บุรุษผู้นี้มิใช่สามัญ สตรีนางนั้นก็มิใช่ธรรมดา 笑里藏刀

ตอนที่ 2 : บทที่ 1 ตระกูลเยี่ยนมีหนึ่งเศษสวะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 653
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 49 ครั้ง
    17 ม.ค. 64

บทที่หนึ่ง

ตระกูลเยี่ยนมีหนึ่งเศษสวะ

 

รัชศกเซียนเหอปีที่ยี่สิบแปด

 

แผ่นดินต้าถงอันกว้างใหญ่ไพศาล สถานที่ที่ลมวสันต์แรกของปีพัดผ่านก็คือมณฑลฮั่วหนานทางตอนใต้ของแคว้น ดินแถบนี้ไม่เพียงอุดมสมบูรณ์เพาะปลูกอะไรก็ออกผลงอกงาม ขุนเขาที่ล้อมรอบยังมีทัศนียภาพตระการตาแตกต่างกันไปตามฤดูกาล ตอนกลางของภูมิภาคนั้นเป็นที่ตั้งของเมืองหลัวเจียงซึ่งเป็นเมืองเอก แม่น้ำหลัวใสกระจ่างไหลผ่านหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน ริมน้ำสองฝั่งปลูกต้นท้อเรียงราย เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาเยือน ยามที่ดอกท้อบานสะพรั่งพร้อมกัน ทั่วทั้งเมืองก็กลายเป็นทิวทัศน์อันงดงามดุจภาพวาดจากแดนสวรรค์

 

ย่างเข้าเดือนสามอากาศกำลังสบาย แดดจ้าฟ้าใส กลีบดอกท้อร่วงหล่นลอยไปตามกระแสน้ำไหลเอื่อย บรรยากาศเช่นนี้ไม่ว่าเรื่องทุกข์ร้อนขุ่นข้องใดๆ ล้วนถูกสายลมเย็นของวสันตฤดูปัดเป่าพัดพาไปหมดสิ้น คงเหลือไว้แต่ความสดชื่นชวนให้จิตใจผู้คนเบิกบาน

 

ทว่าช่วงเวลาที่ชาวเมืองหลัวเจียงอารมณ์ดีที่สุดในรอบปี กลับมีสตรีนางหนึ่งทำปากยื่นหน้างอง้ำอยู่ริมแม่น้ำหลัว... 

 

“รู้อย่างนี้ใส่สีแดงมาดีกว่าหรือไม่ก็สีอื่นที่เข้มกว่านี้ เจอดอกท้อสีสดเข้า สีชมพูอ่อนของข้าดูหมองไปหน่อย” 

 

หญิงสาวที่กำลังก้มมองอาภรณ์บนร่างตนด้วยท่าทางไม่ค่อยพอใจนักคือบุตรีประมุขหอเพลิงสุริยันนามว่าเยี่ยนหลิง เจ้าของฉายา ‘ไม่ปากแดงไม่ก้าวเดิน’ ที่ชาวเมืองพร้อมใจกันตั้งให้ ทั้งนี้เพราะเครื่องหน้าคมคายของเจ้าตัว ดวงตากลมโต คิ้วใบหลิวได้รูปพอดีไม่ต้องวาดเพิ่มเติมจึงไม่ค่อยประทินโฉมมากนัก แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือต้องแต้มชาดที่ริมฝีปาก และนางมักปรากฏกายด้วยชุดสีแดงเพลิง หรือหากมิใช่สีแดงก็เป็นสีอื่นที่สดแสบตาไม่แพ้กัน ผู้พบเห็นสามารถระบุตัวตนได้แม้อยู่ห่างออกไปหลายสิบจั้ง[1]

 

“ข้าก็มัวแต่คิดว่านานๆ ทีจะลองแต่งชุดสีอ่อนๆ ดูบ้าง ลืมไปว่าดอกท้อริมแม่น้ำหลัวบานแล้ว เสี่ยวซุนนะเสี่ยวซุน เจ้าก็ไม่เตือนกันบ้าง” นางหันไปบ่นกับหนุ่มน้อยข้างกาย 

 

“โธ่คุณหนู...แค่นี้ก็งามมากแล้วขอรับ อย่าเด่นไปกว่านี้เลย”  

 

“ทำไม? เจ้ากลัวว่าข้าโดดเด่นเกินหน้าเกินตาผู้อื่นหรือไร? ฮึ...ไม่สนหรอก ข้าจะทำในสิ่งที่อยากทำ ข้าจะใส่อาภรณ์แบบไหนสีอะไร แต่งตัวหรูหราหรือปุปะซอมซ่อ คนอื่นก็ไม่น่าเดือดร้อนนี่นา ถ้าข้าแก้ผ้าเดินสิค่อยมาว่ากล่าวกัน”

 

“คุณหนู...”

 

วาจาเผ็ดร้อนนั้นทำเอาหนุ่มน้อยผู้ติดตามถึงกับเหงื่อแตก ...เขาเป็นเด็กกำพร้าที่ประมุขหอเพลิงสุริยันรับอุปการะไว้ และให้ใช้ชื่อว่าเยี่ยนเสี่ยวซุน ด้วยวัยที่ไล่เลี่ยกันจึงได้ติดสอยห้อยตามเป็นเพื่อนเล่นเยี่ยนหลิงมาตั้งแต่เด็ก เห็นหน้าขาวๆ ท่าทางอ่อนเยาว์เช่นนี้ ทว่าวรยุทธ์และพลังปราณไม่ธรรมดา เพิ่งอายุครบสิบหกก็สามารถบรรลุถึงขั้นห้า ได้รับมอบหมายให้เป็นคนคุ้มกันของคุณหนูอีกหนึ่งตำแหน่ง 

 

 “ข้าล้อเล่นน่า” เยี่ยนหลิงเห็นท่าทางแหยๆ ก็หัวเราะคิกคักก่อนยกมือชี้ไปทางร้านขายเครื่องประดับเจ้าประจำ “ช่างเถอะๆ แวะร้านนั้นดีกว่า ดอกท้อบานแล้ว ข้าอยากได้ของที่เข้ากับบรรยากาศหน่อย”

 

สองนายบ่าวพากันข้ามถนนไปยังที่หมาย และเพียงแค่พวกเขาเดินไปถึงหน้าประตูร้าน เถ้าแก่ก็ยิ้มร่ากุลีกุจอออกมาเชื้อเชิญ

 

“คุณหนูเยี่ยน เชิญขอรับ เชิญๆ วันนี้คุณหนูเยี่ยนงดงามแปลกตาจนข้าเกือบจำไม่ได้เลยทีเดียว”

 

“เถ้าแก่ก็ชมเกินไป” หญิงสาวส่งยิ้มอย่างอารมณ์ดี “ว่าแต่เถ้าแก่มีของที่เป็นลวดลายดอกท้อหรือไม่ วันนี้ดอกท้อบานทั่วเมือง ข้าเห็นแล้วก็อดไม่ได้ อยากหาเครื่องประดับที่เข้ากับบรรยากาศสักชิ้น”  

 

“มีขอรับ วันนี้มีสินค้าใหม่ๆ มาให้เลือกเยอะเชียวขอรับ” 

 

เจ้าของร้านหยิบกล่องไม้ใบใหญ่ออกมา ภายในมีเครื่องประดับสีทองวางเรียงราย ทั้งปิ่นปักผม ต่างหู กำไล แหวน แต่ละแบบล้วนเป็นลายดอกท้อทั้งสิ้น

 

“อืม...ปิ่นนี้...” เยี่ยนหลิงหยิบปิ่นสองขาอันหนึ่งขึ้นมาลองทาบกับผมของตน ส่องดูภาพสะท้อนของตัวเองบนคันฉ่อง เอียงหน้าซ้ายขวาอยู่ครู่ก็ผงกศีรษะเบาๆ “ข้าชอบชิ้นนี้ ถึงงานจะไม่ค่อยละเอียดนัก แต่ในกิ่งท้อเล็กๆ นี่มีทั้งดอกตูม ดอกที่กำลังแย้มบาน และบานเต็มที่ ดูแตกต่างจากแบบอื่นที่เป็นดอกบานทั้งหมด”

 

“คุณหนูเยี่ยนตาถึงจริงๆ ชิ้นนี้โดดเด่นไม่ซ้ำใคร ราคาเพียงห้าตำลึงเท่านั้นขอรับ” 

 

“หืม?” คิ้วเรียวดุจใบหลิวของหญิงสาวเลิกขึ้นน้อยๆ “ถูกจริงด้วย เพราะเป็นทองเหลืองงั้นหรือ?”

 

“ขอรับ ช่างฝีมือใช้แรงบันดาลใจของฤดูวสันต์ทำออกมาสองชุด ชุดหนึ่งเป็นทองเหลือง อีกชุดเป็นทองคำ ของเฉพาะฤดูกาลพวกนี้หากพ้นเดือนสามไปเกรงว่าต้องรอขายอีกทีปีหน้า ดังนั้นชุดที่เป็นทองเหลืองจึงจงใจทำออกมาโดยไม่ใช้ความละเอียดนักและตั้งราคาให้ย่อมเยาสักหน่อยเพื่อให้ขายออกง่าย แต่หากคุณหนูเยี่ยนอยากได้ที่ทำจากทองคำซึ่งตัวงานประณีตกว่านี้มาก ต้องรออีกประมาณสามวันขอรับ ที่จริงช่างต้องส่งในวันนี้ แต่เพราะมีพวกจุดเล็กจุดน้อยที่ไม่อาจปล่อยผ่านตาจึงขอเลื่อนวันส่ง” เถ้าแก่แจ้งลูกค้าตามความเป็นจริง

 

“ไม่เป็นไร อันนี้แหละดีแล้ว ใส่เล่นๆ ให้เข้ากับบรรยากาศ คิดอะไรมากเล่า” 

 

เยี่ยนหลิงตัดสินใจอย่างง่ายดายโดยไม่ต่อรองราคา เงินจำนวนนี้คนทั่วไปซื้อข้าวกินได้หลายมื้อ ทว่าเมื่อนำมาแลกปิ่นปักผมอันหนึ่ง ก็เป็นเงินค่าข้าวหลายมื้อของช่างฝีมือกับเถ้าแก่ร้านเช่นกัน 

 

นางหันไปบอกคนข้างกาย “เสี่ยวซุน...ห้าตำลึง”

 

“ขอรับคุณหนู”

 

ขณะที่เยี่ยนเสี่ยวซุนล้วงถุงเงินในอกเสื้อ เถ้าแก่ก็กล่าวขอบคุณเยี่ยนหลิงและรับปิ่นเพื่อนำไปใส่กล่องให้ ทว่าในตอนนั้นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงแหลมเล็กดังขึ้นจากทางประตูร้าน

 

“เดี๋ยวก่อน!”

 

เจ้าของเสียงเป็นดรุณีสวมอาภรณ์เนื้อดีสีฟ้าสดใส ใบหน้างามผ่านการประทินโฉมมาเต็มที่ ปรากฏกายพร้อมสาวใช้และบุรุษร่างกำยำที่เป็นคนคุ้มกัน

 

เยี่ยนหลิงกลอกตามองเพดานร้านอย่างระอาตั้งแต่ได้ยินเสียงแสบหูนั่นแล้ว รู้ทันทีว่าวันอันแสนรื่นรมย์ของนางเป็นอันจบสิ้นเพียงเท่านี้ 

 

“ข้าก็จะซื้อปิ่นนั่น”

 

ผู้มาใหม่เอ่ยความประสงค์ชัดเจนโดยปราศจากความละอายว่ามาทีหลัง เพราะนางคือซูเหมยเหม่ย...บุตรีผู้ว่าการมณฑลฮั่วหนาน

 

“เอ่อ...ขออภัยด้วยขอรับ” เถ้าแก่ประคองมือคำนับนอบน้อม “เครื่องประดับทองเหลืองชุดนี้ทำมาแบบละหนึ่งชิ้น หากคุณหนูซูสนใจต่างหูลวดลายดอกท้อยังมีแบบอื่นๆ อีกมากมาย และหากต้องการเครื่องประดับทองคำที่คุณหนูซูชื่นชอบแล้วละก็ ของจะเข้าประมาณอีกสามวัน งานฝีมือประณีตบรรจงกว่านี้หลายเท่าขอรับ”

 

ซูเหมยเหม่ยก็เป็นหนึ่งในลูกค้าประจำ เถ้าแก่ย่อมล่วงรู้รสนิยมของนาง แต่ไรมาคุณหนูซูชมชอบของที่ดีที่สุด แพงที่สุด ไม่เคยแยแสของใส่เล่นอย่างเครื่องประดับทองเหลืองราคาไม่กี่ตำลึง ทว่าการหว่านล้อมของเถ้าแก่ครั้งนี้ แม้เปี่ยมด้วยเหตุผลเพียงใดก็ไร้ประโยชน์ เมื่ออีกฝ่ายไม่สนใจจะฟัง

 

“แต่ข้าชอบอันนี้”

 

“แต่เจ้ามาทีหลัง”

 

เยี่ยนหลิงก้าวออกมาตอบแทนเจ้าของร้านที่ยืนปาดเหงื่อกลางฤดูวสันต์อย่างน่าเห็นใจ

 

...ซูเหมยเหม่ยอายุสิบหก อ่อนกว่านางสองปี ทว่าเจอหน้าคราใดก็วางท่าเป็นอริอย่างเปิดเผย คาดว่าเพราะฮ่องเต้ทรงยกย่องประมุขหอเพลิงสุริยันซึ่งเป็นคนยุทธภพให้มีศักดิ์ฐานะเทียบเท่าผู้ว่าการมณฑลฮั่วหนาน ย่อมสร้างความไม่พอใจให้กับฝ่ายนั้นซึ่งเป็นขุนนางขั้นสาม[2]

 

แต่ใครจะไม่พอใจแล้วอย่างไร หากประมุขหอเพลิงสุริยันกับผู้ว่าการมณฑลฮั่วหนานกอดคอสนิทสนมกลมเกลียว นี่ต่างหากที่ฮ่องเต้ไม่ทรงปรารถนาให้เกิดขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อคานอำนาจซึ่งกันและกัน

 

ขุนนางขั้นสี่อย่างเจ้าเมืองหลัวเจียงยังรู้หลบหลีก รักษาน้ำใจสองฝ่ายไปแบบประคองตัว ในเมืองนี้เกรงจะมีแต่คุณหนูสกุลซูที่ตั้งตนเป็นศัตรูกับหอเพลิงสุริยันซึ่งหน้า ขนาดใต้เท้าซูผู้เป็นบิดายังรู้จักเก็บงำท่าทีเป็นปรปักษ์เอาไว้มิให้เผยออกมาชัดเจน ส่วนบิดาของเยี่ยนหลิง ฉากหน้าก็ให้เกียรติใต้เท้าซูเช่นเดียวกัน 

 

นั่นคือกลุ่มคนที่มีสติ มีความยั้งคิด แม้ยืนคนละฝักฝ่ายก็ใช่ว่าต้องแสดงความโกรธเกลียดออกมาอย่างบ้าคลั่ง ยังมีหน้าที่การงานค้ำคอ และเรื่องที่ต้องกระทำก็ยังคงต้องกระทำ

 

...ซูเหมยเหม่ยคนนี้ไม่ได้เรียนรู้จากบิดาเอาเสียเลย คงถูกตามใจจนเคยตัว ได้ยินว่ามีกำหนดเดินทางไปเมืองหลวงเพื่อร่วมพิธีคัดเลือกสาวงามในปีนี้ด้วย เยี่ยนหลิงยังจินตนาการไม่ออกว่าคนนิสัยเอาแต่ใจเยี่ยงนี้จะใช้ชีวิตในสถานที่ที่เคร่งครัดกฏระเบียบ ทั้งยังเต็มไปด้วยอันตรายรอบด้านเช่นวังหลวงได้อย่างไร   

 

“ข้าไม่สนว่าใครมาก่อนมาหลัง แต่ข้าจะซื้อปิ่นอันนี้ เมื่อครู่ได้ยินแว่วๆ ว่าห้าตำลึงใช่หรือไม่ อย่างนั้นข้าให้สิบตำลึงก็แล้วกัน” ดรุณีชุดฟ้ากล่าวอย่างใจป้ำพลางพยักพเยิดให้สาวใช้เปิดถุงเงิน

 

“เอ่อ...คุณหนูซู ของชิ้นนี้ไม่ได้มีราคาถึงปานนั้นขอรับ” เถ้าแก่โบกมือปฏิเสธเสียงสั่น ไม่อยากมีเรื่องกับคุณหนูตระกูลใหญ่ ไม่ว่าคนใดก็ตาม

 

“ข้าบอกให้รับไว้ก็รับไปสิ” ซูเหมยเหม่ยยัดเยียดแท่งเงินใส่มือเจ้าของร้าน ขณะที่สายตาเหลือบมองคู่กรณีอย่างเย้ยหยัน “เพื่อของที่ข้าต้องการ ข้ากล้าจ่ายเกินราคา เจ้ากล้าจ่ายมากกว่าหรือไม่เล่า หากไม่กล้าก็ยอมแพ้หดหัวไปซะ!” 

 

“หา! หมายความว่าคุณหนูซูต้องการให้แข่งกันเสนอราคาอย่างนั้นรึ!”

 

จู่ๆ เยี่ยนหลิงก็แหกปากร้องลั่น ไม่เพียงคุณหนูสกุลซูและผู้ติดตามที่สะดุ้งเฮือกเป็นระลอกคลื่น เถ้าแก่กับเยี่ยนเสี่ยวซุนยังไหล่ไหวเบาๆ 

 

“โอ๊ย! อยู่ใกล้กันแค่นี้จะเสียงดังทำไม!” ซูเหมยเหม่ยตะโกนกลับอย่างหัวเสีย “ก็ในเมื่อความต้องการตรงกัน แต่ของมีชิ้นเดียวก็ต้องแข่งกันเสนอราคา นี่สิจึงจะยุติธรรม”

 

ชาวบ้านแถวนั้นได้ยินเสียงคล้ายคนทะเลาะกันก็ทยอยมามุงดูหน้าร้าน เยี่ยนหลิงปรายตามองจำนวนคนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างพึงพอใจก่อนเอ่ยเสียงฉะฉาน 

 

“แต่ข้าตกลงซื้อปิ่นอันนี้ก่อนนี่นา น้องสาวซู...เจ้ามาทีหลัง จะมาให้เสนอราคาแข่งกัน นี่น่ะหรือที่เรียกว่ายุติธรรม”

 

ขามุงทั้งหลายล้วนมีประสบการณ์โชกโชนในการสอดส่องเรื่องชาวบ้านอยู่แล้ว ฟังนิดเดียวก็สามารถจับต้นชนปลาย เดาสถานการณ์คร่าวๆ ออก... 

 

...ที่แท้คุณหนูเยี่ยนจะซื้อปิ่นปักผม แต่คุณหนูซูมาทีหลัง บังเอิญต้องตาของชิ้นเดียวกันเสียนี่! 

 

รู้เช่นนี้แล้วยิ่งไม่มีใครยอมถอย ขยับเบียดเสียดกันเข้าไปอีก คนข้างหลังบ้างเขย่งเท้า บ้างถึงกับกระโดด ต่างชะเง้อคอรอชมเรื่องสนุกจากคุณหนูสองตระกูล

 

“ว่าอย่างไร เจ้าไม่กล้าสู้ราคาสินะ ฮึ...หอเพลิงสุริยันที่โอ่อ่ามั่งคั่ง ที่แท้ก็เท่านี้เอง อ๊ะ! หรือไม่ก็...” ซูเหมยเหม่ยเอ่ยเสียงเยาะหยัน แต่แล้วท้ายประโยคกลับหยุดไปเฉยๆ ทำเอาผู้ชมลุ้นกันตัวโก่ง

 

“เชิญพูดต่อ” เยี่ยนหลิงผายมือด้วยท่าทีนิ่งสงบไม่ยี่หระ

 

“ก็ได้ งั้นข้าไม่เกรงใจแล้วนะ ...ข้าว่าหอเพลิงสุริยันร่ำรวยจริงๆ มิใช่ปลอมเปลือก แต่ได้ยินว่าตระกูลเยี่ยนมีหนึ่งเศษสวะที่เกิดมาไร้พลังปราณ ตระกูลเสาหลักยุทธภพถึงกับมีทายาทเป็นตัวไร้ค่าเช่นนั้น ก็คงมิได้ให้เงินไว้ใช้จ่ายมากมายกระมัง ที่ยังเลี้ยงดูเป็นคุณหนูก็เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของหอเพลิงสุริยันเท่านั้นละ”

 

โลกแห่งนี้...เด็กที่เกิดจากครอบครัวคนธรรมดานั้นไม่มีทางมีปราณแรกกำเนิด ส่วนการที่บิดามารดาเป็นคนยุทธภพ ไม่ว่าแค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งคู่ ก็มิได้เป็นหลักประกันว่าทายาทจะเกิดมาพร้อมพลังปราณ นานๆ ครั้งก็มีกรณีให้เห็น ซึ่งสำหรับตระกูลชาวยุทธ์แล้ว การที่ทายาทไม่สามารถฝึกฝนวรยุทธ์ย่อมเป็นเรื่องมิอาจยอมรับได้ ทารกที่ไร้พลังปราณจึงถูกมองว่าไร้คุณค่าไปด้วย แม้มีสายเลือดเดียวกัน ใช้แซ่ร่วมกัน แต่มีฐานะไม่ต่างจากเศษสวะ นี่เป็นเรื่องสามัญที่ผู้คนทั้งในและนอกยุทธภพล้วนทราบกันดี

 

เยี่ยนเสี่ยวซุนฟังแล้วในอกเดือดพล่าน ร้อนรนแทนผู้เป็นนาย ทว่ายังมิทันก้าวขาออกไปเยี่ยนหลิงก็ยื่นมือห้ามไว้เสียก่อน ครั้นซูเหมยเหม่ยเห็นว่าปราศจากการโต้ตอบยิ่งได้ใจ

 

“ตระกูลใหญ่ในหมู่ชาวยุทธ์แต่กลับมีบุตรสาวที่ฝึกยุทธ์ไม่ได้ สวรรค์ช่างโหดร้ายจริงๆ เศษสวะไร้ค่าอย่างนี้แค่จะแต่งกับบุรุษตระกูลดีๆ สักคนยังยากเลย ดูเจ้าสิ อายุสิบแปดแล้วยังไม่มีคุณชายตระกูลใดมาทาบทามสู่ขอ” 

 

ชาวบ้านที่มุงดูพอได้ยินถ้อยคำปรามาสเช่นนี้ก็ฉุกใจขบคิดหาสาเหตุกันยกใหญ่ ...ด้วยความงามของเยี่ยนหลิงมีหรือจะไม่เป็นที่ต้องตาบุรุษคนใดเลย แต่ด้วยฐานะบุตรีประมุขหอเพลิงสุริยัน ต่อให้คนมีใจก็ใช่ว่าจะอาจหาญเสนอหน้า ยังต้องเหลียวดูเงาของตนด้วย ดังนั้นผู้ที่มีสิทธิ์จึงไม่พ้นบรรดาคุณชายจากตระกูลใหญ่ทัดเทียมกัน ทว่าการแต่งงานของพวกเขาเหล่านั้นย่อมต้องผ่านการไตร่ตรองหลายตลบ... 

 

ในหมู่ตระกูลชาวยุทธ์ยังมีกรณีหนึ่งในร้อยหนึ่งในพันที่ทายาทไม่ปรากฏปราณแรกกำเนิด หากบุตรชายแต่งกับเยี่ยนหลิงแล้วนางคลอดเด็กที่ไร้พลังปราณเหมือนมารดา เช่นนั้นจะมีประโยชน์อันใด ส่วนพวกขุนนางแม้มิใช่ชาวยุทธ์ก็ต้องคำนึงถึงจุดนี้อยู่บ้าง เกี่ยวดองกับคนยุทธภพทั้งทีแต่กลับได้ตัวไร้ค่าของตระกูล ก็มิต่างกับการค้าขายขาดทุน ครั้นจะให้แต่งนางเป็นภรรยารอง สกุลเยี่ยนจะยอมรับการหยามเกียรติเช่นนั้นได้หรือ ...คงเป็นด้วยเหตุนี้เอง บุตรีประมุขหอเพลิงสุริยันในวัยสิบแปดปีจึงยังไร้คู่หมั้นหมาย  

 

“ว่าอย่างไร...ข้าพูดผิดสักคำหรือไม่” คุณหนูสกุลซูลอยหน้าลอยตาถาม

 

สีหน้าของเยี่ยนหลิงเฉยเมยไม่บ่งบอกอารมณ์ นางมิได้ตอบคำถามนั้นแต่กล่าวเสียงเรียบ

 

“สิบเอ็ด”

 

“อะไรของเจ้า?” ซูเหมยเหม่ยย่นหัวคิ้วงงงัน “สิบเอ็ดอะไร?” 

 

“สิบเอ็ดตำลึง”

 

“พรูด! ฮ่าๆๆ โอ๊ย!” คุณหนูจวนผู้ว่าการมณฑลถึงกับหลุดหัวเราะเสียงดังลืมมารยาทกุลสตรีในห้องหอ “ไม่เพิ่มทีละหนึ่งอีแปะไปเลยเล่า ฮ่าๆๆ” 

 

ครั้นอีกฝ่ายไม่เอ่ยอันใด นางก็กล่าวเสียงดังราวกับจะข่มกัน

 

“ยี่สิบตำลึง!”

 

“ยี่สิบเอ็ด”

 

ซูเหมยเหม่ยยังคงขบขันที่บุตรีประมุขหอเพลิงสุริยันเพิ่มราคาทีละหนึ่งตำลึง ขณะที่นางข่มทับที่สามสิบ สี่สิบไปเรื่อยๆ ไม่กี่อึดใจถัดมาราคาก็พุ่งไปถึงหนึ่งร้อยตำลึง บรรดาขามุงยิ่งตามมาสมทบรอชมเหตุการณ์กันแน่นขนัดขึ้นอีก สร้างความพึงพอใจให้กับบุตรีผู้ว่าการมณฑลที่จะได้ฉีกหน้าเศษสวะของหอเพลิงสุริยันต่อหน้าฝูงชนจำนวนมาก

 

“หนึ่งร้อยตำลึงแล้ว ยังจะสู้อีกหรือไม่” นางเลิกคิ้วถามเยาะหยัน

 

คุณหนูสกุลเยี่ยนประคองมือคำนับก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม “น้องสาวซูร่ำรวยจริงแท้ ข้าไม่กล้าสู้แล้ว” 

 

ซูเหมยเหม่ยหัวเราะคิกคักอย่างสาแก่ใจโดยไม่ทราบว่าสาวใช้และคนคุ้มกันที่ยืนเบื้องหลังพากันหน้าซีดตั้งแต่ราคาห้าสิบตำลึง

 

เยี่ยนหลิงส่งยิ้มหวานให้คู่กรณี จากนั้นก็หันไปทางชาวบ้านที่ยืนออกันหน้าประตูร้าน ประกาศความพ่ายแพ้ของตนด้วยเสียงดังชัดถ้อยชัดคำ

 

“ทุกท่าน...วันนี้เยี่ยนหลิงขอยอมแพ้คุณหนูซู ข้าแม้ตกลงซื้อปิ่นทองเหลืองชิ้นนั้นกับเถ้าแก่ก่อน ทว่าเห็นแก่ที่นางต้องใจอยากได้จริงๆ จนถึงกับทุ่มเงินร้อยตำลึง ความมุ่งมั่นเช่นนี้น่านับถือยิ่งนัก ขอทุกท่านร่วมเป็นพยานการซื้อขายครั้งนี้ด้วยเถิด”

 

ครั้นได้รับรู้รายละเอียดของปิ่นเจ้าปัญหาที่คุณหนูตระกูลใหญ่ถึงกับต้องแย่งชิงกัน ผู้คนก็ส่งเสียงฮือฮา ตอนเริ่มมุงดูพวกเขาทราบเพียงว่าคุณหนูทั้งสองแข่งประมูลปิ่น ก็เข้าใจว่าทำจากทองคำล้ำค่าชิ้นงานประณีตบรรจง แต่ไม่นึกว่าสุดท้ายแล้วจำนวนเงินที่พุ่งไปถึงร้อยตำลึงนั่นจะเพื่อปิ่นทองเหลืองอันหนึ่ง! 

 

...ตระกูลซูช่างมีเงินทองเหลือเฟือเกินไปแล้ว! 

 

ท่าทีของชาวบ้าน สีหน้าแววตาของบุตรีประมุขหอเพลิงสุริยัน และคำแถลงประกาศยอมแพ้ที่ฟังแล้วแปลกพิกลนั่น เมื่อลองตริตรองทบทวน รอยยิ้มของซูเหมยเหม่ยก็ค่อยๆ หุบลง 

 

“เจ้า! นี่เจ้าจงใจ!”

 

“หืม? อะไรหรือ?” เยี่ยนหลิงกะพริบตาปริบๆ เอียงคอถาม

 

“เจ้าจงใจปั่นราคา! เจ้ากลั่นแกล้งข้า!”

 

“น้องสาวซู...คนที่บอกให้แข่งกันเสนอราคาคือเจ้านะ”

 

“ใช่ๆ ข้าก็ได้ยิน คุณหนูซูเป็นฝ่ายท้าให้คุณหนูเยี่ยนสู้ราคาต่างหู” ผู้ชมแถวหน้าสุดเป็นขามุงกลุ่มแรกๆ ที่เกาะขอบประตูร้านสังเกตการณ์จึงรู้ต้นสายปลายเหตุกว่าพวกมาทีหลัง ต่างพากันแสดงตัวเป็นพยาน จากนั้นคนอื่นๆ ก็ตบมือเป็นจังหวะพร้อมประสานเสียงเร่งเร้าอย่างเห็นเป็นเรื่องสนุก

 

“จ่ายเลยๆๆ”

 

“ซื้อเลยๆๆ”

 

ซูเหมยเหม่ยเคยชินกับการวางท่าใหญ่โตมาโดยตลอดย่อมไม่อาจรับแรงกดดันเยี่ยงนี้ ...คนตระกูลซูเสียเงินไม่ว่า  เสียหน้าไม่ได้!

 

“เอาตั๋วเงินมา!” 

 

“เอ่อ... คุณหนู... ในนี้มีแค่... เอ่อ...ห้าสิบตำลึงเจ้าค่ะ” คนเป็นบ่าวกุมถุงเงินด้วยมือสั่นเทา 

 

เสียงโห่จากฝูงชนรายรอบทำเอาแก้มแดงปลั่งจากการประทินโฉมของหญิงสาวยิ่งแดงจัดขึ้นไปอีก ปกติหากออกมาซื้อของ นางจะให้สาวใช้พกตั๋วเงินมาหลายร้อยตำลึง แต่วันนี้เดิมทีเพียงคิดเดินเล่นชมดอกท้อเฉยๆ จึงหยิบติดตัวมาไม่มาก ...ที่ว่าไม่มากหมายถึงสำหรับคนสกุลซู เพราะอันที่จริงเงินจำนวนห้าสิบตำลึงนี้ ครอบครัวชาวบ้านธรรมดาสามารถใช้เป็นเดือนๆ หรือถ้ามัธยัสถ์หน่อยอาจกินอยู่ได้ถึงครึ่งปีเลยทีเดียว

 

“ก็กลับไปเอาที่จวนสิ! อาเหมา! เจ้าวิ่งไป ไปสิ!” นางหันไปตวาดคนคุ้มกัน ทั้งเจ็บใจและรู้สึกเสียหน้าอย่างยิ่ง

 

“ข...ขะ...ขอรับคุณหนู”

 

คนคุ้มกันที่ชื่ออาเหมาตกใจเสียงตะคอกของผู้เป็นนาย รีบวิ่งจนขาแทบพันกันเซจะล้มอยู่หลายครา สร้างความขบขันแก่ผู้คน 

 

เยี่ยนหลิงเห็นว่าการซื้อขายยังไม่เสร็จสมบูรณ์ หากปล่อยเถ้าแก่ไว้ตามลำพังกับคุณหนูสกุลซู เกรงจะถูกข่มขู่จนไม่ยอมรับเงิน นางจึงหันมาบอกกล่าวกับชาวบ้านทั้งหลาย

 

“ทุกท่าน...หากพอจะมีเวลาก็อยู่รอดูการส่งมอบสินค้าแล้วค่อยแยกย้ายเถิด ประมูลปิ่นทองเหลืองด้วยราคาตั้งร้อยตำลึง เรื่องยิ่งใหญ่ระดับตำนานเมืองหลัวเจียงเช่นนี้จะขาดพยานมิได้ หากไม่เห็นด้วยตาตัวเองก็เท่ากับพลาดข่าวเด็ดไปอย่างน่าเสียดาย”

 

เหล่าขามุงส่งเสียงเฮลั่น ล้วนเห็นด้วยทันที ทว่าเถ้าแก่กลับมีท่าทางอึกอัก เยี่ยนหลิงจึงเอ่ยปลอบ

 

“เถ้าแก่...แม้ราคาจะพุ่งเกินมูลค่าของไปมาก แต่นี่เป็นความตั้งใจของคุณหนูซู หากท่านไม่รับน้ำใจของนางก็เสียมารยาทแล้ว อย่างไรก็รับไว้เถอะ เงินนั่นก็ปันส่วนให้รางวัลช่างทำเครื่องประดับเพิ่มเติม เขาจะได้มีกำลังใจทำผลงานดีๆ ต่อไป”  

 

“ฮึ...เสแสร้งทำตัวเป็นคนดี” ซูเหมยเหม่ยเบะปากด้วยความหมั่นไส้ “เป็นแค่เศษสวะของตระกูลยังจะทำอวดดี รอน้องชายเจ้าเติบใหญ่สืบทอดตำแหน่งต่อจากบิดา ถึงตอนนั้นเจ้ายังหาสามีไม่ได้แห้งเหี่ยวคาหอเพลิงสุริยัน จะยังมีที่ยืนอยู่หรือไม่ เศษสวะอย่างไรก็เป็นเศษสวะวันยังค่ำ!”

 

“น้องสาวซู...เจ้าเป็นอะไรกับคำว่าเศษสวะนัก ย้ำอยู่นั่น”

 

“ข้าย่อมมิได้เป็นอะไรกับคำว่าเศษสวะ! เจ้าต่างหากที่เป็นเศษสวะไร้ค่า ทำเป็นวางท่าสูงส่งเสียเต็มประดา เห็นแล้วคลื่นไส้!”

 

“อ้าว...งั้นก็ไปหาที่อาเจียนดีๆ ก็แล้วกัน อย่าให้เลอะเทอะผู้อื่นเล่า” เยี่ยนหลิงเบี่ยงตัวหลบ บรรดาขามุงก็พลอยหลีกทางแหวกเป็นช่องไปด้วย

 

“เจ้า!”

 

“คุณหนู... เงิน... มาแล้วขอรับ...” 

 

ก่อนที่บุตรีผู้ว่าการมณฑลจะบันดาลโทสะอาละวาด คนคุ้มกันก็วิ่งกลับพร้อมตั๋วเงินร้อยตำลึง นางจึงค่อยสงบอารมณ์ลงชั่วคราว รีบส่งเงินให้เถ้าแก่เพื่อจบเรื่องราวกันไปเสียที

 

ทางด้านเยี่ยนหลิงนำพยานทั้งหลายปรบมือเป็นเกียรติแก่การประมูลระดับตำนาน ซูเหมยเหม่ยคั่งแค้นจนแทบกระอักโลหิต หลังรับกล่องใส่ปิ่นมาแล้วยังหันมากัดฟันเอ่ยอย่างอาฆาต

 

“อย่านึกนะว่าวันนี้เจ้าชนะ สักวันข้าจะเอาคืนบ้าง ฝากไว้ก่อนเถอะ!” 

 

“อะไร?” คุณหนูสกุลเยี่ยนเลิกคิ้วทำหน้าตาซื่อตาใส “ก็ข้าบอกแล้วว่าขอยอมแพ้ ข้าชนะเจ้าที่ไหนกัน ยังจะมาเอาคืนอะไร มาฝากอะไรอีก?”

 

ซูเหมยเหม่ยถลึงจ้องตาแทบถลน ตะโกนเรียกคนคุ้มกันน้ำเสียงกราดเกรี้ยว

 

“อาเหมา!”

 

อาเหมาที่ยังหอบหายใจอกกระเพื่อมจากการวิ่งไปกลับจวนผู้ว่าการมณฑลยังมิทันขยับกาย เยี่ยนเสี่ยวซุนก็ก้าวมาขวางหน้าคุณหนูของตน หนุ่มน้อยวัยสิบหกผู้นี้รูปร่างผอมเพรียว ส่วนสูงพอๆ กับเยี่ยนหลิง รูปร่างดูแล้วคนละเรื่องกับอาเหมาที่กำยำสูงใหญ่ ทว่าเจ้าตัวมิได้วางท่าข่มขู่อันใดเลย แค่ยืนเฉยๆ อีกฝ่ายก็ขาสั่นแล้ว 

 

ในโลกแห่งนี้ยากที่จะมียอดฝีมือระดับสูงคนใดลดทอนคุณค่าตัวเองมาทำงานคุ้มกันบุตรีขุนนางขั้นสาม ยิ่งกับนายที่กดขี่ดูหมิ่นเช่นนี้ยิ่งไม่มีทาง ต่อให้เป็นจอมยุทธ์ขั้นกลางๆ ยังมีความถือดีหยิ่งทะนงพอตัว องครักษ์คุณหนูสกุลซูจึงเป็นเพียงคนธรรมดาที่ฝึกฝนวิธีต่อสู้โดยร่างกายปราศจากพลังปราณ ขณะที่ตระกูลของเยี่ยนหลิงนั้นเป็นหนึ่งในเสาหลักยุทธภพ องครักษ์ของนางแม้เยาว์วัยกว่าแต่มีปราณแรกกำเนิด ทั้งยังได้รับถ่ายทอดวิชาของหอเพลิงสุริยัน ...อาเหมาคนนี้ย่อมมิใช่คู่มือของเยี่ยนเสี่ยวซุน

 

“เจ้าบ่าวเส็งเคร็งนี่! ถ้ายังไม่เข้าไปอีก ข้าจะให้ท่านพ่อไล่เจ้าออก!” ซูเหมยเหม่ยไม่ประมาณกำลังฝ่ายตน แม้รู้ว่ามิอาจชนะ แต่คิดว่าหากทำให้อีกฝ่ายได้แผลสักนิดเลือดออกสักหน่อยคงพอระบายโทสะในใจลงบ้าง

 

อาเหมาไร้ทางเลือกต้องทำตามคำสั่งผู้เป็นนาย หลับหูหลับตาชักดาบพุ่งเข้าไป เยี่ยนเสี่ยวซุนยืนนิ่งมิได้แตะด้ามดาบที่เอว เพียงโคจรลมปราณไปยังฝ่ามือข้างขวาที่เงื้อขึ้นปัดป้องคมดาบฝ่ายตรงข้าม

 

ชั่วพริบตาที่หลังมือของหนุ่มน้อยสัมผัสส่วนเย็นเยียบของใบมีด ทั้งดาบและเจ้าของก็ลอยกระเด็นไปทางประตูร้าน!

 

ชาวบ้านที่มุงดูรีบกระโดดหลบหลีกแทบไม่ทัน ร่างอาเหมากระแทกพื้นสิ้นท่าอยู่นอกร้านราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นจับขว้างออกไป ได้แต่ร้องโอดโอยลุกไม่ขึ้น 

 

...นี่คือความต่างชั้นของจอมยุทธ์กับคนธรรมดาที่ฝึกยุทธ์ 

 

บรรดาขามุงทั้งปรบมือทั้งส่งเสียงเกรียวกราว ฉากต่อสู้สั้นๆ เพียงกระบวนท่าเดียวนี้ ชวนให้ตื่นตะลึงยิ่งกว่าชมการแสดงปาหี่เป็นไหนๆ  

 

“ขี้โกง! รังแกกันนี่ คนหอเพลิงสุริยันถือว่ามีพลังปราณจะลงมือกับใครก็ได้อย่างนั้นหรือ!”

 

สิ้นประโยคของบุตรีผู้ว่าการมณฑล ความเงียบงันก็ปกคลุมทั่วร้าน สายตาชาวบ้านล้วนงุนงง ...เห็นๆ อยู่ว่าคนฝ่ายคุณหนูซูลงมือก่อนไม่ใช่หรือ? ไม่ต้องพูดถึงเรื่องรังแก องครักษ์ของคุณหนูเยี่ยนนั้นไม่ได้ตอบโต้ด้วยซ้ำ ที่ทำไปเรียกว่าป้องกันตัวจะถูกต้องกว่า

 

ซูเหมยเหม่ยตระหนักว่าสถานการณ์ของตนตกเป็นรอง พลันรู้สึกชิงชังไปหมดทุกสิ่ง ตวัดตามองหนุ่มน้อยหน้าขาวอย่างเคืองแค้น  

 

“ฮึ...มีนายเป็นเศษสวะ ส่วนคนคุ้มกันก็เป็นตัวลักเพศไร้ค่า ช่างเป็นนายบ่าวที่เหมาะสมกันจริงๆ”

 

ครานี้เยี่ยนหลิงชะงัก ดวงตาคู่งามแปรเปลี่ยนเป็นเข้มขมึง ...เพราะเป้าโจมตีของอีกฝ่ายไม่ใช่นางแล้ว 

 

“อย่านึกว่าข้าไม่รู้ชาติกำเนิดเขานะ เยี่ยนเสี่ยวซุนคนนี้ บิดามารดาเป็นจอมยุทธ์กระจอกที่ตกอับถึงขั้นเอาบุตรไปขายเป็นขันที แต่พอถูกตอนเข้าจริงๆ เจ้าเด็กไร้ค่านั่นกลับทนความเจ็บปวดไม่ไหว อาการร่อแร่จนถูกโยนออกมาให้ไปตายนอกกำแพงวัง หนำซ้ำมารดายังปลิดชีพตัวเอง ใช้ความตายบีบให้ประมุขหอเพลิงสุริยันช่วยชีวิตและอุปการะบุตรกาลกิณีคนนี้ กำพืดชั้นต่ำเสียจนไม่รู้จะต่ำอย่างไรแล้ว!”

 

ผู้คนต่างส่งเสียงอื้ออึงเพราะไม่ทราบมาก่อน ประกอบกับไม่เคยเพ่งมองรูปลักษณ์เจ้าตัวอย่างพิจารณา ครั้นได้ฟังปากคำของคุณหนูซูจึงเพิ่งสังเกต... เยี่ยนเสี่ยวซุนคนนี้ผิวพรรณเกลี้ยงเกลาไร้หนวดเครา เสียงก็ไม่ทุ้มต่ำแม้เทียบกับเด็กหนุ่มวัยเดียวกัน ที่แท้เป็นชายที่ถูกตอนแล้วนี่เอง มิน่าเล่าประมุขหอเพลิงสุริยันจึงยอมให้รับใช้ข้างกายบุตรสาว

 

เยี่ยนเสี่ยวซุนก้มหน้า ริมฝีปากเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง เยี่ยนหลิงแตะไหล่ให้เขาไปด้านหลัง ส่วนนางก้าวออกไปประจันหน้ากับซูเหมยเหม่ย... 

 

เมื่อหกปีก่อน มีสตรีนางหนึ่งพาบุตรน้อยที่อาการปางตายมาขอร้องให้มารดาเยี่ยนหลิงซึ่งเชี่ยวชาญวิชาแพทย์ช่วยรักษาให้ ตอนนั้นหอเพลิงสุริยันเพิ่งตั้งไม่กี่เดือน ตัวหอสูงที่เป็นอาคารหลักยังไม่เสร็จสมบูรณ์ด้วยซ้ำ เหตุการณ์ครั้งนั้นจึงมีคนรู้เห็นไม่น้อย ทั้งคนของหอเพลิงสุริยันเองและช่างก่อสร้างที่เข้ามาทำงาน เพราะฉะนั้นก็ไม่น่าแปลกอันใดที่จวนผู้ว่าการมณฑลจะล่วงรู้เรื่องนี้

 

แม้มิได้ลงลึกถึงรายละเอียด ทว่าก็ไม่ผิดจากความจริงมากนัก คนที่เล่าต่อๆ กันคงไม่รู้จักที่มาที่ไปของสองแม่ลูก แต่เมื่อเยี่ยนเสี่ยวซุนเติบโตขึ้นสามารถฝึกฝนวรยุทธ์ บิดามารดาของเขาอย่างน้อยก็ต้องมีคนใดคนหนึ่งเป็นชาวยุทธ์ ซึ่งผู้มีพลังปราณนั้นมักมีความทระนงในศักดิ์ศรี การร้องขอความช่วยเหลือโดยปลิดชีวิตตนเองเพื่อกดดันมิให้อีกฝ่ายปฏิเสธแสดงว่าถึงที่สุดแล้วจริงๆ จึงถูกสรุปความไปว่าเป็นจอมยุทธ์ตกอับ 

 

เพียงแต่...ไม่ว่าบิดามารดาของเยี่ยนเสี่ยวซุนจะเป็นใคร มีความจำเป็นอะไร และซูเหมยเหม่ยจะรู้มาจากไหน ทว่าเรื่องชาติกำเนิดของคนก็มิใช่ความผิดบาปที่จะเอามาเหยียดหยามหรือกล่าวโทษกัน

 

เยี่ยนหลิงถอนใจเฮือกใหญ่ท่าทางเหนื่อยหน่าย “เฮ้อ...คนเรานี่ก็แปลก เรื่องตัวเองไม่ใส่ใจ กลับชอบสอดแส่เรื่องผู้อื่น”

 

“เจ้า!” ใบหน้าอ่อนเยาว์ของซูเหมยเหม่ยแดงก่ำ “ระวังไว้เถอะ! น้องชายเจ้าเติบใหญ่เป็นผู้สืบทอดเมื่อไร เขาต้องเฉดหัวพี่สาวไร้ค่าอย่างเจ้าแน่ ข้าจะสมน้ำหน้าให้” 

 

“เอาเถอะๆ เจ้าคิดเยี่ยงไรก็ไม่ต้องมาบอกข้าหรอก อย่างกับว่าข้าอยากจะรู้”

 

“ฮึ! นี่ข้าเตือนด้วยความหวังดี เจ้าไม่เพียงไม่ขอบคุณ ยังวางท่าโอหัง”

 

“หากถ้อยคำของเจ้าคือความหวังดี แสดงว่าคนในจวนผู้ว่าการมณฑลเวลาสนทนากันก็พูดจาหยาบๆ คายๆ ก่นด่ากำพืดกันเล่นๆ อย่างนี้น่ะหรือ?” เยี่ยนหลิงเลิกคิ้วทำทีประหลาดใจก่อนผงกศีรษะหงึกหงัก “อ้อๆ มิน่าเล่า เช่นนั้นก็ไม่แปลกที่เจ้าเติบโตมาเป็นคนแบบนี้”

 

ชาวบ้านที่มุงดูอยู่บางคนถึงกับหลุดหัวเราะเสียงดัง ต้องพยายามสะกิดเตือนกัน กลั้นขำจนไหล่สั่นระริก

 

“เจ้า! เจ้า!”

 

“น้องสาวซู...ข้าขอเตือนเจ้าด้วยความหวังดีบ้างก็แล้วกัน ใครจะไร้ค่าหรือไม่ ให้เจ้าตัวเขาตัดสินเองเถอะ คนไม่เกี่ยวอย่าสะเออะมาสั่งสอน เจ้าเองก็ไม่ได้เป็นวีรสตรียิ่งใหญ่มาจากไหนสักหน่อย อย่าคิดว่าผู้คนจะคล้อยตามคำพูดของตัวเพราะฐานะคุณหนูจวนผู้ว่าการมณฑล แน่นอนว่าฉากหน้าอาจไม่มีใครกล้าแย้งเจ้า แต่ลับหลังย่อมไม่พ้นเป็นที่ขบขัน ติฉินนินทากันสนุกปาก”

 

กล่าวจบเยี่ยนหลิงก็หันไปทางฝูงชน

 

“ทุกท่าน...ข้าพูดผิดไปหรือไม่”

 

คำถามของนางทำเอาแต่ละคนเบือนหน้าหนี ตาหลุบต่ำบ้าง แหงนมองฟ้าบ้าง มิอาจหาญสบแววตาคมกล้าของบุตรีประมุขหอเพลิงสุริยัน รวมถึงสีหน้าราวกับจะกินเลือดกินเนื้อของคุณหนูจวนผู้ว่าการมณฑล 

 

“เยี่ยนหลิง! เจ้ากล้า!” ซูเหมยเหม่ยโกรธจัดจนหน้าเขียวคล้ำไปแล้ว

 

ทว่าแม้ถูกตะคอกเสียงแหลม เจ้าของชื่อก็หาได้มีความเกรงกลัวแต่อย่างใด นางตบมือส่งสัญญาณให้บรรดาผู้คนที่ออหน้าประตูร้าน

 

“เอาละๆ ทุกท่าน...วันนี้ไม่มีเรื่องอันใดแล้ว ล้วนแยกย้ายกันเถอะ” 

 

ชาวบ้านเพียงรอชมเรื่องสนุกเช่นการประมูลปิ่นปักผม แต่ย่อมไม่อยากพัวพันกับความขัดแย้งของคุณหนูตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลัวเจียงเข้าจริงๆ ครั้นได้ยินดังนี้ก็ถอนใจโล่งอก พากันสลายตัวด้วยความรวดเร็ว ชั่วพริบตาก็ไม่เหลือขามุงแม้สักคน 

 

ส่วนเยี่ยนหลิงก็ยักคิ้วหลิ่วตาให้ซูเหมยเหม่ยอย่างยั่วเย้าก่อนสะบัดชายชุดชมพูอ่อนเดินจากไปโดยไม่หันมามองอีก...

 

 

--------------------------------------------------------

 

 

ริมฝั่งแม่น้ำหลัวมีชาวเมืองตั้งแผงขายของกินและสินค้าต่างๆ กันคึกคัก เยี่ยนหลิงกับเยี่ยนเสี่ยวซุนแวะซื้อขนมเปี๊ยะไส้เนื้อ กินไปชมความงามของดอกไม้ไป ไม่ช้าไม่นานความขุ่นข้องหมองใจเมื่อครู่ก็ค่อยๆ ถูกบรรยากาศชื่นมื่นนี้ชะล้างเหลือเพียงตะกอนบางเบา...

 

“นางบอกว่าข้าเป็นเศษสวะ แต่ข้าว่าถ้อยคำของนางไม่ต่างจากขยะสกปรก อันที่จริงข้าไม่สนใจว่านางจะพูดอะไร เพราะไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร ข้าก็คือข้า ถ้าตัวข้ามีความสุขกับสิ่งที่เป็นอยู่ นั่นก็คือความสุข ความสุขของข้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับปากของผู้อื่น แต่ว่า...ถ้าปล่อยให้ปากพล่อยกันตามสบาย ประเดี๋ยวจะได้ใจเกินไป ดังนั้นข้าจะมีชีวิตที่ดี ข้าจะโดดเด่น ข้าจะยิ้มแย้มมีความสุขให้คนที่ดูถูกข้าเห็นแล้วเจ็บใจแทบตายนั่นละ” 

 

จู่ๆ หญิงสาวก็เอ่ยขึ้น ถ้อยคำเหล่านี้คล้ายมิใช่แค่บอกกับตนเอง แต่ยังสอนหนุ่มน้อยไปในตัว

 

“เฮอะ...คำก็เศษสวะ สองคำก็คนไร้ค่า ท่านพ่อท่านแม่ไม่เคยใช้คำพวกนี้กับใครเลยด้วยซ้ำ หรือต่อให้ข้าเกิดในครอบครัวชาวยุทธ์ที่รังเกียจลูกหลานไร้พลังปราณ ข้าก็ไม่ยอมถูกกดขี่ข่มเหงหรอก”

 

เยี่ยนเสี่ยวซุนกลืนขนมเปี๊ยะคำสุดท้ายก่อนกล่าวบ้าง “พวกเขามองจากเบื้องนอก คงเคยได้ยินได้ฟังมาว่าในตระกูลชาวยุทธ์ หากมีทายาทที่เกิดมาไร้พลังปราณก็จะถูกปฏิบัติไม่ต่างจากเศษสวะ แต่นั่นก็ใช่ว่าทุกบ้านเป็นเหมือนกันหมด สายเลือดย่อมมิอาจตัดขาดลงง่ายๆ พวกเขาใช้มุมมองความรู้สึกของตัวเองตัดสินเรื่องราวของผู้อื่น ย่อมไม่มีทางทราบว่าประมุขหอกับฮูหยินรักเอ็นดูคุณหนูเพียงใด และคุณหนูกับคุณชายน้อยสนิทสนมกลมเกลียวกันปานใด”

 

“ข้าไม่สนใจคนอย่างซูเหมยเหม่ยอยู่แล้ว นางอยากจะเข้าใจอย่างไรก็เข้าใจไป น่ารำคาญสิ้นดี ทำเสียบรรยากาศหมด” 

 

เยี่ยนหลิงหันมาทางคนข้างกาย 

 

“เสี่ยวซุน...เจ้าก็เหมือนกัน ไม่ต้องใส่ใจคำบั่นทอนของใคร คนเราเมื่อเกิดมาแล้ว ขอเพียงไม่ทำตัวไร้ค่าย่อมมีคุณค่าในตัวเองเสมอ สำหรับข้า...เจ้าไม่เพียงเป็นองครักษ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด ยังเป็นเหมือนน้องชายอีกคน เจ้าใช้วรยุทธ์ปกป้องข้า ข้าก็จะใช้วาจาปกป้องเจ้าเอง”

 

เยี่ยนเสี่ยวซุนค่อยยิ้มออกมาได้ ผู้เป็นนายตบบ่าหนุ่มน้อยเบาๆ ให้กำลังใจ 

 

“ตระกูลซูจะเห็นหอเพลิงสุริยันเป็นอริไม่คบค้าก็ดี ซูเหมยเหม่ยจะพาลชังน้ำหน้าข้า เจ้า หรือใครต่อใครก็ช่าง นั่นเป็นเรื่องของพวกเขา ข้าไม่สนข้าไม่แส่ แต่ไม่มีสิทธิ์มารุกรานกันอย่างที่ทำในวันนี้ 

นางไม่รู้ตัวหรอกว่าทันทีที่ปากพ่นถ้อยคำเหยียดหยามชาติกำเนิดผู้อื่น ต่อให้เกิดในตระกูลสูงส่งแค่ไหนก็กลายเป็นต่ำชั้นยิ่งกว่าคนที่ตัวเองดูแคลนเสียอีก ส่วนผู้ที่เห็นดีเห็นงามคล้อยตามไปด้วยก็ย่อมเป็นประเภทเดียวกันมิผิด คนจำพวกนั้นต่างหากคือเศษสวะที่แท้จริง เรียกว่าไร้ค่าโดยสิ้นเชิง เห็นแล้วทั้งสมเพชทั้งสมน้ำหน้า!” 

 

“ช่างเถอะคุณหนู อย่าเอามาเป็นอารมณ์เลย ไหนท่านบอกว่าไม่สนใจอย่างไรเล่า”

 

“ก็ช่างอยู่แล้วละน่า นี่ข้ากำลังสอนเจ้าต่างหาก ไม่ได้ใส่อารมณ์เลยสักนิด” 

 

“ขอรับๆ ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะจดจำคำสอนของคุณหนูให้ขึ้นใจ”

 

“อืม...เข้าใจก็ดี”

 

เยี่ยนหลิงไม่เอ่ยถึงซูเหมยเหม่ยอีก ทว่าเมื่อเหม่อมองดอกท้อที่กำลังบานสะพรั่งดังภาพฝันก็ทำให้ฉุกใจคิดถึงเรื่องหนึ่ง นางก้มมองอาภรณ์บนร่างตนพลางถอนใจเสียงดัง 

 

“เฮ้อ...จะว่าไปชุดนี้ก็สีอ่อนเกินจริงๆ ด้วย วันนี้อุตส่าห์ได้โอกาสสั่งสอนคน แถมมีพยานอีกเพียบ ข้าน่าจะแต่งชุดแดงทาปากแดงให้โดดเด่นเป็นภาพจำของผู้คนมากกว่านี้นะ”

 

“โธ่คุณหนู...แค่นี้ก็เด่นสุดในเมืองแล้วขอรับ อีกสักหลายปีต้องมีนักเล่านิทานนำเหตุการณ์ในวันนี้เสริมแต่งอภินิหารพิสดารไปเป็นเรื่องเล่าขานตำนานเมืองหลัวเจียงแน่”

 

“ฮึ...อย่างนั้นก็ดีน่ะสิ”

 

สองนายบ่าวสกุลเยี่ยนเดินเล่นชมดอกท้อริมธารอีกสักพักก็พากันกลับหอเพลิงสุริยันด้วยความเบิกบาน โยนคำปรามาสต่างๆ ทิ้งไว้เบื้องหลัง ปล่อยให้แม่น้ำหลัวพัดพาไป... 

 

---------------- จบบทที่ 1 ---------------

[1] จั้ง คือหน่วยวัดระยะทางของจีน, 1 จั้ง เท่ากับประมาณ 3.30 เมตร 

[2] ระบบขุนนางจีนโบราณโดยทั่วไปแบ่งเป็น 9 ขั้น สูงสุดคือขั้นหนึ่ง ตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี

--------------------------------------------

 

นางเอกของเรา ปากไม่แดงไม่มีแรงเดินนะคะ^^" นิสัยก็จะแสบๆ แซ่บๆ เหมือนสีปากเลยค่ะ

 

ป.ล. บทนี้เนื้อหายาวเท่ากับประมาณสองบทนะคะ ต้องออกตัวไว้ก่อนเพราะเดี๋ยวบทอื่นๆ มาปกติแล้วจะนึกว่าทำไมมันสั้นไรงี้ คือธรรมดาบทนึงของหลันจะประมาณ 5-6 หน้าในเวิร์ด แต่บทนี้ 10 หน้าเลย >.<

 

--------------------------------------------------

ติดตามผลงานและพูดคุยกันได้ที่เพจ อาหลัน

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 49 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

39 ความคิดเห็น

  1. #18 Cnpt (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 มกราคม 2564 / 13:02
    สุดยอดมาก
    #18
    1
  2. #2 Unnamed (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 กันยายน 2563 / 16:41

    น้องฉลาดอ่ะ

    #2
    1
    • #2-1 อาหลัน 阿兰(จากตอนที่ 2)
      27 กันยายน 2563 / 09:31
      ขอบคุณค่ะ รอตามติดชีวิตน้องกันน้าา
      #2-1