[TWICE] SWEETEST SENTIMENT : MiChaeng

ตอนที่ 16 : Chapter 14 : Piece of Promise

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,341
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    11 พ.ย. 59




Chapter 14 : Piece of Promise



 

ตราบใดที่ยังไม่มั่นใจ

อย่าให้สัญญาพร่ำเพรื่อ

แค่คำพูดลอย ๆ ของใครบางคน

อาจเป็นทั้งโลกของคนอีกคน

           

 




 

            แค่ที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็มีความสุขมากพอแล้วงั้นเหรอ




            ให้ตายสิโยนคำพูดสวยหรูพรรค์นั้นทิ้ง แล้วเลิกทำตัวเป็นนางเอกที่แสนดีสักที หากเธอพอใจกับสถานภาพอันคุมเครือไม่แน่นอน และความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยช่องว่างแห่งความอึดอัด ก็คงไม่เอาเรื่องนี้มาปรึกษาสองเพื่อนซี้ร่วมชาติที่นั่งหน้าสลอนในห้องพักของเธอระหว่างทำงานกลุ่มหรอก




            “จากที่เธอเล่า สรุปเลยนะ” ซานะเอ่ยทำลายความเงียบหลังจากฟังถ้อยคำอธิบายสถานการณ์และพรรณนาความรู้สึกยาวเหยียดเสียยิ่งกว่าเส้นทางเดินรถไฟใต้ดินของเพื่อน “นั่นไม่ใช่การกระทำของพี่น้องข้างห้องธรรมดา ๆ แล้ว พวกเธอสวีทกันมากกว่าฉันกับแฟนเก่าตอนช่วงโปรโมชั่นอีก”




            “หมายความว่าไง”




มินะนิ่วหน้าอย่างไม่เข้าใจหรืออีกนัยหนึ่งก็แค่พยายามหลอกตัวเองว่ายังไม่เข้าใจ




บางทีซานะอาจจะเข้าข้างเธอด้วยเห็นแก่ความเป็นเพื่อน




หรือไม่แฟนเก่าซานะก็อาจจะมาตรฐานต่ำเกินไปเอง




            “อย่าแกล้งโง่ได้มั้ย”




            “...”




“แชยองไม่ได้คิดกับเธอแค่พี่น้องแน่นอนถามหน่อย มีคนที่ไหนบ้างรอกินข้าวเย็นด้วยกัน นั่งเล่นโง่ ๆ ในห้องสองต่อสอง เจอหน้ากันแทบทุกวัน จับมือบ่อย ๆ แล้วพอไม่เจอแค่แป๊บเดียวก็กระวนกระวายจนต้องมาเคาะห้องชาวบ้านเขาดึกดื่นเนี่ย เป็นเธอจะทำทั้งหมดนั่นกับคนที่เธอไม่ได้คิดอะไรด้วยเหรอ”




“...”



            “แบบนี้อ่ะเขาเรียกว่าคิด คิดมาก ๆ ด้วย”



            “แล้วฉันควรทำยังไง”



            “ไม่เห็นยาก เดินไปสารภาพรักเลยสิ”



            “ถ้าแชยองปฏิเสธล่ะ”




            “มาถึงขนาดนี้แล้วเธอยังกลัวน้องเขาปฏิเสธอีกเหรอเฮ่นโหลวมิสเมียวอิ นี่เธอได้ฟังที่ฉันพูดปากเปียกปากแฉะมั้ยเนี่ย” คนรับหน้าที่เป็นศิราณีเฉพาะกิจถอนหายใจพรืดใหญ่ กลอกตารอบทิศสามร้อยหกสิบองศา “กล้า ๆ หน่อย บอกไปเลยว่าเธอรู้สึกยังไง ฉันว่าโอกาสสมหวังมีตั้งแปดสิบเปอร์เซ็นต์ แล้วเฮ้ โมโมะ เลิกคุ้ยตู้เย็นซะที”




            โมโมะชะโงกหน้าออกจากช่องตู้เย็น แล้วเดินกลับเข้าร่วมวงสนทนาอีกครั้งพร้อมขนมเต็มมือ




            พาเพื่อนมาห้องทีไรรู้สึกเหมือนขาดทุนทุกที




            “งั้นก็หมายความว่ายังเหลือโอกาสผิดหวังอีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์ใช่มั้ย” มินะวกกลับประเด็นเดิม พยายามไม่สนใจขนมที่ใกล้จะถูกสังเวยลงท้องเพื่อนในเวลาไม่ช้านี้




            “ก็เผื่อในกรณีอื่น ๆ ที่เราคาดไม่ถึงไง”




            “แล้วถ้ามันเป็นแบบนั้นล่ะ ถ้าคำตอบของแชยองอยู่ในยี่สิบเปอร์เซ็นต์ขึ้นมาฉันจะทำยังไง”




            “ทำไมเธอถึงถามมากจัง” โมโมะโพล่งขึ้นมาหลังจากที่นั่งฟังมานาน ท่าทางออกจะรำคาญนิดหน่อย “ปกติเวลาอยู่กับพวกเราก็เห็นกล้าตลอด แชงแชงอย่างนั้น แชงแชงอย่างนี้ กะอีแค่สารภาพรักมันจะยากสักแค่ไหนกันเชียว”




            อย่าด่าทั้งที่หล่อนยังเคี้ยวขนมจากตู้เย็นฉันได้มะ




            “ก็ฉันกลัวนี่” คนขี้กลัวบ่นอุบ ก้มหน้าลงไม่กล้าสบตาเพื่อน “ถ้าเกิดฉันบอกไปแล้วแชยองไม่คิดอะไรด้วย ถ้าที่ผ่านมาฉันแค่หลงเข้าข้างตัวเองคนเดียว”




            “...”




            “จากนั้นจะมองหน้ากันติดมั้ย ความสัมพันธ์ของเราจะเป็นเหมือนเดิมหรือเปล่า”




            “...”




            “บอกตามตรง ฉันยังไม่พร้อมทนรับสภาพน่าอึดอัดแบบนั้นหรอก”




            “จะบอกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ไม่อึดอัดเลยงั้นสิ” โมโมะย้อนถามเสียงเรียบ เอนกายพิงเบาะแล้วโยนขนมเข้าปาก “ไม่สมกับเป็นเธอเลยนะ”




            “ฉันรู้” มินะเงยหน้าเหยียดยิ้มอย่างอ่อนแรงนึกถึงตัวเองในด้านที่แม้จะฉาบด้วยลุคเรียบร้อยหากยังเปี่ยมด้วยความมั่นใจ ตามประสาคนชีวิตดีที่แทบไม่เคยเฉียดใกล้คำว่าผิดหวัง จนกระทั่งโชคชะตาเล่นตลกพาให้เธอรู้จักเด็กธรรมดา ๆ คนหนึ่งซึ่งกล้าทำลายความมั่นใจกันเสียย่อยยับตั้งแต่วันแรกพบ




            ซ้ำแล้วซ้ำเล่า




            ตราบจนถึงวันนี้




            การตกหลุมรักใครสักคนทำให้มนุษย์มีความสุขไปพร้อมกับมีความหวัง คาดหวังว่าฉันจะได้ใกล้ชิดเธอมากกว่านี้ คาดหวังว่าเธอจะรู้สึกแบบเดียวกันกับฉัน คาดหวังว่าสักวันหนึ่ง ฉันกับเธอ จะกลายเป็นคำว่า เรา




            และสำคัญที่สุด คาดหวังว่าจะไม่ผิดหวัง




            เพราะถ้าหากวันหนึ่งถึงจุดที่ตกอยู่ในสภาพนั้นมินะเองก็ยังนึกไม่ออกว่าจะรับมือกับความผิดหวังอย่างไร




            มันต้องยากมากแน่เลย




            กลายเป็นว่าตอนนี้เธอเหมือนคนใช้ชีวิตอย่างขี้ขลาด ไม่กล้าเดินต่อไปข้างหน้าเพราะกลัวผิดหวัง ขณะเดียวกันก็ไม่อยากทนรับความอึดอัดจากการยืนอยู่ที่เดิม จึงพร่ำหลอกตัวเองว่าสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้มันดีมากพอแล้ว ทั้งที่รู้ว่ามันไม่จริง




             เธอไม่ชอบตัวเองตอนนี้เลยไม่สักนิด




“เอาน่า มาถึงขนาดนี้ไม่มีอะไรต้องกลัวแล้ว” ซานะเอ่ยทำลายความเงียบ เอื้อมมือตบไหล่เพื่อนดังป้าบอย่างให้กำลังใจ “แค่บอกว่าฉันรักเธอ สามคำง่าย ๆ น่าอายน้อยกว่าประโยคเลี่ยน ๆ ที่เธอชอบหยอดแชยองตั้งเยอะ”




            “นี่!




            อารมณ์แทบพลิกจากหลังมือเป็นหน้าเท้า เมื่อระลึกได้ว่าในถ้อยคำปลอบโยนนั้นแฝงด้วยการจิกกัดอย่างเจ็บแสบ ก่อนที่มินะจะได้คัดค้านหรือแก้ต่างให้ตัวเอง เพื่อนรักอีกคนก็รีบเข้ามาผสมโรงสนับสนุนความคิดข้างต้น




            “ซานะพูดถูกเชื่อพวกเราสิ อย่างน้อยถ้าเธอได้ลองบอก มันก็ยังมีโอกาสสมหวังมากกว่าไม่ทำอะไรเลยนะ ใจคอคิดจะอยู่แบบกั๊ก ๆ อย่างนี้ยันแชยองบรรลุนิติภาวะเลยรึไง”




            “...”




“แต่เด็กเธอคงไม่มีเวลาว่างรอให้ถึงวันนั้นหรอก จะทำอะไรก็รีบทำ ถ้าเธอมัวชักช้า กลัวนั่นกลัวนี่ ระวังโดนคนอื่นตัดหน้าก่อนไม่รู้ด้วยล่ะ”




           

           

            ---------------------------------------------------------------------------------

 




 

            “แชยอง”




            “หืมว่าไงพี่”



            “ช่วงนี้ดูมีความสุขจังเลยนะ มีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นงั้นเหรอ”



            “ก็ทำนองนั้น” รอยยิ้มพราวเห็นชัดแม้ว่าเด็กสาวยังก้มหน้าน้อย ๆ จัดการแยกวัตถุดิบสำคัญสำหรับการประกอบอาหารเป็นหมวดหมู่อย่างเรียบร้อย แล้วโยนถุงใส่เศษผักส่วนที่ไม่ได้ใช้ลงถังขยะ ทำงานตามปกติอย่างไม่คิดจะขยายความให้แม่ครัวคนสวยได้เข้าใจสักนิดว่า เรื่องดี ๆ นั้นคืออะไร




            เรื่องดี ๆ ที่ทำให้แชยองยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างกับคนบ้าตั้งแต่ก้าวขาเข้าร้านจนถึงตอนนี้




            “เฮ้ บอกพี่สาวคนสวยสักนิดไม่ได้เหรอ” นายอนยังคงเรียกร้องคำตอบอย่างไม่ลดละความพยายาม คราวนี้ขยับกายเข้าใกล้พลางกระพริบตาปริบ ๆ ออดอ้อนขอความเห็นใจในแบบที่เธอมั่นอกมั่นใจเสียเต็มประดาว่าไม่มีใครสามารถต้านทานความน่ารักน่าเอ็นดูนี้ได้เป็นแน่แท้




            ซึ่งดูเหมือนเธอจะลืมไปว่ามันไม่เคยใช้ได้ผลกับเด็กสาวตรงหน้า




“ไหนล่ะ ไม่เห็นมีพี่สาวคนสวยสักคน”




ได้ แชยอง ด้ายย!




“เอ๊อออ ไม่บอกก็ไม่บอกงั้นฉันจะเดาว่าเธอกำลังมีความรักละนะ”




คนปากแข็งชะงัก เธอหยุดการกระทำทุกอย่างแล้วเงยหน้ามองแผ่นหลังเจ้าของคำพูดข้างต้นที่เดินฟึดฟัดกลับไปทำงานของตัวเองต่อ แน่นอนว่าสิ่งที่เรียกร้องความสนใจจากแชยองได้ไม่ใช่ท่าทางโกรธขึ้ง หากเป็นเนื้อหาประโยคที่นายอนเอ่ยในตอนท้ายต่างหาก




ทำไมต้องเป็นความรักล่ะ?




“ทำไมพี่ถึงคิดงั้นอ่ะ”



“แล้วถูกมั้ยล่ะ”



“...”




แชยองไม่ตอบ




ไม่ใช่เพราะไม่อยากแต่เป็นเพราะเธอเองยังไม่รู้เลยว่าคำตอบคืออะไร




“รู้ตัวหรือเปล่าว่าช่วงนี้เธอร่าเริงผิดปกติ ยิ้มตั้งแต่เข้าร้าน จะทำอะไร ๆ ก็ยิ้มไปหมด ขนาดล้างจานกับถือถุงขยะไปทิ้งหลังร้านยังยิ้มเลย”




“...”



“พวกเราทำงานด้วยกันมากี่ปีแล้วแชยอง เธอเคยเป็นแบบนี้ซะที่ไหน”



“แล้วทำไมต้องเป็นความรักล่ะ มันอาจจะเป็นเรื่องอื่นก็ได้”




“งั้นเธอก็บอกฉันมาสิว่าเรื่องอื่นที่ว่ามันคืออะไร” เมื่อโอกาสอยู่ในมือ นายอนก็ใช้มันไล่ต้อนคู่สนทนาเสียจนมุม คราวนี้รอยยิ้มสดใสที่เคยอยู่บนหน้าแชยองกลับย้ายฝั่งมาอยู่กับคนอายุมากกว่าแทน




“...”




“ถ้าเธอไม่บอก ฉันก็จะใช้ประสบการณ์เดาว่าเธอกำลังตกหลุมรักใครบางคนอยู่น๊า”




ตกหลุมรัก?




เฉกเช่นสติแตกจนหลุดออกนอกวงโคจร แชยองยืนนิ่ง ขมวดคิ้วจมอยู่กับภวังค์ความคิดนับร้อยที่โลดแล่นอยู่ภายในหัวภาพเหตุการณ์ รวมถึงภาพของใครบางคนซึ่งเป็นต้นเหตุของรอยยิ้มที่นายอนกล่าวถึง ค่อย ๆ ปรากฏชัดขึ้นอีกครั้ง




ช่วงนี้เธอเอาแต่นึกถึงตัวเองตอนอยู่กับพี่สาวข้างห้องคนนั้น




และเผลอหลุดยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวทุกครั้ง




โอเคอย่างน้อยเธอก็พอจะรู้ว่าความรู้สึกที่มีให้มินะมันค่อนข้างจะแตกต่างจากคนอื่น พิเศษกว่ามนุษย์ทุกคนที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิต เธอไว้ใจมินะมากกว่าใคร และไม่เคยเบื่อที่ต้องอยู่ด้วยกันนาน ๆ เป็นความสัมพันธ์ที่พัฒนารวดเร็วแม้ว่ายังรู้จักกันได้ไม่ถึงหนึ่งปี




แต่มันคือความรักเหรอ?




            ความรักแบบที่เคยเห็นในละครโทรทัศน์ ในหนัง หรือในนิยายนั่นน่ะเหรอ




            เธอไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อนอันที่จริงคือเธอไม่เคยคิดถึงเรื่องพรรค์นี้เลยด้วยซ้ำ ยังนึกเหมารวมว่ามันคงเป็นความสัมพันธ์อย่างพี่สาวน้องสาวในครอบครัวทั่วไปอยู่เลย จนกระทั่งนายอนจุดชนวนให้เธอต้องลองขบคิดทบทวนอีกครั้ง




            หากยิ่งคิดเท่าไร ก็ยิ่งเหมือนพายเรือวนอยู่ในอ่าง




            เริ่มด้วยรู้ว่าพิเศษ และจบด้วยความไม่แน่ใจทุกครั้ง




            เหลือบตามองเจ้าของความคิดเรื่องตกหลุมรักที่หันกลับไปตั้งหม้อต้มน้ำตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้




            ถ้าลองปรึกษาคนมีประสบการณ์มากกว่า เธออาจจะได้คำตอบที่ชัดเจนกว่านี้




            “คืองี้นะ ฉัน” คล้ายกับว่าโชคชะตายังต้องการให้คนตัวเล็กปวดหัวกับเรื่องนี้อีกนาน ถึงได้ส่งลูกสาวเจ้าของร้านตัวสูงโย่งเข้ามาขัดจังหวะในห้องครัวกะทันหัน




            “เอ่อ แชยองมีคนมาหา”





            และเธอไม่ชอบสีหน้ากับน้ำเสียงโซมีตอนนี้เลย





 

---------------------------------------------------------------------------------

 





            ไม่แน่ใจว่าเป็นเวลานานเท่าไรแล้วที่ผู้หญิงต่างวัยสองคนทำแค่นั่งเงียบเฉย ๆ คนหนึ่งเท้าคางมองบรรยากาศภายนอกผ่านกระจกใสอย่างจงใจ ส่วนอีกคนก็ยกน้ำขึ้นจิบพลางพิจารณาใบหน้าคนอายุน้อยกว่า คล้ายกับว่าเป็นคนแปลกหน้าที่บังเอิญถูกจับให้นั่งร่วมโต๊ะกันในวันที่ลูกค้าเต็มร้าน




            ต่างฝ่ายต่างเล่นเกมทดสอบความอดทน




            เกมที่ไม่รู้ว่าจะหาผู้แพ้ผู้ชนะได้อย่างไร




            “ไม่คิดจะคุยกันสักหน่อยเหรอ” และเป็นผู้มาเยือนที่อดทนต่อไม่ไหว หล่อนจงใจวางถ้วยกาแฟกระทบจานรองจนเกิดเป็นเสียงดังเล็กน้อย ซึ่งถ้าเป้าหมายคือการเรียกร้องให้คู่สนทนาหันหน้ากลับมาสนใจกันก็นับว่าได้ผล




            “คุณมาที่นี่ทำไม”



            “นี่คือประโยคที่ลูกควรใช้ทักทายแม่?




            แชยองแค่นหัวเราะอย่างที่บอกไม่ถูกว่าเย้ยหยันคนตรงหน้าหรือนึกสมเพชตัวเองมากกว่า




“อ้อ ยังจำได้เหรอว่ามีลูกสาวอยู่ที่นี่ทั้งคน”




            “แม่ต้องทำงาน”



            “แน่ใจนะว่าทำงาน ไม่ใช่ว่าแอบแต่งงานมีครอบครัวใหม่ไปแล้วเหรอ”



            “อย่าพูดกับแม่แบบนี้แชยอง”




“ทำไมจะพูดไม่ได้” ทุกความรู้สึกที่เคยเก็บลึกอยู่ข้างในพรั่งพรูออกมาราวกับเขื่อนแตก “คุณบอกว่าจะไปทำงานแค่แป๊บเดียว แล้วคุณก็ทิ้งฉันไว้ที่นี่ ไม่เคยกลับมาเลยตลอดสามปี”




ที่น่าสมเพชคือเด็กผู้หญิงอายุสิบสามปีในวันนั้นพร้อมเชื่อคำสัญญาจากคุณแม่โดยไร้ข้อกังขา




เธอไม่มีปัญหาที่ต้องใช้ชีวิตคนเดียว เธอไม่เรียกร้องไปอยู่กับคุณพ่อซึ่งมีครอบครัวใหม่แล้วที่เมืองอื่น เพราะอย่างไรเสียท่านก็ยังส่งเงินค่าเรียนและค่าใช้จ่ายบางส่วนให้ทุกเดือนตามหน้าที่




เธอปฏิเสธที่จะไปอยู่กับครอบครัวของโซมีที่สนิทสนมกันมานาน เพราะเชื่อว่าไม่นานแม่จะกลับมา




แต่วันนั้นไม่เคยมาถึง




คำสัญญาหลอกลวง




“คุณกล้าทำแบบนี้ได้ยังไงวะ”




“ขอโทษ” คนผิดสัญญาก้มหน้ารับทุกคำกล่าวหาอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง “แม่ไม่มีทางเลือกจริง ๆ ”




รู้ว่าตัวเองไม่ใช่ยอดคุณแม่ในอุดมคติของใคร และไม่มีทางเป็นอะไรได้นอกเสียจากผู้หญิงธรรมดาที่มีทิฐิสูง ดึงดันให้ลูกอยู่กับตัวเองเพียงเพราะไม่อยากยอมแพ้อดีตสามี อยากพิสูจน์ตัวเองให้ทุกคนเห็นว่าเธอสามารถเลี้ยงดูลูกคนเดียวโดยไม่ต้องขอความช่วยเหลือจากเขา




กระเสือกกระสนหางานทำถึงต่างประเทศตามคำแนะนำของเพื่อน เพราะเชื่อว่าได้เงินดีเธอกลายเป็นมนุษย์บ้างานหามรุ่งหามค่ำ เริ่มมีความสุขกับสังคมใหม่ กว่าจะรู้สึกตัวอีกทีก็เผลอทิ้งคนเก่า ๆ ในชีวิตไว้ด้านหลัง




แน่นอนว่าเธอรู้สึกผิดต่อลูกสาวเพียงคนเดียว




แต่เธอก็ยังไม่พร้อมกลับมาตอนนี้เช่นกัน




แรงสั่นสะเทือนจากเครื่องมือสื่อสารในกระเป๋าบอกให้รู้ว่าตอนนี้หมดเวลารำลึกความหลังกับลูกสาวแล้วด้วยไม่อยากให้การพบเจอกันต่อหน้าในรอบสามปีต้องสูญเปล่า เธอจึงหยิบนามบัตรออกมาวางไว้บนโต๊ะ




“ถ้ามีอะไรก็ติดต่อแม่ตามที่อยู่ในนี้นะสัญญาว่าจะพยายามตอบให้ได้”




“...”




ไร้ปฏิกิริยาตอบรับจากคนอายุน้อยกว่า หล่อนวางเงินค่ากาแฟและอีกจำนวนหนึ่งให้แชยองไว้ใช้จ่าย มองนาฬิกาสลับกับหน้าลูกสาวเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนผุดตัวลุกขึ้นยืน




“งั้นแม่ขอตัวกลับนะ”




ด้วยความโกรธและดื้อดึงมีมากเหนือความคิดถึง แชยองจึงไม่ได้ร่ำลาหรือแม้กระทั่งมองหน้าแม่ จวบจนหล่อนเดินออกนอกร้าน ขึ้นแท็กซี่จากไปแล้วนั่นแหล่ะ ถึงได้เหลือบสายตามองพื้นที่ว่างเปล่าที่เคยมีใครอีกคนอยู่เมื่อครู่




เลิกสัญญาพร่ำเพรื่อซะที




 หยิบนามบัตรหย่อนลงแก้วกาแฟ กอบโกยทุกอย่างบนโต๊ะไว้ทั้งสองมือ ตั้งใจจะเดินกลับเข้าหลังร้าน แต่แล้วทุกความคิดก็ต้องถูกหยุดลงด้วยเพื่อนสนิทร่างสูงที่มายืนขวางตรงหน้า




“ฉันว่าเธอกลับไปพักก่อนเถอะ”




“ฉันไม่ได้เป็นอะไร”




“เธอโกหกฉันไม่ได้” โซมีพูดอย่างใจเย็น พยายามไม่ถือสาน้ำเสียงห้วนและสีหน้าหงุดหงิดของอีกคนความสัมพันธ์สิบสองปีบอกให้เธอรู้ว่าตอนนี้แชยองอยู่ในโหมดพร้อมจะพาลใส่ทุกคน “แล้วก็อย่าทิ้งของที่คนอื่นให้แบบนี้ สักวันหนึ่งเธออาจจะต้องการมันก็ได้”




ว่าแล้วเศษกระดาษเปียกชุ่มก็ถูกกอบกู้ขึ้นมาอีกครั้ง โชคดีที่ตัวอักษรยังไม่ละลายจางไปกับน้ำ




“...”




ซับคราบกาแฟออกด้วยกระดาษทิชชู่อย่างระมัดระวัง ก่อนส่งมันคืนเจ้าของ




“อย่าทำอะไรให้ตัวเองเสียใจทีหลังเลย”

 





 

---------------------------------------------------------------------------------

 





ยามที่ความโกรธบดบังทุกสิ่งทุกอย่างเสียสิ้น มีหรือที่แชยองจะยอมเข้าใจถ้อยคำตักเตือนจากคนรอบกาย แม้กระทั่งเพื่อนที่เติบโตมาด้วยกันกว่าสิบสองปีหลังจากเก็บของเสร็จ เธอก็เดินผลุนผลันออกมา โดยทิ้งนามบัตรเปียกชื้นนั่นไว้ดังเดิม




ก็แค่เศษกระดาษใบหนึ่ง



มันไม่มีความหมายสำหรับเธอหรอกไม่มีเลย




แสงสุดท้ายของวันลาลับหายไปกับขอบฟ้า



และถูกกลืนกินด้วยความดำมืดของราตรีกาล




ดั่งที่เคยเป็นมาเสมอ ในยามห้วงอารมณ์ดิ่งลงเหว ในยามที่สิ้นหวังกับชีวิต ในยามที่เธอชิงชังมนุษย์ทุกคนบนโลก หรือแม้แต่ยามที่นึกเกลียดตัวเอง สิ่งที่สามารถเยียวยาจิตใจเด็กสาวได้ดีคือการปลดปล่อยตัวเองบนดาดฟ้าอันเงียบสงบของหอพัก




มันไม่ใช่แค่สถานที่แก้ขัดระหว่างเบื่อ




หากเปรียบกับเซฟโซนส่วนตัวของซนแชยอง




จะตะโกนให้ดังลั่นจนเสียงแหบแห้ง จะร้องไห้ฟูมฟายจนหมดแรง หรือจะยืนโง่ ๆ เกาะขอบรั้วเหม่อมองบรรยากาศจนอารมณ์เย็น เธอทำได้หมดทุกอย่างโดยไม่ต้องสนใจว่าใครจะมองกันอย่างไรนอกจากเธอก็ไม่เห็นว่าจะมีคนอื่นขึ้นมาบนนี้อีกแล้ว




เจ้าของหอพักปล่อยมันให้รกร้าง ไว้สำหรับวางเตียงกับเครื่องใช้เก่า ๆ นานทีถึงจะมีป้าแม่บ้านขึ้นมาทำความสะอาดเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีสัตว์หรือแมลงประหลาด ๆ มาตั้งถิ่นฐานสร้างครอบครัวบนนี้




แต่เธอคิดผิด




แชยองยืนนิ่งตรงประตู จับลูกบิดแน่นอย่างไม่กลัวว่ามันจะเผลอหักคามือ ขณะทอดสายตามองร่างคุ้นเคยของผู้หญิงคนหนึ่งจากด้านหลัง ดูเหมือนว่าหล่อนกำลังจดจ่อสมาธิกับเรื่องบางอย่างมากเกินไป จนไม่ทันรับรู้ถึงการมาของเธอ




สาบานได้เธอไม่ใช่เด็กขี้หวงหรือขี้อิจฉา




อันที่จริง เธอเป็นคนพาผู้หญิงคนนั้นขึ้นมารู้จักที่นี่เองด้วยซ้ำ




น่าเสียดาย




มันคงจะดีกว่านี้ดีกว่านี้มาก




ถ้ามินะอยู่คนเดียว




 

“เคยมาที่นี่กับใครหรือเปล่า”



 

“ฉันก็ไม่คิดว่าจะพาใครขึ้นมาข้างบนนี้บ่อย ๆ หรอกนะ”



 

“งั้นสัญญาได้มั้ยว่าจะไม่พาใครขึ้นมานอกจากฉัน”



 

สัญญา



 

“แม่ไปแค่แป๊บเดียวนะลูก”



 

สัญญา



 

สัญญาว่าจะรีบกลับมา”




 

โกหก




            โกหก โกหก โกหก




            ทุกคนก็โกหกเหมือนกันหมด




            เธอยังคงยืนอยู่ตรงนั้นด้วยความรู้สึกหนักอึ้งทั้งโกรธ ทั้งผิดหวัง ทั้งเสียใจ ทุกอย่างมันถาโถมมามากเกินกว่าจะรับไหว มากเสียจนเธออยากหายไปจากโลกนี้ อยากเป็นคนอื่น อยากเป็นใครก็ได้ที่ไม่ใช่ซนแชยอง เด็กผู้หญิงโง่ ๆ ผู้หลงเชื่อมั่นในคำสัญญาที่ไม่มีจริง




            มันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการรับความเจ็บปวดเรื่องเดิมถึงสองครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน





            เนิ่นนานกระทั่ง คนไม่รักษาสัญญาทำงานเสร็จเรียบร้อยและหันกลับมาเจอเธอพอดี




“แชยอง?” มินะขมวดคิ้วเล็กน้อย ด้วยคาดไม่ถึงว่าจะเจออีกคนในเวลานี้ “วันนี้ไม่ต้องทำงานเหรอ หรือว่าเลิกงานแล้ว”




แชยองไม่ตอบ หากส่งคำถามกลับไปแทน




“ขึ้นมาทำอะไรบนนี้” ยิ่งเห็นรอยยิ้มละไมและแววตาใสซื่อราวกับไม่รู้สึกรู้สาว่าเพิ่งทำผิดสัญญาของอีกคน ก็ยิ่งพาลให้การควบคุมอารมณ์โกรธเคืองเป็นไปได้ยาก  




เหลือบมองหญิงสาวอีกสองคนที่กำลังเดินตามมาสมทบมินะจากด้านหลังเพื่อยืนยันเป็นครั้งสุดท้ายว่าตัวเองไม่ได้สติหลอนหรือตาพร่าไปเอง




“ไหนเคยสัญญากันแล้วว่าจะไม่พาคนอื่นมา”




มินะเงียบไปพักใหญ่ราวกับค่อย ๆ รื้อฟื้นเศษเสี้ยวความทรงจำครั้งเก่า หลังจากนั้นไม่นานดวงหน้าก็เริ่มถอดสีเมื่อระลึกได้ว่าเคยพูดอะไรเอาไว้




“ขะขอโทษ” ละล่ำละลักตอบเสียงอ่อย “มันผ่านมานานแล้วฉันก็เลยลืมนิดหน่อย”




ลืมเหรอ




เฮอะ ตลกเป็นบ้า




“เหรอ




คนเรามักจะลืมสิ่งที่ตัวเองเคยพูด เคยสัญญากันง่าย ๆ แบบนี้เลยเหรอ




“แชงแชง” มินะฝืนยิ้มสู้เมื่อสัมผัสได้ถึงความหม่นหมองจากคนอายุน้อยกว่า พยายามหาทางแก้ไขสถานการณ์ด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “ไม่โกรธพี่มินะได้มั้ยคะ พี่แค่พาเพื่อนมาทำงานเอง”





“มันไม่เกี่ยวกับว่าทำงานหรือทำอะไร ต่อให้เธอเอาแฟนขึ้นมาสวีทบนนี้มันก็ไม่เกี่ยวกับฉันสักนิด” แชยองสวนกลับทันควัน น้ำเสียงแข็งกระด้างและสรรพนามห่างเหินนั่นยิ่งพาลให้คนฟังใจแป้วหล่นไปอยู่ตาตุ่ม



“...”




“แต่เธอทำผิดสัญญา ถ้ารู้ตัวว่าไม่ได้แคร์มันขนาดนั้นแล้วจะสัญญาทำไมตั้งแต่แรก”




“แชงแชงเป็นอะไรหรือเปล่าคะ” ยิ่งแชยองแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราด มินะก็ยิ่งเป็นห่วง ครั้นจะเอื้อมมือจับ คนตัวเล็กกลับยิ่งถอยหลังออกห่าง แล้วเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ไม่ยอมสบตากันเหมือนเคย




น่าแปลกทั้งที่แชยองขยับตัวแค่ก้าวเดียว แต่เธอกลับรู้สึกว่าพวกเธอกำลังห่างไกลกันคนละซีกโลก มันแย่เสียยิ่งกว่าตอนที่ไม่ได้เจอกันหลายวันเมื่อคราวก่อนนั้นอีก




และเธอก็ไม่ชอบแบบนี้เลย





“จะเป็นอะไรมันก็เรื่องของฉันป่ะ”




“พี่มินะว่าแชงแชงกำลังพาลแล้วนะคะ ใจเย็นหน่อยได้มั้ย”




แชยองขบเม้มริมฝีปากแน่น เสียงหวานละมุนที่เคยชอบฟัง บัดนี้กลับกลายเป็นของแสลงหูที่เธอไม่อยากได้ยิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามระลึกว่าสุดท้ายแล้วเจ้าของเสียงอ่อนโยนนี้ก็แทบไม่ต่างจากผู้หญิงคนนั้นที่ทิ้งเธอไป




พอกันที




ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับใครอีกแล้ว




“ทำไมอ่ะ เธอไม่เห็นต้องสนใจเลยนี่”




“แชยอง”




“อยากทำอะไรก็ทำไปสิ”




“...”






“แล้วเลิกยุ่งกับฉันสักที”

 

           

 

 

 


******************************************************************************


ขอให้มีความสุขกับการอ่านค่ะ J


#FicSweetest



อย่าโกรธเรานะ เราอุตส่าห์ปูปมดราม่ากับแอบบอกใบ้แล้วตั้งหลายตอน ;p 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

390 ความคิดเห็น

  1. #385 Mimi (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2562 / 23:12

    ฮือออ จะร้อง ไม่เอาแบบนี้นะแชงแชง

    #385
    0
  2. #245 pxicewall (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2559 / 00:19
    โอ้ยยยยย ปวดใจจังเลยค่ะ
    ทำไมต้องหน่วงเบอร์นี้ นี่แบบห่วงเพราะดูปมใหญ่ แชงแชงกับพี่มินะของฉ้านจะเป็นยังไงต่อ ฮืออออ T-T
    #245
    0
  3. #236 dewiizpangko (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 12:59
    ไรท์นี้ นอมูแฮ นอมูแฮ T^T
    #236
    0
  4. #235 vas (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 05:44
    โอ้ยยยยยย....เห็นฟิคอัพรีบมาอย่างไว แต่ทำไมมันหน่วงแบบนี้ TT

    ไม่เอาๆ ไม่ปวดใจแบบนี้สิ จะได้รู้ใจกันอยู่แล้วววว แล้วมินะค่ะแก้ตัวว่าลืมเป็นใคร ใครก็โกรธ -*-
    #235
    0
  5. #234 Mina_Minari (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 02:56
    เวรกรรมมินะ...งานเข้าแล้ว T^T
    #234
    0
  6. #233 kumyoon (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 00:53
    อ่าวแย่ละ มินะซวยเลยฮื้อออออออ น้องแชงงงงง
    #233
    0
  7. #232 มินะของบ่าว (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 00:11
    อาจเพราะแชงไปเจอเรื่องพังๆมาน่ะค่ะเลยพาลพังไปหมด

    เข้าใจแชงนะคะแต่มินะเองเขาไม่ได้มารู้อะไรด้วย

    แชงก็ยังเด็กอะเนอะ ดีกันไวๆ นะคะ คนอ่านจะบ้าแล้ว
    #232
    0
  8. #231 Miguri (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 00:10
    จบแบบเจ็บๆอย่างนี้ ดีกว่าต้องเจ็บซ้ำๆ เพลงมาๆ โอ้ยยยย ไม่ไหว ๆ ปวดใจแทนเหลือเกินนนน 
    #231
    0
  9. #230 챙챙챙 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 00:07
    อยากอ่านตอนต่อไปแล้ว ทำไมหลงน้องแชงโหมดพาลแบบนี้ >//<
    #230
    0
  10. #229 TaTRV (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 / 23:31
    มาม่าไปอีก ;.;
    #229
    0
  11. #228 aonnuch_zz (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 / 23:15
    ฮืออออออออทั้งที่รู้ใจตัวเองกันแล้วแท้ๆมาม่าก้อนใหญ่ลงเลยฮือออออออออออออออหน่วงไปอีกTT
    #228
    0
  12. #227 #171717 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 / 22:21
    โอ้ยยยยย ร้องไห้ได้มั้ยคะกรี๊ดดดด ทำไมมันเจ็บที่กระดองใจแบบนี้ มินะนี่นะะฮืออออ เรื่องสัญญาไม่เป็นสัญญานี่เข้าข้างแชยอง เพราะไม่มีใครชอบที่จะถูกละเลยคำมั่นสัญญาพวกนั้นหรอก แล้วยิ่งได้เหตุผลว่าลืมอีก อื้อหืมมมมม เป็นใครก็หัวร้อนค่ะ โอ้ย หงุดหงิดมินะด้วยปวดใจด้วย 55555555555
    #227
    0
  13. #226 ++Black_Hell++ (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 / 22:19
    ฮื้อออออออออออ อุตส่าห์ดีใจที่เหมือนความสัมพันธ์จะได้พัฒนาไปอีกขั้น แต่ตอนนี้แบบ.... โห ดับฝันกันชัดๆเลยค่ะ 55555555555 เพราะอารมณ์ชั่ววูบแท้ๆเลย ฮื้อออออออ ขอเคืองแม่น้องแชงได้มั้ยคะ มาหาอะไรตอนนี้ T_________T 
    #226
    0
  14. #225 Baek_Tae (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 / 21:36
    หน่วงไปอีก
    #225
    0
  15. #224 osaka okonomiyaki (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 / 20:56
    กรี๊ดดดดดดดดดดดฟิคอัพฮือออออดีใจค่ะ รออ่านแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวเลย โอ้ยยยยยยยปวดใจจจจจจและค้างมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก สงสารแชง เข้าใจเลยว่ามีปมเรื่องผิดสัญญา คงจะเสียใจมากๆ สนุกเหมือนเดิมค่ะ ดีใจมากเลยค่ะที่ไรท์อัพ อยากอ่านต่อมาก555555555รีบอัพตอนต่อไปนะคะไรท์ ฮืออออออ
    #224
    0