เพลิงแค้นภูวดล

ตอนที่ 1 : บทที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    24 มี.ค. 60

                                                   บทที่1

          ภูวดลรีบแต่งตัวในชุดนักศึกษา ส่องกระจกพองามแล้วก้าวขาออกจากห้องส่วนตัว ข้างหลังมีกระเป๋าสพายสีดำใส่ตำราเรียน เพียงแค่ก้าวขาลงบันไดขั้นแรก เขาก็ได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายของแม่เลี้ยงที่แสนใจร้ายของเขาตั้งแต่เช้า เพราะคนรับใช้วัย
50 ปีตักข้าวเลอะเสื้อของเธอ

          “ทำอะไรไม่ระมัดระวังนะ บัวเผื่อน ดูซิเลอะเสื้อฉันหมด” หญิงวัย
40 ปีที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะกินข้าว ดุสาวใช้วัย 50 ปี  ด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
 
          “ขอโทษค่ะ คุณนาย” บัวเผื่อนพูดพลางหลบสายตา

          “คุณอะไร
?” เจ้านายวัย 40 ปี คนนั้นตวาดและถลึงตาใส่เธอ พร้อมกับถอนหายใจออกมาแบบกระฟัดกระเฟียด

          “คุณผู้หญิงเจ้าค่ะ” บัวเผื่อนพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ไม่สบตาเจ้านายแต่อย่างใด

          “ชักช้าอยู่นั่นแหละ ไปเอากระดาษทิชชูมาเช็ดให้ฉัน” หญิงวัย
40 ปีตวาดอีกพร้อมกับสั่งสาวใช้

          “ค่ะ คุณผู้หญิง” สาวใช้รีบทำตามคำสั่งแบบกล้าๆกลัวๆ

          “ไม่เอาน่ะคุณ พูดกับบัวเผื่อนมันดีๆก็ได้” ชายวัย
45 ปี ที่นั่งอยู่อีกฟากหนึ่งของโต๊ะกินข้าวพูดขึ้นเชิงตำหนิภรรยาของเขา พลางตักข้าวเข้าปาก

          “ก็มันไม่ได้ดั่งใจฉันน่ะสิคะ คุณภูวไนย” หญิงวัย
40 ปีพูด ขณะที่บัวเผื่อนกำลังเช็ดข้าวที่เปื้อนเสื้อออกให้อย่างพิถีพิถัน

          หญิงวัย
40 ปี คนนั้นชื่อ “สมพร” เป็นแม่เลี้ยงของภูวดลที่แสนใจร้าย และคนที่มักจะถูกเธอระบายอารมณ์ใส่ประจำก็คือ “บัวเผื่อน” สาวใช้คนเดียวในบ้าน แต่บัวเผื่อนก็ต้องอดทนต่อการระบายของเธอมาตลอด  และนอกจากบัวเผื่อน ก็จะมีภูวดลและภูชิสส์ ที่มักจะถูกกลั่นแกล้งจากแม่เลี้ยงใจร้ายคนนี้เป็นประจำเวลาภูวไนยไม่อยู่บ้าน

          ทันใดนั้นภูวดลก็เดินผ่านโต๊ะกินข้าวมา...เพราะเป็นทางผ่านก่อนออกจากบ้าน
 
          “อ้าว
! ลูกดลมาทานข้าวด้วยกันสิลูก” สมพรเสแสร้งพูดจาอ่อนหวานกับลูกชายเจ้าของบ้าน เพราะตอนนี้อยู่ต่อหน้าของผู้เป็นพ่อ

          ภูวดลหยุดเดินทันควันและหันขวับไปสบตากับแม่เลี้ยงจอมเจ้าเล่ห์ “เชิญตามสบาย ฉันไม่มีวันนั่งร่วมโต๊ะกับคนอย่างแก” ภูวดลพูดด้วยน้ำเสียงกระแทกแดกดัน

          “อ้าว
! ดล ทำไมพูดกับแม่เขาแบบนั้นล่ะลูก” ภูวไนยผู้เป็นพ่อตักเตือนลูกชายด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง

          “คนเลวๆแบบมัน ผมไม่เรียกว่าแม่หรอกครับ” ภูวดลพูดพลางจ้องหน้าแม่เลี้ยงด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม พลางเบ้ปากใส่

          “ลูกดล ทำไมพูดกับแม่แบบนี้ล่ะลูก” สมพรยังเสแสร้งทำเสียงหวานไม่เลิก

          “นั่นสิดล อยู่กินด้วยกันสักมื้อนะ” ชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันกับภูวดลเปรยขึ้นพลางนั่งลงข้างๆสมพร

          “หุบปากเลยไอ้ธงชัย แกมันก็เลวทั้งแม่ทั้งลูกแหละ” ภูวดลตวาดสองแม่ลูก แล้วหันมาพูดกับผู้เป็นพ่อ 

          “ถ้าพ่ออยากให้ผมนั่งกินข้าวด้วย โต๊ะนี้ต้องไม่มีมันสองคน”

          ภูวไนยอึ้งกับคำพูดของลูกชายคนโต ไม่คิดว่าเขาจะมีอารมณ์ร้อนและพูดได้ร้ายกาจขนาดนี้ แต่เขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมลูกชายของเขาถึงไม่ชอบสองแม่ลูกนี่นัก  ทั้งๆที่ตั้งแต่เด็กจนโต เขาก็เห็นสมพร ภรรยาคนใหม่กับลูกติดที่ชื่อ “ธงชัย” พูดและทำดีกับลูกชายทั้งสองของเขามาตลอด


          สมพรกับธงชัยได้แต่เก็บความแค้นใจไว้ข้างใน ที่ถูกภูวดลด่าจนน่าเจ็บใจขนาดนี้

          “คอยดูนะ ฉันจะเอาคืนแกแน่” สมพรหลุดปากออกมาเบาๆ  พร้อมแววตาที่เต็มไปด้วยอาฆาตแค้น

          “คุณว่าอะไรนะ คุณสมพร” ภูวไนยได้ยินไม่ถนัดจึงถามด้วยความสงสัย

          “เปล่าค่ะ เรากินข้าวกันเถอะนะคะ” สมพรพูดเสียงหวานและยิ้มกลบเกลื่อน

          “น้องภูอยู่ไหน ป้าบัวเผื่อน” ภูวดลถามหาน้องชาย ขณะที่บัวเผื่อนยืนอยู่ใกล้ๆกับโต๊ะทานข้าวข้างหลังภูวไนย

          “คุณน้องภู  นั่งรอคุณดลอยู่หน้าบ้านค่ะ”บัวเผื่อนพูดด้วยรอยยิ้ม

          “ขอบคุณครับป้า”ภูวดลรีบเดินออกจากบ้านไปทันที

          ภูชิสส์ในชุดนักเรียนยืนรอพี่ชายของเขาอยู่ที่หน้ารถเก๋งคันสีขาวคันหนึ่ง พลางเดินไปเดินมาตามประสาเด็กวัย
13 ปี

          “อ้าวน้องภู ทานข้าวแล้วเหรอครับ” ภูวดลเอ่ยทักทายน้องชายด้วยเสียงใส พลางเดินเขาไปลูบหัวภูชิสส์เบาๆ


          “ยังเลยครับ รอทานพร้อมพี่ดลแหละครับ” ภูชิสส์พูดพลางยิ้มๆ

          “ปะ ขึ้นรถ เดี๋ยวไปกินข้าวกัน  กินข้าวเสร็จแล้ว เดี๋ยวพี่จะไปส่งที่โรงเรียน” ภูวดลพูด พลางเปิดประตูรถให้น้อง แล้วขึ้นรถขับออกไปจากคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ชื่อ “คฤหาสน์เพชรธารา” แห่งตระกูลเพชรธารา เจ้าของกิจการห้างสรรพสินค้า มหาเศรษฐีอันดับต้นๆของประเทศ

          งานวันเปิดโลกกิจกรรมในอาคารพละศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง มีซุ้มของแต่ละชมรมต่างๆมากมาย มีผู้คนมากมายเดินผ่านไปผ่านมาเพื่อแวะชมซุ้มของชมรมต่างๆ ประกอบกับมีการเล่นดนตรีอยู่บนเวที ทำให้บรรยากาศดูครึกครื้นขึ้นมาก

          “ชมรมธอร์ปีโดคร้า รับสมัครสมาชิกนะคะ ใครอยากเป็นนักว่ายน้ำ และอยากถ่ายรูปกับเดือนมหาวิทยาลัยมาสมัครได้เลยนะคะ สมัครวันนี้ได้ถ่ายรูปกับภูวดลคร้า”  สาวประเภทสองคนหนึ่งตะโกนเสียงดังเพื่อโฆษณาชมรมของตนเองด้วยประโยคเดิมไม่หยุด

          “เมทตี้ พูดซะเว่อร์เชียวนะแก” ภูวดลที่ยืนอยู่ข้างๆพูดติดอายๆกับสาวประเภทสองเพื่อนร่วมแก๊ง จนเขาต้องหันหลังเดินเข้าซุ้มชมรมไป

          “จะอายทำไมล่ะดล ก็เราต้องพูดชักชวนคนมาสมัครชมรมธอร์ปีโดของเราให้ได้มากที่สุด” สาวประเภทสองคนนั้นพูดพลางแสยะยิ้ม

          “จริงเหรอคะพี่สุเมธ ไหนคะพี่ภูวดลคะ” หญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาถามด้วยความสงสัย

          “อ๊าย
! ใครบอกให้เรียกฉันสุเมธยะ ฉันเมทตี้ย่ะ” สาวประเภทสองรับไม่ได้ที่มีคนมาเรียกชื่อเธอแบบนั้น เพราะเธอเปลี่ยนชื่อให้คนเรียก “เมทตี้ แทน “สุเมธ” มาตั้งนานแล้ว

          ภูวดลรีบหลบเข้าไปนั่งอยู่ในซุ้ม เพราะกลัวสาวๆรุมล้อมมาถ่ายรูปด้วย  พลางสีหน้าก็ยิ้มๆติดอายๆ

          “ตายแล้ว เมทตี้ เอาเราเป็นจุดขายเลยเหรอเนี่ย”เขาพูดพลางนั่งลงข้างๆหญิงสาวสองคน

          “ก็แหงแหละ ดันเกิดมาหล่อเอง และก็เป็นถึงเดือนของมหาวิทยาลัย” มัญชุพรที่นั่งข้างๆภูวดลกล่าวพลางยิ้มหน้าบาน

          “ก็จริงอย่างที่มัญพูดนะจ๊ะ ดูสิโต๊ะรับสมัครข้างหน้าซุ้มมีคนมาต่อแถวยาวเลยอ่า ดูสิ” มัทนพร สาวสวยพูดขึ้น พลางเคี้ยวหมากฝรั่งไป

          “มัท สงสัยแผนของยัยเมทตี้จะสำเร็จว่ะ” มัญชุพร ซึ่งดูเป็นสาวห้าวแสดงความคิดเห็น  พลางมองภูวดลที่ได้แต่ยิ้มแหยๆ


 
         “ยิ้มแบบนี้ก็น่ารักดีนะเนี่ย” มัทนพรหลุดปากออกมา พลางยิ้มๆ ขณะที่มือทั้งสองข้างกำลังจับขาแว่นตาปรับแว่นให้กระชับใบหู เพราะเหมือนแว่นจะเลื่อนออกมา

          “แหม
! แอบชอบดลอยู่อ่าดิเนี่ย” มัญชุพรแซวเพื่อนสาว

          “บ้า
! เปล่านะ แค่ชมเฉยๆ”มันทนพรปฏิเสธพลางยิ้มกลบเกลื่อน แต่มัญชุพรเหมือนจะรู้ทัน

          มัยชุพรทำจมูกย่นพลางพูดติดขำๆ  “ไม่เชื่อหรอก...”

          “เชื่ออะไรเหรอ” ภูวดลหันมาถามสาวทั้งสองคน เหมือนกับไม่รู้อิโหน่อิเหน่ว่าพวกเขาคุยอะไรกัน  เพราะเขามัวแต่มองคนที่มาต่อคิวสมัครชมรมอยู่หน้าซุ้ม

          “เชิญทางนี้ค่ะ ถ่ายรูปกับพี่ภูวดลนะคะน้อง” สาวประเภทสอง นักศึกษาชั้นปีที่
2 คนนั้นพูดกับน้องๆปี1

          “ทำไงต่อ เมทตี้ ถ่ายตรงไหน” ภูวดลถามแบบงงๆ

          “ยศ มาถ่ายรูปให้หน่อย เดี๋ยวให้มัทกับมัญมาดูแลโต๊ะรับสมัคร มัวแต่นั่งเล่นอยู่นั่นแหละมาช่วยกัน” สุเมธพูดพลางสั่งคนนั้นคนนี้

          “มาเลยสองสาว มาเฝ้าโต๊ะรับสมัคร” วรยศ เอ่ยพลางรอยยิ้มแล้วเดินไปหยิบกล้องในกระเป๋าที่วางอยู่บนโต๊ะออกมา

          มัญชุพร กับ มัทนพรไม่พูดอะไรได้แต่เดินออกไปทำตามคำสั่งแต่โดยดี

          “ถ่ายในซุ้มนี่แหละ นี่ไงจัดฉากให้เรียบร้อยแล้ว มีแต่รูปหัวใจแห่งความรักนี่เห็นไหม” สุเมธพูดพลางแสยะยิ้ม

          ภูวดลมองฉากหลังที่เต็มไปด้วยรูปหัวใจถึงกับยิ้มขึ้นมาในใจ แต่ก็ทำได้แต่กลั้นหัวเราะเอาไว้

          “ต่อแถวนะคะ ใครจะถ่ายรูปต่อแถวนี้ค่ะน้องๆ  จะสมัครสมาชิกชมรมต่อแถวนั้นค่ะ  สมัครวันนี้ได้ถ่ายรูปกับภูวดลนะคะ” สาวประเภทสองพูดพลางทำไม้ทำมือ

          จากนั้นน้องๆที่สมัครสมาชิกชมรมก็ค่อยๆทยอยไปถ่ายรูปกับเดือนของมหาวิทยาลัยทีละคนๆ ขณะที่สุเมธยังพูดเชิญชวนคนให้มาสมัครสมาชิกชมรมไม่หยุด

          “สมัครสมาชิกชมรมธอร์ปีโด ไหมลูก”

          หลายคนที่เดินผ่านซุ้มชมรมธอร์ปีโดต่างยิ้มหัวเราะกับอัธยาศัย ร่าเริงของสุเมธหรือเมทตี้คนนี้

          ฝ่ายมัทนพร กับ มัญชุพรก็นั่งเฝ้าใบสมัครชมรมอยู่แบบเซงๆ  และทันใดนั้นก็มีน้องผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังเขียนชื่อสมัครสมาชิก ก็ถามขึ้น

          “พี่คนสวยครับ ชมรมธอร์ปีโด ทำไมถึงตั้งชื่อว่า ธอร์ปีโด ล่ะครับ น่าจะตั้งว่า ชมรมว่ายน้ำ ไปเลยนะครับ”

          มัญชุพรกับมันทนพรทำหน้าแหยๆพลางยิ้มกลบเกลื่อน  พลันมัทนพรก็หันไปเรียกสุเมธมาเป็นตัวช่วย

          “เมทตี้มานี่ มาอธิบายที่ไปที่มาของชื่อชมรมให้น้องเขาฟังหน่อย” มัทนพรพูดติดอายๆ


           
“อ๋อ ที่ตั้งชื่อว่าชมรมธอร์ปีโดนี่นะคะ เพราะว่า....”สุเมธพูดยังไม่จบ ภูวดลที่ถ่ายรูปกับน้องๆกลุ่มที่สมัครไปก่อนเสร็จก็เดินออกมาตัดบท

 
         “ ธอร์ปีโด เป็นฉายาของนักว่ายน้ำที่ชื่อ “ เอียน เจมส์ โธร์ป” นักว่ายน้ำชาวออสเตรเลียที่ชนะเหรียญทองโอลิมปิกมาแล้ว 5 ครั้ง โธร์ปยังได้เป็นนักว่ายน้ำแห่งปีของโลกมาแล้วถึง 4 ครั้ง  เพราะฉะนั้นเราจึงเอาชื่อของเขามาตั้งเป็นชื่อชมรมอ่าครับ”ภูวดลพูดแบบน้ำไหลไฟดับ


          “ค่ะ ถ้าใครอยากทราบรายละเอียดเกี่ยวกับชมรมธอร์ปีโด อ่านได้ในซุ้มชมรมเลยนะคะ” มัทนพรแนะนำด้วยเสียงหวาน พลางเผยยิ้มน่ารักบนใบหน้า

          “ค่ะ สมัครวันนี้ ได้ถ่ายรูปกับภูวดลนะคะ” สุเมธยังใช้เพื่อนร่วมแก๊งเป็นเครื่องชักจูงคนไม่หยุด

           ด้วยเหตุที่ว่า พวกเขาเพียง
5 คนในนักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะบัญชีและการจัดการ  ที่ทำงานอยู่กับชมรมธอร์ปีโด และเป็นนักว่ายน้ำของมหาวิทยาลัย คนอื่นๆในคณะจึงชอบเรียกพวกเขาว่า “แก๊งธอร์ปีโด”  อันประกอบไปด้วย ภูวดล หัวหน้าแก๊ง ตามมาด้วย มัทนพร มัญชุพร วรยศ และ สุเมธ

          แก๊งธอร์ปีโด ยังเฝ้าซุ้มชมรมจนถึงเที่ยงก็ต้องพักไปกินข้าวโดยปล่อยซุ้มชมรมทิ้งไว้ไม่ไม่ใครเฝ้า เพราะต่างก็แน่ใจว่าคงไม่มีใครกล้าพังซุ้มชมรมต่อหน้าผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาเป็นแน่

          “นี่พวกเธอไปกินข้าวกันเถอะปะ ฉันล่ะเหนื่อยๆ” สุเมธพูดพลางเอากระดาษทิชชูซับหน้า
         
          “ปะ ฉันก็หิวมากๆเลยเนี่ย” วรยศพูดสนับสนุน แล้วพวกเขาก็เดินตามๆกันออกไป

          ทันทีที่แก๊งธอร์ปีโดเดินจากตรงนั้นไป ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งท่าทางมีพิรุธมายืนหยุดอยู่หน้าซุ้มชมรมธอร์ปีโด  จากนั้นเขาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแนบใส่กับหู

          “พวกมันไปแล้วชัย มาได้เลย”

          เป็นประโยคสั้นๆที่ฟังดูแล้วน่ากลัวมาก ว่าพวกเขากำลังคิดจะทำอะไรกันอยู่ แล้วชายหนุ่มคนนี้เป็นใครกัน
?

          ผ่านไปไม่ถึง
10 นาที ก็มีผู้ชายคนหนึ่งมากับผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าชายหนุ่มคนนั้น ซึ่งอยู่หน้าซุ้มชมรมธอร์ปีโดนั่น

          “เยี่ยมมากวงศกร ได้เวลาจัดการมันแล้ว” ธงชัยพูด พลางเข้าไปเตะและทำลายซุ้มชมรมธอร์ปีโดเป็นคนแรก

          “ไม่กลัวคนอื่นว่าเหรอชัย” หญิงสาวคนนั้นเตือน

          “จะกลัวอะไรดา แค่เราได้แกล้งพวกมันที่มันกล้าทำกับชัยก็พอแล้ว” วงศกรพูดแทนธงชัย พลางหัวเราะเสียงดัง ขณะที่มีสายตาของคนบริเวณนั้นมองมาอย่างตกตะลึง

          “พังมันลงมาเลย ลูกพี่” วงศกรพูดสนับสนุนธงชัย พลางเดินเข้าไปและใช้กรรไกรหนีบป้ายชมรม และทำลายรูปถ่ายที่ติดโชว์เอาไว้อย่างบ้าคลั่ง

          “ให้สาสมที่มันกล้าด่าฉัน กับแม่เมื่อเช้า ไอ้ภูวดล” ธงชัยพูดพลางหัวเราะเสียงดัง

          ภายในชั่วพริบตา ซุ้มของชมรมธอร์ปีโดก็พังลงอย่างราบคาบด้วยฝีมืออันร้ายกาจของชายหนุ่มเพียงสองคน โดยมีเสียงซุบซิบนินทาอยู่รอบๆบริเวณที่เกิดเหตุ บ้างก็ว่า “ใครช่างกล้าทำ เลวมาก” บ้างก็ว่า “นี่ไงลูกแม่เลี้ยงของพี่ภูวดล เลวจริงๆ”

          ในระหว่างนั้นวรรณพรและโสภิดาสองสาวคณะเภสัชศาสตร์ชั้นปีที่
2 ก็มาเจอเหตุการณ์เข้า จึงเดินเข้าไปต่อว่าธงชัยและวงศกร

          “นี่ธงชัย วงศกร พวกนายทำไมทำแบบนี้” วรรณพรพูดออกไปอย่างเหลืออด

          “ฉันทำแบบไหนไม่ทราบ นี่มันยังน้อยไปกับไอ้ดลด่าฉันกับแม่เมื่อเช้า เธอเป็นแค่แฟนไอ้ดลอย่ามายุ่ง” ธงชัยพูดพล่ามออกไปพลางหัวเราะสะใจ

          “หยุดว่าชัยนะ ชัยเขาไม่ผิด” หญิงสาวคนที่มากับธงชัยเดินเข้าไปพูดสนับสนุนธงชัย พลางจับแขนชายหนุ่มมาแนบไว้กับตัวเอง

          “เธออย่ามาเข้าข้างแฟนเธอเลย วิชุดา แฟนเธอทำไม่ดีก็หัดเตือนบ้างสิ” โสภิดาที่เงียบอยู่นานพูดออกไปอย่างเหลืออด

          “หนอย
! กล้าว่าฉันเหรอนังโสภิดา” วิชุดาพูดจบก็ทำท่าจะเข้าไปตบโสภิดา แต่ธงชัยคว้าแขนเอาไว้ทัน

          วิชุดามองหน้าแฟนหนุ่มแบบไม่พอใจ ก่อนจะยอมลดละฝ่ามืออรหันต์ลง

          “ทำไมล่ะชัย น่าจะให้ฉันตบมันนะ”

          “ใจเย็นๆสิ ฉันว่าพวกเราไปกันเถอะ นี่มันก็สะใจพวกเราแล้วว่ะ เดี๋ยวจะมีเจ้าหน้าที่มาเห็น  ไปกันเถอะพวกเรา” ธงชัยพูดจบก็ดึงแขนวิชุดาเดินออกไปอย่างไม่อายสายตาผู้คนที่มองเขาอย่างเอื่อมระอา ตามด้วยวงศกรที่วิ่งเหยาะๆตามหลังออกไป

          ซึ่งก็เป็นประจำที่ธงชัยจะพาเพื่อนสนิทและแฟนสาวมาทำร้ายและกลั่นแกล้งภูวดลและเพื่อนร่วมแก๊งจนมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันเรื่อยมา เพราะทั้งฝ่ายภูวดลและธงชัยต่างก็เป็นคนอารมณ์ร้อน ไม่ยอมใครทั้งคู่ ยกเว้นจะอยู่ต่อหน้าภูวไนยที่ธงชัยจะเสแสร้งเป็นคนดีและทำดีกับภูวดลจนเขาต้องหมั่นไส้

          “ไอ้บ้าสารเลว ทำผิดแล้วยังยิ้มหน้าบานอีก” โสภิดาด่าตามหลังไปอย่างเหลืออด

          “ใจเย็นๆโส เดี๋ยวเราโทร.หาดลดีกว่า” วรรณพรพูดอย่างรีบร้อน

          “โทร.หาดล หรือ ยศจ๊ะ เพื่อนสาว” โสภิดาพูดออกไปแบบตั้งใจ เพราะเธอแอบไปรู้ความสัมพันธ์ของวรยศกับเพื่อนสนิทของเธอคนนี้เป็นอย่างดี

          วรรณพรตกใจเล็กน้อยที่โสภิดาพูดแบบนั้นแต่ก็ได้แต่ยิ้มกลบเกลื่อนใบหน้าไป

          “พูดอะไรอ่าโส ก็ต้องดลคนเดียวสิจ๊ะ”

           สาวสวยปฏิเสธพลางหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋าขึ้นมา พลางในใจก็สงสัยในสิ่งที่เพื่อนสนิทของตนพูด และกังวลเรื่องซุ้มชมรมธอร์ปีโด

         


         
         





         

 
         

0 ความคิดเห็น