บุษบันเสี่ยงทาย

ตอนที่ 7 : บทที่ 6 ดอกลิลลี่สีขาว 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3693
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 47 ครั้ง
    12 ส.ค. 61

บุ ษ บั น เ สี่ ย ง ท า ย

-ชมพูพิมพ์ใจ-


บทที่ 6 ดอกลิลลี่สีขาว

               กลิ่นอายทะเลยามเช้าถูกพัดผ่านบานหน้าต่างเล็กที่เธอแง้มไว้เล็กน้อย เครื่องปรับอากาศไม่ค่อยมีความจำเป็นมากนักเมื่ออยู่ท่ามกลางภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ นาฬิกาบนฝาผนังห้องบอกเวลาแปดโมงครึ่งนิดๆ เมื่อคืนกว่าเฌอมาวีร์จะหลับลงได้ก็ปาเข้าไปตีสามกว่า สมองของเธอตอนนี้ยังเคว้งๆ มึนๆ แม้กระทั้งเดินยังไม่ตรงทาง

                ก๊อกๆ

                สมองที่เบลอๆอยู่เริ่มมีสิ่งเร้ามากระตุ้นอีกครั้ง เฌอมาวีร์ลืมไปสนิทว่าเธอไม่ได้อยู่ที่คอนโดของตัวเอง ไม่ได้มาพักผ่อนหย่อนใจเพียงลำพัง แต่มีอีกหนึ่งชีวิตที่เธอต้องคอยดูแลและใส่ใจในฐานะของลูกน้อง ร่างเล็กเด้งพรวด ผ้าห่มกระจุยกระจายเต็มพื้นห้อง ใครบอกว่าผู้หญิงสวยๆจะเป็นระเบียบเรียบร้อยทุกกระเบียดนิ้ว เฌอมาวีร์เถียงขาดใจเพราะเธออาจะไม่มีคุณสมบัติเพรียบพร้อมเป็นผ้าพับไว้ขนาดนั้น ทุกคนมีทั้งข้อเสียและข้อดีอยู่ในตัวเสมอ

                “วิว คุณตื่นรึยัง ผมขอเข้าไปนะ”ภีมวัฒน์ยืนส่งเสียงอยู่หน้าห้องของเธอ

                คนตัวเล็กรีบวิ่งทันทีทันใดก่อนจะเปิดประตูชะโงกศีรษะออกไปเพียงเสี้ยวเดียว เธอจะให้เขาเข้ามาได้อย่างไรในเมื่อเธอนอนไม่ได้ใส่เสื้อชั้นในมีเพียงเสื้อยืดหนาๆตัวเดียวที่บดบังเนื้อหนังมังสา ขืนปล่อยให้ภีมวัฒน์เข้ามาในห้อง โน่นนี้นั้นโผล่ขึ้นมาเธอจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ภายในห้องก็ไม่เป็นระเบียบน่ามองเหมือนตอนมา เธอคงต้องจัดการตัวเองให้เรียบร้อยกว่านี้

                “หยุดอยู่ตรงนั้นแหละค่ะ ไม่ต้องเข้ามา”ใบหน้างัวเงียของคนขี้เซาส่งยิ้มบางๆให้กับชายหนุ่ม

                “เพิ่งตื่นเหรอ วันนี้คนที่รีสอร์ทเอารถมอเตอร์ไซด์มาให้แล้วนะ ออกไปข้างนอกกันไหม”

                “ไปสิคะ วันนี้ฉันตั้งใจว่าจะพาคุณออกไปเหมือนกัน แต่ขอฉันอาบน้ำแต่งตัวก่อนนะ”คนตัวเล็กยิ้มแหยๆ

                “เชิญคุณตามสบายนะ เดี๋ยวผมไปรอข้างล่าง”

                ใบหน้าของภีมวัฒน์สดใสกว่าทุกวัน เขาคงนอนหลับสนิท ต่างจากเธอที่หลับตาแทบไม่ลงทั้งคืน ภาพของชายหนุ่มดันติดตาหลอกหลอนเธอจนไม่เป็นอันนอน  หรือเธออาจต้องทำใจให้ชินกับเหตุการณ์พวกนี้ คนเราเรียนรู้กันได้ เหมือนตอนที่เธอแอบอ่านนิยายอีโรติกครั้งแรกจนแก้มใสแดงซ่าน ร้อนวูบวาบไปทั่วทั้งใบหน้าเช่นกัน แต่ครั้งถัดมาอาการดังกล่าวก็เริ่มลดน้อยลงจนเป็นปกติ  เฌอมาวีร์แอบคิดในใจเล่นๆว่าจะมีสักครั้งไหมนะ ที่ภีมวัฒน์จะปล่อยให้เธอเจอเขาในสภาพแบบนั้นอีก เธอคงฟุ้งซ่านมากเกินไป แต่วิธีหนามยอกต้องเอาหนามบ่งคงจะใช้ได้ผลมากที่สุดในเหตุการณ์อย่างว่า ในเมื่อกลัว ก็ต้องอยู่กับมันให้ได้ ความเคยชินจะทำให้เธอด้านชาไปเอง คงเป็นความคิดพิเรณทร์ๆของเธอเพียงแค่คนเดียว

                เดรสแขนยาวกล่อมเข่าสีชมพูอ่อนเป็นชุดที่เฌอมาวีร์หยิบออกมาจากตู้เสื้อผ้าในวันนี้ ผมยาวๆของเธอถูกถักเปียเก็บไว้ที่ท้ายทอยเพื่อลดการปลิวสยาย สองเท้าเดินลงจากบันไดมาเรื่อยๆกระทั่งถึงห้องนั่งเล่น กลิ่นดอกไม้บางชนิดลอยตามกระแสลมที่พัดผ่านตัวบ้านเข้ามา เธอเคยได้กลิ่นดอกไม้ชนิดนี้อยู่บ่อยครั้งแต่ก็ยังไม่เห็นต้นเหตุของกลิ่นหอมอ่อนๆที่โสตประสาทในการรับรู้กลิ่นสัมผัสได้

                ดวงตาคู่สวยกวาดมองไปรอบๆบ้านทีละน้อยเพื่อมองหาบางสิ่งบางอย่าง และสะดุดเข้ากับแจกันดอกไม้ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะใกล้กับทีวี ดอกลิลลี่สีขาวกำลังส่งกลิ่นโชยอบอวลไปทั่วห้อง กลีบดอกยังคงสภาพสดราวกับเพิ่งจัดไว้ไม่นานนัก ริมฝีปากสวยเผลออมยิ้มออกมาเบาๆ เสียงฝีเท้าหนักของภีมวัฒน์ทำให้ดวงตาของเธอต้องละจากแจกันดอกลิลลี่เสมองไปยังชายหนุ่มที่แต่งตัวสบายๆเดินเข้ามาหา

                “ดูอะไรอยู่เหรอ หรือว่าดูดอกลิลลี่”เสียงทุ้มเอ่ยพลางดวงตาของเขาจดจ้องไปยังดอกไม้ในแจกันที่เพิ่งสั่งให้แม่บ้านจัดไว้ให้เมื่อเช้าที่ผ่านมา

                “เปล่าค่ะ”เฌอมาวีร์เอ่ยปฏิเสธทั้งที่ใจจริงก็อยากหยิบมันเอาไปไว้ในห้องนอนสักดอกใจจะขาด เมื่อคำพูดกับความคิดสวนทางทางกัน มีเหรอที่เจ้านายหนุ่มจะดูไม่ออก

                “แน่ใจนะ เมื่อเช้าผมโทรสั่งให้น้านวลไปซื้อมา พอดีลูกสาวแกกลับมาจากต่างจังหวัด น้านวลเลยสั่งให้นิ่มซื้อเข้ามาให้”ภีมวัฒน์บอกพลางมองดอกลิลลี่อย่างชื่นชม

                “คุณชอบดอกลิลลี่เหรอคะ เอาไปไว้ในห้องนอนไหม ฉันจะแบ่งจากแจกันไปจัดเอาไว้ให้”

                “ชอบ แต่ก็ชอบคนที่ทำให้ผมหลงรักเจ้าดอกลิลลี่มากกว่า”

                เฌอมาวีร์มองหน้าเขานิ่ง นัยน์ตาสวยมีคำถามบางอย่างที่อยากจะถามออกไป ใครคนนั้นที่เขาบอกคงมีความสำคัญกับภีมวัฒน์มาก แม้กระทั่งเอ่ยถึง ใบหน้าของเขายังเต็มไปด้วยรอบยิ้ม ดอกลิลลี่พวกนี้คงจะมีความหมายบางอย่างกับเขา เจ้าตัวยังคงมองไปยิ่งแจกันดอกไม้ราวกับตกอยุ่ในภวังค์

                “เขาคงสำคัญกับคุณมาก คุณยิ้มตลอดที่มองดอกลิลลี่พวกนั้น”เสียงเล็กของเฌอมาวีร์เจือปนความน้อยใจอยู่ลึกๆ เขาอาจจะเพียงเอ็นดูเธอเท่านั้น ในเมื่อมีใครบางคนในหัวใจอย่างที่เขาบอก เธอคงเป็นแค่ลูกน้องคนโปรดของเจ้านายอย่างเขา ไม่มีทางกลายเป็นอย่างอื่น นอกเหนือจากความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายกับลูกน้องเช่นเดิม

             ดอกลิลลี่สีขาวเป็นตัวแทนของความรักอันบริสุทธิ์ เฌอมาวีร์ยังจำเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นในคืนงานเลี้ยงวันวิวาห์ของ 'เปรมนดา' พี่รหัสที่เธอเคารพเหมือนพี่สาวแท้ๆเมื่อห้าปีก่อนได้ไม่ลืม แสงไฟในห้องจัดเลี้ยงถูกหรี่ลงทั่วทั้งงาน สปอร์ตไลท์สีขาวจะสาดส่องไปที่คู่บ่าวสาวพร้อมกับบรรดาสาวโสดในงานที่ต่างกรูกันออกมากลางห้องจัดเลี้ยง แม้แต่ตัวของเฌอมาวีร์เองก็ถูกดันออกไปเช่นกัน ตอนไหนไม่รู้แต่ที่รู้ๆสิ้นเสียงของพิธีกร ดอกลิลลี่สีขาวช่อโตก็ถูกโยนมาฟาดกับศีรษะของเธออย่างจัง เฌอมาวีร์รู้สึกมึนไปชั่วขณะ แสงไฟในงานยังคงสลัวๆ เช่นเดิมแต่แล้วไทยมุงก็เริ่มทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แบบ เธอกำลังถูกรุมล้อมไปด้วยกำแพงมนุษย์

                คุณครับ ไหวไหมครับ ลุกก่อนเถอะ คนมุงคุณเต็มแล้วเสียงทุ้มของใครบางคนเอ่ยขึ้นท่ามกลางความมืดและความมึนเบลอศีรษะของเฌอมาวีร์  

                ขอบคุณนะคะ คุณเอาช่อดอกไม้ไปเถอะค่ะ ฉันให้คงเป็นเพราะความเบลอของเธอแท้ๆ ใครเขาเอาดอกไม้เจ้าสาวให้ผู้ชายกันเล่า ถึงกระนั้นด้วยความอายต่อสายตาของเหล่าบรรดาไทยมุงทั้งหลายเฌอมาวีร์จึงยัดดอกไม้ใส่มือเขาทันทีก่อนจะรีบลุกเดินหลบสายตาของแขกในงานออกไปยืนอยู่อีกมุม โดยไมทันได้มองหน้าชายนิรนามผู้นั้นด้วยซ้ำ แต่แล้วทุกอย่างก็ไม่เป็นดังที่เธอคิดไว้ การหลบเข้ามาในมุมมืดของเธอนั่นไม่รอดพ้นสายตาของใครบางคนอยู่ดี

                ท่ามกลางความมืดท้ายห้องจัดเลี้ยง แม้จะมองไม่เห็นใครชัดเจนมากนักแต่ก็ยังพอเห็นว่าในงานมีกิจกรรมอะไรต่อบ้าง เฌอมาวีร์นึกขอบคุณผู้ชายคนนั้นอยู่ในใจ เขาคงโดยไทยมุงต่อจากเธอ ป่านนี้ทุกคนในงานคงลืมเธอไปแล้ว ส่วนรุ่นพี่สาวก็คงทำหน้าที่ของเจ้าสาวสาวต่อไป เปรมนดาอาจจะไม่ทันเห็นด้วยซ้ำว่าเธอรับช่อดอกลิลลี่หรือดอกไม้เจ้าสาวของเจ้าหล่อนได้ เพราะบรรดาแขกหรื่อในงานต่างมุงดูเธอจนเป็นกำแพงหนา

                คุณใช่ไหม หลบมาอยู่นี่เอง มืดเชียว ออกไปหาแสงสว่างหน่อยไหม

                เฌอมาวีร์จำเสียงเขาได้ แต่มองเห็นหน้าค่าตาของผู้ชายที่รับหน้าแทนเธอไว้ไม่ชัด

                ไม่ดีกว่าค่ะฉันไม่ชอบให้ใครมอง ฉันกับจะกลับห้องไปพักแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะเรื่องที่คุณช่วยฉัน

                ผมไม่ได้ช่วยคุณ คุณต่างหากล่ะที่ยัดดอกไม้เจ้าสาวใส่มือผม ผมก็เลยกลายเป็นผู้ชายที่ได้ดอกไม้เจ้าสาวไปโดยปริยาย

                ‘จริงด้วย ขอโทษนะคะ' เฌอมาวีร์ก้มหน้ายอมรับผิด

                ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเอาดอกไม้เจ้าสาวมาคืนคุณ ดอกไม้ช่อนี้เลือกให้คุณเป็นเจ้าของนะ คุณควรจะรับมันไว้ เผื่อว่าวันนึง คุณจะได้เป็นคนที่โชคดีเหมือนเจ้าสาวในวันนี้ชายหนุ่มส่งดอกไม้ให้คนตัวเล็ก

                เฌอมาวีร์รับช่อดอกลิลลี่สีขาวเอาไว้ในมือ ถึงแม้ว่าเธอจะมีโอกาสได้รับดอกไม้ช่อนี้ แต่เธออาจจะไม่ได้เป็นเจ้าสาวอย่างเปรมนดา เพราะแม้แต่ชายตาแลใครเธอยังไม่เคยคิด สิ่งที่เธอคาดหวังคือความสำเร็จทางการศึกษาที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่นาน

                ผู้หญิงที่โชคดีอีกคนรองจากเจ้าสาวในคืนนี้คือคุณ ผมขอให้คุณเจอรักแท้นะครับ หวังว่าเราจะได้พบกันอีก

                'ผมไม่เคยเชื่อเรื่องความบังเอิญ เพราะทุกอย่างมันคือความตั้งใจ'

                ชายหนุ่มนิรนามเดินกลับเข้าไปในบรรดาผู้คนที่ถูกเชิญมางานอีกครั้ง เฌอมาวีร์พินิจมองช่อดอกลิลลี่สีขาว นึกเสียดายไม่ได้ที่ลืมถามชื่อเขา หนำซ้ำชายหนุ่มยังยืนหลังหลังให้ไฟจนเธอเห็นหน้าเขาไม่ชัดมากนัก แต่ก็พอจำเค้าโครงของใบหน้าได้ เอาเถอะ ถ้าเขาตั้งใจมอบดอกไม้เจ้าสาวกลับคืนมาให้เธอ เฌอมาวีร์เชื่อว่าพรหมลิขิตอาจจะพาให้เธอกลับมาพบกับเขาอีก ถึงกระนั้นทุกอย่างก็เป็นแค่ความเชื่อเธอไม่ควรคาดหวังกับอะไรที่เป็นไปไม่ได้ สิ่งที่เป็นไปได้คือความสำเร็จทางการศึกษาที่กำลังรอเธออยู่ หญิงสาวเดินออกจากงานเลี้ยงไปโดยไม่คิดจะตามหาชายผู้นั้นต่อ ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ ส่วนเธอก็เหนื่อยล้ากับงานเลี้ยงจนเดินลากขาในงานต่อไปไม่ไหว การกลับห้องพักคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนั้น

                

           รอยยิ้มที่ผุดขึ้นบนใบหน้าหวานทำให้ภีมวัฒน์อดสงสัยไม่ได้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ ตอนตื่นนอนสิ่งแรกที่เขาคิดคือการทำอะไรสักอย่างให้เฌอมาวีร์ได้หวนนึกถึงเหตุการณ์ในงานแต่งงานวันนั้น จนพลันนึกถึงช่อดอกลิลลี่ซึ่งเปรมดาเลือกใช้เป็นดอกไม้เจ้าสาว ถึงจะผ่านมานานหลายปี แต่เขาเชื่อว่าเธอต้องจำเหตุการณ์วันนั้นได้ขึ้นใจ แม้ว่าเขาจะจงใจให้คนตัวเล็กเห็นใบหน้าไม่ชัดเจนก็เถอะ  ในเมื่อเวลาของเขามีไม่มาก วิธีนี้อาจจะทำให้เฌอมาวีร์คิดถึงเขาขึ้นมาอีกครั้ง หวังว่าเขาคงไม่กลายเป็นความทรงจำที่ถูกลืมของเธอ

            “ไปทานอะไรก่อนเถอะ แดดจ้าๆถ้าไม่ทานอะไรรองท้องไป เดี๋ยวจะเป็นลมเอา”ภีมวัฒน์ดึงข้อมือของเฌอมาวีร์ใหัเดินตามไปที่ห้องทานอาหาร

   กลิ่นขนมปังปิ้งทาเนยโชยแตะจมูกของเธอ เฌอมาวีร์เหลือบไปมองเสี้ยวหน้าของชายหนุมเพียงชั่วครู่ เธอเหมือนคนแอบอู้งานแล้วผลักภาระทุกอย่างให้กับเจ้านาย เฌอมาวีร์นิ่งเงียบในความผิดพลาดของตัวเอง จากคนที่พูดจาเจื้อยแจ้วกลายเป็นคนใบ้ที่ลืมพาปากมาทันทีทันใด

“วันนี้คุณไม่ร่าเริงเหมือนทุกวันนะวิว มีอะไรที่ผมควรรู้ก่อนที่เราจะออกไปเที่ยวกันไหม”ภีมวัฒน์ยังคงยืนอยู่ที่เดิม

“ขอโทษนะคะ ฉันตื่นสายเลยทำให้คุณต้องมาเตรียมอาหารเช้าเอง”

อาการรับรู้ความผิดแล้วก้มหน้าเหมือนเด็กของเฌอมาวีร์อยู่ในสายตาของเจ้านายหนุ่มตลอด เขาไม่ได้ถือโทษโกรธเธอ มีแต่จะเอ็นดูมากขึ้นในทุกๆวัน ยิ่งมีเวลาอยู่ด้วยกันตามลำพัง เฌอมาวีร์ยิ่งเผยพฤติกรรมส่วนตัวมากกว่าเดิม ทำให้เขารู้จักเธอมากขึ้นเช่นกัน

“ผมบอกว่าให้คุณมาเป็นเพื่อน คุณก็ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกน้องผมตลอดเวลาก็ได้ เป็นเพื่อนคอยดูแลกันก็ดีนะ ผมจะได้อุ่นใจ”

“พูดให้ฉันหายรู้สึกผิดรึเปล่าคะ ฉันเป็นตัวโชคร้ายทำให้คุณต้องเหนื่อยตลอด แถมเจ็บตัวเพราะฉันอีก”

“ผมเต็มใจและตั้งใจดูแลคุณ คุณดูแลผม ไปเที่ยวกับผม ทำอาหารให้ผมก็พอแล้ว ยิ้มได้เเล้วนะ ผมไม่ชอบให้คุณหดหู่แบบนี้”รอยยิ้มเล็กๆผุดขึ้นตรงมุมปากของภีมวัฒน์

“ถ้างั้นจะกรุณาฉันหน่อยได้ไหมคะบอส”เสียงเล็กเริ่มกลับมาสดใสอีกครั้ง

“ครับ เชิญคุณสั่งผมได้ตามสบายครับ ตั้งแต่วันนี่คุณอยู่ในสถานะเพื่อนของผม ไม่ใช่ลูกน้อง ถ้าคุณเรียกผมว่าบอสอีก ผมจะทำโทษ”ภีมวัฒน์เดินไปหยิบจานขนมปังปิ้งทาเนยมาให้หญิงสาว

“ตกลงค่ะคุณภีม ฉันขอน้ำหวานสักแก้วนะคะ แทนกาแฟดำของคุณ”

กลิ่นกาแฟที่อบอวลอยู่ทั่วห้องทำให้เฌอมาวีร์แทบไม่ต้องเดาเลยว่าเช้านี้นอกจากขนมปังปิ้งทาเนยที่เขาเตรียมไว้แล้วยังมีกาแฟร้อนๆที่ส่งกลิ่มหอมชวนรับประทาน สำหรับภีมวัฒน์กลิ่นกาแฟในวันนี้คงเป็นเรื่องที่ปกติ  แต่สำหรับเธอแล้วมันกลับชวนเวียนหัวและอาเจียน คงเป็นเพราะอาการนอนน้อยของเธอจึงส่งผลที่ทุกอย่างๆรอบตัวพาลไม่สดใสไปด้วย

“รู้ด้วยว่าผมเตรียมกาแฟไว้”

“ฉันได้กลิ่น แต่มันชวนอาเจียนมากกว่าชวนดื่ม ฉันขอโทษนะคะ คงเป็นเพราะเมื่อคืนฉันนอนไม่ค่อยหลับ อารมณ์เลยหม่นๆไปด้วย”เฌอมาวีร์พูดน้ำเสียงเหนื่อยๆ

ภีมวัฒน์รู้สาเหตุการนอนไม่กลับของคนตัวเล็กว่ามาจากเขา เหตุการณ์เมื่อคืนถ้าเขาเป็นเธอก็คงนอนไม่หลับเช่นกัน บางทีเขาอาจจะแสดงออกกับเธอเร็วเกินไป จนเธอวางตัวไม่ถูก

“เดี๋ยวผมหาน้ำหวานเย็นๆให้นะ คุณจะได้สดชื่นขึ้น”

“ขอบคุณค่ะ”

น้ำหวานสีแดงสดถูกเสิร์ฟลงบนโต๊ะ เฌอมาวีร์ทานขนมปังปิ้งแค่เพียงแผ่นเดียว อารมณ์หม่นๆทำให้เธอไม่เจริญอาหารเช่นทุกวัน ความหวานของน้ำหวานทำให้เธอสดชื่นขึ้นมาบ้าง ก่อนหน้านี้เฌอมาวีร์มีอาการหนักอึ้งที่ทายทอยเพราะนอนน้อย อาการนั้นทุเลาลงหลังจากที่มีน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด

“ดีขึ้นไหม ถ้าคุณพะอืดพะอมอยากจะอาเจียนอีก ผมว่าคุณคงท้องแล้วล่ะ”

“ท้องกับลมเหรอคะ แฟนก็ไม่มี เรื่องท้องเอาไว้ทีหลังเลยค่ะ”เฌอมาวีร์พูด เธออารมณ์ดีขึ้น

“มีแรงแล้วไปกันเถอะ เป็นแผนที่ให้แผนด้วยนะ วันนี้เราจะแว้นกันยาวๆ

หญิงสาวพักหน้ารับ วันนี้แพลนของเธอคงเริ่มต้นด้วยการเที่ยวเล่นในสถานที่ใกล้ๆบ้านพักก่อน  แม้ว่าแดดตอนช่วงสิบโมงเช้าจะแรงแค่ไหนแต่เธอก็ไม่หวั่นเกรงแต่อย่างใด หวังว่าครีมกันแดดเอสพีเอฟห้าสิบบวกๆๆๆ จะทำให้เธอรอดพ้นจากเปลวแดดอันร้อนระอุยิ่งกว่ากองเพลิงในระหว่างวัน



ในห้องรับแขกของบ้านพรรณรักษ์ หญิงสาวร่างเล็กในชุดเดรสสีเข้มเป็นทางการกำลังนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด เธอไม่ได้เครียดเพียงแต่กำลังจริงจังกับแฟ้มงานตรงหน้าที่เพิ่งแบกกลับมาจากสำนักพิมพ์ เอกสารกองใหญ่มักจะเรียงรายก่ายกองเท่าภูเขาจนจะทับถมเธอไปทั้งร่างตอนช่วงวันแรกของสัปดาห์ทุกครั้ง ทีแรกที่มาถึงบ้าน ภาริตาคิดว่าจะเอาแฟ้มเอกสารขึ้นไปบนห้องทำงานส่วนตัว แต่สุดท้ายแล้วเธอก็ต้องหิ้วแฟ้มมานั่งจุมปุ๊กลงบนโซฟาในห้องรับแขก เวลาเที่ยงเป็นเวลาของการทานข้าวแต่หญิงสาวกลับหอบงานกลับมาทำต่อ ช่วงบ่ายเธอมีแผนว่าจะออกไปซื้อของใช้ส่วนตัวนอกบ้านตามปกติ ส่วนแฟ้มงานกองใหญ่คงต้องเก้อต่อไปอีกสักพัก

“สวัสดีครับคุณพาย ไม่คิดว่าจะมาเห็นคุณในสภาพที่ยุ่งหัวฟูขนาดนี้”น้ำเสียงยียวนกวนประสาทอย่างนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคู่หมายของภาริตา

วริศ รัตนบรรจง นักธุรกิจหนุ่มเนื้อหอมเป็นคู่หมายของภาริตาตั้งแต่วัยเด็ก เขาเก้าท้าวเข้ามาในห้องรับแขกของบ้านตั้งแต่เมื่อไหร่ ภาริตาหารู้ไม่ เธอตั้งหน้าตั้งตาอ่านเอกสารอย่างไม่ลืมหูลืมตา แม้แต่ชายหนุ่มเดินเข้ามาก็ยังมิวายจมอยู่กับเอกสารพวกนั้น วริศเป็นลูกชายเพื่อนรักของมารดา ทั้งสองเป็นคู่หมายกันตั้งแต่เกิด การที่ทั้งเธอและเขาเกิดวันเดียวกันทำให้มารดาของวริศและภาริตาต่างหมายมั่นให้ทั้งคู่แต่งงานกันในอนาคต ด้วยมีความเชื่อว่าภาริตาและวริศอาจจะเป็นคู่กันทั้งสองคนจึงเกิดวันเดียวกัน แม้จะต่างเวลาก็ตาม

“ใครอนุญาตให้นายเข้ามากันห้ะริศ บ้านฉันไม่ได้ต้อนรับคนบ้านะ”ภาริตาสวนกลับชายหนุ่มมาดกวน

“ฉันเป็นคู่หมั้นคู่หมายเธอนะ ต่อให้ฉันค้างที่นี่แม่นิภาก็ไม่ว่าอะไรว่าที่ลูกเขยสุดหล่อคนนี้หรอก”

“มั่นหน้าไปนะพ่อคุณ คู่หมายก็พอเถอะ แหวนก็ยังไม่มี สินสอดก็ยังไม่ได้ อย่ามโนสิคะพ่อวริศ”ภาริตาจีบปากจีบคอ

“อยากได้แหวนก็ไม่บอก พรุ่งนี้พี่จะให้แม่มาขอนะจ๊ะคนดี”ร่างสูงยกแฟ้มเอกสารที่วางอยู่บนโซฟาข้างหญิงสาวออก ก่อนทิ้งตัวลงไปนั่งแทน

“เลิกพูดมากได้ไหมห้ะ งานการไม่ทำหรือไงถึงได้มาเที่ยวเตร่บ้านคนอื่นเขา”ภาริตาสุดทน ใครบอกว่าเขาเป็น Cute boy ภาริคนหนึ่งที่จะเถียงขาดใจ เขามัน Hell Boy ชัดๆ จะมีสักครั้งไหมที่เธอและเขาจะคุยกันดีๆเหมือนคนอื่นๆที่รู้จักกันบ้าง ร่วมทั้งชีวิตที่ภาริตารู้จักกับวริศถ้าไม่ตีกันก็แข่งกัน ชีวิตเธอคงไม่ปกติสุขหากต้องแต่งงานกับเขา

“ก็คนมันว่าง ฉันกะจะมาทานข้าวกับพี่ภีมสักหน่อย ไม่เจอกันตั้งนาน”

“นี่ไม่รู้จริงๆหรือว่าแกล้งไม่รู้กันแน่ พี่ภีมไปพักผ่อนต่างจังหวัด อีกหลายอาทิตย์โน้นกว่าจะกลับ ดังนั้นนายก็กลับไปกินข้าวบ้านตัวเองเลยจ่ะ พอดีฉันไม่ได้หุงข้าวเผื่อนาย”ภาริตาละมือจากแฟ้มเอกสารหันมาต่อปากต่อคำกับชายหนุ่มแทน

“ทะเลาะกันอีกแล้วสองคน ไปทานข้าวกันเถอะจ๊ะ พ่อริศด้วยนะ แม่เตรียมอาหารไว้เผื่อเยอะเเยะ”คุณกรนิภายืนเรียกทั้งสองคนอยู่ที่หน้าห้องรับแขก

“ไงล่ะ เลิกงกเถอะพาย ยังไงต่อไปฉันก็เปย์เธออยู่ดี อยู่กับพี่ไม่มีอดนะจ๊ะ”

ภาริตาถอนหายใจแสดงอาการขัดใจ แต่วริศก็ยังไม่รู่ไม่รู้ไม่ชี้ต่อไป เขาสนุกทุกครั้งที่ได้ก่อกวนเธอ ไม่ใช่ไม่ชอบแต่วริศคิดว่ามันเลยคำว่าชอบมานานจนกลายเป็นความผูกพัน เขากับภาริตารู้จักกันมานานเกินกว่าจะเริ่มชอบพอและรักใคร่กันใหม่เหมือนคู่อื่นๆ วริศรู้แค่ว่าวันใดที่ไม่ได้กวนใจของภาริตา จิตใจของเขาแทบไม่อยู่กับตัว จนต้องหาเวลามาเจอหญิงสาวจนได้ทุกครั้ง แม้จะต้องใช้ข้ออ้างร้อยแปดพันเก้า เขาก็ทำได้อย่างไม่ละอาย


การขี่มอเตอร์ไซด์โต้ลมในช่วงสายแม้อากาศจะไม่ค่อยเป็นใจมากนักแต่กับนับว่าเป็นการเดินทางที่สะดวกสบาย นานแล้วที่เฌอมาวีร์ไม้ได้นั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ ตั้งแต่ย้ายไปเรียนในกรุงเทพ ชีวิตสนุกๆของเด็กต่างจังหวัดก็เริ่มหายไป กรุงเทพไม่ใช่เมืองที่น่าขับรถกินลมชมวินเล่น การจราจรที่ติดขัดกับมลพิษทำให้การใช้ชีวิตต้องระมัดระวังขึ้นเท่าตัว ถนนหนทางในเกาะสมุยมีราบเรียบบ้างขึ้นเนินบ้างปะปนกันไป

รถมอเตอร์ไซด์จอดลงตรงลานจอดรถในรีสอร์ทของของกานต์สิชา แม้ว่าในใจเฌอมาวีร์จะต่อต้านไม่อยากพาเขาออกมาอยู่ในอาณาเขตเจ้าหล่อน แต่สุดท้ายแล้วที่แรกที่ต้องพาชายหนุ่มมากลับต้องเป็นที่รีสอร์ทของกานต์สิชาอยู่ดี

“เป็นอะไรไปล่ะ ทำไมทำหน้ายับยู่ยี่อย่างนั้น”ภีมวัฒนร์ถามไถ่หญิงสาวที่เดินอยู่เคียงข้าง เธอเป็นคนบอกเขาให้ขับรถพามาที่รีสอร์ตของกานต์สิชา แต่กลับทำหน้าไม่พึงพอใจเสีย เอง เขาต่างหากที่ควรจะแสดงกิริยาท่าทางแบบนั้น

“เปล่าค่ะ จะเข้าไปทักทายคุณก้อยก่อนไหมคะ”เฌอมาวีร์ถามเสียงเบา

“ผมโทรบอกก้อยไว้แล้วไม่อยากไปรบกวนการทำงานของเขา ผมแค่มาฝากรถไว้ที่รีสอร์ท ส่วนเราสองคนก็จะไปนั่งเล่นริมหาดกัน”

“คุณอยากเที่ยวแค่ชายหาดเหรอคะ ทีแรกฉันวางแผนเอาไว้ไม่ใช่ที่นี่ แต่บ้านพักต่างอากาศของคุณอยู่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวพอสมควร ถ้าคุณอยากจะไปไหว้พระ อยากจะไปเที่ยวสถานที่ยอดนิยมบนเกาะ ฉันคิดว่าเราต้องแวะพักตามที่พักบนเกาะไปเรื่อยๆ”

“ผมขอพักสงบๆ แบบส่วนตัวสักสองสามวันนะวิว แล้วเราจะออกผจญภัยกัน ตอนนั้นเราคงต้องวานให้ก้อยหารถยนต์ให้สักคัน ไม่ใช่เจ้ามอเตอร์ไซด์ไร้หลังคาที่บังแสงแดดให้คุณไม่ได้ ดูสิ แก้มแดงเป็นลูกตะลึงสุกเชียว”มือหนาหยิกแก้มหญิงสาวด้วยความหมั่นเขี้ยว เผลอลืมตัวไปว่าเขาไม่ได้สนิทกับเธอขนาดที่จะทำแบบเมื่อครู่ได้

“เจ็บนะคุณภีม เดี๋ยวก็แดงกว่าเดิมอีกหรอก”เฌอมาวีร์ลูบแก้มปอยๆ

“เป็นรอยมือจริงๆด้วย จะมีใครกล่าวหาว่าผมทำร้ายร่างกายคุณไหมนะ บอบบางจริงๆ”ใบหน้าค้มเข้มของชายหนุ่มโน้มเข้ามาจนเกือบสัมผัสลมหายใจของคนตัวเล็ก แต่ทันควันเฌอมาวีร์ก็ก้าวเท้าถอยหลังจนเซไปเช่นกัน

“บอบบางที่ไหนกัน ฉันออกจะทนลมทนแดด ไหนจะน้ำท่วม พายุเข้า ฝนถล่ม แผ่นดินไหว ฉันก็ไม่กลัว”เสียงใสเจื้อยเจ้ว

“ใจเย็นๆครับคุณนางฟ้า อีกนิดเดียวจะกลายเป็นภัยพิบัติล้างโลกแล้วครับ”ภีมวัฒน์กระเซ้า

“ทะเลตอนเที่ยง คุณมาผิดเวลานะคะ อากาศประเทศไทยกับอเมริกาต่างมาก ดีไม่ดีคุณจะถูกแดดเผาเอา”สายตาคู่สวยทอดมองไปยังชายหาดที่เห็นอยู่ไกลๆ

“เราไปนั่งที่ศาลาริมหาดตรงนั้นก็ได้ อยู่ใต้ร่มไม้ แดดคงส่องมาไม่ถึงหรอก รีสอร์ทมีบริการเครื่องดื่มกับอาหาร ถ้าคุณหิวผมจะสั่งให้”

         ถ้าหากเธอฟังไม่ผิด คนตัวโตบอกว่าแค่มาฝากรถไว้ที่รีสอร์ท ไม่ทันขาดคำทำไมเขาผิดคำพูดเสียได้ ศาลานั่นอยู่ในอาณาเขตของตรีสอร์ทชัดๆ อาหารและเครื่องดื่มที่เขาจะสั่งก็ของรีสอร์ทอีก แต่เอาเถอะ เธอจะถือว่าเอาบุญสงเคราะห์ให้เขาหลบแดดร้อนๆก็แล้วกัน

ศาลาที่อยู่เหนือหาดทรายสีขาวดูเงียบสงบๆ บนศาลาปูด้วยเสื่อ มีหมอนรองนั่งและโต๊ะขนาดเล็ก สำหรับผู้ที่ชอบมุมเงียบๆในการพักผ่อนหย่อนใจหรืออ่านหนังสือในยามว่าง นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีการวางทริปไว้ในแต่ละวัน ช่วงเวลากลางวันรีสอร์ทจึงดูเงียบเพราะนักท่องเที่ยวพากันออกไปทำกิจกรรมเหมือนเช่นวันแรกที่เฌอมาวีร์และภีมวัฒน์เดินทางมาถึง

การใช้ชีวิตแบบง่ายๆ นั่งตากลมเล่นริมทะเล หายใจทิ้งไปเรื่อยๆ ทำให้เฌอมาวีร์เริ่มลืมเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมาได้สักพัก คงเป็นช่วงเวลาที่เธอเบาสมองที่สุดในรอบวัน ถ้าเอาภาพความทรงจำของเหตุการณ์ที่ขึ้นไปทิ้งลงทะเลได้ เฌอมาวีร์จะจับมันถ่วงน้ำแล้วไม่ให้มันลอยกลับมาเธออีกเลย ภาพยังติดตา เสียงยังติดหู เธอยังจำทุกอย่างได้ราวกับภาพฟูลเอชดี หญิงสาวแทบกระโดดน้ำทะเลให้รู้แล้วรู้รอด เผื่อว่าหัวโผล่พ้นเกลียวคลื่นเธอจะลบล้างภาพของภีมวัฒน์ออกไปได้บ้าง เวลานี้มีเพียงหาดทรายและสองเรา เธอคงทำอะไรไม่ได้มากนอกจากนั้งนิ่งๆเอาหัวโต้ลม ฆ่าเวลาในระหว่างที่ภีมวัฒน์กำลังทำตัวสโลว์เป็นพ่อสล็อตตัวโตใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ท่ามกลางธรรมชาติ สามวันเท่านั้น เฌอมาวีร์จะได้ออกผจญภัยรอบเกาะตามที่ตั้งใจไว้ เธอคงต้องนับเวลารอสินะ รอและรอต่อไป



               

       -ชมพูพิมพ์ใจ-

Thanks !


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 47 ครั้ง

66 ความคิดเห็น