คัดลอกลิงก์เเล้ว

[1 Shot] MeatmaniA

โดย Blind Justice

"ซึลกิน่ะ มันหลงเนื้อจนโรคจิตแล้วมั้ง" #PsychoFictionChallenge WenGi ft. JenRene

ยอดวิวรวม

69

ยอดวิวเดือนนี้

2

ยอดวิวรวม


69

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  1 ก.พ. 63 / 11:12 น.
นิยาย [1 Shot] MeatmaniA [1 Shot] MeatmaniA | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
แนะนำตัวละคร / ทักทายผู้อ่าน / เขียนตามใจชอบ พิมพ์ตรงนี้ได้เลย...

เนื้อเรื่อง อัปเดต 1 ก.พ. 63 / 11:12


**Warning**

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านเป็นอย่างสูง เนื้อหามีการพูดถึงฆาตกรรม

.

.

.

.

sds


 


 

‘คังซึลกิ’ คือคนรักที่แม้จะแยกทางกันด้วยเธอต้องย้ายไปอยู่แคนาดาตามพ่อแม่เพราะเรื่องงาน อีกทั้งยังพูดคุยกันน้อยความ ด้วยทั้งคู่ต่างยุ่งกับธุระการเรียนของตนเองหนักมาก แต่เขากลับยืนยันว่าจะรักและรอเธอเสมอไม่เสื่อมคลาย

เวนดี้ตื้นตัน เมื่อเธอต้องกลับมายังประเทศบ้านเกิดและพบว่าซึลกิเป็นอย่างที่ 'ไอรีน' ญาติผู้พี่ ครอบครัวที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของเธอพูดถึงอยู่เสมอ ว่ากับเวนดี้น่ะ ซึลกิรักจนยอมทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เราต้องห่างไกลกันอีกแล้ว เขาทำให้เธอเห็นทั้งการกระทำและคำพูด ทะนุถนอมเธอดีราวกับลูกแก้วที่คล้ายจะร่วงหล่นแตกเป็นเสี่ยง ๆ และยังยืนยันได้จากเพื่อนของทั้งคู่อย่าง 'จอย' กับ 'เยริ' เพื่อนสมัยเรียนของทั้งคู่ ปัจจุบันก็ยังเป็นเพื่อนร่วมครัวขนมหวานคู่กับซึลกิที่ร้านชื่อดังแห่งหนึ่ง และ 'เจนนี่' ผู้เป็นคนรักและพนักงานร้านอาหารระดับภัตตาคารของไอรีน

“แต่ไอ้บ้านี่มันคลั่งเนื้อ” จอยเคยเผาซึลกิให้เธอฟังครั้งหนึ่ง “คลั่งเนื้อแบบสุดมาก สมัยเรียนเคยจับคู่ทำอาหาร Fine Dinning กับมันที ฉันแทบประสาทกับความเป๊ะๆๆๆๆ เนื้อนี้ต้องใช้มีดอันนั้นนะ จะแล่แนวนี้ไม่ได้ ต้องอุณหภูมิเท่านี้ ย่างนานเท่านี้! นี่ขนาดแค่เรียนวันแรกนะ!”

ฟังดูแลเหมือนจะน่ากลัว แต่เรื่องเล่านั้นก็สร้างเสียงหัวเราะให้คนฟังได้ ก็ซึลกิน่ะ มีความฝันอยากเป็นเชฟมาตั้งแต่เด็กแล้วและนั่นทำให้เธอตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นเหมือนเขาด้วยถึงได้เลือกเรียนการทำอาหารตอนอยู่แคนาดา ซึ่งเวนดี้ก็ดีใจที่ได้รู้ว่าแม้ตอนนี้ซึลกิจะผันตัวมาเป็นคนทำขนมแต่ก็ยังอยู่ในแวดวงการเดิม

อีกทั้งเวนดี้จะยิ้มเอ็นดูเสมอทุกครั้งที่เขาแวะมาหายืมพื้นที่ครัวเล็ก ๆ ใช้ทำขนม ซึลกิช่างประณีตและบรรจง สรรค์สร้างขนมเหล่านั้นเพื่อให้เวนดี้ได้ทาน และเวนดี้ก็ชอบมองเขาเวลาตั้งใจทำเช่นนั้น

เมื่อต้องออกมายังนอกคอนโดที่เคยเป็นห้องของไอรีน เวนดี้ไม่รู้จะไปไหนในที่ ๆ เธอห่างหายไปนานแสนนาน จะให้ทำงานเข้าครัวก็ยังไม่พร้อมด้วยสาเหตุหลายอย่าง ซึลกิจึงชวนให้มาทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านกาแฟข้างกันระหว่างรอเขาเลิกงาน "ถ้าเกิดอะไรขึ้น ฉันจะได้ไปช่วยเวนดี้ทันทีไง" พูดอะไรเวอร์ ๆ เสมอ แล้วก็ยิ้มตาปิดเหมือนลูกเสือตัวน้อย

เวนดี้หลงรักเจ้าเสือเด็กของเธอแบบนั้นมาตลอด

ความสงบและความสุขกลับมาเยือนชีวิตเวนดี้อีกครั้งหลังเผชิญเรื่องไม่ชวนระลึกหรือเอ่ยถึง หากเมื่อเวลาล่วงเลยเข้าไปหลายเดือน ความว้าวุ่นกลับมาเยือนแทน ตามมาด้วยความสงสัยและกระวนกระวาย

อย่างแรก ซึลกิเริ่มมาค้างคืนกับเธอที่คอนโดน้อยลง จากเดิมอาทิตย์ละ 4-5 วัน เหลือเพียงอาทิตย์ละ 1-2 วัน เป็นเช่นนี้มาสองเดือนเห็นจะได้ หลัง ๆ เธอต้องโทรขอร้องให้ใครสักคนอย่างไอรีน เจนนี่ จอย หรือเยริมานอนเป็นเพื่อนด้วยซ้ำ ซึ่งเมื่อถามสาเหตุ เจ้าตัวก็ตอบเพียงว่าช่วงนี้งานที่ร้านยุ่งกับการคิดเมนูขนมใหม่กันอยู่ ก็เหมือนจะสบายใจได้เพราะจอยกับเยริต่างยืนยันตามนั้นจริง

อย่างที่สอง ช่วงเดียวกับที่ซึลกิเริ่มมานอนค้างด้วยกันน้อยลง จู่ ๆ ซึลกิก็กลับมาคุยกับเธอเรื่องเนื้อสัตว์ ทั้งชนิดและชิ้นส่วนต่าง ๆ สำหรับนำมาประกอบอาหารมากขึ้น มันคงจะไม่มีอะไรผิดแปลก ด้วยเวนดี้ยังจำวิชาที่เคยเรียนมาได้ จึงแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างลื่นไหล แต่สิ่งที่แปลกนั้นคือซึลกิมักจะพูดถึงด้วยแววตาเป็นประกายชื่นชมจนถึงขั้นลุ่มหลง บรรยายเนื้อชั้นเลิศเสมือนงานศิลปะที่สองมือบรรจงสร้างอย่างอุตสาหะ รวมไปถึงวิธีใช้มีดหลากชนิดกับเนื้อแต่ละส่วน และเอาแต่ตั้งเป้าว่าจะสรรหาเนื้อชั้นดีมาแล่ทำอาหารเพื่อสร้างรสชาติแห่งสวรรค์ขึ้นมา บางครั้งซึลกิออกแนวเพ้อจนเวนดี้เริ่มหมดอารมณ์จะทานอาหารใด ๆ ที่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ ๆ เขาถึงเอาจริงเอาจังกับการทำอาหารจากเนื้อสัตว์มากขนาดนี้ ทั้งที่เจ้าตัวก็ทำงานร้านขนมหวานแท้ ๆ เธอเข้าใจคำว่า 'คลั่งเนื้อ' อย่างที่จอยเคยว่าไว้ก็ตอนนี้

เรื่องที่สาม หลัง ๆ ซึลกิเอ่ยชมพี่ไอรีนบ่อย ทว่าแทนที่จะหึง เวนดี้กลับรู้สึกขนลุกและหวาดระแวงอย่างบอกไม่ถูก ด้วยคำชมนั้นมันแปลกจนเธอผิดสังเกต

"พี่ไอรีนเนี่ยน้า~ เป็นคน 'เนื้อสวย' มากเลยนะเนี่ย"

ครั้งหนึ่งเวนดี้ได้ยินซึลกิพูดชมอีกฝ่ายต่อหน้าต่อตาเช่นนั้น พี่สาวเธอหัวเราะ ทุกคนที่มาร่วมกินข้าวด้วยกันก็หัวเราะกับคำชมที่ยังไม่วายต้องลากเข้ามาเรื่องเนื้อ มีแต่เธอที่ขำแห้งและยิ้มเจื่อน

เรื่องสุดท้าย เช่นเคย ช่วงเวลาเดียวกันกับซึลกิเริ่มไม่มาค้าง ทั้งเขากับเจนนี่จะตัวติดกันมากกว่าปกติ เรียกได้ว่าเวนดี้แวะไปหาซึลกิที่ร้านขนมหลังเลิกงานทีไร ต้องเจอเจนนี่มาก้อร่อก้อติกทุกที จนเธอยอมรับว่าหึงเอาเสียมาก ๆ เธอเคยแกล้งบอกแบบไม่จงใจกับไอรีนเรื่องนี้ระหว่างทั้งคู่คุยกันว่าตนจะไปทำงานกับไอรีนที่ร้าน แต่ญาติผู้พี่ของเธอเพียงอมยิ้ม ไหวไหล่ และยกแก้วชาจิบเท่านั้น เท่านั้นจริง ๆ จนครั้งหนึ่งเธอก็กล้าที่จะอ้าปากถามเจนนี่ว่าเหตุใดช่วงนี้ถึงมาหาซึลกิทุกวัน เจนนี่ก็ยิ้มแป้นตอบกลับมาว่า

"มาจีบคุณคังซึลกิ~ อ้อนมาตั้งหลายวันแล้ว ไม่ใจอ่อนสักที"

"โว้ย อิบ้า! อย่ามาเผาบ้านคนอื่นนะเฮ้ย!!! "

ซึลกิที่ออกมาจากครัวพอดีโต้กลับทันควันและชักสีหน้าไม่พอใจ แต่เจนนี่ก็หาได้รู้สึกใด ๆ ยังคงหัวเราะคิกคักที่แกล้งหยอกล้อเธอกับซึลกิสำเร็จ

แกล้ง...? จริงหรือเปล่านะ

เวนดี้นอนคิดมากอยู่คนเดียวหลายวันกับคำพูดนั้น แม้ว่าหลังจากนั้นเธอจะเห็นกับตาว่าพี่ไอรีนกับเจนนี่ก็รักกันดี ซึลกิก็ยังคงเอาใจใส่เธอมาก ๆ เช่นเดิม

เพียงแต่ด้วยเหตุทั้งหมดที่กล่าวมาก็ห้ามเธอไม่ให้คิดมากไม่ได้ ความจริงก็มีบ้าง ที่ความเครียดมีผ่อนลงทุกครั้งที่ซึลกิมาค้างด้วย หากบางทีเส้นขมับเธอก็เต้นตุบ ๆ ด้วยเขาเอาแต่เพ้อเรื่องการทำอาหารด้วยเนื้อสัตว์อีกแล้ว เวนดี้เคยนึกอยากขอให้ซึลกิหยุดพูดสักที เธอเข้าใจว่าเราสองคนห่างกันมาไกลและนานจนเกินไป และต่างไม่ใช่คนเปิดหรือต่อบทสนทนาเก่ง มีเพียงเรื่องอาหารที่ทำให้เราไม่เงียบใส่กันเท่านั้น แต่เธอก็อยากให้มีการเปลี่ยนแปลงกันบ้างและสักที ทว่ามากสุดตอนนี้เท่าที่จะพูดได้ด้วยเกรงอกเกรงใจอีกฝ่ายที่ดูแลเป็นอย่างดีมาตลอด คือเวนดี้อยากให้ซึลกิกลับมานอนค้างกับเธอบ่อยเท่าเมื่อก่อน แต่เขากลับตอบล่อกแล่กผิดปกติ ทั้งที่เจ้าตัวยังตอบแบบเดิมว่างานที่ร้านขนมยังยุ่งอยู่เหมือนเคยจึงไม่ค่อยมีเวลา

...ไม่อยากจะคลางแคลงใจ แต่ซึลกิทำให้เธอคิดแบบนั้นเอง...

จนวันหนึ่ง ซึลกิเลิกงานเร็วกว่าปกติแต่ไม่ได้บอกเธอ พอถามเจ้าของร้านกลับได้ความมาว่าออกไปที่ไหนไม่รู้กับเจนนี่ ซ้ำยังโทรหาทั้งคู่ไม่ติดอีกด้วย เวนดี้เก็บความสงสัยไว้ในใจไม่ได้อีกต่อไป เธอจึงคิดว่าจะไปหาซึลกิที่บ้านเพื่อรอคุยเรื่องนี้ให้รู้เรื่องกันไปเลย เธอรอซึลกิอยู่ร้านกาแฟเบเกอรี่ที่อยู่ตรงข้าม ระหว่างนั้นเธอพยายามโทรหาไอรีนเพื่อจะสอบถามเรื่องของเจนนี่ว่ามันยังไงกันแน่ แต่ไม่ว่าจะกี่สาย เวลาผ่านไปนานเพียงใด ไอรีนก็ไม่รับและไม่โทรกลับเลยสักครั้งเดียวทั้งที่อีกฝ่ายแทบจะไม่ปล่อยให้เธอรอสายนานเกินกว่าสัญญาณดังสามครั้งด้วยซ้ำ และเมื่อเวนดี้เงยหน้าขึ้นมาจากจอมือถืออีกครั้ง บริเวณหน้าบ้านซึลกิที่ปิดไฟมืดสนิทกลับพลันสว่าง รถที่เธอจำได้ว่าเป็นของเจนนี่ขับเข้าไปยังลานกว้าง ก่อนเจ้าของรถกับซึลกิจะวิ่งพรวดลงรากรถ กุลีกุจอเปิดประตูท้ายช่วยกันขนของชิ้นใหญ่บางอย่างที่ห่อด้วยพลาสติกแรพและพลาสติกสีดำออกมาจากรถเข้าบ้านอย่างเร่งรีบ และเสื้อสีขาวของเจนนี่กลับมีรอยสาดกระเซ็นสีเข้มบางอย่างติดอยู่

ความคิดน่ากลัวบางอย่างแวบเข้ามาในหัวของเธอ เวนดี้ควรจะทำอะไรสักอย่าง เช่นโทรหาคนใดคนหนึ่งอีกครั้งเพื่อจับผิดว่ากำลังทำอะไรกันอยู่ หรืออาจโทรตามไอรีน จอยหรือเยริสักคน แล้วเล่าความผิดปกติของสองคนนี้ให้ฟัง แต่เธอเกือบจะเพิ่มตัวเลือกข้อโทรหาตำรวจแล้ว หรือบอกเจ้าของร้านกาแฟก็ยังดี ให้ใครก็ได้ช่วยจับผิดการกระทำของสองคนนั้น ให้ช่วยยืนยันว่าเธอไม่ได้ตาฝาด

หากสุดท้ายแล้ว เวนดี้กลับเลือกที่จะอยู่เฉย ๆ ดวงตาจ้องเขม็งไปยังบ้านของซึลกิเพื่อสังเกตการณ์ มือเรียวเริ่มชื้นเหงื่อจับแก้วกาแฟเกือบหลุดมือ จนเวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วโมง เวนดี้จึงเห็นซึลกิมาส่งเจนนี่ที่หน้าบ้าน ซึ่งครั้งนี้เจนนี่ได้สวมเสื้อคลุมสีเข้มสวมทับเชิ้ตสีขาวด้วย

...สองคนนั้นทำอะไรกันแน่...

เวนดี้ลอบกลืนน้ำลาย ก่อนจะพบว่าตัวเองมือสั่นด้วยความตื่นตระหนก เธอพยายามบอกตัวเองให้ใจเย็น ๆ อย่าเพิ่งคิดมโนไปไกลเหมือนหนังสยองขวัญ

...อย่างซึลกิน่ะหรือ...จะ-

เฮือก!!!!!

เวนดี้ผวาตกใจเมื่อมือถือของเธอแผดเสียงเพราะมีคนโทรเข้ามา...เป็นซึลกินั่นเอง

เวนดี้กดปิดเสียงให้มันสั่นเพื่อจะได้ไม่รบกวนคนอื่น แล้วจ้องมือถือเครื่องบางอยู่นานจนมันเงียบและดังขึ้นใหม่อีกครั้ง เธอกำลังนึกว่าควรจะพูดอะไรกับซึลกิดีเมื่อรับสาย จะทำตัวตามปกติแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง หรือจะถามซึลกิโดยตรงว่าเขาทำอะไรกับเจนนี่ลับ ๆ ล่อ ๆ ดี แล้วทั้งคู่รู้หรือไม่ว่าไอรีนอยู่ไหน

กระทั่งซึลกิโทรหาเธอครั้งที่สี่ จึงตัดสินใจรับสาย น้ำเสียงซึลกิดีใจมากที่ในที่สุดก็ได้คุยกับเธอเสีที และพูดอะไรอีกก็ไม่รู้ด้วยเวนดี้กำลังเบลอกับความคิดมากมายในสมอง แต่เธอก็สามารถจับใจความสำคัญของซึลกิได้ว่า

"พรุ่งนี้จะพามาเที่ยวที่บ้านฉันนะ~"

เวลานั้นที่ซึลกิดูกลับมาเป็นคนเดิมของเธอ ความคิดไร้สาระมากมายจึงถูกโยนออกไปจากสมองชั่วคราว เวนดี้ยิ้มให้กับชื่อซึลกิบนจอมือถือก่อนจะลุกไปจ่ายเงินที่เคาเตอร์แคชเชียร์

แต่เมื่อกลับถึงคอนโด เวนดี้ก็ชักไม่แน่ใจว่ากำลังหลอกตัวเองอยู่หรือไม่ เพราะอย่างไรที่เธอเห็นเจนนี่ช่วยซึลกิแบกบางอย่างเข้าบ้านกับที่พี่ไอรีนป่านนี้ยังไม่ติดต่อกลับหาเธอก็เป็นเรื่องจริง แต่พี่ไอรีนคง...ยุ่งกับงานล่ะมั้ง เห็นช่วงนี้หัวหมุนเรื่องจะมีคนลาออกแล้วอาจจะไม่มีคนมาแทนอยู่ เพราะฉะนั้นเรื่องร้ายแรงที่เธอคิดน่ะไม่มีทางเป็นไปได้

...คิดมากเกินไปแล้วจริง ๆ

อย่างซึลกิน่ะหรือ จะ...นั่นแหละ

และด้วยเหตุทั้งหมดที่เกิดขึ้น ก็นำพาเวนดี้มาอยู่หน้าบ้านชั้นเดียวของซึลกิในวันต่อมา แต่เพราะเวนดี้ตื่นเต้นมาถึงก่อนเวลานัดไป 1 ชั่วโมง ซึลกิจึงออกมาต้อนรับคนรักด้วยสภาพสวมผ้ากันเปื้อนเลอะคราบน้ำมันและคราบของเหลวสีเข้มที่เหมือนจะเป็นเรื่องปกติของคนทำอาหาร...หรือเปล่านะ?

ซึลกิให้เวนดี้นั่งรอที่ห้องนั่งเล่นไปก่อนระหว่างที่ตนขอไปทำอาหารต่อ เธอเอ่ยปากขอซึลกิอยู่ในห้องครัวด้วย แต่เจ้าตัวปฏิเสธเสียงแข็งไม่ยอมเด็ดขาดโดยให้เหตุผลว่าห้องครัวนั้นเละเทะพอสมควร อีกทั้งสิ่งที่จะทำต่อไปเป็นความลับและเขาอยากเซอไพรส์เธอ

เวนดี้ตามใจซึลกิ ยอมนั่งรอที่ห้องนั่งเล่นแต่โดยดี เธอหยิบมือถือเปิด Facebook แล้วเลื่อนหน้าฟีดดูสเตตัสที่เพื่อน ๆ ของเธออัปเดตเรื่องราวหรือบ่นกับการใช้ชีวิตในเมืองหลวงของประเทศแห่งหนึ่ง หรือข่าว Talk of the Town ที่เพจสำนักข่าวแต่ละสื่อจะพูดถึงกัน เวนดี้อ่านไปก็ขมวดคิ้วไป เธอรู้สึกเบื่อหน่ายกับข่าวที่เธอได้อ่านทั้งข่าวการเมือง ข่าวสงคราม หรือข่าวพ่อลูกฆ่าหั่นศพ......อ่า เธอควรหยุดเล่นก่อนดีกว่า อยากจะบ้ากับพวกที่แชร์รูปผู้เสียชีวิตและไม่เซนเซอร์ชะมัด นึกบ่นในใจก่อนจะเปลี่ยนมาดู MV เพลงศิลปินที่ชอบอย่างเรื่อยเปื่อย กระทั่งจมูกได้กลิ่นบางอย่างทำให้รู้สึกพะอืดพะอมในทันที กลิ่นคาวเลือดและเหม็นหืนที่ตลบไปทั่วลอยมาถึงห้องนั่งเล่นทำเอาอยากอาเจียนออกมาเสียเดี๋ยวนี้ หากเธอนึกสงสัยว่าซึลกิทำอะไรในห้องครัวกันแน่

...คงไม่ได้ทำเมนูพิสดารอะไรให้เธอกินหรอกนะ...

เวนดี้เก็บมือถือเข้ากระเป๋ากางเกงแล้วตัดสินใจจะไปหาซึลกิ แม้อีกฝ่ายจะห้ามเธอนักหนาว่าห้ามไปแอบดู แต่กลิ่นขนาดนี้ก็ขอไปดูเพื่อความปลอดภัยในชีวิตหน่อยเถอะ!

หากเวนดี้กลับเห็นประตูที่เหมือนจะพาไปยังชั้นใต้ดินข้างหน้าห้องเก็บของ คุ้น ๆ ว่าซึลกิเคยบอกว่าชั้นใต้ดินที่บ้านของเขามีไว้เป็นที่ ๆ เก็บวัตถุดิบไว้สำหรับทำอาหารและพวกเครื่องดื่มบางชนิด เธอนึกหวังดีจะปิดประตูที่แผ่ไอเย็นออกมาให้แต่กลับชะงักด้วยได้กลิ่นคาวเลือดออกมาจากช่องเย็นนั้น

กลิ่นเลือดของเนื้อสัตว์? แต่มันไม่น่ากลิ่นแรงขนาดนี้ไหมนะ...?

เวนดี้ผละจากตรงนั้นแล้วเดินไปใกล้ขอบประตูห้องครัว แอบชะเง้อมองดูจึงเห็นซึลกิกำลังขะมักเขม้นแล่เนื้ออย่างบรรจง ท่าทางการใช้มีดที่ดูคล่องแตล่วไม่ติดขัดใด ๆ

'ซึลกิน่ะมันพวกบ้าเนื้อ ประณีตเป็นงานศิลปะชั้นสูงเลยล่ะ' 'ไอ้หน้าหมีนั่นน่ะนะ บ้าเนื้อจนโรคจิต เห็นเนื้อสวย ๆ เป็นไม่ได้ต้องพุ่งเข้าหาตลอด จับทีอย่างกับจับทิชชู'

คำพูดของจอยและเยริยิ่งทำให้เวนดี้เกิดความรู้สึกหวาดกลัว ประกอบกับเรื่องที่เธอคิดมากมาตลอดจึงผละออกมาจากกรอบประตูห้องครัว แล้วตัดสินใจลงไปยังชั้นใต้ดิน คิดไว้ว่าถ้าเป็นแค่เธอที่กลัวไปเองก็ค่อยขอโทษซึลกิที่บุกรุกพลการ ซึ่งคนใจดีอย่างซึลกิคงให้อภัยเธออยู่แล้ว แต่ถ้าหากไม่ใช่...ไม่หรอก เป็นไปไม่ได้ อย่างซึลกิน่ะหรือ จะ...

...you got me feeling like a Psycho...

เวนดี้สะดุ้งโหยงอีกครั้ง ริงโทนที่เธอจำได้ว่าเป็นเสียงมือถือไอรีน...ดังมาจากข้างล่าง?

หมดเวลาลังเลใจอีกต่อไปแล้ว เวนดี้เปิดประตูแล้วเดินลงตามขั้นบันไดสู่ชั้นใต้ดินที่ลึกไม่มากนักเท่าใด เธอค่อย ๆ บรรจงปิดประตูไม่ให้เกิดเสียงแล้วเปิดสวิตซ์ไฟ เวนดี้ถึงขั้นต้องหยิบผ้าเช็ดหน้ามาปิดจมูก กลิ่นคาวเลือดรุนแรงจนแทบเวียนหัวและอยากอาเจียน ไม่รู้ว่าจะเป็นเลือดของสิ่งที่ซึลกิกำลังทำอาหารอยู่หรือไม่

เมื่อเดินมาถึงข้างล่าง เธอก็เห็นผักผลไม้ชนิดต่าง ๆ ละลานตาอยู่ในตู้แช่เรียงกันอย่างสวยงาม และพื้นที่ถัดไปคงจะมีไว้สำหรับวางเนื้อแน่นอน

เสียงมือถือของไอรีนเหมือนจะอยู่ใกล้ ๆ นี้...

เวนดี้ต้องเดินผ่านเนื้อที่แขวนกับตะขอเหล็กอยู่เรียงราย ทว่ากลับไม่ใช่ต้นตอของกลิ่นคาวจนเธอแทบสำลัก เหมือนกลิ่นจะมาจากด้านในสุด เช่นเดียวกับเสียงมือถือ ยอมรับเสียแต่ตรงนี้ว่าเธอก้าวขาแทบไม่ออก ไม่ใช่เพราะหนาวหรือความเย็นจัด หากเพราะเธอกลัว กลัวเหมือนกำลังเดินอยู่ท่ามกลางบ้านผีสิง ทั้งที่ความจริงแล้วเธอกำลังอยู่ในห้องแช่เย็นขนาดใหญ่และไฟสีขาวสว่างไปทั่วจนไม่เห็นความมืดเลย หากเธอยังใจกล้า ผลักเนื้อที่แขวนอยู่ไปมาเพื่อสำรวจสองข้างทางไม่ให้หลุดลอดจากสายตา

เนื้อของสัตว์ใหญ่แทบจะทุกชนิดเท่าที่เธอรู้จักถูกแขวนเรียงรายล้อมรอบแลดูน่าสยดสยองสำหรับเธอ ทั้งที่ความจริงมันควรจะเป็นเรื่องปกติ สำหรับคนทำอาหารอย่างเธอและซึลกิ การจะมีเนื้อมากมายขนาดนี้มันจะแปลกตรงไหนล่ะ ยิ่งเจ้าตัวเป็นพวกคลั่งเนื้อด้วย...แต่สำหรับคนที่เป็นเชฟขนม มันใช่เรื่องปกติหรือเปล่านะ

'คือบ้านมันมีชั้นเดียวไง แต่ก็ยังมีห้องใต้ดินไว้เก็บของอยู่ มันเลยหมดกับการแต่งบ้านไปเยอะเลยล่ะ จะได้เอาไว้เก็บของสำหรับทำอาหารที่บ้านเยอะๆ จะได้ฝึกทำอาหารตลอดเวลา'

เวนดี้เอาแต่นึกถึงประโยคที่จอยเคยบอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อปลอบประโลมตัวเองให้กล้าพอจะขยับขาก้าวเดินสักที เธอสังหรณ์ใจไม่ดี...เอามาก ๆ เธอติดต่อไอรีนไม่ได้ แต่มือถือเจ้าตัวกลับมาอยู่ในที่แห่งนี้ได้ยังไงกัน

มันจะเกี่ยวข้องกับ...สิ่งที่เธอเจอซึลกิกับเจนนี่ช่วยกันแบกบางอย่างในถุงดำเข้ามาในบ้านหรือเปล่า

มันจะเกี่ยวกันไหม...ที่เธอเห็นเจนนี่กับซึลกิแสดงความสัมพันธ์แบบสนิทสนมกันมากเกินไปในบางครั้ง

เวนดี้นึกเกลียดตัวเองที่ดันมาคิดลบเวลาแบบนี้ ก่อนจะผวาตกใจเมื่อเจอรอยเลือดบนพื้นสีขาว เธอฝืนตัวเองให้มองตามรอยเลือดนั้นจนพบต้นตอ พร้อมกับเสียงมือถือของไอรีนที่แผดอยู่นานจนเงียบ


 


 


 

"...!!!"


 


 

เวนดี้กดผ้าเช็ดหน้าเข้ากับปากห้ามตัวเองกรีดร้อง เธอหลับตาแน่นแล้วลืมตาขึ้นมาใหม่ หรือกระทั่งตบหน้าตัวเองเรียกสติ แต่ภาพตรงหน้าก็กระจ่างเกินกว่าจะให้เธอปฏิเสธตัวเองอีกต่อไป

ข้อเท้าทั้งสองข้างของมนุษย์ถูกมัดเข้าหากันและเกี่ยวไว้กับตะขอเหล็กปล่อยให้ศีรษะและแขนทั้งสองปล่อยลู่ลงพื้นตามแรงโน้มถ่วงเช่นเดียวกับหยดเลือดที่เริ่มหนืดข้นและแข็งตัว ราวกับผิวหนังถูกปอกลอก เนื้อสีแดงฉานปรากฏให้เห็นตั้งแต่ส่วนปลีน่องจนถึงช่วงหลังคอ ส่วนที่เป็นศีรษะยังมีผมสีดำยาวสยายกองอยู่กับพื้น

มือถือของไอรีนวางอยู่บนตู้เหล็กที่มีมีดหลากขนาดและชนิดวางเรียงรายกันอย่างสวยงาม เวนดี้เอื้อมไปหยิบ กดปลดล็อกเครื่องตามที่ไอรีนเคยบอกและเปิดดูสายไม่ได้รับที่มีแต่ของเธอกับคุณพ่อพี่เขา ดูเหมือนว่ามือถือไอรีนจะดังเพราะนาฬิกาปลุกที่เจ้าตัวตั้งเอาไว้ตอนสองทุ่มวันนี้

หมายความว่าพี่ไอรีนเค้า...

เวนดี้พยายามตั้งสติทั้งที่อยากกุมหัวกรีดร้องเต็มทน สองเท้ารีบเดินเร็วออกจากห้องแช่เย็น หนีกลิ่นเหม็นสาบที่รุนแรงและหนีจากภาพที่เหมือนค้อนทุบหัวเธอ

แจ้งตำรวจ...ต้องรีบแจ้งตำรวจก่อนซึลกิจะรู้ตัว!

เวนดี้ค่อย ๆ แง้มประตูขึ้นด้วยมือสั่นเทา จนแน่ใจแล้วว่าเจ้าของบ้านน่าจะยังไม่รู้ตัวจึงกระโดดผลุงขึ้นมา ปิดประตูไว้ตามเดิมอย่างเงียบเชียบ ซึลกิน่าจะยังอยู่ห้องครัว หากแจ้งตำรวจในบ้านน่าจะเสี่ยงเกินไป รีบออกจากที่นี่แล้วโทรหาตำรวจน่าจะดีกว่า


 


 

"ไปไหนมาเหรอ"


 


 

เวนดี้สะดุ้งเฮือก ซึลกิยืนยิ้มให้เธอระหว่างถอดผ้ากันเปื้อนคราบสีน้ำตาลออกพาดโซฟาในห้องนั่งเล่น และคงเป็นเพราะเวนดี้เก็บท่าทีตกใจไม่อยู่ ซึลกิจึงพลันหุบยิ้ม เดินเข้ามาใกล้เธอ

"ไปเจออะไรมาหรือเปล่า หน้าซีดขนาดนี้"

เธอนึกอยากให้ตัวเองเรียนการแสดงมาบ้าง เพื่อจะได้ปิดบังอาการตกใจตัวเองจากอีกฝ่าย

"ไม่สบายเหรอ ตัวเย็นเฉียบแต่หอบเชียว มานั่งก่อนเร็ว" ซึลกิเปลี่ยนมาจับข้อมือเวนดี้ แต่เธอกลับขืนตัวไม่เดินไปตามเขาซ้ำยังสะบัดมือออกอย่างแรง "เวนดี้...? "

"ฉ ฉันนึกได้ว่ามีธุระ ขอตัวกลับก่อน"

"ธุระอะไรกัน ไหนเธอบอกวันนี้เคลียร์คิวมาเพื่อฉัน"

"ม มีธุระกะทันหัน! พี่ไอรีนเค้า-"

"พี่ไอรีนเหรอ" ซึลกิทวนอย่างขบขัน "ไม่เอาน่า จะเป็นไปได้ยังไง ก็ในเมื่อ-"

"ก ก็ในเมื่ออะไร"

"เปล่า ไม่มีอะไร" เขายิ้มแก้เก้อ "เอ่อ หรือเธออยากไปหาหมอก่อนมั้ย"

"ไม่! อย่ามาแตะต้องตัวฉัน" เวนดี้อยากจะหนีตรงนี้ไปให้พ้น ยิ่งเห็นเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนของเขาเปรอะคราบเลือด มีดเล่มยาววางไว้ในกระเป๋าหน้าท้องของผ้ากันเปื้อนยิ่งทำให้เธออยากออกจากบ้านหลังนี้เต็มทน

"อย่าดื้อสิ" ซึลกิก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอตอนไหนไม่ทราบ ก่อนจะกระชับจับแขนเธอแน่นแล้วลากเธอไปยังห้องครัว "มานั่งก่อน"

"ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้! "

"ตอนนี้ไม่ได้หรอก มากับฉันก่อนเถอะ"

"ไม่!! เธอจะทำให้ฉันเป็นเหมือนพี่ไอรีนอีกคนหรือไง!! "

"เหมือนพี่ไอรีน? " ซึลกิถึงกับหยุดเดิน "เวนดี้ ฉันไม่รู้ว่าเธอพูดถึงอะไร"

"ก็ที่ห้องใต้ดินบ้านเธอ...?!!! "

ซึลกิขมวดคิ้วเข้าหากัน "เธอเข้าไปเหรอ? "

"เธอทำแบบนี้ทำไม..."

ซึลกิกระตุกยิ้ม ซึ่งสำหรับเวนดี้แล้วเธอกลับรู้สึกหวาดกลัวเต็มทน "แปลกอะไรล่ะ เวนดี้ เรากินเพื่ออยู่นะ นี่มันเรื่องธรรมชาติ"

"ไม่ มันจะธรรมชาติได้ยังไง.."

"อะไรเนี่ย เธอเป็นมังสวิรัติเหรอ"

"หยุดทำเป็นเล่นสักที ซึลกิ!! ทั้งจอย ทั้งเยริก็เคยบอกว่าเธอเป็นยังไง แต่ฉันไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้ เธอมันโรคจิตเกินคนไปแล้ว!!!"

เวนดี้พุ่งตัวหยิบมีดออกมาจากกระเป๋าผ้ากันเปื้อนซึลกิ โยนมันทิ้งไปสักแห่งแล้วหันหลังกลับวิ่งหนี เป้าหมายของเธอคือประตูอันเป็นทางออกเดียว แต่เธอกลับไม่ไวเท่าอีกฝ่ายที่เพียงครู่เดียวก็คว้าหมับร่างเธอเหวี่ยงเข้ากับผนังห้อง แต่ซึลกิก็ยังอุตส่าห์เอามือมารองให้ศีรษะเธอกระแทกเข้ากับผนัง

"เวนดี้ ค่อย ๆ คุยกันนะ" ซึลกิเอ่ยกัดฟัน ก่อนจะเอื้อมไปล็อกกุญแจประตู "ตั้งสติ แล้วฟังฉัน ฉันรู้ว่าในนั้นมันน่ากลัว แต่เธอน่าจะเข้าใจฉันไม่ใช่เหรอว่าทำแบบนี้ทำไม ชีวิตฉันที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากทำอาหาร ก็ทำให้เธอ-"

"จะไปเข้าใจได้ยังไง!! ในนั้นมัน-"

"เธอเห็นหมดเลย?"

"ใช่..ใช่ ฉันเห็นทั้งหมด! เห็นตั้งแต่เมื่อคืนก่อนด้วยว่าเธอกับเจนนี่ทำอะไรกัน!"

"โอ้ไม่เลย เวนดี้ เธอเข้าใจผิด ฉันไม่รู้ว่าเธอเห็นแบบไหน เข้าใจไปแบบไหน แต่ฉันกับเจนนี่-"

"ออกไป! ออกไปเดี๋ยวนี้!!"

เวนดี้รวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายผลักซึลกิออกไป เธอวิ่งกลับไปในบ้านตั้งใจว่าจะหนีออกไปทางหน้าต่างสักห้องในบ้านหลังนี้ ทว่าซึลกิกลับคว้าเข้าที่ปลายเสื้อเธอจนเสียหลักล้มกันทั้งคู่ เวนดี้ฝืนพาร่างที่กำลังสติแตกของตัวเองก้าวออกจากตรงนั้นให้ไวที่สุด พร้อม ๆ กันนั้นหยิบมีดที่เธอขว้างมาก่อนหน้าถือไว้เผื่อป้องกันตัว อีกมือรีบหยิบมือถือออกมากดโทรหาตำรวจให้ไวที่สุด

เวนดี้วิ่งหนีเข้าห้องครัวที่เป็นห้องเดียวที่มีบานประตูให้เธอปิดใส่หน้าคนที่เคยคิดว่าจะมาเป็นคู่ชีวิตเธอตลอดดังสนั่น เธอเหลือบมองเนื้อสีแดงบนโต๊ะที่คนข้างนอกยังทำค้างก่อนจะสะอื้นไห้ เธอเสียพ่อแม่จากเหตุสยองไปแล้ว มาตอนนี้เธอกลับต้องเสียญาติผู้พี่แสนรักเพียงเพราะ...

ภาพที่เธอเห็นในห้องเก็บวัตถุดิบของซึลกิกลับมาหลอกหลอนเธออีกครั้งทำเอาเวนดี้อยากจะอาเจียนอีกสักรอบ แล้วบังคับตัวเองให้รีบต่อสายหาตำรวจก่อนจะสติแตกทำอะไรไม่ถูกอีก

โชคดีที่ปลายสายมีคนรับในที่สุด

ครืด...

แต่โชคร้ายที่ซึลกิกลับเข้ามาจนได้

เวนดี้เผลอปล่อยทั้งมีดและมือถือหล่นลงพื้น ดูเหมือนซึลกิจะอ้อมนอกบ้านเพื่อเข้ามาทางหน้าต่าง เวนดี้รีบก้มลงเก็บมือถือเอ่ยขอความช่วยเหลือกับปลายสาย ขณะที่มือสาละวนกับการบิดลูกบิดด้วยมือสั่นเทา ทำให้ซึลกิมีเวลามากพอจะเข้ามาแย่งมือถือไปกดวาง เวนดี้จึงเปลี่ยนทิศทาง สะบัดการกอบกุมมือของอีกคน ก้มเก็บมีดและวิ่งหนีไปทางหน้าต่างที่ซึลกิลอบเข้ามาแทน

แต่ซึลกิกลับคว้าร่างของเธอเข้ามาได้ก่อน และยังแย่งมีดไปถือไว้ได้อีก...

"พอเถอะนะ ใจเย็น แล้วฟังฉันก่อน"

"ไม่ อย่ามายุ่งกับฉัน ซึลกิ! "

"ขอร้องล่ะเวนดี้ สงบสติก่อนนะ"

"ปล่อยฉัน!! "

"จะให้ฉันปล่อยเธอได้ยังไง เวนดี้! "

"ปล่อยฉัน...บอกให้ปล่อยไง!! "

"อยู่เฉย ๆ!! "


 


 


 

ฉึก!


 


 


 


 

...อย่างซึลกิน่ะหรือ

จะทำร้ายเธอ...


 


 


 


 


 


 


 


 

End Credit


 


 


 

ปัง!!!

"อิเจน! อย่าดึงพลุเล่น! " จอยหันมาแหวใส่เพื่อนตัวดีที่ดันหยิบของเล่นที่จะไว้ใช้มาเล่นเสียจนเจ้าตัวสะดุ้ง "ดีนะที่แต่งหน้าเค้กเสร็จแล้วไม่งั้นคงเละ"

"ก็ไม่คิดว่าจะมันจะดึงง่ายขนาดนี้นี่หว่า" เจนนี่บ่นอุบอิบแล้วรับถาดเค้กจากจอยนำไปวางไว้ที่โต๊ะกลางห้องนั่งเล่น ก่อนจะเข้าไปกอดคนรักที่กำลังง่วนกับการตกแต่งกำแพงกับเยริ "พี่ไอรีนนนน ไม่ต้องแต่งเพิ่มแล้ว มันสวยแล้วนะ"

"เจนคิดว่างั้นเหรอคะ"

"โอ๊ย ดีใจที่มีคนมาห้ามสักทีนะ ตกแต่งจนกำแพงจะเต็มไปด้วยกระดาษแก้วอยู่แล้ว" เยริบ่นปนแซว

"ก็กลัวไม่สวยถูกใจเวนดี้นี่นา" สุดท้ายไอรีนก็ยอมละจากของตกแต่งที่ว่าแล้วไปช่วยเจนนี่จัดโต๊ะอาหารแทน เมื่อเห็นว่าเรียบร้อยดีทุกอย่าง ทั้งสามคนจึงนั่งบนโซฟาคนละมุมพักผ่อนจากการเตรียมงานมาแทบทั้งวัน

แล้วจอยก็ออกมาจากห้องครัวพร้อมกับอาหารว่างให้ทุกคนได้กินรองท้องกันก่อน "ซึลกินี่ก็จริง ๆ เล้ย จะจัดปาร์ตี้เซอไพรส์เปิดห้องทำอาหารที่บ้านตัวเองให้เวนดี้ก็ดันมาบอกกะทันหัน ดีนะที่สุดท้ายเราทำทุกอย่างทัน แต่ตลกที่มันต้องมาเซอไพรส์ที่นี่ ไหงไม่ทำบ้านมันเองวะ"

"มันยังจัดห้องวัตถุดิบมันไม่เรียบร้อยไง เลยขอย้ายมาจัดปาร์ตี้ที่ห้องเวนดี้ก่อน" เจนนี่ตอบแทน "เมื่อวานก็เพิ่งไปช่วยมันขนชิ้นส่วนเนื้อวัวอย่างดีมาจากห้างเลยนะ แต่มันแย่ที่เสื้อฉันต้องเลอะไปด้วยเนี่ย ดีนะบ้านมันมีเสื้อคลุมให้ ไม่งั้นคนอื่นมาเห็นคงคิดว่าฉันเป็นฆาตกรอะ"

จอยส่งเสียงเหอะ "ฆ่าแมลงสาบให้เป็นก่อนเถอะ แกน่ะ"

เยริมองนาฬิกาข้อมือ "แต่ใกล้ได้เวลาแล้วนะ ทำไมซึลกิยังไม่โทรมาบอกสักทีว่าจะออกมาแล้ว"

"คงกำลังทำอาหารอยู่มั้ง เห็นบอกว่าได้สูตรลับมาจากอาจารย์เก่า เลยตั้งใจจะทำให้เสร็จแล้วเอามาเซอไพรส์เวนดี้ที่นี่" ไอรีนเอ่ย "แต่ซึลกิจะลืมเอามือถือพี่มาด้วยมั้ยเนี่ย"

เจนนี่ยิ้มแหย "เดี๋ยวฉันโทรไปย้ำกับมันอีกรอบแล้วกันค่ะ พี่ไอรีน ขอโทษที่เมื่อวานยืมไปใช้แล้วเผลอวางทิ้งจนลืมเอากลับนะคะ T-T"

"ไม่เป็นไรๆๆ แต่พูดถึงเรื่องนี้ เจนจีบซึลกิสำเร็จแล้วใช่มั้ยน่ะ"

"แน่นอนค่ะ"

"ห้ะ?! " จอยเบิกตากว้าง "นี่พวกพี่สองคนเลิกกันตอนไหน"

เจนนี่มองตาเขม็ง "ตบปาก! ยังไม่เลิกเว้ย ยังรักกันดี! "

"เอ้า?! ก็เมื่อกี๊..."

"จีบนี่หมายถึงจีบซึลกิให้มาเป็นผู้ช่วยเชฟร้านอาหารพี่เอง" ไอรีนหัวเราะ "ผู้ช่วยเชฟร้านพี่จะลาออกไปเลี้ยงลูกสิ้นเดือนนี้แต่ยังหาคนมาแทนไม่ได้ พี่ปรึกษากับหัวหน้าเชฟที่เคยสอนซึลกิมาก่อนแล้ว เขาบอกว่าซึลกิน่ะฝีมือดี ไม่อยากให้หยุดอยู่แค่เป็นคนทำขนม เลยอยากให้มาทำหน้าที่นี้จะได้สอนอีกครั้งไป"

"แล้วมันยอมอ่อพี่" เยริเอ่ยถาม

"ก็ไม่เชิงว่าไม่ยอมหรอก" เจนนี่ตอบแทน "ซึลกิคิดว่าตัวเองไม่พร้อมที่จะทำหน้าที่แบบนั้นอีก ฉันก็เลยมาตื๊อเผื่อเปลี่ยนใจเรื่อยๆ เพราะเวนดี้ตกลงที่จะทำงานที่ร้านพี่ไอรีนตำแหน่งพนักงานเสิร์ฟเหมือนกัน อีกอย่างมันขอให้พี่ไอรีนช่วยแป็นคนกลางดีลขอซื้อเนื้อชั้นดีมาให้มันตั้งหลายครั้ง คงยอมจริงแล้วล่ะ"

"อ๋อออออออออออ" เยริลากเสียงยาว ในหัวคิดเตรียมคำแซวเพื่อนตอนเจอหน้าสารพัด

"พี่ดีใจมากเลยที่เวนดี้ยอมมาทำงานกับพี่ แล้วน้องต้องดีใจมากแน่ที่รู้ว่าจะได้ทำงานที่เดียวกับซึลกิ" ไอรีนยกยิ้ม "น้องจะได้ไม่ต้องอยู่คนเดียวอีกด้วย...ตั้งแต่เกิดเหตุคุณลุงคุณป้าถูกฆาตกรโรคจิตเอามีดแทงต่อหน้าต่อตา พี่ก็เป็นห่วงมาตลอดเลย"

"แหม แต่ก็เรื่องปกตินี่นาพี่" จอยพูด "เวนดี้คงยังไม่พร้อม ถึงเรื่องจะผ่านมาครึ่งปีแล้วก็เถอะ"

"ถ้าแค่นั้นพี่ไม่โล่งใจขนาดนั้นหรอก" ไอรีนว่า "ทางกายน่ะ เวนดี้ไม่เป็นไร แต่ทางจิตใจน่ะสิที่หนักเอาการ เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องเห็นคุณลุงกับคุณป้าถูกคนฆ่า คุณหมอทางจิตที่แคนาดาบอกว่าเจ้าตัวช็อกหนักจนเสียสติไปช่วงหนึ่ง แบบเห็นภาพหลอนบ้าง สมองประมวลผลผิดเพี้ยนเกินจริงบ้าง ถึงช่วงนี้จะดีขึ้นมากจนอาจจะไม่กลับไปเป็นอีก แต่ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ถ้าหากเจออะไรไปกระตุ้นความทรงจำนั้นเข้า พี่ก็กลัวอยู่ลึก ๆ ล่ะนะถ้าต้องปล่อยน้องอยู่คนเดียว ถ้าเวนดี้อยู่ในสายตาพี่เกือบตลอดเวลาพี่ก็สบายใจแล้ว" แล้วไอรีนก็ยิ้มให้กับคนฟังทั้งสามไม่ให้ต้องคิดมากตามเธอ "แต่พี่คงคิดมากไป ซึลกิคงไม่มีทางปล่อยให้เวนดี้เกิดอาการแบบนั้นแน่"

"จริงงงง ดีที่ไอ้หน้าหมีมันเข้าใจและยืนยันว่าจะช่วยดูแล" เยริพูด "แต่ถ้ามาเห็นเนื้อหรือเห็นมีดไม่เป็นไรเหรอคะ พี่ไอรีน"

"อื้อ มีลองให้เวนดี้เดินเล่นในครัวที่ร้านพี่หลายครั้งตั้ง 2-3 เดือนแล้ว เจ้าตัวโอเค นี่ก็รอมาทำงานเดือนหน้าพร้อมกับซึลกิไปเลย แต่ก็เพราะงี้แหละ ซึลกิถึงพยายามมาอ้อนพี่ ขอให้ช่วยหาวัตถุดิบนั่นนี่มาไว้ จะได้ให้เป็นของขวัญเวนดี้เผื่อจะได้ทำอาหารด้วยกันสองคนอีกครั้ง"

"ฟังมันอวยพี่แต่ละทีแล้วอยากอ้วก" จอยหัวเราะ "แต่ยินดีกับมันด้วยจริงๆ แฟนก็กลับมา งานเชฟที่อยากเป็นก็ได้กลับมาทำอีกครั้ง"

ไอรีนยิ้มกว้าง "ถ้าทั้งคู่มีความสุขด้วยกันก็คงดีนะ"


 

"ข่าวด่วนครับ"

เสียงข่าวจากในทีวีเรียกให้ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน

"เกิดเหตุสะเทือนขวัญในย่าน aaa พบหญิงสาวเสียสติคนหนึ่งคว้ามีดไล่แทงเพื่อนบาดเจ็บสาหัสหลายสิบแผล อีกทั้งยังเอาแต่ร้องไห้เพ้อว่าเพื่อนของเธอเป็นฆาตกรโรคจิตฆ่าคนเพื่อนำเนื้อมากิน แต่ตำรวจกลับตรวจพบเพียงแต่เนื้อวั--"

"ข่าวอะไรก็ไม่รู้ สยอง ชะมัด" เยริบ่นแล้วโยนรีโมทลงโซฟา "ชนกันหน่อยๆ แก้วนี้แด่ซึลกิกับเวนดี้ที่ได้ทำงานร่วมกันและกำลังจะมา เชียร์! "

"เชียร์! "


 

.

.

.

.

TALK

น้องเยม อย่ารีบปิดทีวี! ????

ทั้งนี้ขออธิบายเสริมเรื่องอาการเวนดี้เหม็นเนื้อค่ะ อาการของเวนดี้ บางส่วนอิงมาจากคนในครอบครัวเราค่ะ บ้านเราเป็นคนจีน ส่วนใหญ่ไม่ทานเนื้อวัวกัน ญาติเราบางคนได้กลิ่นเนื้อเลยไม่ชอบ หรือบางคนก็รู้สึกเหม็นจนอยากจะอาเจียนต้องรีบเดินออกจากบริเวณที่มีการเอาเนื้อวัวมาทำอาหาร แต่สำหรับเรากับพี่น้องบางคนกินได้ปกติดีค่ะ 5555 แต่กับบางคนจู่ ๆ เพิ่งมาเป็นก็มี ซึ่งอันนี้งงมากว่าทำไมเกิดเหม็นเนื้อขึ้นมา ทั้งที่เคยกินมาตลอด แต่อาการนี้มันแล้วแต่คนหรือการได้กลิ่นเนื้อสัตว์จริง ๆ ค่ะ เรานึกถึงอาการญาติเราส่วนนี้ขึ้นมาได้ เลยนำมาเป็นพล็อตค่ะ 5555

ปล. การแชร์ภาพผู้เสียชีวิตไม่ดีเลยนะคะ งดแชร์เพื่อให้เกียรติผู้เสียชีวิต ครอบครัวของพวกเค้าและผู้ไม่ต้องการดูด้วยอาจเป็นแผลในใจแก่ผู้พบเห็นนะคะ -/-

ปลล. ขอบคุณแอดมินที่ริเริ่มโปรเจค #PsychoFictionChallenge ด้วยนะคะ ฟิคน้องเค้กเต็มไปหมดเลยยยยย~

ผลงานอื่นๆ ของ Blind Justice

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น