราน่าจะอายุใกล้ๆ กันนะ”

            “ปีนี้ผมยี่สิบห้า”

            “เหมือนกัน” อายุเท่ากันแต่บอกเลยว่าสันดานมึงไปไกลกว่ากูเยอะ

            แล้วนี่ไอ้ท็อปก็อ้ำๆ อึ้งๆ ไม่ยอมพูดอะไรสักทีผมถึงใช้จังหวะนี้เตะเท้าอีกฝ่ายให้เริ่มคุยงานกันได้แล้ว แต่เหมือนโชคจะไม่เข้าข้างคนอย่างชยินเอาซะเลย

            “เตะเท้าผมทำไมครับ”

            ฮืออออออ กูสะกิดผิดคน ตอนนี้ช่วยแต่งนิยายให้กูสักเรื่องเถอะ ขอเป็น...น้ำตาลูกผู้ชายเดอะซีรีส์แล้วกัน

            “เปล่าครับ เท้าเผลอไปโดน”

            “ขนาดเผลอนะครับเนี่ย ถ้าตั้งใจกระดูกขาคงหักไปแล้ว”

            “แหม คุณคัลลิสโตก็พูดเข้า ฮ่าๆ ว่าแต่ไอ้คุณท็อปครับ เมื่อไหร่จะเริ่มสัมภาษณ์กัน” ปล่อยไว้นานกว่านี้กูเกรงว่าจะทำใครบางคนขาหักเข้าจริงๆ

            “อ๋อๆ ขอเวลาเตรียมข้อมูลนิดนึง มันค่อนข้างเยอะ คุยกันไปก่อนน้า” แล้วเจ้าตัวก็สาละวนอยู่กับการดึงกระดาษแผ่นนั่นแผ่นนี้ออกมาจากแฟ้มไม่หยุด

            ผมเองที่ไม่รู้จะพูดอะไรเลยทำได้แค่ยิ้มและเบือนหน้าหนี มองดูเด็กน้อยคนหนึ่งนั่งไกวชิงช้าในสนามเด็กเล่นเล็กๆ อย่างเพลิดเพลิน

            “เป็นเด็กนี่มันดีเนอะ แค่ชิงช้าตัวเดียวมันก็สนุก” เสียงทุ้มแทรกเข้ามาในโสตประสาท ผมมองไปยังไอ้นักเขียนแสนกวนตีน ก่อนจะเห็นว่าอีกฝ่ายก็มองไปที่เด็กคนนั้นเหมือนกัน

            “นั่นสิ พอโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจะทำอะไรก็มัวแต่คิดเยอะ ไม่ได้ทำทุกอย่างแล้วสนุกเหมือนเด็กๆ อีก”

            “ช่วงนี้ช็อตเหรอครับ ถึงได้ดูเศร้าๆ” สัด เหมือนรู้ทันกู

            “ก็เปล่านี่ครับ ทำไมถึงคิดอย่างนั้น”

            “คุณทำหน้าเหมือนคนไม่มีอันจะกินเท่าไหร่”

            “ผมยังอยู่ดีกินดีครับ”

            “จริงป่ะจ๊ะ”

            “จริงจ้ะ”

            เดี๋ยวไอ้คัลลิสโต อีกนิดก็ขึ้นมาเหยียบหัวกูได้เลยนะ นี่ใช่วิสัยของคนที่เพิ่งรู้จักกันเมื่อสิบนาทีก่อนเหรอ กูไม่อยากจะเชื่อ

            “แล้วนี่คุณแต่งเพลงมาเท่าไหร่แล้ว”

            “นับไม่ถ้วนเลยครับ ผมเองก็ไม่ได้นับมานาน” ต้องพูดข่มเข้าไว้ ทำยังไงก็ได้ให้ชนะมัน “ว่าแต่คุณล่ะ เขียนนิยายมาแล้วกี่เรื่อง”

            เจ้าตัวกรอกตาไปมาเหมือนกำลังใช้ความคิด

            “ก็นับไม่ได้อีกนั่นแหละครับ เยอะเกิ๊น” โอ้โหมีสู้!

            “เพลงของผมนี่ล่าสุดก็ได้เกือบร้อยล้านวิว รู้สึกเกินคาดมากจริงๆ” เอาให้สุดชยิน ครั้งนี้มึงต้องชนะมันให้ได้

            “เรื่องล่าสุดของผมก็ได้แปลเป็นภาษาต่างประเทศเกือบสิบประเทศเลยนี่หว่า ส่วนจำนวนก็นับไม่ได้แล้ว เรานี่เหมือนกันเลยนะครับ” ใครจะไปเหมือนเมิ๊งงงง

            “นั่นสินะ ฮ่าๆ”

            “คุณดูเป็นคนเก่งนะ” ประโยคนี้เข้าหูแฮะ

            “ขอบคุณครับ”

            “แค่ดู ไม่รู้เก่งจริงหรือเปล่า”

            “คุณคัลลิสโตก็น่าจะเป็นคนเก่งเหมือนกันนะครับ”

            “ผมพูดตรงๆ 4G ที่ว่าไว ยังต้องแพ้ให้กับเอวของผมเลยนะครับ”

            ฮ้าาาาาาาาา

            กูอยากร้องไห้ อะไรดลใจให้กูมาเจอคนเหี้ยๆ แบบนี้เนี่ย ไวขนาดนั้นเอวครากแล้วมั้งสัด

            “คุณนี่เป็นคนตลกเหมือนกันนะเนี่ย ไม่น่าเชื่อว่าจะเขียนแนวสืบสวนสอบสวนได้ นึกว่าปกติจะเขียนแต่แนวตลกไร้...สาระ”

            “ไม่หรอกครับ จริงๆ ผมเป็นคนเคร่งขรึม”

            ถ้าไม่นับการแต่งตัวของมึง ทุกอย่างก็ดูปัญญาอ่อนไปหมดเลย

            “ผมอยากถามคุณอย่าง เราเคยรู้จักกันมาก่อนมั้ยครับ”

            “ไม่หนิครับ ทำไมเหรอ”

            “ดูเหมือนคุณกำลังกวนตีนใส่ผมมากๆ เลย” ผมกัดฟันพูดประโยคนี้จนจบ พลางจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาที่มีแววกวนบาทาตลอดเวลาไปด้วย

            “เหรอครับ อาจเพราะคุณดูเข้าถึงง่ายมั้ง”

            “จริงๆ ผมเป็นคนโลกส่วนตัวสูงมาก”

            “ก็ไม่สูงนะ ดูจากขนาดแล้วน่าจะเตี้ยกว่าผมไปสักหกเจ็ดเซน”

            “คัลลิสโต ไม่ทราบว่าคุณว่างมั้ย”

            “ทำไมเหรอครับ”

            “มาต่อยกับผมหลังเซเว่นปิดหน่อยเป็นไง”

            “สาขาเซนลาดปิดปรับปรุงพอดี คุณมาได้เลยครับ” ไอ้เห้ เถียงคำไม่ตกฟาก

            ที่ร้ายแรงกว่านั้นเจ้าตัวยังเอื้อมมือมาฉกมือถือของผมที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นไปกดอย่างถือวิสาสะ เดี๋ยวนะ! นี่มือถือกูไงไอ้คัลลิสโต ไอ้สารเลว

            “รหัสอะไรเหรอครับ” ปากผมกระตุกแล้วกระตุกอีกอย่างต่อเนื่อง

            “ศูนย์ สอง หก สี่ เจ็ด หนึ่ง”

            “โอเค”

            ไม่นานหลังจากนั้นผมก็ได้ยินเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์อีกเครื่องดังขึ้นมา แน่นอนว่าจะเป็นของใครไปไม่ได้นอกจากไอ้นักเขียนกวนตีนนี่

            “ผมมีเบอร์คุณละ ว่างอยากต่อยกับผมเมื่อไหร่ก็โทรมา แต่ถ้าไม่อยากโทรเดี๋ยวกริ๊งไปเอง”

            “คือผม...”

            “เดี๋ยวขอตัวแป๊บนึงนะครับ พอดีจะไปเข้าห้องน้ำ” อยากด่ามาก แต่คิดคำด่าไม่ทันมัน ได้แต่มองดูอีกฝ่ายลุกขึ้นยืนเต็มความสูงตั้งท่าจะผละออกไป โชคร้ายที่ไอ้ท็อปเบรกเอาไว้ซะก่อน

            “ขอโทษครับคุณคัลลิสโต พอดีผมขอชื่อจริงของคุณที่ผมจะเขียนลงคอลัมน์ก่อนได้มั้ยครับ หรือจะให้ผมใช้นามปากกาคัลลิสโตไปเลย”

            “อ๋อ เรื่องชื่อผมไม่ปกปิดครับ”

            “โอเค”

            “เขียนยุคก็ได้ครับ”

            “ยุค?”

            “ผมชื่อเล่นว่ายุค ชื่อจริงคือศตวรรษ”

            “ขอบคุณคร้าบ”

            แล้วแม่งก็เดินหนีไปเข้าส้วม เหลือเพียงผมที่มองหน้าไอ้ท็อปไม่คลาดสายตา

            “ต่อไปเรียกเขาว่ายุคก็ได้เนาะ เรียกคัลลิสโตแม่งโคตรยาก”

            “มั้ง” ผมตอบสั้นๆ เพราะยังรู้สึกไม่พอใจกับบทสนทนาก่อนหน้านี้อยู่

            “เออชยิน”

            “ว่า”

            “แล้วสรุปศตวรรษนี่สะกดยังไงวะ”

            ผมถอนหายใจเข้าปอด ก่อนเค้นเสียงออกมาทีละคำอย่างตั้งใจ

            “สระเอ หอหีบ สระอี ไม้โท ยอยักษ์”

            เหี้ย...

           

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3.381K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,704 ความคิดเห็น

  1. #3695 korona2 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2563 / 04:53
    กวนพอๆกันเลย อ่านเพลินเลย สนุกจัง
    #3,695
    0
  2. #3687 maemond (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2563 / 22:57
    บรรทัดสุดท้ายคือลั่นเลย 555555
    #3,687
    0
  3. #3670 jjinqx (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2563 / 21:28
    โอ้ย ชอบมาก555555555555555
    #3,670
    0
  4. #3664 peach_2605 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 กันยายน 2563 / 16:56
    กวนตีนมาก ขอร้อง55555555555555555555
    #3,664
    0
  5. #3648 rattanalak44 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 กันยายน 2563 / 17:27
    สนุกมาก อ่านไปขำไป555
    คนอะไรกวนตีนสุดๆ
    #3,648
    0
  6. #3642 Sin-pie (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 กันยายน 2563 / 19:26
    เกลียดงามแสงเดือน ฮือออ ออ ขำจนไหล่สั่น
    #3,642
    0
  7. #3638 syn1/9 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2563 / 03:08
    555555565666555555555555555
    #3,638
    0
  8. #3622 May Ling Pcm (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 11:51
    เปนเรื่องจริง นี่มีต่อยกันแล้วแหละ 555555
    #3,622
    0
  9. #3597 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 / 02:51

    เพิ่งรู้ว่าศตวรรษ สะกดแบบนี้ สระเอ -หอ-บ-สระอี-ไม้โท-ยอยักษ์ เ-ห-อี-ไม้โท-ย =เ-้ย=ศตวรรษ ผมมีเพื่อนชื่อศตวรรษคนนึงต่อไปต้องเรียกมันว่า-เ-้ยแล้วแม่งมันจะกระทืบผมปะเนี่ยแต่ถ้ามันถามเหตุผลผมจะให้มันมาอ่านเรื่องนี้นะคับแต่ไม่รู้ว่าผมจะเจอมันอีกเมื่อไหร่ตั้งแต่เรียนจบไม่เจอมันอีกเลย

    Take care คับ

    #3,597
    0
  10. #3586 ?bew ? (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2563 / 15:07

    ขำมากกกกสุดดดตรีนนนคร้าบบบบคุณยุค

    #3,586
    0
  11. #3564 fahriyafhon (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2563 / 20:15
    เราชอบนิยายแนวนี้นะ ชอบมากๆไม่เครียดดี ฮามาก พระเอกนายเอก กวนตรีนดีมากชอบๆ
    #3,564
    0
  12. #3533 เด็กดื้อ เด็กดื้อ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 13:30

    ขำชื่อ ยุคศตวรรษ55555

    #3,533
    0
  13. #3503 Londar (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 01:56
    โอ๊ยยยเถียงไปมาขนาดนี้ขำหนักมาก
    #3,503
    0
  14. #3496 WhanMii. (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 07:53
    ก็คือขำมาก555555
    #3,496
    0
  15. #3490 benzsu best (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 11:43
    เหยยยยย เอาเบอร์เขามาแบบเนียนๆเลยนะ

    แต่อะไรดลจิตดลใจให้ร้องเพลงรำวงมาตราฐานตอนตี3คะชยิน5555555
    #3,490
    0
  16. #3483 Lin lek_k (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 เมษายน 2563 / 12:10
    ไรท์.. เราอ่านชื่อเป็นคัลพีทแล็กโตะ.. ขอโต๊ด55555555555
    #3,483
    0
  17. #3463 Atchyfone (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 00:53

    หัวเราะจนปวดท้อง กวนมากกก

    #3,463
    0
  18. #3460 yangrun (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 เมษายน 2563 / 14:01
    ตลกมาก55555555555
    #3,460
    0
  19. #3444 Mint_kangsomm (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 เมษายน 2563 / 15:13
    ไม่เคยอ่านนิยายแล้วขำขนาดนี้มาก่อน55555
    #3,444
    0
  20. #3434 Masxy (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 20:16
    ขำว่ะ หยุดขำไม่ได้ด้วย5555 โดนเขาล่อลวงไม่รู้ตัวแล้วเสียรู้นักเขียนนิยายแล้วแก โดนกวนตีนจนไปถูกเลย55
    #3,434
    0
  21. #3421 Deuxnxay (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 16:46
    ไม่อยากจะนึกว่าอยู่ด้วยกันจะเป็นยังไง......55555
    #3,421
    0
  22. #3405 Stampzzz (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 มีนาคม 2563 / 16:44
    หมีใหญ่กวนตีนมาก ขำปอดโยก
    #3,405
    0
  23. #3381 MarkBam1n1a (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 มีนาคม 2563 / 08:37
    ขำไหล่สั่น 5555555
    #3,381
    0
  24. #3359 Nim (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 มีนาคม 2563 / 23:56

    55555เขาจะเป็นแฟนกันมั้ยอ่าา

    #3,359
    0
  25. #3358 aratre (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 มีนาคม 2563 / 22:57
    55 คนเดียวกัยแน่เลย

    ศตวรรษ​ กาแล็คซี่​
    #3,358
    0