คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

สัตว์โลกน่ารัก น่ากลัว น่าเหลือเชื่อ!!!

ตอนที่ 330 : 10 ความจริงที่เราไม่รู้เกี่ยวกับสุนัขป่า


     อัพเดท 1 ก.ย. 55
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: มีสาระ/ความรู้รอบตัว
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : JiPpieZz ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ JiPpieZz
My.iD: https://my.dek-d.com/JiPpieZz
< Review/Vote > Rating : 98% [ 8 mem(s) ]
This month views : 1,513 Overall : 294,799
684 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 590 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
สัตว์โลกน่ารัก น่ากลัว น่าเหลือเชื่อ!!! ตอนที่ 330 : 10 ความจริงที่เราไม่รู้เกี่ยวกับสุนัขป่า , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 1147 , โพส : 0 , Rating : 20% / 1 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


10) สุนัขป่าสีดำนั้นไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
 
                        สุนัขป่าทั่วไปนั้นจะมีขนสีเทาๆ   แต่ในบางฝูง   สุนัขป่าขนสีดำก็โผล่มาให้เห็นเหมือนกัน   ขนสีดำนี้มาจากไหนล่ะ???   การศึกษาพันธุกรรมในปี 2008 (พ.ศ. 2551) โดยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย   ประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่าการกลายพันธุ์ของพันธุกรรมที่ทำให้สุนัขป่ามีขนสีดำนั้นสามารถพบได้ในสุนัขบ้านเท่านั้น   ซึ่งก็แปลว่า   สุนัขป่าสีดำที่เราเห็นกันในธรรมชาติคือลูกๆหลานๆของสุนัขป่าสีเทาที่ได้ไปผสมพันธุ์กับสุนัขบ้านสีดำ   เพราะการกลายพันธุ์นี้คือยีนเด่น (เหมือนกับสีผมของมนุษย์)   ยีนขนสีดำจึงได้ถูกถ่ายทอดมาที่รุ่นลูกส่วนใหญ่   และเมื่อรุ่นลูกเหล่านี้ไปผสมพันธุ์กับสุนัขป่าสีเทาอื่นๆ   รุ่นต่อๆมาก็จะมีโอกาสสูงที่จะมีขนสีดำตามไปด้วย   ยังไม่มีใครรู้ว่าการมีขนสีดำนี้ส่งผลดีให้แก่สุนัขป่าอย่างไร   แต่ถึงแม้ว่าสุนัขป่าสีดำนั้นจะไม่ใช่นักล่าที่ประสบความสำเร็จที่สุดในฝูง   มันก็ดูเหมือนจะมีภูมิต้านทานการติดเชื้อบางชนิด   นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศสชื่อจอร์จส์ คูวิเออร์เขียนบันทึกไว้ว่าสุนัขป่าสีดำนั้นมีความแข็งแรงมากกว่าพวกสีเทาปรกติ   ส่วนนักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษชื่อชาร์ลส์ แฮมิลตั้น สมิธก็ได้เขียนบันทึกไว้ว่าสุนัขป่าสีดำนั้นดุร้ายน้อยกว่าพวกสีเทาและสามารถผสมพันธุ์กับสุนัขบ้านได้ง่ายกว่า   แต่อย่างไรก็ตาม   พวกสุนัขป่าสีดำที่พบได้ในทิเบต (รูจักกันในชื่อท้องถิ่นว่าชังโก นักโป) นั้นมีความกล้าหาญและดุร้ายกว่าพวกสีเทามากนัก   สุนัขป่าสีดำนั้นสามารถพบได้ในทวีปอเมริกาเหนือมากกว่าพื้นที่อื่นๆบนโลก   ในอดีต   ขนสุนัขป่าสีดำนั้นได้ชื่อว่าหายากและมีราคาแพงมากกว่าขนสีปรกติ 3-4 เท่า

http://en.wikipedia.org/wiki/Black_wolf






9) ไคโยตี้ส่วนมากเป็นลูกผสมสุนัขป่า

                       ไคโยตี้นั้นคือสุนัขที่สามารถพบได้ทั่วทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกากลาง   พวกมันคือสัตว์ที่สามารถเอาตัวรอดได้อย่างยอดเยี่ยมท่ามกลางเหล่ามนุษย์   ในพื้นที่ๆสุนัขป่ามีจำนวนน้อย   ไคโยตี้นั้นจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น   เมื่อไม่กี่ปีมานี้   ไคโยตี้ที่มีจำนวนมากมายนั้นได้เดินทางไปด้านตะวันออกของสหรัฐอเมริกาเข้าสู่เขตบ้านเรือนหรือแม้แต่เมืองใหญ่ๆ   เช่นนิว ยอร์คและชิคาโก้   ถึงแม้ว่าปรกติแล้วสุนัขป่านั้นจะไม่ถูกกับไคโยตี้   การศึกษาทางพันธุกรรมของไคโยตี้จำนวน 100 ตัวที่ถูกจับได้ในรัฐเมนพบว่า   22 ตัวในนั้นคือลูกหลานของสุนัขป่า   ลูกผสมระหว่างสุนัขป่าและไคโยตี้นั้นมีชื่อว่า “ไคยวูล์ฟ”   พวกมันมีขนาดระหว่างสุนัขป่าและไคโยตี้และมีความกล้ากับความฉลาดมากกว่าไคโยตี้   ไคยวูล์ฟนั้นจะไม่กลัวที่จะเข้ามาในแถบบ้านเรือนของมนุษย์ (เหมือนไคโยตี้)   แต่พวกมันยังคงมีสัญชาติญาณล่าเหยื่อของฝูงสุนัขป่าและมีนิสัยดุร้ายมาก (เหมือนสุนัขป่า)   สุนัขป่าสีแดง (Canis lupus rufus) ซึ่งก็คือสุนัขป่าใกล้สูญพันธุ์ที่สามารถพบได้ในสหรัฐอเมริกานั้นที่จริงแล้วก็คือลูกผสมระหว่างไคโยตี้และสุนัขป่า

http://en.wikipedia.org/wiki/Coywolf






8) การกินกันเองเป็นเรื่องปรกติของสุนัขป่า
 
                       สุนัขป่านั้นเป็นทั้งนักล่าและนักฉวยโอกาสที่จะไม่ยอมพลาดโอกาสดีๆในมื้ออาหาร    เพราะเจ้าสุนัขเหล่านี้อาศัยอยู่ในพื้นที่ๆเกือบจะแย่ที่สุดบนโลก   การกินสมาชิกในฝูงที่ป่วย, บาดเจ็บ, หรือเพิ่งตายนั้นคืออะไรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในบางครั้ง   โดยเฉพาะเวลาที่อาหารมีน้อย   การกินกันเองของสุนัขป่านั้นก็อาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมสุนัขป่าที่ถูกกับดักจับนั้นมักจะหายไปอย่างรวดเร็ว   โดยเจ้าตัวโชคร้ายนี้อาจจะถูกสุนัขป่าอื่นๆจัดการหรือโดนนายพรานอุ้มไปก่อน   เมื่อฝูงสุนัขป่า 2 ฝูงมาเจอกัน   การต่อสู้นองเลือดมักจะเกิดขึ้น   ซึ่งการต่อสู้นี้จะจบลงที่การที่อัลฟ่า (จ่าฝูง) ตัวผู้โดนฆ่า   ในบางครั้ง   สุนัขป่าก็กินลูกๆของตัวเองเหมือนกัน







7) สุนัขป่าอายุมากอาจจะมีน้ำหนักได้ถึง 90 กก.
 
                        ขนาดของสุนัขป่านั้นจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆเมื่อออกห่างจากเส้นศูนย์สูตร   โดยพวกที่อยู่ตามเส้นศูนย์สูตรนั้นจะมีขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าสุนัขบ้านขนาดกลาง   แต่สุนัขป่าสีเทา (สุนัขป่าขนาดใหญ่ที่สุด) ที่อยู่ทางเหนือไกลๆอย่างแคนาดา, รัสเซีย, และรัฐอลาสก้านั้นอาจจะมีน้ำหนักได้ถึง 54 กก.   สุนัขป่าขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยถูกฆ่าในทวีปอเมริกาเหนือนั้นมาจากรัฐอลาสก้าในปี 1939 (พ.ศ. 2482) ด้วยน้ำหนัก 79.4 กก. (มากกว่าญาติแถบเขตร้อน 3-6 เท่า)   ส่วนสุนัขป่าขนาดใหญ่ที่สุดที่ถูกฆ่าในรัสเซียนั้นมีน้ำหนักมากกว่านั้นอีกที่ 86 กก.   สุนัขป่าที่มีน้ำหนัก 90 กก.นั้นเคยถูกรายงานอย่างไม่เป็นทางการ   ซึ่งเจ้าตัวนี้น่าจะเป็นอัลฟ่าตัวผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ๆมีอาหารอุดมสมบูรณ์







6) สุนัขป่าที่เป็นโรคกลัวน้ำนั้นอันตรายมาก
 
                       โรคพิษสุนัขบ้าหรือโรคกลัวน้ำนั้นก็คือโรคจากไวรัสชื่อเดียวกันแสนอันตรายที่ติดต่อกันในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมโดยเฉพาะรวมถึงมนุษย์   ถึงแม้ว่าสุนัขป่าจะมีความเสี่ยงต่ำในการติดโรคพิษสุนัขบ้า   สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ   โดยเฉพาะแร๊คคูน, สุนัขจิ้งจอก, ค้างคาว, แมวบ้าน, และสุนัขบ้านนั้นก็คือพวกมีความเสี่ยงสูงในการติดโรค   ซึ่งสุนัขป่าก็อาจจะติดโรคมาจากสัตว์เหล่านี้โดยผ่านทางการกัด   ถึงแม้ว่าสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าจะอันตรายเหมือนๆกัน   สุนัขป่าที่เป็นโรคนี้ดูจะเป็นอันตรายมากกว่านั้น   สุนัขป่าที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้านั้นจะแสดงอาการดุร้ายเว่อร์ออกมาทันทีที่ติดโรค   ซึ่งพวกมันก็จะมีโอกาสเข้าทำร้ายมนุษย์สูงขึ้นไปอีก   ในความจริง   สุนัขป่าที่เข้าทำร้ายมนุษย์ส่วนมากนั้นือพวกที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าทั้งนั้น   ในปัจจุบัน   การทำร้ายมนุษย์จากสุนัขป่าติดโรคนั้นอาจจะลดลงไปเยอะ   แต่เหตุการณ์นี้ก็มีมาให้เห็นกันอยู่เนืองๆ   ผู้คนที่ถูกสุนัขป่าติดโรคทำร้ายนั้นมักจะป่วยและเสียชีวิตลงอย่างรวดเร็ว (ไวรัสจะแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว) ถึงแม้ว่าทางโรงพยาบาลจะมีการรับมือและการรักษาพร้อมก็ตาม   ซึ่งสาเหตุนั้นมาจากนิสัยการกัดของสุนัขป่า   โดยสุนัขป่ามักจะกัดเหยื่อในบริเวณใกล้คอหรือหัวซึ่งเมื่อไวรัสเข้าสู่ร่างกายผ่านแผลแล้วก็จะเข้าสู่สมองอย่างรวดเร็วก่อนที่จะรักษาได้ทัน







5) สุนัขป่าในทวีปอเมริกามีโอกาสทำร้ายมนุษย์น้อยกว่าพวกที่อยู่ส่วนอื่นๆของโลก
 
                      ปรกติแล้ว   สุนัขป่านั้นจะหลีกเลี่ยงการพบเจอกับคน (ที่จริงแล้วสุนัขป่าคือหนึ่งในสัตว์ที่เป็นอันตรายต่อคนน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับขนาด)   พวกมันก็อาจจะเข้าทำร้ายคนในบางเหตุการณ์   ถึงแม้ว่าการทำร้ายคนของสุนัขป่าในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาจะมีให้เห็นบ้างไม่มากก็น้อย   สิถิติการทำร้ายคนในยุโรปและเอเชียนั้นสูงกว่านั้นนัก   ในอดีตระหว่างปี 1580-1830 (พ.ศ. 2123-2373) ได้มีการบันทึกสถิติผู้เสียชีวิตจากสุนัขป่ามากกว่า 3,000 ครั้งในฝรั่งเศส   ในยุโรปยุคกลาง   ผู้คนนั้นต้องสร้างที่หลบภัยพิเศษขึ้นมาบนถนนเพื่อที่ผู้เดินทางไป-มาจะได้เข้าไปหลบเมื่อฝูงสุนัขป่าที่ลาดตระเวณอยู่แถวนั้นโผล่ออกมา   นอกจากในยุโรปแล้ว   สุนัขป่าที่อาศัยอยู่ในอินเดียและรัสเซียก็ขึ้นชื่อในเรื่องการทำร้ายคน   ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1   ทหารของทั้งฝั่งพันธมิตรและฝั่งอักษะบางครั้งก็ต้องมารวมกลุ่มเฉพาะกิจกันเพื่อต่อสู้กับฝูงสุนัขป่าเจ้าถิ่นหิวโหญที่ถูกกลิ่นของเลือดจากสนามรบดึงดูดเข้ามา







4) สุนัขบ้านแพ้สุนัขป่า
  
                       ถึงแม้ว่าสุนัขป่าและสุนัขบ้านนั้นจะเป็นญาติใกล้ชิดกัน (ที่จริงแล้วสุนัขป่าก็คือบรรพบุรุษของสุนัขบ้านนั่นแหละ) และสามารถผสมข้ามสายพันธุ์กันได้ง่ายๆ   สุนัขบ้านนั้นมักจะตกเป็นเหยื่อของสุนัขป่าบ่อยๆ   ในการต่อสู้กันระหว่างสุนัขทั้ง 2   สุนัขป่าที่มีขนาดพอๆกับสุนัขบ้านนั้นก็มักจะเอาชนะเหล่าทาญาติได้บ่อยๆเพราะพวกมันมีฟันที่ยาวกว่าและการกัดที่แข็งแรงกว่า   นอกจากนั้น   สุนัขบ้านก็ดูเหมือนจะศูนย์เสียสัญชาติญาณในการล่าไปแล้วหลังจากที่ถูกนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงมานานปี   ซึ่งความแข็งแกร่งกว่าของสุนัขป่านี้ก็ทำปัญหาให้กับทาญาติของพวกมันได้เหมือนกัน   ยกตัวอย่างเช่นในรัสเซีย   สุนัขบ้านจรจัดนั้นมักจะโดนฝูงสุนัขป่าล่าบ่อยๆและได้กลายเป็นอาหารที่คงที่ให้แก่พวกมัน   ในหลายครั้ง   สุนัขป่าจะล่าสุนัขบ้านด้วยการล่อไปในที่แห่งหนึ่งตามลำพังแล้วจึงลอบเข้าโจมตีแบบหมาหมู่ด้วยสมาชิกที่เหลือของฝูง    โดยทั่วไป   สุนัขบ้านส่วนมากจะไม่สามารถต่อกรกับสุนัขป่าได้ถึงแม้ว่าจะมีขนาดใหญ่ก็ตาม   สุนัขบ้านที่พอจะเอาชนะสุนัขป่าได้นั้นต้องมีขนาดใหญ่เว่อร์และดุร้ายมากอย่างสายพันธุ์สุนัขเลี้ยงแกะคอเคเชี่ยน   เพราะเจ้าสุนัขบ้านเหล่านี้แข็งแรงพอที่จะป้องกันตัวเองได้

http://www.diffen.com/difference/Dog_vs_Wolf







3) กาฬโรคได้เปลี่ยนมนุษย์เป็นอาหารของสุนัขป่า
 
                     กาฬโรคที่ได้เข้าโจมตียุโรปในช่วงยุคกลางนั้นคือเหตุผลว่าทำไมความสัมพันธ์ระหว่างคนและสุนัขป่าในปัจจุบันถึงเต็มไปด้วยความตึงเครียด   โดยในช่วงที่กาฬโรคระบาด   ผู้คนเป็นจำนวนมากได้เสียชีวิตซะจนฝังไม่ทัน (ศาสนาคริสต์จะฝังผู้ตายแทนการเผาเหมือนในบ้านเรา) ซึ่งทำให้ร่างกายไร้ชีวิตของคนต้องถูกโยนกันกองๆไว้   ซึ่งสำหรับนักล่าอย่างฝูงสุนัขป่าแล้ว   กองศพนั้นก็คือร้านบุฟเฟ่ต์มหึมาดีๆนี่เอง   เหล่าสุนัขป่านั้นได้พากันมารวมตัวกันอยู่หน้าเมืองเพื่อรอกินอาหาร   และเมื่อเวลาผ่านไป   พวกมันก็อาจจะติดใจเนื้อมนุษย์หรือเกิดความเคยชินขึ้นมาและได้หันมามองคนเป็นเหยื่อ   เมื่อสุนัขเริ่มล่าคนกิน   ผู้คนที่หวาดกลัวและถือเรื่องผีสางนั้นก็ได้เริ่มเล่าเรืองน่ากลัวๆขึ้นมา   ซึ่งนี้ก็อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของมนุษย์หมาป่า, แวมไพร์, และปีศาจอื่นๆ







2) ไข้ทรพิษก็ด้วยเหมือนกัน
 
                      ไข้ทรพิษที่แพร่กระจายเข้ามาในทวีปอเมริกาจากชาวยุโรปนั้นก็ส่งผลทางด้านลบอย่างมหาศาลให้แก่ชนเผ่าพื้นเมืองเหมือนกัน   เพราะชนเผ่าพื้นเมืองเหล่านี้ไม่เคยเจอไข้ทรพิษมาก่อน   พวกเขาจึงไม่มีภูมิต้านทานโรคซึ่งทำให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้มีโอกาสเสียชีวิตสูงถึง 80-90%   นักธรรมชาติวิทยาชาวสวีดิชชื่อปีเตอร์ คาล์มนั้นได้ถูกส่งมาในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1748 (พ.ศ. 2291)   เขาได้บันทึกไว้ว่าช่วงก่อนสงครามปฏิวัติอเมริกันนั้น   ไข้ทรพิษได้ระบาดมากตามฝั่งทางตะวันออก   ซึ่งร่างไร้ชีวิตของชนเผ่าพื้นเมืองผู้โชคร้ายหลายคนในพื้นที่นั้นได้ดึงดูดฝูงสุนัขป่าเข้ามา   สุนัขป่าเหล่านี้ได้เข้ารุกรานหมู่บ้านของชนเผ่าพื้นเมืองและเขมือบซากศพกับฆ่าผู้ป่วยไปมาก   ในปัจจุบัน   ชนเผ่าพื้นเมืองอเมริกันนั้นทั้งเคารพและเกรงกลัวสุนัขป่า   โดยเฉพาะเวลาที่พวกมันต้องเข้าป่าไปเพราะเจ้าสุนัขป่าอาจจะโผล่มาตอนไหนก็ได้







1) สุนัขป่ากินเหยื่อทั้งเป็น
 
                     ถึงแม้ว่าสุนัขจะกินเนื้อทุกอย่างที่ขวางหน้าเพื่อความอยู่รอด   เหยื่อที่พวกมันโปรดปรานที่สุดนั้นก็คือสัตว์เคี๊ยวเอื้องขนาดใหญ่อย่างกวางเอลก์และกวางมูส   เพราะสุนัขป่านั้นไม่ได้มีอาวุธสำหรับฆ่าเหยื่อขนาดใหญ่อย่างมีประสิทธิภาพอย่างหมีและแมวใหญ่   พวกมันจึงต้องฆ่าด้วยการกินเหยื่อทั้งเป็น   เมื่อฝูงสุนัขป่าไล่ต้อนเหยื่อจนมุมแล้ว   พวกมันก็จะพยายามล้มเหยื่อโดยการกัดจมูก, ขา, ท้อง, และขาหลัง   เมื่อเหยื่อล้มลงจากความเหน็ดเหนื่อย   พวกมันก็จะเริ่มกินในทันทีจากในออกนอก   ซึ่งในบางครั้ง   เหยื่อก็ยังมีชีวิตอยู่ขณะที่โดนฝูงสุนัขป่าทึ้งร่าง   เหยื่อของสุนัขป่านั้นจะตายโดยจากการเสียเลือดของช๊อก   ถึงแม้ว่าวิธีฆ่าเหยื่อนี้จะดูโหดร้าย   แต่ในความจริงแล้วการกินทั้งเป็นนั้นสามารถปลิดชีวิตเหยื่อได้เร็วกกว่าการฆ่าโดยการกัดหลอดลมอย่างแมวใหญ่ซะอีก   โดยเหยื่อขนาดใหญ่อย่างกวางมูสนั้นปรกติจะตายภายในไม่กี่นาที (มากสุด 15 นาที)

 

 

ที่มา - http://www.top10source.com/top-10-facts-wolves.html

http://en.wikipedia.org/wiki/Wolf_attacks_on_humans



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
สัตว์โลกน่ารัก น่ากลัว น่าเหลือเชื่อ!!! ตอนที่ 330 : 10 ความจริงที่เราไม่รู้เกี่ยวกับสุนัขป่า , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 1147 , โพส : 0 , Rating : 20% / 1 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android