[TWICE] SWEETEST SENTIMENT : MiChaeng

ตอนที่ 11 : Chapter 9 : Girls Gap

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,350
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    7 ส.ค. 59



Chapter 9 : Girls Gap




 

 


เธอรังเกียจมั้ย

ถ้าจะขอขยับช่องว่างระหว่างเราให้น้อยลงอีกนิด

แค่นิดเดียวจริง ๆ นะ




 

 

“ฉันไม่สนหรอกว่าพี่เลิกซ้อมกี่โมงที่อยากรู้คือเย็นนี้จะกลับมากินข้าวด้วยกันมั้ย”




            “ก็พี่มินะไม่อยากให้แชงแชงรอนี่คะ”



            “นั่นมันไม่ใช่ประเด็น” แชยองสวนกลับแทบทันทีเมื่อเจ้าของเสียงอ้อมแอ้มปลายสายยังเอาแต่บ่ายเบี่ยง ตอบไม่ตรงคำถาม ทำเอาเธอนึกหงุดหงิดกับการสนทนาผ่านโทรศัพท์อันไร้ความหมายที่วนเวียนอยู่กับเรื่องเดิมมายาวนานหลายนาที



“เอาความคิดพี่เป็นหลักสิ ตอบมา กินหรือไม่กิน”



            อย่าให้เล่นบทโหดนะ




            ด้วยความสัตย์จริงเธอไม่ใช่เด็กผู้หญิงประเภทที่ชอบฝืนจิตใจใคร เพราะเธอเองก็ไม่ได้พิศวาสการถูกบังคับนัก




            แต่เพราะช่วงเวลาหลายเดือนที่พวกเธอรู้จักกัน ได้กินข้าว ได้เล่นเกม ได้พูดเรื่องไร้สาระ ได้นั่งเล่นโง่ ๆ ด้วยกันในห้อง หรือแม้กระทั่งขึ้นไปยืนนับแสงไฟจากอาคารบนดาดฟ้า มันมากพอให้เธอรู้ว่ามินะมีคำตอบที่ต้องการอยู่ในใจแล้ว ติดปัญหาเพียงแค่สาวเจ้ายังลังเลเพราะเกรงใจเธอเท่านั้นเอง



            พี่มินะอ่านง่ายจะตาย



            ฟังแค่เสียงเธอก็เดาสีหน้าออกแล้ว



            “...”



            “สาม” เริ่มนับถอยหลังกดดันเมื่ออีกฝ่ายยังคงเงียบเหมือนลืมวิธีพูดภาษาเกาหลีกะทันหัน




            แหงล่ะ ขืนรอต่อไป ชาตินี้ก็คงไม่ได้ข้อสรุปกันพอดี




            “...”



            “สอง”



            “กินค่ะ”



            นึกว่าจะต้องนับถึงหนึ่งซะแล้ว



            “ก็แค่นี้แหล่ะ”



“แชงแชงรอได้ใช่มั้ยคะ” มินะยังถามต่อ ความไม่มั่นใจแสดงออกชัดเจนผ่านทางน้ำเสียง “กว่าจะถึงก็คงเกือบสองทุ่มเลย”



รู้แล้วค่าพี่ย้ำกรอกหูน้องครบห้ารอบแล้วมั้งเนี่ย



แชยองหลุดยิ้มให้โทรศัพท์โดยไม่รู้ตัว



            “ฉันก็ไม่ได้รีบไปไหนนี่”




            ก็กินข้าวเย็นด้วยกันแทบทุกเย็นเกือบครบเดือนแล้วรอนิดรอหน่อยมันไม่ทำให้เธอหิวตายหรอก



            ถ้าต้องนั่งกินข้าวเหงา ๆ ในห้องคนเดียวนี่สิ ถึงจะเรียกว่าเป็นปัญหาใหญ่




            ภายหลังจากได้ข้อสรุป มินะก็วางสายเพื่อเตรียมตัวซ้อมการแสดงต่อ ขณะที่แชยองก้าวขาเดินไปตามทางเพื่อออกจากโรงเรียน



            ออกจะเป็นเรื่องแปลกไปสักนิดแต่ยอมรับเถอะว่าหลังจากเกิดเรื่องวันนั้น ความสัมพันธ์ของพวกเธอก็เปลี่ยนไป อย่างที่เธอยังบอกไม่ถูกว่าเพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น



            ได้ใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น สนิทกันมากขึ้น



            แต่ก็ยังมีเส้นกั้นบาง ๆ ขีดคั่นระหว่างพวกเธอสองคนอยู่



            เป็นเส้นกั้นที่เธอไม่แน่ใจว่าสามารถข้ามมันได้หรือเปล่า และหากข้ามแล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป




            แน่นอนว่าทุกวันนี้แชยองยังไม่สามารถเติมเต็มความอยากรู้สาเหตุที่ทำให้มินะโกรธเธอได้อันที่จริง หล่อนไม่เอ่ยปากถึงเรื่องนั้นอีกเลยราวกับทุกสิ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แม้เธอจะยังนึกข้องใจ แต่ด้วยไม่อยากเสี่ยงให้ความสัมพันธ์แย่ลง จึงต้องปิดปากเงียบแล้วเก็บซ่อนความสงสัยนั้นไว้ภายใน



            เรื่องบางเรื่องไม่ต้องรู้อาจจะดีกว่า




            “เชื่อฉันเหอะ ภาพนี้สวยกว่า”



แชยองหันควับตามทิศทางของเสียงอันคุ้นหู คิ้วเรียวอดเลิกขึ้นอย่างแปลกใจไม่ได้เมื่อเห็นเจ้าของใบหน้าขาวปานเต้าหู้ยืนเถียงอะไรบางอย่างกับเพื่อนสาวร่างสูงสัญชาติไต้หวัน รังสีของความเคร่งเครียดแผ่ออกมาเป็นระยะ



“แต่ฉันว่าอีกภาพดูมีรสนิยมมากกว่านะ”



ด้วยไม่อยากพาตัวเองเข้าใส่ปัญหา แชยองจึงพยายามตีเนียนเดินเลี่ยงอีกทางหากโชคไม่ดีพอจะรอดพ้นสายตาเฉียบแหลมประหนึ่งนกอินทรีของดาฮยอนไปได้



            “เฮ้ แชยองเพื่อนรัก”



            ใครรักกับหล่อน



            “ว่าไง”



            “ระหว่างสองภาพนี้ แกว่าอันไหนสวยกว่ากัน” ไม่พูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลา ดาฮยอนยื่นกล้องโปรให้เธอดูภาพถ่ายดอกไม้ที่มีสไตล์แตกต่างจนเห็นได้ชัด อันหนึ่งแรกเน้นสีสันบนดอกไม้ ขณะที่อีกรูปแสดงถึงองค์ประกอบโดยรวม ให้ฟีลสบายตามากกว่า



            เดาไม่ยากเลยว่าใครถือข้างรูปไหน




            “สวยทั้งคู่เลย” ด้วยไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งในหมู่เพื่อน แชยองจึงเลือกตอบอย่างเป็นกลางเพื่อรักษาน้ำใจ



            แต่เหมือนว่ามันจะไม่ใช่คำตอบที่คนฟังต้องการ




            “ไม่ได้ ต้องมีอันหนึ่งที่สวยกว่าสิ” จื่อวี่มุมแดงเริ่มเคลื่อนไหวก่อน แทรกตัวเบียดคู่แข่งออกนอกวงโคจรตัดกำลังอย่างร้ายกาจ “บอกตามความรู้สึกที่แท้จริงของเธอเลย ชินกูแชงงี่ ไม่ต้องกลัวเต้าหู้แถวนี้เสียใจหรอก โต ๆ กันแล้ว ต้องหัดยอมรับความจริงได้เนอะ”




            “เดี๋ยวสิ แชยองยังไม่ได้ตัดสินใจเลย” ฝ่ายดาฮยอนมุมน้ำเงินก็ย้อนกลับมาอย่างไม่ยอมแพ้ “ต้องเน้นสีสันสิ ถึงจะเหมาะกับเด็กสาววัยรุ่นน่ารักสดใสอย่างพวกเรา”



            ต๊าย กล้าพูดเนอะ



            แชยองอดนึกค่อนขอดในใจไม่ได้ โดยเฉพาะยามเห็นเจ้าของวลี เด็กสาววัยรุ่นน่ารักสดใส ขยิบตาหนึ่งข้าง ทำหน้าแอ๊บแบ๊วใส่ พยายามเรียกความเชื่อมั่นเต็มที่ เธอเบือนสายตาพิจารณาสองภาพเจ้าปัญหา แล้วจึงเบี่ยงประเด็น



“จื่อวี่จะส่งประกวดเหรอ”




            “ก็ไม่เชิงว่าประกวดหรอก” สาวไต้หวันโคลงหัว ท่าทางสงบนิ่ง แววตาเป็นประกายวิบวับราวกับเด็ก ๆ ยามพูดถึงสิ่งที่ชอบ “นิตยสารทไวซ์เปิดรับตัวอย่างงานจากคนนอก ยี่สิบห้าคนที่ผ่านการคัดเลือกจะได้เข้าเวิร์คช็อปกับทีมงานตัวจริงเชียวนะ คราวนี้คู่แข่งเยอะด้วย แต่ฉันก็มั่นใจงานตัวเองเหมือนกัน”



             พยักหน้ารับพอเป็นพิธี แล้วจึงผินหน้าไปทางอีกคน ดาฮยอนไม่ได้รักการถ่ายรูปเดาว่าเจ้าตัวคงยื่นมือช่วยเหลือตามประสาคนรักเพื่อน




            “ตกลงของใครสวยกว่ากัน” ไม่ทันไรคนรักเพื่อนก็วกกลับเข้าประเด็นเดิมอีกครั้ง แถมล็อคคอแน่นหนา ขณะที่เจ้าของภาพดึงแขนอีกข้างไว้ชนิดว่าไม่เปิดโอกาสให้เธอขัดขืนสักนิด



            “บอกมาเลยแชยอง”



โอโห รู้สึกเป็นสาวน้อยเสน่ห์แรงมาก



          ใคร ๆ ต่างก็ต้องการตัว




            “แล้วยังไงอ่ะ แกจะส่งอันที่ฉันเลือกเหรอ”




            “เปล่า ส่งทั้งคู่อยู่แล้ว เขาให้ส่งตั้งคนละเก้าภาพ” จื่อวี่อธิบายด้วยสีหน้าเรียบเฉย



            “ที่ถามคืออยากรู้ว่าอันไหนสวยกว่าแค่นั้นเอง จื่อวี่เลือกอันนี้ แต่ฉันคิดว่าอีกอันสวยกว่า ถ้าแกเลือกอันไหนก็เท่ากับว่ารูปนั้นได้ผลโหวตสองเสียงก็ชนะไปไง” ตามด้วยเสียงเจื้อยแจ้วของดาฮยอนที่ไม่ได้สนใจท่าทีเหรอหรายามถึงบางอ้อของคนฟังแม้แต่น้อย



            เอ๊า!



          แล้วที่จริงจังปานจะฆ่ากันตายให้ได้เมื่อกี้คืออะไรวะ




            “พวกแกทำให้ฉันเสียเวลามากนะรู้มั้ย” แชยองดันสองเพื่อนเจ้าปัญหาแล้วเดินออกจากวงอย่างไม่สบอารมณ์นึกโทษตัวเองว่าไม่น่าหยุดเสวนากับคนพวกนี้เลยจริง ๆ



            ถ้ารีบเดินผ่านไปตั้งแต่แรก ป่านนี้เธอคงเลือกซื้อวัตถุดิบทำมื้อเย็นที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแถวหอแล้วมั้ง




            “จะรีบกลับไปทำข้าวเย็นกินกับพี่มินะเหรอ”




            ปลายเท้าชะงักค้าง ก่อนจะค่อย ๆ เหลียวมองเพื่อนต่างชาติที่กระตุกยิ้มใสซื่อราวกับไม่รู้ตัวว่าเพิ่งพูดอะไรออกมาเมื่อครู่



            “เดี๋ยวแกรู้ได้ไงอ่ะ”




            เธอแน่ใจว่าตัวเองไม่เคยป่าวประกาศบอกใครเรื่องนี้ไม่สักคนเดียว แม้แต่เพื่อนสมัยเด็กอย่างโซมี หรือสองรุ่นพี่ร้านอาหารอย่างนายอนและจองยอนก็ตาม



            ไม่ใช่ว่าอยากปกปิดเป็นความลับหรอกนะเธอแค่ไม่รู้ว่าบอกแล้วจะมีประโยชน์อะไรเท่านั้นเอง



            จื่อวี่ทำเพียงยักไหล่




“แค่แกล้งแซวเล่นเฉย ๆ ไม่นึกว่าถูกด้วย”




 

----------------------------------------------------------------------------------

 

 



            “จองยอนอา” คุณน้าวัยกลางคนกวักมือเรียก เมื่อพนักงานสาวชะโงกหน้าลงจึงกระซิบเสียงค่อย “ช่วยบอกให้ลูกค้าโต๊ะนั้นเงียบเสียงหน่อยได้มั้ย แบบนี้มันน่ารำคาญมากเลย”



            หญิงสาวชำเลืองมองยังทิศทางที่โต๊ะเจ้าปัญหาตั้งอยู่ ลอบถอนหายใจเหนื่อยหน่ายทราบดีว่าคุณน้าคงไม่ตั้งใจให้เธอจัดการสถานการณ์ที่น่าลำบากใจนี้หรอก เพียงแค่ลูกค้าสองรายนั่นคุยกันเสียงดังเกินไปค่อนข้างมากต่างหาก




            เธอเริ่มสังเกตและคาดเดาถึงปัญหาได้ตั้งแต่ตอนที่พวกเขาก้าวขาเข้ามาในร้านแล้ว สาบานได้ เธอได้ยินเสียงโหวกเหวกน่ารำคาญนั่นเสียดทะลุแก้วหูก่อนจะเห็นหน้าหยาบกร้านอย่างชายวัยกลางคนของพวกเขาเสียอีก



            ถึงแม้ตอนนี้จะไม่มีลูกค้ารายไหนนั่งใกล้โต๊ะนั้นอันที่จริง ถ้าจะพูดให้ถูกคือทุกคนต่างพากันย้ายหนีตั้งแต่เจอฤทธิ์เสียงดังน่ารำคาญราวกับต้องการเผื่อแผ่หัวข้อสนทนาให้ได้ยินกันทั่วร้าน หากดูเหมือนว่าการนั่งโต๊ะที่ไกลกว่าจะไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง




            อ้อ ไม่สิ ยังมีลูกค้าสาวผมน้ำตาลสว่างนั่งบริเวณนั้นอยู่อีกคน แต่ดูท่าว่าหล่อนคงสนใจอาหารตรงหน้ามากเกินกว่าจะรำคาญล่ะมั้ง




            “ได้ค่ะจะจัดการให้เดี๋ยวนี้” จองยอนรับคำ เดินพาร่างปราดเปรียวของตนไปยังโต๊ะเจ้าปัญหาซึ่งตั้งอยู่กลางร้าน แม้จะยังไม่มั่นใจสักนิด




            “คุณลูกค้าคะ รบกวนเบาเสียงนิดนึงได้มั้ยคะ” กล่าวตรงประเด็นทันทีโดยไม่เสียเวลาอ้อมค้อม หากยังคงรักษาท่าทางนอบน้อมอย่างใจเย็น “ร้านนี้เป็นแค่ร้านขนาดเล็ก พวกคุณไม่จำเป็นต้องใช้เสียงดังก็ได้ค่ะ”



            และพยายามหลีกเลี่ยงการใช้คำว่าน่ารำคาญเพื่อรักษามารยาท



            แต่เธอหวังว่าพวกเขาจะเข้าใจ



            “อ้อเหรอ งั้นขอโทษด้วยนะ” หนึ่งในนั้นเอ่ยกลับในทันทีราวกับมีตัวตอบรับอัตโนมัติ ให้จองยอนลอบยิ้มและขอปลีกตัวออกมาอย่างโล่งใจ




            ก่อนที่เธอจะรู้ว่าตัวเองคิดผิด ภายหลังจากนั้นไม่กี่นาที ตอนยกอาหารเสิร์ฟ




“เฮ้ ไอ้หนู”



            “คะ?



            “พวกฉันไม่กินแตงกวากับต้นหอม” เขาดันจานออก เหยียดยิ้มยียวน “แล้วก็จานนี้มะเขือเทศเละ แบบนี้ใครจะกระเดือกลง เอากลับไปเปลี่ยนทั้งสองจานเลย”



            “ขอโทษนะคะ แต่จานแรกทางร้านได้ระบุในเล่มเมนูแล้วว่ามีแตงกวากับต้มหอมเป็นส่วนประกอบ ฉันเกรงว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนให้ตามความต้องการของคุณลูกค้าได้ค่ะ” จองยอนยืนกรานชัดถ้อยชัดคำ พยายามนับหนึ่งถึงสิบในใจไม่ให้ตัวเองเผลอวู่วามหรือแสดงสีหน้าไม่ดีใส่ลูกค้า



            “หืม ว่าไงนะ”



            “ฉันบอกว่าทางร้านไม่สามารถ



            “บอกว่าให้เปลี่ยนไง พูดไม่รู้เรื่องเหรอ” เขาเริ่มขึ้นเสียง ส่งผลให้คนทั้งร้านหันมาจับจ้องสถานการณ์นี้เป็นตาเดียว ยังไม่ทันที่จองยอนจะได้อ้าปากตอบโต้ แม่ครัวฟันกระต่ายก็รีบพุ่งเข้ามาขัดเสียก่อน



            “เดี๋ยวเปลี่ยนให้ใหม่ค่ะ กรุณารอสักครู่นะคะ” รีบเก็บอาหารใส่ถาดกลับหลังร้าน โดยไม่ลืมลากคนเกือบสติแตกตามไปด้วย “เป็นบ้าอะไรของเธอเนี่ย จะทะเลาะกับลูกค้าหรือไง”



            “ก็พวกนั้นมัน



            “ใจเย็นน่า แค่เขี่ยแตงกวากับต้นหอมออกมันไม่ยากเท่าไรหรอก อีกอันก็ทำแค่แป๊บเดียว เชื่อมือฉันเถอะ” ไม่แม้แต่จะรอให้อีกคนพูดจบประโยค นายอนสรุปเองเสร็จสรรพพลางตบไหล่เรียกความมั่นใจด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ตะโกนบอกผู้ช่วยในห้องครัว “ลุงปาร์คคะ ออเดอร์โต๊ะสามผิดพลาด เดี๋ยวเรามาทำใหม่กันเนอะ”



            ก่อนเริ่มงานใหม่ก็ยังมิวายหันมากำชับ



            “ส่วนเธอ ถ้ารู้ตัวว่าใจยังไม่เย็นก็อย่าไปยุ่งกับพวกเขา โอเคนะ”



            “รู้แล้วน่า”



            เคยเถียงชนะที่ไหนกันล่ะ




            จองยอนนั่งบนเก้าอี้ยกสูงหลังเคาน์เตอร์บาร์ ฟุบหน้าลงอย่างเหนื่อยอ่อน



            พวกเธอทำงานร้านอาหารแห่งนี้มานานหลายปีแน่นอนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ต้องปวดหัวกับลูกค้าเจ้าปัญหา แต่เธอก็ไม่คิดจะชินชากับมันสักที




            ผิดกับนายอนที่ปกติชอบทำตัวคล้ายเด็กเอาแต่ใจจนถูกยกตำแหน่งเด็กน้อยประจำร้านให้ ทว่าตอนนี้ใจเย็นจัดการสถานการณ์ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ สมความเป็นพี่ใหญ่




            แม้ว่าจะต้องทำอาหารใหม่กี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ไม่เคยบ่น



            และกลับเข้าร้านอีกครั้งด้วยใบหน้ายิ้มแย้มสดใสเสมอ



            มันทำให้เธอนึกโกรธแทนนายอนขึ้นมา




            หลังจากนั้นไม่นาน คนที่เธอนึกถึงก็โผล่ออกมาพร้อมอาหารที่ถูกปรับปรุงใหม่เรียบร้อยตามคำสั่ง และเป็นอีกครั้งที่นายอนไม่เปิดโอกาสให้เธอขยับปากสักนิด



            “เธอนั่งนี่แหล่ะ ฉันไปเอง”




            คราวนี้แม่ครัวสาวจัดการเผชิญหน้ากับลูกค้าเจ้าปัญหาด้วยตัวเอง ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มโชว์ฟันกระต่ายอันเป็นเอกลักษณ์อย่างไม่เกรงกลัวคิดว่าถ้าเธอไปคนเดียว น่าจะดีกว่าให้จองยอนที่มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่ายังสงบสติอารมณ์ไม่ได้ตามมาด้วย



            รู้ว่าลูกค้าแบบนี้ไม่น่ารักแต่ลูกค้าก็คือลูกค้า จะดีจะร้ายเธอก็ต้องบริการพวกเขาอย่างสุภาพและใจเย็นเสมอ




            “ขอโทษสำหรับความผิดพลาดอีกครั้งนะคะ”



            หนึ่งในนั้นไหวไหล่ราวกับไม่ถือสา ปล่อยให้นายอนรอตามมารยาทอยู่ตรงนั้น พวกเขาก็หยิบช้อนตักอาหารเข้าปากแล้วคายออกมาแทบจะทันที



“กะแล้ว ใช้อะไรทำเนี่ย อาหารไม่อร่อยเลย”



“ขอโทษค่ะ” นายอนก้มหัวรับฟังทุกถ้อยคำดูแคลนโดยไม่โต้เถียง



“เฮอะ บริการก็แย่ อาหารก็ห่วย มีอะไรดีบ้างเนี่ยร้านนี้ไม่น่าหลงเข้ามาเลยจริง ๆ”




คนหมดความอดทนก่อนคือพนักงานสาวที่นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ จองยอนรีบผละตัวจากเก้าอี้ หากยังไม่ทันถึงตัวนายอน ทุกอย่างก็เงียบลงเพราะการขัดจังหวะจากลูกค้าสาวอีกคนที่บังเอิญนั่งโต๊ะข้าง ๆ จุดเกิดเหตุพอดี




เปล่าเลยหล่อนไม่ได้กระทำการอาจหาญต่อยหน้าผู้ชายเฉกเช่นวีรสตรี



หล่อนก็แค่




หยิบอาหารบนโต๊ะที่ถูกปรามาสว่าห่วยแตกทั้งสองจานไปตักกินหน้าตาเฉยเท่านั้น



“นี่เธอทำอะไร”



“อ้าว ก็ลุงบอกว่าไม่อร่อยไม่ใช่เหรอ งั้นเดี๋ยวฉันกินให้เอง” ตอบกลับเสียงซื่อทั้งที่อาหารยังอยู่ในปาก “ของสมัยนี้มันแพงนะลุง อย่าเที่ยวกินทิ้งกินขว้างสิ ไม่อายเด็กเหรอ”



“ยัยเด็กนี่เป็นใครเนี่ย”



“ลุงควรขอบคุณฉันนะ เนี่ย อุตส่าห์กินให้ เงินลุงจะได้ไม่เสียเปล่าด้วย”



“ใครบอกเธอว่าฉันจะจ่ายเงินค่าอาหารห่วย ๆ นี่กันฮะ”




“อ้อ งั้นแสดงว่าแค่อาหารไม่อร่อย ลุงก็เลยตั้งใจจะไม่จ่ายเงินสินะ” หญิงสาวเจ้าของผมสีสว่างพูดโพล่งตามความเข้าใจ “ไม่ใช่ว่าแค่อยากหาเรื่องกินฟรีช้ะ”



“เอากลับมานี่”



และแล้วอาหารทั้งสองจานก็ถูกแย่งกลับสู่โต๊ะเดิมอีกครั้ง



“ไหนบอกว่าไม่อร่อยไง”



“ก็พอกินได้ล่ะน่า” เขากระแทกเสียงหงุดหงิดทว่าเจือแววอับอาย ด้วยไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับอีกฝ่ายนานมากกว่านี้จึงรีบหันไปทางแม่ครัวฟันกระต่ายแทน “ห่อใส่กล่องแล้วคิดเงินเลย”



“ค่ะ” นายอนรีบรับคำ เก็บจานอาหารใส่ถาดราวกับกลัวว่าหากช้าเพียงเสี้ยววินาทีเดียว พวกเขาจะเปลี่ยนใจแผลงฤทธิ์อีกรอบ



โดยไม่ลืมส่งยิ้มให้ลูกค้าสาวผู้ช่วยเหลือเธอไว้อย่างขอบคุณ



 

            ----------------------------------------------------------------------------------

           

 



            เงยหน้ามองเข็มนาฬิกาบ่อยครั้งไม่ช่วยให้เวลาเดินเร็วขึ้นฉันใด



            การวาดรูปเล่นจนเต็มหน้ากระดาษก็ไม่ช่วยให้การบ้านเสร็จฉันนั้น




            แชยองวางดินสอ ไม่ใช่ว่าเริ่มมีกะจิตกะใจทำงาน หากเป็นเพราะเธอวาดจนไม่มีเนื้อที่บนกระดาษเหลือสักตารางเซนติเมตรเดียวแล้วต่างหากอย่างที่รู้กันว่าเธอไม่ใช่เด็กรักเรียนที่จะตั้งใจทำการบ้านส่งให้ครบทุกข้อทุกวิชา ยิ่งถ้าเจอโจทย์ยาก ๆ จากวิชาที่ไม่ชอบไป ความอยากทำจะลดลงฮวบประมาณห้าสิบเปอร์เซ็นต์



            ลำพังแค่พยายามทำความเข้าใจโจทย์ก็เหนื่อยแล้ว



            แต่อันที่จริงเธอก็เกลียดมันหมดทุกวิชานั่นแหล่ะ




            เหตุผลที่ทำให้เธอยังไม่ขยำกระดาษปาทิ้งถังขยะอย่างที่เคยเป็น คงเป็นผู้หญิงต่างสัญชาติที่นั่งเอาหัวพิงขอบเตียงอยู่ด้านล่างนั่น ดำดิ่งสมาธิทั้งหมดกับการเล่นเกมบางอย่างบนโทรศัพท์มือถือ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยราวกับมีสัญญาณจับได้ว่าถูกแอบมอง



            “ทำการบ้านเสร็จแล้วเหรอ”



            “ไม่ทำแล้ว เบื่อ”




            มินะระบายยิ้มอ่อนโยน เก็บโทรศัพท์แล้วขยับกายหาเด็กไม่ยอมทำการบ้าน



            “ไหนให้พี่มินะดูหน่อย” เฉกเช่นประโยคบอกเล่าที่ไม่ต้องการคำตอบรับจากอีกฝ่าย มินะโน้มกายลงจนใบหน้าด้านข้างแทบแนบชิด หยิบกระดาษงานขึ้นอ่านโจทย์ ขณะที่มืออีกข้างเลื่อนเกาะไหล่ของเด็กสาวที่นั่งหันหลังตัวแข็งทื่ออย่างไม่ขัดขืน



            ทำให้สถานการณ์ระหว่างเราค่อนข้างใกล้เคียงคำว่าล่อแหลมไปนิด



            อธิบายให้ชัดเจนอีกหน่อยก็คือเธอเกือบจะโอบหลังแชยองนั่นแหล่ะ



            แต่ก็ไม่แปลกหรอกนะเพราะมันมาจากความตั้งใจของเธอล้วน ๆ นี่นา



            เนียนหลอกแต๊ะอั๋งอยู่เนี่ย




หลังจากอ่านโจทย์ในใจซ้ำประมาณสามสี่รอบเพื่อถ่วงเวลา ก็ถึงคราวที่เธอต้องช่วยอธิบายให้แชยองเข้าใจริมฝีปากบางเอื้อนเอ่ยเสียงหวานนุ่ม เนิบนาบ ทว่าชัดเจนมินะผละตัวออกเล็กน้อย มองเสี้ยวหน้าด้านข้างของคนที่ยังนั่งตัวแข็งทื่อดุจรูปปั้นหิน



แต่เป็นรูปปั้นหินที่แก้มแดงมากเลย




“เขินเหรอคะ”




“เปล่า” แชยองเบือนหน้าหนีไปอีกทางอย่างเก้ ๆ กัง ๆ พยายามซ่อนหลากหลายความรู้สึกที่กำลังตีหันวุ่นอยู่ในใจตอนนี้ไม่ให้แสดงทางสีหน้า “ฉันเข้าใจแล้ว ขอบคุณที่ช่วยสอน”



ไม่หรอกความจริงคือทุกถ้อยคำเมื่อครู่ไม่ผ่านโสตประสาทเข้าหูเธอเลยสักนิด สมองอื้ออึงคล้ายถูกอัดด้วยไม้หน้าสาม ลำพังแค่เธอควบคุมสติ ไม่ถึงขั้นเป็นลมล้มพับไประหว่างทางก็นับว่าเก่งมากแล้ว



ทำไมเธอเพิ่งสังเกตนะ



พี่สาวข้างห้องคนนี้ช่างเป็นผู้หญิงที่โปรยเสน่ห์ได้พร่ำเพรื่อและมีผลอันตรายต่อจังหวะการเต้นของหัวใจเหลือเกิน




แล้วนี่ก็ยังจะไม่ถอยไปอีกนะคนเรา!




            “ละแล้วพี่มินะไม่มีงานทำเอ่อ ฉันหมายถึง พี่จะไม่ซ้อมบทต่อเหรอ” เพิ่งรู้ว่าการเรียบเรียงภาษาเกาหลีให้เป็นคำพูดมันยากก็คราวนี้ โดยเฉพาะยามสายตาไม่รักดีลอบมองดวงหน้าสวยไร้ที่ติในระยะใกล้ ลมหายใจติดขัด หัวใจเต้นโครมครามคล้ายจะหลุดออกมาให้ได้




            เคยรู้สึกเหนื่อยเหมือนกำลังวิ่งรอบสนามทั้งที่นั่งอยู่เฉย ๆ หรือเปล่า



            ความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้เกิดกับเธอบ่อยนักหรอก



            แต่น่าแปลกแปลกตรงที่ยังไม่มีใครทำให้เธอเป็นแบบนี้ได้นอกจากมินะ



            “ซ้อมมาตั้งหลายชั่วโมงแล้ว ขอพักหน่อยไม่ได้เหรอคะ” คนโปรยเสน่ห์พร่ำเพรื่อยอมผละกายออกในที่สุด รอยยิ้มหวานเหยียดกว้างเมื่อเห็นว่าคนอายุน้อยกว่าหันตามมาด้วยท่าทางเงอะงะอย่างเด็กไม่ประสีประสา



“พี่ก็กลับห้องไปนอนสิ”




“ทำไมใจร้ายจัง” มินะแสร้งมุ่ยหน้า “ก็ตอนนี้พี่มินะยังอยากอยู่กับแชงแชงนี่คะ”



“...”



“อย่าไล่พี่มินะเลยนะคะ”




ขอเดิมพันด้วยเกียรติของชาวไร่อ้อยทั่วสากลโลก



อ้อยหวานน้ำตาลเรียกพี่ขนาดนี้ ถ้าแชยองจะยังซื่อบื้อต่อก็ให้มันรู้ไปสิ!




            ปล่อยให้เธอยืนลุ้น เนิ่นนานเกือบนาที ก่อนที่แชยองจะกระแอมไอเบา ๆ ในลำคออย่างไว้ท่าที




“ฉันว่าฉันรีบทำการบ้านต่อดีกว่าเนอะ”



 

 

            ----------------------------------------------------------------------------------

 



 

            “เป็นไงบ้างมินาริ เหนื่อยมากมั้ย”




            “กะ ก็ไม่เท่าไร” ทำปากดีตอบตามมารยาทไปงั้น แต่หน้างี้ซีดเผือดเป็นไก่ต้ม มินะรับขวดน้ำจากจีฮโย ก่อนทรุดตัวนั่งลงบนพื้นห้องอย่างหมดเรี่ยวแรง ภายหลังผ่านการซ้อมต่อเนื่องยาวนานกว่าสองชั่วโมง



ยอมรับเถอะ ถึงเธอจะเคยผ่านประสบการณ์นี้มาแล้วสองปี แต่เธอก็ไม่ใคร่พิศวาสมันนักหรอก



วันเสาร์ทั้งที อยากกลับไปนอนเล่นที่ห้องจะแย่แล้ว




“สู้หน่อยนะ อีกไม่นานมันก็จะผ่านไปแล้ว” จีฮโยตบไหล่ให้กำลังใจ “ฉันขอตัวไปดูแลคนอื่นก่อนนะ ถ้าอยากได้อะไรก็เรียกละกัน” ตบท้ายด้วยรอยยิ้มกว้าง แล้วค่อยเดินแบกน้ำไปบริการนักแสดงกับทีมงานคนอื่นอย่างคนมีน้ำใจ




            ปล่อยให้มินะได้ใช้เวลานั่งพักเงียบ ๆ คนเดียว




            ขณะที่เธอกำลังเปิดโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นเกมแก้เบื่อระหว่างพัก แอพพลิเคชั่นชื่อดังก็เด้งแจ้งเตือนข้อความขึ้นมาให้เธอแปลกใจ และยิ่งทวีความสงสัยเมื่อเห็นชื่อเจ้าของข้อความไม่บ่อยนักที่คน ๆ นั้นจะเป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนาก่อน หากเธอไม่ติดต่อไป



            เพราะงั้นมันอาจจะเป็นเรื่องสำคัญมาก




            “...”




            อืม สำคัญจริงด้วยแฮะ




            โยนความเหนื่อยเมื่อครู่ทิ้งราวกับไม่เคยเกิดขึ้น ด้วยตอนนี้มีเรื่องสำคัญมากกว่าให้ต้องใส่ใจ มินะรีบลุกขึ้น แบกสัมภาระเดินตรงไปหาเพื่อนสาวที่กำลังยืนคุยกับฝ่ายหัวหน้างานคนอื่นพอดี




“จีฮโย”  



“หืม อยากได้อะไรงั้นเหรอ”




“ฉันมีธุระด่วน วันนี้ขอกลับก่อนได้มั้ย”




           

           

 


******************************************************************************************

บอกมาน่า ไม่ต้องเขินอาย เรารู้ว่าทุกคนคิดถึงเราใช่มั้ยคะ 555555555555555555

โอเค ก็มาต่อกันจากบทที่แล้วเนอะ

ถ้าลืมเนื้อเรื่องก่อนหน้านี้ เราให้โอกาสพวกคุณย้อนกลับไปอ่านได้นะคะ ไม่ต้องรีบร้อน

 ว่าแต่เดากันได้ใช่มั้ยคะว่าใครช่วยนายอนไว้ 555555555555555555555555

อยากบอกว่านางเป็นคาแรคเตอร์ที่เราชอบสุดในเรื่องเลยนะ

 

ค่ะ ก็ขอให้มีความสุขกับการอ่าน และแยกย้ายกลับไปสครีมรูปและคลิปคอนวันนี้อย่างแฮปปี้

ขอบคุณที่ยังรักฟิคเรื่องนี้ค่ะ :)


 #FicSweetest 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

390 ความคิดเห็น

  1. #380 Mimi (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2562 / 20:53

    พี่มินะจะไปไหน ลุ้นๆๆ

    #380
    0
  2. #163 osaka okonomiyaki (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2559 / 16:01
    โอ้ยยยยยยยยยยยฮือออออออออออคิดถึงงงงงงงงไรท์มากกกก กรี๊ดดดดดดดด ฟิคน่ารักเหมือนเดิมเลยไม่ผิดหวังเลย
    ชอบมากกกกกกกกกกกกกกกค่ะ ชอบตอนน้องแชงเขิน ดูเงอะงะๆ5555555555 อยากอ่านต่อแล้ว รออ่านนะคะไรท์
    #163
    0
  3. #162 aonnuch_zz (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2559 / 14:04
    คิดถึงไรท์มากค่ะงื้ออ ขอบคุณที่มาอัพนะคะ ต้องย้อนกลับไปอ่านตอนที่แล้วจริงๆ555555

    #162
    0
  4. #161 อาจื่อวีของเค้า (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2559 / 10:21
    บอกก้ด้ายยยยยย ว่าคิดถึงงงงงงงงง พี่มินะนี่น่ารักเหมือนเดิมเลยยยย ยั่กดั้ยยยยย
    #161
    0
  5. #160 apolloxx17 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2559 / 08:24
    คิดถึงจริงค่ะะะะะะ -3-
    พี่มินะเนี่ยขายอ้อยหนักมากกกกกวอนน้องแชงโปรดเห็นใจ555555
    เค้าชอบความสัมพันธ์ของทั้งคู่มากเลยค่ะคือมันไม่ต้องรีบร้อนแต่มันก็มีมุมให้เขิน ยิ่งมีฝ่ายนึงไม่รู้ตัวนี่ยิ่งลุ้นไปหม้ดดดด จริงๆอ่านแช้วก็อยากรีบนะคะแต่พอถึงช่วงที่เขินๆนี่ก็ลืมรีบไปเลย ;---;
    #160
    0
  6. #159 dewiizpangko (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2559 / 07:54
    ไรท์กลัยมาแล้ววว มาจุ้บที5555 คิดถึงความอ้อยของมินะจังงงง
    #159
    0
  7. #158 toto-ru (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2559 / 01:57
    อุกรี๊ดดดดดดดดดดดดด อยากจะบอกไรท์ว่าคิดถึงมาก คิดถึงที่สุดดดดดดดด ขอจุ๊บที 555(ล้อเล่น)

    ตอนนี้พี่มินะอ้อยน้องหนักมากค่ะ แต่อยากให้อ้อยอีก อ้อยจนน้องทนไม่ไหวจับพี่กดนั้นแหระค่ะ แอร๊ยยยย พูดอะไรออกมา*เขิล

    ปล.อยากจะบอกไรท์ว่ายังคงชอบสำนวน และการแฝงความหมายต่างๆลงในเรื่องนะค่ะ ถ้าเราคิดไม่ผิด รูปที่จือกับดุ๊บให้แชงเลือกต้องมีผลต่อการตัดสินใจของแชงสักอย่าง
    ปล.2 ติดตามนะค่ะ ชอบเรื่องนี้ที่สุด 


    #158
    0
  8. #157 #171717 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2559 / 01:14
    ไรท์กลับมาแล้ว ฮือ ;_; ไม่นงไม่นอนมันแล้ว--

    หลังจากง้อครั้งนั้นมินะก็เรียกแชงแชงยาวเลยเนอะะ แหม่ แถมอ้อยหนักหน่วงอีก น้องไม่เขินให้มันรู้ไป!งี้เหรอคะ..
    ตลกดุ๊บจื่อกับตอนที่แชงพ่นคำด่าในใจ ทะเลาะกันเพราะเรื่องแค่เนี้ย5555555
    #157
    0
  9. #156 CLOSEDSWAG (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2559 / 01:14
    ฮืออออ คิดถึงจังเลยค่ะะะะะ เหมือนว่าแชงจะเริ่มหายบื้อแล้วสินะคะ 55555 เหมือนน้องจะรู้ใจตัวเองแล้วด้วยแถมความสัมพันธ์ของมิแชงก็ขยับขึ้นมาเยอะเลยยย ว่าแต่มีเรื่องสำคัฐอะไรขนาดนั้นคะพี่มินะ ถึงกะต้องกลับก่อนเลย ส่วนคนที่ช่วยพินายอนไว้นี่คงไม่น่าจะพ่นโมะนะคะ เรื่องกินนี่ไม่น่าจะพลาดดด 55555
    #156
    0
  10. #155 khunlung_s (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2559 / 01:13
    ฮือออออออ กลับมาแล้วววววววววว T___T

    มาต่อเร็วๆ นะคะ ต่อทุกวันได้ยิ่งดี
    คิดถึงจะแย่ ไม่เหนื่อยที่จะรอเลย ;)
    #155
    0
  11. #154 ThisNoName-AoA (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2559 / 00:54
    เรื่องกินคงไม่ผลาดโมะ สินะ 5555 ไรท์กลับมาแย้ววววว เย่ๆ ตื่นเต้น ถรอไม่ไหวเเล้ววว อ๊ากกกกกกสแรนกทยห กกค้ำ่ไยไผนๆสๆ้กดทพไวแ.
    #154
    0
  12. #153 Kkero (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2559 / 00:52
    ฮือออออออ ในที่สุดก็กลับมาอัพต่อแล้ววววว ดีใจมากเลยค่ะ
    เหมือนเริ่มเห็นความสัมพันธ์ของมิแชงค่อยๆพัฒนาขึ้นอีกนิดนึงแล้วค่ะ เหมือนแชงจะเริ่มรู้สึกมากขึ้นนะคะเนี่ย ส่วนพี่มินะนี่ก็อ้อยเรี่ยราดเหลือ้กิน

    ผู้หญิงที่มาช่วยนายแนเป็นใครนี่อยากรู้จังค่ะ รอนะคะ
    #153
    0
  13. #152 molerise (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2559 / 00:51
    ไรท์มาแล้ววววววววววว รออย่างใจจดใจจ่อออ ขอบคุณที่มาอัพค่าา นี่ต้องวนกลับไปอ่ายใหม่อีกรอบ 5555555555 // มินะนี่ก็เรียนจังนะคะแหม่มีโอบดั้วว น้องแชงเริ่มแล้วนะคะอิอิ มีขงมีเขินน แหม่
    #152
    0