ตื่น wake up

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 154 Views

  • 0 Comments

  • 3 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    154

    Overall
    154

แนะนำเรื่องแบบย่อๆ
เมื่อคชาถูกแช่แข็งเพื่อรอเวลารักษาโรคร้ายที่เป็นอยู่ แล้วก็ต้องพบว่า ตื่นขึ้นมา โลกนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 16 ก.ย. 59 / 23:13

บันทึกเป็น Favorite


“ตื่น”

@Copyright 2016 Jeerihatai

                บนเตียงสีขาวนั้นมีชายร่างกายผ่ายผอมจนผิดรูปนอนหายใจระรวยอยู่ ดวงตาที่อ่อนล้ามีน้ำคลออยู่ในนั้นมองไปยังหญิงสาวที่นั่งฟุบหลับอยู่เคียงข้างอย่างทรมานใจ ถ้ารู้ว่าชีวิตจะพลิกกลายเป็นเยี่ยงนี้ เขาคงไม่พาเธอมาลำบากด้วยการแต่งงานกับชายที่ใกล้จะตายอยู่อีกไม่กี่วันข้างหน้าอย่างเขา

                ก่อนหน้านี้หลายเดือนเขารู้สึกอ่อนเพลียจนไม่อยากจะขยับร่างกาย แค่โดนละอองฝนนิดหน่อยก็เริ่มจะเป็นหวัด อ่อนแออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ชายหนุ่มคิดว่าอาจเป็นเพราะตนเองคร่ำเคร่งกับงานสอนในมหาวิทยาลัยจนลืมออกกำลังกาย รับประทานอาหารไม่ตรงเวลาจึงทำให้ร่างกายไม่แข็งแรงอย่างสมัยที่ยังเป็นแค่เด็กหนุ่ม

                นี่ถ้าไม่ใช่จู่ๆ เขาก็หน้ามืดหมดสติลงในขณะที่กำลังสอนวิชาวรรณคดีไทยท่ามกลางนักศึกษาเกือบร้อยคน และตื่นขึ้นมาที่โรงพยาบาลพร้อมกับการฟังข่าวร้ายที่สุดในชีวิต

                ใครจะรับได้เมื่อต้องรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งเม็ดเลือดแบบเฉียบพลัน ไม่รู้ว่าเพราะโรคดำเนินไปอย่างรวดเร็วหรือเป็นเพราะกำลังใจที่ถดถอยของเขา มันยิ่งทำให้ร่างกายทรุดหนักอย่างรวดเร็วเกิดกว่าที่คาดการณ์กันไว้ ความหวังจะที่จะได้ปลูกถ่ายไขกระดูกก็ริบหรี่ลงทุกทีเมื่อไม่สามารถหาผู้บริจาคที่เข้ากันได้ เวลาของเขาคงจะหมดแต่เพียงเท่านี้

                “ขวัญ” เขาเรียกภรรยาเมื่อเห็นว่าเธอเริ่มขยับตื่นขึ้นแล้ว

                ภรรยาของเขาอุทิศเวลาและทุกสิ่งให้กับเขาจนแทบไม่มีเวลาเป็นของตัวเองแล้ว ยิ่งคิดยิ่งปวดร้าวใจที่ตนเองเป็นสาเหตุทำให้เธอต้องทรมานร่างกายถึงเพียงนี้

                “คุณจะเอาอะไรคะ” ขวัญรีบถามอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเข้าประคองเขาด้วยความเป็นห่วง

                “ผมตัดสินใจแล้ว” ถ้าเขามีรีบพูดเสียตอนนี้ ก่อนที่จะไม่มีแรงจะกล่าวคำพูดอะไรได้อีก “ผมจะแช่แข็งร่างกายของตัวเอง”

                “คชา คุณว่าอะไรนะ” ขวัญตะโกนออกมาเสียงดังอย่างไม่เชื่อหู “คุณจะทำอะไร” ดวงตาของหญิงสาวเบิกโพลงด้วยความตกใจ “คุณทำอย่างนั้นไม่ได้นะ อีกไม่นานเราก็จะหาผู้บริจาคไขกระดูกที่เข้ากับคุณได้แล้ว”

                “ถึงเวลานั้นมันคงสายเกินไป” เขายิ้มทั้งที่ใจเศร้าโศกเสียเหลือเกิน

                “ถ้าอย่างนั้นเราลองใช้วิธีเซลล์บำบัดดูนะ” ขวัญยังไม่ยอมแพ้จับมือของสามีขึ้นมาทั้งที่หัวใจแทบสลายไปแล้ว “มันสามารถเอาเม็ดเลือดขาวของคุณมาทำได้ ไม่ต้องรอไขกระดูกของคนอื่น”

                “ผมไม่อยากเสี่ยงอีกแล้ว” เขาทรมานมากตอนที่รักษาด้วยคีโม และยิ่งเจ็บปวดมากขึ้นเมื่อมันไม่ได้ผล “การใช้เซลล์บำบัดแบบที่คุณว่ามันเพิ่งอยู่ในการทดลองกับมนุษย์ผลมันยังไม่แน่นอน” เขากลืนน้ำลายผ่านลำคอที่แห้งผาด “มันไม่ดีกว่าหรือที่จะแช่ผมไว้แล้วเมื่อไรที่มีวิธีรักษาแล้วค่อยปลุกผมขึ้นมา อย่างน้อยผมไม่ต้องทรมานอยู่แบบนี้”

                “วิธีแบบนั้นมันอันตรายกว่าอีก ถ้าถึงเวลาที่หาผู้บริจาคได้แล้ว เรากลับปลุกคุณขึ้นมาไม่ได้ฉันจะอยู่ยังไง” ขวัญทนไม่ไหวถึงกับร้องไห้โฮออกมาอย่างอดกลั้นไม่อยู่

                เธอเองรู้อยู่เหมือนกันว่าสามีนั้นสนใจเรื่องนี้อยู่ แต่ไม่คิดว่าเขาจะนำมาใช้ในเวลาแบบนี้ เมื่อรักกันนั้นขวัญคิดแค่ว่า เขาและเธอจะครองคู่กันไปจนแก่เฒ่า แม้ว่าเขาจะป่วยหนักอยู่ ณ เวลานี้ก็ยังคิดว่าต้องมีทางที่จะรักษาคชาให้หาย และทั้งสองก็จะได้กลับมาอยู่คู่กันอย่างมีความสุข

                “เราต้องมีความหวัง” คชาจับมือของภรรยาแล้วดึงมาแนบแก้ม “ถึงเวลานั้นผมจะกลับมาอยู่กับคุณอีก” เขาหลับตาพริ้ม

                อีกไม่นานบริษัที่รับแช่แข็งมนุษย์ก็มานำคชาไปแช่แข็งไว้ตามความตั้งใจของเขา โดยที่ขวัญไม่สามารถที่จะห้ามหรือขัดขวางอะไรได้เลย ได้แต่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามความประสงค์ของชายหนุ่ม

 

                แสงสว่างจ้าที่ส่องลงมาจากดวงไฟขนาดใหญ่ด้านบนทำให้คชาต้องหลับตาลงไปอีกครั้ง ความเย็นเยียบของโลหะที่อยู่ใต้ร่างทำให้รู้ว่านอกจากผ้าที่คลุมอยู่ด้านบนแล้วไม่มีสิ่งใดปกปิดร่างกายของเขาเลย สิ่งที่เขาจำได้ก่อนหน้านี้คือ ถูกทำให้หลับเพื่อจะแช่แข็งร่างกายรอวันที่มีทางรักษาโรคร้ายที่เป็นอยู่ และเมื่อถึงวันนั้นเขาจะถูกปลุกให้คืนชีพอีกครั้ง

                “ขวัญ” คชาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง “ผมหายแล้วเหรอ”  เขาถามด้วยเสียงแผ่วเบา

                ภรรยาของเขาดูแปลกตาออกไป เส้นผมของเธอที่เคยดำขลับกลับกลายเป็นสีทอง ดวงตาสีน้ำตาลเข้มก็กลับกลายเป็นสีฟ้า นอกจากนั้นก็ยังเป็นขวัญคนเดิม

                “คุณคชา” เสียงของขวัญแหลมจนเขาแสบแก้วหู

                คชานิ่วหน้ามองมองภรรยาด้วยความแปลกใจ นอกจากเธอแล้วยังมีคนแปลกหน้าอีกหลายคนที่ก้มลงมามองเขา ไฟที่ฉายมาที่ดวงตาทำให้เขาอยากเบือนหน้าหนี แต่ก็ยังแทบจะขยับตัวไม่ได้ ราวกับไม่ใช่ร่างกายของตนเอง

                “อย่าขยับ เราเพิ่งจะเพิ่มอุณหภูมิให้ร่างกายของคุณกลับมาทำงานเป็นปกติ” ชายชาวตะวันตกห้าม น่าแปลกที่เขาสามารถพูดภาษาไทยได้เป็นอย่างดี

                “ผมหลับไปนานแค่ไหน” คชาถาม “ทำสีผมแล้วหน้าคุณแปลกดีนะ” เขายิ้มให้ภรรยา

                “500 ปี” คนที่ดูลักษณะเป็นผู้นำตอบ “ผมชื่อรักษ์  และนี่เอนิสจะเป็นคนดูแลคุณ” เขาผายมือไปที่หญิงสาวคนเดียวในนั้น

                “500 ปี” เขาตกใจพยายามจะลุกขึ้นนั่งแต่ก็ทำไม่ได้ “เป็นไปไม่ได้” ดวงตาของชายหนุ่มเบิกโพลงขึ้น  แม้จะเคลื่อนไหวไม่ได้แต่เขาก็ยังรู้สึกถึงหัวใจที่สั่นระรัว “นั่นขวัญชัดๆ ไม่ใช่เอนิส”

                “คุณอาจจะยังสับสนอะไรอยู่ เอาไว้แข็งแรงกว่านี้แล้วเอนิสจะอธิบายให้คุณฟังเอง” รักษ์กล่าว “ดูแลเขาให้ดีนะ เอนิส”

                “ค่ะ ด๊อกเตอร์” เอนิสพยักหน้ารับพร้อมกับเอาบางสิ่งมาครอบที่จมูกของชายหนุ่ม

                คชาไร้แรงที่จะต่อต้านโดยสิ้นเชิง เขาได้ยินเสียงนับถอยหลังแล้วสติก็ดับวูบไปตามตัวเลขเหล่านั้นทันที

 

                คชาลืมตาเมื่อได้ยินเสียงกุกกักคล้ายโลหะกระทบกันอยู่ข้างหู  ชายหนุ่มหันไปดูตามเสียงก็เห็นหญิงสาวผมทองกำลังจัดของในถาดอยู่

                “ตื่นแล้วหรือคะ” เธอเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ข้างเตียง “คุณคงตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น”

                เขาเพิ่งสังเกตว่ามีเพียงหน้าตาเท่านั้นที่เอนิสคล้ายกับขวัญภรรยาของเขา ส่วนกิริยาท่าทางนั้นแตกต่างกันลิบลับ ผู้หญิงตรงนั้นดูเย็นชาแม้ดวงตาของเธอไม่แสดงความรู้สึกออกมาเลย

                “ผมถูกแช่แข็งนานห้าร้อยปีเชียวหรือ” แม้กระทั่งขณะนี้เขาก็ยังแทบไม่เชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น

                เอนิสพยักหน้ารับ

                “แล้วเกิดอะไรขึ้น ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่มีใครคิดวิธีรักษาผมได้เลยหรือ” แค่คิดคชาก็เจ็บปวดหัวใจแล้ว

                “มนุษย์คิดค้นวิธีรักษามะเร็งเม็ดเลือดด้วยวิธีเซลล์บำบัดหรือ CIK ได้โดยการเอาเม็ดเลือดขาวมาทำให้แข็งแรงสามารถที่จะฆ่าเชลล์มะเร็งอย่างได้ผลดีสำเร็จหลังจากที่แช่แข็งร่างคุณไม่นาน” เอนิสตอบตามตรง

                “แล้วทำไมไม่ปลุกผมขึ้นมารักษา” คชาโผลุกขึ้นมาทั้งตัว

                “ก็เพราะเทคโนโลยีที่จะใช้ละลายคนที่ถูกแช่แข็งไว้ผิดพลาดทำให้มนุษย์รุ่นแรกที่ถูกละลายออกมาไม่รอดเลยสักคน” เอนิสตอบ “อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้คุณถึงยังถูกแช่อยู่แบบนั้น”

                “เพิ่งจะมีเทคโนโลยีละลายผมออกมาห้าร้อยปีหลังจากนั้นนี่นะ” เขาพูดด้วยความเจ็บช้ำ “มันจะมีประโยชน์อะไรในเมื่อคนที่ผมรักไม่มีเหลืออยู่แล้ว” น้ำตาไหลออกมาโดยชายหนุ่มไม่รู้ตัว

                “เป็นโชคร้ายของคุณ” เอนิสนิ่งไปแล้วตัดสินใจพูดต่อ “ที่เกิดสงครามโลกครั้งที่สามเสียก่อน มีคนจำนวนหนึ่งที่ถูกคัดเลือกได้ลงไปหลบซ่อนอยู่ในอาณาจักรใต้ดิน นอกนั้นถูกสงครามทำลายไปหมดแล้ว”

                “ถ้าอย่างนั้นผมรอดมาได้ยังไง”  เขาคงจะเป็นคนเดียวกระมังที่เสียใจ ที่ตนเองรอดตายจากสงคราม

                “บริษัทที่คุณจ้างให้แช่แข็งร่างกาย ได้เก็บร่างของคุณไว้ในชั้นใต้ดินซึ่งลึกลงไปหลายสิบเมตร มีเครื่องกำเนิดพลังงานที่ไม่มีวันหมด เมื่อกัมตภาพรังสีจากระเบิดนิวเคลียร์ลดลงอยู่ในสภาพปลอดภัยแล้ว คนที่หลบอยู่ใต้ดินจึงขึ้นมาและสำรวจจนพบพวกคุณที่ถูกแช่แข็งอยู่

                “ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่ายังมีคนอื่นที่ถูกแช่แข็งอีกละสิ” คชาพูดด้วยความตื่นเต้น “คุณรีบละลายพวกเขาออกมาสิ”

                “เรายังไม่สามารถที่ละลายพวกที่เหลืออยู่ออกมาได้ทั้งหมด” เอนิสยกมือห้าม “คุณเป็นคนแรกที่เราทำได้สำเร็จ โชคดีที่มีข้อมูลเกี่ยวกับคนที่ถูกแช่แข็งไว้เราจึงรู้เรื่องของคุณ”

                “พาผมไปดูหน่อยได้ไหม” ความหวังจางๆ เกิดขึ้นมาในหัวใจว่าเขาจะได้พบกับคนที่รู้จักหรืออย่างน้อยก็เพื่อนร่วมชะตากรรม

                ประตูห้องเปิดออกโดยอัตโนมัติพร้อมกับรถเข็นเลื่อนเข้ามาช้าๆ เตียงที่คชานอนอยู่ก็ลดความสูงลงและด้านบนก็ปรับสูงขึ้นจนกลายเป็นพนักพิง ทั้งหมดนี้เขาไม่เห็นเลยว่าเอนิสจะกดปุ่มหรือออกคำสั่งตอนไหน

                “คุณทำได้ยังไง” ในสมัยของเขาเทคโนโลยีต่างๆ ยังต้องใช้นิ้วสัมผัสหรือคำสั่งเสียงอยู่เลย อีกห้าร้อยปีมันกลายเป็นแค่คิดก็ได้ทุกอย่างแล้วหรือ

                “ถูกต้องเราแค่ออกคำสั่งทางความคิดก็พอ” หญิงสาวช่วยประคองเขาลงจากเตียงมายืนด้วยขาของตัวเอง  “คุณไม่ได้เดินมานานคงจะต้องหัดเดินใหม่ทั้งหมด”

                นอกจากตะลึงกับที่เอนิสพูดราวกับได้ยินความของเขาแล้ว ยังทึ่งกับความแข็งแรงของหญิงสาวที่ประคองร่างกายของชายหนุ่มโดยไม่ต้องออกแรงสักนิดทำอย่างกับว่าเขาเป็นเด็กเล็กๆ

                “พวกคุณนี่ท่าทางจะแข็งแรงกันมากนะ” เขาพึมพำออกมาอย่างอดไม่ได้

                “ร่างกายของมนุยย์สมัยนี้ต่างจากคุณนิดหน่อย” เป็นคำอธิบายที่ไม่ให้รายละเอียดอะไรเลย

                รถเข็นค่อยๆ พาคชาออกไปนอกห้อง เลื่อนไปตามทางเดิน ชายหนุ่มเพิ่งจะได้สังเกตว่าไม่ว่าจะผนังหรือเพดานและพื้น ต่างก็ทำด้วยโลหะทั้งหมด มันนำมาจนกระทั่งถึงผนังโลหะที่เรียบไร้รอยต่อแห่งหนึ่ง แล้วเคลื่อนออกจากกันอย่างน่าอัศจรรย์เผยให้เห็นหลอดแก้วขนาดยักษ์ที่ตั้งเรียงรายอยู่ภายใน

                แม้จะทำใจไว้แล้วว่าจะต้องเจอสิ่งนี้ แต่คชาก็ตะลึงเสียจนลุกขึ้นยืนแล้วก้าวเท้าออกไปโดยไม่ทันระวัง แข้งขาที่อ่อนแรงทำพิษจนหน้าคว่ำลงไปโดยไม่ทันระวังตัว

                “ระวัง” เสียงของเอนิสเรียบผิดกับความว่องไว เธอเข้าประชิดแล้วรับร่างของเขาไว้ตั้งแต่เมื่อใดก็มิอาจรู้ได้ มือทั้งสองข้างของหล่อนแทบจะยกมานั่งอยู่บนรถเข็นทันที

                “การถูกแช่แบบนั้นคงทำให้น้ำหนักผมลดลงจนคุณอุ้มได้เลยใช่ไหม” เขาพูดแก้เก้อ รู้สึกเสียหน้านิดๆ ที่โดนผู้หญิงอุ้ม

                “เดี๋ยวฉันจะช่วยคุณให้เข้าไปดูใกล้ๆ” เอนิสเหยียดมุมปากออกนิดๆ คล้ายกับพยายามจะยิ้ม “เราย้ายทั้งหมดนี้มาจากที่เก่า”

                เมื่อรถเข็นพาคชามาจนใกล้กับหลอดแก้วเหล่านั้น ทำให้นึกถึงตัวเองที่ตัดสินใจแช่แข็งตัวเอง ทำให้เขาต้องเสียโอกาสที่ใช้ชีวิตในเสี้ยววินาทีสุดท้ายกับคนที่ตนเองรัก และมาติดอยู่ในโลกอนาคตกับคนแปลกหน้าที่แสนใจเย็นชา

                “พวกคุณผลิตอาหารจากไหน ในเมื่อทุกอย่างถูกกัมมันตภาพรังสี” เขามองไปรอบตัว

                “เราสร้างแหล่งน้ำของตัวเองก่อน เพราะสรรพชีวิตทั้งหลายเริ่มต้นจากน้ำ” เอนิสเริ่มบรรยาย “ช่วงแรกที่เราซ่อนตัวอยู่ในใต้ดิน เรานำอาหารเม็ดและอาหารสำเร็จรูปลงมาด้วย”

                เป็นครั้งแรกที่คชาเห็นแววตาของเอนิสวูบด้วยอารมณ์เศร้าที่มากระทบ เขาเอื้อมมือไปแตะแขนของฝ่ายนั้นเป็นการปลอบใจ

                “แต่เมื่อเวลาผ่านไปสารกัมมันภาพรังสีที่อยู่บนโลกก็ยังคงอยู่ในปริมาณที่สิ่งมีชีวิตยังไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ พวกเราจึงต้องหาแหล่งน้ำใหม่เพื่อยังชีพ”

                “ขุดเอาจากใต้ดินหรือ” คชาเดาไปอย่างนั้น ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ของเขาจำกัดมาก

                “ตอนแรกก็ทำแบบนั้นแต่บางแหล่งก็ปนเปื้อนสารพิษจนใช้ไม่ได้ เราจึงต้องผลิตจากการนำไฮโดรเจนกับออกซิเจนมารวมกันจนได้เป็นน้ำออกมา หลังจากนั้นเราก็พยายามทดลองปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ สร้างแสงอาทิตย์จำลอง”

                “แสดงว่าคุณทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด” คชาอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเป็นเขาคงตายไปตั้งแต่ปีแรกที่เกิดสงครามแล้ว ไม่สามารถเอาชีวิตรอดได้อย่างมนุษย์พวกนี้หรอก “แล้วคุณยังต้องทำแบบนั้นกันอยู่หรือเปล่า”

                “ไม่ต้องแล้ว มาสิฉันจะพาออกไปด้านนอก” เอนิสเดินนำไปยังฝาผนังด้านหนึ่ง

                เมื่อฝาผนังแยกออกจากกันให้เห็นห้องเล็กด้านใน คชาก็รู้ได้โดยอัตโนมัติว่านั้นคือลิฟท์ที่จะนำพวกเขาไปยังชั้นอื่น  เมื่อถึงแทนที่ประตูจะเปิดด้านหน้าอย่างเช่นตอนเข้ามา แต่กลายเป็นว่าด้านบนสุดเปิดออกให้เห็นท้องฟ้า และพื้นที่พวกเขายืนอยู่เลื่อนจนโผล่ขึ้นไปถึงด้านบน

                ซากปลักหักพังของอาคารบ้านเรือนที่เกิดจากสงครามอันยาวนานก็ยังเห็นอยู่  แต่ในขณะเดียวกันก็มีต้นไม้ขึ้นแซมสลับกับเรือกสวนไร่นา

                “เรายังไม่สามารถจัดการกับขยะสิ่งก่อสร้างพวกนั้นได้หมด” เอนิสมองเหม่อไปยังซากตึกพวกนั้น “ทำได้ก็เพียงพยายามทำให้โลกกลับมาน่าอยู่อย่างเดิม”

                “เธอพูดเหมือนเคยเห็นตอนที่มันน่าอยู่อย่างนั้นแหละ” คชาพยายามทำเป็นล้อเลียนแต่ความรู้สึกเศร้าใจนั้นก็ไม่หายไป ใครจะนึกว่าโลกที่เคยสวยงามจะกลายถูกถล่มราบเป็นหน้ากลอง เหลือเพียงซากให้เห็นแค่นี้

                “ด้านนั้นไกลออกไปเป็นที่ทำปศุสัตว์”  เอนีสชี้ให้มือไปทางนั้น “ตอนที่เราหนีลงไปใต้ดินเราพยายามจะเอาสัตว์ไปกับเราให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงหรือว่าสัตว์ป่า”

                “พาผมกลับลงไปเถอะ” คชายังรู้สึกว่ามันเร็วเกินไปที่จะต้องมายอมรับว่าสิ่งที่เอนิสพูดนั้นมันจริงทุกอย่าง คนที่เขารัก ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ขวัญ หรือว่าเพื่อนพ้องญาติ ต่างตายไปหมดสิ้นแล้ว ความจริงนั้นสะเทือนใจเขายิ่งกว่าสิ่งใดทั้งหมด “คุณเป็นหลาน ไม่สิ เหลนโหลนของขวัญหรือเปล่า” เขามองหน้าหญิงสาวที่ราวกับพิมพ์เดียวกับขวัญอย่างมีความหวัง

                “คงไม่ใช่หรอกค่ะ” เอนิสแตะที่ไหล่ของชายหนุ่ม แววตาอันเย็นชาอยู่ตลอดเวลานั้นแสดงความรู้สึกว่าเห็นใจ “เวลามันนานจนสืบไปก็คงไม่รู้ว่าฉันสืบเชื้อสายมาจากที่ไหน”

                คชาถอนหายใจไหล่ทั้งสองข้างลู่ลงอย่างหมดหวัง เขาจะมีชีวิตต่อไปทำไมกันในเมื่อชีวิตนี้ไม่มีความหมายอะไรอีกต่อไปแล้ว

                “คุณรักษาร่างกายให้แข็งแรงเสียก่อนแล้วค่อยมาดูกันว่าเราจะทำอะไรกันได้บ้าง” เอนิสมองไปรอบๆ อีกครั้งแล้วพื้นลิฟท์ค่อยลดลงต่ำจนปิดเพดานได้สนิท พวกเขาค่อยเลื่อนลงด้านล่างกลับไปที่เดิม

 

                ทุกวันจะมีคนเข้ามาช่วยคชาให้หัดเดินจนกระทั่งเดินได้คล่องแล้ว มีอิสระที่จะไปไหนต่อไหนได้ทั่ว แต่ส่วนใหญ่เขาก็จะไปแค่บนโลกที่มีการทำการเกษตรหรือ ไปจ้องมองเพื่อนมนุษย์ที่ถูกแช่แข็งอยู่ ไม่สามารถบอกได้เลยว่า เมื่อไรพวกเขาจะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตตามปกติเช่นเดียวกับเขา

                แม้ว่าจะเขาจะถามเหตุผลเท่าไรเอนิสก็ไม่ตอบว่าทำไมถึงเลือกปลุกเขาขึ้นมาคนเดียว บางทีอาจจะเป็นความผิดพลาดก็ได้ 

                แต่น่าชื่นชมมนุษย์รุ่นใหม่พวกนี้ที่ยังสามารถรักษาพันธุ์สัตว์ไว้ได้มากมาย เขาได้เห็นช้าง เสือ สิงโต และสัตว์อื่นๆ อีกมาก รวมทั้งพืชต่างๆ แม้จะไม่ได้เห็นทั้งหมด แต่เขาก็เห็นถึงความหลากหลายขอพืชพันธุ์เหล่านั้น

                คชายืนอยู่บนซากตึกสูงที่พังทลายกองเป็นเศษหินนั้นเพื่อมองไปรอบๆ  พร้อมกับจินตนาการว่าบริเวณไหนเคยเป็นอะไรมาก่อน นั้นทำให้ชายหนุ่มนึกขึ้นได้ เขาอยากเห็นบริเวณที่เคยเป็นบ้านเก่า แม้ว่ามันจะกลายเป็นซากปลักหักพังไปหมดแล้ว แต่เขาก็ยังอยากเห็นมันอยู่ดี

                แค่คิดน้ำตาก็เริ่มคลอหน่วย หลายต่อหลายคืนที่เขาฝันถึงวันเวลาเก่าๆ ที่ไม่อาจหวนคืนกลับมาได้ เขาคิดถึงบ้าน คน ทุกสิ่งที่เคยมี ความสุขความทุกข์ที่เคยผ่านมา  เด็กพวกที่เขาอยู่ด้วยในตอนนี้คงไม่คิดถึงเรื่องแบบนี้ดอก

                เขาหัวเราะแบบขื่นขมในใจไม่ว่าใครก็อายุน้อยกว่าเขาตั้งห้าร้อยปี เขาอยู่มานานเกินกว่าที่มนุษย์คนใดจะได้รับโอกาสอีกแล้ว แต่สิ่งที่เขาต้องแลกมามันก็สูงจนคิดไม่ถึงเลยทีเดียว

                คชายังไม่สามารถที่จะแค่คิดแล้วประตูจะเปิด แต่เขาเรียนรู้ว่าแค่แตะประตูก็จะเปิดออกให้เขาเข้าไป เพียงแต่เขาไม่รู้ว่า มีประตูเลื่อนอยู่ตรงไหนบ้างเท่านั้นเอง  เขาคงต้องหาคอมพิวเตอร์ที่จะใช้จากห้องใดห้องหนึ่งในตึกนี้ 

                คอมพิวเตอร์ที่พวกนี้มีอาจจะหาได้ว่าบ้านเขาอยู่ตรงบริเวณไหน เขาหวังไปจนถึงว่าสงครามอาจจะไม่ได้ทำลายดาวเทียมที่โคจรอยู่รอบโลก เขาอาจจะได้เห็นภาพถ่ายทางอากาศของสถานที่ซึ่งคุ้นเคยดังที่เคยทำให้สมัยก่อนจะโดนแช่แข็งก็ได้

                ชายหนุ่มเอามือแตะไปตามผนังต่างๆ โดยหวังว่าจะมีสักห้องที่ทำให้เขาเจอคอมพิวเตอร์ที่มนุษย์อนาคตเหล่านี้ใช้กัน แต่ส่วนใหญ่ที่เขาเข้าไปมันเป็นเพียงห้องว่างเปล่า

                “มนุษย์แช่แข็งนี่” คชาพูดออกมาอย่างลืมตัว

                นึกไม่ถึงว่ายังจะมีมนุษย์แช่แข็งซ่อนอยู่อีกมากมาย นอกจากที่เขาเคยเห็นเป็นร้อยในห้องซึ่งเอนิสพาเข้าไปชมในตอนที่ฟื้นมาครั้งแรก ทำไมหญิงสาวคนนั้นถึงไม่บอกว่ายังมีมนุษย์พวกนี้อยู่อีก   

                ชายหนุ่มเดินเข้าไปสำรวจด้วยความกังขา เดินจนกระทั่งไปจนด้านในสุดแล้วก็ต้องชะงักอย่างไม่เชื่อสายตา

                “ขวัญ” เขาตะโกนลั่น

                ภรรยาสุดที่รักของเขาอยู่ในหลอดแก้วเบื้องหน้าเขานี่เอง  เกิดอะไรขึ้นเธอเป็นโรคร้ายหรือว่าอะไรทำไมต้องแช่แข็งไว้แบบนี้ คชาสืบเท้าเข้าไปใกล้แล้วมองอย่างเต็มตา ใบหน้าของขวัญมีริ้วรอยมากขึ้นกว่าที่เขาจำได้ หญิงสาวคงจะถูกแช่แข็งในช่วงอายุที่มากกว่าเขาหลายปี 

                เอนิสเคยบอกว่าบริษัทแช่แข็งได้เก็บข้อมูลพวกเขาไว้อย่างละเอียด ถ้าอย่างนั้นพวกมนุษย์อนาคตพวกนี้ก็ต้องรู้สิว่าผู้หญิงในหลอดแก้วนี้เป็นภรรยาของเขา

                “ผมจะช่วยคุณให้ได้ขวัญ” เขาโผกอดหลอดแก้วนั้นแล้วร้องไห้ออกมาเสียงดังแบบไม่ต้องเก็บกดความรู้สึกอีกต่อไป “ขวัญได้ยินไหมคุณรอหน่อยนะผมจะทำให้คุณกลับมีชีวิตขึ้นมาใหม่”

                “เสียใจด้วยนะคชา” เสียงผู้ชายดังขึ้นเบื้องหลัง “เราไม่มีนโยบายที่จะปลุกมนุษย์ขึ้นมาอีกแล้ว คุณคือความผิดพลาด”

                “ดร.รักษ์” คชาหันมองก็เห็นว่าเป็นใคร “คุณจะทำแบบนั้นไม่ได้นะ คุณต้องปลุกขวัญขึ้นมา”

                “มนุษย์อย่างคุณก็ดีแต่จะทำให้โลกนี้สกปรก ไม่เคยที่จะดูแลรักษา ดีแต่ทำลาย สร้างมลภาวะให้กับโลกไม่หยุดหย่อน ทำลายแม้กระทั่งพวกเดียวกันเอง” มนุษย์อนาคตมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความสมเพช

                “คุณพูดอย่างกับตัวเองไม่ใช่มนุษย์” คชามองคู่สนทนาด้วยความเจ็บช้ำ “มนุษย์คนอื่นอาจจะทำลายโลกอย่างที่คุณว่า แต่ขวัญไม่เคยทำแบบนั้น เธอเป็นคนดี”

                “พวกคุณมีความต้องการไม่สิ้นสุด เมื่อได้อย่างที่พอใจแล้วก็จะไปอยากได้อย่างอื่นอีก” ดร.รักษผู้ยังรักษาระดับเสียงพูดอันเย็นชาไว้แบบนั้น “กลับไปที่ห้องแล้วอยู่นิ่งๆ เป็นอย่างที่เคยเป็นดีกว่า อย่าได้วุ่นวายไปอีกเลย”

                “ไม่ผมไม่กลับ ผมจะอยู่กับขวัญ พวกคุณไม่ปลุกให้เมียของผมฟื้นขึ้นมาผมก็จะอยู่กับเธอที่นี่” ชายหนุ่มพูดอย่างดื้อดึง หมายมาดในใจว่าจะไม่ยอมไปไหนเด็ดขาด

                “งั้นเราคงต้องใช้แบบนี้สินะ” ดร.รักษ์ล้วงปืนขึ้นมา มันเป็นปืนแสงที่เขาเคยเห็นเอนิสพกอยู่ “กลับไปที่ห้องเสียดีๆ อย่าให้ผมต้องทำอะไรรุนแรง”

                “ไม่” คชาตะโกนพร้อมกับกอดหลอดแก้วยักษ์นั้นไว้แน่น

                ดร.รักษ์เดินเข้าไปใช้มือเพียงข้างเดียวก็ลากอดีตมนุษย์แช่แข็งออกมาได้ แต่ฝ่ายนั้นก็ไม่ยอมคชาใช้พลังทั้งหมดที่มีแย่งปืนไฟฟ้าจากมือของดร.หนุ่ม ทั้งสองแย่งอาวุธกันอย่างชุลมุน แสงสีฟ้าพุงออกมาจากปากกระบอกปืนเข้าที่ไปหน้าเจ้าของปืนอย่างจัง

                เสียงกรีดร้องดังขึ้น แต่ไม่ใช่จากผู้เคราะห์ร้ายที่โดนแต่จากคชาเอง เขาปล่อยมือจากปืนแล้วถอยหลังออกไปหลายก้าว

                “หุ่นยนต์” คชาร้องออกมาเมื่อได้สติ

                ภายใต้หนังที่ห่อหุ้มอยู่นั้นมีแต่โลหะล้วนๆ ดร.รักษ์ใช้มือที่ว่างอยู่ข้างหนึ่งดึงแผ่นหนังออกจากทั้งหมด 

                “วุ่นวายจริงมนุษย์” เสียงของดร.หนุ่มก็เปลี่ยนไปกลายเป็นคล้ายโลหะกระทบกัน “อยู่เฉยๆ ก็จะได้สบายแล้ว กลับหาเรื่อง เพราะเป็นแบบนี้สิ เราถึงไม่อยากปลุกเจ้าสัตว์สองขานี่ขึ้นมาอีก”

                คชาขวัญหนีดีฟ่อเกินกว่าจะอยู่ที่ตรงนี้อีกต่อไปแล้ว เขาต้องหนีออกไปจากห้องนี้ศูนย์นี้ให้ได้ บางทีอาจจะมีมนุษย์จริงๆ อาศัยอยู่ที่ใดที่หนึ่งในโลกนี้อีกก็ได้ เขาพุ่งตัวผ่านหุ่นยนต์แอนดรอย์เบื้องหน้าออกไปอย่างรวดเร็ว

                “อยู่บนพื้นโลกก็ก่อสงคราม ลงมาใต้ดินก็ทะเลาะแย่งอาหารกันจนตาย ช่างไร้ค่าเสียจริง”  หุ่นยนต์ดร.รักษ์พูดอย่างใจเย็น แล้วเดินตามออกไป เสียงสัญญาณเตือนภัยดังไปทั่ว “คุณหนีไม่พ้นหรอก”

                “ปล่อยผมไป” คชาตะโกนร้องโดยสติแตก  เขาใช้มือแตะไปทั่วผนังโลหะนั้นเพื่อหาทางออก 

                ชายหนุ่มแทบจะตะกายไปตามทางนั้นคล้ายหนูหนีตาย ไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่ถึงลิฟท์ที่ต้องการสักที เขาใช้มือปาดไปตามผนังเผื่อว่าจะมีที่ไหนที่ตัวเองรอดไปได้ และในที่สุดผนังก็เลื่อนเปิดออก

                ถ้าแอนดรอย์ในร่างคนน่าสะพรึงกลัวแล้วสิ่งที่เขากำลังจ้องมองอยู่น่าสะพรึงกลัวมากกว่า  มันคือสมองของมนุษย์ที่อยู่ในแก้วทรงกลมครอบอยู่กับฐานซึ่งจะมีสายเคเบิลโยงถึงกันหมด 

                “นี่มันอะไรกัน” คชาหงายหลังก้นจ้ำเบ้าลงตรงนั้นเอง

                “ไบโอคอมพิวเตอร์ไงล่ะ”  ดร.รักษ์ตอบเสียงเย็น “เราใช่สมองมนุษย์มาทำเป็นคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่เก็บข้อมูลได้อย่างมากมาย ความรู้ที่บรรจุไว้มีเหลือเฟือจนเราได้เรียนรู้ทุกเรื่อง” หุ่นแอนดรอย์หัวเราะเสียงเย็น  “และแกก็จะเป็นหนึ่งในนั้น” เขายิงแสงสีฟ้าเข้าไปที่ร่างของคชาอย่างไม่ปราณี

                เอนิสซึ่งตามมาทีหลังเดินตรงเข้าไปประคองร่างของคชาไว้

                “ไม่ต้องเสียดายเขาไปหรอกเอนิส” ดร.รักษ์หันไปทางลูกน้อง “เขาจะอยู่กับเราตลอดไป เพียงแต่เปลี่ยนสภาพไปเท่านั้นเอง”

                “ค่ะ ด๊อกเตอร์” เอนิสอุ้มร่างของชายหนุ่มขึ้นมาไว้ที่อ้อมแขน

                “ไปจัดการเอาสมองเขามาใส่ไว้ในเครื่องก่อนที่มันจะตายก็แล้วกัน” หุ่นยนต์ผู้เป็นเจ้านายสั่ง “แล้วคราวหลังอย่าทำพลาดปลุกใครขึ้นมาอีกล่ะ”

                “ค่ะ” เอนิสพยักหน้ารับ

                แอนดรอย์สาวอุ้มคชาไปวางลงที่เตียงเหล็ก ต่อไปนี้คชากับเธอก็จะติดต่อกันได้อย่างเป็นอิสระกว่าเดิม เขาจะต้องดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่อย่างแท้จริง

-จบ-

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Jeerihatai จากทั้งหมด 2 บทความ

  • เรื่อง

    หมวด

    ตอน

    คนเข้าชม

    โพสท์

    คะแนน

    อัพเดท

  • ระทึกขวัญ / ผี

    1

    130/130

    0

    0%

    26 ก.ย. 59

  • วิทยาศาสตร์

    เรื่องสั้น

    153/153

    0

    0%

    16 ก.ย. 59

บทวิจารณ์

เขียนบทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

เขียนคำนิยม

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น

พิมพ์เลขที่เห็น