สัตว์โลกน่ารัก น่ากลัว น่าเหลือเชื่อ!!!

ตอนที่ 332 : 25 ไพรเมทที่ใกล้สูญพันธุ์ที่สุดในโลก (ภาค 1: พวกมีจำนวน)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 726
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    5 ก.ย. 55

                จากจำนวนแอป, ลิง, และไพรเมททั้งหมด 394 สปีชีส์   114 สปีชีส์หรือนับเป็น 1/ของทั้งหมดนั้นกำลังตกอยู่ในอันตรายต่อการสูญพันธุ์ด้วยสาเหตุมาจากการทำลายที่อยู่ (เพื่ออุตสาหกรรมป่าไม้และการเกษตร), การโดนล่าเพื่อเอาเนื้อและเพื่อเอาส่วนต่างของร่างกายอย่างกระดูกกับอวัยวะไปขายตามตลาดมืด (ยาจีน)   ซึ่งเหตุการณ์นี้เลวร้ายที่สุดในเอเชียนี่เอง   ไพรเมทในรายชื่อนี้มีจำนวนน้อยซะจนสามารถเอามาไว้รวมกันในสนามฟุตบอลได้   ซึ่งบางสปีชีส์ในนี้ก็คือพวกที่เพิ่งถูกค้นพบ

“ไพรเมทที่ใกล้สูญพันธุ์ที่สุดในโลก 25 สปีชีส์” นั้นคือรายชื่อของไพรเมทใกล้สูญพันธุ์ที่ถูกเลือกและลงพิมพ์โดย International Union for Conservation of Nature Species Survival Commission Primate Specialist Group (IUCN/SSC PSG), the International Primatological Society(IPS), และ Conservation International(CI)   รายชื่อนี้จะให้ทั้งข้อมูลของแต่ละสปีชีส์, สถานะการอนุรักษ์และอันตรายที่พวกมันกำลังเผชิญ   จุดมุ่งหมายของรายชื่อนี้ก็คือการเน้นให้ผู้คนรู้ถึงสัตว์ในรายชื่อ, การดึงดูดความสนใจจากสื่อต่างๆ, การกระตุ้นให้รัฐบาลทั่วโลกเข้ามาช่วย, และการให้ความคุ้มครองอนุรักษ์เหล่าสัตว์ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างมากนี้   ไพรเมทที่จะติดรายชื่อนี้ได้ต้องมี (1) จำนวนที่น้อยมาก   และ   (2) กำลังลดลงอย่างรวดเร็ว   ไพรเมทที่ติดรายชื่อในปี 2008-2010 นั้นมาจาก 17 ประเทศ   ซึ่งประเทศที่มีจำนวนสปีชีส์มากที่สุดนั้นคือมาดากัสการ์ (5 สปีชีส์), เวียดนาม (5 สปีชีส์), และอินโดนีเซีย (4 สปีชีส์)   ไพรเมทที่เคยอยู่ในรายชื่ออย่างชะนีไฮนาน (หลงเหลือยู่แค่ 17 ตัว) นั้นถูกเอาออกจากรายชื่อเพราะการอนุรักษ์อย่างมหาศาลที่ได้เกิดขึ้นเพื่อช่วยปกป้องพวกมัน

 


1) ค่างหัวทอง (~65 ตัว)
 
ค่างหัวทองหรือค่างแค๊ท บา (Trachypithecus poliocephalus) นั้นคือไพรเมทใกล้สูญพันธุ์อย่างมากที่สามารถพบได้ในป่าหินปูนเขตร้อนบนเกาะแค๊ท บา   ประเทศเวียดนาม (T. p. poliocephalus) และเขตปกครองตรเองกว่างซีจ้วง   ประเทศจีน (T. p. leucocephalus)   ตัวโตเต็มที่มีน้ำหนัก 6.7-9.5 กก.   พวกมันมีผิวหนังและขนสีออกดำ   แต่ขนตรงหัว, แก้ม, และคอนั้นเป็นสีเหลืองทองสว่าง   หางของค่างหัวทองนั้นยาวมาก (85 ซม.) เมื่อเทียบกับความยาวของร่างกาย (50 ซม.)   ค่างหัวทองเป็นลิงโลกเก่าหากินกลางวันที่อาศัยอยู่เป็นฝูงโดยมีตัวผู้เป็นจ่าฝูงคอยปกป้องอาณาเขต   พวกมันจะอาศัยอยู่ในถ้ำเพื่อหลบนักล่าและอุณหภูมิ   อาหารของเจ้านี่ได้แก่ใบไม้, หน่อไม้, ดอกไม้, เปลือกไม้, และผลไม้   ค่างหัวทองอาจจะเป็นไพรเมทที่หายากที่สุดในเอเชียและในโลกด้วยจำนวน 64 ตัว (สถิติเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2006) และประชากรที่ลดลงกว่า 80% ในเวลาแค่เพียง 3 รุ่น (36 ปี)





2) ลิเมอร์สปอร์ทีฟเหนือ (น้อยกว่า 100 ตัว) 
  
ลิเมอร์สปอร์ทีฟเหนือ, ลิเมอร์สปอร์ทีฟซาฮาฟารี่, หรือลิเมอร์วีเซิลเหนือ (Lepilemur septentrionalis) นั้นคือไพรเมทใกล้สูญพันธุ์อย่างมากที่สามารถพบได้บนเกาะมาดากัสการ์เท่านั้น   พวกมันคือลิเมอร์ในวงศ์ Lepilemuridae   ในปัจจุบัน   ลิเมอร์สปอร์ทีฟเหนือมีจำนวนหลงเหลืออยู่แค่ 18 ตัวทั่วโลกโดยไม่มีสวนสัตว์ไหนๆมีเจ้านี่ไว้เลย   พวกมันคือสัตว์หากินกลางคืนที่อาศัยอยู่บนต้นไม้เป็นส่วนใหญ่ซึ่งสามารถพบได้ในทางเหนือของแม่น้ำไอโรโด   ตัวโตเต็มวัยมีร่างกายยาวประมาณ 28 ซม.+หางยาว 25 ซม.และหนักประมาณ 700-800 กรัม   พวกมันมีขนตรงหลังสีน้ำตาลเทาซีดๆและมีลายสีเข้มพาดกลางหลัง   ขนบนหัวและรอบๆไหล่ของเจ้านี่เป็นสีน้ำตาล   ส่วนขนตรงใต้ท้องนั้นมีสีเทา   ลิเมอร์สปอร์ทีฟเหนือได้ชื่อว่า “สปอร์ทีฟ” เพราะพวกมันจะทำท่าทางเหมือนนักมวยเมื่อถูกคุกคาม   ลิเมอร์สปอร์ทีฟเหนือกินพืชเป็นอาหาร   ซึ่งเจ้านี่ก็จะกินอุจาระของตัวเองหลังจากที่ถ่ายออกมาเพื่อให้แบคทีเรียในลำไส้ช่วยย่อยเซลลูโลสอีกครั้งและเอาพลังงานออกมามากขึ้น






3) ชะนีหงอนดำตะวันตก (~110 ตัว)
 
ชะนีหงอนดำตะวันตก (Nomascus nasutus) นั้นคือไพรเมทจากป่าหินปูนในประเทศจีนและเวียดนาม   พวกมันคือหนึ่งในไพรเมทหายากและใกล้สูญพันธุ์สุดในโลกด้วยจำนวนหลงเหลืออยู่แค่ประมาณ 35-37 ตัว   ซึ่งประชากรของชะนีหงอนดำตะวันตกนั้นได้ลดลงกว่า 80% ใน 45 ปีที่ผ่านมา   ชะนีหงอนดำตะวันตกประกอบไปด้วย 2 สปีชีส์ได้แก่ชะนีหงอนดำไฮนาน ( N. n. hainanus) และชะนีหงอนดำเคา วิท (N. n. nasutus )






4) ลิเมอร์ไผ่ยักษ์ (100-160 ตัวหรือน้อยกว่า)
  
ลิเมอร์ไผ่ยักษ์, ลิเมอร์ไผ่จมูกกว้าง, หรือลิเมอร์สุภาพจมูกกว้าง (Prolemur simus) นั้นคือลิเมอร์ไผ่ขนาดใหญ่ที่สุด   พวกมันสามารถพบได้ในป่าฝนบนเกาะมาดากัสการ์ทางตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น   ลิเมอร์ไผ่ยักษ์หนักประมาณ 2.5 กก.และร่างกายยาวประมาณ 40-50 ซม.+หาง 45-48 ซม.   พวกมันมีขนสีน้ำตาลเทาและขนปลายหูสีขาว   เจ้านี่มีจมูกทู่ๆซึ่งทำให้หน้าดูกลม   ลิเมอร์ไผ่ยักษ์กินกินไผ่ Cathariostachys madagascariensis เป็นอาหารหลัก   ซึ่งไผ่สปีชีส์นี้มีสารไซยาไนด์ที่สามารถฆ่ามนุษย์ได้   แต่การเผาพลาญของเจ้าลิเมอร์นั้นช่วยปกป้องพวกมันได้อย่างปลอดภัยซึ่งนักวิทยาศาสตร์ก็ไม่รู้ว่ากระบวนการนี้ทำงานอย่างไร   ลิเมอร์ไผ่ยักษ์นั้นมีสถานะ “ใกล้สูญพันธุ์อย่างมาก” จาก IUCN ด้วยจำนวนน้อยกว่า 75 ตัวทั่วโลก (ล่าสุดนับได้แค่ 60 ตัว)   แต่อย่างไรก็ตาม   นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าเจ้านี่อาจจะมีจำนวนมากถึง 100-160 ตัวในธรรมชาติ   ถิ่นที่อยู่อาศัยของลิเมอร์ไผ่ยักษ์นั้นได้ลดลงจนเหลือน้อยกว่า 4% ของเท่าเดิม   ส่วนจำนวนประชากรของพวกมันก็ได้ลดลงกว่า 25% ภายใน 9 ปี (1 รุ่น)






5) ลิงจมูกบี้ทอนคิน (~150 ตัว)
  
ลิงจมูกบี้ทอนคินหรือลิงจมูกบี้ทอนคินดอลแมนส์ (Rhinopithecus avunculus) นั้นคือค่างสปีชีส์หนึ่งที่สามารถพบได้ในป่าเขตร้อนไม่ผลัดใบทางตอนเหนือของประเทศเวียดนามเท่านั้น   พวกมันเคยมีสถานะสูญพันธุ์ในอดีตแต่ถูกค้นพบอีกครั้งเมื่อปี 1989   ในปัจจุบัน   ลิงจมูกบี้ทอนคินมีจำนวนเหลือน้อยกว่า 150 ตัวซึ่งทำให้พวกมันได้รับสถานะ “ใกล้สูญพันธุ์อย่างมาก” จาก IUCN   ลิงจมูกบี้ทอนคินนั้นเป็นสัตว์หากินกลางวันที่กินใบไม้อ่อน, ผลไม้ดิบ, ดอกไม้, และเมล็ดพืชเป็นอาหาร   เจ้านี่คือไพรเมทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเวียดนาม   โดยพวกโตเต็มวัยมีร่างกายยาว 51-65 ซม.+หาง 66-92 ซม.และหนัก 8.3-14 กก.    ถึงแม้ว่าลิงจมูกบี้ทอนคินนั้นจะไม่โดนล่าเอาเนื้อ   พวกมันก็ถูกล่าเพื่อเอาส่วนต่างๆของร่างกายไปทำยาจีน 






6) ค่างเดลาคอร์ (200-250 ตัวหรือน้อยกว่า)
 
ค่างเดลาคอร์ (Trachypithecus delacouri) นั้นค่างใกล้สูญพันธุ์อย่างมากที่สามารถพบได้ในเวียดนามทางตอนเหนือเท่านั้น   ในปุจจุบัน   เจ้านี่มีจำนวนหลงเหลืออยู่น้อยกว่า 250 ตัวในธรรมชาติและ 19 ตัวในที่เลี้ยง   พวกมันถูกตั้งชื่อตามนักปักษาวิทยาชาวฝรั่งเศส-อเมริกันชื่อจีน เธโอดอร์ เดลาคอร์   ค่างเดลาคอร์ตัวเค็มวัยมีร่างกายยาว 57-62 ซม.+หาง 82-88 ซม.และหนัก 6.2-10.5 กก.โดยตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย   พวกมันมีขนสีดำหน้าสีขาวและมีขนสีขาวครีมตรงบั้นท้ายกับขาอ่อนด้านนอก   ตัวเมียนั้นมีขนสีอ่อนตรงอวัยวะสืบพันธุ์   ขนหงอนของเจ้านี่มีความยาวและแคบมากกว่าค่างสปีชีส์อื่นๆ   ค่างเดลาคอร์คือสัตว์หากินกลางวันที่มักจะใช้เวลาในตอนกลางวันนอนหลับในถ้ำหินปูนหรือบนก้อนหิน   พวกมันกินใบไม้เป็นส่วนใหญ่   แต่ก็จะกินผลไม้, เมล็ดพืช, และดอกไม้ในบางครั้ง






7) กอริลล่าครอสริเวอร์ (200-300 ตัว)
  
กอริลล่าครอสริเวอร์ (Gorilla gorilla diehli) นั้นคือสปีชีส์ย่อยของกอริลล่าตะวันตก   โดยพวกมันถูกจัดออกมาเป็นสปีชีส์ย่อยต่างหากเมื่อปี 2000   เจ้าสัตว์ขี้อายเหล่านี้ถูกบรรทึกภาพครั้งแรกเมื่อปี 2009 ในป่าแถบภูเขาแห่งประเทศแคเมอรูน   ในปัจจุบัน   พวกมันสามารถพบได้ป่าเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนตามชายแดนระหว่างประเทศไนจีเรียและแคเมอรูน   ถึงแม้ว่ากอริลล่าครอสริเวอร์จะเป็นที่รู้จักในวงการวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 19   พวกมันก็เพิ่งจะถูกอนุรักษ์เมื่อช่วงปลายปี 1980s นี้เอง   กอริลล่าครอสริเวอร์คือเอปแอฟริกันที่ใกล้สูญพันธุ์ที่สุด   ซึ่งเจ้านี่ก็มีสถานะ “ใกล้สูญพันธุ์อย่างมาก” จาก IUCN ด้วยจำนวนแค่ 200-300 ตัวทั่วโลก   ซึ่งสาเหตุหลักนั้นมาจากการล่าเพื่อเอาเนื้อและการทำลายที่อยู่   เพื่อปกป้องพวกมัน   รัฐบาลแคเมอรูนได้สร้างอุทยานแห่งชาติทาคาแมนด้าขึ้นมาในปี 2008 ซึ่งทำให้กอริลล่าครอสริเวอร์อย่างน้อย 115 ตัวได้รับความคุ้มครอง   กอริลล่าครอสริเวอร์สูงเฉลี่ย 1.2-1.7 เมตรละหนักประมาณ 60-140 กก.   พวกมันกินผลไม้เป็นอาหารหลัก






8) ค่างดั๊กหน้าแข้งเทา (550-700 ตัว)
 
ค่างดั๊กหน้าแข้งเทา (Pygathrix cinerea) นั้นคือค่างที่สามารถพบได้ในที่ราบสูงตอนกลางของเวียดนามเท่านั้น   พวกมันคือสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างมากด้วยจำนวนแค่ 550-700 ตัวเท่านั้น   ซึ่งสาเหตุหลักๆของการลดจำนวนลงนั้นมาจากการโดนล่าเอาเนื้อและเอาไปทำยาโบราณ   โดยกระดูกของค่างเหล่านี้ถูกนำไปทำสิ่งที่เรียกว่า “บาล์มกระดูกลิง” ซึ่งเป็นที่เชื่อว่าสามารถช่วยในการฟื้นฟูฮีโมโกลบินและการทำงานของไต, ช่วยรักษาอาการเบื่ออาหาร, นอนไม่หลับ, และเม็ดเลือดจาง   นอกจากนั้น   ค่างดั๊กหน้าแข้งเทาก็ยังถูกล่าเพื่อเอาไปเป็นสัตว์เลี้ยงอีกด้วย   โดยพวกนายพรานนั้นจะฆ่าแม่เพื่อเอาลูกไป   สงครามเวียดนามนั้นคือเหตุการณ์สำคัญที่ได้ลกจำนวนเจ้าค่างเหล่านี้ไปเป็นจำนวนมาก   โดยทหารในช่วงนั้นจะใช้พวกมันเป็นเป้าฝึกยิง      ค่างโตเต็มที่นั้นมีใต้ท้องขาว, มือเท้าดำ, และหน้าแข้งสีเทาเข้ม   หน้าของพวกมันเป็นสีส้มน้ำตาลและคางเป็นสีขาว   ตัวผู้นั้นมีขนาดใหญ่กว่าตัวเมียเล็กน้อย   โดยพวกมันหนักเฉลี่ย 10.9 กก.   ส่วนตัวเมียหนัก 8.2 กก.   ค่างดั๊กหน้าแข้งเทาคือสัตว์หากินกลางวันที่อาศัยอยู่บนต้นไม้เป็นส่วนใหญ่   พวกมันเดินทางไปท่ามกลางต้นไม้โดยการกระโดดหรือห้อนโหนข้ามกิ่งไม้   เจ้าค่างนี้อยู่กันเป็นฝูงโดยมีตัวผู้เป็นจ่าฝูง   พวกมันกินใบไม้เป็นอาหารหลัก   แต่ก็จะกินเมล็ดพืช, ผลไม้ที่ยังไม่สุกดี, และดอกไม้อีกด้วย






9) ซิฟาคาไหม (100-1000 ตัว) 
 
ซิฟาคาไหมหรือซิฟาคาไหม ซิมโพน่า (Propithecus candidus) นั้นคือลิเมอร์ขนาดใหญ่ที่สามารถพบได้ในป่าฝนบนเกาะมาดากัสการ์ตะวันออกเฉียงเหนือเท่านั้น   พวกมันคือสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างมากด้วยจำนวนแค่ 100-1,000 ตัวเท่านั้น (พวกโตเต็มวัยเหลือน้อยกว่า 250 ตัว) โดยไม่มีสวนสัตว์ที่ไหนมีไว้ครอบครอง   ซิฟาคาไหมได้ถูกใส่ในรายชื่อ “ไพรเมทใกล้สูญพันธุ์ที่สุดในโลก 25 สปีชีส์” ตั้งแต่ปี 2000 มาโดยตลอด   นอกจากถิ่นที่อยู่ที่ถูกทำลาย   พวกมันก็ยังโดนล่าเพื่อเอาเนื้อ   ซิฟาคาไหมนั้นมีจุดเด่นตรงที่ขนยาวๆสีขาว (ที่จริงแล้วออกสีเทาๆแซมดำหรือสีขาวครีม) สัมผัสเหมือนไหม   ตัวผู้แตกต่างจากตัวเมียตรงที่ขนตรงอกสีน้ำตาลซึ่งมาจากรอยกลิ่นและต่อมกลิ่นบนอกกับคอหอย   โดยในระหว่างฤดูผสมพันธุ์   ตัวผู้นั้นจะมีรอยกลิ่นปริมาณมากขึ้นซึ่งส่งผลให้ขนตรงอกใหญ่ขึ้น   พวกโตเต็มวัยยาว 48-54 ซม.+หาง 45-51 ซม.และหนัก 5-6.5 กก.   ซิฟาคาไหมนั้นจะใช้เวลาส่วนใหญ่บนต้นไม้   พวกมันกินใบไม้และเมล็ดพืชเป็นหลัก   ซิฟาคาไหมจะมีระยะเวลาการผสมพันธุ์นานแค่ 1วันในแต่ละปีในช่วงก่อนฤดูฝน






10) โคโลบัสแดงแม่น้ำทาน่า (น้อยกว่า 1,000 ตัว)
  
โคโลบัสแดงแม่น้ำทาน่า หรือโคโลบัสแดงตะวันออก (Procolobus rufomitratus) นั้นคือไพรเมทใกล้สูญพันธุ์ในวงศ์ Cercopithecidae ที่สามารถพบได้ในป่าใกล้ๆแม่น้ำทาน่าในประเทศเคนย่าทางตะวันออกเฉียงเหนือเท่านั้น   พวกมันกินใบไม้เป็นอาหารหลักแต่ก็จะกินผลไม้ดิบ, มอส, และเมล็ดพืชเพื่อเพิ่มสารอาหาร   โคโลบัสแดงแม่น้ำทาน่านั้นจะกินใบไม้หนัก 2-3 กก.ทุกวันเพราะอาหารประเภทนี้ให้พลังงานต่ำมาก   พวกมันก็มีกระเพาะอาหารขนาดใหญ่ที่ประกอบไปด้วย 3 ห้องซึ่งมีแบคทีเรียที่ช่วยในการย่อยเซลลูโลสอาศัยอยู่   นอกจากอาหารปรกติ   โคโลบัสแดงแม่น้ำทาน่าก็จะกินดิน, ดินเหนียว, และถ่านเพื่อช่วยในการย่อยสลายิษและใบไม้พิษ






11) คิปุนจิ   (~1,117 ตัว)
 
คิปุนจิหรือแมงก้าบีที่ราบสูง (Rungwecebus kipunji) นั้นคือลิงโลกเก่าขนาดกลางใกล้สูญพันธุ์อย่างมากด้วยจำนวนประมาณ 1,100 ตัวที่สามารถพบได้ในป่าที่ราบสูงของแทนซาเนีย   พวกมันถูกค้นพบในแถบภูเขารุงวีในเดือนธันวาคม 2003 โดยเหล่านักค้นคว้าจาก Wildlife Conservation Society, มหาวิทลัยจอร์เจีย, และ
Conservation International   ซึ่งการค้นพบนี้คือการค้นพบลิงแอฟริกันสปีชีส์ใหม่ครั้งแรกในรอบ 20 ปี   คิปุนจิคือลิงสปีชีส์เดียวในสกุล Rungwecebus   ซึ่งญาติใกล้เคียงที่สุดนั้นก็คือบาบูน   ตัวโตเต็มวัยมีร่างกายประมาณ 85-90 ซม.และหนัก 10-16 กก.   พวกมันมีขนสีน้ำตาลอ่อนแต่ตรงปลายรยางค์ที่ 4 เป็นสีน้ำตาลเข้มและมีปลายหางสีขาว






12) ทาร์เซียเกาะซิเอา (~1,000 อย่างมากก็ไม่กี่พันตัว)
 
ทาร์เซียเกาะซิเอา (Tarsius tumpara) นั้นคือทาร์เซียจากเกาะภูเขาไฟเล็กของเกาะซิเอา   ประเทศอินโดนีเซีย   พวกมันคือสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างมากด้วยจำนวนที่หลงเหลือแค่ไม่กี่พันตัว   ซึ่งสาเหตุหลักของการลดจำนวนนั้นมาจากการโดนล่าเอาไปทำเป็นของว่างยอดนิยมชื่อ “โทลา โทล่า”   ใน 3 รุ่นที่ผ่านมา   ทาร์เซียเกาะซิเอาได้ลดลงมากกว่า 80%

 

 

ที่มา - http://news.nationalgeographic.com/news/2007/10/photogalleries/primate-pictures/index.html

http://news.nationalgeographic.com/news/2007/10/photogalleries/primate2-pictures/index.html

http://en.wikipedia.org/wiki/The_World%27s_25_Most_Endangered_Primates

http://news.nationalgeographic.com/news/2007/10/071026-endangered-primates.html

http://www.iucnredlist.org

http://www.arkive.org

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

687 ความคิดเห็น