[TWICE] SWEETEST SENTIMENT : MiChaeng

ตอนที่ 6 : Chapter 5 : Nice Night

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,374
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    16 มิ.ย. 59




Chapter 5 : Nice Night



 

บางทีแม้แต่ความใส่ใจเพียงเล็กน้อย

ก็ส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจอย่างร้ายกาจ

 



 

            “นะ มินาริ”



            “...”



            “มินาริคนสวย” เมื่อเห็นว่าปฏิกิริยาตอบรับจากคนข้างกายยังเงียบ ปาร์ค จีฮโย จึงเพิ่มระดับความออดอ้อน กระพริบตากลมโตปริบ ๆ บีบเสียงเล็กเสียงน้อยให้น่ารักพอเป็นกระษัย พลางยกสองมือขึ้นมาบีบนวดเพื่อนสาวอย่างเอาใจ



“ขอโทษนะจีฮโย ฉันไม่สะดวกรับงานนี้จริง ๆ ” หากมินะยังยืนยันคำเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ครั้นเห็นสีหน้าสลดของเพื่อนจึงเอ่ยแนะนำต่อ “ลองให้คนอื่นช่วยดีกว่ามั้ย อย่างพวกน้องปีหนึ่งปีสองที่เก่ง ๆ ก็มีเยอะแยะ”



            เนื่องจากอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเป็นช่วงครบรอบวันสถาปนาคณะ หนึ่งในกิจกรรมใหญ่ที่ถือว่าเป็นสีสันสำคัญและเชิญชวนให้ผู้คนทั้งภายในและภายนอกเข้ามาร่วมงานก็คือการแสดงละครเวทีประจำปีโดยตัวแทนนักศึกษาของคณะทุกชั้นปี



            แน่นอนว่ามินะเป็นหนึ่งในตัวแทนนักศึกษาที่ได้ร่วมแสดงละครเวทีทุกปีตั้งแต่ปีหนึ่งยันปีสอง ถึงแม้จะเป็นชาวต่างชาติและมีภาพลักษณ์ภายนอกที่สงบนิ่งเรียบร้อย แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้ากังขาเรื่องความมีเสน่ห์และความสามารถอันมากล้นของเธอยามอยู่บนเวทีเลยสักนิด



            และเพราะว่าทำมาแล้วสองปีนี่แหละ ปีนี้เธอถึงอยากจะหยุดพักบ้าง



            กระนั้นสาวตากลมเจ้าของตำแหน่งประธานรุ่นก็ยังอุตส่าห์เอาบทมาประเคนให้เธอถึงที่




            เฮ้อ เกิดเป็นคนทั้งสวยทั้งเก่งมันลำบากอย่างนี้นี่เอง ใคร ๆ ก็ต้องการตัว




“ถ้าช่วยเดี๋ยวเลี้ยงข้าว เลี้ยงขนมด้วย อยากกินอะไรฉันจัดให้ได้หมดเลย” ในเมื่อขอร้องอย่างเดียวไม่ได้ผล จีฮโยจึงใช้อาหารมาล่อ ตบกระเป๋าดังปุ ๆ แสดงความใจป๋า โดยไม่ทันคาดคิดว่าข้อเสนอนี้จะไปดึงดูดสาวญี่ปุ่นอีกคนมากกว่า



“งั้นฉันช่วยเอง” โมโมะตอบรับเสียงดังฟังชัดโดยอัตโนมัติเพียงได้ยินคีย์เวิร์ดคำว่าเลี้ยงข้าว แววตาเปล่งประกายสุกสกาวราวมีดาวนับล้านอยู่ข้างใน ประหนึ่งว่าเธอเกิดมาเพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะไม่ใช่เรื่องการแสดงที่เขาถกเถียงกัน หมายถึงเรื่องกินล้วน ๆ



ซานะปรายตามองเพื่อนอย่างเอือมระอา



            “รู้รึเปล่าว่าต้องทำอะไร”



            “ไม่อ่ะ รู้แค่ว่าทำแล้วได้กินฟรี”



            จีฮโยเบือนหน้าหนี พยายามไม่สนใจสองคู่หูตลกคั่นเวลา “ที่ประชุมตกลงกันเป็นเอกฉันท์แล้วนะว่าเธอคือคนที่เหมาะสมกับบทนี้มากที่สุด ไม่มีใครทำหน้าที่นี้ได้ดีเท่าเธอแน่”



            “แต่



“ช่วยฉันหน่อยเถอะมินาริ”



“มีคนเลี้ยงข้าวฟรีเชียวนะ” โมโมะอิสแบ็ค



นี่ก็จะอะไรกับเรื่องข้าวฟรีนักเนี่ย



            “ได้โปรด”



            มินะเม้มริมฝีปาก สลับสายตามองแผ่นรายละเอียดบทกับสีหน้าเว้าวอนของเพื่อนแล้วก็พาลใจอ่อนจีฮโยเป็นทั้งเพื่อนและประธานรุ่นที่ดีต่อเธอเสมอมา พอนึกย้อนไปตั้งแต่เริ่มเข้ามหาวิทยาลัย นอกจากอดีตรูมเมทใจชั่วที่ป่านนี้ยังไม่รู้ชะตากรรม ก็มีจีฮโยนี่แหล่ะที่คอยช่วยแนะนำเรื่องการเรียนและการใช้ชีวิตในเกาหลีให้ง่ายขึ้น



            ถ้าเธอจะต้องทำงานนี้ ก็เป็นเพราะอยากตอบแทนความดีในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง



            “โอเคช่วยก็ช่วย” ว่าที่นักแสดงคนสำคัญถอนหายใจเฮือกใหญ่ เมื่อจินตนาการถึงความเหนื่อยยากที่กำลังจะตามมาในไม่ช้า “งานสุดท้ายแล้วนะ”



            “ขอบคุณมากนะมินาริถ้าเป็นเธองานต้องออกมาดีแน่” จีฮโยดีใจจนแทบกรีดร้องด้วยพลังเสียงแปดหลอดไม่ อันที่จริงเธอทำไปแล้ว ถึงได้เรียกคนเดินผ่านไปผ่านมาให้หันขวับมองเป็นตาเดียวขนาดนั้น แต่ประธานสาวก็หาได้แคร์ไม่ นั่งบอกรายละเอียดบทและกำหนดการซ้อมเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย ก่อนที่จะขอแยกตัวกลับไปประชุมงานต่อ




            “จีฮโยทำงานหนักน่าดูเลยเนอะ” ซานะเปรยขณะมองแผ่นหลังเจ้าหล่อนเดินเลี้ยวเข้าอาคารจนลับสายตา “หลังจากนี้เธอเองก็ต้องซ้อมหนักเลยใช่มั้ย”



            “ช่วงนี้ยังไม่หนักหรอก” มินะไล่นิ้วตามตารางการซ้อมกิจกรรม “หนักช่วงท้ายอ่ะคงซ้อมทั้งวันทั้งคืนอีกตามเคย”



            “หืมอย่างนี้เธอก็อดทำคะแนนกับน้องแชยองอะไรนั่นเลยสิ ระวังมีคนแย่งจีบไม่รู้ด้วยน้า”



            นังเพื่อนร้ายกาจ! ตบปากตัวเองสิบทีเดี๋ยวนี้ ปฏิบัติ!



            “ไม่เป็นไรหรอกน้องแชยองของฉันใสจะตาย ขนาดฉันหยอดไปทุกวันยังไม่สะทกสะท้านเลย” บ่นมุบมิบแล้วพ่นลมอย่างขัดใจ นึกถึงวันก่อนที่เธอซื้อแซนด์วิชกับนมกล่องให้แชยองกินตอนเช้าเพราะเด็กนั่นมักตื่นสายจนไม่มีเวลาหาของกิน



            ตามสไตล์เจ้าของไร่อ้อยอิมพอร์ตจากญี่ปุ่น มินะก็ไม่พลาดหยอด สายตาและรอยยิ้มงี้หวานเชื่อมจนมดแทบกรูกันขึ้นมาจากรัง



            แต่ตราบใดที่โลกยังโคจรรอบดวงอาทิตย์ ซนแชยองก็ยังคงเป็นซนแชยอง เด็กอายุสิบหกคนเดิมที่ไม่รู้ตัวว่าถูกสาวญี่ปุ่นข้างห้องแจกอ้อย มิหนำซ้ำยังฉีกยิ้มกว้างชื่นชม พี่มินะคงจะมีเงินเยอะเหลือเฟือเลยเนอะถึงซื้อของแจกคนอื่นได้บ่อย ๆ พี่น่าจะเช่าหอพักหรู ๆ มากกว่านี้นะ



            เหมือนโดนตบหน้าด้วยกระป๋องยาฆ่าแมลงอ่ะค่ะ



            หมดกันความหวานแหววที่บิ๊วต์มา



            ถ้าจะมีใครสักคนมาแย่งจีบแชยอง เธอเชื่อเหลือเกินว่าคู่แข่งคนนั้นจะต้องตรอมตรมอกแตกตายไปกับความซื่อบื้อของเหยื่อก่อนแน่นอน



            แต่ก็หวังว่าจะไม่มี



           

---------------------------------------------------------------------------------

 



            ช่วงสายของวันธรรมดา เป็นเวลาที่ร้านอาหารเงียบเหงาที่สุด



            เพราะเพิ่งจัดเตรียมของทุกอย่างที่ต้องใช้เรียบร้อยแล้ว บวกกับตอนนี้ก็ยังไม่มีลูกค้าคนใดย่างกรายเข้ามา สองพนักงานสาวจึงได้แต่นั่งรับลมอย่างเหงาหงอยอยู่ในร้าน นายอนแหงนหน้ามองภาพความเคลื่อนไหวบนโทรทัศน์ ขณะที่จองยอนนั่งเล่นโทรศัพท์ฆ่าเวลาอยู่ไม่ไกล



            “น่าเบื่ออออออออออออออออออออออออออ” นายอนคร่ำครวญ เกลือกกลิ้งร่างบนเก้าอี้โซฟา งอแงราวกับเด็กเล็กที่ถูกพ่อแม่ทิ้งให้เฝ้าบ้านกับพี่สาวที่เอาแต่เล่นเกมส์ ไม่สนใจดูแลน้อง



            กว่าสองชั่วโมงแล้วที่พวกเธอนั่งว่างงานกันอยู่แบบนี้ ไม่มีลูกค้า ไม่มีแม้แต่คนเดินผ่านไปมาจนน่าสงสัยว่าเขาหายไปไหนกันหมด ทุกอย่างสงบนิ่งกว่าปกติ รายการบนโทรทัศน์ก็ซ้ำซากเหมือนเคยจนน่าหงุดหงิด



            “พอกันที ฉันจะไม่ทนละ”



หญิงสาวยันตัวเองขึ้นยืน กระแทกส้นเท้าดังปึงปังตั้งใจเดินออกจากบริเวณร้าน เรียกความสนใจจากจองยอนให้ละสายตาจากโทรศัพท์ “แล้วเธอจะไปไหน”



            “เข้าครัว”



            “แต่ลูกค้ายังไม่มา” สาวผมสั้นนิ่วหน้า



            “นี่ ฟังนะ ยูจองยอน” เรียกชื่อจริงเต็มยศสอดคล้องกับความหงุดหงิดที่แล่นมาเป็นริ้ว “ฉันเป็นแม่ครัว และตอนนี้ฉันก็กำลังว่างแบบวางว่างว้างว๊างว๋าง เพราะงั้นเพื่อทำตัวเองให้เป็นประโยชน์ ฉันก็ควรจะเอาเวลานี้พัฒนาฝีมือการทำอาหาร ครีเอตเมนูใหม่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า”



            แล้วลูกค้าที่ไหนเขาเรียกร้องวะ?



            “และเธอต้องช่วยฉันชิมด้วย รอแป๊บนะ” ยังไม่ทันที่จองยอนจะได้เอ่ยปากค้านอะไร นายอนก็สรุปเองเออเองเสร็จสรรพเสร็จแล้วหายเข้าโซนห้องครัวไป




            พนักงานสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่กับความเอาแต่ใจของเพื่อนร่วมงานพวกเธอเจอกันครั้งแรกเมื่อสามปีก่อน นายอนเคยเป็นอย่างไรตอนนี้ก็ยังคงเป็นเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน จากตอนแรกที่เธอคิดว่าแม่ครัวสาวคงพัฒนาตัวเองให้เติบโตและใจเย็นขึ้นเองตามอายุ กลับกลายเป็นว่าเธอเองเนี่ยแหล่ะที่เป็นฝ่ายเคยชินกับนิสัยไม่น่ารักของนายอนโดยไม่รู้ตัว



            ถ้าเปรียบเทียบคงเหมือนพี่สาวหรือแม่ที่สปอยล์ลูกสาวคนเล็กจนเสียคนล่ะมั้ง



            เธอรู้ดีว่าบางครั้งมันก็ไม่สมควรมากพอกับที่รู้ว่าตัวเองไม่สามารถขัดใจนายอนได้สักทีนั่นแหล่ะ




            หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็ได้กลิ่นอาหารลอยโชยมาเตะจมูก ไม่ต้องเสียแรงหันไปมองก็รู้ได้ทันทีว่าปัญหาชิ้นใหญ่กำลังจะตามมาในไม่ช้า



            “นี่คือ?



            “เมนูใหม่ อาหารของนาบงหมายเลขสิบแปด” ริมฝีปากขยับด้วยความภาคภูมิใจพลางยิ้มกว้างจนเห็นฟันกระต่ายชัดเจน “เป็นเมนูที่เหมาะกับช่วงเวลาเร่งรีบ มีแค่ของเหลือก้นตู้ก็ทำได้”



            สาธยายวัตถุดิบและวิธีการทำอีกร้อยแปดตั้งแต่ต้นจนจบที่จองยอนไม่เข้าใจไม่ใช่เพราะเธอไม่มีเซ้นส์เรื่องการทำอาหาร หากเพราะรูปร่างหน้าตาและสีสันของอาหารตรงหน้ามันดึงดูดความสนใจไปหมดจนสมองอื้ออึงไม่รับรู้สิ่งใดแล้วต่างหาก



            ตะลึงในความสวยงามเหรอ? ไม่



          เรียกว่าสะพรึงน่าจะใกล้เคียงกว่า



            ขยายความอย่างง่ายมันก็คือเมนูที่เอาของเหลือทุกอย่างซึ่งไม่ผ่านการคำนึงว่ารสชาติมันไปด้วยกันได้มั้ยมาคลุกรวมกันนั่นแหล่ะ




            ถ้าไม่ใช่เพราะว่ามีสายตาคาดหวังของคนทำจ้องมองอยู่ สาบานได้เลยเธอไม่คิดจะตักสิ่งนั้นใส่ปากแน่นอน



            “อร่อยมะ”



            ถามแบบนี้แสดงว่ายังไม่ได้ชิมก่อน



            แต่ก็นะด้วยความมั่นใจที่พกมาเป็นปรอทว่าทุกอย่างต้องดีเลิศประเสริฐศรี นายอนไม่ค่อยชิมอาหารที่ตัวเองทำ ซึ่งพวกเมนูธรรมดาที่ทำตามสูตรเป๊ะเจ้าตัวก็ทำได้อร่อยกว่ามาตรฐานอยู่หรอก



            ยกเว้นเมนูซีรี่ส์นาบงที่คิดค้นเองแบบโคตรจะครีเอต



            “ในบรรดานาบงทั้งสิบแปดหมายเลข อันนี้กินง่ายสุด” จองยอนตอบทั้งที่ยังเคี้ยว รสสัมผัสแปลกใหม่กระจายเต็มโพรงปาก




“แต่ฉันก็ไม่คิดว่าคุณจอนจะอนุมัติให้เธอทำขายลูกค้าอยู่ดี”



           

---------------------------------------------------------------------------------

 



            รู้มั้ยว่าอะไรคือเรื่องน่าเบื่อที่สุดสำหรับการอยู่หอ



            ไฟดับ



            และที่น่าหงุดหงิดกว่าคือเธอไม่ทันคาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้น จึงไม่ได้เตรียมไฟฉาย เทียน ไฟแช็ก หรือแม้แต่อะไรสักอย่างที่จะช่วยส่องสว่างได้เลยสักนิด



            ครั้นหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาหมายจะเปิดฟังก์ชั่นไฟฉายช่วยส่องนำทาง ก็ต้องพบว่าเหลือแบตอีกแค่ไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ แน่นอนว่ามันคงอยู่เป็นเพื่อนได้อีกไม่นาน มินะจึงเลือกที่จะปิดเพื่อรักษาพลังงานไว้สำหรับกรณีฉุกเฉิน



            ถ้าภายในสิบนาทีแล้วไฟยังไม่กลับมา



            และตอนนี้ไฟก็ดับเกินเวลาที่ตั้งไว้แล้ว



            มินะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายถึงผู้ดูแลหอ หวังว่าจะได้รับคำตอบที่ดีว่าเหตุใดไฟถึงดับทั้งที่ฝนไม่ตก



            แต่ไม่มีใครรับสาย



            เจริญมากค่ะสังคม



            พลังงานสุดท้ายที่เหลือเริ่มร่อยหรอลงทุกที แน่นอนว่าเธอไม่สามารถถ่อสังขารเดินฝ่าความมืดเดินลงบันไดไปเคลียร์กับเจ้าหน้าที่ข้างล่างได้ด้วยยังรักชีวิตตัวเองเกรงว่าจะเผลอก้าวพลาดตกบันไดคอหักตายก่อนวัยอันควร




            ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดคือการถามคนห้องข้าง ๆ



            เรียกว่าเป็นการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสโดยแท้



            ถือสายรอไม่นานก็ได้ยินเสียงอีกฝ่ายดังลอดออกมาอย่างรู้ทัน ไม่ปล่อยให้เธอเอ่ยก่อนด้วยซ้ำ “จะถามเรื่องไฟดับเหรอ”



            “อื้อ แชยองรู้มั้ยว่ามันเป็นเพราะอะไร”



            “ระบบไฟฟ้าน่าจะขัดข้องอีกแล้วมั้ง หอชอบเป็นงี้บ่อย ๆ แหล่ะ”



            “แล้วมันจะดับอีกนานมั้ย”



            “ไม่แน่ใจนะ บางครั้งก็แป๊บเดียว บางครั้งก็ดับทั้งวันทั้งคืนเลย” แชยองหยุดพูดชั่วครู่ แล้วจึงถามกลับอย่างนึกได้ “ตอนนี้พี่มินะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า”



            ปัญหาใหญ่มากเลยค่ะ



            “คือฉันไม่มีไฟฉาย แล้วแบตก็” พูดยังไม่ทันขาดคำ



            ดับไปแล้ว




            มินะกุมขมับ พ่นลมหายใจเข้าออก นับหนึ่งถึงร้อย หรืออะไรก็ตามที่จะช่วยทำให้เธอใจเย็นและไม่เผลอกรีดร้องออกมาจนชาวบ้านชาวช่องเขาคิดว่าเกิดการฆาตกรรมอะไรเทือกนั้นขึ้นระหว่างไฟดับแบตก็หมด พลังงานสำรองก็ไม่มีเหลือ มิหนำซ้ำยังได้คุยกับแชยองแค่แป๊บเดียว



            แม่คะ โลกนี้ไม่ยุติธรรมเลย



            ระหว่างที่ตัดพ้อต่อว่าน้อยใจชะตากรรมอันโหดร้ายของตัวเองบนเตียงนอน ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูหนัก ๆ เป็นทำนองเพลงใหม่ล่าสุดของเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดัง พร้อมกับเสียงทุ้มหวานคุ้นหู ละม้ายคล้ายเสียงของคนที่เธอเพิ่งโทรคุยด้วยเมื่อไม่กี่วินาทีที่ผ่านมา



            “พี่มินะ เป็นอะไรหรือเปล่า” โวยวายดังลั่นชนิดที่ว่าไม่ได้กลัวห้องใกล้เคียงเขาจะเปิดประตูออกมาด่าเลยสักนิด “เฮ้ ยังมีชีวิตอยู่มั้ย”



            อุ้ย น้องแชยองเป็นห่วงด้วยล่ะ



            เพียงเท่านั้นอารมณ์ขุ่นมัวทั้งหมดก็พาลสลายหายไปในพริบตาราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มินะอมยิ้มให้กับตัวเองเล็กน้อย เดินคลำทางฝ่าความมืดไปเปิดประตูเพื่อพบหน้าผู้มาเยือน



            สิ่งแรกที่ปรากฏคือแสงจากไฟฉายสว่างวาบ หญิงสาวพยายามหยีตาปรับโฟกัสให้เคยชิน ขณะที่คนตัวเล็กเจ้าของไฟฉายรีบพูดโพล่งอีกครั้งด้วยเสียงที่ลดระดับความเบาลงกว่าเดิมนิดนึง




            “เป็นอะไรอ่ะ อยู่ดี ๆ ก็ตัดสาย”



และเนื่องจากมีแสงสว่าง มันจึงมากพอให้เธอเห็นคิ้วขมวดกับใบหน้ายุ่ง ๆ ของอีกฝ่ายชัดเจน



            “แบตหมดพอดีน่ะ” รูปประโยคชวนให้แสดงสีหน้าเบื่อหน่าย ทว่าภาพคนอายุน้อยกว่าที่แสดงความคับข้องใจอยู่ตรงหน้าทำให้มินะไม่อาจห้ามรอยยิ้มระรื่นของตัวเองได้เลย



            น้องแชยองเป็นห่วงฉันย่ะ! ตั้ลล้ากกก



            “แล้วห้องพี่ไม่มีอะไรพอจะเป็นแสงได้เลยเหรอ” แชยองสาดไฟ ชะโงกหน้าตามเข้ามาผ่านช่องประตู ไม่ทันรู้ตัวว่าเกือบชนหน้าเจ้าของห้องที่ได้แต่ยืนตัวแข็งเพราะความเกร็งอยู่ตรงที่เดิมนั่นน่ะ



            กะใกล้มาก!



            ถึงภายในใจจะกรีดร้องว่าอยากได้น้องเขาอยู่บ่อยครั้ง แต่พอได้ใกล้ชิดกันของจริงก็พาลให้เธอเขินจนทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน มินะขยับตัวเล็กน้อยเพื่อสร้างระยะห่าง ก้มหน้างุดซ่อนรอยแดงบนแก้มใส มือไม้พาลเกะกะจนต้องยกขึ้นเอาผมทัดหูแก้เขิน



“อะ อื้อ ก็คงอยู่เหงา ๆ จนกว่าไฟจะมา” พูดจบก็เหลือบตามองปฏิกิริยาคนฟังอย่างคาดหวัง




            อ่อยขนาดนี้ถ้ายังไม่รู้ตัวว่าควรทำอะไรต่อ ขอแนะนำให้ลาบวชชี ละจากทางโลกเลยนะคะ



          ไม่ได้หมายถึงน้องแชยองนะ หมายถึงตัวเองเนี่ย!




            “พี่กลัวความสูงมั้ย” โดยไม่ทันคาดคิด จู่ ๆ คนตรงหน้าก็โพล่งถามอีกเรื่องซึ่งหาความสอดคล้องกับบทสนทนาก่อนหน้านี้ไม่ได้เลยสักนิด มินะต้องทวนเสียงหลงด้วยไม่มั่นใจว่าเธอฟังผิดพลาดหรือแชยองพูดไม่เคลียร์เอง



            “อะไรนะ?



            “ฉันถามว่าพี่มินะกลัวความสูงมั้ย” เน้นย้ำชัดถ้อยชัดคำ แววตาจริงจังเป็นเครื่องช่วยยืนยันอย่างดีว่าไม่ได้ล้อเล่น



            “ไม่” สาวญี่ปุ่นส่ายหน้าทั้งที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ความแปลกใจเข้ามาแทนที่อารมณ์เขินอายก่อนหน้านี้ราวกับมันไม่เคยเกิดขึ้น “แล้วกลัวความสูงเกี่ยวอะไรกับไฟดับ”



            แชยองเหยียดริมฝีปาก



            ให้ตายเถอะ เธอกล้าสาบานต่อพระผู้เป็นเจ้ามินะไม่เคยเห็นรอยยิ้มแบบนี้จากแชยองมาก่อน มันทำให้เธอใจเต้นแรงกว่าที่ผ่านมา ขณะเดียวกันก็รู้สึกไม่น่าไว้วางใจ




            “ก็ถ้าไม่กลัว ฉันจะพาพี่ไปทำอะไรแก้เบื่อระหว่างรอไฟ”

 


           

---------------------------------------------------------------------------------

 


           

            “เวลาไฟดับฉันชอบมาตรงนี้” แชยองพูดเจื้อยแจ้วอย่างอารมณ์ดี เก็บไฟฉายลงเพราะตอนนี้มีท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เปิดโล่งกับดวงไฟของตึกมากมายที่รายล้อมหอพักเล็ก ๆ ของพวกเธอช่วยทดแทน สายลมหวีดหวิวพัดผ่านร่างพอให้รู้สึกเย็นนิดหน่อย หากเธอคิดว่ามันดีกว่าการนั่งอุดอู้อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ เป็นไหน ๆ




            “บางทีก็วาดรูป บางทีก็มองพวกตึก นับว่ามันมีไฟทั้งหมดกี่ดวงพี่คิดว่ามันน่าเบื่อหรือเปล่า” ท้ายประโยคหันมาถามความเห็นผู้ร่วมอุดมการณ์อย่างใส่ใจ แม้สายตาจะยังจับจ้องภาพความกว้างใหญ่เบื้องหน้า “ถ้าพี่เบื่อฉันเดินลงไปส่งที่ห้องได้นะ”



“ไม่เลย” มินะส่ายหน้า ขยับแขนพิงขอบกั้นระเบียงดาดฟ้า กวาดสายตามองบรรยากาศโดยรอบที่ดูน่าสนใจไปหมด



น่าจะเรียกว่าแปลกใจแต่มันก็ไม่ได้เลวร้าย




เหนื่อยนิดหน่อยตรงที่ต้องเดินขึ้นบันไดถึงห้าชั้น แต่ถ้าหักลบกับเรื่องที่เจ้าถิ่นตัวน้อยเดินจับมือนำเธอมาตลอดทางโดยไม่ปล่อยแม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียว ก็นับว่าคุ้มค่าอยู่



มันทำให้เธอรู้ว่าภายใต้เปลือกแข็งกระด้าง ความจริงแชยองเป็นเด็กละเอียดอ่อนมากกว่าที่คิด



            แชยองไม่จำเป็นต้องมาเคาะเรียกเธอถึงห้องเพียงแค่สายถูกตัด ไม่จำเป็นต้องพาขึ้นมารับบรรยากาศถึงดาดฟ้า ไม่จำเป็นต้องจับมือด้วยตลอดทางเพียงเพราะเธอเกือบสะดุดแค่ครั้งเดียวตอนเริ่มต้นและไม่จำเป็นต้องสนใจด้วยซ้ำว่าเธอจะเบื่อหรือเปล่า



            แต่เพราะการใส่ใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ นี่แหล่ะ ถึงทำให้ดูน่ารัก



ลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของคนตัวเล็ก ก้อนเนื้อขนาดเท่ากำปั้นข้างในอกข้างซ้ายก็สั่นระรัวไม่เป็นจังหวะอีกครั้ง ริมฝีปากเม้มเข้าหากันด้วยความประหม่าเมื่อเกิดคำถามบางอย่างขึ้นในห้วงความคิด



            “แชยอง”



            “หืม”



“เคยมาที่นี่กับใครหรือเปล่า”




            “ไม่เคย” แชยองไหวไหล่ขณะเลิกสนใจทิวทัศน์ของตึก เบนกลับไปทางคนสูงกว่าข้างกายจนสายตาประสานกันด้วยความตั้งใจ “กับพี่น่ะเป็นคนแรก”




            จบประโยคพร้อมรอยยิ้มบางที่ทำเอาใจคนมองกระตุกซ้ำแล้วซ้ำเล่า



            เขินมั้ยให้ทาย




            คล้ายกับเป็นปฏิกิริยาตอบสนองเพื่อรักษาความปลอดภัย มินะเบือนหน้าหลบไปอีกทางด้วยกลัวว่าหากโดนดวงตากลมแป๋วฉายประกายใสซื่อนั่นจ้องนานเข้า อีกฝ่ายจะรู้ว่าตอนนี้เธอหน้าแดงมากขนาดไหน



            ต่อให้เธอไม่เห็นหน้าตัวเอง ต่อให้ไม่มีกระจกส่อง แต่จากอุณหภูมิเห่อร้อนกับรอยยิ้มกว้างที่ปิดไม่มิดนั่นก็เพียงพอให้เธอคาดเดาสภาพตัวเองตอนนี้ได้ง่ายดาย




            “ขอเป็นคนเดียวด้วยได้มั้ย” พึมพำเบาหวิวในลำคอจนแทบจะกลืนไปกับสายลม เพิ่งเคยรู้สึกว่าการพูดประโยคสั้น ๆ เป็นเรื่องยากก็คราวนี้



            มันไม่ใช่คำขอซะทีเดียวหรอกเป็นแค่ความต้องการอย่างเอาแต่ใจของเธอเท่านั้น




            แชยองเงียบไปนานจนคนรอฟังเริ่มใจเสีย กระทั่งริมฝีปากบางเปล่งเสียงทุ้มออกมาอีกครั้ง “ฉันก็ไม่คิดว่าจะพาใครมาข้างบนนี้บ่อย ๆ หรอกนะ”



            “...”



“ถึงไม่ขอ ตอนนี้พี่มินะก็เป็นคนเดียวอยู่แล้ว”



“ขะขอบใจ” มีถ้อยคำนับล้านอยู่ในหัวที่เหมาะสมกับการอธิบายความรู้สึกทั้งหมดของเธอมากกว่านี้ ดังนั้นเธอจึงแทบจะกัดลิ้นตัวเองเสียให้รู้แล้วรู้รอดเมื่อสำนึกได้ว่าเมื่อครู่เป็นการตอบรับที่โง่เง่าที่สุดในโลก



แต่จะให้ทำอย่างไรได้ในเมื่อมันเป็นสิ่งที่เธอไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะได้รับจากเด็กสาวที่เธอเคยตราหน้าว่าซื่อบื้อนักหนา หรืออาจเป็นเพราะความซื่อของเจ้าตัวนั่นแหล่ะ ถึงทำให้สามารถพูดประโยคดังกล่าวได้ง่าย ๆ ไม่รู้สึกอะไรราวเป็นเพียงการทักทายดาษดื่น



เธออ่านความคิดใครไม่ได้ เธอไม่รู้ว่าแชยองรู้สึกอย่างไรระหว่างเอ่ย



            “งั้นสัญญาได้มั้ยว่าจะไม่พาใครขึ้นมานอกจากฉัน”



สิ่งเดียวที่เธอรู้ และมั่นใจกล้าที่จะบอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำ



“ได้ฉันสัญญา”



 

ทั้งหมดไม่ใช่ความชอบหรอก



หมายถึงตอนนี้อาจมากพอจะเรียกมันว่าความรักแล้วก็ได้





           

***************************************************************************************

เปิดตัวอีกคู่ จะเป็นใครไปได้นอกจาก แม่ครัวนาบงและทาสรักจองยอน ทูยอนของเรานั่นเอง

ถ้ามิแชงเป็นคู่เขินรักใส ๆ แบบเด็กน้อย ทูยอนก็เป็นฟีลผู้ใหญ่แหล่ะค่ะ (กรุณาอย่าคิดสิบแปดบวก)

คิดว่าน่าจะเล่าแบบจริงจังแค่สองคู่นะคะ เราไม่ถนัดเขียนหลายคู่ 55555555

แต่รับรองว่าตัวละครอื่นก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กันเลยค่ะ

สำหรับมิแชงก็ค่อนข้างพัฒนาอย่างรวดเร็ว และจะพัฒนาต่อไปค่ะ

ก็มาดูกันเนอะว่าอนาคตใครจะผิดคำสัญญาก่อนกัน


#FicSweetest

 

ปล.ช่วงนี้ฝนตก อากาศเป็นใจ ขอรบกวนเชิญอ่านวันช็อตมิแชงเรื่อง When this World is Crying นะคะ

ไม่ต้องจิ้มค่ะ ไม่ได้สร้างลิ้งก์ ขี้เกียจ กดอ่านเองในผลงานเรื่องอื่นๆ เนอะ /อ้าว อินี่ 

แค่ต้องเตือนก่อนว่ามันค่อนข้างดราม่า  ถ้าไม่ชอบจะไม่อ่านก็ได้ค่ะ ขอแค่ให้เราได้ขายตรง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

390 ความคิดเห็น

  1. #376 Mimi (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2562 / 16:59

    น่ารักไม่หยุดเลยเจ้าแชงเอ้ยยยย

    #376
    0
  2. #247 Ce'ces Rizle (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2559 / 07:23
    มินาริจะพรากผู้เยาว์แล้วเหรอคะ 555555 เมื่อไหร่น้องมันจะรู้ตัวนี่อิพี่มันแจกอ้อยจนอ้อยในไร่จะหมดสวนแล้ว เออ แต่ดูท่าทางแล้วพีามันน่าจะปลูกเพิ่มวะ 55555
    #247
    0
  3. #147 aristocrazy7 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2559 / 02:17
    โอ้ยน่ารัก มินาริเขินก็น่ารัก แชงตาแป๋วก็น่าพรากผู้เยาว์55555 สู้ค่ะไรท์เตอร์
    #147
    0
  4. #112 Miguri (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2559 / 19:40
    เขินแรงงงง





    #112
    0
  5. #81 อาจื่อวีของเค้า (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2559 / 23:56
    แอร๊ยยยยยย เขินอ้าาา น่ารักทั้งคู่เลย เริ่มมีไจไห้กันแล้วอะ น้องแชงเริ่มไม่บื้อแล้วว แอร๊ยยย พี่มินะก้น่ารักหยอดตลอดเลยย ><
    #81
    0
  6. #80 bananatree2 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2559 / 21:03
    น่อววววววววว แชงแชงงี่ของเราใสๆจริง
    ไม่รู้เลยรึไงว่าพี่เค้าอ้อยเราซะขนาดไหนอ่ะ ถถถถ
    หรือรู้แล้วแต่ทำเป็นไม่รู้กันแน่น้าาาาา คึคึคึ~~
    รอจ้าาา
    #80
    0
  7. #79 chaengeee (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2559 / 14:25
    งื้ออออน้องแชงซื่อจริงๆหรือแอบอ่อยพี่เค้าค่ะ55555555555
    #79
    0
  8. #78 TaTRV (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2559 / 06:24
    เห้ยยย ชอบมิเเชงอยู่เเล้วยังมีทูยอนอีกยิ่งชอบเลยอะไรท์ รักไรท์ >3< ทูยอนดี๊ดี
    #78
    0
  9. #77 osaka okonomiyaki (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2559 / 02:32
    แอร๊ยจิกหมอนมาก เขินหนักมากกรี๊ดดดดด-//////////////////- ชอบมากกกค่ะ ชอบตอนที่น้องแชงมาหาที่ห้อง เดินจับมือ น่ารักกกก


    #77
    0
  10. #76 apolloxx17 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2559 / 01:07
    นี่คือยังไงคะ พี่มินะเทอ้อยจนจะหมดญี่ปุ่นแล้วน้องแชงเพิ่งกระเตื้องเหรอคะ 555555555 นี่คือมันเข้าใจว่าเค้าจีบมั้ยวะคุณณณณณณ หรือแค่ตอบเพราะความบื้อ คือเดาอะไรน้องแชงไม่ได้เลยค่ะ ;4;
    #76
    0
  11. #75 dark (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2559 / 00:19
    พึ่งได้มาอ่านฟิคเรื่องนี้ น้องแชงคนซื่อจริงๆค่ะ555555555 แต่พอไรต์ปิดท้ายเรื่องผิดสัญญานี่เล่นเอาใจไม่ดีเลยฮือ เหมือนดราม่ากำลังจะตามมาในอีกไม่ช้า
    #75
    0
  12. #74 kumyoon (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2559 / 23:29
    อ่านตอนนี้ละเขินหนักมากกก >< ทำไมรู้สึกน้องแชงรุกพี่มินะ55555
    #74
    0
  13. #73 _PimzZ_ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2559 / 23:24
    อ้าว ทำไมทิ้งท้ายว่าจะมีคนผิดสัญญาละ..... ไม่สิ
    อ่านไปก็เขินจะตาย โอ้ยยยย น่ารัก
    น้องแชงคะ พี่ขอได้ไหม ถ้าหนูมัวแต่ซื่ออย่างนี้ พี่จะขโมย!!!
    #73
    0
  14. #72 Thelordz (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2559 / 23:21
    พี่มินะคะ พี่ไปเอาความมั่นใจและความขี้อ้อยนี่มาจากซาตังใช่มั้ยบอกมานะ พี่รุกแรงมากค่ะบอกเลย ถ้านี่เป็นน้องแชงคงนอนดิ้นตกดาดฟ้าละค่ะ ดาเมจพี่รุนเเรงมาก
    #72
    0
  15. #71 มินาแชงแฟมิลี่ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2559 / 23:19
    ตายค่ะตาย เขินมากกกกก ฮื้ออออออ อยากรู้ความคิดแชงจัง นี่คิดว่าน้องรู้หมดแหละว่ามินะคิดยังไง แต่ทำมึนแก้เขิน โอ่ย อ่านแล้วยิ้มตาม เขินตามเลยค่ะ มาต่อไวๆนะคะ สู้ๆค่ะ
    #71
    0
  16. #70 khunlung_s (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2559 / 22:56
    น้องแชงนี่ซื่อจริงๆ รึป่าวคะ อ่านๆ ไปบางทีก็สงสัย 5555555555
    #70
    0
  17. #69 BearBD (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2559 / 22:55
    โอ้ยย อยากให้น้องแชงช่วยพี่มินะซ้อมละครเวทีจริงๆเล้ยย
    อาหารของพี่นายอน...อืมมม พี่จองยอนกินเข้าไปแล้ว..ไม่เป็นอะไรใช่มั้ยนั่น 555
    #69
    0