MSN (#mเอสn) - end

ตอนที่ 15 : 14 :: ความหมายของอะไรบางอย่าง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 30,884
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,549 ครั้ง
    21 ก.ค. 61



ตอนที่ 14

ความหมายของอะไรบางอย่าง

 

            ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ที่ผมเอาแต่นอนนิ่งอยู่บนเตียงเพื่อเฝ้ารอการกลับมาของใครบางคน

            ทว่าความหวังกับความจริงมักสวนทางกันเสมอ เลยได้แต่กัดฟันลุกขึ้นนั่งในสภาพปวดร้าวไปทั้งร่าง กระดูกทุกชิ้นคล้ายกับกำลังปริแตกได้ทุกเมื่อ ความเจ็บครอบงำร่างกายไปทุกส่วนจนอยากร้องไห้ ไม่รู้ว่าที่ทรมานอยู่นี้มาจากร่างกายหรือหัวใจกันแน่

            ทุกอย่างกำลังแตกสลาย ชยินคนเดิมจางหายไป เหลือแต่คนโง่ที่อ่อนแออยู่บนเตียง

            ผมไม่ได้เสียใจกับสิ่งทำลงไป ก็แค่...ต้องเข้าใจสักทีว่าการตัดสินใจทำบางอย่างอาจได้รับความว่างเปล่ากลับคืนมา

            ตอนนี้ผมไม่อยากคิดถึงอนาคตที่กำลังมาถึง หรือคาดเดาว่าตัวเองจะเป็นยังไงหลังต้องกลับมาใช้ชีวิตด้วยตัวคนเดียวอีกครั้ง ไม่มีความรัก ไม่มีความหวังและสีสันในชีวิต คงเหลือแต่งานที่ขับเคลื่อนให้ก้าวเดินต่อไปแล้วรอคอยว่าเมื่อไหร่ตัวเองจะกลับไปเป็นชยินคนเดิมสักที

            ผมรวบรวมแรงที่เหลืออันน้อยนิดค่อยๆ พาร่างระโหยโรยแรงลงจากเตียงอย่างยากลำบาก สองขาที่ติดสั่นทำให้ไม่สามารถทรงตัวได้ดีนัก เลยต้องอาศัยเกาะเกี่ยวสิ่งนั้นสิ่งนี้ไปเรื่อยกระทั่งเข้ามาในห้องน้ำได้สำเร็จ จากนั้นจึงเอื้อมมือไปเปิดฝักบัว ปล่อยให้น้ำเย็นไหลชโลมลงมาบนร่างกายเพื่อเรียกสติ

            ถ้าเปิดเพลงเศร้าๆ ที่เคยแต่งเข้าไป ฉากนี้ก็คงกลายเป็นเอ็มวีน้ำเน่าดีๆ นี่เอง

            ความเย็นของน้ำช่วยให้รู้สึกดีขึ้นในตอนแรก แต่ต่อมามันก็พาเอาความเหน็บหนาวมาให้ ผมกอดตัวเอง จมดิ่งไปกับสารพัดเรื่องราวซึ่งกำลังตีวนอยู่ในหัว ทั้งสับสนและเจ็บปวด บางครั้งก็นึกเกลียดตัวเองขึ้นมาดื้อๆ ที่ทำไมถึงเข้มแข็งไม่ได้เท่าเดิม ทำไมถึงยังคาดหวังว่าเขาจะกลับมา ทำไม...

            เราไม่ได้พูดเรื่องที่ควรเคลียร์

            ผมเป็นศิลปินที่อารมณ์อ่อนไหวง่าย เขาเป็นศิลปินที่บางครั้งก็ดูเข้าใจยาก

 

ผมไม่เข้าใจว่าความรู้สึกชอบที่มีให้คุณมันจริงหรือเปล่า บางทีผมอาจจะหลงไปกับความแสนดีของคุณเท่านั้น

          ลองดูมั้ยล่ะ เปิดใจหน่อย คุณจะได้รู้ว่าชอบจริงหรือแค่อยากชอบ

แล้วถ้าเกิดผมชอบคุณจริงล่ะ

เราก็มาคบกัน

แต่ถ้าคำตอบออกมาว่าไม่ใช่ คุณจะทำยังไง

ไม่ทำไง

‘...

ก็แค่รักคุณข้างเดียวต่อไป

 

            ความทรงจำในอดีตหลั่งไหลราวกับสายน้ำ

            ทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นผมอยากให้มันเป็นเรื่องจริง อยากให้สิ่งที่เขาเคยบอกในวันนั้นไม่ใช่คำโกหกหลอกลวง ถึงแม้ว่าตอนนี้มันจะไม่เหลือความรักอยู่ในใจของเขาแล้วก็ตาม

            สายน้ำยังคงตกกระทบบนร่างกายไม่หยุด ความเย็นของมันผลักให้ขนอ่อนตามร่างกายลุกซู่ ผมกอดตัวเองอยู่อย่างนั้น ก้มมองทุกตารางผิวบนร่างกายที่เต็มไปด้วยร่องรอยของการร่วมรัก มันยังคงติดตรึงไม่จางหาย แถมของเหลวที่คั่งค้างอยู่ในร่างกายยังเป็นตัวบ่งบอกชั้นดีว่าทุกอย่างเคยเกิดขึ้นจริง

            ผมกัดปากแน่น ปิดเปลือกตาทั้งสองข้างจนสนิท จากนั้นจึงตัดสินใจเอื้อมมือติดสั่นของตัวเองไปยังช่องทางด้านหลัง พยายามอย่างมากเพื่อเอาน้ำรักสีขาวขุ่นออกมาแม้จะไม่เคยทำมาก่อน

            ผมอยากให้เขาอยู่ตรงนี้ ปลอบใจหรือพูดอะไรก็ได้ให้คลายความโดดเดี่ยว แต่ยุคไม่เคยมา

            และคงไม่มา...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

          เดี่ยวศตวรรษ

            ผมไม่คิดว่าจะมีช่วงเวลาที่ตัวเองต้องย่ำเท้าออกมาจากห้องในตอนกลางดึก จากที่ตั้งใจไว้แล้วว่าจะอยู่กับชยินไปจนถึงเช้า ทว่าก็ยังมีเรื่องเข้ามาแทรกจนอยู่นิ่งไม่ไหว สายแล้วสายเล่าโทรเข้ามาที่เบอร์ของผม มันเป็นชื่อของคนคุ้นเคยและผมรู้ว่าเธอกำลังเผชิญอยู่กับอะไร

            แฟนเก่า

            คำนี้มันควรตัดขาดไปนานแล้วแต่สุดท้ายก็ยังคงวนเวียนในชีวิต ผมใช้จังหวะที่ชยินกำลังหลับด้วยความเหนื่อยอ่อนเดินลงมาด้านล่างอย่างเงียบๆ เพราะไม่อยากปลุกให้เขาตื่นเพื่อฟังเรื่องไม่สบายใจตอนนี้

            “ยุค” ผู้หญิงคนหนึ่งนั่งรออยู่ตรงล็อบบี้ เธอเรียกชื่อผม สีหน้าดูไม่ดีเท่าที่ควรจนต้องสืบเท้าเข้าไปหา แต่ก็ยังเว้นระยะห่างเอาไว้ไม่ให้ใกล้เกินพอดี

            “ดรีมมีอะไรหรือเปล่า แล้วรู้ได้ยังไงว่าเราอยู่ที่นี่” ผมไม่เคยบอกว่าอยู่ที่ไหน และมั่นใจว่าไม่เคยหลุดปากพูดออกไปด้วยซ้ำว่าชยินอยู่ที่นี่ เนื่องจากไม่อยากให้ทั้งสองฝ่ายต้องเป็นกังวล

            “เราถามท็อป ตอนนี้เรารู้สึกไม่โอเค” เธอพูดด้วยสีหน้าหม่นหมอง

            “แล้วกินยาหรือยัง”

            “กินแล้ว แต่มันไม่ง่ายเลย ไม่ง่ายเลยยุค...” ดรีมพูดเหมือนจะร้องไห้ ผมเข้าใจดีว่าไม่มีใครผ่านเรื่องร้ายๆ ได้เพียงลำพัง แต่บางครั้งผมก็ไม่ได้เก่งหรือฉลาดที่จะแก้ปัญหาทุกอย่างให้จบเพียงวันเดียว

            “ตอนนี้อยู่กับใคร”

            “เราอยู่คนเดียว มันเคว้งมาก ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ยุคช่วยอยู่เป็นเพื่อนเราได้มั้ย อย่างน้อยก็จนกว่าจะเช้า” ประโยคนั้นเหมือนกับก้อนหินหนักหลายร้อยตันร่วงมาทับบนร่างกายของผมอย่างจัง

            มันคงจะดีกว่านี้ถ้าผมไม่ได้อยู่กับชยิน และเขากำลังนอนหลับไปทั้งน้ำตาอยู่ข้างบน

            “ดรีมมีเพื่อนคนอื่นที่พอจะอยู่เป็นเพื่อนมั้ย”

            คราวนี้คนตรงหน้าส่ายหัว ผมถอนหายใจอย่างหนักหน่วงก่อนทิ้งตัวลงเบาะตรงข้ามกับอีกฝ่าย

            “ไม่ใช่เพราะดรีมไม่สำคัญ แต่ตอนนี้คนที่เราชอบเขาก็ไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่” ดรีมรู้ดีว่าความสัมพันธ์ของผมกับชยินเป็นยังไง เธอบอกว่าเข้าใจทั้งที่รู้ว่ามันไม่จริง

            “เราไม่ได้อยากเรียกร้อง แค่บางครั้ง...” เจ้าตัวไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีกนอกจากก้มหน้า เหมือนพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลอย่างสุดความสามารถ

            ที่ผ่านมาผมคิดว่าตัวเองฉลาดมาตลอด รู้ว่าควรหรือไม่ควรทำยังไง รู้ว่าต้องแก้ปัญหาแบบไหนถึงจะดีต่อทุกฝ่าย แต่คราวนี้ไม่เหมือนกัน ผมเพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้ว่าแฟนเก่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและเธอไม่เหลือใครเลย ส่วนชยินเราก็ยังไม่ได้เคลียร์ปัญหากันจนกลัวว่าสุดท้ายทุกอย่างจะสายเกินแก้

            ผมอยากใช้เวลาอยู่กับชยิน แต่ดรีมที่ไม่เหลือใครมันก็ทำใจยากเกินกว่าจะปล่อยปละละเลย

            “เดี๋ยวเราจะโทรหาไอ้ท็อป มันมีเพื่อนหลายคน บางทีอาจจะพอช่วยอะไรได้บ้าง”

            “เป็นยุคไม่ได้เหรอที่อยู่กับเรา”

            “ดรีม ไม่ได้หมายความว่าเป็นเราไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเธอไม่สำคัญแต่บางครั้งเราก็ต้องเลือก” ที่ผ่านมาผมเลือกแคร์ดรีมมาตลอด แคร์จนหลงลืมใครอีกคนไป ซึ่งมันถึงเวลาแล้วที่ควรหนักแน่นกับตัวเองสักที

            “เราเข้าใจ”

            “ทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี ไม่ใช่เพราะอยากปลอบใจให้พ้นๆ แต่มันจะมีวันที่ดรีมดีขึ้น” ผมพูดจากใจ ซึ่งดูเหมือนว่าคนฟังจะยอมรับด้วยการพยักหน้าหงึกหงัก

            ผมไม่รอช้าหยิบมือถือต่อสายหาไอ้ท็อป ช่วงหลังมานี้มันค่อนข้างตื่นตัวอยู่ตลอดหลังรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในชีวิตของผมบ้าง ท็อปเป็นเพื่อนที่คอยให้คำปรึกษาได้ดี แม้บางครั้งปัญหาที่ถาโถมเข้ามาจะไม่ได้คลี่คลายเท่าไหร่นัก

            เราพูดคุยกันพักหนึ่งก่อนวางสาย ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วพื้นที่ ผมเองก็ไม่รู้จะพูดปลอบใจอะไรเลยได้แต่นั่งนิ่ง คิดทบทวนเรื่องต่างๆ อยู่ในหัว

            ความสัมพันธ์ของผมกับดรีมจบลงเมื่อหลายปีก่อน เราคบกันตอนเรียนอยู่มหาลัย แต่ความต่างของนิสัยรวมถึงอะไรหลายๆ อย่างทำให้เราสองคนต้องยุติมันด้วยการเลิกราเหมือนกับหลายๆ คู่ ทว่าเราก็ยังคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน

            อาจไม่ได้พูดคุยกันบ่อยอย่างสนิทสนม แต่เมื่อมีปัญหาก็พร้อมจะรับฟังเสมอ นานมาแล้วที่ผมไม่ได้เจอกับดรีมเพราะรู้ว่าเขาเริ่มต้นใหม่กับใครอีกคนไปแล้ว ส่วนผมก็ง่วนอยู่กับการทำงานก่อนจะได้เจอกับชยิน นั่นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เกิดความรู้สึกว่าอยากมีความรักอีกครั้ง

            เป็นความรักที่ไม่เหมือนกับครั้งไหนๆ เพราะมันไม่ได้เกิดจากความเลือดร้อนตามประสาวัยรุ่น แต่เกิดจากความรู้สึกที่ผ่านการไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว ผมคาดหวังให้มันเป็นความรักที่ยาวนาน จนตอนนี้ก็ยังคงคิดอยู่

            “เขาเป็นยังไงบ้าง” หลังต่างคนต่างเงียบอยู่นาน ดรีมก็เป็นฝ่ายเปิดประเด็น

            ผมเงยหน้ามองอีกฝ่ายพลางยิ้ม

            “ไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ ชยินค่อนข้างอ่อนไหวน่ะ”

            “ฝากขอโทษด้วยนะ เราผิดเอง”

            “มันไม่ใช่ความผิดของดรีม บางครั้งคนเราก็ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครตอนที่ตัวเองกำลังลำบาก”

            “เราอยากดีขึ้น”

            “ดรีมจะดีขึ้น”

            “แต่เรายังคิดถึงเขาอยู่เลย”

            “เข้าใจ” แม้รู้ดีว่าคนๆ นั้นอาจไม่กลับมาแล้ว “วันนึงอาจจะคิดถึงน้อยลง”

            เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า รู้ตัวอีกทีมันก็ผันผ่านไปเกือบชั่วโมง ความกังวลใจที่สุมอยู่ในอกค่อยๆ ทวีขึ้นเรื่อยๆ ผมกลัวว่าชยินจะเผลอสะดุ้งตื่นแล้วพบว่าข้างกายไม่มีใครอยู่ กลัวว่าเขาจะร้องไห้เสียใจที่ผมไม่อยู่ตรงนั้น ยิ่งคิดก็ยิ่งขมวดคิ้วหนักขึ้น จนกระทั่งเสียงของใครคนหนึ่งดังเข้ามาในโสตประสาท

            ปลดทุกพันธนาการที่รั้งให้ผมต้องอยู่ตรงนี้ออกไปในพริบตา

            “ขอโทษที่ทำให้รอนาน คือกูแวะไปรับขวัญมาก่อนเลยช้านิดหน่อย ดรีมเป็นไงบ้าง” ไอ้ท็อปเดินเข้ามาประชิด พลางเอ่ยถามเจ้าของชื่อด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

            “ไม่โอเคเท่าไหร่ เรา...อยู่คนเดียวไม่ได้”

            “ไม่เป็นไร เดี๋ยวอยู่เป็นเพื่อน ส่วนนี่ชื่อขวัญนะ ขวัญจะมาอยู่เป็นเพื่อนด้วยอีกคน”

            “รบกวนด้วยนะ”

            “เฮ้ยไม่เป็นไรเพื่อนกัน ว่าแต่เรากลับกันเลยมั้ย” ดรีมพยักหน้าอย่างจำยอม ก่อนจะถูกเพื่อนผู้หญิงอีกคนจูงมือเดินออกไป หลงเหลือแต่ผมกับไอ้ท็อปที่มองหน้ากันนิ่งๆ

            “เพื่อนกูเป็นนักจิตวิทยา มันพอช่วยดรีมได้”

            “ขอบใจมาก” ผมไม่รู้ว่าจะพูดอะไรนอกเหนือจากคำนี้ ทุกอย่างในหัวแม่งตื้อไปหมด

            “เคลียร์กับชยินยัง” ไอ้ท็อปถามต่อ

            “ยัง”

            “ทำไมยังช้าอีก นี่ก็หลายวันแล้วนะเว้ย มึงจะให้มันอกแตกตายเหรอ”

            “แค่กำลังหาโอกาส แต่ก็เกิดเรื่องก่อนตลอด มึงก็รู้ว่าดรีมกำลังป่วย มันยากที่จะทิ้งเขาให้เผชิญปัญหาตามลำพังจริงๆ” ไม่ใช่ว่าไม่พยายาม แต่คนหนึ่งก็รัก อีกคนก็ต้องดูแล เพราะไม่รู้ว่าวันไหนอีกฝ่ายจะเกิดคิดสั้นอีก

            “มันไม่ใช่สิ่งที่มึงต้องรับผิดชอบขนาดนั้นเว้ยยุค เพราะป่วยเหรอถึงต้องรับผิดชอบ”

            “ดรีมไม่เหลือใคร”

            “เขามีคนที่คอยดูแลอยู่แล้ว แต่ที่เขาไม่ไปเพราะนึกถึงมึงเป็นคนแรกต่างหาก”

            “...”

            “ไอ้ยุค มึงแคร์คนที่มึงรักน้อยไปจริงๆ”

            “กูรู้ว่าตัวเองแย่” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาแหบพร่าจนรู้สึกได้ ขณะที่คนตรงหน้าก็เอาแต่ถอนหายใจเฮือกแล้วเฮือกอีกอย่างนึกปลง

            “เอาเถอะแม่งไม่ใช่เวลามาตัดพ้อป่ะวะ รีบขึ้นไปดูชยินเร็ว มันหลับอยู่ป่ะ”

            “อาจจะ”

            “ยังไงคืออาจจะ มึงไม่ได้ทำอะไรมันใช่มั้ย”

            คราวนี้ผมไม่ตอบแต่เปลี่ยนเป็นปัดมือไล่เพื่อนสนิทให้รีบกลับ ซึ่งเหมือนมันจะเข้าใจความหมายเลยรีบผละไปอีกทาง ส่วนผมก็แวะไปที่มินิมาร์ทใต้คอนโดเพื่อซื้อของจำเป็นบางอย่างก่อนกลับขึ้นห้อง

            ทุกก้าวที่ย่ำไปข้างหน้าเหมือนพาเอาความทรงจำที่ผ่านมาให้หวนนึกถึงอีกครั้ง ตอนที่ความสัมพันธ์ของผมกับชยินกำลังเป็นไปด้วยดี วันหนึ่งมันกลับสะดุดลงเพราะเรื่องเล็กน้อยที่ค่อยๆ บานปลาย

            ถ้าวันนั้นเราคุยกัน มันอาจไม่เป็นแบบนี้...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            มาทำไมเนี่ย ว่างนักเหรอมึง

            ผมโพล่งประโยคแรกที่เป็นเหมือนคำทักทายกับคนตรงหน้า ไอ้ท็อปยืนยิ้มแป้นอยู่ตรงประตู ก่อนจะเบี่ยงตัวเดินเข้ามาในห้องพลางผิวปากอย่างอารมณ์ดี

            ไหนบอกเลิกบุหรี่แล้ว

            ก็ไม่ได้สูบ แค่พกไว้ให้อุ่นใจ

            คนฟังเบะปากรับ ขณะทิ้งตัวลงบนโซฟาราวกับเป็นเจ้าของห้อง

            จีบไอ้ชยินเป็นไงบ้าง คืองี้กูคิดแผนได้อย่างนึง เผื่อมึงเอาไปใช้รับรองว่าได้ผลชัวร์ไอ้นี่ก็อย่างนี้แหละ พอเห็นความสัมพันธ์ของผมกับชยินไม่ค่อยคืบหน้า แม่งจะรีบคิดอะไรแผลงๆ มาเสนอทันที

            แต่คราวนี้ผมไม่อยากรับฟังเท่าไหร่นัก

            มึงไม่ต้องเสนอแล้ว พรุ่งนี้กูจะไปบอกความจริงกับชยิน

            ความจริงอะไรวะ เรื่องที่มึงคือหมีใหญ่อ่ะเหรอ

            อืม

            คิดเอาไว้นานแล้ว บางทีมันควรถึงเวลาสักที ที่ผ่านมาผมยื้อให้ชยินรู้สึกสับสนมานานจนบางครั้งก็อดสงสารไม่ได้ เขาไม่ควรต้องเสียเวลาหรือปวดหัวกับเรื่องนี้อีก

            กูล่ะอยากเห็นหน้ามันจริงๆ ว่าจะตกใจแค่ไหน แต่บางทีเตรียมใจไว้ก็ดีมึงอาจจะเจอแม่งอาละวาดใส่

            ทำใจไว้แล้วผมเอ่ยสั้นๆ ก่อนเอื้อมมือไปหยิบหนังสือชื่อ Hear the wind sing ของมูราคามิขึ้นมา เพราะมันคือหนังสือเล่มสุดท้ายที่อยากมอบให้เขา

            เออ แล้วไอ้ริวนี่ยังไง มันยอมถอยยัง

            ไม่ถอยก็เรื่องของมัน

            จริง ยังไงความหื่นของมึงที่มีให้ชยินก็เยอะกว่าไอ้ริวแน่นอน

            ผมหันไปมองคนพูด ก่อนยกนิ้วกลางส่งไปให้เป็นการตัดรำคาญ แต่ดูเหมือนว่าไอ้ท็อปจะชอบใจพล่ามต่อไม่หยุด

            เชื่อเถอะ ฮอนด้าซิตี้ยังไงก็สู้ออดี้ได้แน่นอน

            มึงยังไม่หยุดอีกเหรอ

            โอเคกูหยุดก็ได้

            ...

            แต่ถ้าได้คบกันเมื่อไหร่มึงช่วยเลี้ยงข้าวกูมื้อใหญ่ๆ ด้วยนะ

            พบๆ ไสหัวไปเลยมึงอ่ะ

            กูไปแน่ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ มีปัญหาอะไรอย่ามาง้อกูแล้วกัน

            ผมจำไม่ได้แล้วว่าเราพูดถึงเรื่องชยินกันไปเท่าไหร่ แต่มันคงยาวนานพอสมควรเพราะแทบไม่มีเวลาโน้มตัวลงหลับ ส่วนหนึ่งอาจเพราะตื่นเต้นด้วยล่ะมั้ง แค่คิดว่าจะได้เจอหน้าคนที่ชอบ ความสุขก็พุ่งจู่โจมเข้ามาทันที ดังนั้นผมเลยไม่รอช้าตื่นขึ้นมาแต่เช้า

            เคลียร์งานที่คั่งค้างให้เสร็จเรียบร้อย จากนั้นก็เลือกเสื้อผ้าที่คิดว่าดูดีที่สุดแม้ในตู้จะมีแค่สีดำกับขาวก็ตามที ที่ขาดไม่ได้เลยเห็นจะเป็นหมวกแก๊ปยี่ห้อ Moncler ที่ชยินเคยซื้อให้ มันกลายเป็นหมวกใบโปรดที่ผมมักหยิบมาใส่เป็นประจำ และวันนี้มันก็เป็นวันสำคัญที่คงลืมใส่ไม่ได้

            ผมขับรถมุ่งหน้าไปยังคอนโดของชยินในเวลาบ่ายสามกว่าๆ ใช้จังหวะที่คนเดินลงมาข้างล่างกดลิฟต์ขึ้นไปด้านบนอย่างที่มักทำ จนกระทั่งมาหยุดยืนหน้าประตูหมายเลขเดิมที่แสนคุ้นตา

            ก๊อกๆๆ

            เสียงเคาะประตูดังอยู่สามครั้ง ผมแทบไม่อยากรอเวลาให้ผ่านไปเลยด้วยซ้ำเพราะอยากเจออีกฝ่ายให้เร็วขึ้น จะเป็นหน้าบูดบึ้งเหมือนทุกครั้ง หรือรอยยิ้มน้อยๆ เหมือนคนเขินอายมันก็ดีต่อความรู้สึกของคนมองไม่ต่างกัน

            แต่ทว่าหลังจากเคาะประตูห้องไปได้พักหนึ่งด้านในก็ไม่มีการตอบกลับใดๆ ผมจึงลองเคาะใหม่อีกรอบซึ่งก็ได้ผลเหมือนเดิม วินาทีนั้นสิ่งเดียวที่คิดได้เลยก็คือโทรศัพท์มือถือ แต่มันแย่ตรงที่ผมรีบมาหาเขาเกินไปเลยลืมเอาไว้ในห้อง

            เหี้ยฉิบหายเลย

            ผมใช้เวลายืนอยู่ตรงนั้นเพื่อเรียกคนด้านในครู่หนึ่ง กระทั่งมั่นใจแล้วว่าอีกฝ่ายไม่อยู่ถึงได้ทรุดตัวลงนั่ง และเฝ้ารอว่าคนตัวเล็กกว่าจะกลับมาเมื่อไหร่ เรานัดกันไว้เมื่อวาน แต่แย่หน่อยที่ไม่ได้กำหนดเวลาให้ตายตัว ชยินเลยยังไม่รู้ว่าผมมารออยู่ก่อนแล้ว

            ตอนที่คนเรากำลังเฝ้ารออะไรบางอย่างด้วยใจจดจ่อ โลกก็เหมือนจะกลั่นแกล้งเราอยู่เสมอ ผมรู้สึกว่าเวลาเดินช้าลงเรื่อยๆ ราวกับหยุดชะงัก กว่าจะผ่านไปได้แต่ละวินาทีก็ทำเอากระวนกระวายได้เหมือนกัน

            ช่วงเวลาสี่โมงเย็นเป็นช่วงที่รู้สึกอึดอัดน้อยที่สุด ผมบอกตัวเองว่าเขาอาจออกไปซื้อของข้างนอกเลยยังไม่กลับมา ทว่าความคิดนี้ก็หายไปเมื่อเข็มนาฬิกาข้อมือหมุนเวียนมาที่เลขหก

            ชยินยังไม่กลับมา ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ลองเคาะประตูห้องอีกครั้งเพื่อความมั่นใจแต่ก็ได้คำตอบดังเดิมคือความเงียบ จึงตัดสินใจนั่งลงและรอต่ออย่างใจจดจ่อ

            ผมอ่านหนังสือทุกเล่มของมูราคามิหมดแล้ว ดังนั้นเลยไม่มีอะไรให้อ่านฆ่าเวลา มือถือก็ลืมไว้ในห้อง คนที่รอก็ยังไม่กลับ รอบตัวมีแต่ความว่างเปล่าที่เหมือนไม่รู้จะขจัดออกยังไงนอกจากหายใจทิ้งไปเฉยๆ

            หนึ่งทุ่ม...

            เสียงประตูลิฟต์ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของคนไม่คุ้นเคย ความจริงก็คือเพื่อนบ้านของชยินนั่นแหละ เขาเดินออกมา จากนั้นก็ลากเท้าไปยังมุมห้องอย่างเงียบเชียบโดยไม่ได้เอ่ยทักทายหรือพูดประโยคใดๆ กับผม

            สองทุ่ม...

            จิตใจเริ่มกระวนกระวายเป็นเท่าตัว ผมไม่คิดว่าเขาจะลืมหรือผิดนัด แต่กลัวว่าอีกฝ่ายจะเป็นอันตรายมากกว่า ความห่วงที่เอ่ออยู่ในอกกำลังบอกให้ผมรีบกลับไปที่ห้องเพื่อกดมือถือไปหาเขา ทว่าทุกอย่างก็เป็นแค่ความคิด ผมยังอยู่ที่เดิม และตั้งหน้าตั้งตารอต่อไปอย่างเงียบๆ

            สามทุ่ม...

            สิ่งที่ผมตั้งใจจะบอกเขาในวันนี้ไม่ได้มีแค่คำสารภาพหรือบอกความจริงว่าผมเป็นใคร เพราะมันคงไม่ได้สลักสำคัญอะไรขนาดนั้น แต่สิ่งที่ผมอยากทำมากที่สุด...คือการนอนหนุนตักเขาต่างหาก

            เราพูดเรื่องความฝัน มีเขาคอยกล่อมและลูบหัวเหมือนเด็กๆ ครั้งหนึ่งเราเคยแชร์กันทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องตลกขบขันหรือวันเศร้าหมองของตัวละครในหนังสือ บทเพลงที่เขาแต่ง ความตรากตรำตอนที่ได้กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพียงลำพังในห้อง ผมอยากพูดและฟังมันทั้งหมด

            ก็ได้แต่เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่เขาจะกลับมาให้ผมได้มีโอกาสทำอย่างนั้นสักที

            ชยินเป็นเหมือนโลกทั้งใบของผม

            ตอนเจอเขาครั้งแรก ผมอดทึ่งในความเป็นธรรมชาติของเขาไม่ได้ ทั้งกวนตีนและดูหงุดหงิดอยู่ตลอดเวลาแม้เจ้าตัวจะพยายามตีหน้ายิ้มเพื่อให้คนอื่นหลงเชื่อ แต่เขาคงลืมไป ทุกสิ่งที่คิดล้วนแสดงออกมาทางแววตาซะหมด

            ชยินไม่เคยปกปิดอะไรใครได้ เขาดูใสซื่อ เป็นกันเอง ไม่มีพิษมีภัย เป็นคนมีความฝันและความคิดที่แปลกประหลาดพอกัน แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเหงา แต่เป็นความเหงาที่ไม่ได้โหยหาเพื่อจะมีใครเหมือนคนอื่นๆ ผมชอบดวงตาคู่นั้นที่บ่งบอกทุกอย่าง

            ความรู้สึกอยากทำความรู้จักวนเวียนอยู่ในใจ ผมเลยไม่รีรอที่จะขอเบอร์หรือทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เข้าใกล้อีกฝ่ายมากขึ้น เวลาเคลื่อนผ่านจากวันเป็นเดือน...ผมมองเห็นด้านดีและแย่ของเขา แต่นั่นยิ่งผลักดันให้ผมหลงรักคนคนนี้มากขึ้นไปอีก

            แล้ววันนี้มันก็คงถึงเวลาสักทีที่เราจะได้เปิดอกคุยกันตรงๆ

            ไม่มีความลับสำหรับเรา จะมีแค่ผมกับเขา

            แต่...

            เสียงลิฟต์เปิดออกอีกครั้ง ผมมองไปยังต้นเสียงก่อนจะเห็นร่างบางของคนคุ้นเคยอยู่ห่างไปไม่ไกลนัก ขณะที่ข้างกายยังมีใครอีกคนยืนอยู่ด้วย

            ยุค...

            เจ้าของเสียงน่าฟังเรียกชื่อผม นัยน์ตาสีดำอมเศร้าจ้องมองไม่กะพริบพลางสาวเท้ามาข้างหน้าอย่างไม่ลดละ

            ผมชันตัวลุกขึ้นยืน ส่วนไอ้ริวเดินกลับเข้าไปในลิฟต์โดยไม่เอ่ยทักทายผมแม้แต่ประโยคเดียว ดังนั้นเลยเหลือแค่ชยินที่ยืนอยู่ตรงนี้พร้อมกับคำถามที่ทำเอายิ้มขื่นเมื่อได้ยิน

            รอนานมั้ย

            ไม่นานผมตอบสั้นๆ ไม่ได้หวังให้เขารู้สึกแย่

            แม้ลึกๆ จะไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าทำไมเขาถึงไปกับไอ้ริว ทำไมถึงเลือกลืมนัดของผมอย่างง่ายดาย ทุกอย่างตีรวนยุ่งเหยิงอยู่ในหัว หรือความจริงแล้วผมไม่ได้สำคัญกับเขาขนาดนั้นกันแน่

            กี่โมงคนตรงหน้ายังคงถามต่อ

            ทำไม

            กี่โมง

            สี่

            ผม...ผมโทรหาคุณแล้วแต่ก็ไม่ติด ส่งข้อความหาก็ไม่อ่าน วันนี้ริวมันบังเอิญชวนออกไปดูหนังกับเพื่อนๆ แล้วคือ...สิ่งที่ได้ยินคงเป็นเพียงคำแก้ตัว

            ชยินไม่ได้ผิดอะไรที่จะทำแบบนี้ ผมต่างหากที่สำคัญตัวเองผิดไป

            และเพิ่งรู้คำตอบตอนนี้เองว่าเขาเลือกอีกฝ่ายไม่ใช่ผม

            ผมบอกว่าชอบทุกอย่างที่เป็นคุณ ไม่ว่าจะข้อเสียอะไรก็ช่างผมมองมันเป็นเรื่องดีเสมอ แต่ไม่ใช่กับเรื่องนี้ ทำไมวะชยิน แค่บอกว่าไม่ชอบก็จบเรื่อง ผมไม่ได้ขอให้คุณรับผิดชอบความรู้สึกของผมสักนิดเลยด้วยซ้ำ ทุกอย่างที่คุณอยากได้ แค่บอกมาผมก็ให้ได้ทุกอย่าง แต่ถ้าอย่างไหนที่ให้ไปแล้วคุณไม่ต้องการก็แค่พูดออกมาตรงๆ มันไม่มีอะไรที่เข้าใจยากหรอก

            หมายความว่าไง

            คุณคุยกับไอ้ริว คุณไม่ผิด คุณไม่ผิดที่จะคุยกับใครหลายคนแต่ควรจะบอกผมด้วย

            เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว

            ผิดยังไง สิ่งที่ผมเห็นอยู่มันยังไม่ชัดเจนอีกเหรอ

            คุณกำลังคิดเองเออเองอยู่นะ ช่วยฟังผมอธิบายก่อน

            ชยินพูดเหมือนจะร้องไห้ แต่ผมก็ยังควบคุมตัวเองอย่างหนักเพื่อไม่ให้ถลาเข้าไปกอดเขา

            งั้นบอกผมสิ ทำไมคุณถึงไปกับมัน           

            ริวแค่อยากฉลองเพราะหัวข้อวิจัยผ่าน

            คุณก็เลยไป

            ใช่

            คุณไปทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าผมจะมาหาคุณ คุณรู้อยู่แล้วแต่ไม่ยอมปฏิเสธมันไปตรงๆ ผมไม่ได้อยากแข่งกับใคร คุณเองก็คงอึดอัดเหมือนกันใช่มั้ย คุณสับสนผมรู้ หลายครั้งที่ผมโยนความไม่สบายใจมาให้ โยนคำว่าชอบมาให้ บางทีคุณอาจไม่ต้องเหนื่อยถ้าผมไม่พยายามยัดเยียดอะไรก็ตามให้คุณอีก

            หมายความว่าไง คุณจะทิ้งผมเพราะเรื่องนี้ใช่มั้ย คุณจะล้มเลิกความตั้งใจทุกอย่างทั้งหมดเลยใช่มั้ย

            ...

            ถ้าใช่ก็ไปเลย ในเมื่อคุณไม่ฟังก็ไม่ต้องมาให้ผมเห็นหน้าอีก

            ประโยคนั้นเหมือนค้อนหนักๆ ตีแสกเข้ามาที่หน้าอย่างจัง มันไม่ใช่เพราะผมอยากทิ้งเขา แต่เป็นเพราะชยินไม่ได้เลือกผมแล้วต่างหาก

            เสื้อผ้าที่เลือกใส่มาอย่างดี หมวก Moncler ที่เขาซื้อให้ หนังสือของมูราคามิเล่มสุดท้ายที่ถือติดมา รวมไปถึงความจริงบางอย่างที่อยากพูดออกไปตรงๆ วันนี้มันคงเปล่าประโยชน์เมื่อเขาไม่ต้องการ

            และผมไม่อยากให้เขาต้องเหนื่อยหรือฝืนที่ต้องรับสิ่งที่ผมยัดเยียดให้อีก

            ความจริงแล้วรักมันก็ไม่มีอะไรยากหรอก แต่เรื่องระหว่างคุณกับผมมันคงเป็นไปได้ยากจริงๆ    

            ...

            อือ ผมจะไป

          ที่ถอยไม่ใช่เพราะยอมแพ้ แต่เพราะแพ้แล้วจริงๆ ต่างหาก

            ผมเดินคอตกลงมาข้างล่าง สิ่งเดียวที่อยากทำตอนนี้เลยคือนอน นอนไปจนถึงบ่ายเพราะไม่รู้ว่าจะมีวิธีไหนที่ดีกว่านี้อีก ไม่คิดเลยว่าเมื่อลงมาถึงใครบางคนจะนั่งรอตรงล็อบบี้อยู่ก่อนแล้ว

            ขอคุยด้วยหน่อยสิ

            ไว้วันอื่นผมปัดปฏิเสธตรงๆ

            ถ้าเรื่องที่กูอยากคุยมันเกี่ยวกับชยินล่ะ มึงจะหยุดคุยกับกูสักสามนาทีได้มั้ยผมถอนหายใจ ก้าวขาไปหาไอ้ริวด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์เท่าที่ควร

            มีอะไร

            วันนี้กูไปดูหนังกับชยิน

            กูรู้ผมแข่งขันกันไอ้ริวมาตั้งแต่มัธยม แต่ไม่ได้หมายความว่าจะแข่งกับมันเรื่องความรักด้วย

            กูเองก็รู้ว่าเขามีนัดกับมึง แต่มันคงไม่ผิดใช่มั้ยที่เขาเลือกมากับกู

            หึ!’ ผมแค่นยิ้ม ทั้งที่ในใจรู้สึกเหมือนกับถูกเท้าของคนตรงหน้าบดขยี้จนแหลก

            กูไม่เคยคิดจะแข่งกับมึงเว้ยยุค แต่กับชยินกูชอบเขาจริงๆ ว่ะ

            ...ผมเงียบ ไม่ได้ตอบโต้ใดๆ กลับไป

            จะต่อยกูก็ได้นะ เต็มที่จนกว่ามึงจะพอใจเลยสิ้นสุดคำพูดนั้นผมถลาเข้าไปหาอีกฝ่าย กระชากคอเสื้อของมันเอาไว้ ขณะมืออีกข้างเงื้อขึ้นสูงพร้อมจะฟาดลงบนหน้าหล่อเหลาเต็มแรง

            ต่อยเลยยุค

            ‘…’

            แล้วมึงเลิกยุ่งกับชยินซะ ถือว่ากูขอล่ะ

            ร่างกายคล้ายกับหมดเรี่ยวแรงไปดื้อๆ นอกจากไม่ต่อยแล้ว ผมยังทำได้แค่ก้มหน้ารับฟังอย่างพวกขี้แพ้ ก่อนจะตระหนักได้ว่า...

            ต่อให้รักแค่ไหน ก็เอามาเป็นของตัวเองไม่ได้อยู่ดี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            ตั้งแต่คุยกับไอ้ริวจบผมก็ไม่รับโทรศัพท์หรืออ่านข้อความของชยินอีก นอกจากตัดประเด็นไปสั้นๆ แล้วปิดเครื่องหนี มันอาจจะแย่หน่อยแต่นี่คงเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว พอรู้ว่าแพ้ก็ไม่อยากดันทุรังให้เขาต้องรำคาญ ไม่อย่างนั้นเราอาจจะเจ็บด้วยกันทั้งคู่

            ที่ผ่านมาเลยได้แต่หวังว่ามันจะเป็นความทรงจำที่ดีของเรา

            ทุกอย่างมันควรจะจบตั้งแต่วันนั้น แต่ไม่รู้ทำไมในหลายวันต่อมาชยินถึงแวะมาหาผมที่คอนโด ผมไม่ได้โกรธเขา แค่ไม่เข้าใจว่าในเมื่อเลือกไอ้ริวไปแล้วทำไมเราถึงต้องคุยกันอีก เลยปฏิเสธที่จะเจอหน้าตรงๆ

            ก๊อกๆๆ

            เสียงเคาะห้องดังขึ้น ผมขมวดคิ้วอย่างสงสัยแต่ก็ยังย่างเท้าไปที่หน้าประตู ก่อนจะพบว่าคนที่ยืนอยู่ด้านนอกเป็นใครคนหนึ่งที่แสนคุ้นเคย เธอคือความทรงจำที่ผ่านมาของผม เราได้เจอกันบ้าง ทว่าไม่มีครั้งไหนที่อีกฝ่ายจะแวะเวียนมาทักทายถึงหน้าห้อง

            ดรีม

            ยุค ขอเข้าไปคุยด้วยได้มั้ย

            ผมไม่รู้เธอขึ้นมาได้ยังไงและก็ไม่คิดจะถาม นอกจากพาเธอเข้ามาด้านใน หาเครื่องดื่มและขนมกินเล่นมาวางไว้ตรงชุดโซฟาแล้วหาโอกาสถามถึงต้นสายปลายเหตุ

            ดรีมไม่สดใสเหมือนทุกครั้ง ความจริงก็ตั้งแต่ครั้งก่อนตอนเจอกันที่ร้านหนังสือ ดูเหมือนเธอจะเจอวิกฤตในชีวิตนิดหน่อย ความรักไม่ได้เป็นดั่งหวังทั้งที่งานถ่ายภาพกับการรับจ๊อบเป็นนางเอกเอ็มวีก็ดูจะรุ่งไม่น้อยเหมือนกัน

            มีอะไรหรือเปล่า บอกได้นะผมถามตามประสาเพื่อนคนหนึ่ง แต่ไม่คิดว่าคำตอบที่ได้กลับมาจะเป็นการร้องไห้จนตัวโยน

            นานเหมือนกันกว่าเจ้าตัวจะสงบสติอารมณ์ น้ำเสียงที่แสนคุ้นเคยเจือไปด้วยเสียงสะอื้น ทว่าผมก็ทำได้แค่นั่งตบบ่าปลอบใจพร้อมกับทิ้งระยะห่างเอาไว้ประมาณหนึ่ง เพื่อตอกย้ำให้แน่ใจว่าเราไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกแล้ว

            เราเพิ่งไปหาหมอ ความจริงก็เพิ่งเป็นหนักเลยต้องไป

            ร่างกายของผมเย็นวาบตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่ได้คาดหวังว่าคำตอบจะเป็นแบบไหน รู้แค่ว่ามันคงไม่ใช่ข่าวดีเท่าไหร่นัก

            ป่วยเหรอผมถามหยั่งเชิง ดรีมจึงพยักหน้าพลางตอบกลับทันที

            เป็นซึมเศร้า เพิ่งรู้เมื่อไม่กี่วันก่อน

            โรคที่คนในสายอาชีพรวมถึงคนใกล้ตัวของผมเป็น มันไม่มีอะไรดี ทุกอย่างแย่ไปหมดและผมก็เข้าใจดี

            หมอให้ยามามั้ย กินยาให้ตรงเวลา ที่ห้องมีใครอยู่เป็นเพื่อนหรือเปล่า บางทีอยู่คนเดียวอาจจะไม่เวิร์ก ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกได้

            ตอนแรกเราไม่ได้รู้สึกแย่ขนาดนี้ แต่เวลาคิดถึงเขาทีไรมันก็รู้สึกหดหู่ตลอดเขาที่หมายถึงคงเป็นแฟนที่ดรีมคบ เราจบกันไปนานแล้ว เธอเริ่มต้นใหม่แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด

            อาจจะต้องเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นผมลองเสนอ ถึงไม่รู้ว่ามันจะแก้ปัญหาได้หรือเปล่าก็ตาม

            เราอยู่ในห้อง มองดูเพดาน มันหดหู่จนเหมือนกับว่าโลกกำลังจะแตก เราถามตัวเองว่าเกิดมาทำไม มีชีวิตไปทำไม หรืออยู่เพื่อใคร ถามคำถามเดิมซ้ำๆ จนได้คำตอบว่าไม่มี...ไม่มีเหตุผลที่เราต้องทนอยู่

            สีหน้าของคนพูดคร่ำเครียด ผมจับมือเธอเอาไว้ แต่ไม่ได้ปลอบอะไรนอกจากรับฟังเงียบๆ

            เราคิดถึงเธอ ตอนนั้นเราอยู่กับยุคแล้วสบายใจเลยตัดสินใจมาที่นี่

            มาได้

            ยุคมีใครหรือยังจำได้ว่าครั้งก่อนดรีมเคยถามผมแล้ว แต่เธอก็ยังเลือกจะถามย้ำ

            มีแล้ว

            ไปกันได้ดีมั้ย

            จบแล้วล่ะผมตอบยิ้มๆ

            ทำไม

            มันมีเหตุผลไม่กี่อย่างหรอก บางทีเขาอาจจะไม่รักเลยไปกันไม่รอดฟังดูเหมือนช่วงแฟนเก่าหันหน้าปรับทุกข์ด้วยกันเลยว่ะ แต่ผมอาจจะดีกว่ามั้งตรงที่ยังไม่ได้เริ่มความสัมพันธ์ก็จบลงซะก่อน ขณะที่ดรีมเริ่มต้นไปนานแล้ว อยู่ด้วยกันระยะเวลาหนึ่งก่อนจะแยกจากกันไป

            ยังชอบอ่านมูราคามิเหมือนเดิมเหรอเธอเปลี่ยนเรื่อง จ้องมองหนังสือ Hear the wind sing ที่วางอยู่ใกล้ๆ

            ดรีมไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่เขาก็รู้ว่าผมเคยชอบอะไร

            อืม ก็สนุกดี

            ขอเล่มนี้ไปอ่านได้มั้ย

            ยังมีอีกหลายเล่มที่อยู่ในตู้ผมพูดเป็นเชิงปฏิเสธกลายๆ แต่อีกฝ่ายเหมือนจะไม่เข้าใจ

            อยากอ่านเล่มนี้แหละ ขอได้มั้ย

            ‘…’

            หรืออยากให้ใคร

            ไม่มีหรอก เอาไปเถอะคิดดูอีกที ผมคงไม่มีโอกาสหยิบยื่นมันให้กับคนที่ต้องการให้อีกแล้ว

            ยุคว่าเราจะเป็นยังไงถ้าใครคนนั้นไม่กลับมาเธอตั้งคำถาม สองมือเปิดหน้าหนังสือไปทีละหน้าอย่างใจเย็น

            ความจริงดรีมเป็นคนที่ค่อนข้างเข้าใจยากประมาณหนึ่ง ใช้อารมณ์เหนือเหตุผล อะไรหลายๆ อย่างในชีวิตเลยเปลี่ยนแปลงตามความอ่อนไหวของอารมณ์

            เสียใจ และก็คงร้องไห้ด้วยปกติเธอก็เป็นแบบนี้ แต่แปลกดีในวันที่เราเลิกกันเมื่อหลายปีก่อน ไม่มีใครเผลอร้องไห้ออกมาแม้แต่นิดเดียว

            คงเพราะ...ต่างคนต่างหมดรักกันไปแล้ว

            เราทำมันไปหมดแล้ว ร้องไห้ เปิดเพลงเศร้า แล้วก็เข้าไปอยู่ใต้ฝักบัว

            แล้วดีขึ้นมั้ย

            ตลกตัวเองคนตรงหน้ายิ้มขื่น

            อย่างน้อยก็ได้ทำ

            เรา...แย่มาก

            เดี๋ยวก็ผ่านไป

            เมื่อคืนรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมดิ่ง อยากตายขึ้นมาเฉยประโยคบอกเล่านั้นทำผมนิ่งไปพักใหญ่ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรดรีมถึงพูดมันออกมา แต่ดูจากสีหน้าและน้ำเสียงราบเรียบก็บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเธอ

            ซึ่งมันน่ากลัว

            ความตายไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่คนจะคิด

            ก๊อกๆๆ

            จู่ๆ เสียงเคาะประตูก็ฉุดความรู้สึกที่ค่อยๆ จมดิ่งกลับมายังปัจจุบันอีกครั้ง ผมมองหน้าดรีม ตบบ่าเธอเบาๆ ก่อนยื่นช็อกโกแลตให้

            นั่งรอก่อน เหมือนเพื่อนจะมาน่ะเอ่ยออกไปทั้งที่ไม่รู้ว่าใครอยู่หน้าห้องกันแน่ บางทีอาจเป็น บ.ก.ที่ตามทวงต้นฉบับถึงที่ หรือจะเป็นไอ้ท็อปที่แวะเวียนมาหาได้ทุกเวลา

            เราขอนอนได้มั้ย

            นอนได้ผมบอกสั้นๆ ดรีมเลยทิ้งตัวลงบนโซฟาอย่างเงียบเชียบ ส่วนผมก็ปลีกตัวเดินมายังประตู ออกแรงหมุนลูกบิดเล็กน้อยเพื่อเผชิญหน้ากับคนด้านนอก ซึ่งเป็นคนที่ผมไม่คิดเลยว่าจะได้เจอในวันนี้

            คิดถึง คิดถึงมากๆ แต่กลับทำอะไรไม่ได้นอกจากฝืนตัวยืนนิ่ง พร้อมกับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแม้ในใจจะรัวกระหน่ำด้วยความยินดี

            มาได้ไง

            ผมแอบเข้ามา เพราะคิดว่าเราอาจมีเรื่องต้องคุยกัน

            น้ำเสียงของชยินเต็มไปด้วยความเว้าวอนจนอยากดึงอีกฝ่ายเข้ามากอด ใบหน้าของเขา ดวงตาของเขา ทุกอย่างที่ผมรักอยู่ตรงหน้านี้แล้วทว่าไม่สามารถครอบครองเป็นของตัวเองได้

            ตอนนี้ผมยังไม่ว่าง เป็นวันอื่นได้มั้ย

            มีหลายอย่างที่อยากพูดอยากบอก แต่เหมือนว่าตอนนี้มันจะไม่ใช่สถานการณ์ที่เราต้องคุยกัน ดรีมยังอยู่ด้านใน และผมไม่อยากให้ชยินต้องรู้สึกไม่ดีเมื่อรู้ว่าเธออยู่ในห้อง

            ขอคุยด้วยหน่อยชยินยังคงยืนยันคำเดิม

            ยังไม่ใช่ตอนนี้

            คุณไม่อ่านข้อความผม โทรศัพท์ก็ไม่ยอมรับ เพราะงั้นให้ผมได้พูดอะไรบางอย่างกับคุณก่อนได้มั้ย ยุค...เรื่องที่เกิดวันนั้นผมผิดเอง

            จนแล้วจนรอดผมก็ใจอ่อนให้เขา ยอมฟังคำอธิบายจากอีกฝ่ายอย่างตั้งใจ

            ชยินมาเพื่อขอโทษ แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะได้ยินคือคำบอกรักทั้งน้ำตา หลายวันมานี้ผมเข้าใจมาตลอดว่าเขาไม่ได้เลือกผม เลยพยายามตัดขาดทุกอย่างและเลือกอยู่คนเดียวเหมือนที่ผ่านมา ทว่าแม่งไม่ใช่เลย สิ่งที่คิดกับความเป็นจริงสวนทางกันโดยสิ้นเชิง

            ความรู้สึกตอนที่ได้ยินคำสารภาพรักมันทั้งดีใจและยินดี แต่เป็นความยินดีที่ไม่สุดซะทีเดียวเพราะก่อนหน้านั้นผมเพิ่งรับฟังปัญหาของใครอีกคนมา แถมเธอก็กำลังอยู่ในห้อง

            ผมรับรู้ว่าชยินรักผม รู้จากท่าทาง น้ำเสียง และแววตาที่ไม่เคยโกหกของเขา

            เราต่างรู้ว่าทางข้างหน้าคือกับดัก แต่กลับไม่มีใครคิดจะหยุดเดินแถมยังกระโจนเข้าใส่อย่างจัง ความลับไม่เคยมีในโลก เหมือนสิ่งที่ผมพยายามจะปกปิด แม้ไม่ได้ทำผิดอะไรแต่ชยินก็ยังรู้สึกแย่อยู่ดีตอนที่เผลอดันผมเข้าไปในห้อง และเขาได้เห็นแฟนเก่ากำลังนั่งอยู่บนโซฟาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก

            ขอโทษ ขอโทษที่จูบคุณ ผม...ผมคิดว่าต้องกลับแล้ว

            ชยินตั้งสติหน่อย

            ร่างกายผมคล้ายหล่นร่วงลงไปยังธารน้ำแข็งเย็นเยียบ มันเจ็บจนรู้สึกชาไปทุกส่วนตอนเห็นคนที่รักกำลังร้องไห้และผมอยากอธิบายความจริงให้เขาฟังแค่ไหน

            วันนี้มาขัดจังหวะ คุณไม่ว่างจริงๆ ด้วย ฮ่าๆ

            เดี๋ยวผมลงไปส่ง

            ลงไปข้างล่าง อธิบายให้เขาได้เข้าใจ

            ไม่ต้อง ทำไมไม่บอกผมแต่แรก ว่าคุณไม่ได้รู้สึกเหมือนเดิมแล้ว แค่ตอบข้อความหรือโทรมาบอกก็ได้ บอกว่าไม่รักจะไปไหนก็ไป ไม่ต้องมาเสนอตัว หรือจะพูดให้รู้สึกแย่ ยังไงมันก็ดีกว่าตอนนี้อยู่ดี

            ชยิน อย่าคิดไปเอง ตอนนี้คุณต้องตั้งสติก่อน        

            ผมขอโทษ ผมงี่เง่าเอง

            มันไม่ใช่แบบนั้น แต่ตอนนี้คุณช่วยกลับไปก่อนได้มั้ย แล้วผมจะอธิบายทุกอย่างให้ฟัง

            ไม่รู้ว่าอาการของดรีมหนักแค่ไหน แต่เธอคงไม่โอเคถ้าจะพูดเรื่องอาการป่วยต่อหน้าชยิน ดังนั้นผมเลยอยากคุยกับชยินเพียงลำพังโดยไม่มีบุคคลที่สามเข้ามาแทรก

            ก็คง...ต้องเป็นอย่างนั้น

            เดี๋ยวผมลงไปส่ง

            ยุค

            ร่างโปร่งเดินผละออกไป ส่วนผมที่ตั้งท่าจะเดินตามเขากลับถูกคนที่นั่งอยู่ตรงโซฟารั้งไว้ซะก่อน สีหน้าของดรีมเหมือนจะไม่โอเคเท่าที่ควร ผมยืนลังเลอยู่นานสุดท้ายก็ไม่ได้วิ่งตามคนตัวเล็กกว่าไป แต่กลับใช้เวลาทั้งหมดไปกับการพูดคุยและปลอบขวัญคนป่วย

            ในใจผมมีแต่ความกังวล พยายามคิดหาทางออกทุกวิถีทางทว่าก็โดนปฏิเสธหมด

            ดรีมไม่ยอมกลับห้อง เธอขอให้ผมอยู่เป็นเพื่อน คืนนั้นผมพยายามติดต่อหาเพื่อนคนอื่นๆ เพื่อขอความช่วยเหลือแต่ดรีมดันขอร้อง เธออยากปิดอาการป่วยเป็นความลับ แล้วโยนทุกอย่างมาให้ผมช่วยแบกเอาไว้ ซึ่งรู้ดีว่าบ่าทั้งสองข้างมันรับเรื่องต่างๆ ไม่ได้มากเท่าที่ควร

            ตอนเช้าอาการเธอไม่ได้ดีขึ้นนัก ตลอดหนึ่งคืนผมได้ยินคำพูดคิดสั้นมากมายจนข่มตานอนไม่หลับ เมื่อวันใหม่มาถึงจึงรีบโทรหาชยิน ทว่าปลายสายกลับไร้ซึ่งการตอบกลับ

            ผมตัดสินใจโทรไปขอความช่วยเหลือจากไอ้ท็อปซึ่งไม่รู้ว่ามันจะช่วยอะไรได้มั้ย แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

            หนึ่งคืนผ่านพ้นโดยที่ผมไม่ได้ตามไปอธิบายอะไรให้เขาเข้าใจแม้แต่อย่างเดียว สิ่งหนึ่งที่กลัวสุดหัวใจเลยก็คือกลัวว่าเขาจะรอ ผมพยายามหาโอกาสแล้ว แต่อาการของดรีมมันยากที่จะปลีกตัวออกมาส่งข้อความหรือโทรหาอีกฝ่าย ดังนั้นภาระทั้งหมดเลยตกไปอยู่ที่เพื่อนสนิท

            ใครจะคิดว่าผลที่ได้หลังจากนั้นจะเป็นการเห็นมันส่ายหัวอยู่หน้าห้องแล้วบอกว่าซวยแล้ว

            ชยินหายไป...

            คงเหมือนกับความสุขของผมที่ว่างเปล่าจนเหมือนไม่เคยมีอยู่ มันคงหายไปพร้อมกับเขา ไม่หลงเหลืออะไรเลยนอกจากความเจ็บปวด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            ผมขอความช่วยเหลือจากเพื่อนหลายๆ คนที่พอจะสนิทสนมกับดรีมเพื่อฝากฝังให้อีกฝ่ายช่วยดูแลเพราะยังอยู่ในช่วงที่อาการน่าเป็นห่วง ถึงแม้เธอจะยืนยันไม่อยากให้บอกใครในตอนแรกสุดท้ายก็ต้องยอมเปิดปากบอกเฉพาะบางคนเนื่องจากผมไม่สามารถแบกรับทุกอย่างไหว อาจจะแวะไปหาบ้าง แต่ไม่บ่อยเท่ากับการไปหาชยินที่ห้องทั้งที่รู้ว่าทุกอย่างกำลังจะสายเกินแก้

            ชยินไม่อยู่ห้องมาหลายวันแล้ว ติดต่อก็ไม่ได้ ถามเพื่อนคนไหนก็ไม่มีใครรู้จนรู้สึกกังวล

            ไม่รู้ว่าเขาอยู่ไหน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นยังไง เฝ้าแต่ภาวนาว่าเขาจะเหนื่อยและกลับมาสักทีเพราะเรื่องระหว่างเรายังคงคาราคาซังอยู่

            เป็นไงบ้างวะ สภาพแม่งแย่สัดไอ้ท็อปแวะมาหาที่ห้อง ช่วงนี้ต้องเรียกว่าเป็นขาประจำถึงจะถูก

            มันวางข้าวกล่องง่ายๆ ไว้ตรงโต๊ะกินข้าว แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาข้างๆ กับผม

            วันนี้กูไปหาชยินมาผมบอกประโยคเดิมๆ ให้มันรับรู้

            แล้วเจอมั้ย

            ไม่ มึงพอจะติดต่อคนที่ทำงานชยินให้ได้หรือเปล่า กูเป็นห่วงว่ะ

            ติดต่อไปแล้ว ปกติไอ้ชยินมันไม่ค่อยสนิทกับใคร เลยถามหาง่าย แต่บอกเลยว่าทุกคนไม่มีใครรู้ว่ามันไปไหนสักคนแม้กระทั่งไอ้เบิร์ด ส่วนพี่เกมที่เป็นโปรดิวเซอร์ก็บ่นอยู่เหมือนกัน มันหายหัวแบบนี้ฝั่งโน้นเลยโยนงานให้คนอื่นไปทำแล้ว

            ผมยกมือกุมขมับด้วยความรู้สึกมืดแปดด้าน

            คนอื่นล่ะ มีคนอื่นที่พอจะติดต่อมั้ย

            หมดแล้ว มึงใจเย็นก่อน เดี๋ยวแม่งก็กลับมาเองแหละ

            ชยินไม่ค่อยมีเงินติดตัวผมเป็นห่วงว่าเขาจะลำบาก จะอยู่ยังไง กินยังไง ลองติดต่อเลียบเคียงไปหาที่บ้านเขาก็ได้คำตอบคล้ายๆ กันคือไม่รู้ว่าไปไหน รู้แค่ว่าหนีพักผ่อนชั่วคราวเพื่อไม่ให้คนในครอบครัวเป็นกังวล

            มันไม่มีเงินติดตัวอ่ะดีแล้วจะได้รีบกลับ มึงก็ไปกินข้าวก่อนเถอะ

            แดกไม่ลง

            เข้าใจ เมียหนีอ่ะเนาะ ไม่พอแฟนเก่ายังกลับเข้ามาในชีวิตอีก สีสันโคตรๆไอ้ท็อปพูดเป็นทีเล่นทีจริง ซึ่งผมก็ไม่ได้คิดใส่ใจอะไรนอกจากนั่งนิ่ง มองดูหน้าจอทีวีฉายหนังที่ไม่รู้แม้แต่ชื่อเรื่อง

            รอมันกลับมาแล้วพามาเคลียร์กับดรีมเลยมั้ย

            มันไม่ได้อยู่ในจุดที่ชยินต้องมาเจ็บปวดเรื่องนี้เขาไม่ควรต้องมารับฟังหรือเคลียร์ปัญหาในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ก่อด้วยซ้ำ

            ยุค โอเคป่ะวะคราวนี้เสียงทุ้มดูจริงจังขึ้นเล็กน้อย

            ไม่

            ถ้ามันเหนื่อยมากก็ปล่อยวางบ้าง

            ให้ปล่อยได้ยังไง ตอนนี้กูไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชยินอยู่ที่ไหน ทำอะไร อยู่กับใคร มันห่วงไปสารพัด แล้วไหนจะเรื่องดรีมอีก มึงจะให้กูไม่เหลียวแลคนป่วยเลยเหรอ เขาไม่เหลือใครแล้วนะเว้ยยังคงเป็นปัญหาที่คิดไม่ตก เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งก็ต้องสูญเสียอีกอย่าง แต่หากจะแบกไว้ทั้งคู่ก็กลัวว่าสุดท้ายมันจะพังกันหมด

            ดรีมยังมีเพื่อน ทางนั้นพอช่วยดูแลได้

            เมื่อวานเขายังโทรหากูอยู่เลยเหมือนกับว่าเจ้าตัวได้ทิ้งความหวังไว้ที่ผมจนหมด ซึ่งมันไม่ง่ายเลยที่ต้องแบกรับไว้

            มึงใจอ่อนเกินไป

            แต่ถ้าใจแข็งกูกลัวว่ามันจะเกิดเรื่องแย่ๆ ขึ้นเวลาที่ต้องรับรู้ว่าคนๆ หนึ่งกำลังเผชิญวิกฤติ หรืออยากฆ่าตัวตายนับร้อยครั้ง ไม่มีใครที่จะอยู่เฉยได้หรอก

            งั้นมึงก็ปล่อยไอ้ชยินไป เลือกแฟนเก่ามึงเลย ไม่ต้องอธิบายห่าอะไรให้มันฟังหรอกคำพูดของให้ท็อปทำให้ผมหันขวับ

            ที่มึงบอกว่าเข้าใจคือเข้าใจกูจริงป่ะวะ

            กูเข้าใจมึงถึงได้พูด ถ้าเกิดวันนึงชยินแม่งกลับมามึงจะทำยังไง วิ่งโร่ไปหามันพร้อมกับเกี่ยวแฟนเก่ามึงไปเคลียร์ด้วยเหรอ แน่ใจนะว่าอยากทำอย่างนั้น มึงไม่ได้แย่ที่ตัดสินใจเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเว้ย

            ‘…’

            ที่สำคัญเลยก็คืออาการป่วยไม่ใช่ข้ออ้างในการเรียกร้องจะขออะไรจากคนอื่นก็ได้ ทุกอย่างมันมีขอบเขตของมัน ดรีมต้องเรียนรู้ มึงไม่ปล่อยให้เขาทำความเข้าใจแต่กำลังดึงให้เขาพึ่งพิงแต่มึง ถามหน่อยเถอะว่าวันหนึ่งมึงไม่อยู่เขาจะอยู่ได้มั้ย ก็ไม่!

            ‘…’

            มึงไม่ได้อยู่กับดรีมด้วยความรักแต่อยู่ด้วยความสงสาร เขาไม่ดีใจหรอกที่มึงรู้สึกแบบนี้ แต่กับคนที่รักอย่างชยินล่ะ มึงอยู่เพื่ออะไร เพื่อให้มันเดินจากไปแล้วก็เจ็บกันทั้งคู่น่ะเหรอ

            ประโยคแล้วประโยคเล่าดังก้องในโสตประสาท ไอ้ท็อปยังคงพูดต่อไม่หยุดทว่าสมองของผมมันไม่ประมวลผลอีกแล้ว สิ่งเดียวที่รู้ในตอนนี้เลยก็คืออยากเจอชยิน อยากคุย อยากอธิบายให้เข้าใจ

            อยากทำทุกอย่างให้เรากลับมาเป็นเหมือนเดิม

            ทั้งที่เวลาผ่านไปเกือบสัปดาห์แล้ว ผมรู้สึกว่าโลกทั้งใบหม่นหมองกว่าเดิมหลายเท่า รอยยิ้มของเขา ดวงตาที่ไม่เคยโกหก ประโยคกวนๆ ที่เปล่งออกมาจากริมฝีปากได้รูป

            ผมเห็นผู้ชายคนเดิมนั่งอยู่ตรงโต๊ะฝั่งตรงข้ามพร้อมกับกอดกีตาร์เอาไว้แนบอก ร้องเพลงอกหักที่เขามักแต่งได้ดีเสมออย่างอินๆ และผมจะยังเห็นภาพนั้นวนเวียนอยู่ในหัวแบบเดิมในทุกวัน เป็นภาพจำที่อาจติดตรึงไปอีกยาวนานเมื่อไหร่ไม่รู้

            บางทีคงเป็นตลอดไป...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            แล้ววันที่ฝันเป็นจริงก็มาถึง

            ผมได้เจอกับชยินอีกครั้ง เขาดูผอมลงนิดหน่อยแต่ยังน่ารักเหมือนเดิม เราเดินสวนกันตรงทางเดินร้านกาแฟเจ้าประจำ แต่แทนที่จะมีโอกาสได้คุยหรืออธิบายมากกว่านั้น เขากลับต้องมาเห็นผมมากับแฟนเก่าแถมยังอยู่ในสภาพจับมือถือแขนกันอีก

            ในวินาทีนั้น ผมรู้สึกว่าทุกอย่างมันผิดพลาดไปซะหมด

            ไม่แน่ใจว่าโลกกำลังทำร้ายหรือเป็นผมที่ทำร้ายตัวเองกันแน่ ผมไม่คิดว่าความอดทนที่มีมาตลอดจะหลงเหลืออยู่อีก เลยตัดสินใจบอกกับดรีมไปตรงๆ และโทรให้เพื่อนคนหนึ่งมาอยู่เป็นเพื่อนเธอตอนผมไม่อยู่ แต่ใครจะรู้ หลังเคาะประตูห้องคนตัวเล็กอีกครั้งเขากลับไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมจะฟังอะไรอีกแล้ว

            ชยินที่สดใสหายไป หลงเหลือแต่คนที่แตกสลายออกเป็นเสี่ยงๆ อยู่ตรงหน้า เราต่างควบคุมความรู้สึกตัวเองไม่ได้สุดท้ายก็เกิดเรื่องในที่สุด ผมปล่อยให้มันเกิดขึ้นทั้งที่รู้ดีว่าเขาไม่พร้อม...

            คิดถึงตรงนี้แล้วความทรงจำมากมายในอดีตก็หยุดชะงัก เสียงประตูลิฟต์เปิดออก ความคิดถูกอย่างเจือจางจนกระทั่งรับรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในปัจจุบัน

            สองเท้าติดสั่นหยุดยืนหน้าห้องหมายเลขเดิม มือข้างหน้าล้วงเอาคีย์การ์ดออกมาจากกระเป๋ากางเกงเนื่องจากมั่นใจว่าคนที่นอนอยู่คงไม่มีแรงลุกออกมาเปิดประตู สิ่งแรกที่ทำหลังก้าวเข้ามาในห้องเลยก็คือเข้าไปยังห้องนอนของเขา แต่ก็ต้องใจหายเพราะบนผ้าปูยับยู่ยี่ไม่มีร่างของใครคนนั้นนอนอยู่แล้ว

            จากที่คิดว่าเขาคงหลับโดยไม่รับรู้อะไรตอนนี้กลับตาลปัตรโดยสิ้นเชิง

            ความกระวนกระวายผลักดันให้ผมรีบวิ่งไปยังห้องน้ำ เสียงฝักบัวดังเล็ดลอดออกมาด้านนอกทำให้รู้สึกอุ่นใจเล็กน้อยว่าเขาไม่ได้หนีไปไหนไกล ทว่าสภาพของคนตัวบางที่ได้เห็นกลับไม่ช่วยให้ความอึดอัดจางหายไปแม้แต่นิดเดียว

            “ชยิน...” ผมเรียกชื่อคนตรงหน้าบางเบา สายน้ำตกกระทบลงบนร่างขาวซีดที่กอดตัวเองแน่น ไม่รู้ว่าเจ้าตัวอยู่ในสภาพนี้นานเท่าไหร่ แต่มันคงนานพอที่จะทำให้ผิวหนังที่ดูมีชีวิตชีวาไร้สีเลือดได้ถึงขนาดนี้

            เจ้าของดวงตาอ่อนล้าค่อยๆ ปรือตาขึ้น เขาสั่นไปทั้งตัวแต่ก็ยังคงนิ่ง ผมปราดเข้าไปหา เอื้อมมือไปปิดฝักบัวอย่างรีบเร่งก่อนจะช้อนร่างอ่อนปวกเปียกเข้ามาในอ้อมแขนแล้วพากลับมายังเตียง หาผ้าขนหนูเช็ดตัวอีกฝ่ายทุกส่วน จากนั้นก็หายามาทาแล้วสวมเสื้อผ้าให้ความอบอุ่น

            “ฮือ...” คนใต้ร่างครางอืออาแทบไม่ได้ศัพท์ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังร้องไห้ออกมา

            “เดี๋ยวกินยาก่อนนะ คุณจะได้นอนสบายๆ” ผมบอกเสียงเรียบ หมุนตัวไปหยิบยาแก้ปวดพร้อมกับน้ำดื่มมาจ่อปาก แต่ชยินสายหัวเอาแต่พูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาไม่หยุด

            “คุณ...ไม่ไปแล้วเหรอ”

            “ผมไม่ได้ไปไหน” ไม่พูดเปล่ายังคว้าอีกฝ่ายเข้ามากอดให้ความอบอุ่นโดยไม่คิดปล่อย

            “คุณหายไป...มีคนโทรมา คนโทรมา...แล้วคุณก็ไป” เจ้าตัวยังคงพูดวกไปวนมา ผมจูบที่ขมับบางพลางโยกตัวคนในอ้อมแขนเบาๆ

            “ผมลงไปแค่แป๊บเดียว”

            “คุณทิ้งผม”

            “ขอโทษ...” อาจพูดได้แค่คำนี้ แต่เขาควรได้รับมันจริงๆ

            “เขาสำคัญมากใช่มั้ย”

            “สำคัญคนละแบบกับคุณ”

            “ที่เกิดขึ้น...มันคือความผิดพลาด” คนพูดหลุบตาลงเล็กน้อย พูดเจือน้ำเสียงติดอู้อี้จนน่าสงสาร           

            “มันคือความตั้งใจของเราทั้งคู่”

            “พรุ่งนี้คุณก็จะหายไปอีกใช่มั้ย” พูดไปน้ำตาก็ไหลไปจนเปื้อนเสื้อตัวใหม่ที่เพิ่งเปลี่ยนไปไม่นาน

            “ผมจะอยู่ตรงนี้ อยู่กับคุณ”

            “ผมไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองต้องถูกทิ้ง เพราะความโลเลของผมใช่มั้ย หรือเพราะผมง่ายเกินไป” คราวนี้ผมกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น ไม่อยากให้เขาต้องเจ็บปวดกับความรู้สึกพวกนี้อีก

            “มันไม่ได้เกี่ยวกับคุณทั้งนั้น คุณไม่ผิดอะไร และผมยังรักคุณเหมือนเดิม อาจจะมากขึ้นด้วยซ้ำนับตั้งแต่ตัดสินใจบอกรักคุณตรงดาดฟ้า”

            “แล้วทำไม...คุณถึงอยู่กับเขา ทำไมถึงปล่อยให้ผมรอ รอนานมากเลยแต่คุณก็ไม่มา คุณอยากแก้แค้นที่ผมปล่อยให้คุณรออยู่หน้าห้องใช่มั้ย ถ้าใช่ คุณทำสำเร็จแล้ว ฮือ...ผมทรมานมากเลย”

            ตลอดเวลาที่เราไม่ได้เจอกัน ผมรู้ว่าชยินต้องเผชิญกับความรู้สึกด้านลบมากขนาดไหนแต่ก็ยังเห็นแก่ตัว

            “ชยิน ขอโทษ”

            “ไม่อยากฟังคำนี้แล้ว”

            “ผมกับดรีมเป็นแค่เพื่อน เขารักคนอื่น ส่วนผมก็มีคุณ ไม่ได้มีอะไรเกินกว่านั้น”

            “...”

            “ดรีมป่วยเป็นซึมเศร้า เขาไม่มีใครและกำลังอ่อนแอมาก”

            “แล้วผมล่ะ”

            “...”

          “เพราะผมเข้มแข็งเหรอถึงต้องเป็นฝ่ายเสียสละ”

            รอบกายห่อหุ้มด้วยความเงียบงัน เป็นความเงียบที่รู้สึกเจ็บปวดแม้จะไม่มีใครกรีดมีดลงบนผิวหนังแม้แต่เสี้ยวเดียว

            “คุณไม่ได้รักผมหรอก จริงๆ คุณอาจรักคนอื่นอยู่”

            “ชยิน”

            “ผมง่วงแล้ว คุณปล่อยผมได้มั้ยครับ”

            ทว่าผมก็ยังคงทำเหมือนเดิม คือกอดเขาไว้แล้วล้มตัวนอนบนเตียงด้วยกัน รู้ดีว่าร่างกายของเขาไม่ดีเท่าไหร่แต่ก็ยังเห็นแก่ตัวโอบกอดเพราะกลัวว่าเช้าวันรุ่งขึ้นอีกฝ่ายจะหายไป

            “เด็กดีอย่าร้องไห้” พูดพลางพรมจูบไปทั่วใบหน้าขาวจนคนตัวเล็กต้องเบี่ยงหน้าหลบ

            “ไม่ได้ร้อง”

            “พรุ่งนี้เราคุยกันให้เข้าใจเถอะนะ”

            “เข้าใจหมดแล้ว”

            ตอนนี้เขาคงไม่พร้อมจะรับฟังอะไรอีกเลยทำได้แค่เงียบ กล่อมเขาเบาๆ จนกว่าจะหลับไป         

            คงจะมีแค่ผมล่ะมั้งที่มัวแต่นอนครุ่นคิด มันคงจะจริงที่ผมแคร์เขาน้อยไป แต่ไม่ได้หมายความว่าที่ผ่านมา...

            ผมไม่ได้รักเขาเลย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            เช้าวันใหม่มาถึง ร่างกายเหมือนมีความร้อนแผ่ซ่านไปซะทุกส่วน ผมปรือตาขึ้น ใช้เวลาปรับโฟกัสครู่หนึ่งก่อนจะก้มสำรวจความเปลี่ยนแปลงรอบกาย ชยินยังอยู่ในอ้อมแขนของผม แต่ที่แปลกออกไปคือความมีชีวิตชีวาที่มักแต่งแต้มบนใบหน้าได้หายไป

            “ชยิน...” ผมพึมพำเสียงแผ่ว รีบชันตัวขึ้นนั่งแล้ววัดอุณหภูมิอย่างลวกๆ ซึ่งก็เป็นตามคาด เพราะรับรู้ได้ถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากคนตัวเล็กกว่าจนน่าตกใจ

            เมื่อคืนนอกจากเรื่องเซ็กซ์ เขายังแช่น้ำอยู่นานกว่าจะถูกอุ้มออกมา ยาก็ยังไม่ได้กินนอกจากอาการบวมแดงที่ทายาภายนอกทิ้งไว้

            ผมหย่อนเท้าลงจากเตียง รีบรื้อหาผ้าขนหนูในตู้เพื่อเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้อีกรอบ ถึงตอนนี้ชยินก็ปรือตาขึ้นมาพร้อมกับโอดครวญเสียงแหบพร่าจนต้องเอ่ยปลอบอยู่ใกล้ๆ

            “เจ็บ ฮือ...เจ็บ...”

            “อดทนนะเด็กน้อย ถ้าอาการไม่ดีขึ้นผมจะพาคุณไปโรง’บาล”

            “ไม่ไป” ใบหน้าขาวซีดส่ายไปมาบนหมอน เขาเอื้อมมือมาจับแขนผมพลางพูดเหมือนจะร้องไห้ “ไม่ไปนะ ฮือ...”

            “โอเคๆ แต่เดี๋ยวกินยาก่อนจะได้กินข้าว” ร่างบางยอมทำตามอย่างว่าง่ายด้วยการกลืนยาที่หยิบยื่นให้ จากนั้นก็ล้มตัวลงนอนอย่างหมดเรี่ยวแรง

            ในตู้เย็นของชยินแทบไม่เหลืออะไรพอที่จะทำเป็นอาหารง่ายๆ ได้เลย ดังนั้นผมจึงเดินกลับไปที่เตียง กระซิบข้างหูเขาเบาๆ เพื่อไม่ให้กังวลว่าจะถูกทิ้งเหมือนเมื่อคืนอีก

            “เดี๋ยวผมลงไปมินิมาร์ทข้างล่างแป๊บนึงนะ”

            “ไม่ให้ไป...”

            “เด็กน้อยคุณไม่สบายต้องกินข้าว ผมลงไปแป๊บเดียวเดี๋ยวกลับมา”

            “ผมกลัวว่าคุณจะไม่กลับมาแล้ว” คำพูดนั้นเจือไปด้วยเสียงสะอื้น ผมเอื้อมมือไปลูบแก้มเขา ใช้เวลาปลอบอยู่นานกว่าจะสงบลง

            ความจริงจะเรียกสงบคงไม่ถูกเพราะเจ้าตัวเผลอหลับไปทั้งที่ยังคุยกันไม่จบด้วยซ้ำ

            ด้วยกังวลว่าเขาจะทรมานดังนั้นเลยทำทุกอย่างด้วยความรีบเร่ง อะไรคว้าได้ก็คว้า จากนั้นก็กลับขึ้นมาบนห้อง ทำอาหารอ่อนง่ายๆ จนเสร็จแล้ววกมาเช็ดตัวคนป่วยอีกรอบ

            อุณหภูมิร่างกายของเขายังคงสูงเท่าเดิม ผมจัดการปิดแอร์ แล้วเปลี่ยนเป็นเปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศได้ระบายสะดวกขึ้น ร่างอ่อนปวกเปียกกอดตัวเองใต้ผ้าห่ม ผมทายาไปตามรอยฟกช้ำต่างๆ ที่ประปรายอยู่ตามตัว ชยินร้องอืออาในลำคอแต่ก็ยอมให้ดูแลอย่างง่ายดาย

            “เดี๋ยวกินข้าวนะ ตอนนี้จะเก้าโมงแล้ว”

            “ผมยังไม่หิว”

            “ไม่หิวก็ต้องกิน จะได้กินยาต่อ”

            “คุณไม่เหนื่อยเหรอที่ต้องดูแลผม ไม่รำคาญเหรอที่ต้องตามเอาใจ”

            “ไม่”

            “บอกกันตรงๆ ก็ได้”

            “นี่แหละบอกตรงๆ” ผมรั้งคนตัวเล็กกว่าพิงกับตัวเตียง ก่อนจะการตักข้าวต้มใส่ปากของเขาอย่างใจเย็น ชยินขมวดคิ้วสงสัยเล็กน้อยแต่ก็ยอมอ้าปากในที่สุด

            Rrrr..!

            กินข้าวในจานพร่องไปไม่เท่าไหร่เสียงโทรศัพท์ก็ดังขัดจังหวะ เราหันไปมองตรงโต๊ะโคมไฟข้างเตียงพร้อมกัน ก่อนจะเห็นว่าต้นเสียงมาจากมือถือของผม

            “ของคุณ” น้ำเสียงผะแผ่วเอ่ยบอก ผมวางชามข้าวลง แล้วหันไปคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดรับ

            ปลายสายเป็นไอ้ท็อป มันโทรมาเรื่องของดรีมซึ่งผมยังไม่ทันได้คุยอะไรมากนัก คนป่วยที่นั่งอยู่ตรงเตียงก็พูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

            “คุณไปเถอะ ผมไม่เป็นไร”

            เขาเป็นแบบนี้ต่อให้ใครพยายามลากออกไปผมก็ยังจะอยู่

            “ท็อป! จัดการเท่าที่มึงทำได้ ตอนนี้กูไม่อยากออกไปไหน อือ...” ผมใช้เวลาคุยโทรศัพท์พักหนึ่งจากนั้นก็ตัดสาย ปิดเครื่องแล้ววางมันไว้ตรงจุดเดิมโดยไม่คิดจะหยิบขึ้นมาอีก

            “มาคุยกันหน่อย” ชยินหลับตาลงอย่างรับรู้ ผมจึงถามต่อ “ขอจับมือได้มั้ย” 

            “ไม่ได้” แต่ผมก็คว้าหมับไปแล้ว

            ชยินดูผอมลง ใบหน้าซูบซีดและกระดูกไหปลาร้าที่โผล่พ้นเสื้อผ้าออกมาเป็นเครื่องยืนยันอย่างดีว่าช่วงเวลาที่เราไม่ได้เจอกันเขาต้องเผชิญปัญหามากแค่ไหน ผมรู้ดีว่าคงไม่สามารถชดเชยความเจ็บปวดที่ผ่านมาได้ แต่ก็อยากเติมเต็มช่วงเวลาที่ขาดหายด้วยความจริงใจในปัจจุบัน

            “เรื่องที่เกิดขึ้นในวันที่คุณไปดูหนังกับไอ้ริว ผมไม่ได้โกรธหรืออยากแก้แค้น แค่คิดว่าคุณอาจจะเลือกมันเลยพยายามตัดขาดทุกอย่าง อย่างน้อยคุณก็จะได้ไม่เหนื่อยอีก”

            “มันไม่ได้เป็นแบบนั้น”

            “ตอนนี้เข้าใจแล้ว ผมคิดไปเองทั้งหมด”

            “คุณไม่ฟังผมอธิบาย” ผมบีบมือขาวของคนตรงหน้าไปมาเพื่อให้อีกฝ่ายคลายความกังวล “ผมแย่เองที่ไม่ปฏิเสธริว” ตอนนี้เพิ่งเข้าใจว่าไม่ได้มีแค่เขาที่รู้สึก การจะปฏิเสธใครสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย เหมือนที่ผมไม่สามารถทิ้งดรีมให้เผชิญกับอาการป่วยเพียงลำพัง

            เพิ่งเข้าใจ...

            “คุณไม่ผิด เป็นผมที่ไม่รับฟัง ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องวันนั้นคุณจะอยากฟังมั้ย”

            “ผมเข้าใจ” เหมือนชยินจะไม่อยากฟังเท่าไหร่

            “เข้าใจว่ายังไง ยังไม่ได้อธิบายเลย”

            “พอรู้ คุณบอกว่าแฟนเก่าป่วยเป็นซึมเศร้าและไม่มีใคร เธอคงอาการแย่มากใช่มั้ย” ผมพยักหน้าเป็นคำตอบ “เพราะเธอป่วยไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครเลยมาหาคุณ ส่วนคุณก็ไม่รู้จะปฏิเสธยังไงเลยต้องอยู่ดูแล ผมเข้าใจ”

            ทว่าในน้ำเสียงนั้นมีความน้อยใจซ่อนอยู่

            “ก็แค่อยากรู้ว่าถ้าเกิดเขาอาการแย่ขึ้นมาอีกคุณก็จะไปอีกใช่มั้ย แล้วผมเองก็ต้องยอมรับกับคำว่าเข้าใจ รอว่าเมื่อไหร่คุณจะกลับมาอธิบายเหตุผลซ้ำซากเหมือนทุกที”

            “ไม่แล้ว”

            หลังจากใช้เวลาทบทวนทุกอย่างอยู่นาน ปัญหาที่รุมเร้าก็เจอทางออกเช่นกัน ผมไม่อยากเสียชยินไปเพราะเรื่องของคนอื่นและความโลเลไม่เด็ดขาดของตัวเอง ยังอยากป้องเขาเหมือนที่พยายามทำมาตลอด

            “แล้วคุณจะทำยังไง จะพาเธอมาคุยกับผมเหรอ”

            “เปล่า แต่จะให้เขาเรียนรู้ในการก้าวผ่านเรื่องแย่ๆ ด้วยการพึ่งพาตัวเอง”

            “มันไม่ง่ายหรอก บางทีการอยู่คนเดียวก็ทำให้คนเราฟุ้งซ่าน ผมเคยลองแล้ว”

            “...”

            “หนีไปไกลๆ อยู่กับตัวเอง นึกถึงอนาคตในวันข้างหน้า แต่เชื่อหรือเปล่าตอนที่ภาพของคุณแว๊บเข้ามาในหัว ผมก็จมไปกับความทรงจำเดิมๆ อีก เขาก็คงไม่ต่างกัน”

            “ตรงโน้นจะยังมีคนคอยช่วยเหลือเขา” ผมหยุดพูดไปอึดใจหนึ่งก่อนจ้องมองไปยังดวงตากลมโตที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา “แต่ถ้าผมไม่มีคุณแม่งคงไม่มีใครช่วยได้อีกแล้ว”

            “...”

            “จริงอย่างที่ไอ้ท็อปมันบอก ผมเลือกแคร์คุณน้อยไปจริงๆ คุณไม่ได้อ่อนแอที่สุด แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องเสียสละให้กับคนที่อ่อนแอกว่าเสมอ ตอนนี้ผมไม่อยากสนใจอะไรอีก ไม่อยากเป็นคนดีมีคุณธรรม ไม่อยากมีความรับผิดชอบต่อคนอื่น ผมอยากเห็นแก่ตัวได้เลือกในสิ่งที่ผมอยากเลือก”

            “คุณจะไม่เสียใจกับสิ่งที่เลือกเหรอ”

            “แล้วคุณเสียใจหรือเปล่ากับสิ่งที่เกิดขึ้น” ทั้งเรื่องราวที่ผ่านมา ร่วมไปถึงเรื่องเมื่อคืนที่ทำลงไป

            “ไม่”

            “เหมือนกัน ถ้าเกิดจะมีใครสักคนที่ผิดก็ขอให้เป็นผมเถอะ”

            เราไม่ได้พูดอะไรหลังจากนั้น ต่างคนต่างเงียบอยู่นาน ผมหยิบชามข้าวต้มที่เริ่มเย็นขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนตักจ่อริมปากได้รูปของคนตรงหน้า ชยินเบ้หน้าเล็กน้อยตอนขยับตัว ผมรู้ว่าเขาเจ็บมากเลยค่อยๆ จัดท่านอนให้อีกฝ่ายสบายตัวขึ้นหลังกินข้าวและยาเสร็จ

            “ปวดตรงไหนมั้ย สะโพกหรือเปล่า” ผมถามเสียงแผ่ว คนนอนที่พรูลมหายใจเอาไอความร้อนออกมาเลยได้แต่ครางตอบด้วยเสียงอู้อี้น่าเอ็นดู

            “อือ”

            “ตรงไหน ตรงนี้มั้ย” มือเลื่อนไปสัมผัสตรงสะโพกเบาๆ เจ้าของร่างเลยหน้าแดงซ่านพยายามดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดแต่ก็ไม่เป็นผลเพราะสู้แรงของผมไม่ไหว

            “ปวดทั้งตัวเลย แถมคุณ...คุณไม่ใส่กางเกงในให้ผม” ใช่เรื่องมั้ยเนี่ย

            “ไม่ใส่อ่ะดีแล้ว เดี๋ยวคุณจะอึดอัดเปล่าๆ”

            “ผมรู้สึกแย่มาก”

            “เด็กดีเดี๋ยวก็หายนะ มีน้ำมูกหรือเปล่าไหนดูหน้าหน่อย” ว่าแล้วจึงค่อยๆ กอบกุมใบหน้าที่เริ่มมีเลือดฝาดเล็กน้อยดู ชยินหลุบตาต่ำไม่กล้ามองจนผมนึกขำ

            “ไม่มี...” เขาเอ่ยเสียงเครือ

            “แล้วปวดหัวมากมั้ย”

            “มาก”

            “หนาวหรือเปล่า”

            คราวนี้พยักหน้าหงึกหงัก เลยดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมจนถึงคอ จากนั้นก็แยกตัวออกไปล้างชามด้านนอก กลับมาอีกทีคนบนเตียงก็จ้องมองอยู่ก่อนแล้ว

            “ไม่ง่วงเหรอ”

            “ผมนึกว่าคุณไม่รักผมแล้ว”

            “ใครจะกล้าไม่รักเด็กน้อยอย่างคุณกัน” ผมคลานขึ้นเตียง แทรกตัวลงไปในผ้าห่มผืนเดียวกับคนป่วย แรกๆ ก็ถูกดันให้ห่างอยู่หรอก แต่พอรู้ว่าห้ามไปก็ไม่ได้ผลเลยเอาแต่นอนนิ่งให้ผมกอดเพียงอย่างเดียว

            “คุณอาจจะติดไข้”

            “ผมแข็งแรง วางใจเถอะ” ว่าแล้วจึงรั้งศีรษะทุยเข้ามาแนบหน้า พรมจูบที่หน้าผากและริมฝีปากเบาๆ ก่อนผละออก “เล่าให้ฟังหน่อยได้มั้ย ว่าอาทิตย์นึงที่คุณหายไปทำอะไรมาบ้าง”

            “ผมไปคอนเสิร์ต ร้องเพลงเศร้า แล้วก็ร้องไห้คิดถึงคุณ”

            “เด็กน้อย...”

            “แล้วคุณล่ะ คุณเป็นยังไงบ้าง”

          “ผมเหรอ แวะมาหาคุณที่ห้องทุกวัน เป็นบ้า แล้วก็คิดถึงคุณ”

            คนเราชอบคิดว่าความรักทำร้ายเรา จนบางทีก็หลงลืมไปว่ามันไม่ใช่ความรักหรอกที่ทำให้เป็นแบบนี้ มันคือความไม่เข้าใจกันต่างหาก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            ชยิน

            ยุคบอกว่าจะขังเราทั้งคู่ไว้ในห้องซึ่งมันก็จริง ผมไม่ได้ออกไปไหนเลยตั้งแต่ป่วย ขนาดจะเดินลุกออกจากเตียงยังโดนอุ้ม จะกินข้าวยังถูกป้อนเหมือนเด็กๆ งานการไม่ทำด้วยกันทั้งคู่ เห็นทีจะไม่เหลืออะไรเลี้ยงปากท้องแล้วล่ะนอกจากแทะผนังแดกเป็นอาหาร

            หนึ่งวันผ่านไปโดยไม่ทำอะไรมันเป็นอย่างนี้นี่เอง นอนดูหนัง นอนกอดกัน บางครั้งเขาก็จะจูบไปทั่วหน้าของผมราวกับหมาตัวใหญ่ที่บ้าน กว่าจะได้ฤกษ์งามยามดีหยิบมือถือขึ้นมาชาร์ตแบตและเช็กข้อความเวลาก็ปาเข้าไปในวันที่สี่

            “คุณควรจะเปิดโทรศัพท์ได้แล้วนะ” ผมบอกคนตัวสูงที่กำลังหยิบเสื้อในตู้ขึ้นมาสวม

            บอกตามตรงว่าทั้งเนื้อทั้งตัวแม่งไม่มีอะไรเป็นของเขาเลยเว้ยเพราะมาแต่ตัวจริงๆ เสื้อก็ของผม โดยหยิบตัวที่ใหญ่ที่สุดมา กางเกงก็ของผม ครีมอาบน้ำ โฟมล้างหน้า แปรงสีฟันที่เคยซื้อตุนไว้ตอนนี้โดยแย่งไปจนหมด แถมยังไม่มีท่าทีว่าเจ้าตัวจะกลับไปที่ห้องของตัวเองด้วย

            “ก็ว่าอยู่ แต่กลัวว่า บ.ก. จะทวงงานอีก”

            “มันใช่เรื่องที่ควรกลัวมั้ยล่ะ” กายสูงขยับเข้ามาใกล้ ทิ้งตัวลงนั่งตรงขอบเตียงพร้อมกับลูบหัวผม

            “ดีขึ้นหรือยัง ยังเจ็บตรงไหนอยู่มั้ย”

            “ไม่เจ็บแล้ว”

            ยอมรับว่าวันแรกๆ โคตรเจ็บ ระบมไปทั้งตัว แถมยังไข้ขึ้นหนักจนรู้สึกขมปร่าไปทั้งปาก กินอะไรก็ไม่อร่อย เรื่องเดินเหินยิ่งไม่ต้องพูดถึง แค่กระดิกตัวก็ร้าวตึงไปทั้งร่างแล้วครับ เลยอดแปลกใจไม่ได้ว่าหลังจากมีเซ็กซ์ในวันนั้นทำไมผมถึงเดินไปอาบน้ำได้อีก

            “ไอ้เบิร์ดทิ้งมิสคอลไว้เยอะมาก ผมยังไม่ได้โทรไปหามันเลย”

            “รีบโทรเถอะ เพื่อนคงจะห่วงคุณจนไม่ทำอะไรแล้วมั้ง” ผมคว้ามือถือเดินไปที่ระเบียง ต่อสายหาคนที่อยู่ทางไกลด้วยใจหวาดหวั่น คือกลัวครับว่ามันจะเป็นกังวลที่ผมหายไปแล้วด่ากราดกลับมาทันทีที่รับสาย

            รอไม่นานอีกฝ่ายก็ตอบรับอย่างรวดเร็วจนผมสะดุ้งเฮือก

            [ว่าไงไอ้ชยิน หายหัวเลยนะมึง!] นั่นไง เจอศึกหนักเข้าให้แล้ว

            “กู...กูเพิ่งเคลียร์กับยุค”

            [เออสัด ไอ้ท็อปโทรมารายงานกูตั้งหลายวันก่อนละ มัวแต่รอให้มึงรับโทรศัพท์โลกคงแตกก่อนแม่ง] ปลายสายบ่นฉอดๆ ฟังแล้วนึกถึงแม่ที่บ้านเลยว่ะ แถมไม่ได้มีแค่มันคนเดียวที่พล่ามแต่ยังมีเสียงจอแจแทรกเข้ามาเป็นระยะด้วย

            “นี่มึงอยู่ไหนเนี่ย”

            [มาฮันนีมูนกับเมียที่ฮาวาย] ขอบคุณที่เป็นห่วงกูมาตลอดนะ ถุย!

            จากที่กังวลว่าอาจจะโดนด่าเรื่องไม่รับโทรศัพท์ กลัวเพื่อนกินไม่ได้นอนไม่หลับติดต่อกันหลายคืน แต่ผลที่ได้คือการรับรู้ว่าไอ้เพื่อนยากกำลังฮันนีมูนกับเมียที่ฮาวายเนี่ยนะ เออดีอ่ะ

            [แล้วนี่โอเคขึ้นยัง เวลามึงเครียดแล้วหนีปัญหาแม่งโคตรน่าเป็นห่วง]

            “โอเคแล้ว คุยกับยุคหมดทุกเรื่อง”

            [ก็ดี มัวแต่หึงกันไปหึงกันมารีบๆ ได้กันเลยเถอะ รำคาญ!]

            ได้แล้ว...

            “เบิร์ด” ตลอดเวลาที่เป็นเพื่อนกับมันมา มันเป็นที่ปรึกษาที่ดีมาตลอด ผมไม่รู้ว่าที่ผ่านมาเผลอทำผิดพลาดอะไรไปบ้าง แต่ก็อยากถามย้ำๆ ให้แน่ใจ “ถ้าวันหนึ่งกูทำอะไรผิดไปมึงจะด่ากูมั้ย”

            [ผิดยังไง]

            “ไม่รู้ว่ะ ประมาณวู่วาม ไม่เห็นคุณค่าในตัวเองอะไรแบบนี้” เรื่องราววันนั้นมันคงยังติดตรึงในความรู้สึก จนบางครั้งก็ไม่กล้ามองหน้ายุคเพราะรู้สึกละอายใจ ผมมีอะไรกับเขาทั้งที่เรายังไม่คบกันด้วยซ้ำ กลัวว่าวันหนึ่งตอนที่ไม่เป็นที่รักแล้วภาพของผมในสายตาเขาจะเปลี่ยนไป

            เป็นชยินที่ไม่ได้สดใสร่าแรงแต่เต็มไปด้วยข้อเสีย

            [กูจะด่ามึงทำไม]

            “ด่าที่กูโง่ไง”

            [ทำอย่างกับทุกคนบนโลกนี้ไม่เคยโง่ ทำผิดก็แค่เรียนรู้ ครั้งต่อไปจะได้ไม่ผิดซ้ำซากอีก] 

            “ไม่ด่ากูจริงดิ”

            [ด่าไปก็ไม่จำหรอก มันต้องลองเจอกับตัว ไปพลาดให้มันรู้ว่าเป็นยังไง ไปเจ็บไปเสียใจแล้วค่อยยอมรับมันก็ไม่สาย ความจริงอยากพูดกับมึงเรื่องนี้หลายทีแล้ว ชีวิตก็คือชีวิตของมึง จะเลือกหรือทำอะไรก็เป็นสิทธิ์ของมึง ใครจะพูดดีหรือแย่แค่ไหนก็ช่างเขา แต่เชื่อเถอะไม่มีใครรู้จักมึงดีกว่าตัวเองอีกแล้ว]

            ความซูปเปอร์เนิร์ดแห่งอเมริกาแม่งมาจริงว่ะ เป็นความคิดเห็นที่ไม่คิดว่าจะได้ยินจากเพื่อนคนไหน แต่นี่แหละเบิร์ด

            “คือ...กูมีความจริงจะบอกมึง” และผมได้ตัดสินใจบอกความลับของตัวเองให้มันฟัง เพราะคิดว่าสุดท้ายคงไม่ถูกซ้ำเติมให้เจ็บกว่าเดิมอีก

            [อือว่ามา]

            “กู...กูกับยุคเผลอมีไรกันอ่ะ แล้วคือยังไม่ได้เป็นอะไรกันด้วย”

            [ก็เป็นซะสิ]

            เขร้! คำตอบมึงแม่งทำเอาอึ้งไปพักใหญ่กว่าจะเค้นเสียงตอบกลับไปได้

            “พูดง่ายแต่มันทำยากนะเว้ย”

            [ทำยากยังไง ก็เห็นมึงเอากับเขาไปแล้วเนี่ย]

            เจอตอบแบบนี้เหมือนโดนลากไปกระทืบกลางสี่แยกไฟแดงเลยว่ะ

            “ไม่รู้ว่ายุคมันจะยังไงว่ะ”

            [ถามดูดิ คิดยิบย่อยอะไรเนี่ย]

            “แค่กลัวว่าสุดท้ายมันจะไม่เป็นอย่างหวัง ไม่รู้คำว่ารักที่พูดมันจะมากถึงขั้นอยากก้าวข้ามความสัมพันธ์จากเพื่อนเป็นคนรักมั้ย” สำหรับผมมันก้าวผ่านคำนั้นไปแล้ว แต่กับยุคยังคงเป็นจุดที่ไม่แน่ใจ

            [ชยินมึงฟังกูนะ บางอย่างลงทุนไปแต่ไม่ได้ผลตอบแทนก็เยอะแยะ บางอย่างทุ่มไปสุดตัวสุดท้ายขาดทุนย่อยยับก็มีให้เห็นตลอด มึงคาดหวังอะไรในการลงทุนเรื่องความรักวะ]

            “ก็ความรักไง”

            [เพราะงั้นมึงก็ควรรู้ว่าไม่ได้มีทุกคนที่ลงทุนแล้วจะได้ความรักกลับมา มึงต้องเสี่ยงดูเองว่าผลจะเป็นยังไง]

            “...”

            [ถึงตอนนั้นจะรักหรือไม่รัก หน้าที่ของมึงก็มีแค่ยอมรับความจริง]

           

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            ครั้งแรกในรอบห้าวันที่ผมได้ออกจากห้อง คนตัวสูงแวะไปหาไอ้ท็อปที่คอนโดเพื่อพูดคุยกันเล็กน้อย ผมไม่ได้เจอดรีม แต่บทสนทนาที่ได้ฟังก็พอเข้าใจว่าหมายถึงเธอ

            ช่วงแรกที่ยุคปิดการติดต่อทุกช่องทางก็มีเพื่อนหลายคนผลัดเปลี่ยนไปอยู่เป็นเพื่อนดรีมที่ห้องเรื่อยๆ แต่คนที่ทำให้อาการของอีกฝ่ายเป็นไปในทางที่ดีขึ้นเห็นจะเป็นแฟนของเธอที่กลับมาคืนดี เลยทำให้เพื่อนหลายคนหมดห่วงไปเปราะหนึ่ง

            ส่วนความสัมพันธ์ของผมกับยุคก็ยังงงๆ เพราะไม่แน่ใจว่าควรเรียกมันว่าอะไร

            นับตั้งแต่วันนั้นผมยังไม่กล้ามองหน้าเขาเต็มตาสักที เวลามองทีไรแม่งจะนึกถึงเรื่องน่าอายที่ทำลงไปตลอด ทั้งจู่โจมจูบก่อน เชื้อเชิญให้เขามีอะไรด้วย คิดแล้วก็อยากร้องไห้ออกมาจริงๆ

            “เห็นคุณบ่นอยากกินบุฟเฟ่ต์มาหลายวันแล้ว เดี๋ยวเราไปกันเลยมั้ย” หลังเดินลงมาจากคอนโดไอ้ท็อป บทสนทนาที่เต็มไปด้วยความประดักประเดิดก็เริ่มต้น

            “กะ...ก็ถ้าคุณจะเลี้ยงผมก็ไป”

            เขายิ้มให้พร้อมกับขยี้หัวผมจนยุ่ง

            “ต้องเลี้ยงด้วยเหรอ”

            “ยืมก่อนก็ได้ ตอนนี้ไม่มีตังค์” งานการก็ไม่ทำไง เพลงที่เขาบอกให้แต่งส่งไปให้ค่ายก็เขียนไม่ออกอีก

            “ให้ยืมได้ตลอดชีวิตเลยถ้าผมไม่ชิงตายก่อน”

            “เชื่อเถอะคุณไม่ได้ตายแก่หรอก”

            “ปากเก่งจริงนะเด็กน้อย”

            สุดท้ายเราก็มาถึงร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ที่มักมาประจำอีกตามเคย ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่การกิน แต่มันอยู่ที่ว่าผมจะกินยังไงให้สบตากับอีกฝ่ายให้น้อยที่สุดนี่แหละ

            “ชยินกินหมูด้วย”

            “รู้แล้ว”

            เราไม่เคยพูดถึงเรื่องคืนนั้น มันเลยไม่รู้ว่าควรจบที่ตรงไหนนอกจากทำเป็นลืมๆ ไป

            “มองหน้าผมหน่อย” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเบาๆ แต่ผมก็ยังก้มหน้าอยู่เหมือนเดิม “ผมไม่ได้มองคุณเต็มตามานานเท่าไหร่แล้วเนี่ย เร็วเด็กดี...”

            “ทำไมต้องมองหน้าคุณด้วยล่ะ”

            “แล้วทำไมถึงมองไม่ได้”

            ก็กูเขินไงโว้ยยยยยยยยย อายด้วยเนี่ย ลองไปนอนโก้งโค้งอ่อยคนอื่นบนเตียงดูดิแล้วจะรู้สึก

            ตั้งแต่นั่งมาครึ่งชั่วโมงนี่สาบานได้ว่ากินหมูไปยังไม่ถึงครึ่งชิ้น ทั้งที่ปกติสวาปามแดกจนเรียบชนิดที่ว่าร้านควรเตรียมปิดกิจการได้ทุกเมื่อ

            “ผม...ไม่กล้ามองหน้าคุณ” พูดไปก็เบะปากไป ไม่คูลเลยกู

            “ทำไม ยังโกรธอยู่เหรอ”

            “มันน่าอายที่ผม...ผมทำอะไรแบบนั้นลงไป” เสี้ยววินาทีนั้นคนตรงข้ามก็ขำพรืดออกมาทันที อะไรว้า เห็นเป็นเรื่องตลกเหรอ

            “ที่คุณบอกให้ผมเข้าไปในตัวคุณน่ะเหรอ”

            “ไอ้ยุค ไอ้เหี้ย!” ถ้าไม่กลัวมือเปื้อนพี่จะปาตับดิบใส่หน้ามึงแม่ง

            “มันเป็นธรรมดา คุณอาจจะยังไม่ชิน”

            “คุณไม่รู้สึกแย่เลยเหรอที่ผมทำแบบนั้น ผมไม่มีศักดิ์ศรีอะไรเลย”

            “ทำไมถึงต้องรู้สึกแย่ในเมื่อเรารักกัน ถ้าคุณจะหมดศักดิ์ศรีเพราะนอนกับผม งั้นผมก็ไม่มีศักดิ์ศรีที่นอนกับคุณเหมือนกัน เท่าเทียมกันแล้วนี่ไง”

            เถียงไม่ออก ไม่อยากพูดอีกด้วยเพราะกลัวจะถลำลึก

            ความเงียบเกาะกุมไปทั่วหม้อบุฟเฟ่ต์ ผมก้มหน้า นั่งเขี่ยหมูในจานไปมาพลางลอบสังเกตปฏิกิริยาของคนตรงหน้าไปพลางๆ ยุคก็เหมือนจะเกร็งๆ อยู่เล็กน้อย ต่างคนต่างจิ้มหมูคนละนิดคนละหน่อย แตะน้ำจิ้มพอเป็นพิธีแล้วใส่ปาก รู้ตัวอีกทีก็ถึงเวลาเช็กบิลเรียบร้อย

            เด็กผู้ชายวัยประมาณ ม.ปลายมองความสะอาดของจานและเตาบนโต๊ะก่อนพูดด้วยน้ำเสียงสดใส

            “เพิ่งคบกันเหรอครับ” คำถามที่ได้ยินทำผมสะดุ้งโหยง

            “ทำไมเหรอ”

            “ปกติที่ร้านได้กำไรจากคู่รักเยอะมากเลย ยิ่งคู่ที่เพิ่งคบกันใหม่ๆ อย่างพี่เนี่ย”

            “ยะ...ยังไง” ผมถามโดยไม่คิดมองหน้าคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม

            “คู่ที่เพิ่งคบกันใหม่มัวแต่เขินกันเลยไม่ค่อยมีใครกินเยอะ กะด้วยสายตาตอนนี้พี่สองคนกินหมูไปคนละสองชิ้น ปลา อาหารทะเลหรือผักไม่ลดลงเลยแถมน้ำจิ้มก็ยังไม่ได้เติม”

            “เอ่อ...”

            “ที่เห็นคุ้มหน่อยก็เห็นจะเป็นน้ำเปล่าเนี่ยแหละครับ หมดไปสามขวด คิดราคาเฉลี่ยรวมมื้อนี้ น้ำดื่ม 45 บาท หมูสองชิ้นคิดเป็นเงิน 2.50 บาท รวมๆ แล้วสองคนก็คิดเป็นเงินประมาณ 50 บาทครับ”

            “อ่า แล้วตอนนี้พี่ต้องจ่ายเท่าไหร่เนี่ย”

            “นี่เลยครับ” อีกฝ่ายวางบิล “หัวละ 499 บาทสองคนก็เป็น 998 บาทพอดีครับ”

            ผมยิ้มแห้ง มองไปยังคนตัวสูงที่เป็นฝ่ายควักกระเป๋าสตางค์

            “อันนี้ค่าอาหาร ส่วนนี่ให้น้อง” ไอ้คุณยุคยื่นเงินให้ก่อนจูงมือผมออกจากร้าน ท่ามกลางเสียงอวยพร ขอให้รักกันนานๆจนอยากดึงเสื้อขึ้นมาปิดหน้าให้มันรู้แล้วรู้รอด

            “ฮือออออ ต่อไปไม่มากินที่นี่แล้วนะ” ผมบ่นออกมา

            “ทำไม เขินเด็กเสิร์ฟเหรอ”

            “เปล่า ไม่คุ้ม”

            “เมียป้ายแดงก็อย่างนี้แหละ กินที่ไหนก็ไม่คุ้มหรอก”

            “ใครเมียคุณ”

            “คุณ”

            “เรายังไม่ได้เป็นอะไรกัน”

            “ทำไมจะไม่เป็น”

            “ก็คุณไม่ขอ”

            “ขออะไร” น่าโมโหว่ะ ทำไมผมต้องเป็นคนพูดด้วยวะ

            “ไม่รู้”

            “โอเค” ว่าแล้วเขาก็ยัดกระเป๋าสตางค์ใส่มือของผม เล่นเอางงไปพักหนึ่งเลย

            “อะไรเนี่ย”

            “คุณขอเงินไม่ใช่เหรอ ให้หมดตัวเลย”

            ไม่ใช่โว้ยยยยยยยยยยย กูไม่ได้ขอเงิน แต่มึงไม่เคยขอกูเป็นแฟนเลยไง แม่งเอ๊ย! ไม่เคยมีโมเมนต์โรแมนติกอ่ะ มีแต่อารมณ์วอนตีนจนน่ากระทืบ ทำไงล่ะทีนี้

            แฟนก็ไม่ได้เป็น แต่ได้กระเป๋าตังค์มาแทน อือ...คงพอทดแทนกันได้

            มั้ง?

 

 

 

 

รอบนี้หายไปนานมากเลยต้องขอโทษด้วยนะคะ

อย่างที่แจ้งไว้ในตอนแรกว่าจิตติเร่งปั่นต้นฉบับส่งสำนักพิมพ์

เลยแอบแว๊บๆ หายไป ตอนนี้กลับมาแล้ว จริงๆ msn ใกล้จบแล้วค่ะ

อยากให้คนอ่านอยู่เป็นกำลังใจด้วยกันต่ออีกนิดนึง คิดถึงที่สุดเลย

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.549K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,704 ความคิดเห็น

  1. #3701 softless (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 3 มกราคม 2564 / 15:10
    คือตอนนี้หลากอารมณ์มาก ยุคเธอเหมือนเป็นบ้าเเต่คนที่บ้ากว่าคือฉัน ขอบคุณท้อปมากที่เตือนสติ มันเเบบสงสารชยินวะเห็นลูกเราไม่มีหัวใจรึไง
    #3,701
    0
  2. #3693 rockypim (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2563 / 00:45
    คุณแคร์คนที่คุณรักน้อยไป...และนี่คือบทเรียน
    #3,693
    0
  3. #3681 kulwaree2547 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2563 / 02:25
    ฮือออในที่สุดดด
    #3,681
    0
  4. #3667 ยอมแล้วพี่หมี (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2563 / 21:55
    เพื่อนดีมากค่ะ ชอบความมีเหตุผลที่เพื่อนแนะนำยุค อ่อนแอไม่ได้แปลว่าต้องได้ทุกอย่าง รักนะคะ
    #3,667
    0
  5. #3661 rattanalak44 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 กันยายน 2563 / 09:40
    ร้องไห้แทบตาย ได้กันเสย งง😅😅😅
    #3,661
    0
  6. #3644 CHANyyZ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 9 กันยายน 2563 / 01:00
    โกรธยุคไม่ไหว พยายามเข้าใจเหตุผลแต่มันทำไม่ได้จริงๆครับ มันเสียความรู้สึกไปแล้วอ่ะโฮಥ‿ಥ
    #3,644
    0
  7. #3632 May Ling Pcm (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 / 00:54
    บางคนอาจคิดว่าดีเร็วไป แต่สำหรับคนที่รักกันยุ แต่ต้องมานึกถึงว่าเราจะโกดเทอเพราะเทอทำไม่ถุกใจเรา เทอทำอย่างงั้นอย่างงี้ ซึ่งมันเสียเวลามาก เอาเวลาที่โกดมาหันหน้าคุยกันไห้เคลียดีกว่า เพราะทุกคนมีเหตุผลที่ทำยูแล้ว
    #3,632
    0
  8. #3615 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2563 / 10:21

    ผมเคยพาแฟนไปกินบุฟเฟ่ต์5555ไม่เห็นจะเขินกินยังกับพายุแถมกินได้เรื่อยๆคุ้มสุดๆไปเลยคับ

    #3,615
    0
  9. #3607 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2563 / 07:17

    เป็นอะไรโดนออกนอกระบบหลายหนล่ะ

    Take care คับ

    เซ็ตโชมารู

    #3,607
    0
  10. #3593 AP669 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2563 / 22:28
    กูโกรธยุคมากตอนนี้คือยุคโคตรโง่ ไม่เข้าใจและไม่พยายามเข้าใจเหตุผลของยุคเลยไม่โอเคสุดๆ
    #3,593
    0
  11. #3591 armxz (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2563 / 00:58
    ฉันร้องไห้ แล้วแก ชยินที่เคยสดใสหายไป คือกราบคนแต่งมาก
    #3,591
    0
  12. #3582 NaPretty (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2563 / 23:18

    ริว พูดแบบนั้นคงเพราะมั่นใจว่าตัวเองมีดี ดูแลชยินได้ดีแน่ๆ ตอนนี้อาจเป็นแค่ความหลงใหล ถ้าลองริวได้คบกับชยินก็คงจะดีกว่านี้

    #3,582
    0
  13. #3571 ptpwjp (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 02:07
    แงอห.ความหน่วง โกรธยุคมากๆ โคตรโกรธ แบบ
    #3,571
    0
  14. #3561 PandaPuffycheeks (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 01:25
    รึริวพูดถูก ฉากที่บรรยายว่าชยินที่สดใสหายไป แว้บนึงที่รู้สึกว่ายุคไม่น่ากลับมาเลย;-;
    #3,561
    0
  15. #3560 PandaPuffycheeks (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 01:18
    ถึงจะไม่ใช่ความผิดของยุคแต่คำที่เลือกใช้คือแบบ จิ๊
    #3,560
    1
    • #3560-1 PandaPuffycheeks(จากตอนที่ 15)
      22 พฤษภาคม 2563 / 01:18
      หมายถึงไม่ใช่100% แต่ยุคก็ผิด!!!
      #3560-1
  16. #3559 PandaPuffycheeks (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 01:14
    เอ้าอีริว พูดงี้ได้ไง
    #3,559
    1
    • #3559-1 PandaPuffycheeks(จากตอนที่ 15)
      22 พฤษภาคม 2563 / 01:14
      รู้ว่าชยินไม่มีทางเลือกตัวเองรู้ว่าชยินชอบยุคยังจะไปพูดแบบนี้ โถ่อี
      #3559-1
  17. #3558 PandaPuffycheeks (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 01:08
    ยิ่งอ่านยิ่งโกรธยุคจริงๆอะ เหมือนเคยตั้งคำถามว่าทำไมชยินไปกับริวตั่งต่าง แต่แบบ ที่หนึ่งของยุคก็ไม่ใช่ชยินป่ะ55555555555 คนรักกันอะจะปล่อยให้เค้าเข้าใจผืดเป็นสัปดาห์จริงๆหรอ ว้อยสยย อิน
    #3,558
    0
  18. #3516 Frechii (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 02:00
    ดีกันง่ายไป แต่ทุกอย่างมันมีมีเหตุผลของมันอะเนอะ พยายามเข้าใจอย่างถึงที่สุด///.กัดฟัน
    #3,516
    0
  19. #3512 Londar (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 18:53
    ละตอนนี้โกรธยุคอยู่จริงๆอ่ะ เหตุผลมันน้อยไปนิดด ยิ่งตอนชยินกลับมาจากห้องยุคแล้วเห็นดรีมในห้อง
    นี่ว่ามันเป็นอะไรที่สะเทือนใจอ่ะ ยุคทำได้มากกว่านี้ ทำได้มากกว่าปล่อยให้ชยินจมไปกับความเศร้าแบบนั้นอ่าาา แต่กลับมาคืนดีก้ดีใจจิงๆ
    #3,512
    0
  20. #3511 Londar (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 18:46
    ขำความยกเป๋าตังให้มันใช่หรอแวร้ 5555555
    สงสารน้องคืนดีกันไวๆเถิดดด
    #3,511
    0
  21. #3499 juralak_5323 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 21:42
    คือแบบ โกรธ โกรธมากด้วย

    ทะเลาะกันเรื่องใหญ่มาก ชยินเจ็บแทบตาย แต่คืนดีกันได้แบบ
    #3,499
    0
  22. #3451 วาฬ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 เมษายน 2563 / 19:21

    รู้สึกว่ายุคไม่ค่อยมีเหตุผลในหลายๆเรื่องกว่าชยินอีก

    #3,451
    0
  23. #3448 Masxy (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 4 เมษายน 2563 / 00:25
    ดีกันแบบแปลกๆ ไม่ok

    เลย
    #3,448
    0
  24. #3419 Stampzzz (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 02:02
    แอบมอหอริวตอนที่มาพูดแบบนั้นกับยุค เป๋าตังค์เป็นสินสอดเนอะ
    #3,419
    0
  25. #3398 เจมส์ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 23 มีนาคม 2563 / 05:42

    รำคาญอีชยินมาก กระแดะมากกกกกก ดัดจริตมาอาย ไม่เข้าใจนางมากเลย ถ้าอ่อยแล้วเขาไม่เล่นด้วย หรือได้แล้วทิ้งไปเอาคนอื่น น่าอายกว่าไหม แล้วเขาก็พูดจนหมดเปลือกแล้วว่ารัก ว่ามาหาทุกวัน และแสดงออกชัดเจนขนาดนั้น ยังมาสงสัยอยู่ว่าเขาจะขอคบหรือเปล่า คือโคตรขัดแย้งกับบุคลิกตอนเปิดเรื่องเลย จากแมนแมน มากลายเป็นสาวน้อยคิดมาก ไม่เคยต้องมือชาย ไม่เคยมีความรัก นางออกสาวมาก ขอบอก

    #3,398
    0