「Fanfiction Vampire Twilight 」 La Luna Azul [ END ]

ตอนที่ 11 : Special Chapter 01 | First kiss

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,740
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 264 ครั้ง
    4 เม.ย. 63


Short Fanfiction Harry Potter
Sol En Mi Mente | Chapter 01 : First kiss
จูบแรก



            ชีวิตเขาสุขสงบจนกระทั่ง.......

 

            เช้าวันใหม่อากาศในประเทศลิทัวเนียช่างสดใส  แสงที่เล็ดลอดผ่านช่องว่างของผ้าม่านสาดส่องแยงตา  ร่างเพรียวบางที่ซุกใต้ผ้าห่มเริ่มขยับตัว เขาหยัดกายจากเตียง ยกมือบดบังแสงจากรุ่งอรุณ  ผิวหน้าที่ต้องแสงสะท้อนเปล่งประกายระยิบระยับไม่ต่างจากอัญมณี  เขาก้าวขาลงพื้น เดินดุ่มๆไปเปิดหน้าต่างเพื่อรับลม มุมปากสีอ่อนยกยิ้ม  วันนี้ไม่มีเมฆฝนฟ้าครึ้มและแดดไม่แรงมาก

 

            เป็นเช้าที่ไม่เลว”   เขาบิดขี้เกียจ การกระทำทุกอย่างของเขาอาจเหมือนกิจวัตรประจำวันทั่วไป  แต่มันติดนิดหน่อยตรงที่   เขาไม่ใช่มนุษย์ปกติน่ะสิ   สำหรับโฮเม่ โอเดนเนลล์ถือว่าเป็นพฤติกรรมที่ผิดวิสัยของแวมไพร์   มันจะมีแวมไพร์ที่ไหนกันที่กล้าเอาตัวเองมารับแสงแบบนี้และไม่มีแวมไพร์ที่ไหนจำเป็นต้องใช้เตียงด้วยนอกจากเขา  ถึงแม้ว่าตัวเขาจะไม่ได้ถูกเผาไหม้กลายเป็นขี้เถ้าเหมือนดั่งแวมไพร์ในภาพยนตร์ แต่หากไปยืนกลางแดดละก็ คงไม่ต่างจากแท่งคริสตัลเป็นแน่

 

            แล้วใครสนล่ะ? เพราะเขาหลงใหลแสงแดดอบอุ่นที่สุด  โฮเม่ปลดชุดนอนหลวมโพรกออก ล้างหน้า แปรงฟัน ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่แล้วไปนั่งดื่มด่ำกับเลือดอุ่นๆในถ้วยกาแฟริมระเบียงห้อง คือ—เขาอยากดื่มกาแฟเพื่อเข้ากับยามเช้า แต่มันติดที่ไม่สามารถดื่มของกินธรรมดาได้  กลิ่นของดอกคามิเลียในแจกันอบอวลลอยเตะจมูก สายตากำลังไล่อ่านตัวอักษรผ่านเลนส์หนา  เขาตั้งใจอ่านวรรณกรรมเรื่องร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวให้จบภายในวันนี้

 

            เนี่ยแหละชีวิตแสนสุขสงบ  ทว่า—ขณะที่โฮเม่กำลังเพลิดเพลินนั้น จู่ๆมีนกฮูกสีน้ำตาลล่วงลงจากฟ้าตกใส่แก้วกาแฟที่ยังดื่มเลือดไม่หมด  หน้ามันปักทิ่ม ไม่สามารถออกแรงดึงตัวเองจากปากแก้วได้จนเขาต้องช่วยอุ้มมัน  นกฮูกน้อยร้องเสียงแผ่วต่ำราวกับขอบคุณและมันก็กระโดดเหยงๆมาหาพร้อมส่งยื่นซองสีขาวให้เขา  โฮเม่รับมา แล้วอ่านหน้าซองจดหมายซึ่งมันจ่าหน้าซองชื่อเขาไว้  รายมือที่เขียนนั้นคุ้นเคยชวนน่าใจหายและชวนให้รู้สึกดีในคราวเดียวกัน  เขาฉีกซองเพื่อหยิบเอาเนื้อความด้านในมาอ่าน

                        23  สิงหาคม 1971

      ถึงโฮเม่ โอเดนเนลล์สหายเก่าแก่

            สวัสดียังจำข้าพเจ้าได้หรือไม่ ฉันอัลบัส ดัมเบิลดอร์  ขออภัยที่แรกเริ่มเขียนจดหมายด้วยภาษาทางการ   เอาเป็นว่าขอเขียนแบบที่เราคุยปกติดีกว่า  คุณยังสบายดีรึเปล่า ผมเดาว่าคุณยังแข็งแรงเหมือนมังกรดั่งเดิม  คิดถึงเมื่อร้อยปีที่แล้วที่เราพบกันครั้งแรกเลย คุณเป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยมและน่าสนใจในสายตาผมเสมอ

            ผมเองส่งจดหมายหาคุณครั้งนี้ก็เพื่อต้องการขอความช่วยเหลือจากคุณหน่อย คิดว่าคุณเป็นคนที่มีความรู้มากเพียงพอต่อการทำหน้าที่นี้  รายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆขอชี้แจงตอนเราพบกันได้รึเปล่า  สถานที่นัดพบของพวกเราคือร้านหม้อใหญ่รั่ว ตั้งอยู่บนถนนชาริงครอส  กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ  บ้านเลขที่ 1 ตรอกไดแอกอน 

            สุดท้ายผมขอให้คุณเดินทางปลอดภัยและจะมีคนมารับคุณในวันที่ 24 สิงหาคม 1971 เวลาแปดโมงตรง

รักและคิดถึงเสมอ

อัลบัส ดัมเบิลดอร์

 

            หลังอ่านจบโฮเม่โยนจดหมายทิ้งบนโต๊ะ   ติดต่อกันทั้งที ก็เอาปัญหามาซะแล้ว

 

            เช้าวันถัดมาที่ไม่แจ่มใสดั่งเคย โฮเม่ตีหน้าเรียบ แหงนมองชายตัวโตที่หัวเลยขอบประตูบ้าน  หนวดยาวรุงรังเสียจนคิดว่าเป็นโทรว  พ่อชายตัวโตคนนี้แนะนำตัวกับเขาด้วยความสุภาพ     รูเบอัส แฮกริด  ผายมือหนา เชื้อเชิญให้แวมไพร์หนุ่มขึ้นฮาร์เล่ย์พ่วงข้าง   ความคิดแรกที่แวบมาในสมองคือมอเตอร์ไซค์คันนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน   ก็นะ—มีเพื่อนไม่ใช่คน จะสรรหาความธรรมดามาจากไหน   โฮเม่ก้าวขาขึ้นและนั่งลงอย่างเอื่อยเฉื่อย  แต่แฮกริดกลับเป็นฝ่ายกระตือรือร้นแทนเขา   ชายร่างยักษ์สตาร์ทเครื่องติด เสียงท่อดังปุ้งจนโฮเม่แอบสะดุ้ง  เขาถูกแฮกริดยัดแว่นตากันลมครอบหน้าซึ่งโฮเม่ไม่ได้อิดออดอะไร   แฮกริดบิดคันเร่ง แล้วมอเตอร์ไซค์ก็พุ่งทะยานขึ้นฟ้าไปอย่างรวดเร็ว

 

            เวลาผ่านไป--พวกเราก็มาถึงลอนดอน แฮกริดพาลัดเลาะเข้าตรอกที่ไร้ผู้คน  ชายตัวโตใช้คันร่มแตะตามแผ่นหิน แล้วพวกมันก็กระจายตัว  เปิดเส้นทางสู่โลกของเหล่าพ่อมดแม่มด ผู้วิเศษหลายคนมองเขาตาเป็นมัน ซึ่งไม่รู้ว่าจะมองทำไมเหมือนกันหรืออาจเป็นเพราะนัยน์ตาสีแดงขุ่นของเขาก็เป็นได้  แฮกริดนำทางโฮเม่จนมาถึงร้านหม้อใหญ่รั่วที่ว่า และที่นั่นเขาได้พบสหายเก่าที่ล่วงเลยเข้าสู่วัยชราส่งยิ้มทักทายมาให้   โฮเม่ไม่ได้แสดงสีหน้าใดใด  เขานั่งลงที่เก้าอี้แกะสลักไม้หนา

 

            สวัสดีอัลบัส คุณดูแก่ไปมากเลยนะครับ”   โฮเม่ทักทายด้วยบทสนทนาทั่วไป   “ผมจำได้ว่าครั้งล่าสุดที่เราเจอกัน คุณยังหนุ่มกว่านี้มาก

 

            ดัมเบิลดอร์อมยิ้ม  แต่คุณสิ......จะผ่านไปกี่ปีก็ไม่แก่ขึ้นเลย   แม้ว่าเขาจะเป็นผู้วิเศษ สามารถดำรงอยู่ได้ยาวนานกว่ามักเกิ้ล  ซึ่งบางทีเขาแอบคิดว่าเป็นอมตะโดยไม่แก่ลงก็ไม่เลวเท่าไหร่นัก  แต่ถ้ามีชีวิตยาวนานถึงสี่พันปีเหมือนสหาย  เขาขอผ่านดีกว่า

 

            แล้วสรุป คุณมีเรื่องอะไรให้ผมช่วยเหรออัลบัส?”   โฮเม่ถามและอีกฝ่ายก็ตอบโดยไม่อ้อมค้อม

 

            ผมอยากให้คุณมาสอนวิชาอักษรรูนโบราณแทนศาสตราจารย์บาธชีดา แบ็บบลิงที่ลาพักร้อนสามปีได้รึเปล่าโฮม

 

            “ลาพักร้อนบ้าอะไรตั้งสามปี มันมีด้วยเหรออัลบัส!!?”   โฮเม่โวย  ปกติเขาไม่ใช่คนขี้โวยวายกระโตกกระตาก แต่พอบอกว่าลาพักร้อนสามปี มันเหลือเชื่อสุดๆ  สำหรับโลกเวทมนตร์ให้ใช้สมองเท่าไรก็ไม่สามารถทำความเข้าใจต่อวิถีชีวิตหรือกฎหมายคร่ำครึพวกนั้นได้  พวกเขานั้นมักมีอะไรแปลกๆเสมอ

 

            ดัมเบิลดอร์ตอบอย่างใจเย็น  ศาสตราจารย์แบ็บบลิงนั้นไม่เคยลาพักร้อนเลยตลอดหลายศตวรรษการรสอนที่ผ่านมา  เธอขอลาพักร้อนในปีนี้และขอใช้โควต้าที่สะสมไว้

 

            “แล้วทำไมถึงต้องเป็นผม”  เขาถามด้วยใบหน้าจริงจัง  มีเหตุผลอื่นแอบแฝงรึเปล่าอัลบัส”  เพราะสำหรับเขาพ่อมดที่ชื่ออัลบัส ดัมเบิลดอร์ผู้นี้  แม้จะเป็นสหายที่ไว้เนื้อเชื่อใจเพียงใด แต่เขารู้ดีว่าภายใต้ใบหน้าเปื้อนยิ้มนั้นเต็มไปด้วยหลากความคิดเจ้าเล่ห์และสิ่งเหล่านั้นยากหยั่งถึง อีกอย่างหากไม่มีเหตุผลอื่นแอบแฝง อย่างอัลบัสสามารถหาผู้วิเศษมือดีมาสอนแทนได้สบายๆโดยไม่จำเป็นต้องเรียกหาเขาด้วยซ้ำและมันไม่จำเป็นเลยที่ต้องเอาตัวเองมาเสี่ยงให้โดนกระทรวงอะไรนั่นเพ่งเล็ง

 

            คุณยังรู้ทันผมเสมอเลยนะโฮม”  ดัมเบิลดอร์หลุดยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา  อันที่จริงผมถูกกระทรวงเวทมนตร์ขอร้องให้หาแวมไพร์สักตนมาเป็นเคสวิจัยเสียหน่อย บังเอิญว่าศาสตราจารย์แบ็บบลิงลาพักร้อนพอดี ผมเลยกะชวนคุณมาสอนเพื่อขอรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์คุณ ไม่ต้องห่วงหรอกนะ เพราะคนสอบสวนไม่ใช่พวกมือปราบมารแต่เป็นแฮกริดคนของผมเอง

 

            “ประจวบเหมาะกับการที่คุณเป็นแวมไพร์ที่อายุขัยนานที่สุดเท่าที่ผมเคยพบ ย่อมมีความรู้เพียงพอสอนเด็กในโรงเรียนของผมอยู่แล้ว ถือว่าผมขอร้องคุณเลยและไม่ต้องห่วง ผมจัดพื้นที่ส่วนตัวกับจัดสรรอาหารการกินของคุณโดยที่คุณไม่ต้องล่าเหยื่อเอง

 

            โฮเม่ถอนหายใจ  เฮ้อ—คุณคงได้รับข้อแลกเปลี่ยนอะไรบางอย่างสินะครับ ถึงยอมทำขนาดนี้ ถ้าเช่นนั้นผมขอเงื่อนไขหนึ่งข้อสำหรับการไปสอนและให้ข้อมูลกับทางคุณบ้างได้รึเปล่า

 

            ไม่มีสิ่งใดที่ได้มาโดยไม่ต้องจ่าย เขาไม่ยอมทำให้ฟรีๆหรอก

 

            ได้สิ แล้วคุณอยากได้อะไร”  ดัมเบิลดอร์ถาม

 

            ไปคิดวิธีกันแดดให้ผมซะ

 

1 กันยายน 1971  เวลา 9.30 น.

 

            จากวันนั้นผ่านมาได้แปดวัน  เขาพลาดแบบสุดๆ—ไม่คิดเลยว่าการเสนอเงื่อนไขเพื่อหลีกเลี่ยงการสอนนี้มันไม่ได้ผล  อัลบัสสามารถคิดคาถากันแดดให้เขาได้ซ้ำยังมีน้ำมันสมุนไพรกันแดดสุดประหลาดแบบใช้อาบเพื่อป้องกันข้ออ้างมาเกทัพใส่เขาอีก  ล้อมหน้าล้อมหลังผสมกับลั่นวาจาไว้ใครมันจะปฏิเสธได้   โฮเม่เข็นกระเป๋าเดินทางพร้อมใบแนะนำจากอัลบัสด้วยใบหน้าเรียบนิ่งดั่งคนไม่เต็มใจ  เขากำลังไปชานชะลาเก้าเศษสามส่วนสี่ ชายหนุ่มแหงนมองเสาอิฐแดงที่มีป้ายเลขเก้ากับสิบติดระหว่างกัน   เมื่อเจอเสาต้นที่ว่าอันดับถัดไปคือเขาต้องเดินผ่านแผงกั้นวิเศษ

 

            โฮเม่ก้าวขาอย่างไม่รีบร้อน เขาเดินทะลุเสาตรงหน้า ความมืดวูบหนึ่งกับความรู้สึกหวิวๆผ่านร่างกายไปและเขาก็พบกับชานชะลาเก้าเศษสามส่วนสี่  รถจักรไอน้ำสีดำแดงส่งเสียงหวูด รูปลักษณ์ของมันไม่ต่างจากรถไฟในสมัยวิคตอเรียน  ที่นี่ค่อนข้างชุลมุนและแออัดด้วยผู้คน  แต่มันน่าอัศจรรย์ใจสำหรับเขาไม่น้อย โลกนี้ยังมีอะไรน่าสนใจอีกเยอะ  บางทีการมาสัมผัสกับโลกเวทมนตร์คงเป็นอะไรที่ไม่เลว

 

            แวมไพร์หนุ่มเข้ามาภายในตู้รถไฟและกำลังมองหาที่นั่งดีๆสักที่   เอาอะไรไหมจ๊ะพ่อหนุ่ม”  ขณะที่เขาเบี่ยงตัวเพื่อหลบทางให้แก่รถเข็นขายขนม แม่มดผู้นั้นก็ถามเขา  โฮเม่อยากแค่ยิ้มๆแล้วบอกไม่ แต่พอเห็นคุณยายยิ้มหวานทำตาปริบๆก็ถึงกับใจอ่อน

 

            มีอะไรแนะนำผมไหมครับ?”  โฮเม่ขอความเห็น เนื่องจากขนมหลายอย่างมีจำนวนมากเกินไปจนเลือกไม่ถูก

 

            บางทีพ่อหนุ่มอาจจะชอบอันนี้ก็ได้”  เธอหยิบของส่งให้  ช่วงนี้มันกำลังฮิตเลยนะ อมยิ้มรสเลือด

 

            “งั้นผมขอยี่สิบอันเลยครับ”  เขาซื้อมันแบบไม่คิด

 

            หลังจากที่เขาเสียเงินไปราวๆสามเหรียญซิกเกิ้ล  โฮเม่ก็ได้ลิ้มลองขนมที่ซื้อมา อมยิ้มทรงกลมคล้ายจุ๊ปเปอร์จุ๊ปสีแดงเลือดนี้มีรสหวานและรสเลือดจริงๆ  เขากินได้—อร่อยไม่หยอกเลยด้วย เขากินได้โดยไม่อาเจียนหรือมวนท้อง  ขณะที่รถไฟกำลังเตรียมออกเดินทางและระหว่างที่เขากำลังเพลิดเพลินกับการอ่านหนังสือ   ขอนั่งด้วยได้ไหมครับ?”  ก็มีคนขอเข้ามานั่งด้วย ซึ่งโฮเม่เพียงพยักหน้าและไม่ได้สนใจว่าเป็นใคร  จากนั้นก็ได้ยินเสียงวี้ดว้ายชวนน่ารำคาญ จนเขาต้องวกสายตาขึ้นมอง

 

            ตรงหน้าเขาเป็นเด็กหนุ่มผมสีบลอนด์แพลทตินั่มยาวสลวยกำลังอ้อเลาะกับเด็กนักเรียนหญิงสองคน พวกเธอนั้นนั่งขนาบข้างกอดแขนพ่อหนุ่มนั่น   แก่แดดจริงๆเด็กสมัยนี้—จากลักษณะท่าทางของพ่อหนุ่มคนนั้น คงไม่ต่างจากคิงบีของโรงเรียนเป็นแน่

 

            เป็นไปได้ก็ไม่อยากสอนเด็กคนนี้ในคราบเรียนเลย

 

2 กันยายน 1971  เวลา 10.00 น.

 

            คำขอของเขาเคยได้รับการตอบรับหรือไม่?   โฮเม่ยืนขมวดคิ้วอยู่หน้าชั้นเรียนหลังจากที่เจอพ่อหนุ่มคิงบีเมื่อวานบนรถไฟ ชั้นเรียนนั้นเต็มไปด้วยเสียงซอกแซกคุยกันไม่หยุดหย่อนจากนักเรียนทุกคน  ถึงแม้ว่าเมื่อวานเขาไม่ได้เข้าร่วมมื้อคำ่แนะนำตัวเองว่าเป็นศาสตราจารย์ใหม่ เพราะต้องการหลีกเลี่ยงความสนใจ  แต่ดูจากชั้นเรียนแล้วคงทำได้ยากยิ่ง เด็กหนุ่มผมบลอนด์ยังขนาบข้างด้วยสาวๆเช่นเคย  เด็กพวกนี้อยู่ชั้นปีที่หกแล้ว พวกเขาส่วนใหญ่ล้วนผ่านการสอบ ว.พ.ร.ส. จึงสามารถลงเรียนวิชานี้ได้

 

            สวัสดีครับ ผมชื่อโฮเม่ โอเดนเนลล์ มาทำหน้าที่สอนแทนศาสตราจารย์แบ็บบลิงที่ลาพักร้อนเที่ยวรอบโลกเป็นเวลาสามปี  พวกคุณจะเรียกผมว่าศาสตราจารย์โอเดนเนล์หรือศาสตราจารย์โฮเม่ก็ได้ตามแต่สะดวก”   โฮเม่เริ่มทุกอย่างด้วยการแนะนำตัวอย่างเป็นมิตร  การแนะนำจบเพียงเท่านี้ พวกคุณเปิดไปที่หน้าเจ็ดสิบเจ็ดครับ”   ถึงแม้ว่าการแนะนำตัวจะจบลงแล้วแต่ความวุ่นวายจากนักเรียนนั้นไม่หยุดตามเขาเลย เสียงฮือฮานั้นดังกว่าเก่า

 

            ผู้ชายหรอกเหรอ นึกว่าผู้หญิงเสียอีก คุณสวยมากเลยนะครับศาสตราจารย์ หน้าก็อ่อนด้วย นึกว่าได้เด็กสาวรุ่นเดียวกันมาสอนพวกเรา”  ประโยคจากไอ้หนูผมบลอนด์นั้นสร้างเสียงหัวเราะให้กับเพื่อนในชั้นเรียน 

 

            โฮเม่แค่ยิ้ม  ครับ”  แต่หลังพูดจบเขาเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วชนิดที่ไม่มีใครมองตามทัน คว้าเอาหนังสือนำสอนตบใส่พ่อหนุ่มนั่นจนหัวโยกและผมยาวๆนั้นกระเซิงปิดหน้า  ภายในชั้นเรียนเข้าสู่ความเงียบ  ผมไม่ตลกนะครับ คุณช่วยเปิดหนังสือหน้าที่เจ็ดสิบเจ็ดด้วย

 

            ดวงตาสีเทาตวัดมองร่างผอมบางเดินไปสอนหนังสือหน้าห้องหน้าตาเฉย  เขาขบฟันกรามดังกึกจนลอดผ่านไรฟัน  ไม่เคย—ตั้งแต่เกิดมาลูเซียส มัลฟอยคนนี้ไม่เคยโดนใครหน้าไหนทำเช่นนี้มาก่อน  เขาแค่หยอกเล่นเท่านั้นและน้อยครั้งมากที่เขาจะทำ หากเขาไม่สนใจใคร  ลูเซียสขอยอมรับว่าให้ความสนใจกับโฮเม่ไม่น้อยหลังจากที่พบกันครั้งแรกบนรถไฟ แม้ไม่มีบทสนทนาใด แต่เขาก็อยากลองคุยดู  แต่การที่โดนตบหัวเขายอมไม่ได้!

 

            “กล้ามากเลยนะที่แกตบหัวฉัน แกรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร”  ลูเซียสกระแทกโต๊ะดังปึง นั่นสร้างความตกตะลึงให้กับเด็กบ้านสลิธีรินคนอื่นๆที่มักเห็นลูเซียสสุขุมตลอดเวลาอย่างมาก

 

            ผมต้องรู้เหรอครับ?”  โฮเม่ค้อนตาขวับ  ถ้าคุณไม่สำนึกผิดว่าตนกระทำอะไรไปและยังทำตัวไร้มารยาทใส่ ผมจะหักคะแนนบ้านสลิธีรินสิบห้าคะแนน ข้อหาไม่เชื่อฟังและทำตัวไร้มารยาทไม่เหมาะสมแล้วนะครับ”  


             ลูเซียสไม่กล้าเถียงอะไรต่อ ในฐานะพรีเฟ็ค เขาจะทำให้บ้านเสียคะแนนไม่ได้เด็ดขาด เขาเป็นผู้ดูแลและควบคุมระเบียบ ทั้งที่ปกติเขามักจะสุขุมควบคุมอารมณ์ได้ตลอดเวลาแท้ๆ แต่กับเรื่องแค่นี้ทำไมถึงโกรธได้อย่างง่ายดาย  ขอโทษครับศาสตราจารย์”  เขาเลือกขอโทษให้มันจบๆ หมายถึงจบแค่ในคาบเรียนนี้เท่านั้น

 

            ดีครับ ถ้าคุณขอโทษผม ผมจะไม่หักคะแนนบ้านคุณครับ  โฮเม่ฉีกยิ้ม เดินกลับไปสอนที่หน้าห้องอย่างเดิม   ตัวเขาคงโกรธมากไปจนเผลอใช้พลังควบคุมอารมณ์พ่อหนุ่มผมบลอนด์และดันเป็นความโกรธแบบที่เขากำลังเป็นอยู่    การไม่หักคะแนนถือซะว่าเป็นการขอโทษต่อเด็กบ้านสลิธีรินก็แล้วกัน


            ผ่านไปราวสองถึงสามวัน  ตั้งแต่วันที่เรียนวิชาอักษรรูนโบราณคาบแรก ลูเซียสสัมผัสได้ถึงความผิดปกติจากศาสตราจารย์โฮเม่ ในวันนั้นที่เขาจ้องหน้าศาสตราจารย์  เขาสังเกตเห็นว่าดวงตาของศาสตราจารย์นั้นเปลี่ยนสี จากสีน้ำเงินกลายเป็นสีม่วง ถึงแม้จะสั้นๆแต่เขาจับสังเกตได้และด้วยสัญชาตญาณบางอย่างมันบอกเขาว่าศาสตราจารย์คนนี้มีบางอย่างที่ไม่เหมือนใคร

 

            ตลอดสองสามวันมานี้ เขาแอบเฝ้าดูศาสตราจารย์เงียบๆ   ลูเซียสสังเกตว่าศาสตราจารย์มักไม่เคยมาร่วมรับประทานอาหารค่ำเลยสักครั้ง นอกจากสอนในวิชาแล้วก็ไม่เคยเห็นออกมานอกห้องพักอาจารย์เท่าไหร่นัก อีกข้อนึงคือเขามักเห็นศาสตราจารย์กินอมยิ้มรสเลือดตลอดเวลาบริเวณชั้นใต้ดินใกล้กับหอพักสลิธีริน  มันจะมีคนปกติดที่ไหนที่กินขนมรสเลือดนั่นได้ตลอด  ขนาดเขาลองครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว มันเป็นขนมของพวกผีดูดเลือดชัดๆ

 

            ผีดูดเลือดพอลองเอาหลายๆอย่างมารวมกัน  เป็นไปได้รึเปล่าที่ศาสตราจารย์จะเป็นแวมไพร์  ลูเซียสยังคงจ้องโฮเม่ที่กำลังนั่งกินอมยิ้มอย่างเพลิดเพลิน เขามองริมฝีปากสีชมพูอ่อนประทับกับลูกกวาดสีเลือด   มองไปมองมาทำให้เขานึกถึงวันที่พบศาสตราจารย์ครั้งแรก  ภาพนั้นฉายซ้ำอีกครั้ง ตอนนั้นเขากำลังสงสัยว่าคนที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงข้ามนั้นเป็นหญิงหรือชาย  เขาใคร่สงสัยอยากรู้สภาพเพศ  เพราะหากจะเป็นหญิงก็ดูแข็งแกร่งเกินไป หากจะเป็นชายก็ดูบอบบาง แต่ที่แน่ๆมันช่างดึงดูดสายตา แขนขาของศาสตราจารย์นั้นเพรียวบาง ดูสะอาดสะอ้านและมีกลิ่นหอม  ตอนเขาเจอศาสตราจารย์ครั้งแรก ศาสตราจารย์ก็กำลังกินอมยิ้มเหมือนตอนนี้

 

            มันน่าจูบ   ไม่ใช่สิ!—ลูเซียสส่ายหัว ไล่ความคิดไร้สาระออกจากสมอง

 

            ศาสตราจารย์ไปไหนแล้ว?”   คิดอะไรเพลินเกินไป พอรู้ตัวอีกทีลูเซียสก็ไม่เห็นโฮเม่อยู่ที่เดิม

 

            ไม่ทราบว่าคุณมัลฟอยต้องการอะไรจากผมเหรอครับ?”   โฮเม่ยื่นหน้ากระซิบข้างหูเด็กนักเรียนบ้านงู  แอบหยอกเย้าให้เจ้าตัวรู้สึกตัวด้วยการเป่าลมเย็นใส่ต้นคอเบาๆ   จ้องผมตอนกินแบบนั้นผมก็เขินเป็นนะครับ

 

            “เฮ้ย!”   ลูเซียสตกใจที่จู่ๆเห็นโฮเม่อยู่ด้านหลัง  ยกมือกุมต้นคอตนเองที่โดนเป่าลมใส่จนขนลุกขนพอง ศาสตราจารย์โฮเม่?”

 

            “ผมเห็นคุณแอบตามผมมาหลายวัน”   โฮเม่พูด แล้วเดินไล่ลูเซียสจนหลังของเด็กหนุ่มชิดติดกำแพง  ตกลงคุณต้องการอะไรกับผมกันแน่ครับคุณมัลฟอย

 

            ลูเซียสกรอกตาซ้ายทีขวาที  คนร่างเล็กกว่าโอบล้อมทางหนีเขาไว้หมด  ศาสตราจารย์ช่วยตอบคำถามของผมได้รึเปล่าครับ”  ในเมื่อหนีไม่พ้นก็มีแต่ต้องถามตรงๆ  ศาสตราจารย์เป็นผีดูดเลือดใช่ไหมครับ

 

            โฮเม่เงียบเพียงครู่  ไม่ใช่ครับ” 

 

            “ศาสตราจารย์ตอบช้าเกินไปนะครับ”  ลูเซียสคาดคั้น คราวนี้เขาเป็นฝ่ายผลักคนตัวเล็กกว่าติดกำแพงแทน   ลูเซียสยื่นหน้าเข้าหาโฮเม่   ตอบผมสิครับศาสตราจารย์

 

            อะไรที่ทำให้คุณคิดว่าผมเป็นแวมไพร์เหรอครับ”  เขาเลือกไม่ตอบแต่ส่งคำถามให้ลูเซียสขบคิด

 

            ลูเซียสเลือกที่จะดึงอมยิ้มที่ค้างอยู่บนปากโฮเม่  ศาสตราจารย์ช่วยหยุดเคี้ยวลูกกวาดขณะที่กำลังสนทนาด้วยครับ  เสียงเคี้ยวของคุณมันรบกวนผม  อีกอย่างไม่มีใครกินไอนี่สี่ถึงห้าอันต่อวันหรอกนะครับ

 

            “ก่อนสอนมารยาทคนอื่น คุณควรรู้ว่าการดึงอมยิ้มออกจากปากผม มันก็เสียมารยาทไม่ต่างกัน”   โฮเม่แย่งอมยิ้มสีแดงคืนมา  หากคุณไม่มีธุระอะไรกับผม ผมขอแนะนำให้คุณกลับไปทำหน้าที่ตรวจตราระเบียงทางเดินของพรีเฟ็คประจำบ้านด้วยครับและผมจะหักคะแนนบ้านห้าคะแนน โทษฐานคุณเสียมารยาทและกระทำการล่วงเกินต่อผมด้วยนะครับ

 

            “ศาสตราจารย์! ศาสตราจารย์จะหักคะแนนผมเพราะเรื่องแค่นี้ไม่ได้นะครับ”  ลูเซียสโวยและพยายามเดินตามโฮเม่ที่กำลังเดินหนี  เด็กหนุ่มคว้าเอวโฮเม่ไว้ด้วยแขนเดียว  ผมไม่ยอมหรอกนะครับ คุณต้องคุยกับผมให้รู้เรื่อง

 

            “ถามจริงเถอะครับ ถ้าผมไม่ตอบคุณ คุณจะนอนไม่หลับหรือไงครับ”   โฮเม่เพียงยืนนิ่งๆ หากเขาอารมณ์เสียออกแรงผลักมัลฟอย มีหวังไอหนูนี่ได้ตายแน่

 

            ใช่ครับ”   ลูเซียสกระชากคอเสื้อโฮเม่ให้เข้ามาใกล้ๆตน  ผมนอนไม่หลับเพราะคุณมันกวนใจผมสุดๆ    กวนใจตั้งแต่ที่พบบนรถไฟ

 

            อืม—ถ้ามันกวนใจมาก ก็ให้มันอกแตกตายไปเลยสิครับ

 

            คุณมัลฟอย ถ้าคุณจะกระชากคอเสื้อผมมาใกล้หน้าคุณขนาดนี้ คุณจูบผมเลยดีกว่าไหมครับ”   โฮเม่พูดประชดใส่ลูเซียส  พลางปัดมือหนาของเด็กหนุ่มกระเด็น

 

            ทว่า—ลูเซียสกลับรั้งท้ายทอยของโฮเม่  ดันร่างเขาเข้าหากำแพงอิฐ  ผสานสองมือกดแขนเขาแนบไว้  อย่าท้าผมนะครับศาสตราจารย์”  นัยน์ตาสีเทาตรงข้ามนั้นสื่อว่าเอาจริง  ลูเซียสบรรจงกดฝีปากลงอย่างหนักหน่วง   เขาสัมผัสถึงความนุ่มลื่นราวกับเครื่องแก้วเซรามิกเย็นเหยียบจากฝีปากศาสตราจารย์ร่างเล็กใต้ร่าง  ลูเซียสลุกล้ำเข้าไปมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ศาสตราจารย์จะกัดปากเขาลูเซียสก็ไม่ยอมหยุด

 

            เขาทำอยู่เช่นนี้จนรู้สึกพอใจ จึงถอนริมฝีปากออก  เพียงชั่ววูบหนึ่งที่เขาคิดว่าถ้าหากโดนหักคะแนนก็ถือว่าคุ้มกับการกระทำ  ลูเซียสกรอกตามองคนตรงหน้า ปฏิกิริยาของศาสตราจารย์ไม่เป็นดั่งที่คิดไว้   โฮเม่ยืนตัวสั่นและแข็งค้าง ผิวที่ซีดเซียวนั้นกลับขึ้นรอยลิ้วแดงจางๆ ยกมือกุมปากตัวเอง  เห็นแล้วลูเซียสถึงกับกระตุกมุมปากเหยียดยิ้ม ยกมือเกลี่ยริมฝีปากโฮเม่เพื่อตอกย้ำ  

 

            อะไร? หรือนี่คือครั้งแรก”  พอพูดจบ เพียงชั่วกระพริบตา ร่างของศาสตราจารย์ก็หายไปราวกับสายลม  ทุกอย่างเข้าสู่ความเงียบ พอไม่มีใครอยู่ตรงทางเดิน  จู่ๆลูเซียสก็นั่งลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง  ขยี้ผมสีบลอนด์ยาวของตนจนกระเซิง  ภาพริมฝีปากสีชมพูอ่อนของโฮเม่ซ้อนทับผ่านสมอง  ยิ่งนึกลูเซียสยิ่งโอดครวญกับการกระทำบ้าๆของตัวเอง

 

            เผลอทำไปจนได้

 

            ทางด้านโฮเม่ บัดนี้เขาหนีมานั่งเก็บตัวอยู่หน้ารูปปั้นนกฟีนิกซ์ อันเป็นบริเวณหน้าห้องอาจารย์ใหญ่  โฮม คุณมานั่งอะไรที่หน้าห้องทำงานของผม?”   ดัมเบิลดอร์แตะบ่าเพื่อสะกิดเรียกโฮเม่ หลังจากที่เขาเพิ่งกลับจากภารกิจหลายอย่างภายในโรงเรียน   สหายเก่าของเขานั่งกอดเข่าตัวสั่น  ไม่ยอมแหงนหน้ามองเขาสักนิด เสียงสะอื้นจากสหายก็ร่ำไห้อยู่เป็นระยะๆ

 

            ผม.....   โฮเม่เงยหน้าที่แดงแจ๋ขึ้นสบดัมเบิลดอร์  เริ่มโวยวายขาดสติ พูดไม่เป็นสรรพ

 

            ผม......ผมเป็นอมตะใสๆมาสี่พันปี แต่ผมต้องมาเสียเฟิร์สคิสให้เด็กคุณไปนั่นแหละ!!”  โฮเม่ยืนขึ้น พลางเขย่าตัวดัมเบิลดอร์จนแว่นของอีกฝ่ายล่วงหลุดจากดั้ง  รับผิดชอบผมมาเดี๋ยวนี้เลยนะอัลบัส!”

 

            “ใจเย็นๆก่อนโฮม”  ดัมเบิลดอร์พยายามห้ามปรามให้แวมไพร์ตรงหน้าใจเย็น แต่เขามิอาจสู้แรงมหาศาลของสิ่งมีชีวิตชั้นสูงได้เลย

 

            แต่สุดท้าย เขาเพิ่งรู้ว่าสหายของเขายังบริสุทธิ์ผุดผ่องตลอดระยะเวลาสี่พันปี ตั้งหลายทศวรรษ สามารถรักษาได้แม้กระทั่งจูบแรก

 

            มันน่าเหลือเชื่อจริงๆเมอร์ลิน........

          

︱︱︱︱︱︱︱︱︱︱︱︱︱︱︱︱︱︱︱︱︱︱︱︱︱︱︱︱︱︱

TALK

เนื้อเรื่องก็ค่อนข้างใสๆแบบนี้แหละค่ะ  โฮเม่ต้องปวดหัวไปตลอดสามปีเต็ม ส่วนซีเรียสกับสเนปช่วงเวลานี้ยังเป็นเด็กปีหนึ่งอยู่  จะค่อนข้างรวบรัดตัดตอนนิดหน่อยนะคะหวังว่ารีดๆทุกท่านคงไม่งงกันเนอะ  ปล.เจอกันวันเสาร์ค่ะ จะเข้าสู่เนื้อเรื่องหลักแทนนะคะ
B
E
R
L
I
N
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 264 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

364 ความคิดเห็น

  1. #358 Aa_ic (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2563 / 13:44
    ลั่นครับ555555555
    #358
    0
  2. #134 LOVETOMHID (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 กันยายน 2562 / 15:09
    โฮเม่คนใสๆ ความกวนน้อวนั้นหายไปไหนม๊ด!
    #134
    0
  3. #133 SarangHAE yo (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2562 / 16:50
    ว้ายๆ โดนชิงจูบแรก >//<
    #133
    0
  4. #132 keaw sl (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2562 / 14:49
    อัสบัสรับผิดชอบเดี๋ยวเน้555555
    #132
    0
  5. #128 Kamikami0000 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2562 / 21:54
    หน่องโว้ยยยยยยยยยยยยยยย
    #128
    0
  6. #127 NewNever_410 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2562 / 17:34

    ต่อเดี๋ยวนี้ //อ้ากกกกก!!
    #127
    0
  7. #126 Dark normol (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2562 / 09:25

    มันก็น่าเหลือเชื่อจริงๆนั่นแหละน้องงงงง4,000ปีไม่เคยจูบฮืออออโฮเม่คนใสๆรอค่ะแง้โฮเม่น่ารักมากๆ
    #126
    0
  8. #124 NineMinutes (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2562 / 23:54

    รอคร้าาาา
    #124
    0