คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

สัตว์โลกน่ารัก น่ากลัว น่าเหลือเชื่อ!!!

ตอนที่ 104 : 10 สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแปลกๆที่หายากที่สุดในโลก


     อัพเดท 4 มิ.ย. 55
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: มีสาระ/ความรู้รอบตัว
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : JiPpieZz ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ JiPpieZz
My.iD: https://my.dek-d.com/JiPpieZz
< Review/Vote > Rating : 98% [ 8 mem(s) ]
This month views : 1,201 Overall : 294,487
684 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 589 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
สัตว์โลกน่ารัก น่ากลัว น่าเหลือเชื่อ!!! ตอนที่ 104 : 10 สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแปลกๆที่หายากที่สุดในโลก , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 1803 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


Evolutionarily Distinct and Globally Endangered (EDGE) species(สปีชีส์ที่มีการวิวัฒนการเป็นเอกลักษณ์และใกล้สูญพันธุ์) นั้นมีญาติใกล้เคียงจำนวนน้อย (หรือไม่มีเลย) และมีลักษณะ, รูปร่าง, ถิ่นที่อยู่และพฤติกรรมที่แปลกออกไป   EDGE สปีชีส์บางตัว เช่น ช้างและแพนด้า นั้นเป็นสัตว์ที่คนทั่วโลกรู้จักกันดี   แต่บางสปีชีส์ เช่น อิคิดน่าจมูกยาว นั้นมีข้อมูลที่เราเข้าใจน้อยมาก   และมันก็เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ EDGE สปีชีส์ส่วนใหญ่นั้นไม่มีใครสนใจที่จะอนุรักษ์   เพื่อปกป้องการสูญพันธุ์ของสปีชีส์ที่ไม่มีใครสนใจ   EDGE จึงตั้งเป้าหมาย 3 ข้อขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้พวกมันสูญหายไปจากโลกโดยไม่มีใครรู้:

(1)       ทำให้คนตระหนักถึงความอันตรายต่อการใกล้สูญพันธุ์ของสปีชีส์ที่มีอันดับสูงๆใน EDGE

(2)       ริเริ่มการอนุรักษ์สปีชีส์ที่ไม่มีใครสนใจ

(3)       สร้างพื้นที่อนุรักษ์

http://www.edgeofexistence.org/species/

 


10) แรดชวา
 

แรด, สมเสร็จและเหล่าม้าทั้งหลาย (ม้า, ลา, ม้าลาย) นั้นคือกลุ่มสัตว์มีกีบเท้าโบราณที่ยังหลงเหลืออยู่   แรดชวา (Rhinoceros sondaicus) เป็นแรดนอเดียวและญาติที่ “เก่าแก่มากกว่า” แรดดำหรือแรดขาวแห่งแอฟริกาซึ่งวิวัฒนาการแตกแยกออกมาจากญาติ 2 นอเมื่อ 30 ล้านปีที่แล้วและก็ไม่ได้มีรูปร่างเปลี่ยนไปมากหลังจากนั้นเป็นล้านๆปี    พวกมันเป็นแรดที่หายากที่สุดในโลกและเป็นสัตว์ที่มีสถานะ “ใกล้สูญพันธุ์อย่างมาก” จาก IUCN   โดยจำนวนในป่านั้นเหลือน้อยกว่า 50 ตัวซะอีก   ซึ่งพวกมันอาศัยอยู่ในอุทยานแห่งชาติประเทศเวียดนามและเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย (พวกเวียดนามมีขนาดเล็กกว่าพวกชวา)   แรดชวามีนอยาว 25 ซม. (ตัวเมียมีนอที่เล็กกว่าหรือไม่มีเลย) และหนังพับๆที่มองดูแล้วเหมือนหุ้มเกราะ   พวกมันถูกฆ่าไปมากมายเพราะชิ้นส่วนของร่างกายและนอที่ “ทำมาจากเคราตินซึ่งเป็นส่วนประกอบเดียวกันที่อยู่ในนิ้วมือหรือผมของเราและไม่ได้มีพลังพิเศษอะไรเลย”   (ในจีนและเวียดนาม   นอแรดถูกใช้เพื่อรักษาโรคไทฟอยด์และคนเวียดนามเชื่อว่านอแรดสามารถรักษามะเร็งได้)   ในปัจจุบัน   แรดชวาได้สูญพันธุ์ไปจากเวียดนามเรียบร้อยแล้ว   โดยตัวสุดท้ายนั้นถูกฆ่าเมื่อเดือนเมษายน 2543   และพวกที่เหลืออยู่ในชวานั้นก็กำลังเผชิญปัญหาจากโรคร้ายซึ่งมีที่มาจากการผสมพันธุ์ในสายเลือด

http://www.edgeofexistence.org/mammals/species_info.php?id=11

http://www.livescience.com/16744-vietnam-javan-rhino-extinct.html

 


9) อูฐสองหนอก (Bactrian camel)
 

อูฐสองหนอก (Camelus bactrianus) นั้นแตกต่างจากญาติในแถบอาหรับที่จำนวนของหนอก   เจ้าสปีชีส์นี้ได้พ่ายแพ้ในการแข่งขันเพื่อน้ำ, อาหารและที่อยู่อาศัยต่อฝูงปศุสัตว์ซึ่งรวมถึงอูฐสองหนอกเลี้ยงที่เป็นลูกหลานของพวกมัน (อูฐสองหนอกป่าตัวเล็กและผอมกว่าอูฐสองหนอกเลี้ยง)   การผสมพันธุ์ระหว่างอูฐสองหนอกป่าและอูฐสองหนอกเลี้ยงนั้นอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เจ้าสัตว์สปีชีส์นี้หายไปจากธรรมชาติ   ซึ่งผู้คนนั้นก็ไม่ค่อให้ความสนใจกับเจ้าอูฐสองหนอกป่าซักเท่าไหร่เพราะพวกเขา “เห็นแต่อูฐเต็มไปหมด”  (อูฐสองหนอกเลี้ยงมีจำนวนมากกว่า 2 ล้านตัว)  แต่ในความจริง   อูฐสองหนอกป่านั้นมีสถานะ “ใกล้สูญพันธุ์อย่างมาก” โดย IUCN   โดยพวกมันมีจำนวนประมาณ 950 ตัวใน 4 พื้นที่เท่านั้น   อูฐสองหนอกป่านั้นมีการปรับตัวเป็นเอกลักษณ์เพื่อใช้ชีวิตในอากาศสุดโหดของทะเลทรายโกบี (ร้อน 40 oC...เย็น -40 oC)โดยการสร้างขนหนาๆขึ้นมาในฤดูหนาวและกลายร่างเป็นสัตว์ที่เกือบจะไร้ขนในฤดูร้อน   พวกมันมีเท้าเป็นแผ่นซึ่งเหมือน “ถุงที่เต็มไปด้วยเมือก” ที่ทำหน้าที่เหมือนรองเท้าหิมะและช่วยให้เดินไม่จมลงไปในพื้นทะเลทราย, ขนตายาว, ขนให้หูที่ช่วยป้องกันทราย, และจมูกรอยแยกยาวๆที่สามารถดปิด-ปิดได้ระหว่างพายุทราย    อูฐสองหนอกนั้นสามารถทนต่อความแห้งแล้ง, การขาดอาหาร, หรือแม้แต่อาวุธนิวเคลียร์ได้  

http://www.edgeofexistence.org/mammals/species_info.php?id=8

 


8) วอมแบ็ทจมูกขนรุงรังเหนือ (Northern Hairy-Nosed Wombat)
 

วอมแบ็ทจมูกขนรุงรังเหนือ (Lasiorhinus krefftii) เป็นหนึ่งใน 3 วอมแบ็ทสปีชีส์ที่มีวิวัฒนาการเป็นเอกลักษณ์ซึ่งวิวัฒนาการแยกออกมาจากมาซูเปียลกินหญ้าเมื่อ 40 ล้านปีก่อน   และเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ขุดรังอาศัยทื่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก   เพราะความเป็นสัตว์ที่ขุดรูอยู่อาศัย   วอมแบ็ทจมูกขนรุงรังเหนือนั้นมีกระเป๋าหน้าท้องที่ชี้ไปด้านหลังซึ่งป้องกันสิ่งสกปรกเข้าเวลาขุดดิน (จิงโจ้และโคอาล่ามีประเป๋าหน้าท้องที่ชี้ไปด้านหน้า)   เมื่อนักล่าอย่างสุนัขดิงโก้ถูกนำเข้ามาในออสเตรเลียกับกลุ่มชาวยุโรปที่เข้ามาตั้งรกราก   พวกมันก็ได้กวาดเจ้าวอมแบ็ทสปีชีส์ที่ใหญ่ที่สุดนี้ไปเกือบหมด   ในปัจจุบัน   วอมแบ็ทจมูกขนรุงรังเหนือประชากรเดียวที่มีสมาชิกน้อยกว่า 100 ตัวใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ล้อมรั้วจากสุนัขดิงโก้   พวกมันมีจำนวนประมาณ 138 ตัวซึ่งทำให้ได้รับสถานะ “ใกล้สูญพันธุ์อย่างมาก” จาก IUCN

http://www.edgeofexistence.org/mammals/species_info.php?id=9

 


7) กระต่ายริเวอร์รีน
 

กระต่ายริเวอร์รีน (Bunolagus monticularis) แตกต่างจากญาติตัวอื่นๆตรงที่พวกมันแพร่พันธุ์ไม่เหมือนใคร   โดยเจ้ากระต่ายสปีชีส์นี้จะให้กำเนิดลูกครั้งละ 1-2 ตัวต่อปีและมีอายุขัยประมาณ 3-4 ปีในธรรมชาติ (กระต่ายปรกติให้กำเนิดลูกครอกละถึง 12 ตัวและสามารถให้กำเนิดลูกได้หลายครอกต่อปี) ซึ่งทำให้พวกมันฟื้นฟูจำนวนประชากรกลับมายากมาก   (ให้กำเนิดลูกแค่ 3-4 ตัวตลอดชีวิต) นอกจากนั้น   กระต่ายริเวอร์รีนก็ยังต้องพึ่งพืชใบหนาและดินนุ่มๆที่พบได้ตามฝั่งแม่น้ำในทะเลทรายคารู แอฟริกาใต้อีกด้วย   ซึ่งการทำฟาร์มตามฝั่งแม่น้ำในทะเลทรายคารู (พื้นที่เดียวที่ชุ่มชื้นพอที่จะใช้ประโยชน์ได้) ก็ได้สร้างปัญหาแก่เจ้ากระต่ายสปีชีส์นี้มาหลายปีและทำให้พวกมันลดจำนวนลงจนเหลือน้อยกว่า 250 ตัว   นอกจากนั้น   การล่า, กับดักและสุนัขกับแมวจรจัดนั้นก็เป็นอีกปัญหาหลักที่ทำให้กระต่ายริเวอร์รีนได้รับสถานะ “ใกล้สูญพันธุ์อย่างมาก” จาก IUCN   กระต่ายริเวอร์รีนเป็นสัตว์ที่สังเกตได้ง่ายจากลายสีดำที่พาดจากมุมปากข้ามแก้มไปถึงโคนหู

http://www.edgeofexistence.org/mammals/species_info.php?id=3

 


6) กระซู่ (Sumatran rhinoceros)  และแรดดำ
 

                เจ้ากระซู่ 2 นอนี้คือแรดที่มีขนาดเล็กที่สุดและใกล้สูญพันธุ์ที่สุดในหมู่แรดทั้ง 5 สปีชีส์   พวกมัน บางครั้งพวกมันก็ถูกเรียกว่า “แรดขนรุงรัง” เพราะขนยาวหยาบที่ปกคลุมไปทั่วตัว   กระซู่นั้นคือแรดเอเชียสปีชีส์เดียวที่มีนอ 2 นอ (ถึงแม้ว่านอด้านบนจะเล็กหรือไม่มีในตัวเมียก็ตาม)   พวกมันเป็นสัตว์โดษที่อาศัยลึกลงไปในป่าฝนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   เจ้าแรดเหล่านี้ได้รอดชีวิตมาในแถบนั้นโดยที่ไม่ได้เปลี่ยนรูปร่างไปมากมาเป็นล้านๆปีก่อนที่มนุษย์จะเป็นสาเหตุของการใกล้สูญพันธุ์   การตัดไม้ทำลายป่าและการฆ่าเอานอกระซู่ทำให้เจ้าแรดนี้ลดจำนวนลงเหลือน้อยกว่า 275 ตัวในพื้นที่ๆเล็กและกระจายออกไป   พวกมันมีสถานะ “ใกล้สูญพันธุ์อย่างมาก” จาก IUCN   กระซู่นั้นคือสมาชิกสปีชีส์เดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ในกลุ่มแรดที่โบราณที่สุดชื่อ Dicerorhinini ซึ่งวิวัฒนาการขึ้นมาเมื่อ 15-20 ล้านปีก่อนในยุคไมโอซีน (Miocene)   พวกมันเป็นญาติใกล้ชิดกับแรดมีขน (Coelodonta antiquitatis) ที่มีชีวิตอยู่ในยุโรปและเอเชียเมื่อ 10,000 ปีก่อน

                แรดดำ (Diceros bicornis) นั้นไม่ได้แตกต่างจากแรดขาวที่สีแต่เป็นรูปร่างของริมฝีปากต่างหาก   โดยแรดดำมีริมฝีปากบนรูปร่างเหมือนตะขอที่ใช้จับและรูดใบไม้ออกมาจากต้น   แรดดำนั้นมีชื่อเสียงในเรื่องนิสัยที่คาดการณ์ไม่ได้และอันตรายซึ่งทำให้พวกมันโดนจัดการไปมากกว่าแรดสปีชีส์อื่นๆ   และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คือจำนวนประชากรที่ลดไปถึง 96% ระหว่างปี 2513-2535 ซึ่งเป็นการลดจำนวนที่เร็วที่สุดในหมู่แรดทั้งหมด   แรดดำแบ่งออกเป็น 4 สปีชีส์ด้วยจำนวนรวมทั้งหมด 3,610 ตัวย่อยซึ่ง 3 สปีชีส์ย่อยในนั้นมีสถานะ “ใกล้สูญพันธุ์อย่างมาก” จาก IUCN   บรรพบุรุษของทั้งแรดดำและแรดขาวนั้นมาถึงแอฟริกาเมื่อประมาณ 10 ล้านปีก่อนในช่วงท้ายยุคไมโอซีน   แต่แรดดำนั้นวิวัฒนาการแตกแยกออกไปจากแรดขาวเมื่อ 4-5 ล้านปีก่อนซึ่งพวกมันเป็นพวกที่มีชีวิตมายาวนานกว่าแรดขาว   ถึงแม้ว่าแรดดำจะมีสีผิวเข้มกว่าแรดขาวเล็กน้อย   พวกมันก็ไม่ได้มีผิวสีดำอย่างที่เข้าใจกัน   โดยผิวของแรดดำนั้นมีสีน้ำตาล-เหลืองหรือสีเทา

                ในอดีต   แรดทั้ง 2 นี้ถูกล่าเพื่อนอและส่วนต่างๆของร่างกายเพื่อไปใช้ในด้านต่างๆ   เช่น   การเอานอมาทำเป็นด้ามกริซในประเทศเยเมน   ในปัจจุบัน   แรดนั้นก็ยังถูกล่าอย่างหนัก   แต่เหตุผลหลักๆนั้นคือเพื่อเอานอไปใช้ในยาจีน   การเพาะพันธุ์แรดทั้ง 2 ในที่เลี้ยงนั้นก็ดูจะไม่ค่อยได้ผลเพราะพวกมันจะไม่ผสมพันธุ์เพราะมี “ตัวผู้และตัวเมียอยู่ด้วยกัน”   แต่เจ้าแรดเหล่านี้ต้องมีตัวเมียเพื่อนๆของตัวเมีย (เหมือนเพื่อนเจ้าสาว) ที่จะมาช่วยเลี้ยงดูลูกๆในภายภาคหน้า 

 http://www.edgeofexistence.org/mammals/species_info.php?id=6

http://www.edgeofexistence.org/mammals/species_info.php?id=7



5) คิวบันโซเลโนดอน และ ฮิสปานิโอลันโซเลโนดอน (Hispaniolan and Cuban Solenodons)
 
โซเลโนดอนนั้นอาจจะดูเหมือนหนูแต่พวกมันเป็นญาติใกล้เคียงกับหนูผีและตัวตุ่นมากกว่า   โซเลโนดอนคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกลุ่มเดียวที่ฆ่าเหยื่อ (แมลง) โดยการฉีดพิษที่ออกมาจากร่องพิเศษในฟันหน้า   พวกมันแบ่งออกเป็น 2 สปีชีส์: คิวบันโซเลโนดอน (Solenodon cubanus - ตัวบน) ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่บนคิวบาซึ่งถูกค้นพบอีกครั้งเมื่อปี 2547   และฮิสปานิโอลันโซเลโนดอน (Solenodon paradoxus - ตัวล่าง) ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่บนเกาะและฮิสปานิโอล่า (ของประเทศเฮติและสาธารณรัฐโดมินิกัน)   โซเลโนดอนทั้ง 2 ที่ “เชื่องช้าและซุ่มซ่าม” นั้นเป็นนักล่าอันดับ 1 ที่ไม่มีศัตรูตามธรรมชาติจนตอนที่นักล่าอย่างสุนัข, แมว, และพังพอนถูกนำเข้ามาในถิ่นที่อยู่พน้อมกับชาวยุโรปที่เข้ามาตั้งรกราก   ซึ่งทำให้พวกมันไม่สามารถป้องกันตัวเองจากนักล่าเหล่านั้นได้   โซเลโนดอนนั้นวิวัฒนาการแตกแยกออกมาจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆเมื่อ 76 ล้านปีก่อนในยุคครีเตเชียส   และทั้ง 1 สปีชส์ได้วิวัฒนาการแตกแยกออกจากกันเมื่อ 25 ล้านปีก่อนเมื่อตอนที่ฮิสปานิโอล่าตอนเหนือแยกออกจากคิวบาตะวันออก   ทั้ง 2 สปีชีส์นี้มีสถานะ “ใกล้สูญพันธุ์” โดย IUCN   พวกมันเป็นสัตว์คุ้มครองตามกฏหมาย

http://www.edgeofexistence.org/mammals/species_info.php?id=4

http://www.edgeofexistence.org/mammals/species_info.php?id=5

 


4) พอซซัมภูเขาแคระ (Mountain Pygmy Possum)
 
สกี รีสอร์ทในออสเตรเลียตะวันออกเฉียงใต้นั้นคือเหตุผลของการลดจำนวนลงของพอซซัมภูเขาแคระเพราะการเล่นสกีลงเขานั้นจะไปรบกวนเจ้าสัตว์ที่จำศีลอยู่ในฤดูหนาวและทำลายบ้านของพวกมัน   นอกจากนั้น   อุณหภูมิโลกที่มากขึ้นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เจ้าพอซซัมภูเขาแคระนี้ต้องเดินทางขึ้นภูเขาสูงเพื่อจำศีล   นักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อว่าพอซซัมภูเขาแคระสูญพันธุ์ไปแล้วเพราะการพบแต่ฟอซซิลจนการค้นพบเมื่อปี 2509 ในกระท่อมบนภูเขาที่คนไปเล่นสกี   เจ้าสัตว์จิ๋วนี้มีถิ่นที่อยู่ที่กว้างไปกี่ตารางกิโลเมตรเท่านั้น พอซซัมภูเขาแคระคือสปีชีส์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในพอซซัมแคระทั้ง 5    พวกมันคือสัตว์บกเลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่มีอายุชัยนานที่สุดในโลก (ตัวเมียอาจจะมีอายุขัยยาวนานกว่า 12 ปี)   พอซซัมภูเขาแคระนั้นมีสถานะ “ใกล้สูญพันธุ์อย่างมาก” จาก IUCN   โดยจำนวนประชากรของพวกมันนั้นหลงเหลืออยู่น้อยกว่า 2,000 ตัว

http://www.edgeofexistence.org/mammals/species_info.php?id=28

 

 

3) ไบจิ
 
ไบจิหรือโลมาแม่น้ำแยงซี (Lipotes vexillifer) นั้นอาจจะสูญพันธุ์ไปแล้วเรียบร้อยเพราะการสำรวจในปี 2540-2542 พบพวกมันแค่ 13 ตัวเท่านั้น   ซึ่งทำให้เหล่าโลมานี้มีสถานะ “สูญพันธุ์ในนาม”  (แต่ พวกมันมีสถานะ “ใกล้สูญพันธุ์อย่างมาก” จาก IUCN)   ไบจิมักจะติดไปกับอวน, โดนเรือทำร้าย, หรือโดนฆ่าโดยมลพิษทางน้ำที่มาจากโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหลายในแม่น้ำแยงซีที่เป็นแม่น้ำที่วุ่นวายและเต็มไปด้วยมลพิษที่สุดในจีน   ทางการจีนนั้นแทบจะไม่ได้ทำอะไรเพื่อช่วยไบจิเลยและการตั้งข้อบังคับที่มีอยู่เพื่อช่วยไบจิก็มักจะถูกเพิกเฉย   ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา   ไบจินั้นได้ลดจำนวนลงจาก 400 ตัวในปี 2523 เหลือแค่ 100 ตัวในปี 2533 ซึ่งสันนิษฐานว่าจำนวนประชากรของพวกมันลดลง 10% ในทุกๆปี   ในตำนานของจีน   ไบจินั้นคือเจ้าหญิงที่จมน้ำตายกลับชาติมาเกิด   ไบจิเป็นโลมาแม่น้ำตาเล็กๆที่วิวัฒนาการแยกออกมาจากโลมาแม่น้ำอื่นๆเมื่อ 20-25 ล้านปีก่อนซึ่งทำให้พวกมันเป็นสมาชิกสปีชีส์เดียวของวงศ์ Lipotidae   ในปัจจุบัน   ถ้าไบจิยังไม่สูญพันธุ์ไปหมด   พวกมันก็คือสัตว์จำพวกวาฬ/โลมาที่หายากที่สุดในโลก

http://www.edgeofexistence.org/mammals/species_info.php?id=1

 


2) ค้างคาวหางสั้นใหญ่ (Greater Short-Tailed Bat)
 
ค้างคาวหางสั้นใหญ่ (Mystacina robusta) นั้นคือสปีชีส์ที่ใหญ่ที่สุดในค้างคาวแห่งนิว ซีแลนด์ทั้ง 3 สปีชีส์   พวกมันใช้ชีวิตส่วนใหญ่อาศัยบนพื้นดินซึ่งทำให้เจ้านี้ว่องไวบนดินไม่เบา   ค้างคาวหางสั้นใหญ่นั้นอาจจะสูญพันธุ์ไปในบ้านเกิดในนิว ซีแลนด์เรียบร้อยแล้วเพราะพวกมันนี้ไม่สามารถป้องกันตัวเองจากหนูดุร้ายที่ถูกนำเข้ามาตั้งแต่ปี 2510 ได้ซึ่งทำให้พวกมันหายไปจากนิว ซีแลนด์เหนือและใต้เมื่อ 200 ปีก่อน   ความหวังในการมีชีวิตรอดของค้างคาวหางสั้นใหญ่นั้นอาจจะยังไม่หมดไปเพราะไม่กี่ปีก่อน   นักวิทยาศาสตร์ได้บันทึกเสียงร้องของพวกมัน   แต่อย่างไรก็ตาม   ชนเผ่าเมารีที่เป็นเจ้าของพื้นที่ที่เสียงถูกบันทึกนั้นไม่ยอมให้นักวิทยาศาสตร์เข้าไปค้นหาเจ้าค้างคาว   ซึ่งทำให้ความหวังของนกมีหูหนูมีปีกนี้ริบหรี่เต็มที่...อย่างน้อยก็ตอนนี้ล่ะ   ในปัจจุบัน   ค้างคาวหางสั้นใหญ่นั้นมีสถานะ “ใกล้สูญพันธุ์อย่างมาก” จาก IUCN   โดยจำนวนประชากรของพวกมันนั้นหลงเหลืออยู่น้อยกว่า 50 ตัว (ไม่ก็หายไปหมดแล้ว)   เหล่าหนูนั้นได้ถูกกำจัดออกจากพื้นที่ๆสันนิษฐานว่าเจ้าค้างคาวเหล่านี้อาศัยอยู่

http://news.nationalgeographic.com/news/2009/08/090807-walking-bat.html

http://www.edgeofexistence.org/mammals/species_info.php?id=541

 


1) อิคิดน่าจมูกยาว 3 สปีชีส์ (Long-Beaked Echidnas)

โมโนทรีมนั้นคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมโบราณที่ออกลูกเป็นไข่ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกแค่ 5 สปีชีส์เท่านั้นได้แก่ตุ่นปากเป็ด, อิคิดน่าจมูกสั้นและอิคิดน่าจมูกยาวอีก 3 สปีชีส์   ซึ่งทั้งหมดสามารถพบได้ในปาปัว นิว กินีและออสเตรเลียเท่านั้น   พวกมันมีต้นกำเนิดเมื่อ 160 ล้านปีที่แล้วในยุคจูราสสิก   ซึ่งอิคิดน่าได้วิวัฒนาการแยกออกมาจากตุ่นปากเป็ดเมื่อ 19-48 ล้านปีที่แล้ว   โมโนทรีมนั้นมีการปรับตัวให้เข้ากับการชีวิตในน้ำและการกินมด   พวกมันมีสมองใหญ่ที่ซับซ้อนอย่างน่าประหลาดใจ (เจ้านี้คือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใกล้เคียงสัตว์เลื้อยคลานมากที่สุด)   อิคิดน่าจมูกยาวนั้นคือโมโนทรีมหายากและมีการวิวัฒนาการเป็นเอกลักษณ์มากที่สุดบนโลก (พวกมันเปลี่ยนรูปร่างไปน้อยมากในช่วง 100 ล้านปีมานี้)   พวกมันแบ่งออกเป็น 3 สปีชีส์: อิคิดน่าจมูกยาวตะวันออก, อิคิดน่าจมูกยาวตะวันตกและอิคิดน่าจมูกยาวแอ็ทเท็นโบโร   ซึ่งทั้งหมดสามารถพบได้บนปาปัว นิว กินีเท่านั้นและทั้งหมดก็ยังมีสถานะ “ใกล้สูญพันธุ์อย่างมาก” จาก IUCN   อิคิดน่าจมูกยาวนั้นมีเอกลักษณ์ตรงจมูกที่ยาวถึง 2/3 ของความยาวหัว   พวกมันไม่มีฟันแต่มีลิ้นที่ปกคลุมไปด้วยหนามแหลมๆแทน

อิคิดน่าจมูกยาวแอ็ทเท็นโบโร (Zaglossus attenboroughi – ตัวขวาสุด) คืออิคิดน่าจมูกยาวที่มีขนาดเล็กที่สุดและใกล้สูญพันธุ์ที่สุด   นักวิทยาศาสตร์รู้จักพวกมันจากตัวอย่างชิ้นเดียวที่ถูกเก็บโดยนักพฤษศาสตร์ชาวดัทช์ที่ได้ไปสำรวจในภูเขาไซคลอปเมื่อปี 2504   หลังจากนั้น   การสำรวจก็ไม่ได้ค้นพบเจ้าอิคิดน่าจมูกยาวสปีชีส์นี้อีกเลยซึ่งทำให้พวกมันถูกสันนิษฐานว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว   แต่อย่างไรก็ตาม   ทีมของ EDGE นั้นได้เข้าไปสำรวจภูเขาในปี 2550 และเจอร่องรอยของอิคิดน่าจมูกยาวแอ็ทเท็นโบโรและผู้คนที่อาศัยอยู่ในแถบนั้นก็ได้ให้การว่าพวกมันยังมีชีวิตอยู่   เจ้าอิคิดน่าจมูกยาวนี้เป็นอาหารอันโอชะและหายากมากสำหรับผู้คนแถวนั้น   อิคิดน่าจมูกยาวแอ็ทเท็นโบโรนั้นมีจมูกที่สั้นและตรงกว่าสปีชีส์อื่นๆ   ขนของพวกมันนั้นสั้นกว่า, หนากว่าและเป็นเส้นเล็กกว่าญาติที่เหลือ   เจ้าอิคิดน่าจมูกสปีชีส์นี้มีนิ้วเท้า 5 นิ้ว

อิคิดน่าจมูกยาวตะวันตก (Zaglossus bruijnii – ตัวกลาง) นั้นคือหนึ่งในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ลึกลับที่สุดในโลก   นักวิทยาศาสตร์รู้ข้อมูลพวกมันน้อยมาก   แต่อย่างไรก็ตาม   เจ้านี้ก็อาจจะใกล้หายไปจากโลกแล้วก็ได้ด้วยสาเหตุมาจากการสูญเสียถิ่นที่อยู่ให้เหมือง, การทำฟาร์มและอุตสาหกรรมไม้   อิคิดน่าจมูกยาวตะวันตกนั้นมีนิ้วเท้า 3 นิ้ว

อิคิดน่าจมูกยาวตะวันออก (Zaglossus bartoni – ตัวซ้ายสุด) นั้นมีถิ่นที่อยู่กว้างที่สุดในอิคิดน่าจมูกยาวทั้ง 3 สปีชีส์   แต่ประชากรของเจ้านี้ก็กำลังลดลงเรื่อยๆในพื้นที่ๆมีมนุษย์อยู่   อิคิดน่าจมูกยาวตะวันออกนั้นลดจำนวนลงด้วยสาเหตุมาจากการสูญเสียที่อยู่ให้อุตสาหกรรมไม้, เหมือง, การทำฟาร์ม, และการโดนล่าเป็นเกมส์กีฬา   เจ้าอิคิดน่าจมูกยาวนี้แตกต่างจากญาติตัวอื่นๆที่นิ้วเท้าหน้า 5 นิ้วและนิ้วเท้าหลัง 4-5 นิ้ว   พวกมันประกอบไปด้วยสมาชิกจำนวน 4 สปีชีส์ย่อย   โดย  Z. b. smeenki  นั้นคือสปีชีส์ย่อยที่เล็กที่สุดและ Z. b. diamond คือสปีชีส์ย่อยและเป็นโมโนทรีมที่มีขนาดใหญ่ที่สุด

http://www.edgeofexistence.org/mammals/species_info.php?id=2

http://www.edgeofexistence.org/mammals/species_info.php?id=1394

http://www.edgeofexistence.org/mammals/species_info.php?id=1395

 

 

 

ที่มา - http://news.nationalgeographic.com/news/2010/12/photogalleries/101206-rarest-weirdest-species-mammals-edge-list-pictures/#/edge-threatened-strange-species-long-beaked-echidna_29895_600x450.jpg



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
สัตว์โลกน่ารัก น่ากลัว น่าเหลือเชื่อ!!! ตอนที่ 104 : 10 สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแปลกๆที่หายากที่สุดในโลก , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 1803 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android