คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

สัตว์โลกน่ารัก น่ากลัว น่าเหลือเชื่อ!!!

ตอนที่ 103 : 10 การค้นพบทางชีววิทยาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล (คอลัมน์ของนิตยสาร BBC Wildlife)


     อัพเดท 1 มิ.ย. 55
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: มีสาระ/ความรู้รอบตัว
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : JiPpieZz ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ JiPpieZz
My.iD: https://my.dek-d.com/JiPpieZz
< Review/Vote > Rating : 98% [ 8 mem(s) ]
This month views : 1,385 Overall : 294,671
684 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 589 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
สัตว์โลกน่ารัก น่ากลัว น่าเหลือเชื่อ!!! ตอนที่ 103 : 10 การค้นพบทางชีววิทยาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล (คอลัมน์ของนิตยสาร BBC Wildlife) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 1250 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


10) ชิมแปนซีใช้เครื่องมือ --- การค้นพบที่ต้องทำให้เปลี่ยนความหมายของ “มนุษย์” 


                 โลมานั้นสามารถไล่ปลาออกจากพื้นทะเลได้โดยการปัดฟองน้ำที่คาบไว้ในจะงอยปากไป-มา   ลิงคาปูชินสามารถกระเทาะเปลือกลูกปาล์มออกได้โดยการใช้หิน   อีกานิว แคลซิโดเนี่ยนกัดกิ่งไม้ออกให้เป็นรูปร่างเหมาะๆเพื่อที่มันจะได้ใช้ในการจิ้มหนอนออกจากรูในซากต้นไม้   หมึกยักษ์ชนิดหนึ่งเดินทางไปในทะเลด้วยการใช้ปลือกมะพร้าวเป็นบ้าน   ถ้าคุณอ่านบทเริ่มต้นนี้แล้วก็จะเห็นว่ามนุษย์นั้นไม่ใช่สัตว์สปีชีส์ที่เดียวที่รู้จักใช้เครื่องมือ

แต่อย่างไรก็ตาม   การค้นพบของเจน กูแดลในปี 1960 (2503) นั้นได้เปลี่ยนประวัติศาสตร์แห่งวิทยาศาสตร์ไปตลอดกาล   เจนค้นพบว่าฝูงลิงชิมแปนซีแถบแม่น้ำกอมเบนั้นสามารถจิ้มตัวอ่อนปลวกออกมาจากรังได้โดยการใช้ต้นหญ้า   และเจ้าไพรเมทเหล่านี้ก็ยังสามารถใช้เครื่องมือเดียวกันนี้ได้จากรูดใบไม้ออกจากกิ่ง   การค้นพบนี้ทำให้นักมานุษวิทยาต้องคิดแล้วคิดอีกเกี่ยวกับการเปลี่ยนคำพูดที่ว่า “มนุษย์ผู้ใช้เครื่องมือ” ซะใหม่โดยการนิยามความหมายของ “เครื่องมือ” และ “มนุษย์” อีกครั้ง   หรือไม่ก็ยอมรับว่าชิมแปนซีคือมนุษย์   หลังจากเหตุการณ์นั้น   นักวิทยาศาสตร์ก็ยังค้นพบว่าชิมแปนซีนั้นก็มีวัฒนธรรมเหมือนเรา   โดยชิมแปนซีอีกฝูงที่อยู่ในป่าไท ประเทศไอเวอรี่ โคสนั้นมีการใช้เครื่องมือที่แตกต่างกันออกไปจากฝูงแรก   และเจ้าไพรเมทเหล่านี้จะส่งต่อความสามารถไปยังรุ่นถัดไป   เพราะชิมแปนซีแต่ละฝูงมีความแตกต่างกันทางวัฒนธรรม   นักวิทยาศาสตร์จึงสามารถรู้ได้ว่าชิมแปนซีตัวนี้อาศัยอยู่ในฝูงไหนโดยการศึกษาพฤติกรรมของมัน   ความฉลาดของชิมแปนซีนี้คงจะไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่เพราะยังไงๆพวกมันก็ได้วิวัฒนาการแยกจากมานุษย์มาเมื่อ 6 ล้านปีที่แล้ว (นับเป็นจำนวน 250,000 รุ่น)








9) การอยู่ร่วมกันในปะการัง --- การค้นพบที่เปิดเผยความลับของระบบนิเวศในทะเล


เรื่องของการอยู่ร่วมกัน (symbiosis) นั้นอาจจะฟังดูซับซ้อน   แต่มันก็คุ้มค่าที่จะเรียนรู้และรักษาเอาไว้เพราะเหตุการณ์นี้อาจจะเป็นสาเหตุที่สิ่งมีชีวิตซับซ้อนทั้งหมดบนโลก   รวมถึงเรา   เกิดมา   แล้วอะไรคือการอยู่รวมกัน symbiosis ล่ะ???   นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันชื่อไฮน์ริช แอนท่อน เดอ แบรี่ได้นิยามการอยู่ร่วมกันในปี 1879 (2422) ว่า “การอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตที่ไม่เหมือนกัน” ซึ่งความหมายง่ายๆนี้สามารถใช้อธิบายปรากฏการณ์แห่งการอยู่ร่วมกันได้ทั้งหมด   ยกตัวอย่างเช่น   ปะการัง   ผู้เมื่อพูดถึงเจ้านี่   คนทั่วไปก็จะคิดว่าพวกมันคือเปลือกแข็งๆของสัตว์ที่เรียกว่าโปลิป (polyp) และนั่นก็เป็นความจริง   แต่โปลิปนั้นไม่สามารถอยู่รอดได้โดยปราศจากการอยู่ร่วมกันกับตะไคร่น้ำสังเคราะห์แสงที่มีชื่อว่า zooxanthellae (ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตทั้ง 2 นี้ถูกอธิบายโดยฮิลแบรด์ บอสชมาในปี 1924 (2467))    เริ่มแรก   zooxanthellae นั้นถูกกลืนเข้าไปโดยโปลิปและสิ่งมีชีวิตทั้ง 2 ก็ได้ “แชร์” ผลผลิตจากการสังเคราะห์แสงร่วมกัน   โดยเจ้าโปลิปนั้นจะได้อาหารและพลังงานจากการสังเคราะห์แสงของ zooxanthellae   ในขณะที่ zooxanthellae จะได้รับการคุ้มครองและแร่ธาตุต่างๆอย่าง ไรโตเจนและคาร์บอนไดอ๊อกไซด์จากโปลิป    ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตทั้ง 2 นี้เป็นความสัมพันธ์ที่ทั้ง 2 ได้ประโยชน์ร่วมกันและไม่สามารถอยู่รอดได้เมื่อปราศจากกันและกัน (mutually beneficial relationship)








8) การล่าเหยื่อของหมึกกล้วยยักษ์ --- การค้นพบที่เปิดเผยความลึกลับอันยาวนาน


มันคือสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่ใหญ่ที่สุดในโลกและที่มาของตำนานแห่งสัตว์ร้ายยาว 18 เมตรชื่อคราเค็น   เจ้ามอนส์เตอร์แห่งทะเลนี้มีหนวดที่เคลื่อนไหวด้วยความเร็วแสง 8 เส้น   ซึ่งหนวดจำนวน 2 เส้นในนั้นเอาไว้ใช้จับ, ลูกตาที่มีขนาดใหญ่กว่าสิ่งมีชีวิตไหนๆบนโลก, และจะงอยปากเหมือนของนกแก้วขนาดยักษ์ที่สามารถเจาะเนื้อเหยื่อทะลุได้ก่อนที่จะฉีกเอาเนื้อก้อนใหญ่ออกด้วยเรดูล่า (สิ่งที่เหมือนริ้บบิ้นที่เต็มไปด้วยฟันซึ่งถูกใช้ในการกินอาหาร)   ถึงหมึกกล้วยยักษ์จะมีสมยานามมากมาย  เราก็รู้เกี่ยวกับพวกมัน (หรือญาติตัวเล็กกว่าชื่อหมึกโคลอสซัล) น้อยมาก   ไม่มีใครเคยพบเห็นเจ้าสัตว์นี้ตัวเป็นๆจนกระทั่ง 2 นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นชื่อซูเนมิ คุโบเดระและเคียวอิจิ โมริได้ถ่ายรูปภาพจำนวน 500 รูปที่ความลึกประมาณ 900 เมตรใต้ทะเลในเกาะโอซาก้าในเดือนกันยายน 2004 (2547)   การค้นพบนี้คลายการโต้เถียงอันยาวนานที่ว่า “หมึกกล้วยยักษ์เป็นสัตว์ที่หาอาหารโดยการล่องล่อยไปในทะเลลึกและรอคอยให้เหยื่อผ่านเข้ามาหรือว่ามันจะไล่ล่าเหยื่อ”   การค้นพบนี้เผยให้เห็นว่าหมึกกล้วยยักษ์ในสกุล Architeuthis เป็นนักล่าที่ตื่นตัวกว่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยคาดไว้มาก   พวกมันใช้หนวดทั้ง 8 ในการโจมตีและรัดเหยื่อ   เมื่ออ่านแล้วก็อย่าลงไปเล่นน้ำทะเลในที่ๆลึกมากๆล่ะ







7) ที่ๆนกนางแอ่นไปในฤดูหนาว --- การค้นพบที่จบข้อสันนิษฐานอายุ 2,000 ปี


ผู้คนได้สงสัยว่านกหายไปไหนและโผล่มาจากไหนเมื่อฤดูเปลี่ยนแปลงเป็นพันๆปีมาแล้ว   ทฤษฏีบางอันนั้นก็เว่อร์สิ้นดี (สันนิษฐานว่าพวกมันจำศีลอยู่ใต้บ่อน้ำ) บางอันนั้นก็ออกนอกโลกไปเลย (สันนิษฐานว่าพวกมันบินไปดวงจันทร์) ส่วนบางอันนั้นก็แปลกประหลาดเกินทน (กลายร่างเป็นนกสปีชีส์อื่นอย่างกะโปเกมอน) นกเหล่านี้อาจจะดูแตกต่างกันไประหว่างฤดูร้อนและฤดูหนาว...อย่างน้อยทฤษฎีอันสุดท้ายก็มีเหตุผลหน่อยล่ะนะ

                 เมื่อตอนท้ายศตวรรษที่ 12 (แถวๆพ.ศ. 1743)   พระรูปหนึ่งชื่อซีซาเรียา วอน ไฮสเตอร์แบชได้ติดข้อความที่เขียนว่า “โอ้ เจ้านกนางแอ่น   เจ้าไปอาศัยอยู่ไหนในหน้าหนาว?” ไปกับขานกนางแอ่น   ในฤดูร้อนถัดมา   เข้าก็แกะข้อความนั้นออกมาดูและพบข้อความที่เขียนว่า “ในเอเชีย   ในบ้านของปีทรัส (อิสราเอล)”   เพื่อการค้นหาคำตอบที่เป็นวิทยาศาสตร์หน่อย   เจมส์ แมสฟิลด์ได้สวมห่วงเหล็กที่ขาของนกนางแอ่นตัวเมียในเมืองสแต๊ฟฟอร์ดไชร์ในปี 1911 (2454)   ซึ่งเจ้านกตัวนี้ถูกพบอีกครั้งในเมืองเนทัล แอฟริกาใต้เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 1912 (2455)   ในปัจจุบัน   เราสามารถติดตามห่านบาร์นาเคิลจากสฟาลบาร์ไปยัง Solway Firth, นกกู๊ดวิทหางแผงจากอลาสก้าไปยังนิว ซีแลนด์, และนกเร๊ด น๊อทจากขั้วโลกเหนือในแคนาดาไปยังเทียอาร่า เดล ฟูเอโก้   การทดลองของแมสฟิลด์นั้นได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเครื่องติดตามนกที่ถูกสร้างขึ้นมา 12 ปีหลังจากนั้น   ถึงแม้ว่าเราจะมีจีพีเอสและจานดามเทียมติดตามนก   การใช้เครื่องติดตามก็ยังเป็นที่นิยมในการศึกษาพฤติกรรมของพวกมันอยู่ดี







6) พันธุศาสตร์ --- การค้นพบที่เป็นต้นกำเนิดของวิทยาศาสตร์สาขาใหม่


ชิ้นงานทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญอย่างน่ากลัวอีกชิ้น   งานของบาทหลวงชื่อเกรเกอร์ เม็นเดลนั้นทำให้ปัญหาเร่งด่วนเป็นที่โต้เถียง (หรือน่าตื่นเต้นถ้าคุณมองอย่างนั้น) ต่างๆในศตวรรษที่ 21   เช่น   อาหารจีเอ็มไปถึงการตรวจดีเอ็นเอ   เป็นไปได้   เม็นเดลได้เพาะพันธุ์ถั่ว   โดยระหว่างปี 1856-1863 (2399-2406) เขาได้ปลูกถั่วเป็นจำนานถึง 29,000 ต้นซึ่งทำให้เขาสามารถแสดงให้เห็นว่ามี “สิ่ง” (ที่เราเรียกกันว่าพันธุกรรมหรือยีนในปัจจุบัน) ที่ถูกส่งต่อจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่น   นอกจากนั้น   เม็นเดลยังแสดงให้เห็นด้วยว่า   ถึงแม้ว่าถั่วรุ่นลูกนั้นจะได้ 2 “สิ่ง” มาจากพ่อและแม่   “สิ่ง” เดียวเท่านั้นที่จะแสดงออกในรุ่นลูก   นี้ก็คือจุดเริ่มต้นของยีนเด่นและยีนด้อยนั่นเอง   การค้นพบของเม็นเดลนั้นถูกโลกลืมไปนานมากกว่า 30 ปีจนกระทั่งนักวิทยาศาสตร์ในช่วงเริ่มต้นศตวรรษที่ 20 (ราวๆค.ศ. 1900 หรือ พ.ศ. 2443)ได้ทำการทดลองแบบเดียวกัน   การค้นพบของเกรเกอร์ เม็นเดลนี้ก็เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์ยกย่องให้เป็นการปฏิวัติครั้งใหญ่ของวงการและมีส่วนช่วยในการเอาทฤษฏีแห่งการวิวัฒนาการของดาร์วินกลับมา








5) การสูญพันธุ์ของนกโดโด้ --- การค้นพบที่แสดงให้เห็นถึงการทำลายธรรมชาติ


นกโดโด้นั้นคงจะเป็นสัญลักษณ์ที่โด่งดังที่สุดในการสูญพันธุ์ที่มีสาเหตุมาจากมนุษย์อย่างแน่   ถึงแม้ว่าสัตว์ที่สูญพันธุ์โดยมีสาเหตุมาจากมนุษย์นั้นจะมีอีกมากมาย   เช่น   นกพิราบสื่อสารและเสือแทนเมเนี่ยนในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 (ราวๆพ.ศ. 2443) และเจ้าโลมามาแม่น้ำแยงซี (ไบจิ) ในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 (ราวๆพ.ศ. 2543)   เจ้านกบินไม่ได้ญาติใกล้ๆกับนกพิราบนี้ได้เป็นที่มาของสำนวนที่ว่า “ตายเหมือนนกโดโด้” และได้เป็นสัญลักษณ์ของ Durrell Wildlife Conservation Trust   การสูญพันธุ์ของนกโดโด้นั้นเตือนให้โลกรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อเราไม่ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติโดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา

ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าทำไมนกโดโด้ถึงได้สูญพันธุ์ลงในช่วงปี 1688-1715 (2231-2258)   หลังจากการจากไปของเจ้านี่เป็นเวลา 150 ปี   สิ่งที่หลงเหลืออยู่ก็มีแต่หัว 1 หัวและขาไม่กี่ขาเท่านั้น   เมื่อศตวรรษที่ 19 (ราวๆพ.ศ. 2343) เริ่มต้น  ผู้คนบางก็ได้ยกให้มันเป็นสัตว์ในตำนาน   แต่แล้วในปี 1865 (2408)   อาจารย์ใหญ่จากโรงเรียนประเทศมอริเชียสนั้นได้พบกระดูกของนกโดโด้จากบึงแห่งหนึ่งซึ่งเป็นการยืนยันว่าเจ้านกนี้เคยมีชีวิตอยู่ในอดีต   การสูญพันธุ์ของนกโดโด้นั้นเป็นกุญแจสำคัญในการแสดงให้เห็นถึงลิมิตของการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว    ซึ่งเราต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดนี้








4) ปล่องน้ำพุร้อน --- การค้นพบที่เปลี่ยนประโยคที่ว่า “สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องพึ่งแสงอาทิตย์”


นักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องพึ่งพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการอยู่รอดจนกระทั่งปี 1977 (2520) เมื่อนักภูมิศาสตร์ที่ทำงานอยู่ที่ความลึก 3,000 เมตรในน่านน้ำใกล้ๆหมู่เกาะกาลาปากอสได้ค้นพบชุมชนแปลกประหลาดของหนอนท่อที่ยาว 2 เมตร   นอกจากนั้น   พวกเขาก็ยังค้นพบสิ่งมีชีวิตใหม่ๆที่อาศัยอยู่ใกล้ๆรอยแยกของพื้นทะเลที่ปล่อยน้ำร้อนปริมาณมากออกมา   การศึกษาหนอนท่อเหล่านี้พบว่าแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในหนอนท่อนั้นสร้างพลังงานจาก “การสังเคราะห์เคมี (chemosynthesis)” จากแร่ธาตุในน้ำ   โดยเฉพาะซัลเฟอร์   ส่วนหนอนท่อนั้นก็ได้สารอาหารจากน้ำตาลที่แบคทีเรียสร้างขึ้น (การสังเคราะห์เคมีก็คล้ายๆกับการสังเคราะห์แสงที่สร้างอ๊อกซิเจนและน้ำตาล)   เจ้าหนอนท่อก็มี “เลือด” ที่ประกอบไปด้วยฮีโมโกลบิน (เหมือนในเลือดของเรา) เพื่อขนส่งอ๊อกซิเจน, ไฮโดรเจน ซัลไฟด์, และคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ไปให้แบคทีเรียซึ่งจะเปลี่ยนทั้งหมดนี้ให้เป็นน้ำตาลและซัลเฟอร์   แบคทีเรียทั้งหลายนี้มีชื่อว่า “เธอร์โมไฟลส์”    พวกมันสามารถอาศัยอยู่ในพื้นที่ๆมีอุณหภูมิสูงถึง 80 oC ได้ (สถิติที่มากสุดที่นั้นเป็ยของไฮเปอร์เธอร์โมไฟลส์ที่อาศัยในน้ำที่มีอุณหภูมิ 113 oC )  ซึ่งแบคทีเรียที่อาศัยอยู่บนพื้นดินไม่สามารถอาศัยอยู่ในที่แบบนี้ได้   ในพื้นที่นั้น   สัตว์อย่างแอมฟิพอดและโคปิพอดจะกินแบคทีเรียเป็นอาหารซึ่งเป็นการสร้างสายใยอาหารที่ประกอบไปด้วยหอยทาก, ปูและหมึกยักษ์ขึ้นมา








3) การสังเคราะห์แสง --- การค้นพบการสร้างอาหารของพืช


การที่องค์กรหลายแห่งนั้นได้เลือกสีเขียวเป็นสัญลักษณ์ของธรรมชาตินั้นไม่ใช้อุบัติเหตุเลยเพราะมันก็คือพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตเกือบทุกชนิดนั่นเอง (ยกเว้นเจ้าตัวข้างบน)   สีเขียวของพืชที่เราเห็นนี้มีที่มาจากคลอโรฟิลสีเขียวที่อยู่ภายในคลอโรพลาสท์นั่นเอง   คลอโรฟิลนั้นมีหน้าที่ในการรับพลังงานจากแสงอาทิตย์และใช้พลังงานนั้นเพื่อเปลี่ยนคาร์บอนไดอ๊อกไซด์และน้ำเป็นสารประกอบอินทรีย์อันซับซ้อนที่เราเรียกว่าน้ำตาลนั่นเอง (อ๊อกซิเจนก็ถูกสร้างขึ้นมาด้วย)  

เรายังไม่รู้แน่ชัดว่าใครค้นพบการสังเคราะห์แสง  เพราะนักวิทยาศาสตร์หลายค้นนั้นมีส่วนสำคัญในการค้นพบนี้    นักเคมีชาวเฟลมิชชื่อแจน แบ๊บทิส แวน เฮลม๊อทได้ทำการทดลองในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 (ราวๆพ.ศ. 2243), นักเคมีชาวอังกฤษชื่อโจเซฟ เพรสลียได้พบว่าต้นมินท์ (สะระเหน่) สามารถ “เอาอากาศกลับคืน” มาในโหลแก้วที่มีเทียนลุกไฟอยู่ได้ (แปลว่ามันสามารถสร้างอ๊อกซิเจน)   แต่อย่างไรก็ตาม   ในปี 1779 (2322) ชาวดัทช์ชื่อแจน อินเจ็นเฮาส์เป็นคนแรกที่ค้นพบว่ากุญแจสำคัญในการสังเคราะห์แสงนั้นคือ “อิธิพลที่แสงจากดวงอาทิตย์มีต่อพืช” ซึ่งการค้นพบของเขานี้อาจจะไม่มีความสำคัญเท่าไหร่นัก








2) จุลชีพ --- การค้นพบสิ่งมีชีวิตจิ๋วที่เปิดโลกใหม่ให้แก่การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์


ปล่องน้ำพุร้อนในทะเลลึกนั้นไม่ใช่ชุมชนของสิ่งมีชีวิตเดียวที่เราไม่สามารถมองเห็นได้โดยปราศจากการช่วยเหลือของเทคโนโลยี   ผู้คนในศตวรรษที่ 17 (ราวๆพ.ศ. 2243) ไม่เคยคิดว่าร่างกายของคนจะมีสิ่งมีชีวิตเป็นพันล้านอาศัยอยู่ในร่างกายหรือแม้แต่ใน (และบน) จมูก   จนกระทั่งพ่อค้าชาวดัทช์ที่ได้กลายเป็นนักสัตววิทยาโดยบังเอิญชื่อแอนโทนี่ แวน ลีแวนฮูกโผล่มา   ลีแวนฮูกได้เติบโตมาในย่านคนรวยในเมืองเดลฟต์   เขาได้เริ่มบดแก้วเพื่อทำเลนส์และกล้องจุลทรรศ์   เมื่อลีแวนฮูกลองมองผ่านเลนส์กล้องจุลทรรศ์   เขาก็ต้องประหลาดใจที่ได้พบสิ่งมีชีวิต(เขาเรียกพวกมันว่า “โมเลกุลสัตว์”) จำนวนนับ ไม่ถ้วนเคลื่อนไหวว่ายน้ำไป-มาอยู่ในน้ำเพียง 1 หยด   ลีแวนฮูกได้เขียนไว้ว่า “การค้นพบนี้เป็นเรื่องร่าอัศจรรย์ใจแห่งธรรมชาติ   สิ่งมีชีวิตทั้งหมดนี้เคลื่อนไหวเบียดเสียดกันไปมา   โดยแต่ละตัวมีการเคลื่อนไหวเป็นของตัวเอง”   แน่นอนว่าการค้นพบสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตานั้นได้เปลี่ยนทุกอย่างในหน้าประวิตศาสตร์ไปหมด   มันปูทางให้นักวิทยาศาสตร์เริ่มเข้าใจเกี่ยวกับการติดต่อของโรคและเป็นจุดเริ่มต้นของความสะอาดที่มนุษย์พัฒนาขึ้น   การค้นพบจุลชีพนี้เป็นหนึ่งในความก้าวหน้าในเรื่องสุขภาพของมนุษย์และสัตว์อย่างไม่ต้องสงสัย








1) ตัวเชื่อมต่อที่หายไป --- การค้นพบที่พิสูจน์ทฤษฎีแห่งการวิวัฒนาการ


ถ้าทฤษฎีแห่งการวิวัฒนาการของชาร์ลส์ ดาร์วินและอัลเฟรด รัสเซล วอลเลสเป็นำอเดียทางชีววิทยาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล   มันก็เป็นเรื่องแน่นอนที่ว่าการค้นพบทางสัตววิทยาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนั้นช่วยฝังคอนเซ็ปท์นั้นเข้าไปในสมองของพวกเรา

ฟอซซิลของ “ตัวเชื่อมต่อที่หายไป” ที่แสดงให้เห็นถึงคอนเซ็ปท์เกี่ยวกับการที่กลุ่มสิ่งมีชีวิตสปีชีส์หนึ่งได้วัวัฒนาการไปเป็นอีกสปีชีส์นั้นได้ถูกค้นพบมากมาย   แต่ฟอซซิลเหล่านี้ก็ไม่ได้ถูกรักษามาอย่างดีเยี่ยมเท่ากับฟอซซิลของอาร์คีอ๊อฟเทอริกซ์จำนวน 11 ชิ้น (กับขนอีก 1 เส้น) ที่ถูกค้นพบในเหมืองหินปูนในเมืองซ๊อยฮอเฟ็น ประเทศเยอรมันระหว่างปี 1860-2007 (2403-2550)   ฟอซซิลเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงสัตว์มีปีกและขนเหมือนนก   แต่มีฟันในขากรรไกร, นิ้ว, มีกรงเล็บบนปีก, และหางยาวเต็มไปด้วยกระดูกเหมือนหางของไดโนเสาร์ 2 เท้า   ซึ่งเป็นหลักฐานว่าเจ้าสัตว์เลื้อยคลานยักษ์ทั้งหลายนั้นไม่ได้สูญพันธุ์ไปเมื่อ 65 ล้านปีก่อนแต่พวกมันได้วิวัฒนาการไปเป็นสัตว์ชนิดใหม่ที่ประสบความสำเร็จเท่าๆกัน   เครดิตในการอธิบายเจ้า Archaeopteryx lithographica (จากขนแค่ 1 เส้น) นี้ตกเป็นของนักโบราณคดีชาวเยอรมันชื่อคริสเตียน อีริค เฮอร์แมน วอน เมเยอร์   แต่โครงกระดูกแรกที่สมบูรณ์นั้นถูกพูดถึงอละอธิบายในปี 1863 (2406) โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษชื่อริชาร์ด โอเว่น

 

ที่มา - http://www.discoverwildlife.com/animals/10-greatest-wildlife-discoveries-all-time



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
สัตว์โลกน่ารัก น่ากลัว น่าเหลือเชื่อ!!! ตอนที่ 103 : 10 การค้นพบทางชีววิทยาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล (คอลัมน์ของนิตยสาร BBC Wildlife) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 1250 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android