บุรุษผู้นี้มิใช่สามัญ สตรีนางนั้นก็มิใช่ธรรมดา 笑里藏刀

ตอนที่ 6 : บทที่ 5 พรรคมังกรทอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 457
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 44 ครั้ง
    31 ม.ค. 64

บทที่ห้า

พรรคมังกรทอง

 

นอกกำแพงเมืองหลวงห่างจากประตูทิศตะวันออกประมาณห้าหลี่[1] ในอดีตสถานที่แห่งนี้คือตำหนักชิวหนิง(สารทสันติ)ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของผู้มีบรรดาศักดิ์อ๋อง ปัจจุบันฮ่องเต้พระราชทานแก่สามัญชนอย่างหวงหลี่เจี๋ยเป็นรางวัลที่ช่วยทางการปราบปรามกบฏผิงอ๋องเมื่อกาลก่อน ป้ายที่แขวนหน้าประตูใหญ่ยามนี้จึงเป็นชื่อพรรคมังกรทองซึ่งสลักขึ้นจากลายพระหัตถ์ เพียงทอดมองก็สามารถสัมผัสได้ถึงพลังจากอักษรสีทองทั้งสามตัว 

 

พื้นที่สวนด้านในกว้างขวางร่มรื่นเต็มไปด้วยต้นเฟิง[2]ใบเขียวชอุ่ม ทว่าช่วงเวลาที่งดงามที่สุดย่อมต้องเป็นสารทฤดูเมื่อใบเฟิงเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสีแดงละลานตา

 

ผ่านประตูอาคารหลักเข้าไปจะพบโถงกลางที่ใช้ต้อนรับแขกเหรื่อ ห้องโถงใหญ่นี้ประดับประดาหรูหราด้วยเครื่องเรือนไม้เนื้อดีราคาแพงและของตกแต่งวิจิตรบรรจงมากมาย หลายชิ้นอายุเก่าแก่ที่ต่อให้มีเงินก็มิอาจซื้อหาได้ บ้างก็ทำจากทองคำแท้ล้ำค่า เหล่านี้ล้วนเป็นของพระราชทานทั้งสิ้น ขณะที่โถงเล็กทางด้านหลังจะตกแต่งเรียบง่ายกว่า มีเพียงเก้าอี้บัลลังก์สีทองที่โดดเด่นสะดุดตา มักใช้เป็นที่ประชุมเรื่องภายในพรรค

 

ห้องโถงเล็กยามนี้ปรากฏบุรุษร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่ง จอนผมมีสีขาวแซมประปรายบ่งบอกว่าอายุล่วงเข้าสู่วัยกลางคนแล้วทว่ายังคงบุคลิกสง่าน่าเกรงขาม เขาสวมชุดยาวผ้าไหมเนื้อละเอียดสีม่วงเข้มปักลายมังกรสี่เล็บที่ชายแขนเสื้อ

 

คนผู้นี้ก็คือประมุขพรรคมังกรทอง

 

แผ่นดินต้าถงมีเพียงฮ่องเต้กับรัชทายาทที่สามารถใช้สัญลักษณ์มังกรห้าเล็บ ขณะที่ลายมังกรสี่เล็บ เฉพาะองค์ชายและขุนนางขั้นสูงจึงจะมีสิทธิ์ได้รับพระบรมราชานุญาตจากฮ่องเต้ให้ใช้ได้ ส่วนกรณีของหวงหลี่เจี๋ย เนื่องจากสร้างความดีความชอบยิ่งใหญ่ อีกทั้งพรรคมังกรทองมีหน้าที่หลักคือสนับสนุนราชสำนัก ดังนั้นแม้มิได้มีรายชื่อในทะเบียนขุนนาง แต่ก็มิอาจกล่าวว่าขัดต่อกฎมณเฑียรบาลของแว่นแคว้น

 

หวงหลี่เจี๋ยยืนอยู่ข้างเตาสามขาที่กำลังติดไฟ แผ่นหลังของเขาเหยียดตรง แววตาสงบเยือกเย็นขณะก้มมองกระดาษแผ่นเล็กในมือ ปลายนิ้วคลึงวนคล้ายครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ต่อเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าหลายคู่ใกล้เข้ามาจึงโยนมันลงเตา ชั่วพริบตาก็ไหม้เป็นผุยผง จากนั้นก็หยิบถ้วยชาสาดน้ำตามไป เปลวไฟดับมอดหลงเหลือเพียงเส้นควันลอยเอื่อย เป็นเวลาเดียวกับที่ได้ยินเสียงประตูเคลื่อน

 

“มากันแล้วหรือ” 

 

เขาเดินไปนั่งบนบัลลังก์และเอ่ยโดยมิได้เหลียวมอง ผู้ที่เข้ามาในห้องโถงเป็นบุรุษสี่ สตรีหนึ่ง ทั้งหมดยืนเรียงแถวประคองมือคำนับพร้อมกัน

 

“คารวะท่านประมุข” 

 

คนเหล่านี้คือหัวหน้าหน่วยพิทักษ์ธรรมของพรรคมังกรทอง...

 

หลังแตกหักกับพี่น้องร่วมสาบานเมื่อเจ็ดปีก่อน หวงหลี่เจี๋ยก็ยกเลิกตำแหน่งสี่ผู้คุมกฎ และยกระดับหน่วยย่อยขึ้นเป็นหน่วยพิทักษ์ธรรม ปัจจุบันมีผู้ได้รับแต่งตั้งทั้งหมดเก้าคน 

 

พื้นที่ภาคกลางและเมืองหลวงมิได้กว้างใหญ่เท่ามณฑลเหนือใต้ออกตก แต่เฉพาะตัวเมืองหลวงก็มีความซับซ้อนต่างจากเมืองรองทั่วไป เขามิได้ให้ทั้งเก้าคนแยกย้ายไปเมืองต่างๆ เลือกใช้วิธีสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกัน ดังนั้นคนของพรรคมังกรทองที่อยู่ประจำการแต่ละเมืองจึงไม่ใช่ลูกน้องในสังกัดของหัวหน้าหน่วยพิทักษ์ธรรมคนใดคนหนึ่ง ทว่าขึ้นตรงต่อประมุขพรรคมังกรทองเท่านั้น หวงหลี่เจี๋ยไม่ต้องการเปิดโอกาสให้คนในพรรคบ่มเพาะขุมกำลังอำนาจจนแข็งข้อต่อตนอย่างผู้คุมกฎในอดีต

 

“อยู่กันแค่นี้?”

 

“เรียนท่านประมุข ขาดหัวหน้าหน่วยหก เจ็ด แปดและเก้าที่อยู่ระหว่างภารกิจนอกเมืองขอรับ” 

 

ผู้ตอบเป็นบุรุษวัยกลางคนสวมชุดยาวสีเทาเรียบง่ายมีขลุ่ยเลาหนึ่งเหน็บที่สายคาดเอว เขาคือเซียวอี...หัวหน้าหน่วยหนึ่ง มีอาวุโสสูงสุดในหน่วยพิทักษ์ธรรม ถือเป็นหัวหน้าของทุกคนกลายๆ

 

“แค่นี้ก็แค่นี้ ไม่เป็นไร” หวงหลี่เจี๋ยพยักหน้าพลางกวาดมองประสานสายตากับคนทั้งห้า “วันนี้ที่เรียกประชุมเพราะมีเรื่องที่พวกเจ้าสมควรรับรู้ไว้ หนึ่ง...เยี่ยนหลิงกำลังเดินทางมาเมืองหลวงกับขบวนของหอเพลิงสุริยันที่จะเข้าร่วมงานชุมนุมชาวยุทธ์ สอง...ฝ่าบาทมีพระประสงค์ให้องค์ชายห้าที่จะครบกำหนดพ้นโทษสารทนี้แต่งกับนาง”

 

เขาเข้าประเด็นทันทีและสรุปความในประโยคเดียว และข่าวสารนี้ก็ทำให้ผู้ฟังตกตะลึงไม่น้อย

 

“หรือฝ่าบาททรงคิดจะดองกับหอเพลิงสุริยัน?” เซียวอีตั้งข้อสังเกต

 

“โธ่! หัวหน้าเซียวยังต้องถามอีกหรือ เจตนาเช่นนี้ชัดเจนว่าต้องการยกหอเพลิงสุริยันขึ้นมาอยู่เหนือพรรคมังกรทอง!” กล่าวแล้วบุรุษร่างกำยำนามเฉียนเอ้อร์ผู้รั้งตำแหน่งหัวหน้าหน่วยสองก็หันมาทางหวงหลี่เจี๋ย “ท่านประมุข พวกเราต้องขัดขวางการแต่งงานครั้งนี้ จะยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้เป็นอันขาด!”

 

“ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งด่วนทำอะไร ที่เรียกมาวันนี้ ข้าเพียงต้องการบอกข่าวให้พวกเจ้าเตรียมตัวไว้ ส่วนจะรับมืออย่างไรค่อยคิดกัน รอดูสถานการณ์ไปก่อน”

 

“ท่านประมุข พวกเราจะใจเย็นอยู่ได้อย่างไร ฝ่าบาททรงลำเอียงเข้าทางหอเพลิงสุริยันมากไปแล้ว ทั้งที่เยี่ยนตันเป็นต้นเหตุความบาดหมางเรื่องคัมภีร์...”

 

“เฉียนเอ้อร์!” หวงหลี่เจี๋ยกดเสียงต่ำเกือบเป็นคำราม ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งจนอีกฝ่ายต้องรีบหุบปากแทบกัดลิ้นตัวเอง “เรื่องในอดีตห้ามพูดถึงอีก และฝ่าบาทเป็นโอรสสวรรค์ พระดำริของพระองค์ ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะมาวิจารณ์!”

 

“ขอรับท่านประมุข” เฉียนเอ้อร์ประคองมือคำนับแล้วถอยกลับมายืนสงบเสงี่ยม คนผู้นี้มีฉายาในยุทธภพว่าบุรุษพิรุณเลือดเพราะการลงมืออันเฉียบขาดรุนแรงโลหิตสาดกระเซ็นดั่งสายฝน โดยพื้นเพนิสัยเป็นคนใจร้อนมุทะลุไม่ยอมลงให้ใครง่ายๆ มีเพียงหวงหลี่เจี๋ยกับเซียวอีที่เจ้าตัวนับถือและยอมสยบโดยดี

 

“ท่านประมุข...ข้าขอเสนอวิธีที่จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างรวบรัด” ชายหนุ่มวัยประมาณยี่สิบกว่าๆ ก้าวออกมา คนผู้นี้มีใบหน้าหล่อเหลา จมูกโด่ง คิ้วเข้ม ดวงตางดงาม ยามที่ริมฝีปากบางได้รูปคลี่รอยยิ้มเช่นขณะนี้ยิ่งชวนให้น่ามองขึ้นไปอีก...เขาคือหัวหน้าหน่วยสี่นามว่าจิ่งซื่อ

 

หวงหลี่เจี๋ยปรายตามองอย่างไม่เชื่อถือเท่าไรนัก ความที่อีกฝ่ายอายุยังน้อยและมักทำอะไรทีเล่นทีจริงอยู่เสมอ แต่จะบอกปัดไปเลยโดยไม่ฟังก็มิได้ 

 

“ว่ามา”

 

“ข้าเห็นว่าเรื่องนี้มิได้ซับซ้อน หากเจ้าสาวหรือเจ้าบ่าว ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอันเป็นไป การแต่งงานอะไรนั่นแน่นอนว่าย่อมไม่มีทางเกิดขึ้น”

 

น้ำเสียงของชายหนุ่มสดใสราวกับกำลังพูดถึงเรื่องสามัญเช่นลมฟ้าอากาศ เขาโปรยยิ้มระรื่นโดยไม่ใส่ใจว่าสีหน้าผู้อื่นแปรเปลี่ยนไปเยี่ยงใดแล้ว ทั้งยังอธิบายเสริมต่ออีกว่า

 

“องค์ชายห้าแม้ถูกคุมขังชายแดนทุรกันดาร ถึงอย่างไรก็ยังเป็นเชื้อพระวงศ์ หาโอกาสจัดการกับเขาอาจไม่ยาก แต่ผลที่ตามมาเกรงว่าจะก่อความยุ่งยากไม่น้อย ดังนั้นเยี่ยนหลิงที่กำลังอยู่ระหว่างเดินทางเป็นตัวเลือกที่ง่ายกว่า ระยะทางไกลตั้งหลายร้อยหลี่ ภยันตรายรอบด้าน อะไรก็เกิดขึ้นได้” 

 

วิธีแก้ปัญหาที่จิ่งซื่อเสนอทำเอาผู้คนภายในห้องโถงเล็กนิ่งอึ้งกันถ้วนทั่ว ผ่านไปครู่ใหญ่ๆ เป็นเซียวอีที่ได้สติก่อนใคร กล่าวตำหนิ

 

“หัวหน้าจิ่ง อย่าพูดพล่อยๆ นี่มิใช่เรื่องเล่นๆ” 

 

“หัวหน้าเซียว ท่านอย่าว่าข้าเลย ก็หัวหน้าเฉียนพูดว่าจะยอมให้การแต่งงานเกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด ข้าคิดไปคิดมา แม้โหดเหี้ยมไปบ้าง ก็เห็นว่าคงมีแต่วิธีนี้”

 

“เจ้า!” เฉียนเอ้อร์ถูกพาดพิงว่าเป็นต้นเหตุก็พุ่งมาอย่างเอาเรื่อง “เจ้าโทษข้ารึ!”

 

“เอาละๆ พอได้แล้ว จะทะเลาะกันเองทำไม” หวงหลี่เจี๋ยตัดบท “จิ่งซื่อ เจ้าชอบพูดเรื่อยเปื่อย แต่ตอนนี้มิใช่เวลา สำรวมหน่อย”

 

ผู้เป็นประมุขเอ่ยปากเช่นนี้ หัวหน้าหน่วยสี่มีหรือจะฝืนดึงดัน เขาประคองมือคำนับยอมล่าถอยแต่โดยดี ทว่าสีหน้ามิได้สลดเลยสักนิด ยังแอบหลิ่วตาให้เฉียนเอ้อร์ทีหนึ่งทำเอาฝ่ายนั้นออกอาการฮึดฮัด

 

“ท่านประมุข...ข้าอยากเสนอวิธีของข้าบ้าง”

 

สตรีวัยประมาณสามสิบ รูปร่างอวบอิ่มมีน้ำมีนวล เดินบิดสะโพกเนิบนาบมายืนเบื้องหน้าบัลลังก์ ยามที่ชายเสื้อสะบัดไหวพัดพาเอากลิ่นหอมฉุนของน้ำมันกุหลาบเข้มข้นตลบอบอวล...นางคือชิวซาน หัวหน้าหน่วยสาม

 

ชิวซานนั้นไม่เหมือนจิ่งซื่อที่ชอบล้อเล่นไม่ดูสถานการณ์ หวงหลี่เจี๋ยจึงพยักหน้า ครั้นได้รับอนุญาตนางจึงเอ่ย 

 

“ท่านประมุข...ฝ่าบาทมีพระประสงค์ก็จริง แต่อย่างไรองค์ชายห้าก็ยังไม่พ้นโทษ ย่อมไม่มีทางออกราชโองการตอนนี้ หากระหว่างนี้เยี่ยนหลิงเกิดรักใคร่ชอบพอจนได้เสียกับบุรุษอื่นไปก่อน เช่นนี้ก็มิอาจแต่งให้องค์ชายห้าแล้ว”

 

“เฮอะ” เฉียนเอ้อร์แค่นหัวเราะ เขาส่ายหน้าไม่เห็นด้วย “แต่งเข้าราชวงศ์เป็นลูกสะใภ้ฮ่องเต้ หอเพลิงสุริยันมีหรือจะไม่ปรารถนาเกียรติยศนี้ เยี่ยนตันคงยอมให้บุตรสาวไปรักกับหนุ่มหน้าไหนหรอก”

 

“หัวหน้าเฉียนลืมไปแล้วหรือ เมื่อครู่ท่านประมุขบอกว่าเยี่ยนหลิงกำลังเดินทางมาเมืองหลวงเข้าร่วมงานชุมนุมชาวยุทธ์ เยี่ยนตันย่อมมิได้มาด้วย ดังนั้นช่วงที่นางอยู่ในเมืองหลวงจึงเป็นโอกาสอันดี”

 

“โอกาส? โอกาสอะไร? นางจะอยู่เมืองหลวงนานเพียงใดกัน อย่างมากก็คงหลังงานชุมนุมเสร็จสิ้น ไม่กี่สิบวันแค่นี้จะไปพบรักกับใครหน้าไหนได้”

 

“ท่านไม่เข้าใจ ระยะเวลาไม่ใช่เรื่องใหญ่ คนจะถูกตาต้องใจกัน สบตาแวบเดียวก็ตกหลุมรักได้ นี่เรียกว่าแผนชายงาม หญิงสาววัยแรกรุ่นอย่างเยี่ยนหลิง มีหรือเห็นบุรุษรูปหล่อแล้วจะไม่หวั่นไหว ข้าคิดว่า... ที่พรรคมังกรทองก็มีอยู่คนหนึ่ง...” 

 

นางหยุดเพียงเท่านั้นมิได้พูดต่อ ทว่าดวงตาชะม้อยชะม้ายทางจิ่งซื่อ ริมฝีปากสีแดงสดยกยิ้มยั่วเย้า และทุกสายตาก็เคลื่อนไปจับจ้องทิศเดียวกันโดยมิต้องบอกกล่าว เนื่องจากบรรดาบุรุษในพรรคมังกรทอง ที่หน้าตาดีที่สุดก็เห็นจะเป็นหัวหน้าหน่วยสี่คนนี้ ไม่มีใครอื่นอีก 

 

หัวคิ้วเข้มของเฉียนเอ้อร์ขมวดย่น...สำหรับเขา ไม่ว่าแผนชายงามหรือแผนหญิงงามมันช่างไร้สาระสิ้นดี คนเราเมื่อมีเป้าหมาย ไหนเลยจะไขว้เขวเพียงเพราะเจอคนหล่อคนสวย 

 

“เฮอะ...อย่าคิดว่าสตรีทุกคนเป็นเหมือนเจ้าเสียหมดที่สะสมชายบำเรอเป็นสิบๆ ไว้ในบ้าน ทั้งยังเล่นทรมานวิปริตอีกต่างหาก!”

 

มุมปากชิวซานกระตุกคราหนึ่ง แต่แล้วก็ดึงสีหน้ากลับมาเป็นปกติในทันที เชิดหน้ายักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ...เล่นสนุกกับหนุ่มรูปหล่อคือความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของนาง เคยมีคนร้องเรียนว่าหัวหน้าหน่วยพิทักษ์ธรรมทำเรื่องบัดสีเยี่ยงนี้ไม่เหมาะสม ทว่าในที่สุดพวกคร่ำครึทั้งหลายก็จำต้องหุบปากไปเพราะไม่มีเหตุผลเพียงพอ 

 

...ทีบุรุษยังเลี้ยงอนุเลี้ยงนางบำเรอเต็มบ้านได้ ไยสตรีจะทำบ้างมิได้เล่า อยู่ที่รสนิยมความชอบส่วนตัว ที่สำคัญคือคนเหล่านั้นล้วนเต็มใจ รูปโฉมนางมิได้ด้อย เงินทองก็มีไม่ขาด ไม่จำเป็นต้องฉุดคร่าบังคับขู่เข็ญใคร พวกเขาล้วนสมัครใจอยู่แทบเท้านางทั้งสิ้น! 

 

“ข้าเป็นสตรีย่อมรู้ใจสตรีด้วยกัน หัวหน้าเฉียนเป็นบุรุษแถมยังเป็นบุรุษที่ทึ่มทื่อ ไม่สนใจเรื่องรักๆ ใคร่ๆ อย่างเสียชาติเกิด จะไปรู้เรื่องอันใดเล่า” 

 

“เจ้า!”

 

ชิวซานตวัดค้อนใส่เฉียนเอ้อร์ ก่อนหันไปทางจิ่งซื่อ นางคลี่ยิ้มหวานหยด แววตาราวกับจะกลืนกิน 

 

“หัวหน้าจิ่งคิดว่าแผนของข้าเป็นอย่างไร แผนการนี้ท่านเป็นตัวขุนพลเชียวนะ” 

 

หัวหน้าหน่วยสี่ยิ้มตอบพลางประคองมือคำนับผู้อาวุโสกว่า “แผนของหัวหน้าชิวไม่เลวทีเดียว แต่สำหรับขุนพล ข้ามีตัวเลือกที่ดีกว่านั้น” 

 

“หืม?”

 

ไม่เพียงหัวหน้าหน่วยสามที่งุนงง คนอื่นๆ ภายในห้องก็มีสีหน้ามิต่าง จิ่งซื่อเหลือบมองชายหนุ่มสวมหน้ากากสีเงินที่ยืนข้างตนแล้วจึงกล่าว 

 

“หัวหน้าชิว...ท่านเข้าพรรคมังกรทองเมื่อเจ็ดปีก่อน คงไม่ทราบว่าตอนเด็กๆ เยี่ยนหลิงตามติดหัวหน้าเหยียนดุจเงา หากอยากใช้แผนชายงามมิสู้เป็นเขาดีกว่า”

 

บุรุษสวมหน้ากากเงินยืนนิ่ง...เขาคือหัวหน้าหน่วยห้านามเหยียนอู่ เพราะรอยแผลเป็นที่กินพื้นที่เกือบครึ่งซีกใบหน้าทำให้ดูเป็นคนเข้าถึงยาก ข่าวที่ประมุขนำมาแจ้งในวันนี้ ผู้อื่นเป็นเดือดเป็นร้อนขบคิดหาทางรับมือโต้เถียงวุ่นวายแต่เขาก็มิได้นำพา สีหน้าแววตายังคงเฉยเมย มิได้ออกความเห็นอะไรตั้งแต่ต้น ทว่าครานี้ประโยคของจิ่งซื่อทำเอาดวงตาคมกริบตวัดวูบ

 

“โอ๊ย! ฮ่าๆๆ” 

 

เหยียนอู่มิทันเอ่ยอันใด หญิงสาวหนึ่งเดียวในโถงเล็กก็ระเบิดหัวเราะเสียงดังลั่น นางถึงขนาดต้องใช้นิ้วเกลี่ยน้ำตาที่เล็ดจากทางหางตา

 

“หัวหน้าจิ่งช่างมีอารมณ์ขันเกินไปแล้ว ดูหน้าเขาสิ ชาวบ้านเห็นยังไม่กล้าเข้าใกล้ หน้าตาแบบนี้จะใช้แผนชายงามได้อย่างไร”

 

“ท่านก็หัวร่อไป ตอนเด็กๆ เยี่ยนหลิงเป็นเด็กคนเดียวที่เห็นหน้าเขาครั้งแรกแล้วไม่ร้องไห้นะ” หัวหน้าหน่วยสี่แย้งโดยไม่สนใจสายตาขุ่นๆ ของผู้ถูกพาดพิง 

 

“จิ่งซื่อพอได้แล้ว เจ้าก็เป็นเสียอย่างนี้” หวงหลี่เจี๋ยเกรงเรื่องจะไปกันใหญ่จึงออกโรงปราม “วันนี้พอแค่นี้ ค่อยๆ เก็บไปคิดกันว่าจะรับมืออย่างไร ...เลิกประชุม”

 

“ขอรับท่านประมุข”

 

ทุกคนยุติการต่อล้อต่อเถียงทันที ผู้เป็นประมุขผายมือเป็นเชิงให้แยกย้ายกันได้ ทว่าจู่ๆ ก็คล้ายนึกอะไรออก 

 

“อ้อ เฉียนเอ้อร์อยู่ก่อน”

 

“ขอรับท่านประมุข” เขาประคองมือรอรับคำสั่งอย่างกระตือรือร้น

 

“รายงานที่จะถวายฝ่าบาท ข้าอ่านของทุกคนแล้วไม่มีปัญหา ยกเว้นของเจ้า เขียนรายงานประสาอะไร ลายมือไม่สวยก็พอเข้าใจได้ แต่เนื้อหาห้วนแทบอ่านไม่รู้เรื่อง เขียนแบบนี้จะให้ข้านำถวายฝ่าบาทได้รึ มาเอากลับไปเขียนใหม่!”

 

“...”

 

เฉียนเอ้อร์ไม่นึกว่าจะถูกรั้งตัวไว้เพื่อตำหนิจึงหน้าเจื่อนสลดไป แต่ครั้นได้ยินเสียงหัวเราะคิกๆ คักๆ ของชิวซานก็รู้สึกว่าในอกเริ่มเดือดพล่าน ไหนจะจิ่งซื่อหันมาส่งยิ้มให้กำลังใจอย่างจอมปลอมอีก ทว่าเขาก็มิอาจอาละวาดใส่สองคนนั้น ได้แต่ขึงตามองคาดโทษแล้วเดินค้อมตัวลีบตามหลังประมุขไปยังห้องหนังสือเพื่อรับรายงานคืน...

 

 

-------------------------------------------------

 

 

“เสี่ยวเหยียน! เสี่ยวเหยียน!”

 

กว่าจิ่งซื่อจะออกจากห้องโถงเล็ก ผู้อื่นก็เดินล่วงหน้าไปไกลแล้ว เขาเกร็งลมปราณตะโกนเสียงก้องชนิดที่หากยังอยู่ภายในบริเวณพรรคมังกรทองไม่มีทางไม่ได้ยิน ทว่าเจ้าตัวก็ไม่สะดุ้งสะเทือนเลยสักนิด สุดท้ายจึงเปลี่ยนคำเรียกขานเสียใหม่ 

 

“หัวหน้าเหยียน!”

 

ครานี้หัวหน้าหน่วยห้าจึงค่อยหยุดและหันกลับมา เขาถามหน้าตึง “เรียกทำไม” 

 

“อะไรกัน เจ้าโกรธข้าหรือนี่” จิ่งซื่อทำท่าตื่นตระหนก “ที่ข้าพูดเมื่อครู่ผิดตรงไหน ตอนเด็กๆ เยี่ยนหลิงคอยตามหลังเจ้าต้อยๆ ราวกับลูกไก่เดินตามแม่ไก่ ตอนจะไปมณฑลฮั่วหนาน นางยังร้องไห้แทบตาย”

 

“ตอนเด็กก็ส่วนตอนเด็ก...ไม่เหมือนกัน”

 

“เจ้าก็น่าจะรู้ การที่หอเพลิงสุริยันดองกับฝ่าบาทย่อมไม่เป็นผลดีต่อพรรคมังกรทอง อีกทั้งตอนเด็กๆ เยี่ยนหลิงสนิทกับเจ้าปานนั้น จะปล่อยให้นางไปแต่งกับองค์ชายที่เคยต้องโทษคนนั้นจริงๆ น่ะหรือ เป็นพระชายาฟังดูเหมือนจะดี แต่เท่ากับต้องอยู่ในกรงขังไปตลอดชีวิต เด็กน้อยที่รักอิสระอย่างนางน่าสงสารแย่”

 

“หากท่านทนไม่ได้ก็หาทางแทรกเข้าไปเองก็แล้วกัน...ขอตัว” เหยียนอู่ตัดบท 

 

“โธ่เอ๊ย...หน้าตาอย่างกับภูติผี ทำวางท่าโอหังเหมือนหล่อเหลาดั่งเทพบุตร”

 

ผู้กล่าวประโยคนี้ย่อมมิใช่จิ่งซื่อ เป็นชิวซานที่บิดเอวเยื้องกรายตามมาทีหลัง ด้วยนิสัยของนางนั้นชมชอบบุรุษหน้าตาดี แต่ในทางกลับกันก็ชิงชังรังเกียจพวกอัปลักษณ์ยิ่ง จึงไม่ถูกชะตากับเหยียนอู่ซึ่งมีรอยแผลเป็นกินพื้นที่เกือบครึ่งหน้า โดยให้เหตุผลว่าแค่เห็นก็ขยะแขยงอยากจะอาเจียน 

 

ในประโยคแม้มิได้เอ่ยชื่อ แต่คนฟังไม่มีทางไม่ทราบว่าพาดพิงถึงผู้ใด กระนั้นเจ้าตัวคนโดนเหน็บแนมก็ยังสีหน้าเรียบเฉยดังเดิม เขาค้อมศีรษะให้หัวหน้าหน่วยสี่ซึ่งมีอาวุโสกว่าตนเล็กน้อยแล้วหมุนกายไปอีกทาง ผ่านเลยหัวหน้าหน่วยสามราวกับอีกฝ่ายเป็นอากาศ

 

“นี่! ข้าพูดกับเจ้าอยู่นะ นอกจากอัปลักษณ์แล้วยังหูหนวกด้วยรึ!” ครั้นถูกเมินนางก็ไม่ยอมเลิกราโดยง่าย ตามมาอย่างเอาเรื่อง

 

คนเราพูดจาเสียดสีผู้อื่นก็เพื่อยั่วยุให้เจ็บช้ำน้ำใจ ดังนั้นการที่เป้าหมายไม่รู้สึกรู้สาเยี่ยงนี้ จึงกลายเป็นฝ่ายโมโหเสียเอง ...คนขี้ริ้วขี้เหร่พบเห็นได้ทั่วไป แต่หน้าตาแย่ซ้ำยังอยู่แบบไม่เจียมเนื้อเจียมตัว ยืดอกหยิ่งยโส ชิวซานไม่เคยพบเจอมาก่อน เป็นประเภทที่นางเกลียดที่สุด เห็นแล้วหงุดหงิดยิ่งนัก

 

“ข้าเห็นคนจำพวกนี้แล้วหมั่นไส้จริงๆ นึกว่าตัวเองสูงส่งมาจากไหน”

 

ชายหนุ่มปรายตามองเย็นชา ไม่อยากสนทนากับคนจิตใจอคติเช่นหัวหน้าหน่วยสาม แต่สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยให้ปลีกตัวไปเฉยๆ เนื่องจากนิสัยดึงดันของอีกฝ่าย เขาจึงจำต้องกล่าวสักประโยค 

 

“ผู้คนรังเกียจใบหน้านี้ก็เป็นเรื่องของเขา ข้าจะวางท่าอย่างไรก็เป็นเรื่องของข้า หากใครเห็นแล้วขัดเคืองนัยน์ตาก็ไม่มีความจำเป็นที่ข้าจะต้องขออภัยหรือแก้ตัวใดๆ เพราะมันเป็นปัญหาของคนผู้นั้น...ไม่ใช่ข้า ปัญหาของตัวเองก็จัดการเองเถอะ อย่ามาวุ่นวายกับผู้อื่น”

 

“เจ้า! เจ้า! เจ้ากล้า!”

 

“อืม” เหยียนอู่พยักหน้าอย่างเนือยๆ ก่อนหันหลังเดินหนี 

 

ชิวซานต้องการเห็นอีกฝ่ายระเบิดอารมณ์อาละวาดที่โดนเหยียดหยาม มิใช่ตอบโต้นิ่งๆ จองหองอวดดีเยี่ยงนี้ เมื่อเหตุการณ์ไม่เป็นดั่งใจนึก นางจึงกรีดร้องบ้าคลั่ง

 

“เหยียนอู่! ข้าอาวุโสมากกว่าเจ้านะ เจ้านอกจากไม่เคารพยำเกรง ยังกล้าว่าย้อนข้า บังอาจเกินไปแล้ว กลับมาเดี๋ยวนี้!” 

 

“ชิวซาน! หยุด!” 

 

เซียวอีที่เดินไปไกลลิบได้ยินเสียงเอะอะในสวนถึงกับต้องย้อนกลับมา “นิสัยขี้โวยวายของเจ้าเพลาๆ ลงบ้าง ในนี้คนกันเองทั้งนั้น ไยต้องหาเรื่องชวนทะเลาะ!” 

 

เหยียนอู่ประคองมือคำนับหัวหน้าหน่วยหนึ่ง ได้โอกาสหลบฉากอย่างสงบเสียที ความจริงแล้วเขาเองไม่ได้มีความอดทนสูงต่อเสียงแหลมเสียดแทงหูนั่นมากนัก หากชิวซานรังเกียจคนหน้าตาอัปลักษณ์ เขาก็รังเกียจคนเยี่ยงนางเช่นกัน 

 

“เสี่ยวเหยียน! รอข้าด้วย!” จิ่งซื่อสบจังหวะถอนตัว รีบวิ่งตามไปทันที

 

หัวหน้าหน่วยห้าลอบถอนใจ ...ตรงนี้ก็ยังมีอีกรายที่ท่าทางจะสลัดไม่หลุดง่าย 

 

 

------------------------------------------------------

 

 

ที่ห้องหนังสือส่วนตัวของประมุขพรรคมังกรทอง บุรุษร่างกำยำเดินไหล่ห่อตามเข้ามาอย่างรู้ความผิด ค้อมกายยื่นมือรับรายงานกลับคืน ทว่าประโยคถัดมาที่ได้ยินก็ทำให้ต้องเงยหน้ามองอย่างงุนงง

 

“รายงานฉบับนี้ใช้ได้แล้ว ต่อให้เขียนใหม่ก็คงไม่ดีไปกว่านี้ แต่อย่างไรก็ต้องเอากลับไป สักพักค่อยทำทีเป็นเอามาส่งใหม่”

 

“หา? เอ่อ...” 

 

“มีเรื่องอื่นให้เจ้าทำ” 

 

“เฉียนเอ้อร์น้อมรับคำสั่งท่านประมุข!” เขาประคองมือรอฟังด้วยท่าทีแข็งขัน

 

“งานนี้ให้เจ้ารับผิดชอบคนเดียว ห้ามคนอื่นรู้” หวงหลี่เจี๋ยลดเสียงลง เอ่ยลอดไรฟัน “ฆ่าเยี่ยนหลิงซะ” 

 

ผู้ฟังเบิกตากว้างตกตะลึง ไม่นึกว่าประมุขจะเก็บเอาข้อเสนอของหัวหน้าหน่วยสี่ที่ฟังดูเหมือนไร้สาระมาใช้จริงๆ และด้วยกิริยาอาการเด่นชัดเช่นนี้ มิต้องพูดออกมา ผู้เป็นนายก็ทราบถึงความในใจ

 

“นี่เป็นแผนของข้าอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับจิ่งซื่อ” 

 

หวงหลี่เจี๋ยกล่าวพลางลุกเดินไปตรงกลางห้องที่มีแผ่นหนังผืนใหญ่ตั้งขึงอยู่ เป็นแผนที่แสดงอาณาบริเวณดินแดนแคว้นถง เขาชี้ไปยังจุดหนึ่งซึ่งห่างจากสัญลักษณ์เมืองหลวงไม่มาก

 

“พวกนั้นออกเดินทางเมื่อสองสามวันก่อน ลองคำนวณระยะเวลาดู รอให้ขบวนของหอเพลิงสุริยันผ่านตรงเชิงเขาชิงเสวี่ย(หิมะกระจ่าง) ให้เจ้าลงมือ แต่ห้ามใช้ดาบและกระบวนท่าของตัวเองเด็ดขาด”

 

“ขอรับท่านประมุข”

 

เฉียนเอ้อร์รับคำสั่งทั้งที่ในใจยังอึ้งไม่หาย แต่ในส่วนที่ต้องเก็บงำอาวุธและวิชาของตน เขาย่อมเข้าใจดี งานลับเช่นการลอบสังหารบุตรีประมุขหอเพลิงสุริยัน จำต้องระมัดระวังให้ถ้วนถี่ จะเปิดเผยร่องรอยมิได้แม้แต่น้อย ทว่ามีอีกเรื่องที่ยังติดใจ...

 

“ท่านประมุข เรื่องนี้ต้องปิดเป็นความลับแม้แต่กับหัวหน้าเซียวด้วยหรือ” 

 

เซียวอีไม่เพียงเป็นคนเก่าคนแก่ของพรรคมังกรทอง พี่สาวแท้ๆ ยังเป็นฮูหยินประมุข แม้นางจะล่วงลับไปนานแล้วก็ตาม เขายังคงยกย่องและจงรักภักดีต่อท่านประมุขยิ่ง เฉียนเอ้อร์จึงอดคลางแคลงมิได้

 

“ใช่ เรื่องนี้ห้ามบอกเซียวอี แต่นั่นมิใช่เพราะไม่ไว้ใจ เจ้าก็น่าจะรู้นิสัยเขาว่าเป็นคนยึดติดมิตรภาพ สมัยก่อนกับเยี่ยนตันก็มีความสนิทสนมกันไม่น้อย ส่วนเยี่ยนหลิง เขาเห็นนางตั้งแต่ยังเป็นทารก เมื่อถึงเวลาต้องลงมือเฉียบขาด เกรงจะใจอ่อนจนเสียการ”

 

“จริงอย่างที่ท่านประมุขว่า หัวหน้าเซียวเป็นคนเช่นนั้น ครั้งที่เจียงหาวถูกฮ่องเต้จับได้ว่าแฝงตัวเป็นสายลับ ต้องโทษทั้งตระกูล เขายังจะตามไปช่วยพี่น้องร่วมสาบานคนนี้ถึงในคุกหลวงโดยไม่เกรงอาญา และไม่สนว่าพรรคมังกรทองจะเดือดร้อน โชคดีที่เจียงหาวถูกทรมานตายในคุกก่อนสารภาพซัดทอดถึงท่านประมุข หาไม่แล้วพรรคมังกรทองคงเหลือแต่ชื่อ” 

 

“อืม...” หวงหลี่เจี๋ยหยุดถอนใจคราหนึ่งก่อนกล่าวต่อ “เจ้าแม้มุทะลุไปบ้าง แต่เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับพรรคเราเป็นอันดับหนึ่ง ดังนั้นงานนี้ถึงได้มอบหมายให้เจ้าทำ”

 

“ขอบคุณท่านประมุขที่ไว้ใจ”

 

เฉียนเอ้อร์ประคองมือคำนับ ใจยังคงเคารพเซียวอีไม่เสื่อมคลาย ทว่าการที่ฝ่ายนั้นเห็นแก่พี่น้องและสหายก่อนพรรคมังกรทอง เป็นเรื่องที่เขาไม่เห็นด้วยเลยจริงๆ 

 

“สำหรับข้า...มิตรภาพไม่ใช่สิ่งที่หยิบยื่นให้ฝ่ายเดียว อีกฝ่ายก็ต้องตอบกลับให้ทัดเทียม ดูสภาพพรรคมังกรทองของพวกเราตอนนี้สิ ในอดีตท่านประมุขรวบรวมพี่น้องชาวยุทธ์ช่วยต่อต้านกบฏ ส่งรัชทายาทขึ้นครองบัลลังก์ได้สำเร็จ แต่แล้วฮ่องเต้พระองค์นี้ตอบแทนท่านประมุขอย่างไร ...เฮอะ จงใจโดดเดี่ยวพรรคมังกร ลดทอนอำนาจเหลือแค่ภาคกลาง มาตอนนี้ยังจะวางแผนดองกับหอเพลิงสุริยัน ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าประสงค์ร้ายแน่นอน ข้ามีหรือจะงอมืองอเท้ารอให้คนเนรคุณมันมาเหยียบย่ำทำลายพวกเรา!” 

 

“เจ้าอย่าวู่วาม ข้าเองก็ไม่ยอมเช่นกัน ข้าเคยทำให้เขาขึ้นเป็นฮ่องเต้ได้ ก็ต้องดึงลงมาได้ และจะไม่ให้ลงแบบสบายๆ ด้วย เขาต้องชดใช้อย่างเจ็บปวดที่สุด!” หวงหลี่เจี๋ยขบฟันอย่างคับแค้น

 

เฉียนเอ้อร์เข้าใจว่าภายนอกประมุขต้องแสดงออกว่าจงรักภักดี ทั้งที่ตระหนักอยู่เต็มอกว่าฮ่องเต้คอยหาเรื่องพรรคมังกรทองตลอดเวลา พวกเขาถูกกดดันแต่ยังไม่ถึงกับจนตรอก คนมีพลังปราณ มีวรยุทธ์ ไหนเลยจะอยู่เฉยๆ รอถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว 

 

“งานนี้ลำบากเจ้าแล้ว การเก็บงำวิชาย่อมบั่นทอนฝีมือไปบ้าง ให้เจ้าเล็งที่เยี่ยนหลิงก็พอ ต่อให้ฆ่าไม่ได้ก็ทำให้นางเสียโฉมหรือพิการ เท่านี้ก็ไม่สามารถแต่งให้องค์ชายองค์ไหนๆ”

 

“งานที่ท่านประมุขมอบหมาย ข้าย่อมทำสุดความสามารถ แต่...ข้ายังเกรงว่ายามคับขันจะเผลอตัวเปิดเผยร่องรอย ขบวนของหอเพลิงสุริยันมียอดฝีมือมาด้วยไม่น้อย”

 

“เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องกังวล เพื่อให้เจ้าลงมือสะดวกขึ้น ข้าได้ส่งข่าวให้โจรภูเขาชิงเสวี่ย ให้พวกนั้นใช้คนมากเบี่ยงเบนความสนใจ”

 

...โจรภูเขา! 

 

“ท...ท่านประมุขติดต่อกับพวกนั้นด้วยหรือ?”

 

แววตาของหวงหลี่เจี๋ยคล้ำทะมึน เขาเอ่ยเสียงขรึม “ทำไมจะไม่ได้ เจ้าอย่าทะนงตนว่ามีพลังปราณ พวกเราคิดจะต่อกรกับโอรสสวรรค์ หากมัวเกี่ยงวิธีการก็ไม่มีทางบรรลุ โจรภูเขาพวกนั้นแม้ไร้พลังปราณแต่ก็พอมีคุณค่าอื่นให้ใช้สอย”

 

ได้ฟังเหตุผลจำเป็นเยี่ยงนี้ เฉียนเอ้อร์จึงค่อยสงบใจลงได้ ด้วยสถานการณ์ของพรรคมังกรทอง ไม่มีทางเลือกมากนัก แม้ผิดคุณธรรมไปบ้างก็ต้องทำ...ใครใช้ให้ฮ่องเต้บีบคั้นพวกเขาก่อนเล่า

 

“แต่ท่านประมุข...โจรภูเขาชิงเสวี่ยแม้มีจำนวนมากและเหิมเกริม ทว่าพวกมันจะกล้าลงมือกับขบวนของหอเพลิงสุริยันหรือ แต่ไรมาหากเป็นจอมยุทธ์จากสำนักทั้งสี่ทิศ พวกมันไม่เคยเสี่ยงแตะต้อง”

 

“คราวนี้ไม่เหมือนกัน ข้าได้ส่งข่าวไปแล้วว่าจะส่งยอดฝีมือไปช่วย ทันทีที่เจ้าลงมือ พวกมันตามแน่”

 

เฉียนเอ้อร์อึกอักลังเล “ท่านประมุข...ข้ายังสงสัยข้อหนึ่ง หากท่านไม่ต้องการให้คนอื่นรู้เรื่องเยี่ยนหลิง เหตุใดจึงต้องเรียกทุกคนมาบอกข่าว มิสู้เรียกข้าใช้งานแบบลับๆ” 

 

“ฮ่องเต้ต้องการยกย่องหอเพลิงสุริยัน นี่เป็นเรื่องใหญ่ จำเป็นต้องบอกให้ทุกคนรู้แต่เนิ่นๆ เพื่อเตรียมรับมือ ส่วนการลอบสังหารเยี่ยนหลิง อันที่จริงโอกาสสำเร็จน้อยมาก...”

 

หัวหน้าหน่วยสองได้ยินเยี่ยงนี้ถึงกับหน้าเหลอหลา ทว่าผู้เป็นประมุขยังคงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย

 

“ทำลายโฉมก็ดี คร่าชีวิตก็ช่าง เหล่านี้เป็นแค่ผลพลอยได้ จำไว้ว่าสำคัญที่สุดคือเจ้าห้ามเปิดเผยร่องรอยของตน ส่วนงานจะสำเร็จหรือไม่เป็นเรื่องรอง”

 

“เอ่อ...ถ้างานลุล่วงเป็นเรื่องรอง เช่นนั้นจุดประสงค์ของท่านประมุขคือ...” 

 

“เหตุผลนี้เจ้ายังไม่จำเป็นต้องรู้” หวงหลี่เจี๋ยโบกมือตัดบท “วางใจเถอะ ทำตามที่ข้าบอกก็พอ หากโชคเข้าข้างพวกเรา การสังหารเยี่ยนหลิงอาจจะสำเร็จก็เป็นได้ อีกอย่างยอดฝีมือที่ลงแรงในครั้งนี้ ไม่แน่ว่ามีเจ้าแค่คนเดียว...”

 

“ยังมีหัวหน้าหน่วยอื่นไปด้วยหรือ?”

 

ผู้เป็นประมุขส่ายหน้าช้าๆ “บอกแล้วว่าคนอื่นไม่อาจรับงานนี้ ชิวซานควบคุมสติอารมณ์ไม่ค่อยได้ ส่วนจิ่งซื่อ เห็นทำเป็นพูดแนะเรื่องฆ่าคนไปอย่างนั้นเอง เจ้าก็น่าจะรู้นิสัยเขา พูดอะไรไม่คิด เอาแต่เล่น ทั้งจิ่งซื่อและเหยียนอู่ สองคนนี้เคยเห็นเยี่ยนหลิงมาแต่เล็กแต่น้อย คงยากที่จะลงมือกับนาง คนอื่นๆ ยิ่งใช้ไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึง งานนี้พรรคมังกรทองเราส่งคนไปยิ่งน้อยยิ่งดี เลี่ยงการถูกพัวพันให้มากที่สุด”

 

“อ้าว...” เฉียนเอ้อร์ยังไม่เข้าใจ “แล้วที่ท่านประมุขบอกว่าไม่ได้มีแค่ข้าคนเดียว...” 

 

มุมปากของหวงหลี่เจี๋ยโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็น

 

“ศัตรูของหอเพลิงสุริยันใช่ว่าจะมีแต่พวกเราเสียที่ไหน”


 ---------------- จบบทที่ 5 ---------------

 

[1]หลี่ (ลี้) คือหน่วยวัดระยะทางสมัยจีนโบราณ, ปัจจุบันกำหนดให้ 1 หลี่ เท่ากับประมาณ 500 เมตร

[2]ต้นเฟิง (ต้นเมเปิล) ในฤดูใบไม้ร่วงใบจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองตามด้วยสีแดงจึงเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของฤดูนี้

 

----------------------------------------------

 

มาช้าหน่อยนะคะ ขอโทษจริงๆ 

ช่วงนี้ที่บ้านมีเรื่องยุ่งๆ ตาผ่าตัด แม่ไปเฝ้าที่รพ. หลันอยู่บ้านเฝ้ายายซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียง แล้วเมื่อหลายวันก่อนหลันก็เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบด้วยค่ะ TvT วุ่นวายเลย

ขออภัยคนที่รอด้วยนะคะ

 

ป.ล. บทนี้เนื้อหายาวประมาณสองบทนะคะ ต้องออกตัวไว้ก่อน(อีกแล้ว)เพราะเดี๋ยวบทอื่นๆ มาปกติแล้วจะนึกว่าทำไมมันสั้นไรงี้อะค่ะ 

 

--------------------------------------------------

ติดตามผลงานและพูดคุยกันได้ที่เพจ อาหลัน

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 44 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

39 ความคิดเห็น

  1. #27 eeyorepink (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 มกราคม 2564 / 14:07
    ทำไมบ้านน้องถึงวางใจอีตาประมุขพรรคมังกรทองได้เนี่ย รอดูนางเอกแสดงความสามารถอยู่นะคะ
    #27
    1
    • #27-1 อาหลัน 阿兰(จากตอนที่ 6)
      31 มกราคม 2564 / 19:25
      ไม่ถึงกับวางใจค่ะ แต่เข้าใจว่าอีกฝ่ายไม่มีทางรู้ข่าวลับ เลยคิดว่าไม่น่ามีเหตุผลเร่งด่วนจะมาลอบฆ่าน้องน่ะค่ะ รอดูกันน้า ขอบคุณค่า^^
      #27-1
  2. #19 Cnpt (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 มกราคม 2564 / 13:52
    อ้าว ส่งให้ใครเนี่ย หรือเกลือจะเป็นหนอน!
    #19
    1
    • #19-1 อาหลัน 阿兰(จากตอนที่ 6)
      15 มกราคม 2564 / 23:02
      รอดูกันค่า^^
      #19-1
  3. #10 mooda (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2563 / 21:26
    ขอให้ทุกคนสุขภาพแข็งแรง หายไวไวนะคะ
    ช่วงนี้คิดถึงจะกลับไปทวนเสี่ยวม่านม่านสักรอบก่อนแลัวมานั่งรอต่อค่ะ
    #10
    1
    • #10-1 อาหลัน 阿兰(จากตอนที่ 6)
      24 ตุลาคม 2563 / 18:55
      ขอบคุณมากๆ เลยนะคะ >.< ช่วงนี้รอนานนิดนึงน้า
      #10-1