บุรุษผู้นี้มิใช่สามัญ สตรีนางนั้นก็มิใช่ธรรมดา 笑里藏刀

ตอนที่ 4 : บทที่ 3 สมรสพระราชทาน?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 533
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 50 ครั้ง
    15 ม.ค. 64

บทที่สาม

สมรสพระราชทาน?

 

เยี่ยนหลิงถึงกับพูดไม่ออก มิทราบควรจะหัวเราะหรือร่ำไห้ดี...

 

ช่วงสายเพิ่งถูกซูเหมยเหม่ยเหน็บว่าไม่มีบุรุษตระกูลใหญ่มาเหลียวแล มีหวังแห้งเหี่ยวคาหอเพลิงสุริยัน ตกบ่ายบิดากลับบอกว่าฮ่องเต้ทรงทาบทามนางให้องค์ชายห้าเสียอย่างนั้น

 

“ท่านพี่...องค์ชายห้าถูกเนรเทศไปชายแดนทุรกันดาร ทั้งยังกักบริเวณสิบปีมิใช่หรือ จะแต่งงานได้อย่างไร” หงไช่อี้ถามสามี

 

“สิบปีมันยาวนานจนผู้คนลืมเลือนไปหมด แต่ฝ่าบาททรงเป็นบิดาย่อมยังคงระลึกถึง สารทปีนี้ก็จะครบกำหนดโทษขององค์ชายห้าแล้ว”

 

“จริงสิ เหตุการณ์ครั้งนั้น... สิบปีแล้วสินะ...”

 

“ฝ่าบาทตรัสว่าทรงถูกพระทัยหลิงเอ๋อร์ แต่หากพูดกันตามตรงก็คงต้องกล่าวว่าถูกพระทัยที่จะเกี่ยวดองกับหอเพลิงสุริยันด้วย ทว่าชาวยุทธ์อย่างพวกเรา ถ้าบุตรสาวต้องแต่งไปเป็นชายารอง พระองค์ก็เกรงจะรานน้ำใจกันเกินไป ในบรรดาพระโอรสมีเพียงองค์ชายห้าซึ่งถูกเนรเทศตั้งแต่อายุสิบสองจึงยังไม่มีชายา หากหลิงเอ๋อร์แต่งให้เขาก็จะเป็นชายาเอกที่ฝ่าบาทพระราชทานสมรสอย่างสมเกียรติ” สีหน้าของคนเป็นบิดาเคร่งเครียดยิ่ง รู้สึกว่ากลับจากเมืองหลวงครานี้ตนมีผมหงอกเพิ่มขึ้นมาอีกหลายเส้น 

 

“ลูกไม่แต่ง” หลังรวบรวมสติคืนกลับมาเยี่ยนหลิงก็หน้ามุ่ย ปฏิเสธทันที 

 

สองสามีภรรยาสกุลเยี่ยนไม่เคยมีความคิดบังคับจิตใจลูกเรื่องแต่งงานอยู่แล้ว ทว่าครั้นหงไช่อี้เริ่มสงบใจไตร่ตรองสถานการณ์ ก็ตระหนักความจริงข้อหนึ่งที่ว่าบุตรสาวปีนี้อายุครบสิบแปด ช้าเร็วก็ต้องแต่งออกไป ...ซึ่งหากลองพิจารณาโดยปราศจากอคติ องค์ชายห้าก็เป็นทางเลือกที่ดีทีเดียว

 

“หลิงเอ๋อร์...ตอนที่เกิดเหตุกับองค์ชายห้า เจ้ายังเด็กนักย่อมไม่ทราบความ เรื่องถูกเนรเทศนั่นที่จริงไม่ใช่ความผิดของเขาเลย”

 

“ใช่” เยี่ยนตันกล่าวเสริม “อิ๋งกุ้ยเฟยมารดาขององค์ชายถูกจับได้ว่าลอบมีสัมพันธ์กับขันทีในตำหนัก สองคนถูกตัดสินประหารชีวิต ส่วนองค์ชายห้าถูกเนรเทศไปชายแดนรกร้าง กำหนดโทษสิบปี”

 

“อ้าว ไม่ยุติธรรมนี่นา องค์ชายเกี่ยวอะไรด้วยเล่า” เยี่ยนหลิงนิ่วหน้า...นางไม่อยากแต่งให้เขาก็จริง แต่ครั้นได้ยินเช่นนี้ก็ไม่ค่อยชอบใจนัก

 

“โทษประหารเก้าชั่วโคตรยังมี ความผิดร้ายแรงของสนมย่อมส่งผลกระทบถึงโอรสไม่มากก็น้อย เจ้าก็น่าจะรู้...โลกนี้หาความยุติธรรมยากยิ่งอยู่แล้ว และผลสรุปของทุกเรื่องราวไม่มีวันถูกต้องตรงใจใครต่อใครไปเสียทั้งหมด 

 

ในใจของทุกคนรู้ถูกผิด แต่ในใจของทุกคนก็มีความรักมีความเกลียด ยุติธรรมสำหรับคนผู้หนึ่ง แต่ผู้อื่นอาจคัดค้าน รู้สึกว่าตนถูกเอาเปรียบก็เป็นได้ เจ้าคิดว่าองค์ชายห้าไม่ควรโดนเนรเทศ ส่วนพระสนมและองค์ชายองค์อื่นๆ อาจคิดว่าโทษน้อยไป 

 

ทว่า...ใครจะเห็นดีเห็นต่างอย่างไรก็ไม่มีผล เมื่อฮ่องเต้ทรงตัดสินพระทัยแล้วว่าโทษทัณฑ์นี้เหมาะสม...ก็ย่อมต้องเป็นไปตามนั้น”

 

“แบบนี้องค์ชายห้าก็น่าสงสารน่ะสิ” เยี่ยนหลิงบ่นอุบอิบแต่แล้วก็นึกขึ้นได้ ร้อนรนกล่าว “ลูกเห็นใจเขา แต่ไม่ได้หมายความว่าลูกจะแต่งให้เขานะ!”

 

“หลิงเอ๋อร์...ใจเย็นก่อน” หงไช่อี้ลูบหลังบุตรสาวปลอบประโลม “ยังอีกหลายเดือนกว่าจะสารท หรือสุดท้ายหากหลีกเลี่ยงไม่พ้นจริงๆ การที่เจ้าแต่งกับเขาก็มิใช่เรื่องเลวร้าย ฝ่าบาทยังไม่ทรงแต่งตั้งรัชทายาทก็จริง แต่ถึงอย่างไรองค์ชายห้าคงหมดสิทธิ์ในราชบัลลังก์ไปแล้ว องค์ชายองค์อื่นๆ ย่อมไม่เห็นเขาเป็นคู่แข่ง เคราะห์กรรมอันเนื่องจากมารดาผ่านพ้นไป นับแต่นี้ก็ไม่ควรมีเรื่องยุ่งยากอันใดอีก”

 

“ฮูหยิน...เจ้ายังไม่เข้าใจ” ผู้เป็นสามีส่ายหน้าช้าๆ “นับแต่รับโทษทัณฑ์เมื่อสิบปีก่อน ชะตาขององค์ชายห้าก็ถูกกำหนดให้มิอาจอยู่อย่างสงบแล้ว”

 

คิ้วเรียวงามของฮูหยินประมุขหอเพลิงสุริยันขมวดน้อยๆ “ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นเล่า”

 

“ถ้าตอนนั้นฝ่าบาททรงลงโทษมารดาละเว้นบุตร เมื่อเขาเติบใหญ่ก็พระราชทานบรรดาศักดิ์อ๋องสักตำแหน่งพร้อมตำหนักนอกวังหลวง องค์ชายห้าก็คงได้อยู่อย่างเงียบๆ เป็นท่านอ๋องจืดจาง ไม่ได้รับบทบาทสำคัญ ไม่มีโอกาสเข้าร่วมชิงบัลลังก์ เพราะถึงอย่างไรมลทินของมารดาก็ยังติดตามตัวเป็นเงารางๆ

 

ทว่าฝ่าบาททรงเนรเทศและกักบริเวณเขาถึงสิบปี สำหรับความผิดที่เจ้าตัวมิได้เป็นผู้ก่อ สำหรับเด็กอายุสิบสองคนหนึ่งที่ต้องมารับโทษหนักหนาถึงเพียงนี้ หากจะมีรอยด่างพร้อยใดๆ อยู่ก่อนหน้า วันนี้ย่อมสามารถหักล้างไปหมดสิ้นแล้ว ต่อให้ขุนนางที่สนับสนุนองค์ชายองค์อื่นๆ อยากถวายฎีกากีดกันก็ไร้ซึ่งเหตุผลอันสมควรจะยกมาอ้าง” 

 

“ท่านพี่...แต่อย่างไรองค์ชายห้าก็ได้ชื่อว่าเป็นบุตรของผู้กระทำเสื่อมเสีย อีกทั้งอิ๋งกุ้ยเฟยเองความเป็นมาก็ไม่แน่ชัด เป็นสตรีที่บังเอิญช่วยเหลือฝ่าบาทระหว่างเสด็จเยือนภาคตะวันออก คงมิได้มาจากตระกูลใหญ่ หาไม่แล้วฝ่าบาทคงไม่ต้องปิดบังชื่อแซ่ที่แท้จริงของนาง บางทีพวกขุนนางอาจยกเรื่องนี้มากดเขา” หงไช่อี้ตั้งข้อสังเกต

 

“หากเป็นราชสำนักแคว้นอื่นนี่อาจเป็นเหตุผลที่พอฟังขึ้น แต่สภาพการณ์ของต้าถงเรานั้นต่างออกไป ตั้งแต่รัชกาลก่อนแล้วที่ทายาทมังกรมีจำนวนไม่มาก อดีตฮ่องเต้ถึงกับต้องทรงตรากฎมณเฑียรบาลเกี่ยวกับโทษของเชื้อพระวงศ์ขึ้นมาใหม่...ความผิดมารดาไม่ว่าใหญ่โตแค่ไหน หากพิสูจน์ได้ว่าองค์ชายไม่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ถือเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่ต้องรับโทษ หรือในกรณีที่องค์ชายกระทำความผิดจริง ยังให้ยกเว้นโทษตาย

 

ฮ่องเต้ต้าถงองค์ปัจจุบันทรงมีพระโอรสเพียงห้าพระองค์ เจ้าลองคิดดูสิว่าตอนนี้ยังเหลือองค์ใดบ้างที่พอจะมีสิทธิ์ครอบครองตำหนักบูรพา[1]

 

ครั้นนึกทบทวนตามที่สามีบอก นางก็พลันตระหนักว่าสถานการณ์ของผู้สืบบัลลังก์ต้าถงดูท่าจะลำบากจริงๆ ...

 

หงไช่อี้จำได้แม่นยำในคราวองค์ชายสี่...รัชศกเซียนเหอปีที่สาม ตอนนั้นองค์ชายน้อยเพิ่งประสูติได้เพียงสามเดือนก็ประชวรไข้ประหลาด กระทั่งหมอหลวงยังอับจนหนทาง นางกับสามีกำลังอยู่ระหว่างเดินทางตรวจตราพื้นที่แถบทิศใต้ ส่วนบิดาของนางซึ่งมีชื่อเสียงเชี่ยวชาญวิชาแพทย์ก็เร้นกายจากยุทธภพตั้งแต่ปีก่อนแล้ว 

 

ฮ่องเต้มีพระบัญชาเรียกตัวนางเข้าวังทว่าก็ไม่ทันการณ์ เพียงไม่กี่วันหลังจากที่ฮ่องเต้ทรงสั่งการหวงหลี่เจี๋ย องค์ชายสี่ก็ล่วงหน้าไปปรโลก ส่วนเจินกุ้ยเฟยก็ตรอมพระทัยกระอักพระโลหิตสิ้นพระชนม์ตามพระโอรสน้อยไปติดๆ  

 

เจินกุ้ยเฟยเป็นสตรีที่ครองพระทัยฮ่องเต้มาตลอดช่วงสองปีที่นางก้าวเข้าสู่วังหลัง หญิงสาวจากจวนแม่ทัพสยบประจิมผู้นี้กลายเป็นนางในที่เลื่อนขั้นรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ อีกทั้งองค์ชายสี่ยังประสูติพร้อมปราณแรกกำเนิดซึ่งหายากยิ่งในหมู่เชื้อพระวงศ์ เหตุการณ์ครั้งนั้นจึงทำให้ฮ่องเต้ทรงเศร้าโศกอย่างยิ่ง

 

จนเมื่อปีถัดมาฮ่องเต้เสด็จเยือนภาคตะวันออก ระหว่างทางได้รับความช่วยเหลือจากสตรีที่คาดว่าจะเป็นชาวยุทธ์ ภายหลังทรงรับเข้าวังและต่อมานางได้ให้กำเนิดองค์ชายห้าซึ่งเป็นทายาทมังกรที่มีพลังปราณ พระองค์ค่อยคลายความโทมนัสจากการสูญเสียเจินกุ้ยเฟยกับองค์ชายสี่ 

 

องค์ชายห้าเจริญวัยสิบชันษาฉายแววเก่งกาจทั้งบุ๋นบู๊ ฮ่องเต้ทรงปลาบปลื้มเป็นที่สุด มารดาได้อานิสงส์จากบุตรน้อยเลื่อนขั้นเป็นกุ้ยเฟย ทว่าหลังจากนั้นเพียงสองปีก็เกิดเหตุการณ์สะเทือนวังหลัง อิ๋งกุ้ยเฟยถูกจับได้ว่าลักลอบมีสัมพันธ์กับขันทีในตำหนัก องค์ชายห้าจึงพลอยรับโทษ โดนเนรเทศไปชายแดนและกักบริเวณสิบปี 

 

ในปีที่สิบเก้าของรัชศกเซียนเหอ คราวเคราะห์ของราชวงศ์ถงยังไม่จบสิ้น องค์ชายใหญ่วางแผนร้ายหมายสังหารองค์ชายรอง โชคดีที่องค์ชายรองแคล้วคลาด จากเหตุการณ์นี้ฮ่องเต้ทรงปลดองค์ชายใหญ่เป็นสามัญชน ถอดพระนามจากบัญชีเชื้อพระวงศ์ และให้จองจำคุกหลวงตลอดชีวิต... 

 

“ข้าเข้าใจแล้ว องค์ชายที่อยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงทุกวันนี้มีเพียงสองพระองค์ คือองค์ชายรองฉีอ๋องกับองค์ชายสามรุ่ยอ๋อง...นี่ออกจะเป็นตัวเลือกที่น้อยเกินไปจริงๆ” หงไช่อี้ครุ่นคิด ทว่าก็ยังมีจุดที่ไม่ค่อยกระจ่างนัก “ทั้งสองได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์อ๋องขั้นหนึ่งชั้นเอกซึ่งเป็นขั้นสูงสุดทัดเทียมกัน แต่พระมารดาของฉีอ๋องคือฮองเฮา ศักดิ์ฐานะย่อมสูงกว่ารุ่ยอ๋อง เหตุใดฮ่องเต้ไม่ทรงแต่งตั้งฉีอ๋องเป็นรัชทายาทเล่า” 

 

“น่าแปลกใช่หรือไม่ จนถึงตอนนี้ตำหนักบูรพายังคงไร้เจ้าของ ฉีอ๋องเป็นโอรสเฉาฮองเฮา อายุยี่สิบเก้าปีแล้ว แม้ความสามารถค่อนข้างธรรมดาแต่ก็ไม่เคยกระทำความผิด กระนั้นฝ่าบาทก็ไม่ทรงแต่งตั้งเขาเป็นรัชทายาท ขุนนางถวายฎีกามากมายก็ทรงเพิกเฉยคล้ายว่าทรงประวิงเวลารออะไรบางอย่าง...”

 

“หรือท่านพี่คิดว่าฝ่าบาททรงรอองค์ชายห้า? ...หมายความว่าทรงเลือกเขาเป็นผู้สืบบัลลังก์?” 

 

“ข้าคิดว่าฝ่าบาททรงรอองค์ชายห้าพ้นโทษจริง แต่จะทรงยกบัลลังก์มังกรให้หรือไม่...นั่นยังไม่สามารถด่วนสรุป อาจแค่รอให้ผู้มีสิทธิ์อยู่พร้อมหน้าค่อยเริ่มเปิดศึกรอบสุดท้ายอย่างเป็นทางการก็ได้”

 

“เช่นนั้นองค์ชายห้ากลับมาคราวนี้ก็ไม่พ้นถูกม้วนเข้าสู่วังวนชิงบัลลังก์น่ะสิ” หงไช่อี้หน้านิ่ว โอบไหล่บุตรสาวอย่างเป็นกังวล 

 

“ท่านพ่อ...ลูกว่ามันพิกลๆ” เยี่ยนหลิงที่นั่งฟังเงียบๆ มานานสบโอกาสถามบ้าง “ฝ่าบาททรงมีพระโอรสห้าพระองค์ แต่เหลืออยู่ร่วมชิงบัลลังก์แค่สองกับอีกหนึ่งที่ถูกกักบริเวณชายแดน ต้าถงของเราออกจะยิ่งใหญ่ สวรรค์จะลิขิตให้ซวยซ้ำซวยซ้อนปานนั้นเชียวหรือ” 

 

“หลิงเอ๋อร์! เจ้าอย่าเที่ยวพูดจาเหลวไหลเยี่ยงนี้!” เยี่ยนตันนิ่วหน้า 

 

“เกิดเหตุกับพระสนม เกิดเหตุกับองค์ชาย มีหรือฝ่าบาทจะไม่ทรงสืบสวนหาสาเหตุหาผู้บงการ โดยเฉพาะกรณีเจินกุ้ยเฟยซึ่งเป็นสนมคนโปรด องค์ชายสี่ยังเป็นพระโอรสองค์แรกที่มีพลังปราณซึ่งทรงรอคอยมาโดยตลอด พระองค์ได้ให้สำนักแพทย์หลวงตรวจสอบจนแน่ชัดแล้วว่ามิได้มีสาเหตุจากพิษ แต่อาการป่วยขององค์ชายเป็นลักษณะโรคที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สุดท้ายจึงทำได้เพียงกล่าวโทษโชคชะตา”

 

หงไช่อี้กล่าวเสริม “ตอนนั้นหมอหลวงทดสอบโลหิตขององค์ชายสี่ พบว่ายังคงเป็นสีแดงและไม่เปลี่ยนเข็มเงินเป็นสีดำ ย่อมหมายความว่ามิได้ต้องยาพิษ อีกทั้งอาการก็ไม่ตรงกับผลร้ายของพิษใดๆ ฟังว่าไข้ขององค์ชายสี่ประหลาดนัก ผื่นขึ้นทั่วตัว มือเท้าบวม ปากลิ้นและดวงตาแดงก่ำ รอยโรคเช่นนี้ไม่เคยปรากฏที่ใดจริงๆ ครั้งนั้นต่อให้แม่กลับมาทันตรวจองค์ชายน้อยก็เกรงว่าคงมิอาจรักษาได้”

 

เยี่ยนหลิงค่อยเข้าใจรายละเอียดปลีกย่อยของเหตุครั้งนั้น เพราะนางศึกษาวิชาแพทย์และพิษจากมารดามาตั้งแต่เด็ก ก็ไม่เคยเจออาการทำนองนี้จากตำราเล่มไหนๆ เช่นกัน 

 

“ส่วนกรณีของอิ๋งกุ้ยเฟยมารดาองค์ชายห้าและกรณีขององค์ชายใหญ่ หลักฐานชัดเจนแน่นหนา จึงต้องรับโทษอย่างมิอาจแก้ตัว ดังนั้นผู้มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์ในวันนี้จึงเหลือเพียงฉีอ๋องกับรุ่ยอ๋อง” เยี่ยนตันสรุปสั้นๆ “รอดูไปเถอะ องค์ชายห้ากลับมาเมื่อไร ฝ่าบาทมีหรือจะไม่ใช้เขาถ่วงอำนาจฉีอ๋องกับเฉาฮองเฮา”

 

“ก็ยังมีรุ่ยอ๋องอีกคนไม่ใช่หรือท่านพ่อ ทำไมฝ่าบาทไม่ทรงให้เขาเล่นงัดข้อกับฉีอ๋องไปพลางๆ ก่อน” 

 

“รุ่ยอ๋องนั้นเป็นที่แน่นอนว่าใช้ในการนี้ไม่ได้”  

 

“อ้าว...”

 

“เสียนเฟยมารดาของรุ่ยอ๋องมาจากจวนเสนาบดีกรมพิธีการสกุลจี ทว่ามารดาของพระสนมนั้นแซ่เฉา แต่เป็นตระกูลเฉาสายรองมิใช่สายหลักอย่างเฉาฮองเฮา อาจด้วยสาเหตุนี้ท่าทีที่รุ่ยอ๋องมีต่อฉีอ๋อง... อืม...” 

 

เยี่ยนตันหยุดไปครู่หนึ่ง คิดหาถ้อยคำมาอธิบาย 

 

“...ถ้าพูดแบบไว้พระพักตร์เชื้อพระวงศ์ก็ต้องเรียกว่าทรงโอนอ่อนคล้อยตามฉีอ๋องเกินไป”

 

“แล้วถ้าพูดตรงๆ ไม่ต้องเห็นแก่ที่เป็นเชื้อพระวงศ์เล่า”

 

“เฮอะ...” ประมุขหอเพลิงสุริยันโคลงศีรษะยิ้มหยัน “พูดตามที่เห็นก็คือรุ่ยอ๋องคอยตามฉีอ๋องต้อยๆ ราวกับสุนัขเชื่องๆ ตัวหนึ่ง แล้วจะให้ฝ่าบาททรงใช้สอยอะไรได้” 

 

“อ้อ...เช่นนี้นี่เอง หากจะมีองค์ชายสักพระองค์คานอำนาจกับทางนั้นก็เหลือแต่องค์ชายห้าแล้ว” เยี่ยนหลิงพยักหน้าหงึกหงัก

 

“ท่านพี่...แต่องค์ชายห้าตัวคนเดียว ไม่มีตระกูลมารดาหนุนหลัง ทั้งยังห่างราชสำนักไปตั้งแต่เยาวว์วัยจะเอาอะไรไปสู้กับฉีอ๋องและเฉาฮองเฮา” หงไช่อี้ยังคลางแคลง 

 

“เจ้าอย่าลืมว่าอย่างไรองค์ชายห้าก็ประสูติพร้อมปราณแรกกำเนิด ทั้งยังปรีชาสามารถบุ๋นบู๊ ฝ่าบาททรงยกย่องเชิดชูผู้มีพลังปราณมาแต่ไหนแต่ไร ขุนนางที่เล็งเห็นจุดนี้ แบ่งฝักฝ่ายมาสนับสนุนเขาย่อมต้องมีบ้างไม่มากก็น้อย”  

 

“เช่นนั้นเรื่องที่ฝ่าบาททรงทาบทามหลิงเอ๋อร์ให้องค์ชายห้า พวกเราจะทำอย่างไรกันดี”

 

“ลูกไม่แต่ง! ลูกจะไปเมืองหลวงขอเข้าเฝ้า!” 

 

ครานี้เยี่ยนหลิงผุดลุกยืนขึ้นพรวดพราดจึงถูกบิดาถลึงมองตำหนิ

 

“หลิงเอ๋อร์! นั่งลง! ถึงแม้ตอนเด็กๆ ฝ่าบาททรงเคยเอ็นดูเจ้าถึงขั้นพระราชทานป้ายทองอาญาสิทธิ์ให้ แต่อย่าลืมว่าหลักใหญ่นั่นก็เพราะเจ้าเป็นคนของหอเพลิงสุริยัน”

 

หญิงสาวชะงักนิ่งงันไป ทว่ามิใช่เพราะเนื้อความในประโยค เป็นคำว่า ‘ป้ายทองอาญาสิทธิ์’ ที่ทำให้หวนระลึกถึงเหตุการณ์วันที่ฮ่องเต้พระราชทานสิ่งนี้แก่นาง...

 

ปีนั้นหอเพลิงสุริยันเพิ่งสร้างเสร็จสมบูรณ์ทั้งตัวอาคารล้อมรอบและหอหลัก ฮ่องเต้จึงเสด็จมาเยี่ยมชม เยี่ยนหลิงสมัยอยู่เมืองหลวงที่พรรคมังกรทองเคยมีโอกาสเข้าเฝ้าอยู่หลายครั้ง พระองค์ทรงแสดงความห่วงใยอาการป่วยเรื้อรังของนางมาโดยตลอด ครั้นเมื่อร่างกายหายดีแข็งแรงจนสามารถร่ายรำกระบวนท่าเพลงดาบของหอเพลิงสุริยันต่อหน้าพระพักตร์ จึงทรงชื่นชมพร้อมทั้งพระราชทานของล้ำค่ามากมาย

 

ตอนที่เข้าไปรับรางวัล ฮ่องเต้ยังทรงพูดคุยสั้นๆ กับนางด้วย เรื่องนี้บิดาไม่ทราบเพราะกำลังวุ่นกับการเตรียมคนแสดงฝีมือเชิงยุทธ์รอบถัดไป ส่วนมารดาก็ตั้งครรภ์แก่ใกล้คลอดเต็มที หลังออกมารับเสด็จช่วงเช้าก็ต้องเข้าไปพักผ่อน ประกอบกับนางยังเด็กมิได้นำมาใคร่ครวญลึกซึ้ง ด้วยเห็นว่าเป็นบทสนทนาธรรมดาจึงไม่คิดว่าจำเป็นต้องเล่าให้บิดามารดาฟัง...

 

 

“อาหลิง...เราได้ยินว่าปีนี้เจ้าอายุสิบสอง อีกสามปีก็จะลุวัยปักปิ่น เจ้าคิดอยากแต่งงานอายุเท่าไรเล่า” จู่ๆ ฮ่องเต้ก็ตรัสถาม

 

“อืม...” เยี่ยนหลิงเอียงคอครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งจึงตอบ “ทูลฝ่าบาท...อาหลิงว่า...น่าจะสัก...สิบแปดปีเพคะ”

 

“หืม?” ฮ่องเต้ทรงเลิกพระขนงเล็กน้อยก่อนแย้มพระโอษฐ์ “ดี...พอดีเลย ว่าแต่...ทำไมต้องเป็นสิบแปดปีเล่า อีกตั้งหกปี”

 

“ทูลฝ่าบาท อาหลิงต้องฝึกฝนการต่อสู้ก่อน ต้องเก่งกว่านี้มากๆ ไม่งั้นถ้าแต่งออกไปแล้วโดนสามีรังแกจะตอบโต้ไม่ได้เพคะ”

 

“ฮ่าๆๆ!” 

 

ฮ่องเต้ทรงพระสรวลดังลั่น กระทั่งหวังกงกงที่ถวายการรับใช้อยู้ข้างๆ ยังหัวเราะตามไปด้วย 

 

“ยายหนูน้อย...ใครจะกล้ารังแกเจ้ากัน หากสามีในอนาคตของเจ้าขวัญกล้าบังอาจถึงเพียงนั้น เราจะจัดการเอง”

 

 

จากนั้นพระองค์ก็พระราชทานป้ายทองอาญาสิทธิ์ ...ป้ายทองคำขนาดครึ่งฝ่ามือที่มีตรามังกรห้าเล็บ เมื่อพลิกด้านหลังจะพบวันเดือนปีที่รับมอบและชื่อของนางสลักไว้ 

 

สิ่งของที่เปรียบเสมือนตัวแทนโอรสสวรรค์นี้ ทั้งวัสดุและลวดลายถูกออกแบบขึ้นอย่างวิจิตรซับซ้อนโดยกองตราประทับของวังหลวง ยากต่อการปลอมแปลง อีกทั้งมีการจารึกนามของคนที่รับพระราชทานเพื่อมิให้ผู้อื่นนำไปใช้ประโยชน์ได้ ของที่มีความพิเศษเยี่ยงนี้ย่อมต้องตระเตรียมล่วงหน้า มิใช่ว่าฮ่องเต้ถูกพระทัยจะพระราชทานให้ใครก็เรียกหามาได้เลยทันทีเสียที่ไหน

 

เมื่อบิดาทราบว่าฮ่องเต้พระราชทานป้ายทองอาญาสิทธิ์แก่บุตรสาว ยังคิดในทำนองว่าพระองค์ทรงซื้อใจหอเพลิงสุริยัน ซึ่งก็ไม่แปลกอันใด นางและมารดาก็เข้าใจไปตามนั้น  

 

ทว่ายามนี้เยี่ยนหลิงลองนึกทบทวนประโยคของฮ่องเต้อย่างละเอียดก็พบจุดที่น่ากังขา...

 

ที่นางทูลว่าต้องฝึกฝนการต่อสู้ให้เก่งก่อนแล้วถึงจะแต่งงาน นั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลจากใจจริง ส่วนที่ว่าอายุสิบแปดนั้นเพียงเลือกตอบไปส่งๆ เพราะเห็นว่าสตรีชาวถงส่วนใหญ่มักออกเรือนในวัยสิบห้าถึงสิบเจ็ดปี สิบแปดเกินมาแค่เล็กน้อยคิดว่าผู้อาวุโสเช่นฮ่องเต้คงไม่ทรงตำหนิว่าไกลไป ทว่าพระองค์กลับแย้มพระสรวล ตรัสว่า ‘ดี...พอดีเลย’ นั่นหมายความว่าอย่างไร...ทำไมแต่งอายุสิบแปดจึงดี? 

 

ตอนนั้นนางไม่ฉุกใจสงสัยว่าดีอะไร? พอดีอะไร? มาวันนี้จึงทราบคำตอบ... นั่นเป็นเพราะปีที่นางอายุสิบแปด องค์ชายห้าก็จะครบกำหนดพ้นโทษพอดี!   

 

...ที่แท้เรื่องทาบทามนางให้องค์ชายห้าอะไรนั่น ฮ่องเต้มีพระดำริไว้แล้วตั้งแต่ตอนนั้น 

 

ครั้นเรื่องราวกระจ่างแจ้ง เยี่ยนหลิงจึงเล่าบทสนทนาเมื่อหลายปีก่อนให้บิดามารดารับทราบ หงไช่อี้ฟังแล้วถึงกับปลงตก หากฮ่องเต้ทรงตัดสินพระทัยไว้ตั้งแต่วันนั้นก็ไม่มีสิ่งใดจะมาเปลี่ยนแปลงชะตาของบุตรสาวนางได้อีก ส่วนเยี่ยนตันก็โคลงศีรษะทอดถอนใจ

 

“รู้อย่างนี้แล้วเจ้ายังจะดึงดันไปเข้าเฝ้าอีกรึ”

 

“ท่านพ่อท่านแม่ หากฝ่าบาททรงคิดรวบรัดจริงก็ไม่จำเป็นต้องเปรยกับท่านพ่อเป็นการส่วนพระองค์ แค่ออกราชโองการมา ต่อให้ไม่อยากแต่งแค่ไหน แต่เบื้องหลังลูกยังมีครอบครัวมีหอเพลิงสุริยัน มีหรือจะกล้าขัดขืน ทว่าทรงทำเช่นนี้แสดงว่ายังเว้นทางรอดให้ลูก...ยังทรงเมตตาลูกอยู่บ้าง”

 

“หลิงเอ๋อร์... แม่ว่าค่อยๆ คิดหาหนทางกันไป สารทยังอีกหลายเดือน และใช่ว่าเขาพ้นโทษกลับมาแล้วจะตบแต่งเลยเสียเมื่อไร อย่างเร็วก็คงปีหน้า พวกเรารอดูสถานการณ์กันก่อนเถิด”

 

“ท่านพ่อท่านแม่ อย่างไรลูกก็ต้องเข้าเฝ้า ลูกไม่ยินดีแต่งให้องค์ชายห้า ไม่เกี่ยวกับที่เขาเคยต้องโทษหรือที่เขาจะถูกผลักดันเข้าสู่วังวนอันตรายอย่างการช่วงชิงบัลลังก์ แต่เพราะ...” 

 

เยี่ยนหลิงเว้นจังหวะ นางเหลือบสบตาบิดามารดาแวบหนึ่ง สูดหายใจลึกก่อนเอ่ยต่อ 

 

“...เพราะลูกมีคนในใจอยู่แล้ว”

 

“หา!?”

 

ถ้อยคำของบุตรสาวทำเอาสองสามีภรรยาตกใจจนแทบพลัดจากเก้าอี้

 

“เป็นใคร? ใช่คนหอเพลิงสุริยันหรือไม่!” เยี่ยนตันถามทันที

 

แก้มขาวๆ ของเยี่ยนหลิงยามนี้ซับเลือดฝาดจนเป็นสีระเรื่อ นางก้มหน้าทำปากขมุบขมิบ เอ่ยเสียงแผ่วเบาผิดวิสัย

 

“ตอนนี้ลูกยังบอกท่านพ่อท่านแม่ไม่ได้ ลูกต้องถามเขาก่อนว่าใจตรงกันกับลูกหรือเปล่า”

 

กล่าวจบก็ฉวยโอกาสตอนบิดามารดากำลังอึ้งวิ่งหนีไป ไม่รอให้ถูกซักไซ้ต่อ

 

“เจ้า! หลิงเอ๋อร์กลับมาเดี๋ยวนี้ มาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน!” ประมุขหอเพลิงสุริยันผุดลุกตาม

 

เขาจะทนนิ่งเฉยได้อย่างไร จู่ๆ บุตรสาวที่เลี้ยงดูทะนุถนอมแทบจะประคองไว้กลางฝ่ามือกลับบอกว่ามีบุรุษในใจโดยที่ตนผู้เป็นบิดาไม่เคยล่วงรู้! หนำซ้ำเจ้าหนุ่มนั่นใจตรงกับนางหรือเปล่าก็ยังไม่รู้! 

 

“ท่านพี่...” หงไช่อี้แตะแขนสามีปลอบประโลม ทั้งที่จริงนางก็ตกใจเหมือนกัน ทว่าด้วยความเป็นสตรีจึงพอจะเข้าใจอารมณ์รักใคร่ของวัยสาวอยู่บ้าง “พวกเรายังมีปัญหาเรื่ององค์ชายห้า ข้าว่าอย่าเพิ่งคาดคั้นลูกตอนนี้เลย เกรงจะเป็นผลเสียมากกว่าดี”

 

เยี่ยนตันค่อยได้สติยอมนั่งลงโดยดี “เจ้าคิดว่าเป็นใครกัน ข้าไม่เห็นคนที่พอจะเป็นไปได้เลย...” 

 

เขาไม่เคยรู้สึกว่าบุตรสาวมีท่าทีเขินอายกับบุรุษหน้าไหน แต่เมื่อคำนึงถึงวัยที่ไม่ห่างกันมากนักจึงนึกไปถึงเซี่ยโจวศิษย์เอกของตน 

 

“...อาโจวงั้นหรือ?”

 

คนเป็นภรรยาส่ายหน้าไม่เห็นด้วย “ถ้าเป็นอาโจว ข้าต้องพอมองออกบ้าง นี่ทั้งสองฝ่ายไม่มีท่าทางผิดปกติสักนิด เกรงว่าคงเป็นคนนอกหอเพลิงสุริยันจริงๆ” 

 

“แล้วมันใครกันละนี่” คิ้วเข้มของประมุขหอเพลิงสุริยันขมวดมุ่น

 

“ท่านพี่...ใจเย็นก่อนเถอะ ประเดี๋ยวข้าจะหาโอกาสเลียบๆ เคียงๆ ถามเสี่ยวซุนว่าลูกเราออกไปข้างนอกพบเจอคุณชายตระกูลไหน สนิทสนมกับใคร เขาน่าจะรู้”

 

“อืม...จริงของเจ้า เสี่ยวซุนออกไปไหนมาไหนกับหลิงเอ๋อร์ตลอด หากนางแอบชอบพอใคร อย่างน้อยเขาก็คงพอสังเกตเห็นบ้างกระมัง”

 


 ---------------- จบบทที่ 3 ---------------

 

[1]ตำหนักบูรพาตั้งอยู่ภายในวังหลวงทางทิศตะวันออก เป็นที่ประทับของรัชทายาท 

 

------------------------------------------------

 

น้องหลิงแอบปิ๊งใครอยู่น้า ทำท่านพ่อท่านแม่ตกใจหมดแย้ว 555

และก็ใช่ค่ะ ดวงน้องมีเกณฑ์เดินทางไกลจริงๆ เกาะรถม้าไปด้วยกันนะคะ >//< 

 

--------------------------------------------------

ติดตามผลงานและพูดคุยกันได้ที่เพจ อาหลัน

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 50 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

39 ความคิดเห็น

  1. #7 blu111 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 กันยายน 2563 / 21:40

    น้องจะได้ไปเมืองหลวงแล้วซินะ

    #7
    1
    • #7-1 อาหลัน 阿兰(จากตอนที่ 4)
      1 ตุลาคม 2563 / 19:32
      ใกล้ละค่ะ >.<
      #7-1
  2. #6 mooda (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 กันยายน 2563 / 21:09
    น้องหลิงแค่อยากไปเที่ยวเล่นเองน้าาาา. แหมดวงเดินทางกำลังจะมาใช่ไหม.
    รอติดตามค่ะ
    #6
    1
    • #6-1 อาหลัน 阿兰(จากตอนที่ 4)
      1 ตุลาคม 2563 / 19:33
      ใช่ค่ะ น้องใกล้จะเดินทางแล้ววว
      ขอบคุณที่ติดตามนะคะ^^
      #6-1