บุรุษผู้นี้มิใช่สามัญ สตรีนางนั้นก็มิใช่ธรรมดา 笑里藏刀

ตอนที่ 3 : บทที่ 2 หอเพลิงสุริยัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 550
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 50 ครั้ง
    15 ม.ค. 64

บทที่สอง

หอเพลิงสุริยัน

 

ห่างออกไปประมาณสี่สิบหลี่[1]จากตัวเมืองหลัวเจียงมีภูเขาไฟที่ดับมอดแล้วลูกหนึ่งชื่อว่าเขาปาสิง(แปดลักษณ์) หนึ่งในขุนเขาศักดิ์สิทธิ์ของมณฑลฮั่วหนาน เนื่องด้วยรูปทรงละม้ายเลขแปด[2]อันเปี่ยมมงคลและความยิ่งใหญ่ที่แม้ระยะหลายร้อยหลี่ยังสามารถเห็นได้

 

เชิงเขาปาสิงฝั่งหนึ่งมีรอยตัดธรรมชาติเป็นหน้าผาหินถูกขุดเจาะลึกเข้าไปเพื่อก่อตึกสูงแปดชั้นโดยอิงภูเขาเป็นรากฐาน โครงสร้างหลักของตึกใช้ไม้เนื้อแข็งแต่เฉพาะส่วนด้านนอกใช้ไม้จื่อถาน[3]ซึ่งหายากยิ่งและราคาแพง ไม้ชนิดนี้เนื้อมีสีแดง ครั้นประกอบเข้ากับเหลี่ยมมุมของหลังคา เมื่อมองจากที่ไกลๆ ดูแล้วคล้ายเปลวไฟโชติช่วงประดุจสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ สมเป็นหอบัญชาการที่คอยปกปักษ์พิทักษ์แดนใต้ของแผ่นดินต้าถง

 

...นั่นคือหอเพลิงสุริยัน

 

เบื้องหน้าหอหลักเป็นลานโล่ง ล้อมรอบด้วยอาคารสองชั้นทอดยาวเป็นวงโค้ง อีกฝั่งของแนวปราการคือแม่น้ำหลัว หน้าติดน้ำหลังติดเขา นับเป็นชัยภูมิอันยอดเยี่ยม 

 

ประมุขหอเพลิงสุริยันแม้มีฐานะเทียบเท่าผู้ว่าการมณฑลฮั่วหนาน แต่เพราะไม่ได้ดำรงตำแหน่งขุนนางจริงๆ จึงไม่มีเงินเดือนเบี้ยหวัด ทว่าฮ่องเต้พระราชทานทุนก้อนหนึ่ง พร้อมสิทธิ์ประกอบกิจการที่ไม่ขัดต่อกฎมณเฑียรบาล แลกกับการกระจายกำลังช่วยราชสำนักสอดส่องดูแลพื้นที่ทั่วมณฑลฮั่วหนานและรายงานความเป็นไปให้ทรงทราบทุกปี

 

หอเพลิงสุริยันทำการค้าอย่างสุจริตและเป็นธรรม สร้างอาชีพให้ชาวบ้านสามารถหาเลี้ยงครอบครัว ทางฝ่ายขุนนางเองก็สามารถประกอบกิจการเฉกเช่นเดียวกัน ต่างคุมเชิงไม่ยอมให้ใครผิดกติกา ลงท้ายประโยชน์ก็ยังคงตกที่ชาวเมืองถ้วนทั่ว 

...นี่คือผลลัพธ์ที่ฮ่องเต้ทรงคาดหวังจากการนำชาวยุทธ์เข้าร่วมกับราชสำนัก ซึ่งการดำเนินกิจการควบคู่กับงานที่ได้รับมอบหมายของทั้งพรรคมังกรทอง ค่ายภูผาดำ หมู่ตึกพฤกษาวารี และอารามลมพิสุทธิ์ก็ล้วนเป็นไปในลักษณะนี้ แตกต่างกันเพียงรายละเอียดปลีกย่อยของประเภทการค้า เนื่องจากขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และทรัพยากรแถบนั้น

 

ขณะที่บริเวณลานกว้างหน้าหอหลักเต็มไปด้วยเกวียนบรรทุกสินค้าและผู้คนเข้ามาไม่ขาดสาย รถม้าคันหนึ่งวิ่งเลียบแนวอาคารผ่านความวุ่นวายเล็กๆ นี้ไปอย่างราบรื่น ชาวบ้านพร้อมใจกันหลบเปิดทางให้ เนื่องเพราะข้างตัวรถมีรูปเปลวอัคคีประทับอยู่ ดวงเพลิงนี้มีเส้นหยักโค้งสองชั้น เส้นด้านในคล้ายกรอบดวงตาจึงสามารถมองเป็นส่วนหัวของวิหคชาด[4]ก็ได้...นี่คือตราสัญลักษณ์ของหอเพลิงสุริยัน

 

เยี่ยนเสี่ยวซุนบังคับรถม้าจอดหน้าอาคารฝั่งปีกซ้ายของหอหลักอันเป็นที่พักของครอบครัวประมุข เยี่ยนหลิงกระโดดลงมาโดยไม่รอให้องครักษ์นำบันไดมาวางให้ ทว่านางยังมิทันเข้าไปในตัวตึก สายตาพลันสะดุดเข้ากับรถม้าติดสัญลักษณ์เปลวอัคคีอีกคันหนึ่งซึ่งจอดห่างออกไปทางปีกขวา มีบุรุษร่างสูงสวมชุดสีครามยืนอยู่ข้างๆ ครั้นเขาสังเกตเห็นนางก็ร้องทัก

 

“อาหลิง”

 

“พี่เซี่ย!”

 

เยี่ยนหลิงโบกมือตอบ ส่วนองครักษ์ของนางก็ประคองมือคำนับเมื่อคนผู้นั้นเดินมาถึง

 

“ศิษย์พี่”

 

“ศิษย์น้อง เราคนกันเองไยต้องเคร่งครัดมารยาทถึงเพียงนี้” เซี่ยโจวตบบ่าเยี่ยนเสี่ยวซุนเบาๆ

 

นอกจากน้องชายวัยหกขวบของเยี่ยนหลิงซึ่งจะสืบทอดตำแหน่งประมุขหอคนต่อไป บิดาของนางมีศิษย์อยู่เพียงสองคนคือเซี่ยโจวกับเยี่ยนเสี่ยวซุน ส่วนเยี่ยนหลิงแม้ได้เรียนกระบวนท่าแต่ไม่ได้ฝึกวิถีปราณของหอเพลิงสุริยันจึงไม่ถูกนับรวมอยู่ในลำดับศิษย์

 

ศิษย์เอกของบิดาคนนี้มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าหน่วย ประจำการที่เมืองผิงสุ่ยซึ่งมีเหมืองแร่ของหอเพลิงสุริยันตั้งอยู่ ทุกๆ เดือนเขาต้องเดินทางมาส่งรายงานความเป็นไปในพื้นที่และบัญชีของเหมืองจึงเป็นคนคุ้นหน้ากันดี 

 

นอกจากเซี่ยโจวแล้ว ระดับหัวหน้าหน่วยคนอื่นๆ ล้วนเป็นสหายของบิดาที่โลดแล่นในยุทธภพ ร่วมอุดมการณ์เดียวกันมาตั้งแต่ครั้งปราบกบฏผิงอ๋อง ครั้นมาประจำการแดนใต้ แต่ละคนก็กระจายไปตามเมืองต่างๆ ทั่วมณฑลฮั่วหนาน มีหน้าที่ดูแลกิจการควบคู่กับสอดส่องระวังภัยให้ราษฎรและแว่นแคว้น 

 

“พี่เซี่ย...ทำไมข้ารู้สึกเหมือนเพิ่งเจอท่านไปเองนะ”

 

“ข้ามาเร็วเพราะจะต้องเตรียมตัวไปร่วมงานชุมนุมชาวยุทธ์ที่เมืองหลวงอย่างไรเล่า”

 

“จริงด้วย! วันสุดท้ายของเดือนสามจะมีงานชุมนุมชาวยุทธ์นี่นา” เยี่ยนหลิงเอ่ยอย่างตื่นเต้น “ข้าอยากไปด้วย”

 

“ได้สิ”

 

“จริงหรือ!?”

 

เซี่ยโจวยิ้มเอ็นดู “ข้าย่อมพาเจ้าไปด้วยได้ ถ้าอาจารย์อนุญาต”

 

“ฮึ...” เยี่ยนหลิงย่นจมูกใส่เขาเพราะรู้ว่าบิดาไม่มีทางยอมให้นางไปแน่ๆ ...ตั้งแต่จากเมืองหลวงมาตอนอายุสิบเอ็ดก็ไม่เคยกลับไปเยือนอีกเลย กระทั่งเมืองใกล้เคียงภายในมณฑลฮั่วหนานยังไม่ได้รับอนุญาต หญิงสาวได้แต่ทอดถอนใจ...นางถูกขังในหลัวเจียงมานานเท่าๆ กับอายุของหอเพลิงสุริยันนี่ละ

 

“ข้าไปก่อน ยังต้องเตรียมการอีกหลายอย่าง” เซี่ยโจวเอ่ยขอตัว

 

เยี่ยนหลิงพยักหน้าอย่างเซ็งๆ ต่างคนต่างแยกย้าย ขณะกำลังเดินเข้าห้องโถงรับแขกของอาคารฝั่งปีกซ้าย เยี่ยนเสี่ยวซุนก็กล่าวปลอบ 

 

“ประมุขหอเป็นห่วงคุณหนูจึงไม่ยอมให้ไปไกลหูไกลตา”

 

“ข้ารู้...เพราะตอนเด็กๆ ข้าอ่อนแอป่วยไข้บ่อยๆ ทำให้ท่านพ่อท่านแม่ต้องกังวล แต่ตอนนี้ข้าแข็งแรงดีแล้ว ...ก็แค่อยากเปิดหูเปิดตาบ้าง”

 

“ที่คุณหนูอยากไปเมืองหลวงมิใช่ว่า...”

 

เอ่ยได้เพียงเท่านั้นเขาก็ถูกผู้เป็นนายหันขวับจ้องเขม็ง พอดีกับที่ได้ยินเสียงฝีเท้าซอยถี่ใกล้เข้ามาจึงมิได้พูดต่อ

 

“พี่ใหญ่กลับมาแล้ว!” เด็กชายสวมชุดแดงคาดแถบดำมีดาบไม้ห้อยติดเอววิ่งมาในสภาพเหงื่อท่วมตัว ครั้นมาถึงก็บ่นหน้ามุ่ย “พวกท่านสองคนออกไปเที่ยวไม่ชวนข้าเลย”

 

“ก็เจ้าต้องฝึกยุทธ์นี่นา” เยี่ยนหลิงใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อบนหน้าผากน้องชายก่อนหันไปทางเยี่ยนเสี่ยวซุน รับห่อกระดาษชุบน้ำมันส่งต่อให้เจ้าตัวเล็ก “เอ้านี่...ขนมเปี๊ยะไส้เนื้อที่เจ้าชอบ”

 

เยี่ยนเจาฉีกยิ้มกว้างกระโดดโลดเต้น “พี่ใหญ่ช่างรู้ใจข้าจริงๆ!”

 

“นั่งดีๆ ก่อน อย่าวิ่งไปกินไป ประเดี๋ยวติดคอ”

 

เด็กชายผงกศีรษะอย่างเชื่อฟัง รีบนั่งเก้าอี้แล้วเปิดห่อกระดาษก้มหน้าก้มตากินของฝากอย่างเอร็ดอร่อย เยี่ยนเสี่ยวซุนจึงปลีกตัวไปยกน้ำชามาให้ 

 

“นี่...เสี่ยวเจา” เยี่ยนหลิงสะกิด “ข้าซื้อขนมเปี๊ยะให้เจ้าอย่างนี้ หากอีกหน่อยข้าไม่ได้แต่งงาน อยู่แห้งเหี่ยวคาหอเพลิงสุริยัน เจ้าจะเฉดหัวพี่สาวคนนี้ออกจากที่นี่หรือเปล่า”

 

เยี่ยนเจาเงยหน้าจากขนมเปี๊ยะ หัวคิ้วขมวดมุ่นแววตางงงัน “เฉดหัวอะไร? แต่งงานอะไร? ถ้าบุรุษในโลกนี้หาดีไม่ได้ ข้าก็ไม่ยอมให้พี่ใหญ่แต่งออกไปหรอก ข้าจะดูแลท่านเอง!”

 

“อืม...เด็กดีจริงๆ” นางหัวเราะคิกคักพลางลูบศีรษะน้องชายแผ่วเบา

 

ที่สองพี่น้องสกุลเยี่ยนอายุห่างกันมากก็เพราะเยี่ยนหลิงนั้นป่วยเรื้อรังตั้งแต่ยังเป็นทารก บิดามารดาต้องคอยเฝ้าดูแลไม่ห่าง อายุสิบปีจึงพอค่อยยังชั่วขึ้นมาบ้าง และหายสนิทช่วงที่ย้ายมาหลัวเจียงเมื่อเจ็ดปีก่อน มารดาถึงได้ยอมคลอดน้องชายอีกคน โชคดีที่เยี่ยนเจาร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงทั้งยังมีปราณแรกกำเนิด หอเพลิงสุริยันจึงนับว่ามีผู้สืบทอดอย่างแท้จริง 

 

เยี่ยนเสี่ยวซุนกลับมาพร้อมถาดกาน้ำชา จังหวะเดียวกับที่ร่างระหงในชุดแดงเพลิงปรากฏกาย สตรีผู้นี้แม้อายุล่วงเข้าสู่ปลายสามสิบแต่ยังคงความงามเฉิดฉาย ประกอบกับใบหน้าผ่านการประทินโฉมอย่างประณีต ยากที่ผู้พบเห็นจะไม่มองเหลียวหลัง 

 

นางคือหงไช่อี้...ฮูหยินประมุขหอเพลิงสุริยัน

 

“ท่านแม่”

 

เยี่ยนหลิงเข้าไปกอดแขนมารดา ทั้งสองนั่งลงข้างกัน เยี่ยนเสี่ยวซุนรินน้ำชาให้ผู้เป็นนายทั้งสาม 

 

“เสี่ยวซุน...เจ้าก็นั่งเถอะ ออกไปกับหลิงเอ๋อร์เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว” 

 

“ไม่เป็นไรขอรับฮูหยิน ข้าไม่เหนื่อย”

 

หงไช่อี้พยักหน้ารับรู้มิได้ฝืนใจเยี่ยนเสี่ยวซุนอีก พูดคุยประสาแม่ลูกสักพัก ครั้นฟังเยี่ยนหลิงเล่าเหตุการณ์ที่ร้านขายเครื่องประดับจนจบ นางก็โคลงศีรษะระอา

 

“อย่าไปใส่ใจคนเช่นนั้นเลย แล้วเจ้านี่ก็นะ เตือนนางทำไมกัน ธุระไม่ใช่แท้ๆ บิดามารดาของนางยังไม่สั่งสอน ก็ปล่อยให้ทำนิสัยแบบนั้นไปเถอะ ดูซิว่าเวลาออกสู่โลกภายนอกจะใช้ชีวิตอย่างไร” 

 

“ท่านแม่ยอดเยี่ยมที่สุด!” หญิงสาวประคองมือคารวะมารดาด้วยความนับถือ “ลูกลืมนึกถึงจุดนี้ไปเลย ต่อไปนี้ถ้าเจอซูเหมยเหม่ย ลูกจะไม่ต่อล้อต่อเถียงด้วยแล้ว ประเดี๋ยวเผลอเตือนเข้าอีก ถ้านางเกิดสำนึกได้ก็หมดสนุกกันพอดี”

 

“เตือนไว้ก่อน พวกเจ้าสองคนอย่าไปทำตัวน่ารังเกียจอย่างนางก็แล้วกัน จะมีพลังปราณหรือไม่ก็ล้วนเป็นสายเลือดของข้า ไม่มีใครเป็นเศษสวะทั้งนั้น แต่ถ้าการกระทำต่ำช้า นั่นละคือเศษสวะของจริง อย่ามาเรียกข้ามารดา!”

 

สมัยสาวๆ หงไช่อี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นโฉมสะคราญสะท้านแผ่นดินคนหนึ่ง กิริยาวาจามาดมั่นไม่มีใครเกิน อีกทั้งยังมากความสามารถเชี่ยวชาญวิชาแพทย์อย่างหาตัวจับยาก เนื่องเพราะบิดาของนางก็คือเฒ่าสารพัดพิษหงโซ่วซิงผู้ซึ่งแม้เร้นกายมากว่ายี่สิบปีแต่ชื่อเสียงยังคงจารึกเป็นตำนานยุทธภพ  

 

“ท่านแม่ยอดเยี่ย...แค่ก!” เยี่ยนเจาอยากชื่นชมมารดาบ้าง แต่พูดทั้งที่ของกินเต็มปากจึงสำลัก เศษแป้งขนมเปี๊ยะกระเด็นหกเลอะเทอะ 

 

หงไช่อี้ย่นหัวคิ้วขณะเอื้อมมือลูบหลังบุตรชาย “เจาเอ๋อร์กินมูมมามนัก เจ้าจะอาบเศษขนมเปี๊ยะหรือไร ดูสิ เปื้อนไปทั้งตัวแล้ว”

 

หลังไอจนโล่งคอแล้วเยี่ยนเจาก็ดื่มน้ำชาตามไปหลายอึก ค่อยยืดตัวตรงบอกมารดาอย่างมั่นใจ “ไม่เป็นไรหรอกท่านแม่ ลูกเพิ่งฝึกยุทธ์เสร็จ ยังไงก็ต้องอาบน้ำอยู่ดี”

 

หงไช่อี้มองค้อนบุตรชายแต่ยังมิทันตำหนิอันใด ด้านนอกอาคารมีเสียงดัง ฟังแว่วๆ เป็นคำเรียกขานว่า ‘ประมุขหอ’ เพียงเท่านั้นสองพี่น้องก็หันขวับ พากันวิ่งโร่ออกไปโดยไม่ต้องบอกกล่าวนัดหมาย 

 

“ท่านพ่อกลับมาแล้ว!” 

 

ผู้เป็นมารดาได้แต่ส่ายหน้า “ดูเถอะ เจ้าพวกนี้ช่างวุ่นวายเสียจริง เสี่ยวซุน...หลิงเอ๋อร์ต้องฝากเจ้าแล้ว นางเหมือนข้าสมัยสาวๆ มิผิด ข้าละเกรงนางจะไปก่อเรื่องข้างนอก”

 

“ฮูหยินโปรดวางใจ คุณหนูแม้เป็นคนไม่ยอมคนแต่ไม่เคยหาเรื่องผู้อื่นก่อน หรือหากมีเหตุจริงๆ ข้าย่อมต้องคุ้มครองคุณหนูมิให้ประสบอันตรายแน่นอน”

 

“ถึงแม้เป็นองครักษ์ของอาหลิง ก็อย่ามัวดูแลแต่ผู้อื่นจนละเลยตนเองเล่า เจ้าเพิ่งอายุสิบหกก็บรรลุปราณขั้นห้า มองจากสายตาคนทั่วไปนี่สามารถเรียกได้ว่าอัจฉริยะในรอบสิบปียี่สิบปีเลยทีเดียว แต่ใครจะรู้...กว่าจะสำเร็จต้องผ่านการเคี่ยวกรำแสนสาหัสแทบตาย เจ้าทุ่มเทฝึกหนักแค่ไหนพวกเราล้วนเห็นกับตา ความมุมานะตลอดเกือบเจ็ดปีนี้ ข้าอยากให้เจ้าได้มีความสุขกับผลลัพธ์ของมัน เจ้าไม่จำเป็นต้องกดตัวเองให้ต่ำต้อย...ไม่จำเป็นเลย” 

 

“ขอบคุณฮูหยินที่ห่วงใย”

 

“เห็นเจ้าเข้มงวดกับตัวเอง ข้าพลอยรู้สึกว่าหอเพลิงสุริยันดูแลเจ้าไม่ดี”

 

เยี่ยนเสี่ยวซุนหน้าถอดสี ทรุดตัวลงคุกเข่าดังตึง “ฮูหยินโปรดอย่ากล่าวเช่นนั้น! ชีวิตของข้าเป็นท่านที่ช่วยไว้ ประมุขหอยังรับเป็นศิษย์ถ่ายทอดวิชาให้ บุญคุณของหอเพลิงสุริยันยิ่งใหญ่ล้นฟ้า ข้ายินดีเป็นวัวเป็นม้ารับใช้ขอรับ!”

 

“เฮ้อ...เจ้านี่นะ”

 

หงไช่อี้ลุกประคองเด็กหนุ่มให้ยืนขึ้น พอดีกับที่พ่อลูกทั้งสามเดินเข้ามาในโถง เยี่ยนเสี่ยวซุนรีบค้อมเอวประสานมือคำนับ 

 

บุรุษวัยกลางคนร่างสูงใหญ่กำยำสวมชุดดำคาดแถบแดงแผ่บรรยากาศน่าเกรงขาม แม้ใบหน้ามีหนวดเครารกครึ้มและริ้วรอยแห่งวัยเริ่มปรากฏ ทว่ายังมองเห็นเค้าโครงคมคายจากดวงตาและจมูกโด่งเป็นสัน เขาตบบ่าลูกศิษย์หนักๆ คราหนึ่ง 

 

คนผู้นี้ก็คือเยี่ยนตัน...ประมุขหอเพลิงสุริยัน

 

ช่วงเดือนสามของทุกปีประมุขพรรคมังกรทองรวมถึงผู้นำของอีกสี่ทิศต้องเข้าวังถวายรายงานประจำปีกับฮ่องเต้ แต่เนื่องจากความไม่ลงรอยกันในอดีตจึงจัดเวลาให้เหลื่อมล้ำเพื่อหลีกเลี่ยงการพบปะ โดยเริ่มจากหอเพลิงสุริยัน ถัดมาเป็นพรรคมังกรทอง หมู่ตึกพฤกษาวารี และอารามลมพิสุทธิ์ แล้วจึงปิดท้ายปลายเดือนสามด้วยค่ายภูผาดำ เนื่องจากสภาพอากาศหนาวจัดของทางเหนือ รอให้หิมะละลายหมดก่อน การเดินทางจะสะดวกกว่ามาก 

 

“ท่านพี่...ข้าจำได้ว่ากำหนดกลับของท่านเป็นวันพรุ่งมิใช่หรือ?” หงไช่อี้ถามสามี 

 

เยี่ยนตันเพียงพยักหน้าเบาๆ มิได้อธิบายภรรยาว่าเหตุใดตนถึงต้องเร่งเดินทางจนแทบไม่หยุดพัก กระทั่งหนวดเครายังไม่มีเวลาโกน 

 

“เสี่ยวซุนพาเจาเอ๋อร์ไปอาบน้ำก่อนเถอะ ทั้งเหงื่อทั้งเศษขนมเปรอะไปหมด” ประมุขหอเพลิงสุริยันหันไปสั่งความกับลูกศิษย์

 

“ขอรับ”

 

คล้อยหลังสองคนนั้น เขาค่อยเรียกภรรยากับบุตรสาว

 

“ฮูหยิน หลิงเอ๋อร์ ตามข้ามา”

 

ทั้งสามเข้าไปในห้องหนังสือ บ่าวรับใช้ยกน้ำชาตามมา หลังจากวางถาดลงแล้วประมุขหอเพลิงสุริยันก็โบกมือให้ออกไป เหลือแค่พวกเขาพ่อแม่ลูก

 

หงไช่อี้เห็นท่าทางสามีก็ชักใจคอไม่ดี “ท่านพี่ดูเคร่งเครียดนัก มีปัญหาอะไรที่เมืองหลวงอย่างนั้นหรือ” 

 

เยี่ยนหลิงจัดแจงรินน้ำชาส่งให้บิดามารดา ประมุขหอเพลิงสุริยันมิได้รับถ้วยชาจากบุตรสาว เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วจึงตอบภรรยา

 

“ตอนที่ถวายรายงานประจำปีเสร็จสิ้น ฝ่าบาทตรัสว่ามีเรื่องสนทนากับข้าเป็นการส่วนพระองค์ ทรงให้ขุนนางคนอื่นๆ ออกไปจนหมด มีเพียงหวังกงกงอยู่รับใช้ข้างกาย...”

 

“แสดงว่าเป็นเรื่องลับมากหรือท่านพ่อ หรือจะเกี่ยวพันกับหอเพลิงสุริยัน” คนเป็นลูกเอ่ยถามพลางยกถ้วยชาของตนขึ้นจิบ 

 

“เกี่ยวกับเจ้า”

 

คำตอบเช่นนี้รวมถึงสีหน้าแววตาไม่คล้ายล้อเล่นทำเอาร่างหญิงสาวชะงักค้าง ขอบถ้วยชาจรดคาอยู่บนริมฝีปาก

 

“ฝ่าบาททรงทาบทามเจ้าให้องค์ชายห้า”

 

“พรูด!” 

 

เยี่ยนหลิงตกใจสำลักน้ำชาพ่นพรวดเฉียดหน้าบิดาไปเพียงนิดเดียว

 

ทาบทามนางให้องค์ชายห้า!? 

 

ฮ่องเต้ต้าถงพระองค์นั้น... โอรสสวรรค์ผู้ครอบครองบัลลังก์มังกรนี่นะอยากได้นางเป็นลูกสะใภ้!?


 ---------------- จบบทที่ 2 ---------------

 

[1]หลี่ (ลี้) คือหน่วยวัดระยะทางสมัยจีนโบราณ, ปัจจุบันกำหนดให้ 1 หลี่ เท่ากับประมาณ 500 เมตร

[2]เลขแปดภาษาจีน (八) ออกเสียงว่า ปา ซึ่งคล้ายกับคำว่า ฟา (發) ที่แปลว่าร่ำรวย จึงถือเป็นเลขมงคลของชาวจีน

[3]ไม้จื่อถาน (Red Sandalwood) เนื้อไม้มีสีออกแดง เนื่องจากโตช้าจึงหายากมากๆ และราคาสูง ชาวจีนนิยมใช้ทำเครื่องเรือนรวมถึงเครื่องดนตรีมาตั้งแต่สมัยโบราณ  

[4]วิหคชาด(จูเชวี่ย) สัตว์เทวะประจำทิศใต้ตามตำนานของชาวจีน

 

----------------------------------------------

 

บทที่แล้วโดนหาว่าไม่มีคุณชายตระกูลดีๆ มาสู่ขอ บทนี้โดนเต้ทาบทามเป็นลูกสะใภ้เลยจร้า 

น้องจะได้แต่งงานจริงหรือเปล่า รอดูกันน้า >.<

 

--------------------------------------------------

ติดตามผลงานและพูดคุยกันได้ที่เพจ อาหลัน ค่ะ

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 50 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

39 ความคิดเห็น

  1. #21 Supriya (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 มกราคม 2564 / 13:15

    สนุกมากๆเลยค่ะ อาหลิงสุดยอด
    #21
    1
    • #21-1 อาหลัน 阿兰(จากตอนที่ 3)
      15 มกราคม 2564 / 23:01
      ขอบคุณค่ะ เรื่องนี้ลองเขียนนางเอกแสบๆ ดูบ้าง^^
      #21-1
  2. #15 eye_cookie (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 / 16:39

    สนุกมากกก
    #15
    1
    • #15-1 อาหลัน 阿兰(จากตอนที่ 3)
      15 มกราคม 2564 / 23:03
      ขอบคุณมากค่า
      #15-1
  3. #5 mooda (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 กันยายน 2563 / 21:51
    👏ยอดเยี่ยม
    #5
    1
    • #5-1 อาหลัน 阿兰(จากตอนที่ 3)
      28 กันยายน 2563 / 14:33
      ขอบคุณนะคะ >.<
      #5-1
  4. #4 blu111 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 กันยายน 2563 / 11:54

    ชอบทัศนคติของน้อง

    #4
    1
    • #4-1 อาหลัน 阿兰(จากตอนที่ 3)
      28 กันยายน 2563 / 14:32
      ดีใจที่ชอบความคิดของน้องนะคะ ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ค่า^^
      #4-1