คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

สัตว์โลกน่ารัก น่ากลัว น่าเหลือเชื่อ!!!

ตอนที่ 202 : 10 การค้นพบสัตว์สุดแปลกแห่งปี 2011


     อัพเดท 3 ม.ค. 55
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: มีสาระ/ความรู้รอบตัว
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : JiPpieZz ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ JiPpieZz
My.iD: https://my.dek-d.com/JiPpieZz
< Review/Vote > Rating : 98% [ 8 mem(s) ]
This month views : 1,346 Overall : 294,632
684 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 589 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
สัตว์โลกน่ารัก น่ากลัว น่าเหลือเชื่อ!!! ตอนที่ 202 : 10 การค้นพบสัตว์สุดแปลกแห่งปี 2011 , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 1267 , โพส : 0 , Rating : 100% / 1 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


1) แมลงซอมบี้
 

ปี 2011 นั้นเป็นปีแห่งความรุ่งโรจน์สำหรับการค้นพบแมลงซอมบี้   ซึ่งมดและหนอนผีเสื้อซอมบี้ที่เอามาให้ดูเป็นตัวอย่างนี้ก็คือหนึ่งในนั้น 

 ในพฤษภาคม   นักค้นคว้าชื่อเดวิด ฮิวจ์สจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียได้เขียนรายงานลง BMC Ecology เกี่ยวกับเห็ดราพาราไซส์ที่ทำให้มดป่าติดเชื้อเพื่อการแพร่พันธุ์   โดยเจ้าเห็ดราในสกุล Ophiocordyceps นี้จะเติมหัวของมดโชคร้ายจนเต็มด้วยเซลล์เห็ดราและเปลี่ยนกล้ามเนื้อเพื่อที่มดนั้นๆจะได้เดินโต๋เต๋ไปตามป่า (มดปรกตินั้นจะเดินตามเส้นทางของฝูง) และกัดติดก้านข้างใต้ใบไม้ในเวลาและสถานที่ที่เห็ดราต้องการ   ซอมบี้มดทั้งหลายนี้จะกัดติดใบไม้ด้วยกันในเวลาเที่ยงวันแล้วจึงตายพร้อมกันเมื่ออาทิตย์ตก (เพื่อที่เห็ดรานั้นจะได้มีค่ำคืนเย็นๆอาศัย)   หลังจากนั้น   เห็ดรานี้ก็จะออกมาจากหัวของมดและกระจายสปอร์ไปทั่วซึ่งสปอร์เหล่านี้จะไปทำให้มดไม่รู้อิโหน่อิเหน่อื่นๆติดเชื้อไปด้วย

รายงานอีกฉบับหนึ่งในเดือนกันยายนได้ค้นพบผู้ร้ายทางยีนที่สามารถส่งหนอนผีเสื้อขึ้นไปบนยอดไม้   ซึ่งหนอนผีเสื้อเหล่านี้จะตายและละลายกลายเป็นน้ำ   ซึ่งน้ำติดเชื้อนั้นก็จะตกลงมาเหมือนฝนทำให้หนอนผีเสื้ออื่นๆติดเชื้อไปด้วย    ผู้ร้ายในเหตุการณ์นี้คือบาคูโลไวรัสที่โจมตีหนอนผีเสื้อกลางคืนยิปซี   จากการศึกษา   นักค้นคว้าชื่อเคลลี่ ฮูวเวอร์จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียยังบอกว่านอกจากการทำให้เป็นซอมบี้แล้ว   ไวรัสนั้นก็ยังทำให้หนอนผีเสื้อกลางคืนตัวโตมากพอเพื่อที่มันจะได้แพร่ไวรัสไปได้ไกลและเป็นวงกว้างเมื่อตาย   ถ้านี้ยังไม่พอ   เจ้าไวรัสนั้นยังมักจะหยุดการลอกคราบและทำให้หนอนผีเสื้อกลางคืนนั้นไต่ขึ้นยอดไม้ไปในระหว่างวันซึ่งเป็นเวลาง่ายต่อการโดนโจมตีจากนก (ที่จริงนกนั้นก็มีส่วนช่วยในการกระจายไวรัสเมื่อมันคาบหนอนผีเสื้อติดเชื้อและถูไปกับกิ่งไม้ซึ่งทำให้น้ำติดเชื้อกระเด็นออกมา)

http://www.livescience.com/14064-zombie-ant-fungus-parasite.html

http://www.livescience.com/15962-zombie-caterpillar-virus.html





2) Aflockalypse? (apocalypse + flock)
 

ปี 2011 นั้นเริ่มต้นด้วยการตายอย่างเป็นปริศนาของฝูงนกในเดือนมกราคม    ซึ่ง Aflockalypse ที่เขาเรียกกันนี้ได้กลายเป็นจริงเหมือนในภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง “The Birds” โดยอัลเฟร็ด ฮิชค๊อก   แต่อย่างไรก็ตาม   ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นตรงกันว่า   การตายหมู่ของนกและปลานั้นเป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น   Aflockalypse นี้เริ่มต้นด้วยการตายหมู่อย่างเป็นปริศนาของนกดำปีกสีแดง (Agelaius phoeniceus) เป็นพันๆตัวในรัฐอาร์คันซอส์และรัฐหลุยส์เซียน่าช่วงแถวๆวันปีใหม่   ซึ่งเหตุการณ์นี้ถูกตามมาด้วยการตายหมู่ของปลาและสัตว์อื่นๆ   ท้ายที่สุด   สิ่งที่ทำให้นกดำเหล่านี้ตายก็คือพลุไฟตอนขึ้นปีใหม่นั่นเอง   นักค้นคว้าได้ให้คำอธิบายที่ดีที่สุดในตอนนี้ว่า   ทั้งแสงและเสียงของพลุนั้นอาจจะทำให้เหล่านกตกใจกลัวและบินกระจัดกระจายกันไป   ซึ่งพวกมันก็ได้รับบาดเจ็บจนตายจากการบินชนตึก, หอคอยน้ำและต้นไม้   เรื่องราวการตายหมู่ของนกเหล่านี้เกิดเป็นเรื่องโด่งดังขึ้นมาหลังจากการสื่อประโคมข่าวการเก็บซากพวกมัน   ซึ่งนักค้นคว้าและนักสิ่งแวดล้อมก็ได้มาพูดแล้วว่าการตายหมู่แบบนี้เป็นเรื่องปรกติ




3) หนูที่มีพ่อสองตัว
  

ด้วยวิศกรรมทางยีน (genetic engineering) การเปลี่ยนสเต็มเซลล์ (stem-cell switcheroo)   นักค้นคว้าได้สร้างลูกหนูตัวแรกที่มียีนมาจากหนูตัวผู้ 2ตัว   หรือพูดง่ายๆก็คือเจ้าหนูน้อยนี่มีพ่อ 2ตัว   การสร้างหนูสองพ่อนี้ได้ถูกกระทำใน M.D. Anderson Cancer Center แห่งเมืองฮิวสตั้น   ซึ่งเริ่มจากการเปลี่ยนเซลล์ของพ่อหนูตัวแรกให้เป็นสเต็มเซลล์ที่มีแต่โครโมโซม X  แล้วจึงฉีดเข้าไปในไข่ของหนูตัวเมีย   หลังจากนั้น   ไข่นี้ก็จะถูกผสมโดยเสปิร์มของพ่อหนูตัวที่ 2   ในการศึกษาที่ถูกลงในบทความของ Biology of Reproduction กล่าวว่าหนูสองพ่อนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการสร้างเด็กที่มาจากพ่อ 2คน (สำหรับคู่เกย์) ซึ่งวิธีการทำอย่างนี้จริงๆยังอีกไกล  

http://www.livescience.com/9149-meet-mice-dads-reporter-squeaky-lab-tour.html



4) พลังซุปเปอร์ฮีโร่
 

ในปี 2011   นักวิทยาศาสตร์ไม่ใช่พวกเดียวที่มีเทคโนโลยีก้าวไกลเพราะธรรมชาตินั้นก็ได้สร้างสิ่งมหัศจรรย์มาให้เราเห็นเหมือนกัน   โดยพลังซุปเปอร์ฮีโร่ในสัตว์อย่างโลมาและค้างคาวแวมไพร์ที่ถูกค้นพบในปีที่แล้วนั้นก็คือตัวอย่าง

                   นักค้นคว้าจากมหาวิทยาลัยรอสต๊อกในประเทศเยอรมันนีนั้นค้นพบว่าโลมากิอาน่าธรรมดา (รูปร่างลักษณะเหมือนโลมาปากขวดแต่มีขนาดเล็กกว่า) ที่อาศัยอยู่ใกล้ปากแม่น้ำ, ปากอ่าวและน้ำตื้นอื่นๆทางชายฝั่งทางเหนือและตะวันออกของอเมริกาใต้นั้นมีซิ๊กเซ้นท์ในเรื่องการตรวจจับสนามไฟฟ้าโดยอวัยวะพิเศษบนจมูกที่มีลักษณะเป็นรูชื่อ vibrissal crypts จำนวน 10รูซึ่งถูกล้อมรอบด้วยปลายเส้นประสาท, มีเส้นเลือดและเต็มไปด้วยโปรตีนเมทริกซ์พิเศษกับเซลล์   ปรกติแล้ว   รูนี้พบได้ในขนตรงโคนหนวดของสัตว์ แต่โลมานั้นวิวัฒนาการจนหนวดหายไปเหลือแต่รู    ถึงแม้ว่าความสามารถนี้อาจจะพบได้ทั่วไปในปลา   โลมานั้นคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีรก (placental mammal – สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ไม่รวมมาซูเปียลและพวกที่ออกลูกเป็นไข่) ชนิดแรกที่ถูกค้นพบว่าสามารถตรวจจับกระแสไฟฟ้าได้   ซึ่งพวกมันอาจจะใช้ความสามารถนี้ในการตรวจหาปลาตามน้ำตื้นและขุ่น

                   สัตว์อีกชนิดที่มีซิ๊กเซ้นท์ซึ่งถูกค้นพบในปี 2011 นั้นก็คือการค้นพบในเดือนสิงหาคมว่าค้างคาวแวมไพร์นั้นสามารถ “มองเห็น” ความร้อนที่ถูกส่งออกมาจากเส้นเลือดดำและแดงได้โดยใช้อวัยวะพิเศษที่ไวต่อความร้อนเป็นพิเศษซึ่งตั้งอยู่บนจมูกของมัน   เจ้าค้างคาวแวมไพร์ใช้อวัยวะนี้เพื่อหาเลือดที่เป็นอาหารและเพื่อทำให้มันรู้ว่าพื้นที่ใต้ผิวหนังตรงไหนเต็มไปด้วยเส้นเลือดที่เต็มไปด้วยเลือดอุ่นๆรสเลิศและตรงไหนเต็มไปด้วยขนน่ารังเกียจซึ่งทำให้สามารถกัดเหยื่อเพื่อเปิดเส้นเลือดได้ตรงจุด   อวัยวะตรวจจับความร้อนของค้างคาวแวมไพร์นี้อาจจะมีลักษณะเหมือนของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วไป   แต่มันถูกออกแบบมาเพื่อตรวจจับความร้อนได้ดีกว่า   โดยค้างคาวแวมไพร์นั้นสามารถตรวจจับอุณหภูมิต่ำถึง 30oC ที่ห่างออกไป 20ซม.ได้ (ของคนนั้นคือ 43 oC และเราต้องสัมผัสถึงจะรู้)

http://www.livescience.com/15240-dolphins-sense-electric-fields.html

http://www.livescience.com/15378-vampire-bats-blood-heat-sensing-organs.html




5) เสปิร์มแปลกประหลาด
 

                   เสปิร์มที่ว่าในโลกของสัตว์นั้นอาจจะไม่ใช่ซุปเปอร์เสปิร์มแต่เป็นเสปิร์มแปลกๆต่างหาก   การศึกษาหนูตุ่นไร้ขนที่ถูกพิมพ์ลงบทความของ BMC Evolutionary Biology ฉบับเดือนธันวาคมแสดงให้เห็นว่าเจ้าสัตว์ตัวกระจิ๋วนี้ไม่เพียงแต่มีหน้าแปลกๆแต่ยังมีเสปิร์มที่แปลกอีกด้วย   ซึ่งเสปิร์มของหนูตุ่นไร้ขนนนั้นอาจจะไม่ผ่านมาตราฐานของสัตว์อื่นๆ (ไม่สมบูรณ์และไม่สามารถให้กำเนิดลูกได้) ด้วยเปอร์เซ็นเสปิร์มที่เคลื่อนไหวได้แค่ 0.1% เท่านั้น   อีกทั้งเสปิร์มที่เหล่านั้นก็ยังมีขนาดเล็ก, มีหัวรูปร่างผิดปรกติและมีหางที่ไร้สิ่งช่วยในการว่ายผ่านระบบสืบพันธุ์ของตัวเมีย   แต่กับเจ้าสัตว์ที่เป็นหนูก็ไม่ใช่ตุ่นก็ไม่เชิงด้วยกัน   เจ้าเสปิร์มกลายร่างนี้ดูจะเป็นอะไรที่ยอมรับได้   ถึงเสปิร์มของหนูตุ่นไร้ขนจะแปลกประหลาด   เจ้าสัตว์อาศัยอยู่ได้ดินเป็นครอบครัวถึง 100ตัวนี้ก็ให้กำเนิดลูกที่แข็งแรงสมบูรณ์ได้อย่างปรกติถึง 27ตัวต่อครอก   ซึ่งนักวิทยาศาสตร์บอกว่า   เหตุผลที่เจ้าสัตว์ฟันแทะตาบอดอายุยืนนี้มีเสปิร์มที่แทบจะใช้ไม่ได้ก็คือถิ่นที่อยู่ที่ปราศจากการแข็งขันเพื่อผสมพันธุ์นั่นเอง

                นอกจากหนูตุ่นไร้ขนแล้ว   เป็ดก็เป็นสัตว์อีกชนิดที่มีเสปิร์มแปลกๆ   โดยการศึกษาที่ถูกพิมพ์ในบทความของ Biology Letters ในเดือนเมษายน 2011 นั้นแสดงให้เห็นว่าเสปิร์มของเป็ดนี้มีสารปฏิชีวนะที่อาจจะปกป้องตัวเองและคู่จากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์   ซึ่งเป็ดที่มีปากสีสดใสกว่านั้นจะมีเสปิร์มที่ฆ่าแบคทีเรียได้ดีกว่า

http://www.livescience.com/17306-weird-naked-mole-rat-sperm.html




6) เรื่องเพศแปลกๆ
 

เรื่องของเสปิร์มรูปร่างประหลาดนั้นไม่ใช่เรื่องเพศแปลกๆเรื่องเดียวที่ถูกค้นพบในปี 2011 เพราะนักวิทยาศาสตร์นั้นได้ค้นพบบูลด๊อกสองเพศไปถึงปลาและนกเปลี่ยนเพศ

                   เฟรนช์ บูลด๊อกชื่อบิ๊จูวนั้นคือสุนัขตัวเมียอายุ 18เดือนเมื่อมองจากโครโมโซม (XX) แต่มันมีลักษณะทางร่างกายเหมือนสุนัขตัวผู้โดยการมีต่อมลูกหมาก (ที่ยังไม่พัฒนา)และองคชาตเรียกว่าบาคูลัมภายในคลิตอริสขนาดใหญ่ของมัน   ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถหาสาเหตุได้ว่าทำไมเจ้าลูกสุนัขนี่และบูลด๊อกอีกตัวชื่อทาน่าที่มีคลิตอริสยาว 0.8ซม.ถึงมีลักษณะทางร่างกายเป็นตัวผู้โดยปราศจากโครโมโซม Y (โครโมโซมเพศผู้คือ XY) เจ้าบูลด๊อก 2ตัวนี้คือสุนัข 2ตัวแรกที่มีลักษณะของตัวเมียและตัวผู้รวมอยู่ด้วยกัน

                   นอกจากบิ๊จูวและทาน่าแล้ว    นักวิทยาศาสตร์ก็ยังได้พบสัตว์สองเพศอีกชนิดก็คือนกคาร์ดินาลที่มีสีขนเหมือนตัวผู้และตัวเมียรวมกันซึ่งสาเหตุนั้นมาจากยีนที่ผิดปรกติจากเซลล์ (เสปิร์ม) กึ่งตัวผู้และเซลล์ (ไข่) กึ่งตัวเมีย   นอกจากคาร์ดินาลสองเพศแล้ว   ในปี 2011 นั้น   นักวิทยาศาสตร์ในประเทศอังกฤษก็ยังได้ค้นพบไก่ตัวเมียที่เปลี่ยนเพศกลายเป็นตัวผู้ภายในไม่กี่อาทิตย์อีกด้วย   ซึ่งสาเหตุนั้นอาจจะมาจากเนื้องอกหรือถุงน้ำในร่างกาย   นอกจากการเปลี่ยนเพศโดยสิ้นเชิงแล้ว   สัตว์ปีกนั้นก็ยังเลียนแบบเพศตรงข้ามเพื่อเหตุผลต่างๆอีกด้วย   ยกตัวอย่างเช่น   marsh harrier ที่มีขนเหมือนตัวเมียเมื่ออายุน้อยเพื่อทำให้ตัวผู้อื่นๆไปห่างจากมันและลดการต่อสู้ที่อาจจะเกิด

http://www.livescience.com/16223-bulldog-clitoris-sex-genes.html

http://www.livescience.com/16940-transvestite-birds-prey-sexual-mimicry.html





7) ฉลามไซคลอปส์
 

ในปี 2011   รูปภาพของลูกอ่อนฉลามที่มีตาข้างเดียวตรงกลางหัวที่โผล่มาในข่าวเมื่อเดือนตุลาคมนั้นได้ทำให้ทั้งนักวิทยาศาสตร์และนักเล่นอินเตอร์เน็ตทั้งหลายตกตะลึงไปตามๆกัน   เจ้าฉลามไซคลอปส์ (ตั้งตามสัตว์ประหลาดตาเดียวชื่อไซคลอปส์ในตำนานกรีก) ที่เขาเรียกกันนี้ถูกผ่าออกมาจากท้องของฉลามดัสกี้ที่ถูกจับในอ่าวแคลิฟอร์เนียและมันก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่นอกมดลูกของแม่ได้    ผู้เชี่ยวชาญฉลามชื่อฟิลิเป้ กัลเว่น แมกาน่าจาก Mexico's Centro Interdisciplinario de Ciencias del Mar กล่าวกับบล๊อกชื่อ Pisces Fleet Sportfishing ว่า “ฉลามไซคลอปส์นี้เป็นอะไรที่หายากมากเพราะสัตว์ตาเดียวนั้นโผล่มาให้เห็นน้อยกว่า 50ตัวอย่าง”      

อ่านเพิ่ม http://writer.dek-d.com/dek-d/story/viewlongc.php?id=687461&chapter=193

http://www.livescience.com/16564-cyclops-shark-cryptozoology.html




8) การก่อกวนทางเพศของปลา
 

นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบเรื่องราวทางเพศของปลาหางนกยูงตรินิเดเดี่ยนที่เต็มไปด้วยดราม่าและความตึงเครียดทางเพศมากกว่าตอนแต่ละตอนในซีรีย์เรื่อง “Sex in the City” ซะอีก   โดยการศึกษาในเดือนตุลาคมแสดงให้เห็นว่า   เมื่อปลาหางนกยูงตัวผู้ไล่ต้อนและไล่งับตัวเมียในฤดูผสมพันธุ์   เจ้าตัวเมียนี้จะมีโอกาสสูงขึ้นในการไปมีเรื่องกับตัวเมียอื่นๆเพราะตัวผู้นั้นได้ทำให้มันเครียดซะจนต้องปล่อยออกกับตัวเมียด้วยกัน   นอกจากนี้   การศึกษาอื่นยังแสดงให้เห็นอีกว่า   เมื่อปลาหางนกยูงตรินิเดเดี่ยนตัวเมียโดนก่อกวนจากตัวผู้อย่างนี้   มันจะไปจับคู่กับตัวเมียที่ดูดีกว่าซึ่งความดูดีกว่าของตัวเมียนั้นๆจะดึงดูดเหล่าตัวผู้ไปไกลจากตัวเอง

http://www.livescience.com/16416-guppies-sexual-harassment.html




9) สัตว์ที่ใช้พิษป้องกันตัว
 

นักวิทยาศาสตร์นั้นได้ทำความเข้าใจเรื่องการใช้พิษเพื่อป้องกันตัวในพืชเมื่อนานมาแล้ว   แต่กับสัตว์นั้นพวกเขาเคยคิดว่าพวกมันนั้นป้องกันตัวเองโดยใช้อาวุธอย่างฟันแหลมๆและกรงเล็บ   แต่ในปี 2011 นั้น  สัตว์ที่ใช้พิษในการป้องกันตัวได้ถูกค้นพบเป็นจำนวนไม่น้อย  

                   การศึกษาในเดือนสิงหาคมค้นพบว่า   หนูมีหงอนแอฟริกัน (Lophiomys imhausi) นั้นจะกินต้นไม้มีพิษที่ถูกชนเผ่าเอามาใช้ทำลูกธนูซึ่งทำให้มันมีพิษร้ายแรงขนาดที่สามารถทำให้ศัตรูบาดเจ็บหรือตายได้   เจ้าหนูนี่จะเคี๊ยวเปลือกไม้มีพิษและค่อยถุยพิษออกมาไปทั่วขน   ซึ่งขนแต่ละเส้นของหนูมีหงอนแอฟริกันนั้นมีลักษณะเป็นเหมือนรูเพื่อดูดซับพิษและทำให้เจ้าหนูนี่สามารถป้องกันตัวจากศัตรูอย่างสุนัขได้

                   สัตว์มีพิษแปลกประหลาดอีกชนิดที่ถูกค้นพบในปี 2011 นั้นก็คือกิ้งกือปล่อยไซยาไนด์ (Motyxia millipede) ที่ถูกค้นพบในเดือนกันยายน   โดยเมื่อเจ้าสัตว์ตาบอดอาศัยใต้ดินตัวนี้ถูกรบกวน   มันจะปล่อยสารไซนาไนด์หนืดๆและสารเคมีรสชาติแย่ออกมาจากรูข้างๆลำตัวเพื่อไล่ศัตรูที่กำลังมองหาอาหารไป   นอกจากนี้   กิ้งกือปล่อยไซยาไนด์นั้นยังเตือนศัตรูถึงความมีพิษร้ายของมันแม้แต่ในตอนกลางคืนด้วยร่างกายที่เรืองแสงเป็นสีเขียว-ฟ้า

http://www.livescience.com/16221-glowing-millipedes-toxic-warning.html




10) กระจู๋ที่ “ดัง” ที่สุดในโลก
 

เจ้าแมลงน้ำตัวกระจิ๊ดนี้สามารถส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวออกมาได้จากอวัยวะเจี๊ยวๆของมัน (และพวกมันก็มักจะรวมตัวกันร้องเพลงเพื่อดึงดูดตัวเมีย)   โดยการศึกษาที่ถูกพิมพ์ในเดือนกรกฎาคมนั้นกล่าวว่า   แมลงชื่อ water boatman (Micronecta scholtzi) ที่สามารถพบได้ทั่วไปในแม่น้ำและลำธารของฝรั่งเศสนั้นร้องเพลงอย่างเสียงดังสุดๆเมื่อเทียบกับขนาดร่างกายได้ด้วยอวัยวะเพศของมัน   ด้วยความยาวแค่ 2.3มม.เจ้าแมลงนี้สามารถร้องเรียกคู่ได้ด้วยเสียงที่ดังถึง 99.2เดซิเบลซึ่งดังพอๆกับการฟังวงออเคสตร้าจากที่นั่งข้างหน้าและมีความถี่ 10กิโลเฮิร์ซ   ซึ่งนักค้นคว้าบอกว่า   เพลงของ water boatman นั้นสามารถได้ยินตามตลิ่งถึงแม้ว่ามันจะร้องออกมาจากน้ำลึกก็ตามและเสียงเพลงนั้นถูกสร้างขึ้นด้วยการถูอวัยวะเพศไปกับสันตามร่างกาย   แต่อย่างไรก็ตาม  พวกเขานั้นยังไม่แน่ใจว่าทำไมเสียงจากการถูนี้มันถึงดังขนาดนั้นเพราะพื้นที่ๆเจ้าแมลงนี้ใช้สร้างเสียงนั้นกว้างแค่ 50นาโนเมตรเท่านั้น (ประมาณครึ่งหนึ่งของความกว้างของเส้นผมคน)

http://www.livescience.com/14869-loudest-animal-calls-genitals.html

 

ที่มา - http://www.mnn.com/earth-matters/animals/stories/the-weirdest-and-wackiest-animal-discoveries-of-2011



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
สัตว์โลกน่ารัก น่ากลัว น่าเหลือเชื่อ!!! ตอนที่ 202 : 10 การค้นพบสัตว์สุดแปลกแห่งปี 2011 , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 1267 , โพส : 0 , Rating : 100% / 1 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android