[TWICE] SWEETEST SENTIMENT : MiChaeng

ตอนที่ 4 : Chapter 3 : Fluster Flutter

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,469
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    6 มิ.ย. 59



Chapter 3 : Fluster Flutter



 

เธอเกลียดความกระวนกระวายใจ

แต่ที่เกลียดกว่าคือการที่ตัวเองไม่สามารถจัดการกับมันได้เลย




 

            มินะไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามนุษย์เราสามารถมีความสุขได้เพียงแค่นั่งเฉย ๆ



            การนั่งบนพื้นห้องโดยมีเพียงเบาะผ้าสีซีดรองก็ดูจะไม่เป็นปัญหาใหญ่สำหรับเธอเลยสักนิด ถ้าเทียบกับสิ่งที่ได้รับตอนนี้ภาพตรงหน้าคือเด็กสาวตัวเล็กควบตำแหน่งเจ้าของห้องกำลังตั้งใจผัดข้าวในกระทะอย่างคล่องแคล่วตัดกับรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูเหมือนแค่เด็กดื้อคนหนึ่ง ไม่น่าทำงานแบบนี้เป็นด้วยซ้ำ



            บางทีแชยองก็มีบางสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกแปลกใจได้เสมอ



            ทุกอากัปกิริยาที่เคยดูน่าเบื่อของการทำครัว บัดนี้มันกลับน่าสนใจ และอยู่ภายใต้สายตาของเธอแทบตลอดเวลา



            ข้าวของในห้องไม่ได้ถูกจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบ แผ่นกระดาษกับสมุดวางสุมกันไว้เป็นกองบนโต๊ะทำงาน หากยังอยู่ห่างไกลจากคำว่าสกปรกอย่างน้อยก็สะอาดกว่าห้องข้าง ๆ



            ไม่ต้องเสียเวลาเดา หมายถึงห้องของเธอเองนั่นแหละ


          แหม ว่าแล้วก็อยากจะถามน้องแชยองว่าสนใจมาช่วยทำความสะอาดห้องพี่มินะมั้ยเอ่ย



            ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่ในภวังค์ความคิดเพ้อเจ้อไม่นานนัก อาหารมื้อเย็นก็ถูกวางเสิร์ฟบนโต๊ะทรงเตี้ยตรงหน้า ดวงตากลมแป๋วพร้อมรอยยิ้มกว้างฉายประกายภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด “เสร็จแล้ว”


            แค่อวดข้าวผัดไม่จำเป็นต้องยิ้มหวานให้น่ารักขนาดนั้นก็ได้มั้ยล่ะ



            มื้ออาหารดำเนินอย่างเงียบเชียบ มินะเหลือบสายตามองเด็กตรงหน้าที่เอาแต่ยัดข้าวใส่ปากราวกับว่านี่เป็นอาหารมื้อสุดท้ายของชีวิตจะว่าเอ็นดูก็ใช่ แต่นอกเหนือจากนั้นก็อยากให้อีกฝ่ายสนใจเธอบ้าง



            “ทำไมถึงชวนฉันมาที่ห้องล่ะ” ครั้นจะรอให้แชยองเอ่ยปากก็คงรากงอกกันพอดี มินะจึงตัดสินใจหาเรื่องทำลายความเงียบเอง “เอ่อหมายถึง เราเพิ่งรู้จักกันแค่ไม่กี่วันเอง”



            แชยองละสายตาจากอาหารเป็นครั้งแรกในรอบหลายนาทีที่ผ่านมา


            “บอกแล้วไงว่าตอบแทนที่พี่ใจดีซื้อขนมให้ฉันตั้งเยอะ ถือโอกาสขอโทษที่ฉันเคยทำตัวไม่ดีใส่ตอนเจอกันครั้งแรกด้วย” น้ำเสียงฉะฉานทว่าเจือแววรู้สึกผิดไม่ใช่เรื่องน่ายอมรับหรอก แต่เธอก็เป็นคนมนุษย์สัมพันธ์แย่กับคนไม่รู้จักมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว



            ที่แย่กว่าคือหาทางแก้ไม่ได้ มันเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ



            อาจเพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา หลายครั้งเธอต้องเจอกับพวกคนน่าเบื่อที่ชอบตัดสินเธอก่อนด้วยมั้ง



            บางทีเธอก็ต้องสร้างกำแพงคุ้มกันตัวเองบ้าง



            สำหรับพี่มินะเหมือนเป็นกรณียกเว้น เพียงระยะเวลาไม่นานคนอายุมากกว่าก็พาตัวเองข้ามผ่านกำแพงที่เธอสร้างไว้ทีละนิด ไม่ใช่แค่เพราะซื้อขนมให้ บางทีอาจรวมถึงน้ำเสียง สายตา และท่าทางเป็นมิตรที่แสดงออกมาตลอดเวลานั่น



            “...”



            ใบหน้ามินะยังคงฉาบด้วยรอยยิ้ม ขณะรอฟังคำพูดต่อไปของแชยอง



            “แล้วก็ที่กล้าชวนเข้าห้องเพราะพี่มินะดูไม่ใช่คนเลวร้าย คงไม่ทำอะไรไม่ดีกับฉันหรอกมั้ง”



            อ่อ ไม่ค่ะ อันที่จริงพี่คิดอกุศลมากมายตั้งแต่ก้าวขาเข้ามาในห้องเลยค่ะ



            “นั่นสินะ” มินะยิ้มรับด้วยหัวใจปลื้มปริ่ม ก้มหน้าเขี่ยข้าวในจานเล็กน้อยแก้เขิน แน่นอนว่าเธอเลือกเก็บความคิดก่อนหน้านั้นไว้เงียบ ๆ คนเดียวเพื่อไม่ให้เหยื่อ เอ๊ย น้องเขามองเธอเป็นคนเลวร้าย “ยังไงก็ขอบคุณแชยองมากนะที่ชวนกินข้าวด้วยกัน”



            จากนี้คงต้องแสร้งทำเป็นคนไม่มีอะไรกินบ่อย ๆ จะได้ถือโอกาสเนียนขอกินข้าวด้วย



            พอเริ่มบทสนทนาครั้งแรกได้สำเร็จแล้ว ครั้งต่อไปก็ค่อย ๆ ทยอยตามมาอย่างเป็นธรรมชาติ จากของคาวเป็นของหวาน มันทำให้พวกเธอรู้จักกันและกันมากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น อย่างเช่นงานอดิเรก การเรียน เพื่อน สิ่งที่ชอบ เรื่องสนุกภายในหอพัก ลามไปถึงนินทาคู่สามีภรรยาห้องร่วมชั้นที่มักทะเลาะกันบ่อยครั้ง



            มินะไม่ใช่คนช่างพูด และวันนี้เธอก็พูดมากกว่าปกติเยอะเลย



            แน่นอนว่ามีอีกสิ่งหนึ่งที่มินะอยากรู้เกี่ยวกับการที่แชยองอยู่ห้องคนเดียวทั้งที่เป็นแค่เด็กมัธยมปลาย น่าสงสัยน้อยเสียเมื่อไร ตลอดบทสนทนาคราวนี้เจ้าตัวไม่ได้เอ่ยถึงพ่อแม่หรือญาติพี่น้องเลยแม้แต่ครั้งเดียว ประหนึ่งว่ามันเป็นเรื่องร้ายแรงที่ไม่ควรพูดอย่างไรอย่างนั้น



            แต่จะให้ถามตอนนี้ก็คงเสียมารยาทเกินไปหน่อย เธอจึงทำได้เพียงเก็บความข้องใจนี้ไว้ข้างในเงียบ ๆ แค่รอให้ถึงโอกาสที่เหมาะสมก่อน




            ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไรแต่หวังว่ามันคงไม่นาน




           

            ---------------------------------------------------------------------------------

 



            “เธอตื่นสาย” มินะเอ่ยเย้าทันทีที่เห็นเด็กสาวตัวเล็กโผล่พ้นออกจากประตูห้อง



            “นิดหน่อยเองน่า” แชยองหน้ามุ่ย ขณะพยายามเอามือปัดผมยุ่งเหยิงไม่เป็นทรงของตนให้เข้าที่ หากมันกลับยิ่งทำให้วุ่นวายกว่าเดิม คนอายุมากกว่าเห็นดังนั้นก็หลุดขำน้อย ๆ ก่อนจะขยับตัวเข้าไปใกล้แล้วถือวิสาสะช่วยจัดผมให้แทน



            “ให้ฉันช่วยดีกว่า ใช้มือปัดแบบนั้นแล้วเมื่อไรมันจะเสร็จ”



            เนื่องจากเมื่อวานพวกเธอคุยกันเกี่ยวกับการเดินทางไปเรียนด้วย ถึงแชยองจะไม่ใช่เด็กที่ทำตามกฎระเบียบเป๊ะ(ดูได้จากสีผมและการแต่งกาย) และไม่ค่อยตั้งใจเรียนบางวิชา แต่เธอก็พยายามจะไม่ขาดเรียนหรือเข้าสายกว่าเวลาที่ควรเป็น ดังนั้นเธอจึงต้องออกจากห้องตอนเช้าแทบทุกวัน



            บังเอิญว่ามินะเองก็มีคาบเรียนที่มหาวิทยาลัยตอนเช้าเช่นกันแทบไม่ต้องเสียเวลาคิด เธอชวนแชยองให้เดินทางด้วยกัน คราแรกเธอรู้สึกกังวลเพราะไม่รู้ว่าเจ้าตัวเล็กจะตอบกลับมาอย่างไร จนกระทั่งอีกฝ่ายพยักหน้ารับนั่นแหละ ทุกอย่างก็พาลจะดูสดใสขึ้นมาทันที



            “เห็นมั้ยเนี่ย เรียบร้อยแล้ว” อมยิ้มน้อย ๆ อย่างภาคภูมิใจในผลงานของตัวเอง ประหนึ่งว่าเธอเป็นคุณแม่มือใหม่อย่างไรอย่างนั้น ได้ยินเสียงบอกขอบคุณสั้น ๆ ก่อนที่พวกเธอจะเริ่มเคลื่อนตัวออกจากหอพักได้เสียที



            “เมื่อคืนนอนดึกเหรอ” น้ำเสียงนุ่มนิ่มอดถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ เมื่อมินะเริ่มสังเกตเห็นว่าใบหน้าใสอ่อนเยาว์นั้นมีร่องรอยของความอิดโรยมากกว่าปกติ ไม่ยอมพูดไม่ยอมจา มิหนำซ้ำยังหาวแทบทุกระยะสามนาทีจนเธออยากจะลากแชยองไปนอนแทน



          นอน


          เอ่อหมายถึงนอนพักเจ๋ย ๆ นะก๊ะ น้องยังเด็ก ไม่ได้คิดลึกอะไรมากกว่านั้นเลย



          ห๊ะ อะไรนะ? ยังไม่มีใครว่าอะไรเลยเหรอ



            “ดึกมั้ง ไม่รู้สิ” มินะได้สติอีกครั้งเมื่อได้ยินแชยองตอบ ว่าจบคนข้างกายก็อ้าปากหาวหวอดอีกครั้งจนน้ำตาเล็ด ก่อนจะยกมือขึ้นตบหน้าตัวเองเรียกสติ “การบ้านมันยากอ่ะ ฉันหาคำตอบตั้งนานก็หาไม่ได้ซะที นี่เลยว่าจะไม่ส่งมันละ”



            “วิชาอะไรล่ะ”


            “คณิตศาสตร์”


            “คราวหลังมาขอให้ฉันช่วยสอนก็ได้นะ ฉันเก่งวิชานี้พอตัวเลยล่ะ”


            “ฉันไม่มีเงินจ่ายค่าสอนนะพี่”



            โอโห อยากกรอกตาเป็นเลขแปด จะใสซื่อไปไหนเนี่ยแม่คุณ



            เธอดูเป็นผู้หญิงหน้าเงินชอบหากำไรขนาดนั้นเลยหรือไง?



            “ก็ไม่ได้จะเก็บเงินนี่”


            “...” สิ้นประโยค คนตัวเล็กก็ลดจังหวะความเร็วการก้าวลง ผินหน้าเล็กน้อยเพื่อสบสายตาอ่อนโยนของคู่สนทนาระหว่างรอให้มินะกล่าวประโยคถัดไป



“ถ้าเป็นแชยอง ฉันเต็มใจสอนให้ฟรีเลย” รอยยิ้มยังคงระบายบนใบหน้าสวย สงบนิ่งราวกับสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ง่ายดาย หากในใจนี่เขินความกล้าออกตัวแรงของตัวเองจนแทบจะอายตัวม้วนแล้ว “มีวิชาอื่นที่เป็นปัญหาอีกมั้ย”



            “ทุกวิชาแหละ ถามทำไมอ่ะ พี่มินะจะช่วยสอนฉันหมดเลยรึไง”



            “อยากให้ช่วยมั้ยล่ะ” มินะลองถามกลับทีเล่นทีจริงไม่ได้ค่ะ ถ้าเธอเสนอตัวบ่อยครั้งมากเกินไปเดี๋ยวจะดูไม่ดีไม่งามตามแบบกุลสตรีศรีญี่ปุ่น ถึงแม้สาวเกาหลีจะซื่อบื้อไม่ทันโลก เธอก็ต้องหยอดอ้อยอย่างมีชั้นเชิงผสมผสานกับการเล่นตัวบ้างอะไรบ้าง



            “ไว้คราวหน้าค่อยคิดอีกทีละกัน” แต่น่าเสียดายที่สาวเกาหลีไม่เล่นด้วย นอกจากจะยักไหล่ตอบด้วยท่าทีไม่รู้สึกรู้สาอะไรแล้ว ยังหันหน้ากลับไปสนใจเส้นทางเดินบนถนนต่อเสียอีก



            ฮือ แม่คะหนูเกลียดเด็กคนนี้จัง



            ด้วยความพ่ายแพ้ของมินะ บวกกับเดินทางมาถึงสถานีรถไฟฟ้าพอดี บทสนทนาระหว่างพวกเธอจึงมีอันต้องหยุดลงชั่วคราว สัมผัสได้เพียงบรรยากาศความวุ่นวายของผู้คนจำนวนมากจอแจเบียดเสียดกันภายในตู้โดยสาร



            ให้เดาว่ามันจะเกิดเหตุการณ์แบบในละครหรือนิยายรักมั้ย? แบบจ้องหน้ากันระยะใกล้แล้วทันใดนั้นพอถึงสถานีถัดไปก็มีคนเสียการทรงตัวมาชนจนหน้าห่างกันเพียงปลายจมูกงี้ นึกแล้วก็กระชุ่มกระชวยหัวใจดี



แต่ความจริงคือแชยองโดนเบียดไปเป็นหลุมอยู่ท่ามกลางฝูงคนตัวสูง ส่วนร่างเธอก็ถูกอัดติดประตูอยู่ตอนนี้ อย่าว่าแต่จะได้ใกล้ชิดกันสักนิดเลย แทบจะห่างไกลจากความโรแมนติกคนละโยชน์



สงสัยวันนี้จะยังไม่ใช่วันของเธอแฮะ



 

---------------------------------------------------------------------------------

           



ขอถอนคำพูดตอนนี้ทันมั้ยเธอไม่น่าแช่งตัวเองเลย



เพราะนับจากเช้าวันนั้น หลังเดินออกมาจากสถานีรถไฟฟ้าพวกเธอสองคนก็แทบไม่ได้พูดอะไรต่อกันเลย อาจเพราะเธอยังมึน ๆ กับการถูกเบียดเสียดอยู่ด้วยมั้ง รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่แชยองโบกไม้โบกมือข้างหน้า เอ่ยคำว่า อันยอง เสร็จก็ก้าวขาฉับ ๆ ไปทางโรงเรียนหน้าตาเฉย ไม่แม้แต่จะรอฟังคำตอบรับจากเธอสักนิด!



ร้ายกว่านั้นคือนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่มินะเจอแชยอง


หลังเลิกเรียนกลับห้องไปก็ไม่เจอ



มินะนับหนึ่งถึงร้อย พยายามปลอบใจตัวเองว่าเด็กน้อยของเธออาจจะโดนอาจารย์ทำโทษกักตัวให้กลับช้า หรือบางทีอาจจะไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนตามประสาเด็กมัธยมปลาย



ครั้นถึงเวลาสองทุ่มกว่า เธอก็ไปยืนด้อม ๆ มอง ๆ ตรงโถงทางเดินหน้าห้องอยู่นาน ชนิดที่หากมีคนเดินผ่านมาเห็นคงนึกว่าเธอเป็นพวกโจรจะมางัดห้องชาวบ้านเป็นแน่แท้



พอรวบรวมความกล้าได้แล้วจึงเคาะประตูห้องแชยองทว่า ไม่มีสัญญาณตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก นั่นยิ่งทำให้หญิงสาวว้าวุ่นใจจนแทบบ้า



สองทุ่มกว่า จะสามทุ่มแล้วด้วยซ้ำ ทำไมยังไม่กลับห้อง ไปมัวเถลไถลที่ไหนอยู่ได้!



นึกแล้วก็ยิ่งหงุดหงิดตัวเอง เธอไม่สามารถไปตามหาแชยองได้จากที่ไหน เพิ่งรู้จักกันไม่นาน ยังไม่ทันได้แลกเบอร์โทรศัพท์เลยด้วยซ้ำ และด้วยความที่ไม่รู้ว่าเด็กเจ้าปัญหาจะกลับมาเมื่อไร มินะจึงต้องยอมพาร่างและจิตใจอันห่อเหี่ยวของตัวเองกลับห้องไป



เช้าวันต่อมาเป็นวันเสาร์ เธอมีนัดกับเพื่อนว่าจะไปทำงานกลุ่มกันที่ห้องสมุด เพราะรู้ว่าโรงเรียนมัธยมปลายมีคาบเรียนวันเสาร์ด้วยจึงลองเสี่ยงดวงเคาะประตูห้องอีกครั้ง หากสิ่งที่ได้รับกลับมาก็ยังเป็นเพียงความว่างเปล่าตามเคย



ต่างจากหัวสมองของเธอที่เต็มไปด้วยคำถามมากมายจนสติแทบไม่อยู่กับเนื้อกับตัว



อย่ามองกันแบบนั้นเธอไม่ได้หลงเด็กจนอยากเจอทุกเวลา



ก็แค่เป็นห่วง



หายไปไหน? มีเรื่องร้ายแรงอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า?



“เหม่ออะไรของเธอ”



เสียงใส ๆ ของเพื่อนสาวผมบลอนด์ดึงสติเธอออกจากภวังค์ มินะสบตาเจ้าของประโยคสลับกับโมโมะที่นั่งฝั่งตรงข้ามชั่วครู่แล้วจึงปฏิเสธ



“เปล่า”



“มาป่งมาเปล่าอะไร ดูหน้าก็รู้แล้วว่ามีเรื่องไม่สบายใจ” ซานะวางหนังสือในมือลงบนโต๊ะ เทความสนใจทั้งหมดไปยังผู้ร้ายปากแข็ง “อย่าบอกนะว่าเครียดเรื่องที่เมื่อคืนไม่เจอน้องแชยองอะไรนั่น”



ตามสัญญาที่ตกลงกันไว้เมื่อวานทันทีที่มินะเดินมาถึงคลาสเรียน สองสาวชาวญี่ปุ่นก็จัดการล็อคตัวลากมาสอบปากคำเรื่องความลับที่ถูกปกปิดไว้จนหมดเปลือก แน่นอนว่าหลังจากนั้นพอมีปัญหา มินะน้อยก็ส่งข้อความปรึกษาสองเพื่อนซี้เป็นระยะ



ได้คำปรึกษาที่เป็นประโยชน์บ้าง ไร้สาระบ้าง ปะปนกันไป



“อื้อ” พยักหน้ารับอย่างจนใจ “เมื่อเช้าลองเคาะห้องแล้วก็ไม่เจอ”



“แต่ถึงตอนนี้จะเครียดไปก็ช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดีนะ ทำใจให้สบายดีกว่ามั้ย ไว้ตอนเย็นค่อยลองไปเคาะห้องน้องอีกที ถ้าถึงเวลานั้นแล้วยังไม่เจอก็ลองไปถามยามหรือพวกคนดูแลหอก็ได้”



“โห ซานะพูดอะไรดี ๆ เป็นด้วยล่ะ” โมโมะทำตาวาว ปรบมือสามครั้งแบบเบาเสียงเพื่อไม่ให้โดนคนอื่นในห้องสมุดเดินมาด่า



“เธอน่ะเงียบไปเลย” คนพูดอะไรดี ๆ หันไปมองแรงใส่เพื่อนสาวจอมกวนประสาท ไม่ว่าเปล่ายังแถมด้วยการส่งสันหนังสือลอยกระทบหัวเจ้าตัวเป็นของสมนาคุณอีก ท่าทางเหล่านั้นเรียกเสียงหัวเราะจากมินะได้ไม่ยาก บรรยากาศจึงค่อยผ่อนคลายขึ้น



“มา ๆ รีบทำงานของวันนี้ให้เสร็จกันดีกว่า” ซานะตัดบท โกยหนังสือและกองเอกสารที่จำเป็นกลับมารวมกันอีกครั้งอย่างเป็นงานเป็นการ “ถ้าเสร็จแล้วเดี๋ยวเจ๊จะพาไปกินของอร่อยนะ ตกลงมั้ย”



 

---------------------------------------------------------------------------------

 



            “ยินดีต้อนรับค่ะ”



            พนักงานสาวกล่าวต้อนรับทันทีที่สามสาวญี่ปุ่นผลักประตูก้าวเข้ามา ตบท้ายด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจอย่างน่ารักอีกหนึ่งที หล่อนทำหน้าที่แข็งขันโดยไม่ขาดตกบกพร่อง เดินนำพวกเธอไปยังโต๊ะว่างติดริมหน้าต่างกระจกบานใหญ่พอให้เห็นบรรยากาศข้างนอก



            “ถ้าต้องการสั่งเมื่อไรกรุณาเรียกนะคะ” หล่อนยื่นเมนูอาหารให้คนละเล่ม แล้วจึงค่อยปลีกตัวออกไปทำงานอื่นต่อ ปล่อยให้เหล่าลูกค้าพิจารณาเลือกเมนูกันเอง



            “ร้านสวยดีนะ” มินะเอ่ยขณะกวาดสายตามองบรรยากาศโดยรอบ ไม่ใช่แค่จัดแต่งอย่างสวยงาม หากยังสามารถรองรับลูกค้าจำนวนมากได้โดยไม่ชวนให้อึดอัด แม้ว่าเวลานี้จะเป็นช่วงบ่ายที่ผู้คนน่าจะชุกชุม “ฉันยังไม่เคยมาที่นี่เลย”



            “ฉันก็ไม่เคย” ซานะหัวเราะ “แต่ได้ยินเพื่อนหลายคนแนะนำมาว่ามันดี เลยอยากพาพวกเธอมาลองด้วยกัน”



            “เลี้ยงมะ?” โมโมะเงยหน้าจากเมนูอาหาร ถามเสียงซื่อระคนคาดหวัง ท่าทางราวกับเด็กเล็กอย่างไรอย่างนั้น



            ซานะกรอกตารอบทิศนึกปลงความเห็นแก่กินของเพื่อน หยิบเล่มเมนูอาหารขึ้นมาบังใบหน้าตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงบทสนทนา โดยมีเสียงกลั้วหัวเราะในลำคอจากมินะเป็นซาวด์ประกอบ



            พวกเธอเลือกเมนูที่ต้องการได้ภายในระยะเวลาไม่นาน ครั้นพอจะยกมือสั่ง พนักงานก็พากันไม่ว่างเสียอย่างนั้น ผู้หญิงผมสั้นที่ดูแลพวกเธอตั้งแต่แรกกำลังคุยกับลูกค้าโต๊ะใหญ่อยู่ ส่วนพนักงานหน้าตาลูกครึ่งอีกคนก็ต้องติดรับรองลูกค้าชุดใหม่ที่เพิ่งเข้ามา



            ทว่าสายตาหล่อนเหลือบมาเห็นซานะพอดี จึงพยายามหาทางแก้สถานการณ์ให้


            โชคดีที่จังหวะนั้น พนักงานอีกคนก็เดินถือถาดใส่แก้วน้ำออกมาจากทางโซนห้องครัว



            “มาพอดีเลย” สาวลูกครึ่งตะเบ็งเสียงแข่งกับความวุ่นวายที่เริ่มก่อตัวภายในร้าน “แชยองงี่ช่วยไปรับออเดอร์โต๊ะเก้าให้ทีสิ เร็วหน่อยนะ ลูกค้ารออยู่”



            จริงอยู่ว่าน้ำเสียงนั้นไม่ได้ดังกระโชกโฮกฮากจนถึงขั้นตะโกนลั่นร้าน หากมันก็ดังมากพอให้สาวญี่ปุ่นคนหนึ่งที่กำลังเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างหันกลับมาสนใจสภาพปัจจุบันนี้ได้



            เดี๋ยวนะเมื่อกี้หูฝาดหรือเปล่า


          อย่าบอกนะว่า



            ไม่ทันที่เธอจะคาดเดาอะไรไปมากกว่านี้ ทุกอย่างก็ประจักษ์ชัดเมื่อร่างเล็ก ๆ ในชุดยูนิฟอร์มของร้านเดินมาที่โต๊ะ



“แชยอง?

 


 



********************************************************************************

ขอโทษที่มาอัพช้าค่ะ 55555

หวังว่าคุณคนอ่านจะเห็นพัฒนาการเล็กๆของพี่มินะกับน้องแชยองนะคะ

แน่นอนว่ารวมถึงบุคลิกของตัวละคร ทั้งมิแชง และเพื่อนๆ ด้วย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

390 ความคิดเห็น

  1. #374 Mimi (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 / 22:52

    น้องแชงลูกกก ทำไมมาทำงานเนี่ย

    #374
    0
  2. #242 Ce'ces Rizle (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2559 / 11:14
    นุ้งแชงเป็นเมดเหรอ!? 555555555
    #242
    0
  3. #56 tew (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2559 / 19:47
    ชอบความซึน ความซื่อบื้อของน้องแชง



    คนพี่เค้าเทอ้อยเรี่ยราดขนาดนี้แล้ว น้องยังไม่รู้เรื่องอะไรเลยค่ะ

    อยากบอกคนพี่ว่า อ้อยวนไปค่ะ 555555
    #56
    0
  4. #55 Thelordz (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2559 / 14:04
    พี่มินะนี่อ่อยแรบมากอ่ะค่ะ อ่อยจนไม่รู้จะอ่อยยังไงละ

    น้องแชงนี่หนูดูไม่ออกหรอลูกว่าพี่เค้าอ่อยขนาดนี้

    โง้ยยยยยย มีความหมั่นไส้มินะ
    #55
    0
  5. #54 aonnazzzzz (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2559 / 23:26
    น้องแชงอาจจะเก็บตังไปให้พี่มินะสอนการบ้าน น้องแชงนี่เด็กซื่อจริงๆ5555
    #54
    0
  6. #53 อาจื่อวีของเค้า (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2559 / 20:15
    น้องแชงเริ่มหวั่นไหวยังคะ พี่มินะทุ่มเทอ้อยขนาดนี้ ใจอ่อนได้แล้วนะะ สู้ๆนะคะไรท์ ไว้มาต่ออีกน้าาา เรารออ่านยุ่
    #53
    0
  7. #52 apolloxx17 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2559 / 19:18
    พี่มินะนี่เป็นเอามากแล้วนะคะ เด็กหายแป้ปเดียวเองงงงง โถ่ 55555555 แชยองนี่บื้อจริงๆหรือแกล้งบื้อคะ อยากรู้ความคืดน้องมากกว่านี้ คือพี่เค้าเทอ้อยหมดสวนละอ่ะ ฮือ
    #52
    0
  8. #51 khunlung_s (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2559 / 17:06
    น้องแชงแอบมาทำงานพาร์ทไทม์นี่เอง ถถถถ
    #51
    0