บุรุษผู้นี้มิใช่สามัญ สตรีนางนั้นก็มิใช่ธรรมดา 笑里藏刀

ตอนที่ 7 : บทที่ 6 โจรภูเขาชิงเสวี่ย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 618
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 60 ครั้ง
    31 ม.ค. 64

บทที่หก

โจรภูเขาชิงเสวี่ย

 

ขบวนของหอเพลิงสุริยันจู่ๆ ก็มีผู้ร่วมเดินทางเพิ่ม โชคดีที่เตรียมม้าสำรองไว้ สองนายบ่าวสกุลเยี่ยนจึงรับแบ่งไปคนละตัว เยี่ยนหลิงร่าเริงคึกคักเป็นอันมาก สะบัดแส้ควบเร็วเสียจนเซี่ยโจวผู้มีอาวุโสที่สุดในขบวนต้องเอ่ยตำหนิ เรียกนางกลับมาเกาะกลุ่มมิให้ล้ำหน้า ทั้งยังกำชับเยี่ยนเสี่ยวซุนคอยขนาบข้าง 

 

หญิงสาวค่อยชะลอความเร็วลง หันมาพิจารณาทิวทัศน์รายรอบ เจ็ดปีก่อนตอนเดินทางจากเมืองหลวงลงใต้ นางโดยสารรถม้าตลอดและจำไม่ได้แล้วว่าเคยผ่านเส้นทางนี้หรือไม่ ยามนี้ทุกสิ่งจึงล้วนแปลกตา

 

จากดินแดนทางใต้มุ่งหน้าสู่ภาคกลาง ทัศนียภาพค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อากาศเย็นขึ้น บุปผายังเป็นดอกตูมเล็กๆ ทั้งที่เมืองหลัวเจียงเข้าสู่ช่วงกลางฤดูวสันต์แล้วแต่แถบนี้เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น แผ่นดินช่างกว้างใหญ่นัก แม้อ่านบันทึกการเดินทางที่ผู้คนเขียน ต่อให้ลงรายละเอียดยิบย่อยเท่าไรก็มิสู้ประสบด้วยตัวเอง ถ้าไม่เห็นกับตา สัมผัสความรู้สึกที่สายลมปะทะผิวกาย ย่อมมิอาจรู้ซึ้งถึงโลกหล้าที่แท้จริง

 

เวลาผ่านไปสิบสองวัน เมืองหลวงอยู่ห่างออกไปประมาณสองร้อยหลี่[1] ยามเที่ยงที่แสงตะวันส่องตรงเหนือศีรษะ ขบวนของหอเพลิงสุริยันก็หยุดที่ริมแม่น้ำก่อนเข้าเขตภูเขาชิงเสวี่ย พักกินอาหารและถือโอกาสฟื้นฟูเรี่ยวแรงให้มากที่สุด 

 

เซี่ยโจวประชุมนัดแนะให้ทุกคนเตรียมพร้อมรับมือหากเกิดเหตุร้าย บ่ายนี้จะต้องผ่านบริเวณเชิงเขาภายในครึ่งชั่วยามเพื่อไปให้ถึงเมืองหลวงก่อนตะวันตกดิน แม้จะไม่เคยมีเหตุการณ์ที่โจรภูเขากล้าปล้นชิงขบวนของหอเพลิงสุริยันมาก่อน กระนั้นเขาชิงเสวี่ยก็ไม่ใช่สถานที่ที่ผู้คนสมควรเที่ยวเล่น

 

พวกเขาเป็นชาวยุทธ์มิใช่ขบวนพ่อค้า หากใช้ทางอ้อมเลี่ยงหลบโจรภูเขา ไม่เพียงเสียเวลาเพิ่มหนึ่งถึงสองวันแต่จะกลายเป็นช่วยส่งเสริมให้เหล่าโจรฮึกเหิมว่าขนาดหนึ่งในเสาหลักแห่งยุทธภพยังต้องกลัวเกรงพวกมัน ดังนั้นจึงมิใช่การทระนงถือดีหรือประมาทแต่จำเป็นต้องมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวงด้วยเส้นทางนี้

 

ทว่าตอนที่คนทั้งหมดลุกขึ้นกำลังแยกย้ายไปหาม้าของตัวเองที่ผูกไว้ เซี่ยโจวกับเยี่ยนเสี่ยวซุนซึ่งเป็นผู้ที่มีระดับพลังปราณสูงสุดในกลุ่มได้ยินเสียงผิดธรรมชาติบางอย่างห่างออกไปที่ระยะราวสามสิบสี่สิบจั้ง[2] ทั้งสองหันไปตามทิศต้นเสียงทันที และพริบตานั้นเองลูกธนูจำนวนมากก็พุ่งแหวกอากาศตรงมาที่จุดพักของพวกเขาดังห่าฝน!  

 

“ระวัง!”

 

ทุกคนยกเว้นเยี่ยนหลิงชักดาบจากฝักฟันก้านธนูเป็นพัลวัน เอาตัวรอดจากสถานการณ์ฉุกเฉินก่อนจะหาที่กำบังกาย

 

“คุณหนูอยู่ตรงนี้ อย่าออกมาเด็ดขาด!” เยี่ยนเสี่ยวซุนปัดป้องลูกธนูไปพลาง เคลื่อนถอยหลังไปพลาง ดันร่างผู้เป็นนายให้อยู่หลังต้นไม้ใหญ่

 

ขณะที่เซี่ยโจวกระโดดเหินขึ้นสูงวาดปลายดาบชี้ไปที่รถม้าคันหนึ่ง เกร็งลมปราณตะโกนก้อง

 

“โจรภูเขาชิงเสวี่ย! พวกเจ้าเห็นสัญลักษณ์เปลวอัคคีหรือไม่ ก่อนนี้ไม่เห็นไม่เป็นไร ในเมื่อตอนนี้รู้แล้วก็จงรีบถอยไปซะ!” 

 

เสียงที่แฝงลมปราณนั้นสามารถกระแทกสั่นสะเทือนอกใจผู้คนรายรอบ กระทั่งลูกธนูสิบกว่าดอกที่กำลังพุ่งมายังถูกคลื่นพลังที่มิอาจมองเห็นด้วยตาซัดกระเด็นไปคนละทิศละทาง

 

ฝนลูกธนูหยุดลงในตอนนั้นเอง และอึดใจถัดมา บริเวณชายป่าห่างออกไปสามสิบกว่าจั้งก็ปรากฏกลุ่มคนยืนเรียงหน้ากระดานซ้อนกันหลายแถว คาดว่ามีจำนวนร่วมร้อย เบื้องหลังคนกลุ่มนี้ยังมีหนึ่งบุรุษร่างกำยำสวมชุดเกราะเก่าคร่ำคร่าบนหลังม้า คล้ายเป็นผู้นำของกองกำลังเดนตาย เขาชูอาวุธขึ้นฟ้า ร้องคำรามสุดเสียง

 

“บุก!”

 

เซี่ยโจวเพิ่งตระหนักว่าพวกมันไม่ได้โจมตีพลาด แต่ตั้งใจดักรอขบวนของหอเพลิงสุริยัน! 

 

แม้เตรียมระวังภัยอยู่เสมอ แต่ใจลึกๆ ก็ไม่คาดคิดอยู่ดีว่าจะมีโจรกินดีหมีหัวใจเสือกล้าล่วงเกินชาวยุทธ์ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน 

 

...หรือว่าโจรภูเขาชิงเสวี่ยเข้าตาจน ขาดแคลนเงินหนักหนาสาหัสจริงๆ? ...หรือเพราะรวบรวมคนเข้าร่วมได้มากจึงกำเริบเสิบสาน?

 

แม้พวกเขาส่วนใหญ่เป็นจอมยุทธ์ที่ประสบการณ์ไม่มาก ทว่าอย่างไรโจรทมิฬจำนวนนับร้อย ไม่มีทางเคลื่อนไหวเงียบเชียบ และด้วยระดับขั้นของตนกับเยี่ยนเสี่ยวซุนก็สมควรได้ยินเสียงฝีเท้าบ้าง มิใช่เพิ่งมารู้สึกตัวตอนที่อีกฝ่ายน้าวสายธนูแบบนี้ 

 

ความเป็นไปได้ประการเดียวคือพวกมันต้องมาถึงที่นี่ก่อนระยะเวลาหนึ่งและดักซุ่มรออย่างใจเย็น แต่ไม่ทราบว่าโจรภูเขาชิงเสวี่ยสืบข่าวเอาจากเมืองใกล้เคียง หรือรู้ว่าขบวนหอเพลิงสุริยันออกเดินทางจากหลัวเจียงเมื่อไรจึงคาดการณ์ว่าจะมาถึงจุดนี้วันไหนเวลาใดได้แม่นยำ...

 

คิดถึงตรงนี้เซี่ยโจวก็ชะงักใจวูบโหวง ทว่าไม่มีเวลาให้สนใจเรื่องอื่นแล้ว เพราะเมื่อสิ้นเสียงสั่งการของหัวหน้า บรรดาลูกสมุนก็โห่ร้อง วิ่งเข้าหาเป้าหมายอย่างบ้าคลั่ง! 

 

พวกมันแห่กันมามืดฟ้ามัวดิน เดิมเห็นจากระยะไกลประเมินคร่าวๆ ว่าน่าจะมีสักร้อย แต่เมื่อประจักษ์ต่อสายตาก็แน่ใจว่าไม่ใช่แค่นั้น อย่างน้อยก็คงราวๆ สามร้อย จึงช่วยไม่ได้ที่คนหอเพลิงสุริยันทั้งสิบสี่ชีวิตจะตกอยู่กลางวงล้อมฝูงโจรแทบจะในทันที

 

คนเหล่านี้ฝีมือเทียบชั้นกับพวกเขาไม่ได้แม้ปลายเล็บ แต่จำนวนที่มากกว่าสิบเท่ายี่สิบเท่า ต่อให้เป็นจอมยุทธ์ขั้นสูงก็ใช่ว่าจะระเบิดพลังกำราบศัตรูหมดสิ้นได้ในชั่วพริบตา อีกทั้งสิบสามคนของขบวนหอเพลิงสุริยันล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์อายุน้อย บรรดาผู้อาวุโสผ่านการเข้าร่วมงานชุมนุมชาวยุทธ์มาจนคร้านจะนับ ครั้นเกิดเรื่องบาดหมางกับพรรคมังกรทองจึงเอาอย่างประมุขหอ ไม่มีใครอยากย่างกรายมาเมืองหลวงอีก 

 

ดังนั้นที่เดินทางมาในคราวนี้ ที่บรรลุขั้นห้าแล้วมีแค่เซี่ยโจวกับเยี่ยนเสี่ยวซุน ขั้นสี่จำนวนห้าคน ขั้นสามรวมหกคน และยังมีที่ไร้พลังปราณอีกหนึ่งคือเยี่ยนหลิง จะบอกว่าไม่เสียเปรียบก็คงไม่ได้ กระนั้นเซี่ยโจวก็ยังคิดว่าพอต้านทานไหว เพียงแต่คงสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงและเวลาอยู่บ้าง 

 

ในเมื่อโจรภูเขาชิงเสวี่ยรู้ทั้งรู้ยังกล้าวางแผนจู่โจมขบวนหอเพลิงสุริยันอย่างไม่กลัวเกรง พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องปรานีใดๆ อีก!

 

ฝั่งชาวยุทธ์แทบไม่มีเวลาให้หายใจหายคอ สะบัดดาบฟาดฟันมือเป็นระวิง โลหิตโจรทมิฬสาดกระเซ็นปนเปจนไม่ทราบเจ้าของ กลิ่นคาวคละคลุ้งชวนคลื่นเหียน ม้าตื่นตกใจพากันร้องระงมแต่เพราะถูกผูกไว้จึงไม่อาจวิ่งเตลิดไปไหน ร่างกำยำของโจรภูเขาชิงเสวี่ยล้มลงคนแล้วคนเล่าดุจใบไม้ร่วง ทว่าพวกมันก็ไม่ครั่นคร้าม ดาหน้าเข้ามาไม่หยุดยั้ง

 

ทางด้านเยี่ยนหลิง แรกเริ่มต้นไม้ใหญ่ช่วยกำบังนางจากลูกธนู ทว่าเมื่อฝ่ายนั้นกรูกันเข้ามาเป็นร้อยๆ ก็ไม่มีประโยชน์แล้ว 

 

“คุณหนูอย่าอยู่ห่างจากข้า!”

 

เยี่ยนเสี่ยวซุนปักหลักคอยคุ้มกันมิให้คมอาวุธศัตรูต้องตัวผู้เป็นนาย ออกกระบวนท่าหนึ่งครั้ง ต้องมีโจรล้มลงหนึ่งคน ไม่จบสิ้น โจรที่มาจากด้านหน้าล้วนถูกเขาสกัดไว้ได้หมด แต่ก็มีบ้างที่โผล่พรวดมาจากทิศอื่น ครั้นเห็นจากทางหางตาก็ตั้งท่าจะหมุนตัวไปรับมือ...

 

“ไม่ต้อง!”

 

เยี่ยนหลิงร้องบอกขณะย่อตัวลงฟันสันมือเข้าลูกกระเดือกของโจรเคราะห์ร้าย ตามด้วยแทงเข่าที่หว่างขาไปอีกสองทีซ้อนเน้นๆ 

 

“เสี่ยวซุนจัดการทางนั้นไป ที่เหลือข้ารับมือได้ อย่าเสียสมาธิ!”

 

กับโจรภูเขาเหล่านี้ หากไม่ได้กรูเข้ามาพร้อมกัน อาศัยแค่ความคล่องตัว ไม่ต้องใช้วรยุทธ์ของหอเพลิงสุริยัน นางก็ยังเหนือกว่าหลายขั้น หญิงสาวก้มลงเก็บดาบของโจรที่นอนกุมเป้าหน้าเขียว ฟันฉับกลางอกมันไปหนึ่งแผล เสียงร้องครวญครางหยุดลงทันที เลือดสดๆ พุ่งกระฉูดเป็นสาย 

 

ดวงตาคู่งามปรายมองศพบนพื้นอย่างเย็นชา ทว่าทรวงอกกระเพื่อมถี่ ต้องเพิ่มแรงบีบที่มือ กำด้ามดาบแน่นขึ้นอีก ข่มกลั้นอารมณ์สะทกสะท้อนใจ ...นางอยู่แต่ในหอเพลิงสุริยันจะมีโอกาสไหนไปทำร้ายผู้อื่น ทว่าตอนนี้แม้ไม่อยากเข่นฆ่าก็จำต้องทำเพื่อป้องกันตัว

 

ไม่มีเวลาให้ลังเล ด้านหลังยังมีโจรเล็ดลอดเข้ามาทีละคนสองคน ดาบแรกเยี่ยนหลิงมือสั่นเล็กน้อย แต่พอครั้งต่อไปตามมาติดๆ ก็กลายเป็นชินชา ความรู้สึกยามฟันถูกผู้อื่นย่อมดีกว่าเป็นฝ่ายโดนเสียเองอยู่แล้ว ขบวนหอเพลิงสุริยันเดินทางมาร่วมงานชุมนุมชาวยุทธ์ ไม่ได้ต้องการระรานใคร ทว่าในเมื่อโจรภูเขาพวกนี้เสนอหน้ารนหาที่ตาย นางก็จะช่วยสนอง!

 

“จนถึงเมื่อวานนี้ข้าไม่เคยสังหารคนมาก่อน แต่วันนี้ใครคิดฆ่าข้า อย่าโทษว่าข้าไร้น้ำใจก็แล้วกัน!”

 

นางประกาศกร้าว ตระหนักแล้วว่าโลกแห่งความจริงมิได้สวยหรูเหมือนโลกในอุดมคติ ต่อให้แว่นแคว้นเกรียงไกร ผู้ปกครองดูแลทั่วถึง ผู้คนอยู่ดีกินดี ดินน้ำอุดมสมบูรณ์ แต่โจรผู้ร้ายก็ยากจะกำจัดให้หมดสิ้นไม่เหลือซาก

 

แน่นอนว่าสถานการณ์โดยรวมก็คงสงบสุขกว่าเมืองที่ชาวบ้านอดอยากแร้นแค้น แต่ถึงอย่างไรมันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมั่งมีกันทุกผู้ทุกคน และก็เป็นไปไม่ได้ที่จะพึงพอใจกับชีวิตของตนกันทั้งแผ่นดิน มีทั้งผู้น่าเห็นใจ ประสบความทุกข์สิ้นไร้หนทางจนต้องเข้าสู่ด้านมืด มีทั้งประเภทต่ำทรามโดยกำเนิด ชนิดที่ลองคนมันจะเลวมันก็เลววันยังค่ำ แต่ไรมาจิตใจและสันดานมนุษย์ล้วนเป็นสิ่งที่สุดหยั่งถึงอยู่แล้ว

 

...และกับคนชั่วพวกนี้ นางไม่มีความจำเป็นต้องอ่อนข้อ  

 

เยี่ยนหลิงใช้กระบวนท่าของหอเพลิงสุริยันผสานกับไหวพริบเอาตัวรอดเฉพาะหน้า มือขาวเรียวที่มิเคยเปื้อนเลือด บัดนี้ไม่ทราบกี่ชีวิตต้องมาเซ่นสังเวยภายใต้คมดาบ

 

โจรเหล่านี้จัดการไม่ยาก ปัญหาอยู่ที่จำนวนต่างกันมาก นึกไม่ถึงว่าแผ่นดินต้าถงที่ยิ่งใหญ่จนแคว้นรายรอบล้วนศิโรราบ กลับปล่อยให้โจรภูเขาที่ตั้งถิ่นฐานห่างจากเมืองหลวงเพียงสองร้อยหลี่ซ่องสุมกำลังไว้เป็นกองทัพย่อมๆ ขนาดนี้ ทางการและพรรคมังกรทองช่างหลับหูหลับตาเกินไปแล้ว

 

หญิงสาวเริ่มคิดไปถึงว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถยุติศึกโดยเร็วที่สุด ครั้นเหลียวมองหาบุรุษบนหลังม้าที่คอยสั่งการ จนถึงตอนนี้ก็ยังเห็นแค่ร่างลิบๆ หัวเล็กๆ เท่าปลายก้อย ที่ว่าจับโจรต้องจับหัวหน้า พูดนั้นง่ายทำนั้นยาก ผู้นำปักหลักบงการอยู่เบื้องหลัง กว่าจะเจาะเข้าไปถึงตัว มีหวังหนีไปเสียก่อน ลูกสมุนเหล่านี้ก็เชื่อฟังยิ่ง ไม่รู้ไปเสาะหารวบรวมมาจากไหน ถึงกับยอมพลีชีพไม่กลัวเกรงเอาเสียเลย

 

ฉวยจังหวะที่พวกโจรถูกเยี่ยนเสี่ยวซุนสกัดกั้นไว้หมด เยี่ยนหลิงชะเง้อมองพื้นที่ซึ่งคนออกันอยู่มากที่สุด ตรงนั้นต่ำกว่าจุดที่นางยืนอยู่ สามารถเห็นสภาพการณ์โดยรวม พบว่ากลุ่มโจรที่ดูเหมือนกรูเข้ามาอย่างไร้แบบแผน แท้จริงแล้วมีการแบ่งกองกำลังส่วนกลางและปีกซ้ายขวา บ้างรุกคืบบ้างถอยสลับกันไป โดยทั้งหมดนี้ตัวหัวหน้าที่อยู่บนหลังม้าจะคอยส่งสัญญาณกำกับ จึงอดนึกสงสัยมิได้ว่าตัวหัวหน้าที่บัญชาการพวกโจรอยู่ตอนนี้อดีตอาจเป็นพวกทหารเก่า

 

หากอีกฝ่ายได้เปรียบที่จำนวนคนและยุทธวิธี ฝ่ายหอเพลิงสุริยันก็มีดีที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ แต่กระนั้นร่างกายคนเรามิได้หลอมจากเหล็กกล้า ต่อให้เป็นยอดฝีมือขั้นสูงก็ใช่จะมีพลังปราณผุดเป็นดอกเห็ดให้ใช้สอยไม่หมดสิ้น สถานการณ์ยังก้ำกึ่ง ถ้าสามารถกำราบศัตรูได้ไวย่อมเป็นผลดีกับพวกเขามากกว่า และเพื่อการนั้น...นางคิดว่าหนึ่งในผู้ที่มีปราณขั้นสูงสุดในขบวนอย่างเยี่ยนเสี่ยวซุนควรต้องไปแนวหน้าเสริมแรงกับเซี่ยโจว มัวคอยพะวงป้องกันนางอยู่ด้านหลังก็จะกลายเป็นว่าฝ่ายหอเพลิงสุริยันเสียแม่ทัพมือดีไปคนหนึ่ง และนางก็ไม่อาจตามไปเป็นตัวถ่วงเขาด้วย 

 

เยี่ยนหลิงตัดสินใจในที่สุด...

 

“เสี่ยวซุน...เจ้าไปข้างหน้าเถอะ ตรงนี้ข้ารับมือไหว” 

 

“หา?” เยี่ยนเสี่ยวซุนหน้าตาเหลอหลา เขาเหลียวมองผู้เป็นนายอย่างงุนงงทว่ามือยังตวัดดาบเร็วขึ้นด้วยสัญชาตญาณ

 

“เจ้าไปเถอะ ไม่ต้องห่วงข้า”

 

“ไม่ห่วงได้อย่างไร ข้าเป็นองครักษ์ของคุณหนู มีหน้าที่คุ้มครองท่าน!”

 

“เร่งบุกให้พวกโจรมันล่าถอยไปจะจบเร็วกว่า เจ้าไปลุยด้านหน้าก็ยังคุ้มครองข้าได้ ตัดไฟแต่ต้นลมอย่างไรเล่า โจรที่จะตีฝ่ามาถึงทางนี้ย่อมต้องเบาบางลง รีบไปสิ!”

 

“แต่ว่า...”

 

“เสี่ยวซุน...นี่เป็นคำสั่ง” เยี่ยนหลิงเอ่ยเสียงเข้ม นางไม่เคยใช้น้ำเสียงกดดันเช่นนี้กับองครักษ์ที่เป็นเพื่อนเล่นกันมาแต่เด็กเลยสักครั้ง ทว่าคราวนี้เหตุการณ์คับขันจริงๆ

 

เยี่ยนเสี่ยวซุนจำต้องยอมรับคำสั่ง “...เข้าใจแล้ว ข้าจะรีบกลับมาให้เร็วที่สุด แต่ถ้าคุณหนูไม่ไหวเมื่อไรให้ร้องตะโกนเรียกข้าด้วย”

 

“รู้แล้วน่า รีบไปเถอะ!”           

 

เยี่ยนเสี่ยวซุนบุกตะลุยขึ้นหน้า ทว่าคล้อยหลังเขาจากไปไม่กี่อึดใจ ก็มีร่างชุดดำเคลื่อนเข้ามาหาเยี่ยนหลิงด้วยความไวดุจเงาภูตผี! 

 

คนผู้นี้ตัวใหญ่ล่ำสันใช้แถบผ้าดำโพกผมพันหน้ามิดชิดเว้นไว้เพียงดวงตา ครั้นประชิดถึงตัวก็เงื้อดาบประกายวาววับฟันฉับ เยี่ยนหลิงยกดาบตั้งรับด้วยสองมือพลางกระโดดพุ่งถอยหลังเพื่อลดแรงปะทะ ทราบดีว่าด้านกำลังสู้บุรุษร่างกำยำไม่ได้ แต่กระนั้นจังหวะที่คมดาบสะกิดถากกันเพียงนิดเดียวก็คล้ายถูกพลังลึกลับที่มองไม่เห็นเหวี่ยงกระเด็นลอยไปสองจั้ง!   

 

หญิงสาวรีบถอยไกลขึ้นไปอีกเพื่อตั้งหลัก รู้สึกถึงมือเท้าเย็นเฉียบของตน เม็ดเหงื่อผุดพรายบนหน้าผากขาวเนียน ประสาทสัมผัสตื่นตัวตึงเครียด เมื่อครู่โชคดีที่โดนแรงกระแทกไม่เต็มที่ มิฉะนั้นอวัยวะภายในอาจเหลวแหลกไปในทันทีเลยก็เป็นได้

 

คราแรกเข้าใจว่าชายชุดดำคงเป็นพวกเดียวกับโจรทมิฬ แต่ดูท่าทางจะไม่ใช่ ที่แตกต่างกันมิเพียงเสื้อผ้า ทว่าประมือกระบวนท่าเดียวก็สัมผัสถึงบรรยากาศผิดปกติ ไหนจะความเร็วเหนือมนุษย์เมื่อครู่นั้นอีก นั่นคือวิชาตัวเบาระดับสูงชัดๆ

 

...คนผู้นี้มีพลังปราณ ทั้งยังไม่น่าต่ำกว่าขั้นห้า! 

 

 

----------------------------------------------------------

 

 

ขณะที่เยี่ยนเสี่ยวซุนสู้อยู่แนวหน้าก็คอยเหลียวมองนายของตนเป็นพักๆ ครั้นสังเกตพบคนชุดดำที่ลักษณะไม่เหมือนโจรภูเขารายอื่นๆ ก็ใจหายวาบ 

 

“คุณหนู!”

 

“อาหลิง!”

 

เซี่ยโจวก็หันไปเห็นในจังหวะเดียวกัน ทั้งสองหมุนกายหมายจะผละจากจุดนั้นมาช่วยบุตรสาวประมุขหอเพลิงสุริยัน ทว่ากลุ่มโจรภูเขาก็รู้งานยิ่งนัก หลายสิบคนกรูเข้ามาพร้อมๆ กันราวฝูงหมาป่ารุมขย้ำเหยื่อ มิอาจสลัดหลุดโดยง่าย 

 

เยี่ยนเสี่ยวซุนร้อนรน อยากจะไปหาคุณหนูเสียเดี๋ยวนั้นแต่ก็ทำไม่ได้ สายตาหนุ่มน้อยพลันแปรเป็นแข็งกร้าวกวาดมองเหล่าโจรอย่างชิงชัง ก่อนจะผ่อนลมหายใจช้าๆ ตั้งสมาธิแน่วแน่ โคจรกระแสพลังร้อนแรงขุมหนึ่งจากตันเถียนเคลื่อนตามเส้นลมปราณไปยังปลายนิ้ว ถ่ายทอดสู่อาวุธในมือ และวาดดาบฟันออกไปเป็นวงโค้ง 

 

วิชาดาบร้อยอเวจี กระบวนท่าดาบสลายห้วงคำนึง!

 

คนและดาบประสานรวมเป็นหนึ่ง ร่างของเยี่ยนเสี่ยวซุนหมุนวนรอบแล้วรอบเล่า ระลอกคลื่นรางๆ ปรากฏขึ้นในอากาศ! 

 

พริบตานั้นชายฉกรรจ์โจรภูเขาที่รุมล้อมถูกอัดกระแทกล้มลงระนาว ขาดใจตายอย่างเงียบเชียบโดยฉับพลัน ไม่ทันส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดแม้สักครึ่งคำ ร่างไร้วิญญาณกว่ายี่สิบร่างล้มทับสะเปะสะปะมิต่างจากกองผักปลาเน่าๆ ทุกศพมีเส้นขีดพาดขวางกลางอก แผลนั้นลงลึกทะลุผ่านกระดูก ทิ้งร่องรอยไหม้เกรียมทั้งบนเสื้อผ้าและอวัยวะภายใน...นี่คือผลจากวิถีปราณของหอเพลิงสุริยัน

 

ศพกองพะเนินและกลิ่นคล้ายเนื้อย่างผสมผสานคาวโลหิตชวนให้พะอืดพะอมยิ่งนัก พวกโจรที่อยู่รอบนอกซึ่งรอดพ้นความตายหวุดหวิดถึงกับขนหัวลุกสยดสยอง ทว่าน่าเสียดายที่มิอาจขู่ให้หนีเตลิด เพราะเมื่อมีสัญญาณจากหัวหน้าที่คอยบัญชาการบนหลังม้า ก็มีกองกำลังชุดใหม่เสริมเข้ามาอีก คนเหล่านี้จะวิ่งสวนทางก็ไม่ได้ จำต้องไหลตามน้ำ

 

“ศิษย์น้องอย่าใจร้อนจะเสียการ!” คราวนี้เซี่ยโจวร้องเตือนสติ เกรงว่าศิษย์ผู้น้องของตนจะทำแบบเมื่อครู่อีก  

 

ดาบสลายห้วงคำนึงคือขั้นสูงสุดของวิชาดาบร้อยอเวจี ผลลัพธ์รุนแรงสามารถกำจัดศัตรูจำนวนมากในคราเดียว ขอเพียงล่อให้พวกมันมาอยู่ในรัศมีโจมตีของตน โดยความกว้างของขอบเขตจะขึ้นกับระดับพลังปราณของผู้ใช้ ทว่ากระบวนท่าร้ายกาจเช่นนี้ย่อมต้องรีดเค้นปราณสูงมาก หากฝืนจนเกินขีดจำกัดจะส่งผลเสียต่อตัวเอง  

 

เยี่ยนเสี่ยวซุนสบตาศิษย์ผู้พี่ ผงกศีรษะรับปาก ระดับปราณของตน เขาย่อมเข้าใจดี ตอนนี้สูญเสียพลังไปหนึ่งในสาม หากฝืนใช้อีกสองครั้ง กำจัดโจรภูเขาไปได้อีกอย่างมากห้าสิบหกสิบคน ทว่าตัวเขาคงสิ้นเรี่ยวแรงและอาจถึงขั้นบาดเจ็บภายใน ขณะที่ศัตรูยังเหลืออีกเป็นร้อย แล้วคุณหนูจะเป็นอย่างไร หอเพลิงสุริยันคนอื่นๆ ณ ที่นี้จะเป็นอย่างไร 

 

เมื่อครู่เพราะคิดว่าอาจสามารถข่มขู่พวกโจรให้ล่าถอยจึงตัดสินใจกะทันหัน แต่ยามนี้รู้แล้วว่าไม่มีประโยชน์ จึงไม่จำเป็นต้องเสี่ยงอีก เขารอรับมือศัตรูด้วยอารมณ์ที่นิ่งขึ้น หลังฟันบุรุษร่างใหญ่ที่อยู่ข้างหน้าไปสามคนก็พลันหมุนกายกลับหลังหัน จัดการพวกที่อ้อมมาด้านหลังต่อ กดดันให้คนเหล่านั้นถอยร่นไปเรื่อยๆ 

 

พวกที่อยู่ด้านหน้าก็คงไหวตัวแล้วว่าจอมยุทธ์หนุ่มน้อยผู้นี้มีจุดประสงค์อะไร คนเหล่านั้นรีบพุ่งจู่โจมเพื่อรั้งให้กลับมาทางนี้ ทว่าเยี่ยนเสี่ยวซุนเหลียวไปฟันสองครั้งแค่พอสลัดหลุด จากนั้นก็บุกตะลุยไปด้านหลังต่ออีกหลายกระบวนท่า ทำเช่นนี้ซ้ำๆ กล่าวคือใช้วิธีฆ่าไปด้วย เคลื่อนไปด้วย พาตัวเองไปยังจุดที่เยี่ยนหลิงอยู่ เซี่ยโจวเห็นดังนั้นก็เอาอย่างบ้าง เพราะสำคัญที่สุดตอนนี้คือต้องช่วยบุตรีประมุขหอเพลิงสุริยันให้ได้

 

 

--------------------------------------------------------------------------

 

 

โจรภูเขาคนอื่นๆ ที่ตั้งท่าจะเข้ามาจัดการเยี่ยนหลิงในทีแรก ครั้นเห็นคนชุดดำร่างใหญ่ก็หลบหลีกอย่างรู้หน้าที่ ทิ้งให้ผู้มาใหม่รับผิดชอบงานนี้ตามลำพัง หญิงสาวเข้าใจสถานการณ์ทันที...

 

ที่แท้กองกำลังโจรภูเขาชิงเสวี่ยเป็นแค่ตัวล่อ ขุนพลจริงๆ คือชายชุดดำผู้นี้ และเป้าหมายของคนร้ายไม่ใช่ปล้นหรือโจมตีขบวนหอเพลิงสุริยัน แต่เป็นนาง...พวกมันต้องการสังหารนาง!

 

ความคิดและเหตุผลต่างๆ หลั่งไหลพรั่งพรูในสมอง ที่พวกโจรไม่รอให้ขบวนเดินทางผ่านเข้าไปถึงเชิงเขา แต่คอยซุ่มโจมตีที่จุดพักริมแม่น้ำ เหตุผลอาจเพื่อป้องกันม้าได้รับอันตรายจากการสู้ตะลุมบอน เพราะม้าของหอเพลิงสุริยันล้วนขึ้นชื่อว่าสายพันธุ์ดีราคาแพง หากต้องถูกลูกหลงบาดเจ็บหรือตายก็เท่ากับพวกโจรเสียทรัพย์สินที่ควรจะปล้นชิงได้ไปเปล่าๆ

 

แต่หากเป็นเช่นนั้น ทำไมมันจึงไม่โจมตีตอนที่พวกเขานั่งกินข้าว ซึ่งน่าจะคลายความระมัดระวังตัวที่สุด แต่กลับเลือกลงมือตอนที่ลุกขึ้นเตรียมออกเดินทางเล่า?

 

คำตอบอยู่ตรงหน้าแล้ว...

 

เกรงว่าเวลานั้นจอมยุทธ์พลังปราณคงยังมาไม่ถึง ต่อเมื่อเขาปรากฏกายตามที่นัดแนะ จึงเป็นสัญญาณให้พลธนูเริ่มยิง

 

โจรภูเขาชิงเสวี่ยกล้าล่วงเกินหอเพลิงสุริยันทั้งที่ไม่เคยมีประวัติมาก่อน จอมยุทธ์ขั้นสูงละทิ้งศักดิ์ศรีร่วมมือกับโจร สองประการนี้สอดคล้องต้องกันเมื่อต่างฝ่ายต่างได้รับผลประโยชน์ลงตัว 

 

ทรัพย์สินเงินทองในขบวนเดินทางของจอมยุทธ์รุ่นเยาว์แห่งหอเพลิงสุริยันนอกจากม้าแล้วจะมีค่าสักเท่าไรกัน ที่สำคัญต่อโจรภูเขาชิงเสวี่ยคือ ‘ได้หน้า’ สามารถจัดการหนึ่งในเสาหลักยุทธภพ แล้วต่อไปจะมีใครกล้าหือกับพวกมัน ส่วนที่จอมยุทธ์ขั้นสูงผู้นี้ต้องการก็คือชีวิตของนางนั่นเอง

 

ในฐานะบุตรีประมุขหอเพลิงสุริยันแม้เป็นที่ทราบกันทั่วยุทธภพว่าถือกำเนิดโดยปราศจากพลังปราณ แต่เพราะบิดาไม่ได้เห็นนางเป็นเศษสวะจึงได้รับโอกาสร่ำเรียนวิชาดาบ หากกล่าวถึงกระบวนท่า เยี่ยนหลิงยังฝึกจนคล่องแคล่วกว่าจอมยุทธ์ขั้นสามขั้นสี่บางคนด้วยซ้ำ

 

นางใช้เพลงดาบวิหคเพลิงผลาญตั้งรับการบุก วิชานี้ชุดกระบวนท่าไหลลื่นดุจวิหคสยายปีกโบยบิน ปกติแล้วใช้รุกศัตรูชนิดไม่ปล่อยให้ได้พักหายใจ แต่ยามนี้มีเป้าหมายแค่เอาตัวรอดพอพ้นๆ ไปเท่านั้น 

 

จอมยุทธ์ชุดดำร่างหนากำยำ ทว่าด้วยพลังปราณทำให้การเคลื่อนไหวของเขาทั้งรวดเร็วและดุดัน หญิงสาวร่างเล็กกว่าอาศัยความว่องไวปราดเปรียวและสัญชาตญาณเอาตัวรอดพอฝืนทนเต็มกลืน ไม่ทราบจะยืนสามารถระยะได้นานเท่าไร นางมิอาจปล่อยให้อีกฝ่ายเข้าประชิดตัว หากปะทะกันแม้เพียงผิวเผินมีหวังถูกซัดกระเด็นอีกรอบ จึงทำได้เพียงอดทน ถ่วงเวลารอเยี่ยนเสี่ยวซุนมาสมทบ

 

ยิ่งการต่อสู้ยืดเยื้อก็เริ่มมีจังหวะที่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายเข้ามาใกล้ ความที่ต้องหลบอย่างจวนตัวบ่อยครั้งทำให้กระบวนท่าถูกตีขัดไม่ต่อเนื่อง คงเพราะเขาจับทางได้และนางเองก็เริ่มล้าด้วย ทว่าอย่างไรก็จะประมือกันตรงๆ กับคนผู้นี้ไม่ได้เป็นอันขาด 

 

นางยังไม่เห็นหนทางที่จะเอาชนะได้เลย นอกจากใช้สิ่งนั้น...

 

แต่เยี่ยนหลิงตั้งใจไว้ว่าจะเก็บงำมันไปจนวันตาย เพราะถ้าใช้เมื่อไรนั่นหมายถึงเปิดโปงความลับของเหยียนจวิ้นเสีย แปดปีที่แล้วเขายอมเผยความลับที่เกี่ยวพันถึงชีวิตตนเพื่อช่วยนาง คนสองคนที่ไร้ความเกี่ยวข้องทางสายเลือด ไม่ใช่พี่น้อง ไม่ใช่ญาติ ไม่มีความจำเป็นต้องเสี่ยงแบบนั้นเลยสักนิด แต่เขาก็ยังเลือกที่จะเก็บเกี่ยวชีวิตน้อยๆ ของนาง ดังนั้นหากวันนี้ต้องทรยศผู้มีพระคุณ อีกทั้งยังเป็นบุรุษในดวงใจ มิสู้ยอมตายดีกว่า 

 

เพียงแต่...ก่อนจะไปถึงขั้นนั้นก็ต้องดิ้นรนด้วยกำลังของตัวเองให้ถึงที่สุด...

 

หญิงสาวรวบรวมสมาธิจดจ่อทว่าไม่ยึดติดที่จุดใดจุดหนึ่ง พิจารณาสภาพการณ์ทั้งหมด และค่อยมีกำลังใจฮึดสู้เมื่อพบว่าอีกฝ่ายใช่จะไล่ต้อนนางจนอ่อนล้าฝ่ายเดียว นางเองก็ไม่ได้เสียเวลาเสียเรี่ยวแรงไปเปล่าๆ 

 

พอหลบหลีกหลายครั้งเข้าสัมผัสได้ว่ากระบวนท่าของคนผู้นี้ไม่ต่อเนื่องเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับระดับพลังปราณ หนำซ้ำที่น่าสงสัยไปกว่านั้นพฤติกรรมการลงมือก็ต่างไปจากทีแรก ก่อนนี้เขาบุกเอาๆ เล็งจุดตาย ทว่าต่อมาเหมือนจะพุ่งเป้ารัวๆ มาที่ใบหน้าอย่างเดียว...

 

คล้ายกับว่า...เอาชีวิตไม่ได้ก็ขอทำลายโฉม?

 

รอยยิ้มมุมปากบางเบาผุดขึ้นในยามคับขัน เริ่มจะเข้าใจจุดประสงค์ในหลายๆ ด้าน 

 

อ้อ...ที่แท้มีเจตนาเช่นนี้

 

งานลอบสังหารย่อมมิใช่ข่าวดีที่ควรป่าวประกาศ เรื่องฉาวโฉ่ประเภทยอดฝีมือพลังปราณร่วมมือกับโจรก็ย่อมไม่อาจให้ยุทธภพรับรู้ เพราะอย่างนั้นจึงแต่งตัวเสียมิดชิด ซึ่งจุดนี้ก็ไม่น่าแปลกอันใด ทว่าที่ชายชุดดำปกปิดเกรงว่าจะไม่ใช่แค่หน้าตา แต่รวมถึงวิชายุทธ์อันเป็นเอกลักษณ์ของตนด้วย 

 

มิน่าเล่าที่นางยังคงยืนหยัดต้านทานการบุกของจอมยุทธ์ขั้นสูงมาจนบัดนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะคนผู้นี้จำเป็นต้องงำฝีมือนั่นเอง 

 

ยามว่างที่หอเพลิงสุริยัน เยี่ยนหลิงมักประลองกับเยี่ยนเสี่ยวซุนเป็นประจำเพื่อฝึกปรือให้คุ้นชินกับการต่อสู้กับผู้มีพลังปราณ นัดแนะกันไว้แล้วอย่างดิบดี หากเผชิญสถานการณ์คับขันจริงๆ ให้นางใช้ยุทธวิธีหลบหลีก ยื้อเวลาจนกว่าเขาหรือคนอื่นๆ จะตามมาช่วย หญิงสาวจึงสามารถประมาณการได้ว่าระดับขั้นของชายชุดดำน่าจะพอๆ กับองครักษ์ของตน 

 

แต่ว่า...หากคนคนนี้อำพรางวรยุทธ์ แสดงว่าระดับขั้นที่แท้จริงย่อมต้องสูงกว่านั้น? 

 

จอมยุทธ์ที่ผันตัวไปเป็นมือสังหารรับจ้างย่อมไม่รับงานที่เสี่ยงต่อความปลอดภัยในชีวิตที่เหลือของตน ไม่อย่างนั้นจะหาเงินไปเพื่ออะไร และพวกนี้เป็นคนในเงามืดอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องซ่อนเร้นฝีมือ

 

งานลอบสังหารบุตรีประมุขหอเพลิงสุริยัน ถ้าไม่ใช่พวกที่มีความแค้นส่วนตัว ก็ต้องเป็นพวกที่ได้รับคำสั่งมาจากหัวหน้าจึงมิอาจบิดพลิ้ว และหากคิดถึงเป้าหมายที่ว่า ‘ฆ่าไม่ได้อย่างน้อยให้ทำลายโฉม’ ทั้งยังห้ามเปิดเผยวิชา ทำตัวลึกลับซับซ้อนขนาดนี้ ผู้ต้องสงสัยก็ยิ่งแคบลงไปอีก  

 

นางเป็นคนประเภทใครร้ายมาร้ายตอบเสียด้วย ยิ่งรู้ว่าศัตรูมีความจำเป็นต้องปิดบังฐานะ ยิ่งอยากจะช่วยสงเคราะห์ให้รู้กันทั่วหล้า!  

 

เยี่ยนหลิงมิได้หลบหลีกอย่างเดียวแล้ว เพื่อจะหลอกล่ออีกฝ่ายให้เผลอตัว จำต้องสลับรุกบ้าง วิธีนี้แม้เสี่ยงไปสักหน่อย บุกแล้วถอยหนีแบบฉิวเฉียด แต่นางย่อมไม่เพ้อฝันว่าจะเอาชนะจอมยุทธ์ขั้นสูง หวังแค่กระชากหน้ากากเปิดโปงตัวตนยังพอมีความเป็นไปได้ 

 

หญิงสาวเกือบเพลี่ยงพล้ำหลายหนแต่ก็ยังรอดมาได้อย่างหมิ่นเหม่ จนกระทั่งคล้ายว่าสะดุดหินเสียหลักล้มเอง จอมยุทธ์ชุดดำสบโอกาสเงื้อฟันเต็มแรง นางยกดาบกันอย่างจวนตัว

 

เคร้ง!

 

ดาบที่ยึดมาจากโจรภูเขาถูกสับติดพื้นหักเป็นสองท่อน ดีเมื่อครู่ไม่ได้ขืนตัวต่อต้านเพราะรู้ว่ามิอาจสู้เรี่ยวแรง เพียงกั้นไว้พอเป็นพิธีแล้วม้วนกลิ้งหลบไปด้านข้างจึงพ้นจากการถูกปราณกระแทกไปพร้อมกับดาบหวุดหวิดดาบที่ยึดมาจากโจรภูเขาถูกสับติดพื้นหักเป็นสองท่อน เมื่อครู่นางไม่ได้ขืนตัวต่อต้านเลยเพราะรู้ว่ามิอาจสู้เรี่ยวแรง เพียงกั้นไว้พอเป็นพิธีแล้วม้วนกลิ้งหลบไปด้านข้างจึงพ้นจากการถูกปราณกระแทกไปพร้อมกับดาบหวุดหวิด

 

ชายชุดดำตามประกบทันที คมโลหะวาววับใกล้เข้ามาทุกขณะ ผู้ล่าและเหยื่อประสานสายตา ในช่วงเวลาแห่งความเป็นตาย คนร้ายจับจ้องเป้าหมายตรึงแน่นจึงไม่ทันสังเกตเบื้องล่าง มือขวาที่ไร้อาวุธของเยี่ยนหลิงกำลังเคลื่อนไปแตะที่ข้อมือซ้าย...

 

“คุณหนู!”

 

เยี่ยนเสี่ยวซุนมาถึงพอดี สอดดาบแทรกกลางคนทั้งคู่ ผลักดันรุกไล่นักฆ่าลึกลับออกห่างจากนายของตนให้ไกลที่สุด เยี่ยนหลิงจำต้องเปลี่ยนแผนกะทันหันรีบยันกายลุกขึ้นหมายจะตามไปสมทบ ทว่าในตอนนั้นเอง เงาร่างชุดดำอีกสายหนึ่งก็โผล่พรวดเข้าประชิดตัว! 

 

นางเอี้ยวหลบด้วยสัญชาตญาณพลางถอยไกลตั้งหลัก ฉวยเอาดาบเก่าๆ ที่ตกใกล้ศพโจรภูเขารายหนึ่งขึ้นมาใช้แก้ขัด ผู้มาใหม่ตัวเล็กกว่าคนแรก การเคลื่อนที่ว่องไวกว่าสักสองสามส่วน ข้อได้เปรียบเล็กๆ ของนางในตอนสู้กับบุรุษกำยำเป็นอันถูกหักล้างไป

 

คนร้ายรายนี้พันแถบผ้าคลุมศีรษะและใบหน้ามิดชิดไม่ต่างจากคนเมื่อครู่ รูปร่างเพรียวสูงโปร่ง จึงยังไม่ทราบเป็นบุรุษหรือสตรี หลังประมือหลายกระบวนท่า เยี่ยนหลิงสรุปได้ว่าเป็นจอมยุทธ์ขั้นสูงอีกคน ทว่าระดับแท้จริงอาจด้อยกว่าบุรุษชุดดำคนก่อนอยู่บ้าง การที่ต้องเก็บงำวรยุทธ์จึงส่งผลกระทบกว่า 

 

พื้นฐานกระบวนท่าของทั้งคู่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง หนึ่งดุดันเน้นความหนักหน่วงรุนแรง อีกหนึ่งพลิ้วไหวเน้นความต่อเนื่องรวดเร็ว นอกจากนี้นางยังสังเกตพบว่ามีหลายครั้งคนผู้นี้ใช้ดาบแทงออกในยามเผลอ จึงคาดเดาว่าอาวุธประจำตัวคงเป็นกระบี่

 

ดูท่า...มือสังหารสองรายนี้จะไม่ใช่พวกเดียวกัน

 

หากมาด้วยกันจริงๆ ก็สมควรร่วมมือแต่แรก ถูกจอมยุทธ์พลังปราณสองคนรุมในคราเดียว นางมีหวังตายไปตั้งแต่ยังไม่ทันออกกระบวนท่าด้วยซ้ำ เห็นได้ชัดว่าสวรรค์คงยังเมตตาชีวิตน้อยๆ ของนางอยู่มาก ชุดดำคนหลังไม่น่าจะทราบที่มาของชุดดำคนแรก ต่างฝ่ายต่างเป็นผู้ที่ต้องการปกปิดฐานะ ถ้าเป็นไปได้คงไม่อยากเจอกันตอนอำพรางตัว จึงแอบซุ่มรอดูสถานการณ์ จนเมื่อคนแรกพลาดถึงค่อยปรากฏกาย และนั่นก็กลายเป็นโชคดีในคราวเคราะห์ของบุตรีประมุขหอเพลิงสุริยันไป...

 

คิดถึงตรงนี้หญิงสาวก็แค่นหัวเราะหยัน

 

เฮ้อ...เพิ่งจะได้ออกท่องโลกกว้าง ศัตรูก็แห่แหนกันมาฆ่าเสียแล้ว ช่างเนื้อหอมจริงๆ เลยตัวเรา

 

เพลงดาบวิหคเพลิงผลาญที่เยี่ยนหลิงใช้ตั้งรับก็เน้นความต่อเนื่องลื่นไหลเช่นเดียวกับลักษณะกระบวนท่าของอีกฝ่าย ทว่าเมื่อไม่มีพลังปราณ ยิ่งสู้นานยิ่งตกเป็นรอง ครั้นอยากจะจบศึกรวบรัดก็ไร้หนทาง ตกอยู่ในสถานะลำบากเข้าตาจนไปทุกทีๆ

 

“อาหลิง!” เซี่ยโจวบุกฝ่ามาถึงในที่สุด “โจรภูเขาชิงเสวี่ยสูญเสียกำลังสองในสาม ล่าถอยไปแล้ว ทางนี้ข้าจัดการเอง!”

 

ศิษย์เอกประมุขหอเพลิงสุริยันเข้ารับช่วงต่อ มือสังหารชุดดำคล้ายว่าตื่นตระหนกเสียสมาธิไป จังหวะที่เปลี่ยนคู่ต่อสู้นี้เอง เยี่ยนหลิงที่หลบฉากออกมายกแขนซ้ายไว้ระดับเอว มือขวาแตะที่ด้านหลังบริเวณข้อมือซ้าย ออกแรงกดเบาๆ เข็มเงินวาววับก็พุ่งจากกลไกใต้ชายแขนเสื้อปักเข้าที่หลังมือข้างขวาของจอมยุทธ์ชุดดำ! 

 

ร่างนั้นหยุดชะงักก่อนถอยหนีไปหลายจั้ง รีบดึงเข็มที่ปักคามือของตนโยนทิ้ง พยายามหาโอกาสโคจรลมปราณขับพิษ เซี่ยโจวใช้วิชาตัวเบาพุ่งตามติดไม่ปล่อยให้ได้หายใจหายคอ ทว่าเมื่อห่างกันในระยะไม่กี่ก้าว เขาบังเอิญสบดวงตาที่อยู่เหนือแถบผ้าดำนั้น ชายหนุ่มก็อึ้งนิ่งงันไป...

 

 

--------------------------------------------------------------------

 

 

ทางด้านเยี่ยนเสี่ยวซุนยังคงต่อสู้กับชายชุดดำร่างใหญ่อย่างกินกันไม่ลง หากคนดูภายนอกมองเพียงผิวเผินอาจคิดว่าไม่มีใครด้อยกว่าใคร แต่เขาซึ่งเป็นคู่มือโดยตรงสัมผัสได้ว่าคนผู้นี้งำวิชา เกรงว่าระดับพลังปราณที่แท้จริงคงสูงกว่าขั้นห้า

 

ยังดีที่เมื่อตอนบุกตะลุยแนวหน้าตนได้เซี่ยโจวเตือนสติ หากใช้ดาบสลายห้วงคำนึงไปอีกครั้ง แม้ยังไม่ถึงขีดจำกัดของร่างกาย แต่พลังปราณที่เหลือย่อมไม่เพียงพอรับมือจอมยุทธ์รายนี้

 

“เสี่ยวซุน!” เยี่ยนหลิงตามมาสมทบ ทิ้งเซี่ยโจวจัดการมือสังหารคนหลัง

 

“คุณหนูมาทำไม! หลบไป!” เยี่ยนเสี่ยวซุนหน้าซีด สถานการณ์ยังไม่แน่นอน เขาไม่อยากให้นายของตนปรากฏกายใกล้มือสังหารคนนี้

 

บุรุษกำยำเบนความสนใจมาที่บุตรีประมุขหอเพลิงสุริยันทันที แต่องครักษ์หนุ่มน้อยย่อมไม่ปล่อยเขาไปง่ายๆ จังหวะที่ชายชุดดำหันไปหมายจะสลัดการยื้อยุด เยี่ยนหลิงเล็งเป้า แตะกลไก พลันเข็มเงินเล่มเล็กก็พุ่งฉิวปักเข้าที่หลังมือซ้ายของคนผู้นั้นอย่างแม่นยำ มันสะดุ้งตกใจ รีบถอนเข็มโยนทิ้ง ถอยหนีไปตั้งหลักห่างออกไปกว่าสามจั้ง 

 

“เสี่ยวซุนไม่ต้องตาม!” เยี่ยนหลิงร้องบอกพลางยืนกอดอกมองดูศัตรูอย่างใจเย็น

 

จอมยุทธ์ชุดดำโคจรพลังจากตันเถียน ไหลไปตามเส้นลมปราณจนมาถึงบริเวณแขนจึงค่อยใช้มือขวาถ่ายทอดปราณเสริมแรงขับเคลื่อนเพื่อรีดพิษที่หลังมือซ้าย ทว่าเมื่อไปถึงปากแผลที่บัดนี้ดำเป็นปื้นขยายวงกว้าง เขากลับชะงักงัน หันขวับจ้องไปทางหญิงสาวเจ้าของอาวุธลับบัดซบนี้...และนางก็ส่งยิ้มหวานให้อย่างกวนโทสะ

 

“ท่านจอมยุทธ์ไม่ต้องห่วง นั่นไม่ใช่เข็มพิษหรอก สำหรับยอดฝีมือพลังปราณขั้นสูง ถ้าข้าใช้พิษกับพวกท่าน ข้าก็โง่น่ะสิ ท่านดูหน้าข้า เหมือนคนโง่หรือ?” 

 

เยี่ยนหลิงลอยหน้ากะพริบตาปริบๆ

 

“พิษแต่ละชนิดกว่าจะปรุงขึ้นมาได้ข้าต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจไม่น้อย ขืนใช้มันกับท่าน ท่านก็โคจรปราณขับพิษทิ้งหมด น่าเสียดายแย่” 

 

หว่างคิ้วของบุรุษปริศนาขมวดย่นยู่ ในอกเดือดพล่านกับวาจาเล่นลิ้นนั่น เขานึกสงสัยแต่ไม่กล้าเอ่ยถามเพราะเกรงจะเผยเสียงตัวเอง รอยสีดำแผ่กระจายบนผิวหนังลักษณะเหมือนพิษร้ายแรง ทว่าพลังปราณกลับมิอาจขับไล่สิ่งแปลกปลอมออกมา ทั้งยังไม่มีความเจ็บปวดใดๆ เลย...

 

หรือว่า...

 

ครานี้คนชุดดำพลันตระหนักรู้ในที่สุด

 

...นี่ไม่ใช่ยาพิษจริงๆ แต่เป็นสี!

 

หญิงสาวหัวเราะคิกอย่างอารมณ์ดี “โดยพื้นฐานเป็นสีสำหรับสักผิวหนัง ข้าเอามาปรับสูตรดัดแปลงอยู่หลายปี กว่าจะได้หมึกที่จิ้มทีเดียวก็แผ่กระจายเต็มหลังมือแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”

 

สมเป็นบุตรสาวหงไช่อี้! 

 

สีสักย่อมไม่ทำอันตรายต่อร่างกาย พอเข้าไปก็ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับเนื้อหนัง พลังปราณจึงไม่สามารถขับออกได้ บุรุษร่างหนาได้แต่โทษตัวเองที่ประมาทเกินไป ถือดีว่าอย่างไรก็เหนือกว่า แต่ไม่ทันคิดว่าฝ่ายนั้นจะเล่นลูกไม้ชนิดนี้

 

ครั้นรู้ว่าตนพลาดก็ไม่ชักช้ารีบเผ่นทันที ไม่อาจเสี่ยงฆ่าปิดปากคนหอเพลิงสุริยันทั้งขบวน ยิ่งไปกว่านั้น จอมยุทธ์พลังปราณอีกคน ที่มายังไม่แน่ชัด แม้มีเป้าหมายเดียวกัน แต่ใช่ว่าจะไม่เหยียบย่ำซ้ำเติมเมื่อพบจุดอ่อน

 

ขณะที่คนชุดดำร่างเพรียว พอได้ยินบทสนทนาเมื่อครู่ก็ก้มลงมองมือตัวเองที่แผ่รอยดำเป็นปื้นอย่างตื่นตระหนก ก่อนอาศัยทีเผลอ ซัดฝ่ามือใส่เซี่ยโจวแล้วผละหนีไป

 

หลังเหตุการณ์สงบลง ฝ่ายหอเพลิงสุริยัน ต่างคนต่างสำรวจบาดแผล เยี่ยนเสี่ยวซุนตรงมาที่เยี่ยนหลิง สอบถามอาการ  

 

“คุณหนู ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่” 

 

“ข้าไม่เป็นไร”

 

เมื่อแน่ใจว่าผู้เป็นนายปลอดภัยดี เขาจึงเดินไปหาศิษย์ผู้พี่ของตนซึ่งนั่งเหม่อลอยอยู่ตรงจุดเดิม “ศิษย์พี่?” 

 

“พี่เซี่ย? ท่านบาดเจ็บหรือ?” เยี่ยนหลิงตามมาดูด้วยความเป็นห่วง

 

“อ...อ้อ เปล่าๆ” ชายหนุ่มได้สติรีบลุกขึ้นยืน ยังคงกุมหน้าอกตรงที่ถูกคนร้ายซัดหนึ่งฝ่ามือเมื่อครู่ “พวกนั้นอำพรางวรยุทธ์ ฝ่ามือที่ซัดมาไม่หนักหนาอันใด แค่ฟกช้ำภายนอก ไม่เป็นไร รีบไปดูคนอื่นๆ เถอะ” 

 

ในฐานะมีอาวุโสสูงสุดในขบวน หลังพบว่าทุกคนไม่มีใครบาดเจ็บหนัก เซี่ยโจวก็สั่งการให้ช่วยกันตรวจสอบความเสียหายเพื่อจะเร่งเดินทางต่อ ส่วนซากศพโจรภูเขา เมื่อถึงเมืองหลวงแล้วเขาค่อยไปแจ้งเรื่องนี้ต่อทางการ 

 

ระหว่างนั้นเยี่ยนหลิงเดินหาเข็มเงินที่ถูกคนชุดดำดึงทิ้งไว้ ตามเก็บขึ้นมาจนครบสองเล่มที่ใช้ไป

 

“ค่อยยังชั่วที่เจอ สั่งตีขึ้นมาแต่ละเล่มไม่ใช่ถูกๆ” 

 

“อาหลิง เข็มนั่น...” เซี่ยโจวเอ่ยแล้วก็หยุดไว้แค่นั้น

 

“นี่น่ะหรือ? เข็มเงินนี้ข้าวาดแบบและสั่งทำเอง ข้างในกลวงและบรรจุสีสูตรพิเศษเอาไว้ สีนี้พอโดนความร้อนของร่ายกายคนก็จะหลอมเหลวกระจายตัวทันที” 

 

เยี่ยนหลิงยื่นเข็มเงินที่มีรูผอมเรียวข้างส่วนปลายให้ดูใกล้ๆ อย่างไม่หวง 

 

“จอมยุทธ์ขั้นสูงไม่ได้มีเกลื่อนกลาด บาดแผลรักษาหายง่าย บางครั้งขนาดแผลเป็นยังไม่เหลือรอย แต่หมึกดำของสีนี้จะติดตัวไปจนวันตาย เจอกันอีกทีจะได้แก้แค้นถูกคน”

 

“เจ้า...ช่างคิดนัก”

 

เซี่ยโจวกล่าวชมขณะส่งเข็มเงินคืนเจ้าของ ทว่าสีหน้าไม่ค่อยดีเท่าไร ดูคล้ายฝืนยิ้มอย่างแกนๆ 

 

“พี่เซี่ย ข้าว่าท่านนั่งพักก่อนเถอะ ข้าตรวจแผลให้ดีหรือไม่”

 

“ข้าบอกแล้วว่าไม่เป็นไร แค่เหนื่อยเท่านั้น”

 

เยี่ยนเสี่ยวซุนล้วงขวดกระเบื้องใบเล็กที่พกมา เทยาเม็ดสีดำเม็ดหนึ่งส่งให้ศิษย์ผู้พี่ “ยาแก้ช้ำในที่คุณหนูปรุงเอง ท่านกินสักเม็ด”

 

“ข้าไม่...”

 

“กินไปเถอะน่าพี่เซี่ย ต่อให้ไม่เป็นไรก็ถือเป็นยาบำรุงนะ” เยี่ยนหลิงช่วยสำทับไม่ยอมให้ปฏิเสธ 

 

เซี่ยโจวจึงพยักหน้าตกลงในที่สุด และหลังกินยาเข้าไปแล้วเขาก็เอ่ย 

               

“นักฆ่าสองคนนี้มีพลังปราณขั้นสูง ข้าคงต้องรายงานเรื่องนี้กับอาจารย์ ให้เขาส่งผู้อาวุโสระดับปราณขั้นห้าขึ้นไปมารับเจ้ากลับหลัวเจียงโดยเร็ว ตราบใดที่ยังไม่รู้ว่าคนร้ายเป็นพวกไหน เจ้าไม่ควรอยู่นอกหอเพลิงสุริยัน”

               

เยี่ยนเสี่ยวซุนเหลียวมองนายของตนหน้าตาเหลอหลา เขาย่อมทราบวัตถุประสงค์ของนางในการเดินทางครั้งนี้ แต่นี่ยังไม่ทันถึงเมืองหลวงก็ทำท่าว่าจะถูกส่งตัวกลับเสียแล้ว ไม่ทราบว่าเจ้าตัวจะมีปฏิกิริยาเช่นไร

 

เยี่ยนหลิงเหมือนจะเดาความคิดองครักษ์ออก หันไปฉีกยิ้มให้ทีหนึ่ง ก่อนวกกลับมาที่เซี่ยโจว 

 

“พี่เซี่ย ตราบใดที่ยังไม่รู้ว่าคนร้ายเป็นพวกไหน ข้าไม่ยอมกลับเด็ดขาด แต่ท่านไม่ต้องลำบากใจ ส่งข่าวบอกท่านพ่อไปตามจริงเถอะ เชื่อว่าท่านพ่อก็คงเห็นด้วยกับข้า ข้าทำเครื่องหมายที่ตัวคนชุดดำไว้แล้ว กำลังนึกสังหรณ์ใจว่าในงานชุมนุมชาวยุทธ์ พวกเราน่าจะได้เจอทั้งสองคนเมื่อครู่อีก อย่างน้อยก็ขอให้ได้เบาะแสเพิ่มเติมบ้าง ไม่อย่างนั้นก็เท่ากับข้าเสนอหน้ามาให้คนลอบทำร้าย แล้วก็รีบหดหัวกลับไปอยู่ในรูน่ะสิ ไม่มีประโยชน์สักนิด”

 

เซี่ยโจวจำต้องยอมรับเหตุผลของบุตรีประมุขหอเพลิงสุริยัน เขาไม่กล่าวแย้งอันใดอีก ก้าวเนิบๆ ไปที่ม้าของตน เตรียมตัวออกเดินทาง

 

เยี่ยนหลิงหันไปยักไหล่กับองครักษ์หนุ่มน้อยข้างกาย ก่อนทอดสายตามองไปยังทิศอันเป็นที่ตั้งของเมืองหลวง มุมปากข้างหนึ่งโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มที่แฝงด้วยเลศนัย

 

...กลับมาเยือนบ้านเก่าหลังจากย้ายถิ่นฐานไปเจ็ดปี ท่าทางจะมีเรื่องสนุกรออยู่เพียบ!

 

---------------- จบบทที่ 6 ---------------

[1] หลี่ (ลี้) คือหน่วยวัดระยะทางสมัยจีนโบราณ, ปัจจุบันกำหนดให้ 1 หลี่ เท่ากับประมาณ 500 เมตร

[2] จั้ง คือหน่วยวัดระยะทางของจีน, 1 จั้ง เท่ากับประมาณ 3.30 เมตร

 

---------------------------------------------------

 

สวัสดีปีใหม่ค่ะ

ห่างหายไปซะนาน ต้องขอโทษด้วยนะคะ ปลายปีที่แล้วที่บ้านยุ่งหลายเรื่องมากๆ ไม่มีเวลาเขียนนิยาย TvT 

ขึ้นปีใหม่แล้วตั้งใจว่าจะกลับมาอัปต่อละค่ะ กะว่าเริ่มปลายเดือนนี้นะ ขอปั่นสต็อกแป๊บ >.< ส่วนบทนี้แวะมาส่งข่าวให้รู้ก่อน เพราะไม่ได้อัปเดตข่าวกับคนอ่านทางนี้เลย^^”  

 

ป.ล. บทนี้เนื้อหายาวประมาณสองบทอีกแล้วนะคะ แหะๆ เป็นแบบนี้ทีไรต้องออกตัวไว้ก่อนทุกที เพราะเดี๋ยวบทอื่นๆ มาปกติแล้วจะนึกว่าทำไมมันสั้นไรงี้อะค่ะ คือธรรมดาบทนึงของหลันจะประมาณ 5-6 หน้าในเวิร์ด แต่บทนี้ยาว 11 หน้าเลย เป็นฉากต่อเนื่องด้วยแหละ จะแบ่งครึ่งก็ไม่เวิร์กเท่าไหร่ อ่านรวดเดียวดีกว่าเนอะ^^

 

รักษาสุขภาพนะคะ ขอให้ทุกคนปลอดภัยแข็งแรงค่ะ

 

--------------------------------------------------

ติดตามผลงานและพูดคุยกันได้ที่เพจ อาหลัน

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 60 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

39 ความคิดเห็น

  1. #35 poomeawpoo (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 / 10:20
    พี่เหยียนกะชายห้า คิอผู้เดียวกันใช่ไหม
    #35
    1
    • #35-1 อาหลัน 阿兰(จากตอนที่ 7)
      10 กุมภาพันธ์ 2564 / 21:46
      รอดูกันยาวๆ ไปจ้า
      #35-1
  2. #25 Supriya (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 มกราคม 2564 / 23:47

    จริงค่ะคุณไรต์ อ่านต่อเนื่องไม่ค้างคา รีดอยากถวายดอกบัวคุณไรต์ คุณไรต์ไม่ทรมานรีดคนนี้ถือเป็นบุญใหญ่หลวง 555 รีดคนนี้ไม่ไว้ใจพี่เซี่ยเลยทำไงดี แล้วนักฆ่าอีกคนเป็นอะไรกับพี่เซี่ยอ้ะ คนรักหรอ จะใช่ไหมนะๆ แถมกลัวว่าพี่เซี่ยจะเป็นคนของพรรคมังกรทองที่แฝงตัวมาจัง รีดคิดเยอะไปไหมนะ แต่พี่เซี่ยนางทำตัวไม่น่าไว้ใจ ระแวงนางไว้ก่อนละกัน อย่ามาทำอะไรน้องหลิงของฉันนะ น้องหลิงตอนนี้ได้เห็นถึงความฉลาดของน้องมากๆเลย ยกให้น้องเป็น mvp ตอนนี้ แถมมีความรู้เรื่องพิษและเข็มพิษด้วย แถมนางยังต่อสู้เก่งอีกนะ แม่ภูมิใจ เอาใจช่วยหนูนะ ขอให้ได้เจอพี่เหยียนที่รัดอะไรนั่นของหนูเร็วๆนะ 555 นี่รออ่านตอนนังทวดไปหาหัวหน้านางจริงๆ แพ้เด็กอายุ 18 วรั้ยๆๆๆ
    #25
    1
    • #25-1 อาหลัน 阿兰(จากตอนที่ 7)
      16 มกราคม 2564 / 09:19
      555 รอลุ้นกันนะคะ มีให้ลุ้นให้ระแวงยาวๆ ไปค่า เดี๋ยวอีกประมาณสองบทน้องจะได้เจอพี่เหยียนที่รักแล้ว น้องคลั่งรักขนาดนี้ พี่เหยียนจะว่าไงน้า^^
      #25-1
  3. #24 Cnpt (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 มกราคม 2564 / 23:38
    อ่านตอนนี้ลุ้นมาก!! ยาวมากเหมือนกัน55 แต่น้องฉลาดมากเลยย แบบนี้ต้องตามไปคิดบัญชี!! แต่เซี่ยโจวนี่วางใจได้มั้ย อ่านไประแวงไปป
    #24
    1
    • #24-1 อาหลัน 阿兰(จากตอนที่ 7)
      16 มกราคม 2564 / 09:21
      ยาวจริงๆ ค่า 555 ส่วนพี่เซี่ยสรุปจะยังไง น้องจะแก้แค้นได้มั้ย มารอดูรอลุ้นไปพร้อมกันนะ^^
      #24-1
  4. #23 eye_cookie (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 มกราคม 2564 / 23:13
    สวัสดีปีใหม่ค่ะไรต์ มาให้อ่านจุกๆเลยค่าา
    #23
    1
    • #23-1 อาหลัน 阿兰(จากตอนที่ 7)
      15 มกราคม 2564 / 23:15
      สวัสดีปีใหม่เช่นกันนะคะ^^
      #23-1
  5. #22 Supriya (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 มกราคม 2564 / 14:58

    สนุกมากเลยค่ะ รออ่านนะคะ
    #22
    1
    • #22-1 อาหลัน 阿兰(จากตอนที่ 7)
      15 มกราคม 2564 / 23:00
      ขอบคุณมากค่า^^
      #22-1
  6. #20 Cnpt (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 มกราคม 2564 / 14:13
    เกลือเป็นหนอนๆๆๆๆๆๆ อยากให้น้องเจออิพี่แล้ววววว ปลอดภัยนะรู้ก
    #20
    1
    • #20-1 อาหลัน 阿兰(จากตอนที่ 7)
      15 มกราคม 2564 / 23:01
      ลุ้นกันนะคะ น้องจะเจออะไรบ้างน้า
      #20-1
  7. #17 eye_cookie (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 / 17:19

    ส่งหัวใจให้ค่า
    #17
    1
    • #17-1 อาหลัน 阿兰(จากตอนที่ 7)
      15 มกราคม 2564 / 23:02
      ขอบคุณมากนะคะ
      #17-1
  8. #12 mooda (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2563 / 20:51
    มาส่งกำลังใจค่ะ
    #12
    1
    • #12-1 อาหลัน 阿兰(จากตอนที่ 7)
      15 มกราคม 2564 / 23:04
      ขอบคุณมากๆ เลยนะคะ
      #12-1