ตอนที่ 6 : บทที่ 5 แย่งห้อง 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3583
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 58 ครั้ง
    12 ส.ค. 61

บุ ษ บั น เ สี่ ย ง ท า ย

-ชมพูพิมพ์ใจ-


บทที่ 5 แย่งห้อง

          เมื่อหนังท้องตึงหนังตาก็เริ่มหย่อน คนตัวเล็กกลับมานั่งที่ห้องนั่งเล่นตามเดิม ปกติเฌอมาวีร์ไม่มีนิสัยนอนกลางวัน เนื่องจากการทำงานติดต่อกันทุกวันจันทร์ถึงศุกร์มีเวลาพักแค่ช่วงเที่ยงของแต่ละวัน ถึงแม้จะอิ่มแค่ไหนเธอก็ไม่สามารถหลับตานอนได้ ต่างจากภีมวัมน์ที่นั่งเอนหลังกับพนักพิงโซฟาแค่ครู่เดียวก็เริ่มตาปรือหาวหวอดๆ น้ำหูน้ำตาไหลจนดวงตาแดงก้ำไปหมด 

                “ง่วงก็นอนสิ มัวนั่งสัปหงกทำไมกัน ระวังนะหัวจะปักพื้นไม่รู้ตัว” 

                “แช่งกันนี่ จะไปนอนได้ยังไง ห้องก็ยังไม่ได้เลือก ข้าวของก็ยังวางกองอยู่ข้างบันไดตรงชั้นสองโน้น”ภีมวัฒน์เสียงงัวเงียเหมือนเด็กไม่มีผิด 

                “ลุกสิคะ ไปดูห้องกัน” 

                ชายหนุ่มยังคงเอนหลังหลับตานิ่งจนเฌอมาวีร์ต้องลุกขึ้นไปดึงแขนยักษ์จอมขี้เซา เธอต้องใช้แรงทั้งลากทั้งดึงคนตัวโตไม่นานชายหนุ่มก็จำต้องยอมลืมตาเดินตามเธอไปแต่โดยดี เห็นตัวเล็กแต่แรงไม่ได้เท่ามดเหมือนตัวนะ เอวบางๆกับร่างสมส่วนกว่าจะได้มานั้นต้องเข้าฟิตเนสเช้าเย็นอยู่ตั้งหลายเดือน แค่ฉุดกระชากลากถูคนๆเดียวคงไม่ใช่เรื่องยาก 

                “หลับหูหลับตาเดินเดี๋ยวก็กลิ้งตุ้บๆลงไปนอนวัดพื้นหรอก ง่วงเหรอเมากันแน่คะ” 

                “ง่วงสิ เมาที่ไหนกัน ถึงยังเนี่ย” 

                “ถึงแล้ว ลืมตามองบ้างสิคุณ ฉันไม่ใช่หมานำทางคนตาบอดนะ” 

                “ก็นึกว่าใช่”ท่อนแขนหนักๆยังถูกคนตัวเล็กดึงไว้เช่นเดิม 

                ชั้นสองของตัวบ้านมีห้องนอนทั้งหมดสี่ห้อง มองจากสายตาคร่าวๆทุกห้องน่าจะมีห้องน้ำในตัวทั้งหมดหมด เฌอมาวีร์ปล่อยแขนของภีมวัฒน์ลงก่อนเดินไปหยิบกระเป๋าเดินทางใบโตของตนเอง ส่วนภีมวัฒน์ก็เริ่มตาสว่างขึ้นเรื่อยๆ หญิงสาวลากกระเป๋าของตัวเองมาวางลงตรงหน้าห้องนอนซึ่งเธอมองดูรอบๆห้องแล้ว ห้องนอนห้องนี้น่าจะมองเห็นทะเลและวิวธรรมชาติสวยๆของเกาะสมุยมากที่สุด 

                “ฉันเอาห้องนี้ ส่วนคุณจะเอาห้องไหนก็เลือกตามสบายนะคะ”มือบางกำลังยกกระเป๋าเตรียมเข้าห้องแต่ก็ต้องหยุดสองเท้าเอาไว้เพราะเสียงทุ้มๆของเจ้านายหนุ่ม 

                “แต่ผมจะเอาห้องนี้ คุณต้องไปนอนห้องอื่น” 

                “ไม่ฉันจะเอาห้องนี้ คุณเป็นผู้ชายต้องเสียสละให้ผู้หญิงสิ”สายตาทั้งคู่ฟาดฟัดกันไม่ลดละราวกับเด็กแย่งของเล่น 

                “คุณเป็นลูกน้องก็ต้องยอมเจ้านายสิ” 

                “ลูกน้องวีไอพีค่ะเจ้านาย ถ้าคุณไม่ยอมให้ฉันนอนห้องนี้ ฉันจะกลับ กลับตอนนี้และเดี๋ยวนี้ คิดดูดีๆนะคะบอส อยู่คนเดียว เที่ยวคนเดียว ไหนจะเรื่องคุณก้อยอีก ถ้าโดนง่าบคาบไปกินขึ้นมา ลูกน้องคนนี้ช่วยอะไรบอสไม่ได้นะคะ”นัยน์ตาสวยแพรวพราว เธอถือไพ่เหนือกว่าเขา การเป็นลูกน้องไม่จำเป็นว่าต้องอยู่ใต้อาณัติของเจ้านายเสมอไป   

               “ใจร้าย ยอมก็ยอม กลัวเหงาหรอกนะ”ภีมวัมน์สีหน้าหงอยยิ้มไม่ออก อยากจะบอกเธอว่าที่ยอมน่ะ ไม่ใช่เพรากลัวเหงาเพียงอย่างเดียว เขากลัวว่าเธอจะหนีไปอีก แล้วคราวนี้เธออาจจะไม่อยู่ใกล้ๆเขาเหมือนที่ผ่านมา ความกลัวเริ่มครอบงำจิตใจของเขาทีละนิด 

                “ดีคะ ฝันดีนะคะบอส ฉันขอตัวไปอาบน้ำให้สบายตัวก่อน” 

                “ยอมเพราะรักหรอกนะ”น้ำเสียงเบาๆแทบจะเป็นเสียงกระซิบกับอากาศของภีมวัฒน์ทำให้เฌอมาวร์ชะงักฝีเท้าหันกลับมามองเขา 

                “คุณพูดว่าอะไรนะคะคุณภีม ฉันฟังไม่ถนัด หรือว่า แอบนินทาฉัน” 

                “เปล่า ผมแค่จะบอกว่าพักผ่อนให้สบายนะ ไม่กวนล่ะ แล้วผมจะรอทานมื้อเย็น” 

                “ค่ะบอส พูดจาดีๆแบบนี้ ฉันจะทำเมนูพิเศษให้นะคะ” 

                “เปลี่ยนเป็นมาฟังเสียงคลื่น นอนดูดาวริมระเบียงห้องคุณได้ไหม คงจะดีกว่าอาหารพิเศษของคุณเป็นไหนๆ 

                “ไว้จะพิจารณานะคะ ตอนนี้ฉันไม่ได้ไว้ใจคุณขนาดนั้น”นัยน์ตาสวยแน่นิ่ง มีแววจริงจังอยู่ในที 

                “ถ้าคุณไว้ใจผมเมื่อไหร่ กรุณาบอกผมด้วยนะครับ หวังว่าตอนนั้นเราคงไม่กลับจากที่นี่ไปเสียก่อน เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น ผมคงอดนั่งดูดาวริมระเบียงกับคุณ” 

                “แล้วเจอกันนะคะ พักผ่อนเยอะๆค่ะบอส เรื่องอื่นค่อยว่ากัน” 

                ภีมวัฒน์ยิ้มพลางส่ายหน้าเบาๆ เขาแพ้นัยน์ตาตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นของเฌอมาวีร์ เวลาที่จดจ้องใบหน้าของเธอแล้ว ทุกอย่างที่หนักอึ้งอยู่ในใจก็เบาลงหมด แม้แต่นิสัยเอาแต่ใจที่ตัวเองรับรู้ว่าแก้ไม่หายตั้งแต่ไหนแต่ไรก็ต้องสิโรราบให้กับคนตัวเล็กอย่างไม่ขัดขืน หรือเขาจะต้องยอมเธอไปตลอดชีวิต เธอคงเป็นผู้หญิงอีกคนสินะที่เขาจะยอมโอนอ่อนให้ทุกอย่างนอกเหนือจากมารดาและพี่น้อง 

  

                กรอบรูปสีน้ำตาลขนาดเล็กถูกดึงออกมาจากลิ้นชักที่ถูกปิดตายมานาน นิ้วเรียวสัมผัสรูปถ่ายผ่านกระจกสีใสที่ปิดทับรูปถ่ายเอาไว้ นานแสนนานที่เธอไม่เคยลืมว่ามีเขาอยู่ในหัวใจ กระทั่งทุกวันนี้กานต์สิชาก็ไม่อาจจะรักใครได้อีกนอกจากภีมวัมน์ การเลิกรากันมานานเกือบสิบปีเต็มแม้ว่าเธอจะพยายามคิดกับเขาเหมือนเพื่อนสนิทคนหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ห้ามใจตัวเองไม่ได้เสียที หลังจากกลับจากอเมริกาพร้อมกับการบอกเลิกภีมวัฒน์ด้วยเหตุผลในทางธุรกิจบางอย่างของบิดา ทำให้กานต์สิชาต้องตัดใจจากชายหนุ่มที่เธอรักสุดหัวใจ เธอยังจำวันที่หัวใจของภีมวัฒน์แหลกสลายในวันนั้นได้ดี น้ำตาลูกผู้ชายที่ไม่เคยคิดว่าจะเห็นจากเขา สุดท้ายแล้วมันก็เจ็บปวดเกินกว่าที่เขาจะทนได้ เธอรู้ดีว่าการเป็นรักแรกของใครสักคนมันเป็นเรื่องที่วิเศษ แต่กานต์สิชาก็เลือกที่จะทำลายหัวใจของเขาเพื่อจะรักษาธุรกิจของครอบครัวเอาไว้ เธอจึงทำทุกวิถีทางให้ภีมวัฒน์ให้อภัยในความผิดครั้งนั้น ยิ่งรู้ว่าเขามีบ้านพักต่างอากาศอยู่ที่เกาะสมุย กานต์สิชาจึงอาสาคอยส่งคนไปดูแลที่นั้นให้ แม้ว่าทุกอย่างจะจบลงแค่คำว่าเพื่อน แต่ก็ยังดีกว่าความสัมพันธ์ทุกอย่างขาดวิ่นไม่เหลือชิ้นดี 

                สิบปีก่อน กานต์สิชาขึ้นเครื่องกลับเมืองไทยกะทันหันตามคำสั่งของบิดา เธอถูกจับให้หมั้นหมายกับนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงที่บิดามีแผนว่าจะร่วมลงทุนทางธุรกิจกับชายผู้นั้น เมื่อภีมวัฒน์์รู้เรื่อง ชายหนุ่มเสียใจอย่างหนัก กานต์สิชาจำใจต้องบอกเลิกเขาเพราะการร่วมทุนทางธุรกิจในครั้งนี้จะเป็นใบเบิกทางในแวดวงธุรกิจการโรงแรมของบิดา เธอรู้ดีว่านั้นคือความฝันและความหวังของท่านมาทั้งชีวิต หากต้องเลือก บุตรสาวอย่างเธอก็ต้องเลือกบุพการีมาก่อน ถึงแม้ว่าจะต้องทำร้ายหัวใจของตัวเองและทำลายหัวใจของคนที่เธอรักมากที่สุดก็ตาม เด็กสาวอายุเพียงสิบแปดปีอย่างกานต์สิชามีทางเลือกมากนัก เธอก็เหมือนลูกไก่ในกำมือของบิดา จะบีบก็ตาย จะคลายก็รอด 

                เมื่องานหมั้นจบลงกานต์สิชาก็ตัดสินใจไปเรียนต่อที่อังกฤษพักใหญ่ก่อนจะกลับมาเมืองไทย เธอและคู่หมั้นหนุ่มไม่ได้ติดต่อกันสักครั้ง เพราะทุกอย่างเป็นเรื่องของธุรกิจ ทำให้กานต์สิชาไม่ได้สนอกสนใจชายผู้นั้นมากนัก การกลับมาของเธอทำให้พบกับการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ทำให้เธอหลุดพ้นจากพันธนาการที่ผูกมัดเธอเอาไว้ นักธุรกิจหนุ่มประกาศถอนหมั้นและแต่งงานใหม่สายฟ้าแลบ เขาไม่ติใจโกรธเธอแต่อย่างใด ทุกอย่างจบลงด้วยดี ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปตามทางของตนเอง เขาไปมีครอบครัวที่แสนสุขและยังเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกับบิดาของเธอเช่นเดิม กานต์สิชาเองก็กลายเป็นผู้หญิงที่ไร้พันธะ มีอิสระในการใช้ชีวิตและทำงานมากขึ้น แต่ความรักและความรู้สึกผิดต่อภีมวัฒน์ยังไม่ห่างหายไปจากใจเลยสักครั้ง 

                “ภีมจะกลับมารักก้อยเหมือนเดิมได้ไหม ก้อยยังรอภีมอยู่นะ”น้ำตาหยาดใสไหลออกจาดวงตาอย่างสุดกลั้น ถ้าวันนี้หัวใจของเธอยังเหมือนเดิม แล้วหัวใจของภีมวัฒน์จะยังไม่เปลี่ยนแปลงเหมือนเธอ ความหวังที่เขาจะกลับมารักเธออีกครั้งคงอยู่ไม่ไกล 

         

               อาหารมื้อเย็นผ่านไปได้ด้วยดี เฌอมาวีร์มัวแต่ล้างจานจนลืมไปว่าภีมวัฒน์ยังคงนั่งรออยู่ในห้องนั่งเล่น เมนูพิเศษของเธอนอกจากต้มยำต้มตามที่เขาอยากทานแล้ว ยังมีหมูทอดใบมะกรูดสูตรของมารดาที่ถ่ายทอดฝีมือจากรุ่นสู่รุ่นมาโดยไม่มีขาดตกบกพร่อง จานชามถูกเรียงเก็บอย่างเป็นระเบียบหลังจากที่เธอจัดการล้างและเช็ดเรียบร้อย  

                เสียงกาน้ำเดือดทำให้เฌอมาวีร์ละสายตาจากจานชามหันมาสนใจกาน้ำที่ตนเองต้มเอาไว้สองใบ ดอกคาโมมายด์ที่ฝากแม่บ้านให้จัดการหามาให้พร้อมกับวัตถุดิบในการทำอาหารถูกใส่ลงในกาน้ำเป็นการชำระเศษฝุ่นละลองในครั้งแรกหลังจากนั้นก็เทน้ำทิ้งทันที นอกจากจะเป็นการชำระเศษฝุ่นละอองจากดอกคาโมมาย์แห้งแล้วยังเป็นการกระตุ้นรสและกลิ่นของคาโมมายด์ให้หอมมากขึ้นด้วย เฌอมาวีร์มักดื่มชาชนิดนี้อยู่บ่อยครั้งเพราะนอกจะช่วยให้นอนหลับได้ง่าย ยังช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนซึ่งเป็นปัญหาในการดำเนินชีวิตของเธออยู่เสมอ น้ำร้อนถูกเทใส่ในกาต้มน้ำอีกครั้งในกาที่มีดอกคาโมมายด์อยู่แล้วพลางทิ้งไว้ 1-2 นาที เครื่องดื่มสีใสแกมเหลืองอ่อนถูกเทใส่ถ้วยชาใบเล็กสองใบ ก่อนยกออกไปให้คนจอมเอาแต่ใจที่กำลังรออยู่ 

                “ชาคาโมมายด์ค่ะบอส อ้าว หายไปไหนแล้วล่ะ เพิ่งจะทุ่มกว่าเองหนีไปนอนแล้วเหรอเนี่ย คนเขาอุตส่าห์ชงชามาเซอร์ไพร์ เก้อแล้วยัยวิวเอ้ย”ถ้าเขาแก้นิสัยเอาแต่ใจไม่หาย เธอเองก็แก้นิสัยแสนงอนไม่หายเช่นกัน แต่เท้าเจ้ากรรมก็ไม่ได้ทำตามที่สมองสั่ง เธอควรดื่มชาของตัวเองให้เสร็จแล้วเอาแก้วไปเก็บซะ แต่สุดท้ายแล้วสมองก็แพ้ความตั้งใจของตัวเอง 

                มือบางเคาะประตูเบาก่อนจะเผลอเปิดประตูห้องนอนของชายหนุ่มเข้าไปทั้งที่ไม่ได้ยินเสียงอนุญาตจากเจ้าของห้อง คนตัวเล็กมัวแต่สนใจถ้วยชาในมือเกรงว่าจะหกเลอะเทอะจนชายหนุ่มได้รับอุบัติเหตุก่อนจะได้ลิ้มรสชาติของเครื่องดื่มร้อนๆก่อนนอน 

                “เห้ย คุณ!!!”ภีมวัฒน์ตกใจเมื่อเห็นใบหน้าจิ้มลิ้มของเฌอมาวีร์ ดวงตาสวยเบิกกว้างตกใจสุดขีด 

                “กรี๊ด!!!!”เธอจะเป็นตากุ้งยิงรึเปล่าเนี่ย แผงอกล่ำๆของชายหนุ่มอยู่ตรงหน้าเธอแค่เอื้อม เพราะความไม่ระมัดระวังพรวดพราดเข้ามาแท้ๆทำให้เฌอาวีร์ต้องมาเห็นเขาในสภาพกึ่งเปลือยแบบนี้ โอ้ย ต่อมหื่นของเธอมันเริ่มทำงาน เลือดกำเดาก็พาลจะไหลเอาดื้อๆเสียอย่างนั้น 

                ถ้วยชาที่เฌอมาวีร์คอยระมัดระวังอย่างดีเมื่อครู่ ลอยกระเด็นราดไปบนหน้าอกของภีมวัฒน์อย่างจัง ผ้าขนหนูสีขาวชุ่มไปด้วยน้ำชาจนโชก หยาดน้ำชาสีเหลืองไหลตามชาผ้าหยดลงบนพื้นห้องทางยาวพร้อมกับเสียร้องโอดโอยของภีมวัฒน์ลั่นบ้าน 

                “โอ้ย!!! ร้อนๆ”มือหนาพยายามสลัดผ้าขนหนูออกจาตัวในขณะที่คนตัวเล็กก็ตกใจจนพูดไม่เป็นศัพท์ 

                “อย่าถอดนะๆ ฉันยืนอยู่”มือบางยกขึ้นปิดตาแน่น หารู้ไมว่าเลือดสีสดกำลังไหลออกจากรูจมูกจนน่าใจหาย ภีมวัฒน์ได้สติก่อนเฌอมาวีร์ที่กำลังทำตัวไม่ถูก นอกจากแผงอกของพี่ชายแท้ๆกับบิดาเธอก็ไม่เคยเห็นของใครจังๆประจันหน้าแบบนี้ 

                ภีมวัฒน์วิ่งเข้าห้องน้ำพลางเปิดฝักบัวราดน้ำลงบนผิวกาย โชคดีที่ชาเริ่มอุ่นลงก่อนจะโดนราดลงมาบนตัวเขา คงเป็นเพราะคนตัวเล็กมัวแต่ยุ่งวุ่นวายอยู่ข้างล่าง กว่าจะยกถ้วยชามาให้เขาก็เย็นลงไปกว่าเดิมมาก เป็นบุญแท้ๆเกือบโดนลวกสดแล้วไหมล่ะ ว่าแล้วก็พลันนึกขึ้นได้ว่าทิ้งเฌอมาวีร์ไว้ภายในห้องทั้งที่เจ้าตัวเองก็เลือดกำเดาไหลอาบจมูกเพราะความตกใจที่เจอเขาในสภาพแบบนั้น ในห้องน้ำมีเพียงชุดคลุมเพียงตัวเดียวที่คงปกปิดร่างกายของเขาได้มิดชิดที่สุด ก่อนจะออกไปเผชิญหน้ากับเธออีกครั้ง 

                “วิว คุณเป็นอะไรไหม เปิดตาเร็วผมใส่เสื้อคลุมแล้ว ไม่มีอะไรแล้ว”ร่างเล็กของเฌอมาวีร์ทรุดนั่งลงบนพื้นตกใจสติกระเจิงไปเมื่อไหร่ ตัวเขาเองก็เดาไม่ออก พอเดินออกมาจากห้องน้ำแล้วเจอเธอในสภาพนี้แล้วเขายิ่งใจเสียหนักมากขึ้น เธอคงไม่เคยเห็นใครเปลือยในระยะประชิดจริงๆถึงได้ตัวสั่นเลือดกำเดาพุ่งขนาดนี้ 

                “เลือด เลือดอะไร เลือดใคร หรือเลือดคุณ”ริมฝีปากบางยังมีแรงถามต่ออย่างไร้สติ 

                “มีสติหน่อยวิว เลือดผมที่ไหน นั้นมันเลือดคุณ ต่อมหื่นกำเริบหรือไง เลือดกำเดาพุ่งขนาดนี้”ภีมวัฒน์ประคองคนตัวเล็กลุกจากพื้นห้องก่อนจะพาไปนั่งที่เตียงของเขา 

                “นั่งเฉยๆนะ ห้ามนอนล่ะ เลือดคงจะหยุดไหลแล้ว เดี๋ยวผมไปเอากระดาษทิชชู่มาซับเลือดให้ ดูสิหน้าแดงไปหมดแล้ว” 

                เป็นใครก็ต้องหน้าแดงทั้งนั้นแหละ ร้อนวูบวาบไปทั้งตัวเสียขนาดนั้น หรือว่าต่อมหื่นของเธอจะกำเริบอย่างที่ภีมวัฒน์บอกจริงๆ ไม่นะเธอจะมาตบะแตกตอนที่ยังนั่งห้อยขาอยู่บนคานไม่ได้ 

มือหนาซับเลือดเหนือริมฝีปากของเฌอมาวีร์เบาๆ คนตัวเล็กยังคงนั่งแข็งทื่อตัวตรงเช่นเดิม ไม่มีทีท่าว่าจะขัดขืนแต่อย่างใด คงเพราะยังตกใจกลัวไม่หาย โถแม่สาวน้อยไร้เดียงสา อ่อนหัดเสียจริงแม่คุณเอ้ย 

“เจ็บไหมคะ ขอดูหน่อยได้ไหม”เสียงเล็กพูดอย่างรู้สึกผิด 

“แสบนิดหน่อย ไม่เป็นอะไรมากหรอก เดี๋ยวผมหายาทาเองดีกว่า ขืนเปิดให้คุณดูแล้วเลือดพุ่งรอบสอง คราวนี้คงได้หามส่งโรงพยาบาล” 

“บ้า ฉันแค่ไม่ทันตั้งตัว ใครจะไปรู้ล่ะว่าเปิดประตูมา หน้าก็จะชนกับซิกแพ็กคุณแบบนั้น” 

“ทีหลังก็ระวังหน่อยสิ ผมอนุญาตให้คุณเข้าห้องผมได้โดยไม่ต้องขอ แต่ดูจังหวะดีๆหน่อยก็แล้วกัน เกิดผมแก้ผ้าขึ้นมาคุณจะช็อกคาห้องไปเสียก่อน หรือจะให้ผมรักษาโรคหื่นให้ เอาไหมล่ะ”ใบหน้าคมเข้มโน้มเข้าหาคนตัวเล็ก 

“ไม่ดีกว่าค่ะ บอสไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ฉันไม่มีปัญญาพาบอสไปหาหมอหรอกนะคะ รถก็ไม่มี” 

“ผมก็มีพยาบาลจำเป็นอยู่ตรงหน้าแล้วนี่ไง ถ้าหายตกใจแล้วไปนอนพักนะครับ หวังว่าคืนนี้คุณคงจะฝันดี”มือหนาลูบศีรษะคนตัวเล็กอย่างเอ็นดู 

“ฝันร้ายสิไม่ว่า หลีกค่ะ ฉันจะไปกวาดเศษแล้ว คุณก็ไปใส่เสื้อผ้าได้แล้ว เชิญค่ะ” 

เฌอมาวีร์ดันตัวภีมวัฒน์ออกห่าง กิริยาท่าทางของเขาทำให้เธอมีอาการแปลกๆ ทั้งใจสั่นและวูบวาบขึ้นมาทั่วร่างกายอย่างบอกไม่ถูก ไหนจะความอบอุ่นบางอย่างที่เกิดขึ้นตอนที่เขาลูบศีรษะเธอเบาๆ ตอนนี้เธอควรออกจากห้องนี้ให้เร็วที่สุด เฌอมาวีร์รีบออกจากห้องไปหยิบไม้กวาดในครัวก่อนเดินกลับขึ้นมาห้องภีมวัฒน์อีกครั้งและเก็บกวาดเศษแก้วอย่างรวดเร็ว คืนนี้เธอคงต้องหาที่ปรึกษาเรื่องอาการแปลกๆที่เกิดขึ้นสักหน่อยแล้ว หากปล่อยไว้ให้คาใจเธอคงนอนไม่หลับยันเช้า 

ร่างเล็กพลิกตัวไปมาบนเตียงอย่างเป็นกังวลใจ มือข้างหนึ่งกดสมาร์ทโฟนโทรออกไปหารุ่นพี่หนุ่ม ภาคินคงให้คำตอบที่ค้างคาในใจของเธอได้ เฌอมาวีร์หวังแบบนั้น 

“ไงแม่ชะนีนางฟ้า หายไปหลายวันเลยนะ โดนง่าบเป็นศรีภรรยาของคุณภีมรึยังล่ะ”ปลายสายทักทายหญิงสาวรุ่นน้อง 

“ง่าบเงิบอะไรล่ะเจ้ ที่วิวโทรมาหาเจ้เพราะเรื่องนี้แหละ”เฌอมาวีร์ขยับตัวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง 

“ว่ามาค่ะชะนี คนสวยจะได้รีบนอน หน้าจะได้ผ่องๆใสๆไปหาชาย” 

“วิวว่าคุณภีมแปลกๆ” 

“แปลกยังไงล่ะจ๊ะ หรือเขาลุกขึ้นมาเป็นสาวจ๋าแบบเจ้ ไม่ได้นะ เสียดายของ” 

“เจ้ตลกละ วิวจริงจัง”หากภีมวัฒน์ลุกขึ้นมาแอ๊บแตกจริงๆ วันนั้นดวงอาทิตย์คงจะขึ้นทางทิศตะวันตกแน่ๆ 

“โอเคๆ ว่ามาสิ” 

“เขาทำให้วิวใจสั่น วูบวาบ แปลกๆ”คนตัวเล็กขมวดคิ้วไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเอง สมัยเรียนก็เรียนเอาเป็นเอาตายไม่เคยสนใจหรือชายตาแลใคร ความรู้สึกแบบนั้นจึงขาดหายไปจากใจเฌอมาวีร์ เธออาจจะวูบวาบบางครั้งที่ตื่นกลัวอะไรบางอย่าง และมันก็ไม่ใช่อาการกลัวผู้ชาย 

“เขาไม่ได้ทำ แต่แกใจสั่นเองย่ะ ไปทำอะไรมาล่ะ”เสียงหัวเราะของภาคินทำให้คนตัวเล็กแอบหน้ามุ้ยเล็กน้อย 

“แค่บังเอิญเห็นซิกแพ็ก”เสียงเล็กเอ่ยเบาๆราวกับกลัวว่าใครจะได้ยิน 

“อร๊ายตายแล้วนี่แกจะปล้ำเขาเหรอ หรือเขาจะปล้ำแกห้ะ เล่ามาให้หมดเลยจ่ะชะนี”เสียงของภาคินเริ่มจริงจังมากขึ้น 

“ใครจะปล้ำผู้ชายกันเจ้ ถ้าผู้ชายจะปล้ำจริงน้องเจ้ไม่มานั่งเล่าให้เจ้ฟังแบบนี้หรอก ป่านนี้วิวคงสลบคาเตียงไปแล้ว”ริมฝีปากสวยอมยิ้มบางๆ 

“เล่าซะเห็นภาพเชียวนะ แล้วไง ไม่ปล้ำเขา เขาไม่ปล้ำ แล้วเราไปเห็นซิกแพ็กเขาอีท่าไหนล่ะจ๊ะ” 

“วิวเอาชาไปให้เขา พรวดพราดไม่ทันระวังไปเจอเค้าหลังอาบน้ำเสร็จพอดี เลยตกใจ ถ้วยชาก็ดันลอยกระเด็นไปอาบหน้าอกเขาอีก” 

เสียงหัวเราะของภาคินผ่านปลายสาย ทำให้เฌอมาวีร์เริ่มขำไปกับรุ่นพี่หนุ่มด้วย ตอนนั้นทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เร็วแม้กระทั้งว่าเธอเองก็ไม่รู้ตัวว่าถ้วยชาลอยละลิ่วไปในอากาศตอนไหน รู้ตัวอีกทีน้ำชาร้อนๆก็อาบไปบนแผงอกล่ำๆของเขาแล้ว ส่วนเธอก็ตกใจจนสติแตกไม่ลืมหูลืมตา พูดผิดพูดถูกจนวุ่นวายไปหมด 

“ฉันว่าแกไม่สลบคาห้องเพราะโดนปล้ำหรอกนะ แต่จะช็อกตายเพราะไม่เคยต้องมือชายมากว่า ผู้หญิงอะไร โสดมาทั้งชีวิต แถมเพื่อนๆแกก็มีแต่สาวๆอีก ฉันเดาไม่ออกเลยว่าแกจะตกใจแค่ไหนตอนเห็นแผงอกล่ำๆของคุณภีม” 

“ก็แค่เลือดกำเดาไหล” 

“อุ๊ยชะนีหื่น ถ้าแกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้แล้วไม่วูบวาบ แกก็ตายด้านแล้วแหละวิว แต่ที่แปลกๆน่ะ กับผู้ชายคนอื่นแกไม่ยักจะเป็น ดันมาเป็นกับคุณภีม” 

สิ่งที่ภาคินมพูดเริ่มทำให้เฌอมาวีร์นึกถึงพฤติกรรมของเธอและภีมวัฒน์มากขึ้น แต่ด้วยระยะเวลาเพียงไม่นานเธอคงให้คำตอบตัวเองไม่ได้ในตอนนี้ คงต้องปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินต่อไปจนกว่าสิ่งที่เธอคิดและกำลังสับสนจะกระจ่างชัดไปเอง 

“เจ้ เขาลูบหัววิว”เสียงของเฌอมาวีร์ราบเรียบ 

“อันนี้ฉันว่ามีแค่ตัวแกเองแล้วล่ะวิว ที่จะพิสูจน์ในสิ่งที่แกกำลังคิดได้ ฉันอยู่ที่นี่ อยู่ห่างกับแกตั้งหลายร้อยกิโล จะให้ข้ามน้ำข้ามทะเลไปคอยสังเกตการณ์พฤติกรรมของคุณภีมให้แกก็ไม่ได้ ตอนนี้แกทำได้แค่คอยระวังตัวเองไว้ ขึ้นชื่อว่าผู้ชาย เจ้ไม่อยากให้วิวไว้ใจเขามาก ถ้าเขาเป็นอย่างที่นภัทรเคยบอกวิว เรายังมีวิธีอื่นที่พิสูจน์ได้โดยไม่ต้องเอาพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์ของตัวเองไปเสี่ยง เข้าใจไหม มีอะไรบอกเจ้ ถ้าไม่ไหวเจ้จะเคลียร์กับคุณกรนิภาให้” 

“วิวจะดูแลตัวเอง แล้วก็จะระวังตัวนะเจ้ ขอบคุณนะคะ” 

การสนทนาจบลงเพียงแค่นั้น เฌอมาวีร์วางสายจากภาคินก่อนจะเดินไปปิดไฟและล้มตัวลงนอน วันนี้เธอเหนื่อยกับการเดินทางมามากพอแล้ว หากสายน้ำอุ่นจากฝักบัวเมื่อครู่ไม่สามารถชะล้างภาพของชายหนุ่มที่ติดตาเธอออกไปได้ การหลับตาเข้าสู่ห้วงนิทราคงเป็นทางเดียวที่จะทำให้เธอลืมทุกอย่าง หวังว่าภีมวัฒน์คงไม่ทำตัวเป็นผีมากหลอกหลอนเธอถึงในความฝันหรอกนะ  แต่ก่อนจะฝันเธอควรข่มตาหลับคืนนี้ให้ได้เสียก่อน ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่เธอต้องลืมตาตื่นขึ้นมาเผชิญในวันรุ่งขึ้น 

 
 

 

-ชมพูพิมพ์ใจ-

Thanks!



 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 58 ครั้ง

66 ความคิดเห็น

  1. #46 tom247 (@tom247) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 กันยายน 2561 / 17:29
    ทำไมพาคนที่กำลังจะจีบมาเจอแฟนเก่า งงอยู่นะ
    #46
    0
  2. #14 pofaiwipada (@pofaiwipada) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2561 / 17:17
    กรี้ดดด นิยายน่ารักมากเลยค่าาา หนูเพิ่งเข้ามาอ่าน รวดเดียวหมด รอนะคะ♡♡♡
    #14
    1