ตอนที่ 11 : บทที่ 10 ลุยสวนมะพร้าว 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2954
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 75 ครั้ง
    5 พ.ค. 61

บุษบันเสี่ยงทาย 

-ชมพูพิมพ์ใจ-

บทที่ 10 ลุยสวนมะพร้าว


Image result for สวนมะพร้าวสมุย

          เฌอมาวีร์บิดตัวไปมาขับไล่ความเมื่อยล้าอยู่หน้าบ้านพัก  เธอตื่นมาอาบน้ำแต่งตัวแต่งตัวตีห้าครึ่ง ก่อนจะเปิดประตูห้องนอนไปปลุกเจ้านายหนุ่มราวหกโมงกว่า ชายหนุ่มขี้เซาที่ว่าตื่นยากหนักหนาเมื่อวันก่อนกลับแต่งตัวเรียบร้อยนั่งพับเพียบจิ้มจอมือถืออยู่บนเตียงเสียนั่น หญิงสาวในชุดกางเกงยีนส์ขายาวสีเข้มกับเสื้อยืดสีขาวสบายๆสวมทับด้วยแจ็คเก็ตยีนส์สีเดียวกับกางเกงดูทะมัดทะแมงแปลกตาแก่ชายหนุ่ม

“มั่นใจนะว่าจะใส่ชุดนี้ไป”ภีมวัฒน์ถาม

เจ้านายของเธอสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวกับกางกางเกงยีนส์สีดำ หากใส่สูทคลุมอีกนิดภีมวัฒน์สามารถไปคุยธุรกิจต่อได้สบายๆ ต่างจากเธอที่เมื่อถอดแจ็คเก็ตออกก็สามารถลุยได้ทุกที่โดยไม่ต้องกลัวว่าชุดจะเปรอะเปิ้อน

“ชุดนี้สิ คุณแหละจะไปเที่ยวหรือจะไปคุยงานกันแน่ ใส่ทำไมเนี่ยเชิ้ตแขนยาว เสื้อยืดกางเกงขาสั้นไม่มีหรือไง”

“ทีคุณยังใส่ยีนส์ขายาวกับแจ็คเก็ตเลย”ชายหนุ่มเถียง

“ฉันใส่บังแดด เดี๋ยวก็ถอด ส่วนยีนส์น่ะเดี๋ยวก็รู้ว่าทำไมต้องใส่ นี่ดีนะท่อนล่างคุณยังสวมยีน์ ไม่ใส่สแล็คสวมหุ้มส้นไปเลยล่ะ”เฌอมาวีร์เหลือบตามองบนเบาๆ

“ก็ใครจะไปรู้ว่าจะพาไปไหน เจ็ดโมงแล้วเนี่ย ไหนล่ะจะพาไปได้หรือยัง”ภีมวัฒน์ท้วง

“มาพอดีเลย โน้นไงรถที่จะมารับเรา”

สายตาของภีมวัฒน์มองตามปรายนิ้วของหญิงสาว รถกระบะคันเก่ากลางใหม่แล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าประตูรั้วของบ้านพัก พลันสายตาเจ้ากรรมพลันเหลือบไปเห็นเจ้าลิงตัวเล็กนั่งชะเง้อคอรออยู่ท้ายกระบะ ภีมวัฒน์หันไปสบตากับคนตัวเล็กทันควัน

“ตกใจอะไรคะ ลุกสิ แล้วอย่าลืมหิ้วกระเป๋ามาด้วยนะคะ ชักช้าจะให้ไปนั่งกับลิงท้ายกระบะ”

ให้ตายเถอะ นี่แม่นางฟ้าของเขากำลังคิดอะไรอยู่ จะพาเขาไปเที่ยวสวนสัตว์หรือไงกัน เจ้าตัวคงไม่คิดอุตริพาเขาไปนั่งเล่นกินข้าวลิงหรอกนะ ดูสายตาเจ้าจ๊อแล้วช่างไว้ใจไม่ได้เสียจิรง โดนลิงกัดคอขึ้นมาใครจะรับผิดชอบกันเนี่ย ประกันชีวิตที่ทำไว้มีข้อไหนระบุจ่ายค่าลิงกัดตายพร้อมทำฌาปนกิจบ้างนะ โถ ชีวิตหนอชีวิต

“เห้อ หนีผีมาเจอลิงแท้ๆไอ้ภีมเอ้ย”ชายหนุ่มสบถกับตัวเองเบาๆ แต่สองเท้าก็ก้าวตามหญิงสาวไปโดยไม่เกี่ยงงอน

“อย่าบ่นค่ะ รีบเดินมาเลย”เฌอมาวีร์หันมายิ้มน้อยๆ เธอเดินละลิ่วอย่างไม่เกรงกลัวอันใดกับเจ้าลิงตัวเล็กที่นั่งอยู่ท้ายกระบะ

ภีมวัฒน์ขึ้นรถอย่างกล้าๆกลัวๆ เขาเคยนั่งรถที่มีลิงเสียที่ไหนกันล่ะ น้าคนขับรถแอบหัวเราะเบาๆกับอากัปกิริยาของชายหนุ่มที่เหลียวหลัวงมองไปข้างหลังเป็นระยะๆ

“เจ้านิลมันไม่ทะลุกระจกรถเข้ามาหรอกพ่อหนุ่ม นั่งให้สบายเถอะ”น้าชาญหรือนายวิชาญ เจ้าของสวนมะพร้าวที่เฌอมาวีร์ติดต่อของไปเที่ยวที่สวนเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นภีมวัฒน์นั่งไม่เป็นสุข

“ชื่อเจ้านิล น่ารักจังเลยน้า เจ้านายหนูเขาเพิ่งกลับจากต่างประเทศมาค่ะ ไม่ค่อยชินกับลิงเท่าไหร่”เฌอมาวีร์ที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับหันไปพูดกับน้าชาญพลางหัวเราเมื่อเห็นชายหนุ่งนั่งระแวงหน้าระแวงหลังอยู่ที่เบาะหลัง

“อยู่ที่ไหนก็กลัวลิงได้ทั้งนั้นแหละ ลิงมันพูดไม่ได้เหมือนคนนะ จะได้ฟังรู้เรื่องว่ามันต้องการอะไร”ภีมวัฒน์บอก มือหนาของเจ้าตัวจับพนักพิงที่หญิงสาวนั่งไว้แน่น

“ลิงอาจจะฉลาดกว่าคนก็ได้นะคะ ฉันจะคอยดูว่าคุณจะทำอย่างที่เจ้านิลทำได้หรือเปล่า”หญิงสาวยิ้มท้าทาย

“จะบอกได้หรือยังเนี่ยว่าจะพาผมไปไหน”

“พาไปนอนเล่นกับลิงที่สวนมะพร้าวน้าชาญ”เฌอมาวีร์หันไปยิ้มกับน้าชาญ

ดูท่าทีแล้วภีวัฒน์ไม่ได้สนุกไปกับเธอด้วย แต่ในเมื่อมาถึงสมุยทั้งทีก็ต้องพาไปบุกสวนมะพร้าวเสียหน่อย ถึงปัจจุบันนี้การทำสวนมะพร้าวที่เกาะสมุยจะลดน้อยลงจนมีการคาดการณ์ว่าหากไม่แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น อีกหกสิบปีข้างหน้าเกาะสมุยที่เคยได้ชื่อว่าเป็นเกาะที่มีมะพร้าวมากที่สุดในประเทศไทยคงเหลือไว้แค่ประวัติศาสตร์เท่านั้น เพราะคนในพื้นที่ส่วนใหญ่หันมาทำงานด้านการบริการและรับนักท่องเที่ยวแทนการทำเกษตรกรรม

***ต่อ

รถกระบะของน้าชาญหยุดลงตรงหน้าบ้านไม้ยกพื้นสูง ซึ่งเมื่อมองไปรอบๆตัวบ้านแล้ว ห่างไปอีกราวสิบเมตรก็มีบ้านอีกหลังที่ดูใหญ่กว่าหลังที่เธอเห็นอยู่เบื้องหน้า เฌอมาวีร์หันไปหาชายหนุ่มที่นั่งอยู่เบาะหลัง เธอหัวเราะเบาๆกับความหวาดกลัวเจ้านิลของเขา มือหนายังเกากุมเบาะพนักพิงไว้แน่น ก้นแทบไม่ติดเบาะ เหลียวหลังมองลิงตัวเล็กที่นั่งอยู่นอกรถตลอดเวลา

“คุณภีมคะ ลงไหม เจ้านิลไม่ทำอะไรคุณหรอก”เฌอมาวีร์ลงเสียงดึงสติคนตัวโต

หญิงสาวเปิดประตูก้าวลงจากลงพลางมือบางผลักเบาะนั่งข้างคนขับลงแล้วดึงแขนภีมวัฒน์ลงมาจากรถ ส่วนกระเป๋าเดินทางสองใบนั้นน้าชาญได้ยกลงแล้วนำไปวางไว้ใต้ถุนของตัวบ้านก่อนจะเดินกลับมายื่นกุญแจให้เธอ เฌอมาวีร์มองไปรอบตัวแล้วทำให้อดนึกถึงบ้านไม่ได้ บ้านกลางสวนมะพร้าว เหมือนกับบ้านที่พักใจยามเหนื่อยล้าที่เธอจากมา ดวงตาคู่สวยกวาดมองไปทั่วบริเวณ สวนมะพร้าวอยู่ห่างจากบริเวณบ้านไม่มากนัก เดินไม่กี่ก้าวก็ถึงได้โดยไม่ต้องใช้รถราให้เปลืองน้ำมัน การใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายเป็นสเน่ห์อีกอย่างของชาวสวนมะพร้าวซึ่งเธอสัมผัสมันมาทั้งชีวิต

“ตามสบายนะหนู หิวหรือยังล่ะ นี่ก็เพิ่งแปดโมงกว่า สองคนทานข้าวเช้ากันมาหรือยัง”น้าชาญเอ่ยถามแขกทั้งสองคน

“ยังเลยค่ะน้า เราสองคนรีบออกมาจากบ้านพักก็เลยไม่ได้ทานอะไรรองท้องมาเลย”เฌอมาวีร์ตอบ

“ถ้าอย่างนั้นเอาของไปเก็บนะ แล้วเดินไปหาน้าที่บ้านหลังโน้น เดี๋ยวน้าเลี้ยงข้าวเช้า”

“ขอบคุณค่ะ เสร็จแล้วเราสองคนจะตามไปนะคะ”หญิงสาวไหว้เจ้าของสวนผู้อาวุโส ก่อนจะลากเจ้านายหนุ่มขึ้นไปเก็บของบนบ้าน กว่าจะสติสตางค์กลับมาครบเล่นเอาเธอเขย่าแขนเขาจนเมื่อย คนอะไรตัวก็โตกว่าลิงตั้งเยอะ แต่ก็ขวัญหนีดีฝ่อเพราะลิง อายเขาไหมล่ะ

“เห้อ นึกว่าจะต้องพาไปให้พระท่านเรียกขวัญกลับมาเสียแล้ว ลิงตัวเล็กนิดเดียวทำอย่างมันจะฆ่าคุณได้งั้นแหละ”หญิงสาวพ่นลมหายออกเบาๆ

“เรียกขวัญ ใครชื่อขวัญเหรอคุณ แล้วผมไปเกี่ยวข้องอะไรกับเขา ถ้าเรียกเจ้านิลมาขอโทษผม น่าจะเข้าท่ากว่า”ชายหนุ่มตอบด้วยความงุนงง แต่จะว่าเขาผิดที่ไม่รู้จักคำว่าเรียกขวัญก็ไม่ได้ อยู่เมืองนอกมาก็นานพูดไทยรู้เรื่องได้ขนาดนี้ก็นับว่าบุญหนักสำหรับเธอแล้ว

“เรียกขวัญน่ะ หมายถึงพูดปลอบ อะไรทำนองนี้ เรียนภาษาไทยอีกสักรอบก็ดีนะ ฉันคิดว่าน่าจะเข้าท่าเหมือนกัน”

“อ๋อ เข้าใจแล้ว แต่ไม่เรียนใหม่แน่นอน แค่นี้ก็ตีกันมั่วหลายภาษาแล้วคุณ”ภีมวัฒน์คิดตามคำพูดของคนตัวเล็ก

“ฉันประชดค่ะ จริงจังไปได้ ว่าแต่คุณภีม คุณกลัวลิงทำไม”เฌอมาวีร์คิ้วขมวดตั้งคำถาม

“ช่วงๆแรกที่ผมไปเรียนต่อที่อเมริกา ผมเคยไปเที่ยวสวนสัตว์กับเพื่อนตอนวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่ดันโชคร้ายไปเจอเจ้ากอลิล่าตัวโตเผ่าพันธ์ุเดียวกับเจ้านิลมันพลาดหลุดออกจากกรงพอดี ผู้คนวิ่งกระเจิง รวมทั้งผมด้วย ตอนนั้นจำได้ว่าวิ่งไม่ลืมหูลืมตา สะดุดอะไรสักอย่างจนล้มกลิ้งยังไม่รู้สึกเจ็บเลยคุณ หลังจากนั้นก็ฝังใจกับลิงจนทุกวันนี้”

“หลายปีแล้วนะคะ เลิกกลัวได้แล้ว”หญิงสาวเสียงอ่อนลง เจ้าตัวไม่ได้ขบขันกับเรื่องราวที่ภีมวัฒน์เจอแม้แต่น้อย ตอนเธออายุสิบสามแม้จะรู้ความแต่ก็เพิ่งก้าวข้ามผ่านวัยเด็กเข้าสู่วัยรุ่น ยิ่งภีมวัฒน์ต้องไปอยู่ต่างแดนในอายุเพียงเท่านั้นทั้งยังไปเผชิญสิ่งต่างๆด้วยตัวเองเพียงลำพังด้วยแล้ว เขาต้องพบเจอกับอะไรบ้าง เธอคิดหรือคาดเดาไม่ออกว่าถ้าเป็นตนเองจะต้องเข้มแข็งขนาดไหน ไม่ผิดแปลกหากจะมีปมความกลัวที่ฝังลึกอยู่ในใจของเขา

“ก็เหมือนคุณกลัวซิกแพ็กผม”ภีมวัฒน์ยิ้มกริ่ม

“นั้นมันคนละเรื่องกัน รีบเลย คุณนอนห้องโน้น ฉันนอนห้องนี้ เก็บของค่ะ”เฌอมาวีร์พูดพลางลากกระเป๋าเดินทางของตนเองเข้าห้อง ปล่อยให้เจ้านายหนุ่มยืนยิ้มกริ่มหน้าบานเป็นจานเชิงอยู่หน้าห้องนอน

บรรยากาศในบ้านไม้ยกสูงลมพัดผ่านเย็นสบายจนไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศเหมือนอยู่บ้านปูนราคาหลายล้าน หญิงสาวเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้วจึงพกเพียงกระเป๋าใบเล็กหนึ่งใบไว้สำหรับใส่มือถือและเงินเพียงไม่กี่ร้อยบาทพร้อมกับเอากล้องถ่ายรูปขนาดเล็กพกติดตัวออกไปรอชายหนุ่มด้านล่างของตัวบ้าน จะเรียกว่าบ้านก็ไม่ค่อยถูกนักเพราะหากเป็นภาษาต่างจังหวัดจะเรียกบ้านไม้ยกพื้นสูงว่าเรือน เธอคิดว่าเรียกเช่นนั้นคงเหมาะกว่า


ต่อ***

ภีมวัฒน์ค่อยๆก้าวเดินลงจากขั้นบันไดไม้ช้าๆ ความไม่เคยชินกับบันไดไม้ทำให้เขาระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ ต่างจากเฌอมาวีร์ที่แทบกระโดดโลดโผนเป็นลิงมาค่างลงจากบ้าน ไม่มีความเกรงกลัวขั้นบันไดที่ทั้งชันและสูงอย่างเขา

“ค่อยๆเดินนะคะ ระวังก้าวพลาดล่ะ เดี๋ยวศพไม่สวย”หญิงสาวยิ้มกริ่ม ขบขำกับท่าลงบันได้ของเจ้านาย

“อย่าแช่งกันสิ ลองมาเป็นผมไหมครับคุณนางฟ้า”มือหนาเหนี่ยวราวบันไดพลางก้าวลงทีละนิดจนเท้าแตะพื้นจึงได้ถอนหายใจออกมายาวๆอย่างโล่งใจ

“เดี๋ยวก็ชินค่ะ ฉันคงพาคุณหนูมาลำบากก็คราวนี้”เฌอมาวีร์พูดจบก็ลากแขนเจ้านายให้เดินตามไปที่เรือนอีกหลังซึง่อยู๋ห่างกันไม่มาก

ใต้ถุนเรือนของน้าชาญมีแคร่ไม้ไผ่ขนาดใหญ่วางอยู่ เจ้าสุนัขตัวสีน้ำตาลเข้มนอนกระดิกหางอย่างเป็นมิตรต้อนรับเฌอมาวีร์และภีมวัฒน์ คราแรกตัวเธอเองก็แอบหวั่นใจว่ามันจะกระโจนใส่แล้วส่งเสียงเห่าจนลั่นบ้าน แต่กลับคาดการณ์ผิด ภีมวัฒน์เองก็ไม่มีท่าทีเกรงกลัวสุนัขเหมือนกับกลัวเจ้าลิงจ๊อตัวเล็กๆอย่างที่ผ่านมา เธอนั่งแหมะลงบนแคร่ไม้ไผ่พร้อมๆกับเจ้านายหนุ่มที่กวาดสายตาไปมาสำรวจบริเวณบ้าน เฌอมาวีร์ค้นพบว่านอกจากนิสัยเอาแต่ใจที่เจอกันในคราแรกเมื่อหลายวันก่อน ผู้ชายที่นั่งอยู่เคียงข้างเธอยังเป็นคนละเอียดอ่อนไม่ว่าจะเป็นทั้งเรื่องของความรู้สึกและการกระทำ

“มากันแล้วเหรอจ้ะ แม่หนู พ่อหนุ่ม นี่ถ้าตาชาญไม่บอกน้าว่าทั้งสองคนเป็นเจ้านายกับลูกน้องป้าคงคิดว่าเป็นผัวเมียกัน เห็นกระหนุงกระหนิงกันใหญ่เชียว”

เฌอมาวีร์ยิ้มบางเบา หญิงสาวขำไม่ออก ท่าทีของเธอและเขาดูเป็นสามีภรรยากันขนาดนั้นเลยหรือ มิน่ากานต์สิชาถึงทำกิริยาไม่ชอบใจใส่เธอบ่อยครั้งยามที่เธอใกล้ชิดกับภีมวัฒน์  แต่เฌอมาวีร์ก็ระลึกอยู่เสมอ ทั้งยังท่องจนจำขึ้นใจว่าเขาคือเจ้านาย คนที่เธอต้องพึ่งพาบารมีและร่วมงานในอนาคต และเธอเองหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเขาจะไม่ทำตัวเป็นสมภารกินไก่วัดเสียเอง

“ถ้าน้าอยากมองว่าเป็นสามีภรรยากัน ผมก็ไม่ว่าอะไรหรอกครับ ออกจะเห็นด้วยกับสิ่งที่น้าพูดเสียอีก”ภีมวัฒน์ยิ้มพลางหัวเราะชอบใจ ต่างจากหญิงสาวหน้าหวานที่เพิกเฉยในสิ่งที่เขาพูด ทั้งยังไม่มีอารมณ์สนุกร่วมกับเขา เกิดแม่คนตัวเล็กงอนขึ้นมา เขาเองนี่แหละที่จะโชคร้ายยิ่งกว่า

“แม่หนู เจ้านายเขาจีบรู้ตัวหรือเปล่า”น้าสายใจ หญิงสาวร่างท้วมยิ้มอย่างชอบใจ ภีมวัฒน์แสดงออกตรงไปตรงมาจะนางนึกอิจฉาสาวรุ่นลูกที่นั่งหน้างอ ไม่ชอบใจกับกิริยาของเจ้านาย

“รู้ค่ะ  แต่สมภารห้ามกินไก่วัดนะคะ ไม่ดีค่ะ”เฌอมาวีร์พูด

ภีมวัฒน์มองหญิงสาวตาปริบๆ งงกับสำนวนที่คนตัวเล็กเปรียบเปรย สมภารคืออะไร แล้วไก่วัดหมายความว่าอย่างไร ใช่อันเดียวกันกับไก่ย่างห้าดาวหรือเปล่า สงสัยวิวัฒนาการทางภาษาที่เขาเรียนรู้จะอยู่ในระดับที่แย่พอสมควร เอาเป็นว่าบางคำเขาก็รู้เรื่องอยู่บ้าง แต่หากมาเป็นสำนวนหรือศัพท์แปลกๆมา คงต้องใช้เวลาสักพักถึงจะทำความเข้าใจได้เหมือนคนอื่นๆ

แกงส้มยอดมะพร้าวอ่อน ข้าวสวยร้อนๆสองจาน และน้ำมะพร้าวสด เป็นอาหารเช้าเล็กๆน้อยๆที่น้าสายใจกับน้าชาญเลี้ยงต้อนรับเฌอมาวีร์และภีมวัฒน์ในมื้อแรกของวัน กลิ่นของแกงทำให้เธอคิดถึงอาหารฝีมือของมารดา ทุกครั้งที่กลับถึงบ้านมารดามักจะทำแกงส้มยอดมะพร้าวให้ทานเสมอ

“ถ้าไก่วัดมันอร่อย ก็คงคุ้มค่าถ้าสมภารจะกินนะหนู ใช่ไหมพ่อหนุ่ม ว่าแต่สองคนชื่ออะไรกันล่ะ”น้าสายใจอดแซวสองหนุ่มสาวไม่ได้

“ผมชื่อภีมครับ ส่วนนี่วิว”ภีมวัฒน์รีบแนะนำตัวเองและหญิงสาว

“ทานให้อร่อยนะหนูวิว พ่อภีม ถ้าจะเอาเพิ่มก็เดินอ้อมไปหาน้าที่หลังครัวได้เลย ทานเสร็จแล้วจานชามหนูตั้งไว้ตรงนี้นะ เดี๋ยวน้าให้เจ้าแก้วมาเก็บไปล้าง”น้าสายใจพูดแล้วเดินลิ่วไปทางด้านหลังของเรือน ซึ่งเฌฮมาวีร์เดาว่าเป็นครัวที่หญิงร่างท้วมพูดถึง

เฌอมาวีร์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนมือบางจะเริ่มตักข้าวตักแกงทานช้าๆ หญิงสาวนิ่งจนภีมวัฒน์สังเกตเห็นแววตาบางอย่างที่เก็บซ่อนความรู้สึกบางอย่างไว้ ปกปิดไม่ให้ใครได้เห็น แต่เขากับเห็นว่าเธอแสดงความรู้สึกนั้นออกมา

“เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไม่เงียบไป”ชายหนุ่มถาม

“คิดถึงป๊ากับม้า คิดถึงเฮีย คิดถึงบ้าน”เฌอมาวีร์ตอบพลางสบตาเจ้านายหนุ่ม

“แล้วทำไมไม่กลับไปล่ะ”

“งานก็ยุ่ง ป๊าบอกว่าถ้ายังมีสิ่งที่ตัวเองต้องรับผิดชอบก็ทำให้เต็มที่ ไม่ต้องห่วงที่บ้าน ส่วนม้าก็พยายามจะหาแต่สามีให้ฉัน กลับไปทีไรก็ถามเรื่องแฟน เมื่อไหร่จะพามาให้ม้าเจอบ้าง เมื่อไหร่จะแต่งงานบ้าง ลูกชายเพื่อนม้าเก่งนะ ม้าแนะนำให้ไหม สนใจหรือเปล่าวิว ถ้าเป็นคุณ คุณอยากกลับไปไหมคะ”

เฌอมาวีร์ได้รับการเลี้ยงดูแบบผู้ชายตั้งแต่เด็กๆ เธอถูกสอนให้เพิ่งพาตัวเองและเอาตัวรอดอยู่ในสังคม ยิ่งโตขึ้นประสบการณ์ชีวิตที่สั่งสมมาทำให้เธอมีความรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำสูงขึ้นเช่นกัน ในเมื่อเธอมีสิทธิ์เลือก มีสิทธิ์ตัดสินใจกับหลายสิ่งหลายอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เธอก็จะเลือกที่ดีและเหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด

“ถ้าผมเป็นคุณ ผมจะควงแฟนไปหาแม่พร้อมหาฤกษ์แต่งไปให้เลย ท่านจะได้ไม่ต้องลำบากหาคู่มาคลุมถุงชนให้ผม”

“พูดอย่างกับว่าทำง่ายงั้นแหละ ถ้ามันดูราบรื่นอย่างที่คุณพูดฉันคงไม่นั่งห้อยขาแกว่งไปแกว่งมาบนราวคานหรอกนะ”หญิงสาวพูดแต่ริมฝีปากก็ยังทานต่อไปเรื่อยๆ

“พาผมไปไหม โปรไฟล์ดี มีเงินเปย์ แถมเท่ห์อีกด้วย”ภีมวัฒน์ยิ้ม เขากลายเป็นคนขี้โม้เมื่อไหร่กัน

“หลงตัวเอง ลูกปืนป๊ากับพี่ชายฉันแก้โรคนี้ได้นะ ลองไหมล่ะ”

“น่ากลัว แต่ก็สู้ ถ้าคุณกล้าพาผมไปที่บ้าน ผมก็กล้าเอาตัวรับลูกปืนพ่อคุณ”ภีมวัฒน์แววตาจจริงจังต่างกับเฌอมาวีร์ที่หัวเราะเบาๆกับสิ่งที่เขาพูด

“ถ้าวันนั้นมาถึงจริง อย่าวิ่งหลบหลังฉันล่ะ ฉันไม่ช่วยคุณแน่”

“คุณไม่ปล่อยให้ผมตายหรอก รูปหล่อ เลี้ยงง่าย โปรไฟล์นักเรียนนอกอย่างผมหายากนะ ผมตายไปคุณก็นั่งตากลมกับลิงในสวนมะพร้าวก็แล้วกัน”

“บ้า ถึงตอนนั้นฉันคงนั่งทำงานหาเงินเปย์ตัวเองอย่างสบายใจสิไม่ว่า”เฌอมาวีร์เบะปากหมั่นไส้กับความหลงตัวเองของเจ้านายหนุ่ม ถ้าภีมวัฒน์ทำอย่างที่ตัวเองพูดตอนที่กระบอกปืนของบิดาและพี่ชายเธอจ่อหน้าได้ ถึงเวลานั้นเธอคงเชื่อสนิทใจว่าเขาไม่ได้ทำตัวหมาหยอกไก่กับเธอ เพียงแต่ตอนนี้เธอไม่ควรคิดคล้อยตามเขา อย่างไรเสียภีมวัฒน์ก็คือเจ้านาย และไม่อาจเปลียนสถานะเป็นอย่างอื่นได้ตราบใดที่เธอยังทำงานอยู่ในสำนักพิมพ์ของเขา

***ต่อ

          หลังจากทานอาหารเติมพลังเรียบร้อยเฌอมาวีร์และภีมวัฒน์ก็เดินทอดน่องไปตามทางเข้าของสวนมะพร้าว ที่พักของทั้งคู่นั้นอยู่ไม่ไกลจากสวนมาก แดดช่วงเก้าโมงไม่ถือว่าจัดจนทำให้เธอไม่สามารถเดินฝ่ารัศมีของเปลวแดดได้ ภีมวัฒน์ที่เดินถ่ายรูปเล่นไปตามทางเหงื่อไหลชุ่มอาบใบหน้า เสื้อเชิ้ตที่ใส่มาเริ่มชื้นเหงื่อจนเธอเริ่มสังเกตชายหนุ่มมากขึ้น กลัวว่าเขาจะเป็นลมแดดเอาเสียก่อน ลำพังตัวของเฌอมาวีร์เองไม่น่าห่วงมากนักเพราะกระโดดโลดเล่นอยู่ในสวนตั้งแต่เด็กจนโต เพิ่งเข้าเมืองมาหาความเจริญได้ไม่กี่ปี ร่างกายยังมีความคุ้นเคยกับเปลวแดดและความร้อนอบอ้าว แต่เจ้านายของเธอนี่สิ อยู่เมืองนอกเมืองนา อากาศร้อนแบบเมืองไทยนั้นแทบจะโดนผิวกายน้อยมาก แก้มของเขาแดงระเรื่อราวกับลูกตำลึงสุก มองผ่านๆช่างน่าเอ็นดูเหมือนอาตี๋น้อยยามเจอกาศร้อน

“ไงล่ะ ฉันว่าคุณควรเปลี่ยนเสื้อเป็นเสื้อยืดก่อนมาเดินในสวนนะ เปียกเหงื่อโชกเลย”

ภีมวัฒน์ยกมือขึ้นปาดหยาดเหงื่อบนใบหน้าแต่เฌอมาวีร์คว้าแขนของเขาเอาไว้ เธอหยิบผ้าเช็ดหน้าสีหวานออกมาจากกระเป๋าสะพายใบเล็กยื่นให้เขา

“ขอบคุณครับ ผ้าคุณจะเปื้อนเอานะเก็บไว้เถอะ”ภีมวัฒน์เอาผ้าเช็ดหน้าเก็ฐลงใส่กระเป๋าคนตัวเล็ก

“แต่หน้าคุณเหงื่อโชกเลย เอาน้ำมะพร้าวล้างหน้าไหม”หญิงสาวยิ้ม

“ตลกแล้วคุณ มุกนี้ผมตามทันนะ ถึงไม่ได้อยู่เมืองไทยนานแต่ก็พอรู้มาบ้างว่าน้ำมะพร้าวเขาใช่ล้างหน้าศพกัน”ชายหนุ่มยิ้ม ไม่มีความเคืองใจคนตัวเล็กที่ยืนหัวเราะร่าอยู่ข้างๆกาย มือบางยกขึ้นเช็ดเหงื่อบนใบหน้าของภีมวัฒน์ไล้ไปตามกรอบหน้าทีละนิด

“ผ้าเช็ดหน้าฉันไม่เปื้อน มือฉันสะอาดดีล้างมาแล้ว รับรองว่าคุณไม่มีผื่นขึ้นให้ต้องเอาคาลามายด์มาอาบทีหลังแน่นอน”พูดจบเฌอมาวีร์ก็เดินลิ่วมุ่งตรงไปยังสวนมะพร้าวเบื้องหน้า ทิ้งให้ภีมวัฒน์อึ้งกับความอ่อนโยนที่เผลอแสดงออกกับเขาไปโดยไม่รู้ตัว

เฌอมาวีร์ที่เดินนำหน้าคนตัวโตหยุดลงตรงกลุ่มคนงานในสวนที่กำลังคัดเลือกมะพร้าวอยู่กลางสวน หญิงสาวยกกล้องถ่ายรูปขึ้นเก็บภาพอย่างตั้งใจ ภีมวัฒน์ที่เดินคล้อยหลังมาหันซ้ายแลขวาจนชนเข้ากับแผ่นหลังเล็ก หญิงสาวเกือบหัวขมำไปข้างหน้า โชคดีที่มือบางคว้าเหนี่ยวไหล่กำยำของเขาไว้ทันท่วงที เฌอมาวีร์ใจหายวาบ แต่สติก็หวนกลังคืนทันเวลา หากต้องเซล้มลงไป ใบหน้าสวยหวานมีอันต้องฟาดลูกมะพร้าวกองใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าเป็นแน่

“เจ็บตรงไหนหรือเปล่าคุณ”ภีมวัฒน์ถามอย่างร้อนใจเป็นห่วงแม่นางฟ้าคนดี เขาเองก็เดินไม่ดูทางจนเกือบทำให้เธอต้องเจ็บตัว

“ไม่เป็นไรค่ะ แค่ตกใจนิดหน่อยแต่ก็ใจหายวาบเลย”เฌอมาวีร์เหลือบตามองกองมะพร้าว หากไม่ศีรษะฟาดก็ล้มทั้งตัวให้มีจุกกันบ้าง

“ดีแล้ว ออกมาห่างๆเลย น้าๆลุงๆเขาทำงานกันอยู่ เราจะเกะกะเขาเอา”มือหาดึงเเขนเล็กออกมาราวเมตรกว่า

กล้องถ่ายรูปยังทำหน้าที่ของมันไม่ขาดตกบกพร่อง เฌอมาวีร์ไม่ได้อ่อนแอขนาดแค่ตกใจอะไรนิดหน่อยแล้วจะทำอย่างอื่นต่อไปไม่ได้ ร่วมชั่วโมงกว่าที่หญิงสาวเดินสำรวจไปทั่วสวนมะพร้าวเงียบๆ ไม่พูดไม่จากับภีมวัฒน์ซึ่งเดินตามมาห่างๆ ราวกับว่าเธอนั้นกำลังอยู่ในโลกส่วนตัวของตนเองและจดจ่อกับบางสิ่งบางอย่างจนลืมไปว่าไม่ได้เดินอยู่เพียงลำพังแค่คนเดียวอย่างเช่นเคย

“คุณกำลังเก็บรายละเอียดบางอย่างของสวนพร้าวใช่ไหม ผมเห็นร่วมชั่วโมงกว่าแล้วที่คุณจดจ่อกับการเก็บภาพทุกซอกทุกมุมของที่นี่”ภีมวัฒน์เอ่ยขึ้น หญิงสาวตัวเล็กหยุดชะงัก หันมาส่งรอยยิ้มแล้วพยักหน้ารับ

“ฉันกำลังเก็บข้อมูลของที่นี่ ไม่ได้จะเอาไปสร้างผลประโยชน์อะไรให้กับตัวเองหรือกิจการของครอบครัวหรอกนะ แต่ฉันจะทำให้ที่นี่กลับมาสร้างรายได้ให้มากกว่าที่เป็นอยู่”

เฌอมาวีร์เดินไปข้างหน้าแล้วหยุดนั่งลงตรงศาลาไม้กลางสวน ก่อนจะส่งกล้องถ่ายรูปในมือให้กับเจ้านาย ภีมวัฒน์กดเลื่อนดูภาพไปมาในกล้อง ล้วนเห็นแต่มุมสำคัญๆที่ดึงดูดสายตา ชวนให้เป็นจุดสนใจ หากเอาลงนิตยสารคงเป็นคอลัมน์หนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย

“คุณกำลังคิดทำอะไรอยู่เหรอวิว”ชายหนุ่มเลิกคิ้วถาม

“ฉันเป็นหนึ่งในทีมงานฝ่ายการตลาดที่ร่วมพัฒนาแอพพลิเคชั่นเดย์ทริป เร็วๆนี้เดย์ทริปจะเปิดตัวเว็บไซต์ให้คอลัมนิสต์อิสระให้เข้ามามีส่วนร่วมกับการรีวิวแหล่งท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ เป็นการทำให้เดย์ทริปขยายช่องทางการตลาดเพิ่มอีกทาง นอกจากแอพพลิเคชั่น อีบุ๊ค นิตยสารรูปเล่มแล้ว เว็บไซต์จะเป็นรายได้หลักที่เข้าสำนักพิมพ์และทำให้เราสามารถค้นหานักเขียนหน้าใหม่ เทรนด์ใหม่ๆที่เริ่มเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามกระแสโลกาภิวัตน์”เฌอมาวีร์มองหน้าเขาเล็กน้อยก่อนพูดต่อ “การที่ฉันเก็บภาพที่นี่ไว้ก็เพื่อจะเอาไปเขียนลงเว็บไซต์ที่จะเปิดตัวในอีกไม่กี่สัปดาห์ ฉันคุยกับเจ้คินเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่าเราจะหาสถานที่สักที่ ที่กำลังจะหายไปจากสายตาของคนในสังคม ทำให้กลับมาเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่อีกครั้ง ด้วยการทดลองทำรีวิว แล้วร่วมวางแผนปรับปรุงสถานที่ท่องเที่ยวร่วมกับคนในพื้นที่ ซึ่งฉันคิดว่าเราจะร่วมกันทำโครงการนี้เพื่อเป็นการทำ CSR ให้กับคนในสังคม”

“หมายความว่าสวนของน้าชาญคือสถานที่ท่องเที่ยวที่คุณเลือกเพื่อจะพัฒนาให้นักท่องเที่ยวกลับมาสนใจอีกครั้ง”

“ใช่ค่ะ ไม่ใช่แค่พัฒนานะคะ แต่จะหาช่องทางสร้างรายได้เสริมให้กับคนงานในสวนด้วย ข้อมูลที่ฉันได้จากเจ้คินมา ที่นี่เป็นสวนมะพร้าวใหญ่ที่หนึ่งของสมุย อาชีพหลักที่เห็นคือการส่งมะพร้าวขาย ทั้งแปรรูปและไม่ผ่านการแปรรูป แต่ที่ยังไม่มีคืองานฝีมือ คนที่มาลงพื้นที่เก็บข้อมูลคนก่อนบอกว่าที่สวนมุ่งเน้นขายผลผลิตเป็นหลัก ทำให้ยังไม่ได้ประยุกต์ใช้สิ่งที่เหลือจากการแปรรูปได้เต็มที่ และไม่มีผู้รู้เข้ามาสอนวิธีการทำงานฝีมือหรือพวกงานเสริมอื่นๆให้กับรรดาชาวสวน พวกเขาเลยเน้นส่งขายเท่านั้น”

เฌอมาวีร์รับรู้ถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น ณ เวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ หรือการทำคนบนเกาะตัดต้นมะพร้าวเพื่อปรับปรุงทัศนียภาพให้สามารถส้รางที่พักรับรองนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น เพราะเหตุนี้มะพร้าวพันธุ์ดีที่เกาะสมุยจึงกำลังจะหาดูได้ยากในอีกหลายสิบปีข้างหน้า หากแต่จะมีหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่และช่วยพยุงความเป็นอยู่ให่พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้น รับมือกับทั้งสภาพแวดล้อม สภาพเศรษฐกิจที่แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลาได้อย่างเหมาะสม

“ถ้าคุณมีความคิดจะทำโครงการนี้จริงๆ ผมยินดีเซ็นอนุมัติให้ คุณเห็นความเดือดร้อนของคนอื่น แต่ไม่เคยมองผ่าน ในเมื่อคุณมองว่าดี ผมก็เห็นสมควรกับสิ่งที่คุณกับคุณภาคินจะทำ แต่เรื่องนี้ต้องผ่านความเห็นชอบจากหลายฝ่าย เอาเป็นว่ากลับจากพักผ่อน คุณกับทีมงานร่างโครงการเข้าเสนอในที่ประชุม แล้วเราจะมาฟังผลกัน”

ภีมวัฒน์ยิ้มรับ อากาศตอนเที่ยงร้อนอบอ้าวแต่แดดไม่แรงเช่นตอนที่เขาเดินเข้ามาในสวนคราแรก กลุ่มเมฆฝนเริ่มก่อตัวเต็มท้องฟ้าทั้งที่หน้าฝนยังไม่ทันมาถึง ชายหนุ่มเงยหน้ามองท้องฟ้าเหนือยอดต้นมะพร้าวเงียบๆ

“ฉันจะประสานงานกับเฮียให้ติดต่อเพื่อนที่มีความรู้เรื่องานฝีมือเข้ามาช่วยเหลือ อันที่จริงก็อยากจะยื่นโครงการนี้ไปทำร่วมกับภาครัฐด้วยซำ้ แต่ก็คงต้องผ่านการอนุมัติจากผู้บริหารของสำนักพิมพ์ก่อน”

“ผมดีใจที่มีทีมงานคุณภาพเข้ามาช่วยกู้สถานการณ์อย่างพวกคุณ ตอนนั้นแม่ผมเป็นกังวลมาก สื่อสิ่งพิมพ์เริ่มปิดตัวลงหลายที่ ถ้าตอนนั้นสำนักพิมพ์เราไม่สามารถรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เดย์ทริปคงเหลือแค่ชื่อไว้ในความทรงจำดีๆของครอบครัวผม”

เฌอมาวีร์ยิ้ม หญิงสาวเรียนรู้กับการเป็นผู้ให้และผู้รับอยู่เสมอ เป็นผู้รับว่าสุขใจกับสิ่งที่ใครๆต่างมอบให้ โอกาสที่ได้รับจากเดย์ทริปนับวันยิ่งทำให้คุณธรรมและจริยธรรมในการทำธุรกิจของเธอเพิ่มพูลขึ้นทุกวัน จากการได้รับโอกาสดีๆให้เป็นส่วนหนึ่งของสำนักพิมพ์ในวันนั้น ทำให้เธออยากเป็นผู้ให้และสร้างสิ่งดีๆให้เกิดขึ้นกับสังคม ยิ่งมากวันการทำธุรกิจต่างก็ดำเนินไปด้วยผลประโยชน์มากกว่าสร้างประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม คนเห็นแก่ตัวมากขึ้น การเป็นจุดเล็กๆสร้างสิ่งที่ดีให้กับเพื่อนร่วมโลกจึงเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่เป็นแบบอย่างที่ดีให้ผู้คนส่งเสริมและช่วยเหลือกันมากกว่าการเอาเปรียบในสังคมที่พบเห็นอย่างเช่นทุกวันนี้


***เกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆนะจ๊ะ

CSR หรือ Corporate Social Responsibility หมายถึง ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กร ซึ่งคือการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักจริยธรรมและการจัดการที่ดีโดยรับผิดชอบสังคมและสิ่งเเวดล้อมทั้งในระดับไกลและใกล้ อันนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

เมื่อบริษัทได้รับผลกำไรจาการทำธุรกิจ การทำ CSR เป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม หรือคืนกำไรให้สังคมในรูปแบบของการช่วยเหลือหรือสร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคมนั่นเอง





Thanks!

-ชมพูพิมพ์ใจ-



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 75 ครั้ง

66 ความคิดเห็น

  1. #26 chonticha (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 20 เมษายน 2561 / 17:21
    <p style="font-family: Tahoma, Arial, sans-serif; font-style: normal; font-variant: normal; line-height: 17.0000591278076px; font-size: 14px;">นิยายสนุก ชอบมากค่ะ</p><p style="font-family: Tahoma, Arial, sans-serif; font-style: normal; font-variant: normal; line-height: 17.0000591278076px; font-size: 14px;">มาบ่อยๆนะคะ</p><p style="font-family: Tahoma, Arial, sans-serif; font-style: normal; font-variant: normal; line-height: 17.0000591278076px; font-size: 14px;">จะออกเป็นหนังสือ/e-book มั๊ยค่ะ</p><p style="font-family: Tahoma, Arial, sans-serif; font-style: normal; font-variant: normal; line-height: 17.0000591278076px; font-size: 14px;">หยอดกระปุกรอแล้วค่ะ....</p>
    #26
    1
    • #26-1 Pink-Pimjai (@Janenymee) (จากตอนที่ 11)
      20 เมษายน 2561 / 19:42
      ขอบคุณนะคะ ถ้ามีโอกาสก็อาจจะมีรูปเล่มหรือ e- book ค่ะ ไรท์อาจจะหายไปสักหนึ่งสัปดาห์ ตั้งแต่กลางอาทิตย์หน้าเพราะต้องสอบไฟนอล แต่จะรีบกลับมาน้าาาา
      #26-1
  2. #25 sawutdipab (@sawutdipab) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 เมษายน 2561 / 11:37
    รอไปลุยสวนมะพร้าวนะคะ
    #25
    0