บุรุษผู้นี้มิใช่สามัญ สตรีนางนั้นก็มิใช่ธรรมดา 笑里藏刀

ตอนที่ 1 : บทนำ ราชสำนักกับยุทธภพ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 911
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 57 ครั้ง
    9 ก.พ. 64

บทนำ

ราชสำนักกับยุทธภพ

 

         ...ในโลกแห่งนี้เฉพาะผู้เกิดมาพร้อมพลังปราณเท่านั้นจึงจะสามารถฝึกฝนวรยุทธ์

 

         คำว่าปราณนอกจากจะหมายถึงลมหายใจซึ่งทุกสรรพชีวิตล้วนต้องมี ยังรวมถึงกระแสลี้ลับที่แฝงอยู่ทุกการขับเคลื่อนอีกด้วย ทว่าสิ่งนี้มิอาจสร้างขึ้นเองจากความว่างเปล่า จำเป็นต้องมีต้นทุนโดยกำเนิด

 

พลังปราณแบ่งออกเป็นเจ็ดขั้น ที่ไหลเวียนในร่างทารกนับแต่คลอดจากครรภ์มารดาคือขั้นหนึ่ง เรียกว่าปราณแรกกำเนิด ครั้นเติบโตรู้ความผ่านการฝึกฝนจนสามารถตั้งสมาธิกำหนดลมหายใจเข้าออก โคจรลมปราณให้ไหลเวียนทั่วร่างอย่างเป็นระบบระเบียบจึงก่อร่างขึ้นเป็นขั้นสอง สะสมไว้ที่จุดตันเถียน[1]อันเป็นแหล่งเพาะเก็บ เมื่อเสริมเข้ากับวิชายุทธ์แขนงต่างๆ ค่อยพัฒนาเลื่อนเป็นขั้นสามและสี่ ซึ่งถือว่าอยู่ในกลุ่มจอมยุทธ์ฝีมือกลางๆ ส่วนพลังปราณระดับสูงจะเริ่มตั้งแต่ขั้นห้าเป็นต้นไป

 

คนธรรมดานั้นต่อให้อดทนเคี่ยวกรำร่างกายเพียงใดก็ได้เพียงกระบวนท่า ดูผิวเผินเข้มแข็งดุดัน ทว่ามิอาจเทียบเคียงแม้กระทั่งจอมยุทธ์ระดับล่าง 

 

ด้วยข้อจำกัดเช่นนี้เอง ผู้มีพลังปราณจึงเปรียบดังบุคคลพิเศษที่สวรรค์ประทานพรล้ำค่า มีหน้ามีตาในสังคม ได้รับการเคารพนับถือจากผู้คนไม่แพ้ชนชั้นขุนนาง ถึงกับมีคำกล่าวว่าแคว้นที่สามารถรักษาสมดุลระหว่างราชสำนักกับยุทธภพจะนำมาซึ่งความสุขสงบของแผ่นดิน...

 

ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันแห่งแผ่นดินต้าถงซึ่งครองความยิ่งใหญ่ที่สุดในยามนี้ก็ทรงยกย่องเชิดชูผู้มีพลังปราณ ทรงเชื่อว่ายอดฝีมือขั้นสูงจะเป็นกำลังขับเคลื่อนสำคัญของแว่นแคว้น

 

ทว่าในรัชกาลก่อนๆ ราชสำนักแคว้นถงกับยุทธภพมิได้ข้องเกี่ยวกันมากนัก มีบ้างที่ยอดฝีมือเข้ารับตำแหน่งขุนนางฝ่ายบู๊ แต่ชาวยุทธ์โดยส่วนใหญ่นั้นนิยมใช้ชีวิตอิสระไม่อิงกฎเกณฑ์มากกว่า 

 

จนเมื่อครั้งที่อดีตฮ่องเต้ล่วงเข้าวัยชรา ผิงอ๋องผู้เป็นพระอนุชาฮึกเหิมก่อการกบฏ รัชทายาทในขณะนั้นทรงถูกพระบิดาจำกัดกรอบอำนาจมาโดยตลอด กีดกันมิให้คบหาสนิทชิดเชื้อกับขุนนางน้อยใหญ่ โดยเฉพาะขุนนางฝ่ายบู๊ ทำให้ไม่มีกำลังทหารที่สามารถใช้งานได้มากพอ เมื่อเผชิญเหตุคับขันจึงเข้าช่วยเหลือพระบิดาไม่ทันการณ์ หนำซ้ำยังเกือบจะถูกผิงอ๋องผู้มีศักดิ์เป็นพระปิตุลาสังหารไปด้วย

 

ทว่าในคราวเคราะห์ ราชวงศ์ถงยังไม่ไร้ซึ่งหนทาง... 

 

ยุทธภพมีชายหนุ่มคนหนึ่งนามหลี่เจี๋ย จอมอหังการผู้ท้าประลองแลกเปลี่ยนความรู้เชิงยุทธ์กับยอดฝีมือทั่วหล้าจนเป็นที่เลื่องลือในฉายาเอกบุรุษไร้พ่าย ขณะเดียวกันเขาก็ขึ้นชื่อว่ายึดมั่นคุณธรรมและเปี่ยมด้วยปณิธานแรงกล้า เห็นใครเดือดร้อนเป็นต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือ หลี่เจี๋ยนั้นเป็นชาวถงโดยกำเนิด ครั้นเห็นบ้านเมืองตกอยู่ในภาวะระส่ำระสายจึงได้โน้มน้าวยอดฝีมือต้าถงที่มีอุดมการณ์เดียวกัน รวมพลังปราบกบฏผิงอ๋อง ส่งรัชทายาทขึ้นครองบัลลังก์สืบต่อจากพระบิดาตามสิทธิ์ที่ควรจะเป็น 

 

หลังพิธีราชาภิเษกผ่านพ้น ฮ่องเต้องค์ใหม่ก็มิได้รอช้า พระราชทานรางวัลมากมายแก่หลี่เจี๋ยและจอมยุทธ์ทุกคนที่ร่วมต่อต้านทัพกบฏ ทั้งยังมีพระราชดำริให้ยอดฝีมือเหล่านั้นเข้ามามีส่วนช่วยราชสำนักดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองโดยก่อตั้งพรรคมังกรทอง...

 

มังกรทองนั้นเป็นสัญลักษณ์ของฮ่องเต้ผู้เปรียบดั่งโอรสสวรรค์ การมีอยู่ของพรรคมังกรทองก็เพื่อช่วยเป็นหูเป็นตาแทนพระองค์ สอดส่องระวังภัย รักษาความสงบ ดูแลสุขทุกข์ราษฎร เสริมแรงกับขุนนางบุ๋นบู๊อีกทางหนึ่ง ไม่ปล่อยให้พลังปราณของพวกเขาอันเป็นดั่งของขวัญจากสวรรค์ต้องเสียเปล่า  

 

ฮ่องเต้ยังพระราชทานแซ่หวง[2]แก่หลี่เจี๋ย พระประสงค์เชื่อมสัมพันธ์นั้นชัดเจนยิ่ง ราชวงศ์ถงเป็นของคนแซ่จิน[3] หากมิใช่เพราะกฎมณเฑียรบาลแคว้นถงที่เคร่งครัดความบริสุทธิ์ทางสายเลือด ย่อมต้องพระราชทานราชสกุลใช้ร่วมแล้ว ขณะเดียวกันพระองค์ก็ทรงไม่ลืมคำนึงถึงศักดิ์ศรีและวิถีของชาวยุทธ์ อนุญาตให้หลี่เจี๋ยสามารถคงแซ่เดิมด้วยได้ 

 

หวงหลี่เจี๋ยได้รับแต่งตั้งเป็นประมุขพรรคมังกรทอง ส่วนพี่น้องร่วมสาบานที่ต่อสู้มาด้วยกันกับเขาก็รั้งตำแหน่งสี่ผู้คุมกฎ ทุกคนในพรรคแบ่งหน้าที่รับผิดชอบ ทำงานร่วมกับราชสำนักอย่างราบรื่น เหล่าชาวยุทธ์บังเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนช่วยบ้านเมือง ขณะเดียวกันก็มิต้องฝืนตัวเองอยู่ในกฎเกณฑ์เคร่งครัดเฉกเช่นขุนนาง 

 

ราษฎรอยู่ดีกินดี ทำงานหาเลี้ยงชีพโดยไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย หากได้รับความไม่เป็นธรรมจากขุนนางก็มีพรรคมังกรทองคอยให้ความช่วยเหลือ หรือถ้ามีคนในพรรคมังกรทองใช้อำนาจรังแก ขอเพียงแจ้งขุนนางท้องถิ่นไป หวงหลี่เจี๋ยและสี่ผู้คุมกฎก็จะจัดการลงโทษคนผิดทันทีไม่มีละเว้น 

 

ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีจนกระทั่งปีที่ยี่สิบเอ็ดของรัชศกเซียนเหอ...

 

ในตอนนั้นยุทธภพมีข่าวลือการปรากฏของคัมภีร์ปราณอนันต์ ว่ากันว่าเป็นคัมภีร์ฝึกปราณขั้นสูงยิ่งกว่าที่เคยมีมา ดังชื่อของมันที่ว่าปราณเป็นอนันต์...ก็คือไร้ขอบเขต

 

เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ไหนเลยไม่คลั่งไคล้หลงใหลในวิถีพลังปราณ ...และนั่นเป็นสาเหตุให้ผู้เป็นใหญ่ในพรรคมังกรทองผิดใจกัน ยืดเยื้อบานปลายถึงขั้นที่หนึ่งในสี่ผู้คุมกฎต้องจบชีวิตลง

 

ความขัดแย้งของเหล่าผู้นำพรรคมังกรทองรุนแรงเกินกว่าจะสะสางเป็นการภายใน ร้อนถึงฮ่องเต้ต้องมีพระบัญชาไกล่เกลี่ยเรื่องราวด้วยพระองค์เอง 

 

น่าเสียดายที่รอยร้าวเมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมยากประสานคืน ฝืนดึงดันก็รังแต่จะรอวันแตกเป็นเสี่ยง ทว่ายอดฝีมือระดับนี้สอดส่ายสายตาทั่วปฐพียากจะพบสักหนึ่ง ฮ่องเต้ยังทรงต้องการใช้งานพวกเขา มิอาจปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม ดังนั้นจึงแก้ปัญหาโดยการจับแยกย้ายไปคนละทิศละทาง ไม่ต้องข้องเกี่ยวกันอีก 

 

ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งศิษย์คนหนึ่งของผู้คุมกฎที่ตายไปสืบทอดตำแหน่งต่อจากอาจารย์ และให้พรรคมังกรทองรั้งอยู่ในเมืองหลวงเช่นเดิมโดยมีหน้าที่ดูแลภาคกลาง ส่วนผู้คุมกฎทั้งสี่นำลูกน้องของตนกระจายไปยังสี่ทิศ รับผิดชอบอาณาบริเวณเหนือใต้ออกตก ฐานะทัดเทียมผู้ว่าการมณฑล 

 

ทิศเหนือมีค่ายภูผาดำ

ทิศตะวันออกมีหมู่ตึกพฤกษาวารี  

ทิศตะวันตกมีอารามลมพิสุทธิ์

ทิศใต้มีหอเพลิงสุริยัน

 

...เช่นนี้ ความสงบเรียบร้อยก็กลับมาเยือนแผ่นดินต้าถงอีกครา นอกจากทหารประจำการชายแดนและเมืองหน้าด่าน ยังมียอดฝีมือขั้นสูงตั้งป้อมปกปักษ์จตุรทิศ บรรดาแคว้นบรรณาการรายรอบย่อมมิอาจเหิมเกริม ส่วนหวงหลี่เจี๋ยและอดีตผู้คุมกฎ แม้สัมพันธ์พี่น้องร่วมสาบานสะบั้นลง ทว่าต่างคนก็ต่างอยู่ ไม่ก้าวก่ายหาเรื่องกัน

 

ขณะที่เรื่องเล่าขานของคัมภีร์ปราณอนันต์อันเป็นต้นเหตุแห่งความบาดหมางครั้งนั้นก็คล้ายจะค่อยๆ เลือนหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงฝุ่นควันจางๆ ไม่มีผู้ใดกล่าวถึงอีก...     

 

---------------- จบบทนำ ---------------

[1] ตันเถียน (丹田) คือจุดศูนย์รวมพลังปราณในร่างกาย บางตำราว่ามีสามจุด ได้แก่ ตันเถียนล่าง(ท้องน้อย), ตันเถียนกลาง(อก) และตันเถียนบน(กระหม่อม) แต่บางตำราก็นับตันเถียนจุดเดียวคือบริเวณท้องน้อย (ในเรื่องนี้ยึดแบบตันเถียนจุดเดียว) 

[2] หวง (黄) แปลว่า สีเหลือง/สีทอง

[3] จิน (金) แปลว่า ทอง

--------------------------------------------

สวัสดีค่ะ

ห่างหายจากการลงนิยายไปซะนาน^^” กลับมาคราวนี้อยากลองเขียนแนวที่ยังไม่เคยเขียนดูบ้าง

นิยายจีนเรื่องแรกของหลัน สามชาติสองภพ องค์หญิงสโลว์ไลฟ์ มีฉากหลังเป็นวังหลวงแต่ก็ไม่ได้มีการชิงไหวชิงพริบชิงบัลลังก์อะไร(สโลว์ไลฟ์ตามชื่อเรื่อง 55) 

ถัดมา บุรุษเต้าหู้สะท้านภพ (วาย) เป็นแนวยุทธภพเต็มตัว 

คราวนี้กลับมาเขียนแนวชายหญิง เลยจัดไปทั้งยุทธภพxราชสำนัก ก็ลองดูอะเนอะ >.<

 

อ่านแล้วเป็นยังไง มีคำแนะนำอะไร คอมเมนต์บอกกันได้ตลอดนะคะ ตามส่องอยู่จ้า~

บทถัดไปเปิดตัวนางเอกค่ะ^^

 

ป.ล. ช่วงต้นปีหลันเปิดเรื่องราชันย์พเนจรไว้ แต่สรุปว่าตันนะคะ TvT เขียนไม่ออกเลยต้องเข้าไหดองไป 

ปีหน้าค่อยว่ากันใหม่นะ ขอโทษคนที่รอด้วยจริงๆ อ่านเรื่องนี้ไปพลางๆ ก่อนน้า

 

ขอบคุณทุกคนที่แวะเข้ามาเป็นกำลังใจให้กันนะคะ^^

--------------------------------------------------

ติดตามผลงานและพูดคุยกันได้ที่เพจ อาหลัน

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 57 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

39 ความคิดเห็น

  1. #14 eye_cookie (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 / 16:22
    แค่เปิดมาก็น่าสนใจแล้วค่า
    #14
    1
    • #14-1 อาหลัน 阿兰(จากตอนที่ 1)
      15 มกราคม 2564 / 23:03
      ขอบคุณค่ะ มารอลุ้นไปด้วยกันนะคะ
      #14-1
  2. #3 nueyaii (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 กันยายน 2563 / 10:29

    ตายแล้ว นึกว่าอ่านนิยายจีนที่แปลมา แค่คำโปรยก็่น่าติดตามแล้ว สุดยอดจ้า

    #3
    1
    • #3-1 อาหลัน 阿兰(จากตอนที่ 1)
      28 กันยายน 2563 / 14:32
      ขอบคุณมากค่า ฝากติดตามกันด้วยน้า >.<
      #3-1