one shot one picec[ALL X LUFFY]

ตอนที่ 8 : LAW X LUFFY สวัสดีรักครั้งใหม่(1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 151
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    5 ก.ค. 63

 

 

 

“จะเอาแบบนี้จริงๆ ใช่ไหมลูฟี่” เสียงคนผมเขียวแก่เอ่ยถามคนที่นั่งอยู่ข้างกาย ชายหนุ่มร่างมส่วนลอบมองใบหน้าของอีกคนที่ยังคงแย้มยิ้มไว้อยู่ เด็กชายวัยสิบเจ็ดปีที่ยังคงสวมชุดนักเรียนไว้อยู่หัวเราะออกมา

 

 

“ชิชิชิ ฉันรู้นะว่าซันจิชอบนายน่ะ” ลูฟี่ย้ายสายตามามองแฟนของตัวเอง” แถมนายก็ยังชอบซันจิด้วยใช่ไหมล่ะ”

 

 

“หา! ไอ้คิ้วม้วนนั่นน่ะนะ! ฉันไม่ได้ชอบมันเฟ้ย!” โซโลรีบแย้งคำพูดของแฟนตัวเล็กทันที ลูฟี่หัวเราะชิชิชิใส่โซโล ส่วนโซโลหลังจากพูดจบประโยคเขาก็หน้าเห่อร้อนขึ้นมา คนตัวสูงใช้สองมือของตัวเองมาปิดบังหน้าที่แดงซ่านไว้ให้พ้นส่ายตาของอีกคน

 

 

“แล้วเราก็ไม่ได้รักกันด้วยนี้นา เราแค่คบกันเพราะทุกคนบอกว่าดีเฉยๆ”

 

 

“อ่า นั่นมันก็จริง”

 

 

“ใช่ไหมล่ะๆ! ถึงเวลาแล้วที่เราจะได้เดินตามหารักแท้ของพวกเรา!” แล้วคนตัวเล็กก็พุดลุกขึ้นด้วยความร่าเริงทันที โซโลที่เห็นเพื่อนตัวเล็กของตัวเองร่าเริงเช่นนี้ก็อดไม่ได้ที่จะกระตุกยิ้มอ่อนโยนออกมา เขาเองก็คิดเหมือนกับลูฟี่ พวกเขาทั้งสองคนเป้นเพื่อนกันตั้งแต่จำความได้ จึงสนิทกันมาก พอขึ้นม.ต้นปีสองทั้งคู่ก็ตกลงคบกันเพราะแรงยุจากเหล่าเพื่อนๆ ทั้งหลาน

 

 

แต่ทั้งสองก็รู้อยู่แก่ใจดีว่าไม่ได้รักกัน

 

 

จนตอนนี้ม.ปลายปีสี่ โซโลก็ได้มาเจอกับซันจิ เพื่อนคิ้วม้วนหน้าม่อ ไปมายังไงก็ไม่ทราบ แต่สองคนนั้นก็เกินความรู้สึกชอบกันขึ้นมาเฉยเลย ช่วงนี้ซันจิจึงพยายามถอยห่างจากโซโลเพราะรู้ว่าเขาคบกับลูฟี่อยู่

 

 

“เรามาเลิกกันเถอะโซโล”

 

 

“อืม เราเลิกกันเถอะลูฟี่” แล้วทั้งคู่ก็ยกมือขึ้นมาชนหมัดกันเบาๆ บนใบหน้าของคนทั้งสองที่ตอนนี้ได้กลายเป็นอดีตคนรักกันนั้นมีรอยยิ้มผุดออกมาอย่างชัดเจน

 

 

อิสระ ความฝัน และความรัก สามอย่างนี่มักจะมาคู่กัน เมื่อเสียอย่างใดอย่างหนึ่งไปจะไม่สมบรูณ์ และเมื่อได้รับบางสิ่งบางอย่างมาก็จะต้องเสียสละบางสิ่งบางอย่างไป

 

 

.

 

.

 

.

 

.

 

 

“อะไรนะ! พวกนายเลิกกันแล้วหรอ!” นามิรีบหันหลังกลับไปถามเพื่อนทั้งสองที่นั่งอยู่ที่โต๊ะของพวกเขาเอง ตอนนี้กลุ่มของพวกเธอมารวมตัวกันอยู่ที่ห้องในตอนเย็นของอีกวัน และเมื่อทุกคนมากันครบ ไอ้คนหัวกลุ่มอย่างลูฟี่ก็ประกาศข่าวอันน่าตกใจออกมา

 

 

“ชิชิชิ ใช่แล้ว”

 

 

“แล้วทำไมยังมาหัวเราะได้อีกล่ะยะ!” นามิแหวขึ้นมาอีกรอบ เธอล่ะไม่เข้าใจเลยจริงว่าทำไมไอ้เจ้าพวกนี่ถึงอยู่ๆ ดีแล้วมาเลิกกัน เพราะเท่าที่เห็นก็ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไรกันด้วย แถมทั้งสองคนนี้ก็ก็คบกันมาตั้งหลายปีแล้ว สองคนนั้นเข้ากันได้ดีสุดๆ ไปเลยล่ะ

 

 

“ทำไมถึงเลิกกันล่ะ? พวกนายทะเลาะกันเรอะ?” คราวนี้เป็นอุซปที่ตั้งคำถาม โซโลเงียบเพื่อให้ลูฟี่ตอบ

 

 

“ก็แบบว่า.....พวกเราไม่ได้รักกันนี่นะ ชิชิชิชิ” ลูฟี่พูดแบบสบายๆ พลางใช้มือมาวางไว้ที่หลังหัวของตนเอง โซโลเองก็พยักหน้ารับคำพูดของเขาด้วย

 

 

“แถมโซโลน่ะ.....” ปรายตามองไปยังเพื่อนหัวเขียวที่แอบสะดุ้ง” มีคนที่ชอบแล้วด้วย”

 

 

“ลูฟี่! แกนะแก!” โซโลรีบตะโกนเสียงดังกลบความเขินอายของตัวเองทันที แต่ใบหน้าที่ขึ้นสีอ่อนๆ นั้นก้ปิดไม่เพื่อนตัวอสบทั้งสองอย่างนามิและอุซปได้หรอก

 

 

แต่คนที่เป็นหัวข้ออย่างซันจิกลับไม่เห็นมัน.....

 

 

“ฉันขอกลับตัวก่อนนะ.....นามิผมกลับก่อนนะครับ”

 

 

“อ อืม” แล้วเพื่อนกุ๊กหัวเรื่องก็หยิบกระเป๋ษขึ้นสะพายไหล่แล้วเดินออกจากห้องทันที ดวงตาทั้งสี่คู่จ้องมองอีกคนที่เดินออกไปอย่างเงียบๆ มีดวงตาคู่หนึ่งในนั้นที่ฉายแววเจ้าเล่ห์ ส่วนอีกสองคู่ก็ทำหน้างง อีกคนอย่างโซโลที่ควรจะนั่งเล่นต่อก็รีบหยิบกระเป๋าตัวเองออกไปตามซันจิเรียบร้อยแล้ว

 

 

“พวกนั้นมันอะไรกันน่ะ?” นามิถาม

 

 

“ชิชิชิ ก็นั่นไงคนที่โซโลชอบ” ลูฟี่ตอบกลับไปแบบชิลๆ

 

 

“ห๊า!”

 

 

“เอาจริงดิ!” นามิและอุซปประสานเสียงอุทานด้วยความตกใจ นามิตกใจถึงขนาดที่ยกมือขึ้นทาบอกทำหน้าเหวอเลย อุซปที่พอจับเข้าลางได้ก็ตกใจอยู่นิดหน่อย

 

 

“นี่เป็นเหตุผลที่ให้พวกนายเลิกกันหรอ”

 

 

“ฉันว่าแล้ว....สายตาของเจ้าพวกนั้นมันแปลกๆ” ทั้งสองคนที่พอตั้งสติได้ก็ทำหน้าทำตาครุ่นคิด อุซปน่ะไม่เท่าไหร่ แต่นามินี่แทบไม่อยากตะเชื่อเลยว่าสองคนนั้นเขา’ รู้สึก’ กันแบบนั้น ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัย ซันจิคุงที่บ้าผู้หญิงแต่กลับไปหลงรักผู้ชายเนี่ยนะ? ส่วนไอ้หัวเขียวจอมหยิ่งนั้นก็อีก ปกติเห็นแต่เถียงกันทุกวัน

 

 

ไปรักกันได้ยังไงวะ?

 

 

“อ๊าย! ช่างมันเถอะ ว่าแต่ลูฟี่ อุซป พรุ่งนี้พวกนายไปคอนเสิร์ตเป็นเพื่อนฉันหน่อยสิ” เพื่อนหัวส้มส่งายตาออดอ้อนให้” พวกที่ฉันัดไปพรุ่งนี้ดันไม่ว่างกันซักกะคนเลยอ่ะ ไปเป็นเพื่อนฉันหน่อยน้า ฉัม่อยากพลาดของวงนี้จริงๆ”

 

 

“วงอะไร?” อุซปมองสบตากับนามิ

 

 

“Damn it”

 

 

“นี้เธอก็ตามวงนี้หรอ!” อุซปผุดลุกขึ้นเสียงดัง นิ้วมือชี้หน้าเพื่อนผู้หญิงเพียงหนึ่งเดียวในกลุ้มด้วยสายตาอึ้งๆ ส่วนนามิก็ยกมือปิดปากแล้วชี้หน้าเพื่อนผมหยิก

 

 

“นายก็ด้วย!?”

 

 

“วงนี้มันโครตบ้าอ่ะ! ฉันนี้อย่างชอบฮอว์คินส์เลย!”

 

 

“กรี๊ด! ฉันเมนเดรค! เขาโครตของความงานดีเลยล่ะ!” แล้วทั้งสองคนก็นั่งคุยกันนานมาก คนวงนอกอย่างลูฟี่ก็ต้องจำใจฟังเจ้าพวกนี้คุยกันเงียบๆ เพราะหาที่แทรกไม่ได้ ฟังไปฟังมาเข้าก็ได้รับรู้ว่าไอ้วงDamn it เนี่ย พึ่งจะเดบิ้วต์ได้เพียงแค่หนึ่งปีกว่าเท่านั้น แต่กระแสมาแรงมาก เป็นวงดนตรีหลายสไคล์เพราะสมาชิกวงที่หลากหลาย


 


 

มีบอนนี่ที่เป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวและคิดเป็นนักร้อง ฮอว์คินส์เป็นมือกีต้าร์ เดรคเป็นมือกลอง อาพูเป็นดีเจและทราฟาลก้าเป็นมือเบส

 

 

ออกเพลงมาได้ไม่กี่เพลงก็ดังเป็นพลุแตกพร้อมกับจดสัญญาให้กับค่ายยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น นอกจากนั้นก็มีทัวร์คอนเสิร์ตทั่วประเทศอีก ลูฟี่นั่งฟังทั้งสองคนคุยกันอย่างออกรสชาติด้วยสีหน้านิ่งเรียบ

 

 

“นี่ๆ เขาว่านะ ได้ข่างว่าแต่ละครเสิร์ตที่วงไปแสดงมาน่ะ ศิลปินจะสลับบกันออกมาร้องเพลงเฉพาะของพวกเขาแต่ล่ะเพลงล่ะ! คราวก่อนก็เป็นของเดรคที่ออกมาร้องเพลงDeath or Alive”

 

 

“ไอ้ท่อน Life is only a beautiful lie ..... Death is just a painful fact.ได้ใจฉันสุดๆ ไปเลย” อุซปพูดตอบคำพูดเพื่อนสาวด้วยสีหน้าซาบซึ้ง เพลงสไตล์ฮอว์คินซ์เป็นอะไรที่หลอนที่สุด แต่หากความหมายมันก็ช่างลึกซึ้งและกินใจอย่างยิ่ง ยิ่งหลับตาฟังก็เหมือนกับจมหายเข้าไปในมหาสมุทรอะไรอย่างนั้นเลย

 

 

“หืมๆ ไหนขอลองฟังหน่อยสิ” ลูฟี่ที่ได้ยินแบบนั้นก็เกิดสนใจขึ้น อุซปยินดีอยู่แล้วที่จะป้ายยาให้เพื่อนจึงรีบคว้านหาโทรศัพท์มาเปิดเพลงนี้ที่ร้องสดในคอนเสิร์ตให้ฟัง อันที่จริงในยูทูปก็มีอยู่แล้วเรื่องผลงานที่ถ่ายออกมาจากคอนเสิร์ต แต่จากปากขอคนที่ไปมาก่อนก็แนะนำเป็นเสียงเดียวกันว่าดูคลิปไม่เท่าของจริง เป็นไปได้ก็ควรไปลองฟังสดๆ

 

 

“ชื่อเพลงน่ากลัวจัง Death or Alive”

 

 

“แต่ความหมายดีนา” แล้วนิ้วของเพื่อนชายผมหยิกก็กดเล่นวิดีโอทันที เริ่มคลิปมาเป็นเสียงกรีดร้องจากแฟนคลับที่เห็นว่าเป็นฮอว์คินซ์ที่เดินมาร้องในรอบนี้ และเสียงก็ต้องค่อยๆ เงียบลงไปเมื่อเสียงเปียโนดังแผ่วๆ ขึ้นมา กล้องซูมตัดไปที่คนเล่นซึ่งนั้นก็คือทราฟาลก้า ต่อมาเป็นเสียงก้องใสกังวานของฮาร์ปที่บอนนี่เป็นคนเล่น อีกทั้งยังมีไวโอลินเครื่องสีเสียงแหลมที่คนเล่นคืออาพู ทั้งสองเสียงทำนองดังคลอกันไปจนกลายเป็นเมโลดี้เพลงที่ไพเราะ

 

 

ลูฟี่ขนลุกทันทีเมื่อได้ยินเสียงเมโลดี้อินโทรตัวนี้

 

 

‘จะว่าไปแล้วเพลงนี้น่ะ……ผมเขียนขึ้นมาในช่วงที่ยังเป็นเด็กอยู่’ ท่ามกลางเสียงดนตรีทั้งสอง น้ำเสียงนุ่มทุ่มของคนผมยาวสีฟางก็เอ่ยแทรกขึ้นมา มันไม่ได้ดูแปลกแยกหรือว่าน่ารำคาญ มันเข้ากับทำนองได้อย่างประหลาด ทำนองที่ช้าเหมือนกับสายน้ำและน้ำเสียงของเขาก็เหมือนกับฝืนลมที่กำลังหยอกล้อกับน้ำสายนั้นอยู่

 

 

‘เป็นช่วงเวลาที่สับสนมากเหลือเกิน....’


 


 

‘I've always thought that I should take care of you…..’


 


 

‘my mother…..my sister’


 


 

‘Because you keep working and leaving me as the only comfortable person in that big house….but I won’ t it’


 


 

‘Please…’

 

 

แล้วทำนองก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนไป ความโศกเศร้าได้แผ่ขยายบริเวณออกมา จากสายน้ำและสายลมนั้นก้กลายเป็นเพียงความว่างเปล่าที่ไม่อาจมองเห็นได้ แล้วเนื้อเพลงก็กลายเป็นภาษาญี่ปุ่น


 


 

‘แม่ครับ พี่ครับ อย่าปล่อยผมทิ้งไว้กับความว่างเปล่าอีกเลยนะ’


 


 

‘ผมจะไม่พยายามฆ่าตัวตายอีกแล้ว....อย่าพาผมไปหาหมอเลยนะ’


 


 

‘อย่าทำหน้าเหมือนผมเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจแบบนั้นสิครับ....อย่าพูดคำนั้นออกมานะ’

 

 

แล้วทำนองก็กลับกลายเป็นความบ้าคลั่งโกลาหนขึ้นมาอย่างฉับพลัน! ทั้งสามคนที่นั่งจ้องดูโทรศัพท์ที่ฉายการแสดงสดของศิลปินก็ขนลุกขึ้นมาพร้อนกันอย่างไม่ได้นัดหมาย


 


 

‘ผม....’ แล้วฮอว์คินส์ก็ยกไมค์ออกจากปาก ปล่อยให้เพลงบรรเลงพัดพาความรู้สึกและบรรยากาศหดหู่ให้เข้าสู่จิตใจของผู้ชมรอบด้าน กล้องซูมไปที่ด้านล่างเวที เป็นผู้คนที่กำลังปิดปากร้องไห้อยู่


 


 

‘One time…..I've asked myself .What a life? What a Death? .’


 


 

‘Life is only a beautiful lie ..... Death is just a painful fact.’

 

 

ฮอว์คินส์เลือกที่จะจบท่อนนี้ด้วยเสียงไวโอลินสูงและคีย์ต่ำของเขา ปล่อยให้เสียงเปียโนและฮาร์ปให้หายไปเบาๆ


 


 

‘Life is only a beautiful lie ..... Death is just a painful fact.!’

 

 

ฮอว์คินส์ร้องท่อนนั้นออกมาอีกครั้งด้วยอารมณี่ถูกปลุกขึ้น เหล่าผู้ชมแฟนคลับก็ไม่ต่างกัน หลายคนไม่อาจห้ามน้ำตาของตัวเองไม่ให้ออกมาได้แล้วก็ปล่อยโฮมันซะทีตรงนั้นเลย

 

 

เสียงไวโอลินก็ยังคงเล่นต่อไป


 


 

‘I've always thought that I should take care of you! …..’


 


 

‘my mother! …..my sister!’


 


 

‘Because you keep working and leaving me as the only comfortable person in that big house….but I won’ t it!’


 


 

‘Please…!’

 

 

ท่อนหลังมีความกระแทกกระทั้นมากขึ้นตามอารมณ์ของคนร้อง การกระแทกกระทั้นนั้นจู่โจมเข้ามาในใจของเลห่าผู้ฟังได้ไม่อยาก เพลงช่วงแรกแสดงให้เห็นถึงเด็กชายผู้หนึ่ง ซึ่งโดนหล่อเลี้ยงขึ้นมาจากความเหงาและเปล่าเปลี่ยว แต่ประโยคหลังที่เป็นประโยคเดียวกันกลับแสดงให้เห็นถึงเด็กชายที่กำลังต่อสู้กับความรู้สึกของตัวเองอยู่


 


 

‘Please…!!!’


 


 

‘Please…!!!!!!!! ’ แล้วท่อนนี้เขาก็ขึ้นเสียงสูงทะยานฟ้า คำพูดนั้นไม่ใช่ประโยคขอร้องต่อครอบครัว พวกเขารู้ดี แต่เป็นประโยคร้องขอตัวชีวิตของตัวเอง

 

 

ได้โปรดปล่อยให้เขาเป็นอิสระจากความคิดบ้าบอนี่ทีเถอะ! การมีชีวิตไม่ใช่เรื่องที่แย่นัก! และความตายก็ยังไม่อาจจะทำมันได้ในตอนนี้ การที่แม่และพี่สาวทำกับเขาเช่นนั้นเพราะความเป็นห่วง

 

 

ท่อนสุดท้ายของเพลงได้ถูกเปล่งออกมา ไวโอลินถูกหยุดสี ความเงียบโรยราไปที่รอบตัว ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบเสียงลงอย่างระมัดระวัง เพื่อรอฟังตอนจบของเรื่องราวนี้


 


 

‘I'm sorry ..... but I really can't love you.’

 

 

คำตอบที่ได้รับกลับมากลับไม่ใช่สิ่งที่หวังไว้


 


 

‘Because it had swallowed me up ...... Forever’

 

 

แล้วเพลงก็จบลงท่ามกลางความเงียบงันของผู้คน

 

 

---------------------------------

อยากเขียนแนวผัวนักดนตรีมานานล่ะ!อยากนี้มันต้องจัดสักหน่อยเหอะน่ะ! ช่วงบรรยายการร้องเพลงคือยากอ่ะแม่ขา555555555555555555555 แปลภาษาต้องช่วยหนูนะคะ!ไม่งั้นหนูตายแน่!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

44 ความคิดเห็น

  1. #11 ploy-saui (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 00:08

    ฮือออชอบมากบ้าเอ่ยยยอิน ฟิน ค้าง ไรท์สู้ๆนะคะ
    #11
    0