ตอนที่ 2 : บทที่ 1 ผู้ชายเอาแต่ใจ 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6059
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 84 ครั้ง
    27 ก.ย. 61

บุ ษ บั น เ สี่ ย ง ท า ย

-ชมพูพิมพ์ใจ-

บทที่1 ผู้ชายเอาแต่ใจ

ประตูห้องทำงานถูกเปิดพรวดเข้ามาอย่างจงใจพร้อมกับร่างเล็กของเฌอมาวีร์ที่เดินไปนั่งแหมะลงโซฟาตัวเล็กของเจ้าของห้อง เสียงถอนลมหายใจเฮือกใหญ่ทำให้ภาคินซึ่งกำลังนั่งทำงานของตนเพลินๆต้องเงยหน้าขึ้นมามองไปยังต้นเสียง 

“เจ้คิน เจ้แอบให้ข้อมูลของวิวกับป้านิภาเหรอ แบบนี้มันละเมิดสิทธิส่วนบุคคลกันนะเจ้”เฌอมาวีร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงคาดคั้น 

“เดี๋ยวๆ แม่ชะนีนางฟ้านอกจากเป็นนักการตลาดแล้ว แกยังเป็นนักหมายอีกเหรอยะ”ชายหนุ่มหัวใจสาวจ๋าสวนกลับทันควัน 

“อย่านอกเรื่อง เจ้แค่ตอบวิวมาก่อนว่าเจ้ให้ข้อมูลของวิวกับป้านิภาใช่ไหม! ตอบ! เดี๋ยวนี้!” 

“ก็ใช่ คุณกรนิภาเขาเอาประวัติแกมากางตรงหน้าฉันแล้วท่านซัดคำถามชุดใหญ่ใส่ฉันเหมือนแกทำนี่แหละ อ้อ แต่ท่านสุภาพกว่าแกเยอะ ว่าแต่เรียกว่าป้านิภานี่ต้องสนิทถึงไหนกันจ๊ะ” 

"ก็ท่านให้เรียก ช่างเหอะเจ้ หลังจากนี้เจ้ต้องช่วยวิวนะ วิวว่ามันแปลกๆ ลูกชายของป้านิภาเขารู้จักวิวได้ยังไง แถมเจาะจงตัววิวไปเป็นไกด์ให้อีก”อารมณ์พลุ่งพล่านเมื่อครู่ดับลงพร้อมกับความสงสัย 

ภาคินเป็นบรรณาธิการของสำนักพิมพ์เดย์ทริปมาหลายปี แต่ก็ไม่มากพอที่จะเคยพบเห็นบุตรชายของคุณกรนิภา แต่หากความจงรักภักดีของเขาจะทำให้รุ่นน้องสาวคนสนิทต้องเดือดร้อน มีเหรอที่ตัวแม่ของสำนักพิมพ์อย่างเขาจะปล่อยให้แม่ชะนีนางฟ้าโดนฉุดกระชากลากถูไปทำภรรยาโดยที่เจ้าตัวไม่ได้เต็มใจ 

“แกกลัวจะโดนลูกชายเจ้าของสำนักพิมพ์ง่าบว่างั้น นี่ใครจ๊ะ เจ้คินแห่งเดย์ทริป เจ้ไม่ปล่อยให้ชะนีนางฟ้าอย่างหล่อนโดนง่าบหรอกย่ะ หล่อนต้องอยู่เป็นสมบัติอันล้ำค่าของสำนักพิมพ์ต่อไป” 

“พูดขนาดนี้ ให้วิวสละวิญญาณเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ให้ที่นี่ด้วยไหมเจ้”เฌอมาวีร์พูดติดตลก เบาใจขึ้นเมื่อได้พูดคุยกับรุ่นพี่คนสนิท แต่เธอเองก็ยังไม่สบายใจกับภารกิจที่เพิ่งตอบตกลงไป หากจะมีอะไรดลใจให้เธอตอบแบบนั้นก็คงเป็นความสงสัยและความอยากรู้อยากเห็นของตัวเธอเอง จะโทษผีสางเทวดาคงไม่ได้ 

 
 

หลังจากที่ลากขาเดินห้างมาสามชั่วโมงเต็ม เฌอมาวีร์ก็กลับถึงคอนโดเกือบสองทุ่ม นอกจากของที่จำเป็นสำหรับการเดินทางไปต่างจังหวัดหลายวันแล้ว ยังมีอาวุธป้องกันตัวเองจากบุคคลแปลกหน้าที่เธอต้องร่วมทาง ไม่ว่าจะเป็นนกหวีดหรือคัตเตอร์ จะเหลือแค่เพียงสติเท่านั้นที่ต้องพึ่งพายามคับขัน เธอจะมีสติมากแค่ไหนถ้าต้องตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงอันตราย อุปกรณ์พวกนั้นคงช่วยอะไรไม่ได้หากเธอไม่มีสัมปชัญญะเพียงพอรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้น  

กระเป๋าเดินทางใบโตถูกยกออกมาจากห้องแต่งตัวทันทีที่เฌอมาวีร์จัดการพับเสื้อผ้าและจัดอุปกรณ์ของใช้ส่วนตัวเเพ็คเป็นส่วนๆเรียบร้อย เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มาร์ทโฟนคู่กายที่ถูกเสียบสายชาร์ตแบตตั้งไว้บนโต๊ะข้างหัวเตียงดังขึ้นต่อเนื่อง ร่างเล็กรีบคว้าโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว ก่อนจะพบว่าเป็นเบอร์แปลกซึ่งไม่เคยบันทึกไว้ในเครื่อง 

“สวัสดีค่ะ”เฌอมาวีร์รับสายอย่างมีมารยาท 

“ขอสายคุณเฌอมาวีร์ครับ ไม่ทราบว่าใช่คนที่ผมกำลังคุยอยู่ด้วยหรือเปล่า”เสียงทุ้มจากปลายสายกล่าว 

“ใช่ค่ะ ดิฉันเฌอมาวีร์ ตอนนี้ดิฉันกำลังคุยอยู่กับใครคะ”น้ำเสียงของเฌอมาวีร์เริ่มเป็นทางการมาขึ้น การติดต่อกับผู้คนมากมายทำให้เธอต้องยึดถือความสุภาพมาเป็นอันดับแรกเพื่อไม่ให้การเจรจาในแต่ละครั้งสิ้นสุดลงพร้อมกับความไม่พึงพอใจ 

“ไม่ต้องเป็นทางการขนาดนั้นก็ได้ครับ ผมภีมวัฒน์ ลูกชายของเจ้านายของคุณไง” 

“คุณภีม! เอ่อคุณภีมวัฒน์ ขอโทษนะคะ ดิฉันไม่ทราบว่าเป็นคุณ”น้ำเสียงของเฌอมาวีร์เริ่มแผ่วลง 

“อย่าเพิ่งเสียความมั่นใจสิครับ ผมแค่จะโทรมาบอกให้คุณเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้ เราจะเดินทางโดยรถยนต์ ฉะนั้นถ้าเมารถก็เตรียมยามาด้วย” 

“ค่ะ ฉะ...ฉัน”เฌอมาวีร์พูดยังไม่ทันจบประโยคปลายสายก็วางไปทันที ไม่รอให้เธอได้ถามไถ่ถึงรายละเอียดของทริปในวันพรุ่ง 

“เสียมารยาทจริงๆ ยังพูดไม่ทันจบ ตัดสายไปเสียละ แล้วจะรู้ไหมเนี่ยว่าไปที่ไหน ไปกี่วัน”เฌอมาวีร์หงุดหงิดได้เพียงครู่เดียวก็ต้องก้มลงมองหน้าจอโทรศัพท์อีกครั้งเพราะเสียงข้อความที่ดังขึ้น 

‘ไม่ต้องแบกของมานะคุณ ทริปแรกของเรา ผมขอใกล้ๆ แค่เยาวราช’ 

“เยาวราช หนีไม่พ้นของกินสิท่า”ริมฝีปากสวยผ่อนลมหายใจยาวๆอย่างโล่งใจ สายตาเหลือบมองไปยังกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ‘แล้วฉันจะไปซื้อของจัดกระเป๋าเดินทางเพื่ออะไรกัน ไอ้เราก็คิดไปไกลว่าจะขึ้นเขาลงห้วย ที่ไหนได้ จบที่เยาวราช เห้อ!’ว่าแล้วเฌอมาวีร์ก็ได้แต่เหลือบสายตามองบนอย่างระอา เธอคิดถูกใช่ไหมที่ยอมรับภารกิจนี้  

 
 

เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นตอนหกโมงเช้าอย่างเช่นทุกวัน เฌอมาวีร์อาบน้ำแต่งตัวเร็วกว่าปกติ เพราะไม่ต้องพิถีพิถันมากนักสำหรับการไปเที่ยว เธอเลือกใส่ชุดเดรสแขนยาวสีฟ้าอ่อนยาวกล่อมเข่ากับรองเท้าผ้าใบคู่โปรดซึ่งสวมใส่สบายและสะดวกในการเดินเท้าระหว่างทริป ใบหน้าสวยถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางเบา ผมยาวสวยถูกผูกเปียสองข้างเรียบร้อย เพราะจุดประสงค์หลักของทริปนี้นอกจากจะเป็นทริปตัวแตกที่เธอนั่งวางแผนเรื่องร้านอาหารเกือบทั้งคืน ยังมีไหว้พระและเที่ยวชมสถานที่สำคัญในเยาวราชด้วย ความทะมัดทะแมงในการเคลื่อนไหวจึงเป็นสิ่งสำคัญ มือสวยยกนาฬิกาข้อมือที่สวมติดตัวตลอดขึ้นมาดูก่อนจะหยิบกระเป๋าสะพายใบเล็กขนาดกระทัดรัดพร้อมกับหิ้วกระเป๋ากล้องมิลเลอร์เลสติดมือออกจากห้องไป การพบผู้ร่วมทริปครั้งแรกคงเป็นเรื่องที่เฌอมาวีร์ตื่นเต้นมากที่สุดในเวลานี้ หวังว่าเขาคงไม่เป็นคุณชายสุดเนี้ยบอย่างที่เธอจินตนาการไว้ 

มือเล็กผลักประตูบานใสของคอนโดออกมาโดยไม่สนใจชายหนุ่มที่ยืนพิงรถตู้รออยู่หน้าตึก สองเท้าชะงักเมื่อได้ยินเสียงทุ้มมาจากทางซ้ายมือของตนเอง 

“คุณ ผมอยู่ทางนี้จะไปไหนล่ะ” 

ภีมวัฒน์ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาวกับกางเกงขาสั้น ร้องเท้าผ้าใบพร้อมลุยเช่นเดียวกันกับเฌอมาวีร์ เขายืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนักจากจุดที่เธอยืน ใบหน้าคมเข้มกับผิวใสสะอาดดูเป็นคนเจ้าสำอาง กับกลิ่นน้ำหอมที่ทำให้เฌอมาวีร์แทบจะกระโจนเข้าใส่และยากที่จะยับยั้งชั่งใจให้ออกห่าง สงสัยเธอคงต้องเว้นระยะห่างกับเขาเป็นกรณีพิเศษแล้วสินะ ก่อนจะควบคุมตัวเองไม่ได้ ท่องไว้กุลสตรีศรีสยาม รักนวลสงวนตัวพองาม อย่าวิ่งตามผู้ชายให้อายใคร แต่งานนี้ผู้ชายหรือเธอกันแน่ที่จะเสียหาย 

“สวัสดีค่ะ คุณคือคุณภีมวัฒน์ใช่ไหมคะ”มือเล็กยกมือไหว้อย่างนอบน้อม 

“ใช่ครับ คุณไม่ต้องเป็นทางการกับผมขนาดนั้นก็ได้ ดูแล้วคุณก็เด็กกว่าผม จะเรียกพี่ภีมผมยังไม่ว่าอะไรคุณเลย” 

ร่างเล็กในชุดไปรเวทสบายๆกับทรงผมน่ารักทำให้เฌอมาวีร์ดูเด็กว่าวัยลงไปเยอะ ทั้งที่ความจริงเธอกำลังอายุย่างเข้ายี่สิบหกปีในอีกไม่กี่เดือน ใบหน้าจิ้มลิ้มยังดูสดใสและร่าเริงอยู่ตลอดเวลาสมกับฉายานางฟ้าที่เธอได้รับ วินาทีนี้เขาคิดว่ามันคุ้มค่ากับการรอพบเธอมาตลอดห้าปี หากภีมวัฒน์รวบร่างเล็กเข้ามากอดได้โดยไม่ต้องกลัวว่าเธอจะหวาดกลัวเขา นั่นเป็นสิ่งแรกที่เขาอยากทำกับเธอให้สมกับความคิดถึงที่ไม่เคยแม้แต่จะส่งถึงเฌอมาวีร์เลยสักครั้ง 

“เกรงว่าจะไม่เหมาะมั้งคะ คุณเป็นลูกชายของเจ้านายฉัน ฉันขออนุญาตเรียกคุณว่าคุณภีมดีกว่าค่ะ” 

“ตามใจคุณเถอะ ถ้างั้นผมเรียกคุณว่าวิว คุณโอเค.ไหม” 

“ค่ะ ฉันโอเค. เรามาว่ากันถึงทริปวันนี้เถอะค่ะ” 

“ไหนคุณลองเสนอมาซิ ว่าคุณจะพาผมไปที่ไหนบ้าง” 

“คุยกันบนรถไหมคะ จะได้ไม่เสียเวลา” 

มือหนาผายออกเล็กน้อยเป็นเชิงเชื้อเชิญให้ขึ้นรถตู้ที่เขายืนพิงอยู่ ประตูบานเลื่อนถูกเปิดออกอัตโนมัติ พร้อมต้อนรับผู้โดยสารสองคนที่ยืนอยู่ภายนอกรถ 

“เชิญครับ” 

เฌอมาวีร์ก้าวขึ้นไปนั่งบนรถอย่างรวดเร็ว เธอตั้งกระเป๋ากล้องถ่ายรูปคั่นกลางระหว่างตนเองกับภีมวัฒน์ไว้ ก่อนที่เธอจะห้ามใจตัวเองไม่ไหวกระโจนเข้าใส่เขา 

“ในฐานะที่คุณทำงานอยู่สำนักพิมพ์นิตยสารการท่องเที่ยว ผมหวังว่าทริปที่คุณวางไว้จะไม่ทำให้ผมผิดหวัง” 

“เดี๋ยวนะคะ ฉันต้องถูกประเมินเรื่องระดับความพึงพอใจด้วยเหรอคะ” 

“ก็ไม่เชิง แค่ทำให้ผมพอใจ เที่ยวอย่างสบายใจ พักผ่อนได้เต็มอิ่ม มันไม่ยากสำหรับคุณหรอกว่าไหม” 

ให้ตายสิ เริ่มออกฤทธิ์ตั้งแต่ล้อเลื่อนแบบนี้เธอจะอดทนกับเขาได้สักกี่น้ำ ริมฝีปากบางเม้มเป็นเส้นตรงสกัดกั้นอารมณ์ไม่พึงพอใจของตนเองไม่ให้แสดงออกมาให้ผู้ร่วมทริปเห็น 

“ค่ะ ขอฉันหายใจครู่หนึ่งนะคะ พอดีว่าอากาศมีมลพิษเยอะ” 

ภีมวัฒน์แอบยิ้มให้กับกิริยาตอบโต้เชิงประชดของหญิงสาว เฌอมาวีร์มักจะแสดงออกชัดเจนอยู่เสมอตามที่ได้ถามไถ่ญาติสนิทซึ่งมีสถานะเป็นสายรหัสของเธอ เขารู้จักเธอมากขึ้นผ่านคำบอกเล่าของ ‘เปรมนดา’ ซึ่งเป็นญาติผู้พี่ ตั้งแต่พบกับเฌอมาวีร์ในงานแต่งงานวันนั้น ภีมวัฒน์ก็ทำทุกวิถีทางให้เธออยู่ในสายตาของเขาตลอด แม้กระทั่งการที่เธอก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเดย์ทริปหลังเรียนจบ 

“ไงคุณ เริ่มเล่าแพลนวันนี้ให้ผมฟังได้รึยัง หรือว่าอากาศยังไม่บริสุทธิ์ ให้ผมเอาสเปรย์ฆ่าเชื้อโรคมาฉีดไล่มลพิษไหม”ใครว่าผู้หญิงจะฝีปากร้ายเป็นอย่างเดียว ผู้ชายอย่างภีมวัฒน์ก็ฝีปากไม่เคยแพ้ผู้หญิง 

‘ปากร้ายใช่ย่อยจริงๆเล๊ย’เฌอมาวีร์ได้เเต่สบถในใจเท่านั้น ไม่ได้เอื้อนเอ่ยให้ชายหนุ่มได้ยินแต่อย่างใด ยิ่งพูดคุยกับเขายิ่งทำให้เธอขุ่นเคืองอารมณ์มากขึ้นเรื่อยๆ                 

“วันนี้ฉันวางทริปกินแหลกไว้ให้คุณ”                 

การท่องเที่ยวเชิงอาหาร หรือ Food tourism เป็นเทรนด์การท่องเที่ยวที่มาแรงในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาและยังคงเป็นที่นิยมจนถึงปัจจุบัน โดยมีอาหารเป็นตัวจูงใจ ดึงดูดนักท่องเที่ยวและมีสื่อโซเชียลเป็นตัวกลางในการเผยแพร่ หากพูดถึงเยาวราชสิ่งแรกที่เฌอมาวีร์นึกถึงคืออาหารนานาชนิด หลากหลายประเภท นอกจากนั้นคงเป็นวัดจีนที่เธอชอบไปไหว้ขอพรบ่อยๆตอนช่วงตรุษจีน เพราะบิดามีเชื้อสายจีนทำให้ตัวของเฌอมาวีร์ซึมซับวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมจีนบางประการมาอยู่ในการดำเนินชีวิตประจำวันด้วย ไม่ว่าจะเป็นความขยัน การประหยัด หรือแม้กระทั่งการรับประทานอาหาร ถึงจะชอบอาหารไทยฝีมือของมารดามากกว่าแต่เธอก็ยอมรับว่าอาหารจีนบางอย่างก็ถูกปากพอควร                 

“ผมเป็นพวกรักสุขภาพ”                 

“รักได้ก็เลิกได้ เลิกสักวันคงไม่ถึงกับเบาหวานขึ้น น้ำตาลพุ่ง ไขมันอุดตัน หรือเส้นเลือดในสมองแตกหรอกนะคะ”                 

เฌอมาวีร์ถอนหายใจอย่างระอา เขารักสุขภาพ แต่ชวนมาเธอเยาวราชเนี่ยนะ ถ้าแบบนี้ทำไมไม่ชวนไปฟิตเนสล่ะ นั่งมองผู้ชายกล้ามโตออกกำลังกายคงเป็นอาหารตาให้อิ่มอกอิ่มใจกว่าเยอะ       

“ถ้าผมเป็นอย่างที่บอก คุณต้องรับผิดชอบนะ”ภีมวัฒน์อยากจะพูดต่อท้ายด้วยประโยคสั้นๆให้คนตัวเล็กได้ยินเสียจริง ‘แต่งงานกับผม คุณจะได้รับผิดชอบผมไปตลอดชีวิตไงวิว’ แต่คงเป็นเพียงประโยคลิเกๆที่ดังก้องอยู่ลึกๆในใจเท่านั้น นัยน์ตาคมเข้มเผลอจ้องมองไปยังหญิงสาวที่กำลังนั่งกดเซ็ตกล้องถ่ายรูปขนาดเล็กเพลินๆ 

“มีอะไรหรือเปล่าคะ จ้องหน้าฉันจนจะเขมือบเข้าไปได้ทั้งตัวแล้วค่ะ”ว่าแล้วเฌอมาวีร์ก็ได้แต่ทำตาเขียวใส่ชายหนุ่มก่อนจะเงยหน้ามองถนนเบื้องหน้าและพบว่าเธอและเขากำลังถึงที่หมายแล้ว  

 
 

สถานที่แรกตามแผนที่เฌอมาวีร์วางไว้คือวัดเล่งเน่ยยี่ หรือวัดมังกรกมลาวาส เป็นวัดจีนที่เฌอมาวีร์ชอบมาขอพรบ่อยๆตั้งแต่ย้ายเข้ามาเรียนในกรุงเทพ ครั้งแรกบิดาของเธอเป็นผู้พามา ครั้งต่อไปของการเดินทางในเมืองหลวงก็ไม่ได้ยากสำหรับเธอ แม้จะไม่ใช่ในส่วนถนนสายหลักของเยาวราชแต่หากเดินลัดเลาะไปตามซอยของถนนอีกฝั่งก็นับว่าถึงที่หมายโดยสมบูรณ์ ก่อนไหว้พระของพรทุกครั้งเฌอมาวีร์ตระหนักเสมอว่าหากปัญหาและอุปสรรคเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทั่วไปในทุกๆวัน วิธีแก้หรือทางออกก็ต้องมีเช่นกัน การขอพรทำให้เธอสบายใจขึ้น แต่ปัญหายังคาราคาซังไม่จบไม่สิ้น ดังนั้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงช่วยได้เพียงรักษาจิตใจไม่ให้ฟุ้งซ่านและมีสติมากขึ้นเท่านั้น หากแต่ตนเองต่างหากที่จะเป็นผู้แก้ไขปัญหาทุกอย่าง 

ทั้งสองคนเริ่มเดินเข้าไปในวัดด้วยท่าทีสงบกว่าเมื่อครู่ การงจากรถทำให้อากาศถ่ายเทสะดวกมากขึ้น กลิ่นน้ำหอมของภีมวัฒน์ก่อนขึ้นรถที่ฟุ้งกระจายในคราแรกเริ่มเบาบางจนเฌอมาวีร์ชินจมูก ทั้งเธอและเขาพกกล้องถ่ายรูปคนละตัว แต่จุดประสงค์ในการถ่ายของแต่ละคนนั้นต่างกัน เฌอมาวีร์ถ่ายเพราะต้องการเก็บข้อมูลและสถานการณ์การท่องเที่ยว ไว้เพื่อเป็นส่วนในการพัฒนาแอพพลิเคชั่น แม้จะอยู่ในช่วงหยุดงานแต่ข้อมูลทุกอย่างก็สำคัญกับโครงการใหม่ที่กำลังดำเนินอยู่ ส่วนตัวของภีมวัฒน์นั้น จุดมุ่งหมายในการถ่ายภาพของเขาคือคนตัวเล็กที่กำลังจดจ่ออยู่กับกล้องของตนในตอนนี้  

“คุณภีมเคยเข้าวัดจีนหรือเปล่าคะ”เฌอมาวีร์ละสายตาจากทัศนียภาพรอบกายก่อนหันมาสนใจร่างสูงที่ยืนอยู่เคียงข้าง 

“ไม่เคยหรอก เคยเข้าแต่วัดไทยที่อเมริกา  แต่ข้างบ้านแม่ผมชอบจ้างแปะยิ้มกับสิงโตมาเชิดบ่อยๆตอนอยู่เมืองไทยนะ ไม่ว่าจะวันเกิด ขึ้นปีใหม่ หรือแม้กระทั้งถูกหวย อาม่าแกจัดเต็มตลอด”ภีมวัฒน์พูดพลางก็นึกยิ้มถึงเหตุการณ์ในวัยเด็ก ข้างบ้านเขาเป็นครอบครัวเศรษฐีจีนค่อนข้างมีหน้ามีตาในสังคม เขามีโอกาสบ่อยครั้งที่เขาจะได้ดูการแสดงเชิดสิงโตเป็นการเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสสำคัญและวันสำคัญต่างๆของคนจีนหรือคนไทยเชื้อสายจีนในละแวกบ้าน 

“อาม่าของฉันก็ชอบดูเชิดสิงโต แต่ไม่ได้จ้างมาเล่นบ่อยขนาดนั้นนะ ท่านเป็นคนประหยัด ถ้าท่านยังอยู่ฉันว่าที่บ้านคงจะครึกครื้นกว่านี้”เฌอมาวีร์ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว 

“คุณคงรักอาม่ามาก รู้หรือเปล่าตอนที่คุณพูดถึงท่านคุณยิ้มออกมาตลอด” 

“ฉันทั้งรักและภูมิใจในตัวท่าน คุณรู้ไหมว่าครอบครัวของท่านกับอากงของฉันเป็นสองครอบครัวที่เดินทางมาจากเมืองจีนด้วยกัน พ่อแม่ของพวกท่านขยันและประหยัดมาก เก็บเล็กผสมน้อยวันละนิดจากการขายกาแฟริมทางในเยาวราชนี่แหละ พอมีเงินเก็บมากๆพวกท่านก็ย้ายไปอยู่ราชบุรี ด้วยความที่สองครอบครัวสนิทกัน ไปไหนไปกันตลอดตั้งแต่รุ่นเหล่ากงเหล่าม่าที่หอบลูกมาไทยพร้อมกัน อา่ากับอากงก็เลยเป็นดองกันในที่สุด หลังจากนั้นท่านก็สร้างธุรกิจของครอบครัวโดยการซื้อพื้นที่ในจังหวัดราชบุรีมาทำสวนมะพร้าว โดยมีป๊าของฉันเป็นรุ่นลูกที่คอยสานกิจการต่อมาจนถึงทุกวันนี้แหละ”  

“ชีวิตของต้นตระกูลของคุณเริ่มต้นที่เยาวราช” 

“ใช่ค่ะ เราไปไหว้พระขอพรเอาฤกษ์ในทริปกินแหลกกันดีกว่า เยาวราชมีอะไรอร่อยๆเยอะ ฉันเริ่มหิวแล้ว” 

เฌอมาวีร์ตัดบทอย่างรวดเร็วเดินนำหน้าชายหนุ่มไปเล็กน้อยก่อนหันมายิ้มให้ อารมณ์เธอดีขึ้น คงเป็นเพราะเรื่องราวของบรรพบุรุษฝั่งบิดาที่ทำให้เธอภาคภูมิใจทุกครั้งเมื่อนึกถึงใบหน้าของหญิงชราที่ตื่นเช้ามาทำข้าวต้มกุ๊ยให้เธอและพี่ชายทานก่อนไปโรงเรียนทุกวันตอนสมัยเรียนอนุบาล 

การไหว้พระขอพรในวัดมังกรกมลาวาศใช้เวลาไม่นานก่อนที่สองหนุ่มสาวจะเดินออกมาตามสายถนนเรื่อยๆเพื่อข้ามไปยังฝั่งเยาวราช ถนนเยาวราชหรือไชน่าทาวน์นับเป็นถนนสายสตรีทฟู้ดชื่อดังสายหนึ่งของกรุงเทพ ผู้คนที่ทำมาหากินประกอบอาชีพอยู่ในย่านนี้มีทั้งคนไทยและคนจีนปะปนกันไป แต่ที่เด่นชัดมาที่สุด ณ ปัจจุบัน คือคนไทยเชื้อสายจีน สองวัฒนธรรมถูกผสมผสานอย่างลงตัว แม้ฝั่งจีนจะชัดมากกว่าแต่ก็ไม่ถือว่าเป็นอุปสรรคในการอยู่ร่วมกันของคนสองเชื้อชาติ 

“หิวรึยังคุณ  ร้านอาหารริมทางที่นี่เยอะเเยะ มีให้คุณเลือกเพียบเลยล่ะ” 

“ตอนแรกผมนึกว่าคนสวยๆอย่างคุณจะ…” 

“จุกจิก เรื่องมาก กินโน้นไม่เอานั้น ไม่ใส่นี้ เอ๊ะอันนี้ดีกว่า อุ๊ยอันนี้แพง สลัดความคิดของคุณทิ้งไปเถอะฉันมันคนธรรมดาที่ไม่รู้จักคำว่าเยอะ” 

เสียงหัวเราะเบาๆของภีมวัฒน์เผลอหลุดออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ มิน่าใครๆถึงอยากอยู่ใกล้นางฟ้าของเขากันนักหนา เฌอมาวีร์เป็นคนอารมณ์ดี ไม่ถือเนื้อ ถือตัวจนน่ารำคาญใจ กินง่ายอยู่ง่ายเหมือนเด็กๆ แต่ทำไมถึงอยู่ตัวคนเดียวมาได้ถึงทุกวันนี้ แม้เขาจะยอมรับว่าเป็นคนให้เปรมนดาพาเธอมาสมัครงานที่เดย์ทริปเมื่อหลายปีก่อน แต่ภีมวัฒน์ก็ไม่ได้ขัดขวางการมีความรักของเธอแต่อย่างใด แต่ก็นับว่าเป็นข้อดีที่เธอใจแข็งยอมนั่งห้อยขาบนคานแทนที่จะเลือกมีใครสักคนก่อนเขากลับมา 

“ก็ไม่ขนาดนั้นไหมล่ะ ถ้ามีครบทุกอย่างที่คุณพูด ผมว่ามนุษย์ป้าดีๆนี่เอง” 

“ดีจังรู้จักคำว่ามนุษย์ป้าด้วย ฉันนึกว่าต้องสอนภาษาไทยคุณใหม่ด้วยซ้ำ” 

“ที่โน้นมีชุมชนคนไทย ผมเจอคนไทยบ่อย ใช้ภาษาไทยคุยกันแล้วทำให้หายคิดถึงบ้าน แต่ก็มีบางคำนะที่ผมแปลไม่ได้ ไม่เข้าใจความหมายจริงๆของมัน 

เฌอมาวีร์ยิ้ม สองคนเดินแวะร้านโน้นออกร้านนี้ไปเรื่อยๆจนเย็น อาหารที่เลือกรับประทานเป็นอาหารที่มีทั้งหนักและเบาปะปนกันไป แต่มันคงจะย่อยระหว่างการเดินเท้าไปตามถนนจนทำให้ทั้งสองคนกินต่อได้อย่างสบาย เห็นเธอตัวเล็กๆแต่ก็กินจุไม่เบา เฌอมาวีร์เองก็เป็นคนรักสุขภาพจ๋า อาจจะมากกว่าหรือพอๆกับชายหนุ่มที่เดินเคียงข้างด้วยทั้งวัน แต่วันนี้ทั้งเขาและเธอจะไม่พูดถึงเรื่องน้ำหนัก ไขมัน หรือโรคภัยใดๆทั้งสิ้น เพราะหากมัวแต่กลัวน้ำหนักคงทำให้ทริปกินแหลกกลายเป็นทริปที่หมดสนุกไปทันที 

“คุณภีม คุณรู้ไหมว่าเมื่อสองปีก่อนประเทศไทยถูกจัดอันดับให้อาหารริมทางเป็นที่หนึ่งของโลกด้วยนะ”เฌอมาวีร์เอ่ยขึ้นระหว่างที่กำลังเดินกลับมาขึ้นรถตู้ที่มารอรับ 

“รู้สิ ตอนนั้นเพื่อนๆของผมที่อเมริกาถามเรื่องสตรีทฟู้ดกันใหญ่เลย ผมก็อธิบายถูกบ้างไม่ถูกบ้างเพราะตัวเองก็จากเมืองไทยไปหลายปี คุณสนุกไหมวิว”คำถามต่อท้ายเรียกให้สายตาคู่สวยหันกลับมามองเขาอีกครั้งหลังจากมองทางมาโดยตลอด 

“สนุกค่ะ คำถามนี้ฉันต้องถามคุณมากกว่าค่ะ สนุกไหมคะคุณภีม 

“สนุกเหมือนกัน คงเป็นเพราะมีคุณมาด้วยมั้ง”สายตาของภีมวัฒน์ไวพอที่จะเห็นหญิงสาวที่ถือถุงขนมและอาหารเดินเคียงข้างเขาแอบอมยิ้มเงียบ แล้วปรับสีหน้าเป็นปกติภายในเสี้ยนาที 

“คราวหน้าคุณจะไปที่ไหนก็บอกล่วงหน้านะคะ ฉันจะแพลนทริปไว้ให้ แต่พรุ่งนี้ขอหยุดพักขาหนึ่งวัน” 

ภีมวัฒน์พยักหน้ารับ อย่าว่าแต่เธอที่จะหยุดพักเลย เขาเองเพิ่งถึงประเทศไทยได้สามวัน คงเป็นวันนี้แหละที่เขาจะหลับสนิท ไม่ใช่เพราะเหนื่อยจากการเดินทั้งวันหรืออิ่มจากอาหารจนนอนหลับสบาย แต่เป็นเพราะอิ่มอกอิ่มใจจากความสุขที่คนตัวเล็กมอบให้ต่างหาก เธอทำให้เขาแอบคิดไปไกลถึงวันที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกัน คงดีกว่านี้ถ้าเขาได้ทำความรู้จักกับเฌอมาวีร์มากขึ้น 

       





-ชมพูพิมพ์ใจ-
thanks!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 84 ครั้ง

66 ความคิดเห็น

  1. #13 Z12123 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561 / 12:05
    ชอบจังเลยค้า.. ต่อเร็วๆยาวๆเลยนะค้าา สู้ๆน้า
    #13
    1
  2. #1 sawutdipab (@sawutdipab) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 มกราคม 2561 / 17:09
    สนุกอะ อยากอ่านยาวๆๆๆๆๆเลย
    #1
    1