สัตว์โลกน่ารัก น่ากลัว น่าเหลือเชื่อ!!!

ตอนที่ 331 : 10 การป้องกันตัวแปลกประหลาดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,354
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 ก.ย. 55

10) โอพอซซัม
  
             หลายๆคนก็คงได้ยินสำนวนที่ว่า “เล่นเป็นพอซซัม” ที่มีความหมายว่าแกล้งตายกันมาแล้ว   ซึ่งที่มาของสำนวนนี้ก็คือเจ้าอเมริกันโอพอซซัม (Didelphis virginianus) ที่สามารถพบได้จากแคนาดาถึงคอสตา ริก้านั่นเอง   โดยปรกติแล้วโอพอซซัมนั้นก็จะทำตัวเหมือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วไปเมื่อเจออันตราย   อย่างการขู่, คำราม, หรือโชว์ฟันให้เห็น   หรือแม้แต่กัดผู้รุกรานด้วยฟันสุดแหลมคมอย่างดุร้ายถ้าโดนต้อนจนมุมมากๆ   แต่เมื่อวิธีป้องกันตัวเหล่านี้ใช้ไม่ได้ผลและเจ้าโอพอซซัมก็ยังตกอยู่ในอันตราย   มันก็จะล้มตัวลงกับพื้นและแกล้งตาย   ซึ่งการแกล้งตายของมันนั้นก็เรียกได้ว่าระดับออสการ์ต้องเรียกพี่เลย   โดยเจ้าโอพอซซัมนั้นจะปิดตา (หรือปิดตาแค่ครึ่งเดียว), ทำน้ำลายฟูมปากและทำตัวนิ่งไม่ไหวติงเป็นเวลานานด้วยปากเปิดโชว์เขี้ยว   นอกจากนั้น   มันยังสามารถปล่อยกลิ่นเหมือนศพออกมาได้ด้วยจากต่อมตรงทวารหนัก   เพราะนักล่าส่วนใหญ่นั้นชอบที่จะฆ่าเหยื่อแล้วค่อยกิน   การมาเจอโอพอซซัมที่ “ตาย” แล้วนั้นจะทำให้เหล่านักล่าหมดความสนใจและจากไปอย่างเซ็งๆ   สิ่งที่น่าทึ่งเกี่ยวกับการแกล้งตายของโอพอซซัมนั้นก็คือพฤติกรรมนี้จะเกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติ   ซึ่งเจ้าตัวเองก็จะแกล้งตายในทุกๆครั้งที่เกิดความเครียดขึ้นและก็จะอยู่ในอาการกึ่งโคม่าอยู่อย่างนั้นไปเป็นเวลานาน   บางครั้งก็อาจจะเป็นชั่วโมง   แต่อย่างไรก็ตาม   โอพอซซัมส่วนมากนั้นจะได้สติหลังจากที่อันตรายจากไป   ซึ่งสามารถสังเกตได้จากการขยับหู      

                กระบวนการจริงๆของการแกล้งตายของโอพอซซัมนั้นยังเป็นปริศนาและโอพอซซัมที่ยังอายุน้อยก็อาจจะไม่แกล้งตายเมื่อเวลามาถึงเพราะสมองของพวกมันยังไม่พัฒนาสมบูรณ์ดี   ถึงแม้ว่าการแกล้งตายของโอพอซซัมจะได้ผลกับนักล่าต่างๆ   วิธีการนี้ก็จะไร้ผลไปโดยสิ้นเชิงถ้ามันดันมาแกล้งตายอยู่กลางถนนเพราะคิดว่ารถที่ผ่านไป-มานั้นคือศัตรูที่จะเข้ามาทำร้าย   ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็เคยขึ้นไม่น้อยซะด้วยและส่วนมากแล้วก็จะจบลงที่เจ้าโอพอซซัมโดนรถทับตายคาที่

http://www.opossumsocietyus.org/opossum_defense_mechanisms.htm






9) พ๊อตโต

                พ๊อตโต (Perodicticus potto) นั้นสามารถพบได้ในป่าแห่งแอฟริกา   พวกมันอาจจะดูเหมือนหมีต้นไม้ขนาดเล็ก   แต่ที่จริงแล้ว   เจ้านี่คือไพรเมท   พ๊อตโตเป็นสัตว์หากินกลางคืนที่กินน้ำเลี้ยงต้นไม้, ผลไม้, และสัตว์เล็กๆเป็นอาหาร   พวกมันเคลื่อนไหวได้เชื่องช้ามากซึ่งทำให้โดนนักล่าจับได้ง่าย   เพราะเหตุนี้   เจ้าพ๊อตโตจึงได้พัฒนาการป้องกันตัวแปลกแหวกแนวขึ้นมา   พ๊อตโตนั้นมีกระดูกสันหลังขนาดใหญ่มากที่โผล่ออกมาจากคอและไหล่   ซึ่งกระดูกสันหลังเหล่านี้ก็มีปลายแหลมและกลายเป็นอาวุธได้   เมื่อป้องกันตัว   เจ้าพ๊อตโตจะ “เน๊ค-บัท” ศัตรูหรือไม่ก็นั่งโชว์กระดูกสันหลังและเชิญชวนให้นักล่ากลืนอย่างกวนๆ   นอกจากการป้องกันตัว   กระดูกสันหลังของพ๊อตโตนั้นยังช่วยป้องกันคอของพวกมันจากการกัดปลิดชีวิตจากนักล่าบางตัวที่จะกัดเข้าที่คอหรือหลังหัว

                นอกจากกระดูกสันหลังแล้ว   พ๊อตโตก็มีการกัดที่เจ็บปวดอีกด้วย   ซึ่งในน้ำลายของพวกมันนั้นก็มีสารประกอบที่ทำให้ผู้ถูกกัดรู้สึกแสบอย่างมาก






8) ลิ่น
 
                   ลิ่นนั้นคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหน้าตาประหลาดที่มีร่างกายปกคลุมไปด้วยเกล็ดขนาดใหญ่ซึ่งทำให้พวกมันดูเหมือนลูกสนยักษ์มีชีวิต   ลิ่นคือสัตว์กินแมลง (โดยเฉพาะมด) เป็นอาหารหลักและสามารถพบได้ในทวีปแอฟริกากับเอเชีย   ถึงแม้ว่าขาหน้าของพวกมันจะมีกรงเล็บอันยอดเยี่ยมอยู่   เจ้านี่ก็ไม่ค่อยได้ใช้กรงเล็บนั้นอาวุธเมื่อเจออันตรายแต่จะม้วนตัวเป็นก้อนกลมแน่นเหมือนลูกบอลแทน   ซึ่งลูกบอลตัวลิ่นนั้นแทบจะแกะไม่ออกเลย   นอกจากนั้น   เกล็ดแหลมๆทำมาจากเคราตินเหมือนเล็บและผมของคนที่โผล่ออกมารอบๆบอลก็ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันประสิทธิภาพเยี่ยม   ซึ่งเหล่าศัตรูนั้นแทบจะทำอะไรไม่ได้เลยเมื่อมาเจอกับบอลนี้   นอกจากนั้นยังไม่พอ   เพราะเจ้าลิ่นสามารถตวัดหางหนักๆออกมาโจมตีและฝากรอยแผลให้กับศัตรูได้โดยเกล็ดแหลมๆนั่นเอง   ถ้าการขดตัวเป็นบอลไม่ได้ผล   ลิ่นนั้นก็จะปล่อยสารเหนียวๆกลิ่นเหม็นๆออกมาจากก้น   ซึ่งสารนี้ก็สามารถไล่ศัตรูร้อยทั้งร้อยไปได้เกือบหมด   เพราะการป้องกันอันยอดเยี่ยม   ลิ่นนั้นจึงไม่ค่อยต้องมากังวลกับการเจอศัตรูเท่าไหร่นัก   เพราะความมีประสิทธิภาพของบอลเกล็ด   ลิ่นนั้นจึงถูกล่าไปมากเพื่อกิน (คนจีนเชื่อว่าเกล็ดลิ่นให้ประโยชน์ทางการแพทย์) และเอาเกล็ดไปทำเสื้อเกราะจนทำให้พวกมันใกล้สูญพันธุ์

 





7) ตัวนิ่ม
 
                      เมื่อพูดถึงตัวนิ่ม   เรามักจะนึกถึงสัตว์หุ้มเกราะที่ถูกปกป้องด้วยกระดองเหมือนของเต่า   แต่ในความจริง   เกราะของตัวนิ่มหลายสปีชีส์นั้นไม่สามารถปกป้องพวกมันจากนักล่าขนาดใหญ่ได้   และตัวนิ่มนั้นก็จะวิ่งหนีหรือขุดดินหลบอันตรายมากกว่าการม้วนตัวเป็นก้อนกลมๆเหมือนเจ้าตัวข้างบน   ตัวนื่มสปีชีส์เดียวที่สามารถม้วนตัวเป็นก้อนกลมได้นั้นคือกลุ่มตัวนิ่มสามลาย (Tolypeutes) แห่งอเมริกาใต้   ซึ่งเจ้านี้ก็สามารถม้วนเป็นบอลได้เพราะเกราะที่เกาะกันอย่างหลวมๆที่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระและหัวกับหางหุ้มเกราะที่ลงล๊อกกันอย่างพอดีกับเกราะที่เหลือของร่างกาย   บอลตัวนิ่มสามหบายนี้แทบคือการป้องกันชั้นเยี่ยมที่แทบจะไม่สามารถทะลุทะลวงได้   ตัวนิ่มสามลายมักจะม้วนตัวเป็นก้อนกลมอย่างฉลาดในวินาทีสุดท้ายเมื่อเจอศัตรูเพื่อเป็นการทำให้ตกใจกลัว   เพราะเจ้านี่มีการป้องกันตัวชั้นเยี่ยม   พวกมันจึงไม่ได้มีขาหน้าสำหรับขุดดินและจะใช้โพรงของสัตว์อื่นๆเป็นที่อาศัยแทน 






6) เม่นหงอน
  
               เม่นหงอนจากแอฟริกาและยุโรปตอนใต้ (พบมากในอิตาลี) นั้นคือหนึ่งในสัตว์ฟันแทะขนาดใหญ่เป็นที่ 3 ของโลกรองจากคาพีบาร่าและบีเวอร์   นอกจากนั้น   พวกมันก็ยังเป็นหนึ่งในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีการป้องกันตัวเยี่ยมที่สุด   เม่นหงอนมีเข็มสีขาว-ดำเพื่อพรางตัวและปกป้องร่างกาย   ซึ่งเข็มเหล่านี้ที่จริงแล้วก็คือขนที่ถูกปกคลุมด้วยชั้นเคราตินแข็งๆ   เข็มเม่นหงอนนั้นจะมีความยาวกว่าบนร่างกายส่วนหน้าซึ่งมองแล้วเหมือนแผงคอตามชื่อ   แต่อย่างไรก็ตาม   เข็มสุดอันตรายที่เม่นหงอนใช้ป้องกันตัวนั้นคือเข็มสั้นๆบนร่างกายส่วนหลัง   โดยเมื่อเจ้านี่ตกอยู่ในอันตราย   พวกมันก็จะสั่นหางซึ่งทำให้เข็มกลวงๆตรงนั้นสั่นไป-มาและทำเสียงเหมือนงูหางกระดิ่ง   ถ้าการขู่นี้ไม่ได้ผล   เม่นหงอนก็จะหันก้นใส่และพยายามเสียบศัตรูด้วยเข็มเหล่านั้น   ซึ่งเข็มด้านหลังนั้นสามารถหลุดออกมาได้อย่างง่ายดายและเมื่อเข็มเจาะเข้าเนื้อนักล่า   เสี้ยนเล็กๆตรงปลายนั้นก็จะช่วยให้เข็มเสียบลึกลงไปอีกในเนื้อ   นักล่าประสบการณ์น้อยหลายตัวได้ตายลงจากการบาดเจ็บด้วยเข็มเม่นหงอน   ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่นั้นจะมาจากการติดเชื้อหรือไม่ก็อาการบาดเจ็บภายในเพราะเข็มนั้นได้เสียบลงไปลึกซะจนเส้นเลือดหรือแม้แต่อวัยวะภายในโดนทำลาย 
                เม่นหงอนที่อาศัยอยู่ในอเมริกานั้นมีขนาดเล็กกว่าญาติในแอฟริกาและมักจะใช้ชีวิตบนต้นไม้มากกว่า   พวกมันมียาปฏิชีวนะธรรมชาติชั้นเยี่ยมในกระแสเลือดเพื่อปกป้องร่างกายจากเข็มของตัวเอง  โดยเมื่อเม่นเหล่านี้ตกตนไม้เมื่อหาอาหาร   พวกมันก็อาจจะโดนเข็มตัวเองเสียบโดยอุบัติเหตุ   ซึ่งถ้าเจ้านี่ไม่มียาปฏิชีวนะแล้ว   พวกมันก็อาจจะตายจากการติดเชื้อได้

 






5) วาฬเสปริ์มปิ๊กมี่+แคระ
  
                 วาฬเสปริ์มปิ๊กมี่นั้นไม่ได้เป็นที่รู้จักกันมากเหมือนญาติยักษ์ใหญ่ของพวกมัน   ในขณะที่วาฬสเปริ์มสามารถยาวได้ถึง 20 เมตร   วาฬเสปริ์มปิ๊กมี่นั้นมีความยาวแค่ 1.2 เมตรเท่านั้น   ซึ่งขนาดจิ๋วๆนี้เองที่ทำให้พวกมันอยู่บนเมนูของนักล่าต่างๆเช่นฉลามขนาดใหญ่และวาฬเพชรฆาต   เพื่อป้องกันตัวเอง   วาฬเสปริ์มปิ๊กมี่นั้นได้พัฒนาการป้องกันตัวแปลกๆขึ้นมา   โดยพวกมันจะปล่อยสารเหมือนไซรัปสีแดงออกมาจากรูทวารและกระจายสารนั้นไปกับน้ำโดยใช้หางซึ่งทำให้เกิดกลุ่มควันสีเข้มฟุ้งกระจาย   ซึ่งควันนี้จะทำหน้าที่เป็นเหมือนระเบิดควันของนินจากที่จะปกคลุมร่างกายของวาฬเสปริ์มปิ๊กมี่จากสายตาของนัหล่าไปได้ชั่วระยะนึงและเปิดโอกาสให้เจ้าวาฬว่ายน้ำหนีไปได้อย่างรวดเร็ว
                   นอกจากวาฬเสปริ์มปิ๊กมี่แล้ว   วาฬเสปริ์มแคระญาติใกล้ชิดก็มีวิธีป้องกันตัวเดียวกันเพื่อหนีนักล่า   ซึ่งการป้องกันของวาฬทั้ง 2 สปีชีส์นี้เป็นอะไรที่แปลกสำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมาก   ในความจริง   สัตว์ที่มีวิธีป้องกันคล้ายกับเจ้า 2 วาฬเสปริ์มมากที่สุดนั้นก็คือหมักทั้งหลาย   ซึ่งก็คืออาหารโปรดของพวกมัน (ไปก๊อปปี้เหยื่อมาหรือเปล่านะ???)






4) ดอร์เมาส์
 
                     เจ้าสัตว์ฟันแทะกินได้นี้สามารถพบได้ในยุโป, แอฟริกา, และเอเชีย   โดยปรกติแล้ว   ดอร์เม้าส์จะหลบอันตรายโดยการวิ่งหนี   แต่พวกมันก็มีวิธีป้องกันตัวแปลกๆอันชาญฉลาดอยู่ในกรุเหมือนกัน   ดอร์เม้าส์นั้นมีผิวหนังตรงหางที่หลวมมาก   ซึ่งถ้าโดนจับโดยนักล่าก็จะหลุดออกมาอย่างง่ายกายและเปิดโอกาสให้เจ้าหนูวิ่งหนีไปได้   การป้องกันตัวโดยการสลัดส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายออกนั้นเป็นวิธีป้องกันตัวที่พบได้ทั่วไปในสัตว์เลื้อยคลาน (เอาง่ายๆเลยก็จิ้งจกบ้านเราก็จะสลัดหางทิ้งแล้วก็วิ่งหนีนั่นแหละ) และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง   แต่วิธีป้องกันตัวนี้พบยากมากในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม   แต่อย่างไรก็ตาม   ในขณะที่หางของจิ้งจกจะงอกออกมาใหม่   หางและผิวหนังของดอร์เม้าส์นั้นจะไม่งอกมาใหม่    ซึ่งทำให้กระดูกหางที่โผล่ออกมาหลุดออกไปได้อย่างง่ายดายหรือไม่ก็โดนตัวเจ้าหนูเองกัดออก   ในขณะที่ดอร์เม้าส์บางสปีชีส์นั้นมีการป้องกันตัวที่อาจจะจบลงด้วยการเป็นหนูหางกุด   ดอร์เม้าส์บางสปีชีส์นั้นได้พัฒนาหางมีขนเป็นพวงขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ล่อความสนใจของนักล่าออกไปจากหัวของพวกมัน






3) สกังค์
 
                   หลายๆคนก็คงจะรู้ว่าสกังค์ป้องกันตัวอย่างไร   ซึ่งอาวุธเคมีของพวกมันนั้นมีประสิทธิภาพซะจนไม่พูดถึงไม่ได้   สกังค์นั้นจะปล่อยของเหลวกลิ่นเหม็นหึ่งออกมาจากต่อมที่ตั้งอยู่เป็นคู่ตรงรูทวารเพื่อป้องกันตัว   ถึงแม้ว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกินเนื้อขนาดเล็กอื่นๆ (โดยเฉพาะพวกในวงศ์ Mustelidae หรือวงศ์วีเซิล) จะมีต่อมคู่นี้เหมือนกัน   ต่อมกลิ่นของสกังค์นั้นได้พัฒนามาอย่างดีกว่าด้วยกล้ามเนื้อแข็งแกร่งที่ช่วยทำให้พวกมันสามารถฉีดของเหลวไปได้ไกลถึง 9 เมตรด้วยความแม่นยำถึงแม้ว่าจะหันหลังฉีดก็ตาม   สกังค์นั้นจะฉีดของเหลวตรงเข้าใส่หน้าของผู้รุกราน   ถ้าของเหลวของสกังค์เข้าตาศัตรู (รวมถึงมนุษย์) แล้ว   พวกมัน (และเรา) ก็อาจจะตาบอดได้   ซึ่งความอันตรายนี้เองที่ทำให้สัตว์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยกล้าหือกับสกังค์ (ยิ่งกลิ่นด้วยแล้ว   ไม่ต้องพูดถึง)   แต่อย่างไรก็ตาม   ศัตรูตัวฉกาจของสกังค์นั้นก็คือนกนักล่าทั้งหลาย   โดยเฉพาะนกฮูกเขาใหญ่   เพราะพวกมันไม่มีประสาทการดมกลิ่นและสามารถเข้าโจมตีเหยื่อได้อย่างเงียบเชียบจากบนฟ้าซึ่งทำให้การฉีดไม่ได้ผลในบางครั้ง    สกังค์นั้นจะใช้การป้องกันตัวนี้เป็นวิธีสุดท้ายเมื่อจนมุมจริงๆเพราะของเหลวนั้นมีปริมาณจำกัด   และเมื่อต่อมฉีดของเหลวออกมาหมดแล้วก็ต้องใช้เวลา “เติม” นานถึง 10 วันกว่าจะเต็มและพร้อมใช้งานได้อีกครั้ง






2) ตุ่นปากเป็ด
  
                   ตุ่นปากเป็ดนั้นคือสัตว์แปลกที่เคยได้ชื่อว่าเป็นของเก๊มาก่อน   แต่ในปัจจุบัน   พวกมันมีชื่อเสียงมาจากการเป็นหนึ่งในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไม่กี่สปีชีส์ที่ออกลูกเป็นไข่   นอกจากนั้น   ตุ่นปากเป็ดก็ยังมีการป้องกันตัวแปลกๆอีกด้วย   โดยพวกตัวผู้นั้นจะมีเงี่ยงที่หดกลับได้อยู่ตรงขนหลังทั้ง 2   ซึ่งเงี่ยงนี้ถูกเชื่อมต่อเข้ากับต่อมพิษ   เมื่อโดนนักล่า (หรือโดนมนุษย์ขี้สงสัยไร้ประสบการณ์) จับ   ตุ่นปากเป็ดนั้นก็จะเตะผู้รุกรานด้วยเงี่ยงนี้และปล่อยพิษเข้าร่างกายและทำให้ผู้รุกรานปล่อยตัวมัน   ถึงแม้ว่าพิษของตุ่นปากเป็ดนั้นสามารถฆ่าสุนัขได้   แต่พิษนี้ก็ไม่ได้เป็นอันตรายร้ายแรงถึงชีวิตต่อมนุษย์   แต่อย่างไรก็ตาม   ผู้คนที่โดนเงี่ยงพิษนี้แทงเข้าได้พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นอะไรที่เจ็บปวดเท่าที่เคยสัมผัสมา   ฤทธิ์ของพิษตุ่นปากเป็ดนั้นอาจจะคงทนอยู่ได้เป็นวันๆและทำให้ผู้โชคร้ายทรมานในช่วงนั้น   ซึ่งบางคนก็ได้กล่าวว่าความเจ็บปวดจากพิษตุ่นปากเป็ดนั้นเพียงพอที่จะทำให้สลบไปได้เลยทีเดียว  
                    เงี่ยงพิษนั้นจะพบได้เฉพาะในตุ่นปากเป็ดตัวผู้เท่านั้น   ส่วนพวกตัวเมียนั้นแทบจะไม่มีอันตรายต่อสัตว์อื่นๆเลย (ยกเว้นก็แต่เหล่าแมลงที่พวกมันกินเป็นอาหาร)   นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า   เงี่ยงพิษของตุ่นปากเป็ดนั้นคืออาวุธเฉพาะเพศ   โดยในระหว่างฤดูผสมพันธุ์   พวกตัวผู้นั้นจะต่อสู้กันโดนใช้เงี่ยงพิษนี้เป็นอาวุธเพื่อแย่งตัวเมีย






1) นางอาย
 
                    เจ้าไพรเมทหางกินกลางคืนนี้สามารถพบได้ในป่าฝนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (และสวนจตุจักรถ้าคุณอยากจะแหกกฏหมายหามาเลี้ยงซักตัว ^-^)   พวกมันมีความยาวราวๆ 35 ซม.และกินสัตว์ขนาดเล็กเป็นอาหาร (ในบางครั้งก็น้ำเลี้ยงต้นไม้)   เพราะความที่นางอายนั้นทั้งตัวจิ๋วและเชื่องช้า   พวกมันจึงอยู่ในเมนูอาหารของนักล่าหลายชนิด   ด้วยเหตุนี้   นางอายจึงได้พัฒนาการป้องกันตัวแปลกประสิทธิภาพเยี่ยมขึ้นมา   โดยเจ้านี่มีต่อมพิษอยู่ตรงข้อศอกทั้ง 2    ซึ่งพวกมันจะเลียพิษนั้นแล้วจึงเลียขนตัวเองไปทั่วเพื่อสร้างเกราะพิษขึ้นมา   นอกจากการป้องกันตัวเองแล้ว   นางอายตัวเมียนั้นก็จะเลียลูกๆด้วยพิษนี้ก่อนที่จะออกไปหาอาหารอีกด้วย   เท่านั้นยังไม่พอ   เพราะนางอายนั้นจะดูดและเลียพิษเข้าปากซึ่งส่งผลให้พวกมันมีการกัดเป็นพิษ   ถ้านางอายโดนรบกวนมากๆ   พวกมันก็จะกัดและส่งพิษเข้าร่างกาย   ซึ่งพิษนี้จะทำให้ผู้โดนกัดเกิดความเจ็บปวดอย่างมากและมีอาการบวม   ถึงแม้ว่าปรกติแล้ว   พิษของนางอายนั้นไม่อันตรายถึงชีวิตต่อมนุษย์   ผู้เคราะห์ร้ายบางคนนั้นได้เสียชีวิตลงจากการแพ้พิษอย่างรุนแรง   นอกจากการเป็นหนึ่งในไพรเมทไม่กี่สปีชีส์ที่มีพิษแล้ว   นางอายก็คือไพรเมทที่สามารถเลียข้อศอกตัวเองได้!!! (เคยลองอะเปล่า???)

 

ที่มา - http://www.top10source.com/10-mammals-that-have-the-best-defense.html

http://listverse.com/2010/05/18/top-10-mammals-with-odd-defense-mechanisms/

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

687 ความคิดเห็น

  1. #474 Friends_love (@ai-salokbat) (จากตอนที่ 331)
    วันที่ 4 กันยายน 2555 / 11:39
    เราว่าสัตว์พวกนี้น่าสงสารนะ บางที่มันมีวิธิการป้องกันตัวที่ดีมากๆ แต่กลับต้องมาโดนมนุษย์เอาไปใช้ประโยชน์ เพราะความเห็นแก่ตัวอ่ะ
    #474
    0