วาสนา พรหมลิขิต ภาค สิ้นสุดทางเดิน

ตอนที่ 8 : วาสนาครั้งที่๘ : ความบังเอิญสุดเหลือเชื่อ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    31 ธ.ค. 63

ความบังเอิญสุดเหลือเชื่อ

 

         

แรงเสียดสีที่เกิดเพียงชั่วพริบตาทำให้เกิดความร้อนปะทุที่ส่วนปลายไม้ขีด จากหนึ่งดวงเป็นสองดวง จากสองเป็นสาม สี่และห้า

         

ขนาดของไฟเล็กเท่าปลายนิ้วก้อย

 

เหล่าผู้จัดมองหน้ากันจุดรอยยิ้มเป็นสัญญาณ จ่อไม้ขีดที่ปลายเชือกให้เปลวไฟวิ่งแล่นไปตามเส้น หลังจากที่อะไรบางอย่างถูกปล่อยออกมาจากปล่องเมื่อถูกกระตุ้นด้วยความร้อนก็มีเสียงหวีดขึ้นสู่ท้องฟ้าก่อนจะระเบิดดังลั่น!

 

ปุง! ปัง!

         

พร้อมกับแสงสีที่กระจายออกเป็นรูปดอกไม้กลางท้องฟ้ายามค่ำคืน

 

เพราะอย่างนี้เองสินะ...สิ่งนี้ถึงได้ถูกเรียกว่าดอกไม้ไฟ

 

แชะ...

         

ภาพของดอกไม้ไฟเหนือปราสาทถูกบันทึกเอาไว้ได้อย่างทันท่วงที แต่ก็อาจจะเป็นภาพเบลอไปหน่อยเพราะจะให้มือใหม่หัดถ่ายมาบันทึกภาพเคลื่อนไหวให้ดูสวยงามในคราแรกคงเป็นไปได้ยาก

         

แต่กระนั้นเจ้าของมือถือเครื่องที่เพิ่งถอยมาหมาดๆ ไม่ถึงชั่วโมงก็อมยิ้มมองดอกไม้ไฟเบลอๆ นั่นด้วยดวงตาเป็นประกาย เมื่อเลื่อนภาพไปทางซ้ายเรื่อยๆ ก็เป็นภาพของขบวนพาเหรด มาสค็อตน่ารักๆ และหลากหลายอันเป็นเอกลักษณ์ของสวนสนุกDW

         

เสียงระเบิดบนท้องฟ้ายังดังต่อเนื่อง ส่องสว่างเป็นโทนหลากสี เด็กหนุ่มเจ้าของร่างโปร่งเก็บโทรศัพท์ลง ใบหน้าขาวกระจ่างเงยมองจดจ้อง ดอกไม้ไฟที่ถูกทำขึ้นแตกเป็นสายซ้อนทับกับดวงตาดอกไม้

         

รอบตัวของเด็กหนุ่มมีแต่เสียงพูดคุยจอแจเต็มไปหมด แตกออกเป็นวงกว้างโดยจุดศูนย์กลางเป็นตัวเขา ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ไม่มีใครไม่มีรอยยิ้มหรือเสียงหัวเราะ

         

รอยยิ้มบนหน้าเมื่อครู่นี้ค่อยๆ จางหายไปจนหมดสิ้น

 

ทุกคนต่างจับมือ กอบกุมกันแน่น

 

ทั้งอย่างนั้น...ตัวเขาที่ควรจะรู้สึกดี สนุกไปกับมันกลับรู้สึกโดดเดี่ยวและเศร้าสร้อย

 

‘คุณแม่ วาดอยากไปที่นี่มาตั้งนานแล้ว ไหนคุณพ่อกับพี่บุญสัญญาว่าสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้วจะพาไปไงครับ...’

 

‘ใจเย็นๆ สิลูก พ่อกับพี่เขางานยุ่ง...’

 

วัยที่ห่างกันถึงห้าปีทำให้วาดมองบุญเป็นฮีโร่...หน้าตาดีและเก่งไปเสียทุกด้าน

 

กระนั้นเพราะความห่างของอายุ ทำให้วาดรู้สึกโดดเดี่ยว พี่ชายคอยช่วยเหลืองานคุณพ่ออยู่เสมอ ถึงวาดจะมีคุณแม่คอยอยู่เคียงข้างมาตลอดก็จริง...ก็ไม่อาจถมความเหงาในจิตใจ

 

นานๆ ทีถึงได้อยากเอาแต่ใจเหมือนกับคนอื่นๆ ...ทุกคนสัญญาว่าจะพาเขาไปสถานที่ที่อยากจะไปด้วยกันในวันเกิดของเขา

 

‘คุณแม่ก็พูดแบบนี้ทุกครั้งเลย’ เด็กหนุ่มดึงมือออกมาจากฝ่ามือนุ่มนิ่มของผู้เป็นแม่ที่กอบกุมเขาเอาไว้ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ‘ทั้งๆ ที่วาดอดทนรอมาตลอด...แล้วนี่วาดจะต้องรอไปอีกนานแค่ไหน...’

 

เป็นความผิดของวาดที่พูดอะไรเป็นเด็กๆ ...น้อยใจอะไรไม่เข้าท่า

 

เพิ่งจะตระหนักรู้ว่าความรู้สึกแบบนั้นมันงี่เง่าสิ้นดีก็ในตอนที่สายเกินไป

 

‘วาด ลูก...ทำใจดีๆ ไว้นะ...พ่อกับพี่เขา...’ เสียงของแม่ที่พยายามปลอบทั้งๆ ที่ปนไปด้วยความทรมานและเสียงกรีดร้องอยู่ภายใน

 

ถ้าหากว่าในตอนนั้น...เขาไม่เอาแต่ใจ

 

ทั้งคุณพ่อกับพี่ชายก็คงจะยังมีชีวิตอยู่...แล้วคุณแม่ก็ไม่ต้องมาตรอมใจ...

         

‘คุณพายรู้มั้ยครับ พนักงานเขาว่าวันนี้ถ้าอยู่จนถึงหนึ่งทุ่มจะได้เห็นขบวนพาเหรดด้วยล่ะ’

        

ดังนั้นต่อจากนี้ไป วาดจะไม่พูดอะไรที่เอาแต่ได้อยู่ฝ่ายเดียวอีกแล้ว

 

 

“ต้องขอบคุณอีกครั้ง ขอบคุณมากจริงๆ นะคะ”

         

“ผมเองก็ต้องขอขอบคุณ”

         

“ไม่ๆ ไม่เป็นไรเลยครับ ถ้ามีใครเห็นเด็กตัวเล็กๆ เดินอยู่คนเดียวก็ต้องเข้าไปช่วยเหลือเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว ถึงผมจะทำให้ซันกลัวจนร้องไห้ตั้งแต่แรกเจอก็เถอะ” วาดรีบโบกมือปฏิเสธการก้มหัวขอบคุณเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ของหญิงงามวัยกลางคนกับชายอีกคนที่เป็นสามีซึ่งแก่กว่าประมาณหลักยี่สิบปี เสียงใสบอกเล่าติดหัวเราะ ตอนนี้ร่างโปร่งมีเด็กชายนั่งอยู่บนแขนกอดคอไม่ยอมปล่อย อีกทั้งยังชอบเล่นเส้นผมประบ่าที่ถูกมัดเคียงไหล่เอาไว้เป็นพิเศษ ดูเหมือนแรกพบจะน่าประทับใจเสียจนทำให้ซันติดวาดแจเสียแล้ว

        

ซันแม้จะยังเด็ก อายุไม่ถึงห้าขวบ แต่ก็ฉลาดมาก ถึงเทียบกับซินแฝดหญิงจะพูดน้อยและขี้อายกว่าก็ตาม แต่คราวนี้กลับพูดเสียงเจื้อยแจ้ว “ซันไม่กลัว พี่วาดใจดี น่ารัก...ชอบฮะ”

         

คำพูดพาซื่อกับตากลมแป๋วจ้องมองดวงหน้ามนไม่วางตา แถมยังคำสารภาพราวกับเด็กผู้ชายบอกชอบเด็กผู้หญิงอย่างใจกล้า ทำให้คนรอบข้างพากันหัวเราะเอ็นดู ไม่มีใครรู้ว่าในตอนที่หลงทาง มองไปทางไหนก็มีแต่คนแปลกหน้านั้นซันหวาดกลัวแค่ไหน คนที่ปรากฏตัวช่วยเขาเอาไว้ก็เปรียบเสมือนกับเป็นฮีโร่ แต่ฮีโร่คนนี้กลับไม่ได้ดูน่าเกรงขามสักเท่าไหร่ ทั้งที่เป็นผู้ชายแต่ไม่ตัวโต แตกต่างกับพี่พายลิบลับ

         

ทว่าความแตกต่างนั้นเด็กชายซันกลับถูกชะตา แม้ตอนที่บิดามารดาจะพาตนแยกย้ายกลับบ้านหลังจากกินขนมจนอิ่มแปล้ก็ยังคงอาลัยอาวรณ์

 

“ฮึ ยังไงพี่พายก็หล่อ เท่กว่าเป็นไหนๆ” เด็กหญิงผู้ไม่ได้ประสบความประทับใจกับวาดไปกับแฝดด้วยกำลังพูดอวดแก่วาดด้วยแก้มพองๆ ในอ้อมแขนของชายที่เพียงมองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นพ่อของคุณพาย

 

แฝดหญิงซินคงจะหวง ไม่ชอบที่ให้ฝาแฝดของตนไปชอบคนอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัว

 

วาดยิ้มน้อยๆ ไม่รู้สึกอะไรไปมากกว่าเอ็นดู ยังคงรักษาท่าที ทำเป็นไม่รู้เรื่องว่าตนรู้จักคุณพายมาก่อน แค่เข้าใจว่าเป็นพี่ชายของเด็กทั้งสองปลาบปลื้มสุดหัวใจ

 

เด็กชายพยักหน้าหงึกหงัก “พี่พายเท่มาก แต่พี่วาดก็น่ารัก”

 

“ครับๆ ยังไงวันนี้ก็ดึกมากแล้ว คงได้เวลากลับแล้วล่ะ” วาดตัดบท ทันใดนั้นแขนเล็กก็โอบรัดรอบคอเข้ามาแน่นอีกจนเด็กหนุ่มแทบหายใจไม่ออก

 

“ซันยังอยากกินขนม”

 

คนเป็นแม่ที่กำลังอ้าแขนรับเด็กชายต้องหดแขนกลับจับแก้ม “ตายจริง”

 

วาดยิ้ม หันไปพูดกับซันเสียงอ่อน “เป็นลูกผู้ชายต้องไม่ทำให้พ่อกับแม่เป็นห่วงใช่มั้ย” พร้อมกับหยิกแก้มนุ่มเหมือนมาชเมลโล่ด้วยความหมั่นเขี้ยว ถึงจะเรียกว่าหยิกแต่ก็แค่ทำท่าเหมือนคีบซาลาเปาเท่านั้น “เอาไว้คราวหน้ามาเจอพี่เมื่อไหร่ก็ได้ พี่ยังทำงานอยู่ที่นี่ รอเจอซันอยู่นะ”

 

ถึงเด็กชายจะทำหน้ามุ่ย แต่ก็ยอมกลับคืนสู่อ้อมกอดของมารดาแต่โดยดี

 

เขาไปทำอะไรให้เด็กคนนี้ชอบกันนะ?

 

วาดโบกมือลา มองแผ่นหลังของหญิงชายที่อุ้มเด็กแฝดทั้งสองออกจากร้านไป รอยยิ้มและดวงตาสั่นไหวเล็กน้อย นึกถึงภาพของตนซ้อนทับกับครอบครัวของคนทั้งสี่

 

บรรยากาศอบอุ่นแบบนั้น วาดก็เคยมี...เคยได้รับมาก่อนเหมือนกัน

 

“ขอโทษนะครับที่เป็นต้นเหตุให้ต้องปิดร้านดึกแบบนี้”

 

“ไม่เป็นไร พี่ต่างหากที่ต้องขอบใจที่ช่วยเก็บร้านจนดึกดื่น แล้วนี่จะกลับยังไงล่ะ?”

 

“ไม่ต้องห่วงครับ โบกแท็กซี่แถวนี้ก็กลับบ้านได้แล้ว” วาดบอกด้วยรอยยิ้ม ซึ่งทำให้คุณพยักหน้าไม่ขัด หลายวันก่อนหน้านี้ก็เคยกลับดึกแบบนี้และเคยอาสาไปส่งแล้วเจ้าตัวก็ปฏิเสธ เวลาดื้อก็ดื้อจนถึงที่สุดจนคุณยังยอมแพ้

 

“งั้นพี่รอเราขึ้นรถแล้วค่อยกลับ” ทำงานมาด้วยไม่กี่วัน ชายหนุ่มเจ้าของร้านคาเฟ่ก็รู้ว่าถ้าหากพูดแบบนี้เด็กหนุ่มจะยอมพยักหน้ารับไม่ปฏิเสธ

 

คุณที่เหมือนมีน้องชายมากกว่าลูกจ้างเพิ่มขึ้นมาหนึ่งคนก็ทำได้แค่เป็นห่วงอย่างห่างๆ

 

 

ชายสองคนกำลังกระหวัดกอดเกี่ยวด้วยร่างกายต่างไซส์ท่ามกลางบรรยากาศอึดอัดและร้อนรุ่ม

 

คนหนึ่งอยู่เหนือร่าง อีกคนหนึ่งถูกกักอยู่ด้านใต้ ยามร่างกำยำโยกเบื้องล่างกระชับแน่นตอกย้ำครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้เด็กหนุ่มร่างบอบบางไร้กล้ามเนื้อบิดเร้า ครวญครางอย่างผิดธรรมชาติ นั่นไม่ใช่เพราะเจ็บปวดหรือทรมาน...แต่เป็นเพราะรู้สึกดีและเสียวซ่านเกินทานทน ก่อให้เกิดความรัญจวนหัวใจคนมอง

 

“เวลาเธออยู่บนเตียง แตกต่างกับตอนปกติลิบลับ” เสียงทุ้มแหบพร่าเจือหอบ ลมหายใจร้อนผะผ่าวกระซิบหวีดแว่วหวานหู เด็กหนุ่มสะดุ้งเฮือกเมื่อมันเสียดแทงเข้ามาในโสตประสาท แค่นี้ก็ทำเอาวาดสุขแทบจุกอกตายแล้ว...แต่ชายหนุ่มร่างใหญ่และกำยำกว่านั้นไม่เพียงปล่อยให้เขาได้จุกอกตายเท่านั้น ยังกระทุ้งส่วนล่างอันใหญ่โตประกอบคำพูดให้วาดหยัดเกร็ง อดไม่ได้ที่จะต้องหลุดเสียงกรีดร้อง เพราะมันทั้งอัดแน่น จุกเต็มท้องไปหมด

 

นานกว่านาทีที่ร่างโปร่งเหม่อลอยกว่าจะตั้งสติถามกลับได้ ยกตัวขึ้นเอี้ยวมองคนด้านหลังที่ยังกลั่นแกล้งโถมเข้ามาไม่หยุด “ย แฮ่ก ยังไงเหรอครับ”

 

ริมฝีปากได้รูปจุดรอยยิ้มเบาบาง ขับใบหน้าขาวใสดั่งคุณชายให้หล่อเหลาจนร่างโปร่งหลงจนโงหัวไม่ขึ้น

 

“ปกติซุกซนเหมือนเด็ก แต่ตอนนี้เซ็กซี่ไง...” พายบอกเสียงต่ำ โน้มลงมากดจมูกดอมดมผิวกายของวาดที่ลาดไหล่ เม้มปากไล่ไปจนถึงซอกคอ

 

วาดหัวใจเต้นกระหน่ำ จริงๆ แล้วก็อยากจะบอกกลับไปว่าคุณพายก็เหมือนกัน...ปกติเย็นชาอยู่ในที แต่ตอนนี้ไม่กักเก็บความอ่อนโยน มอบให้โดยไม่มองว่าเขาคือคนแปลกหน้า

 

ราวกับจงใจกระทำเพื่อให้วาดหลงรักมากยิ่งขึ้น

 

“อ๊ะ อ๊า...” ผนังร้อนผ่าวครูดเสียดสีทำลายสติสัมปชัญญะทั้งหมด ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีหายวับ มีเพียงแต่คำว่าเสียวซ่านโจมตีกระหน่ำ

 

ปลายมือปลายเท้างองุ้ม แผ่นหลังบอบบางรับรู้ได้ถึงอกแกร่งที่แนบชิดลงมาแทบจะโถมน้ำหนักทุกสัดส่วน แต่กระนั้นพายก็ดันศอกเอาไว้ รู้ว่าไม่ควรทับเด็กหนุ่มจนแบนแต๊ดแต๋ ขาเรียวสองข้างตวัดเกี่ยวกับขาแกร่งราวกับงู ทุกครั้งที่ขยับโยกก็พาร่างของเด็กหนุ่มไปพร้อมเพรียงกัน ทว่ามีเพียงจุดเดียวที่ขยับสวนทาง เวลาผ่านไปทุกวินาทีก็ได้ยินเสียงเนื้อกระทบเนื้อที่เกิดจากหน้าขาแกร่งกับบั้นท้ายขาวนุ่มดังมากขึ้นทุกที

 

ยิ่งรุนแรงมากเท่าไหร่ ริมฝีปากแดงฉ่ำอ้ากว้างวอนขอความเห็นใจ “พี่พาย...ช่วยวาด...ช่วยวาดด้วย อื้อ...!”

 

 

“อืม...”

 

พายไม่อาจปฏิเสธคำร้อง...กับหยาดน้ำตาที่หลั่งริน

 

ใบหน้าของทั้งสองแนบชิดสนิทไร้ช่องว่าง ปลายลิ้นหนาสอดเข้าไปในช่องปากเล็กที่ครางครวญ ผนึกเสียง ควงตวัด ควานต้อนไปทั่วจนคนรับสัมผัสรู้สึกดีเกินไปจนต้องถอยหนี ทว่ามือใหญ่กลับล็อคใบหน้าเล็กเอาไว้ บังคับป้อนจูบอยู่อย่างนั้น แลกเปลี่ยนกลืนกินน้ำลายราวกับเป็นน้ำหวานที่เชยชิมเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอ

 

...ปราศจากความรังเกียจ...

 

นอกจากจะไม่มีความรังเกียจที่ว่า...เด็กหนุ่มยังเต็มใจที่จะโกยเก็บทุกหยาดหยดอย่างกระหาย

 

เมื่อผละจากก็วอนขออีก...มีทั้งถูกบังคับแล้วก็ตามใจ ครั้งแล้วครั้งเล่า

 

เด็กหนุ่มครางละห้อย มุดหน้าลงกับฟูกนุ่มขณะที่ถูกจับนอนตะแคงและแหกขาเรียวพาดไหล่แกร่งโดยชายหนุ่ม ดวงตากลมโตปรือมองร่างที่เต็มไปด้วยซิกแพ็คและกล้ามเนื้อดูดี

 

ก่อนที่สะโพกสอบนั้นจะขยับถองสัดส่วนใหญ่โตเข้ามาอีกหลายครั้งโดยท่วงท่าล้วงลึกกว่าเดิมหลายเท่าตัว

 

ร่างกายที่ถ้าหากนับจำนวนการพบกันบนเตียงน้อยครั้งแต่ถ้าหากนับเวลาที่อยู่ด้วยกันยาวนานยิ่งกว่าคนรักทั่วไป พายบอกได้เลยว่าตนรู้จักจุดที่จะทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกดีจนแทบสติหลุดได้ดีกว่าใครๆ ทั้งนั้น

 

“อ๊ะๆๆ อ๊า!!”

 

การเสียดสีที่ทำให้เกิดแรงเสียดทานระหว่างของแข็งกับผนังนุ่ม ทำให้เกิดความร้อนยิ่งกว่าไฟสุม...เสียวซ่านราวกับถูกพาไปยังจุดสูงสุดของเขาเอเวอเรสต์

 

อาวุธแข็งแกร่งจ้วงแทงด้วยลีลาช่ำชอง...ทำให้ของเหลวขาวขุ่นปลดปล่อยไหลเปรอะเปื้อนเต็มหน้าท้องบาง หลายครั้งจนกลายเป็นน้ำเหนียวใสๆ

 

วาดได้แต่หวีดร้อง ครวญครางเหน็ดเหนื่อย ยิ่งเสียงสูงเท่าไหร่ก็เหมือนจะยิ่งถูกทำแรงขึ้น...วาดไม่ได้เอ่ยปากห้ามอะไร เพราะคุณพายก็ชอบตอบสนองแบบนั้น

 

...เอามาทั้งหมด...

 

...ปล่อยมาให้หมด...

 

“พี่พาย”

 

มีแค่เวลานี้เท่านั้นที่วาดจะได้โลภมาก...ที่จะได้รู้สึกว่าพายเป็นของตนเอง

 

...นั่นคือความรู้สึกจากก้นบึ้งของหัวใจ...

 

 

“ว่าแต่คุณพายได้เอาไปใช้กับเธอบ้างหรือยังครับ” พอหลุดโหมดคู่นอน เด็กหนุ่มก็กลายร่างเป็นน้องชายผู้ร่าเริงและซุกซน ซ้ำยังมาถามอาจเอื้อมเรื่องของผู้ใหญ่(?)

 

พายผู้ซึ่งปลงแล้วกับความซื่อ ถามอย่างไม่เกรงใจ ก็ได้แต่บอกออกไปว่า “ยัง” พลันยกนิ้วบีบจมูกขาวของคนที่นอนเปลือยใต้ผ้าห่มข้างๆ ด้วยความหมั่นเขี้ยวเป็นการตัดบท “อย่ามาจุ้นเรื่องของกูหน่อยเลย”

 

และสรรพนามก็เปลี่ยนกลับไปเป็นเหมือนเดิมราวกับสับสวิตช์

 

เป็นคำสั้นๆ ที่บอกว่าอย่าก้าวก่ายไปมากกว่านี้ และเด็กหนุ่มเข้าใจเป็นอย่างดี

 

วาดลูบจมูกบ่นกระปอดกระแปด “ทำไมคุณพายชอบบีบมันอยู่เรื่อย ผมเจ็บนะ” พลางเหลือบมองอกแกร่งที่แผ่ความอบอุ่นด้วยความโหยหาอยากซบ แต่ก็ไม่กล้า สุดท้ายมุดศีรษะลงกับผ้าห่มหนาให้ร่างสูงมองอย่างเอ็นดู

 

“คราวหน้าอยากไปไหนดี” ผมถามขึ้น ขณะที่วางมือลงบน(คาดว่าน่าจะเป็น)ศีรษะกลมผ่านผ้าห่มสีขาว

 

อีกคนไม่คาดคิดว่าจะถูกถามคำถามนี้ มันกะทันหันเกินไปจนคิดไม่ออก แต่กระนั้นร่างโปร่งก็ตื่นตัวและตื่นเต้นมากจนถลึงตัวออกมาทันทีที่จบประโยค บอกด้วยความรีบร้อน “คือ... ตอนนี้ผมยังไม่รู้ แต่ถ้าคิดออกแล้วผมจะบอกนะครับ” ราวกับกลัวว่าผมจะผิดคำสัญญา

 

“ได้ คราวหลังก็ส่งมาให้ดูทางไลน์บ้าง”

 

ทั้งสองคนมีเบอร์ติดต่อ...แลกไลน์กันแล้ว

 

“อยากไปไหนก็บอกมา” เสียงทุ้มว่าสั้นๆ ทำให้วาดดีใจ ยิ่งไปกว่านั้นก็เขินอายจนตัวแดงก่ำ...เป็นภาพที่ผมมองจนชินตา

 

เด็กหนุ่มและชายหนุ่มที่เพิ่งเสร็จสมอารมณ์หมาย หลังปะทุความเร่าร้อนออกมาหลายครั้งหลายคราก็ยังคงมีแรงมากพอ สำหรับผมไม่น่าแปลก แต่กับวาดต่างหากที่ทำให้ผมแปลกใจตั้งแต่เที่ยวเล่นด้วยกันที่สวนสนุกแล้ว

 

เจ้าตัวกำลังพูดคุยเรื่องสัพเพเหระในสภาพเปลือยกายแต่ก็ยังถูกบดบังด้วยผ้าสีขาวผืนหนา วาดนอนคว่ำเล่นมือถือตีขาขึ้นลงจนผ้าเลิกขึ้นมาเกือบถึงก้นด้วยความอารมณ์ดี กำลังเสิร์ชหาสถานที่ต่อไปที่จะได้ไปกับร่างสูงสองต่อสอง ส่วนตัวพายก็พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่มองต้นขาขาวและพูดคุยตอบสนองกับวาดด้วยความรื่นไหล บางคราต้องก้มหน้าเข้าไปเกือบใกล้ชิดเพื่อมองหน้าจอมือถือเครื่องเล็ก ปลายตาไม่พลาดที่จะเห็นแก้มแดงๆ กับดวงตาฉ่ำเยิ้มที่มองมา

 

เด็กคนนี้คงชอบเรา...เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธ

 

แต่ถึงขั้นรักหรือไม่ พายไม่อยากคิดถึง เพราะตนมีคนที่ชอบอยู่แล้ว แล้วตอนนี้ก็กำลังเป็นไปได้ด้วยดี

 

อีกอย่างวาดก็ไม่เคยพูดมันออกมา...พายก็ขอถือว่ามันไม่มีอะไรก็แล้วกัน

 

อย่าหาว่าใจร้ายหรือเห็นแก่ตัวเลย เพราะอย่างไรตั้งแต่แรกระหว่างเราสองคนก็เป็นเพียงความสัมพันธ์ที่เกิดจากข้อแลกเปลี่ยน

 

...นั่นก็เป็นอีกหนึ่งความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกัน

 

 

“อืม...” เสียงครางในลำคอราวกับพินิจพิเคราะห์ของคนฝั่งตรงข้าม ไม่ได้ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกอะไรไปกว่านั่งตัวเกร็ง เสียงพลิกกระดาษไปมานานอยู่หลายนาที ในที่สุดก็วางกระดานกระดาษนั้นลงและเงยหน้าขึ้นด้วยรอยยิ้ม “โอเค เท่าที่ดู ผลการตรวจก็ยังทรงๆ อยู่ แต่หากเทียบกับแต่ก่อนก็โอเคขึ้นมากเลยล่ะ...น่าแปลกใจจริงๆ”

 

ไม่รู้ว่านั่นเป็นคำเชยชมหรือเปล่าแต่ก็ทำให้วาดโล่งอกขึ้นเล็กน้อย นั่นหมายความว่าเขาสามารถยืดอายุขัยของร่างกายตัวเองออกไปได้อีกนิด

 

“แต่ยังไงก็ต้องห้ามขาดการทานยาตามเวลาที่บอก ห้ามฝืนร่างกายจนเกินไป แม้จะยากแต่ก็ต้องกินอาหารให้ครบสามมื้อ นอนอย่างเพียงพอตามเวลาด้วย เอาล่ะ ไหนบอกได้หรือยังว่าคุณวาดไปทำอะไรมาครับ” หลังสวดจบตามหน้าที่ ชายหนุ่มผู้สวมแว่นกรอบเหลี่ยมดูภูมิฐานทั้งๆ ที่อายุยังไม่ครบสามสิบดีก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้และเอ่ยถามออกมาอย่างกระตือรือร้นด้วยความอยากรู้ ทั้งที่สรรพนามแสนสุภาพที่ถูกเรียกออกมาจากปาก แต่น้ำเสียงกลับเอ็นดูราวกับเป็นหลานหรือลูกแท้ๆ คนหนึ่ง

 

“หมอเนตร ก็บอกตั้งกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเรียกคุณกับผมไง” เด็กหนุ่มพูดเสียงอ่อนใจแทนที่จะตอบคำถาม ใช่แล้ว ตอนนี้วาดอยู่ที่โรงพยาบาลเพราะมีนัดตรวจร่างกาย ซึ่งเกิดขึ้นหลังกลับเข้ามาอยู่ในการดูแลของคนตรงหน้าซึ่งเป็นทั้งหมอประจำและยังเป็นเพื่อนสนิทของพี่ชายที่เคยพร่ำบ่นอย่างเป็นห่วงไม่ขาด

 

หลังจากที่ใช้ชีวิตอย่างหมดอาลัยตายอยากอยู่สองปีเต็ม นั่นก็หมายถึงเป็นเวลาที่วาดหายหน้าหายตาไปจากการรับการดูแลของเนตรเช่นกัน

 

อาการกำเริบที่เกิดขึ้นเป็นพักๆ ก็ด้วยเหตุผลนี้

 

และวาดที่ตระหนักได้ อยากจะมีชีวิตยืนยาวยิ่งขึ้นก็เพิ่งกลับมาหาเพื่อปรึกษาว่าจะต้องทำอย่างไร

 

เนตรกอดอก “ทำยังไงได้เรียกมาจนติดปากไปแล้วนี่ จะให้เรียกคุณหนูจากตระกูลมหาเศรษฐี ผู้เป็นเจ้าเข้าเจ้าของตึกอสังหาฯหลายที่รวมถึงที่นี่ด้วยชื่อเฉยๆ มีหวังคุณลุงกับเจ้าบุญด่าผมไม่มีวันได้ผุดได้เกิด”

 

คำกล่าวนั้นไม่ได้จิกกัดถึงความมั่งคั่งอันเว่อวังของครอบครัววาดแต่อย่างใด เป็นเพียงคำเปรียบเปรยว่าทายาทคนเล็กผู้นี้เป็นคนใหญ่คนโตและสำคัญมากจนไม่อาจมองข้ามหรือเรียกกันห้วนๆ ได้

 

ถ้าถามว่าแล้วมันต่างกันตรงไหนล่ะ? ...ก็คงต้องตอบว่าเพราะเนตรไม่ได้มีเจตนาไปทางนั้นเลยน่ะสิ

 

“คุณพ่อกับพี่บุญไม่อยู่แล้ว...” แต่ความไร้เจตนาดันกลายเป็นไปกระตุ้นให้เด็กหนุ่มพูดในสิ่งที่ไม่อยากพูด นึกในสิ่งที่ไม่อยากนึกเข้าซะแล้ว

 

น้ำเสียงใสยังคงเจือปนความโศกเศร้า ใบหน้าหม่นหมอง แต่เนตรพอดูออกว่าวาดแตกต่างไปจากแต่ก่อนไม่มากก็น้อย

 

สิ่งที่เขาเห็นความเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคืออีกฝ่ายยอมเข้ามารับการรักษาแล้วในที่สุด...ถึงจะไม่ได้เรียกว่าเต็มร้อย แต่ก็อยู่ในการดูแลอีกครี้ง

 

นั่นทำให้เนตรอยากรู้ว่า ‘อะไร’ หรือ ‘ใคร’ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้

 

“ผมต้องขอโทษด้วย”

 

“ไม่เป็นไรครับ” เด็กหนุ่มส่ายหน้าเพราะเข้าใจความเป็นห่วงที่มาจากใจ จากรอยยิ้มเบาบางเปลี่ยนเป็นยิ้มกว้างเต็มใบหน้า “นอกจากพี่จันทร์แล้วก็มีหมอเนตรนี่แหละที่ยังคอยเป็นห่วงผม”

 

ได้ยินชื่อของเพื่อนซี้สมัยมัธยมอีกคนที่เดินกันคนละสายอาชีพ เนตรก็จุดยิ้ม “ยังไงเสียคุณวาดก็เป็นน้องชายของเพื่อนสนิท ดังนั้นก็เหมือนเป็นน้องของพวกผมด้วย ไอ้จันทร์มันก็คงคิดเหมือนกัน”

 

จันทร์คือทนายประจำตระกูลที่เข้าๆ ออกๆ บ้านของวาดซึ่งพบปะพูดคุยกับคุณพ่อและพี่ชายอยู่เป็นประจำ เป็นทั้งเพื่อนสมัยมัธยมปลายของพี่บุญและยังเปรียบเสมือนพี่ชายของวาดด้วยเหมือนกัน

 

"แล้วเรื่องนั้นได้กลับไปคิดมาบ้างหรือยัง?" จู่ๆ เนตรก็เปลี่ยนเรื่อง น้ำเสียงจริงจังและสีหน้าเคร่งเครียด คำว่าเรื่องนั้นของอีกฝ่ายโดยไม่มีการเกริ่นแต่วาดกลับเข้าใจและรู้ว่าหมายถึงเรื่องไหน “ถ้าไม่อยากผ่าตัด ก็ยังมีทางเลือกในการทำคีโมอยู่...”

 

เด็กหนุ่มส่ายหน้าน้อยๆ เป็นการตอบคำถามด้วยการปฏิเสธ “ผมไม่อยากทำครับ”

 

“ถึงผมจะบอกว่าตอนนี้อาการของคุณยังทรงๆ อยู่ก็จริง แต่ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ มันไม่มีทางหายขาด แถมรังแต่จะทำให้แย่ลง ไม่ต้องให้ผมบอกคุณวาดก็น่าจะเข้าใจ...ถ้าไม่รีบมันจะสายเกินไปนะ”

 

“ครับ...แต่ไม่ว่ายังไงผมก็ยังยืนยันคำเดิม” แม้จะตอบรับแผ่วเบา แต่ในน้ำเสียงกลับมีความมั่นใจและหนักแน่นจนคนฟังได้แต่ถอนหายใจด้วยความหน่วงอกปนกังวล

 

หากคนไข้ไม่ยินยอม คนเป็นหมออย่างเขาจะไปบังคับได้ยังไงกัน

 

“...”

 

“...”

 

“หมอเนตรมีคิวนัดคนไข้อื่นอีกหรือเปล่าครับ เหมือนผมจะรบกวนเวลามากเกินไปแล้ว” วาดบอกขึ้นท่ามกลางความเงียบ พลางเก็บถุงยาเข้ากระเป๋ากำลังเตรียมลุกขึ้น

 

“ก็มีอยู่หรอก แต่สรุปจะไม่เล่าให้ผมฟังจริงๆ เหรอว่าไปเจออะไรมา” เนตรเท้าคาง พยายามทำใจกับเรื่องเมื่อครู่นี้ หากยิ่งไปคาดคั้นยิ่งจะทำให้เกิดการต่อต้าน “หมอไม่ได้มีหน้าที่รักษาอย่างเดียวรู้มั้ยครับ เป็นที่ปรึกษาให้คุณได้ด้วยนะ~”

 

ดังนั้นเป้าหมายของเนตรจึงเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นแทน

 

อะไรที่เป็นเหตุผลให้เด็กหนุ่มอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อ เขาอยากจะรู้เอาไว้ เพราะไม่ต้องการเห็นน้องชายของเพื่อนต้องตกอยู่ในห้วงอารมณ์ที่ไม่สามารถไปถึงได้อีกแล้ว

 

แต่ดูเหมือนเขาจะคิดง่ายเกินไป เพราะวาดหลุบตาลงและอมยิ้มไม่ยอมพูด หมายความว่าไม่อยากบอกอย่างนั้นสินะ

 

“เอาล่ะๆ ผมไม่ถามก็ได้ แต่เดี๋ยวจะไปส่งนะ กลับยังไงล่ะ?"

 

“เอ๊ะ จะดีเหรอครับ”

 

“ทำไมจะไม่ดีล่ะ” เนตรดันกรอบแว่นทรงเหลี่ยมพลางลุกขึ้น วาดที่ทำหน้างงก็ได้แต่กุลีกุจอจับกระเป๋าคาดอกเดินตามออกมา

 

“ปกติผมโดยสารแทกซี่เอาน่ะครับ”

 

ชายหนุ่มล้วงกระเป๋าเสื้อกาวน์หันมาเลิกคิ้ว “คุณวาดอายุยี่สิบแล้วไม่ใช่เหรอ สอบใบขับขี่แล้วซื้อรถสักคันสิ? ถ้าไม่รู้ก็ให้จันทร์มันจัดการให้ก็ได้” การคุยเกี่ยวกับซื้อรถยนต์สักคันนั้นไม่ต่างจากการซื้อขนมจากร้านสะดวกซื้อสำหรับครอบครัวเศรษฐีอย่างวาด แม้ตอนนี้จะเหลือตัวคนเดียว แต่ไม่ได้หมายถึงพ่อแม่ของอีกฝ่ายไม่ได้ตายไปโดยไม่เหลืออะไรไว้ให้เลย

 

มรดกที่ตกทอดมาถ้าไม่ฟุ่มเฟือยใช้อีกสามชาติก็ไม่หมด...เนตรไม่ได้ประชด

 

ดังนั้นแค่รถคันเดียวยังไม่สามารถทำให้ขนสักเส้นร่วงได้

 

“อ้า...แล้วผมจะลองคิดดูครับ” วาดอ้ำอึ้งถึงจะไม่ได้อยากได้แต่ก็พยักหน้าไป อีกฝ่ายไม่ได้แนะนำเพราะไม่หวังดีอยู่แล้ว แต่ตัวเขาจะซื้อมั้ยมันก็อีกเรื่อง

 

“จะว่าไปเดี๋ยวนี้คุณวาดเริ่มหางานทำแล้วใช่มั้ย ดีแล้วล่ะ หาอะไรทำจะได้ไม่ต้องคิดมาก แต่ก็อย่าหักโหมมากเกินไปล่ะ...เออว่าแต่กลับมาใส่ใจเรื่องสุขภาพแล้วคิดจะเรียนต่อหรือเปล่า”

 

วาดแทบตามไม่ทันกับความไฮเปอร์เปลี่ยนเรื่องเร็วของหมอเนตร แต่เขายังพอจับใจความคำถามประโยคสุดท้ายได้ จึงหันมากระพริบตาใส่ “เรียนต่อเหรอครับ...?”

 

“ใช่บอกตามตรงว่าผมเสียดายแทนผลการเรียนของคุณจริงๆ อุตส่าห์สอบติดมหาลัยแล้วแท้ๆ แต่ก็ไม่ได้เรียน”

 

วาดเกาศีรษะ ในขณะที่กำลังคิดว่าจะตอบยังไงดี “...คือผมยังไม่ได้คิด...”

 

“ขอโทษนะครับ นั่น...ใช่เนตรรึเปล่า...?”

 

ก็มีเสียงหนึ่งแทรกทักขึ้นมาก่อน

 

ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินผ่านเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ของโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้กับหน้าประตูกระจกเลื่อนอัตโนมัติ ก็ได้ยินเสียงทุ้มของใครบางคนเรียกชื่อของหมอเนตรด้วยความลังเลจากด้านข้างฝั่งซ้าย จากตรงที่วาดยืนอยู่คือด้านขวาทำให้มองไม่เห็นเจ้าของเสียงนั้นเพราะถูกบดบังด้วยร่างสูงกว่าของหมอ

 

ทว่าแม้จะไม่เห็นตัว แต่เสียงนั้นกลับทำให้วาดตัวแข็งทื่อด้วยความตกใจสุดขีด หัวใจเต้นระรัวเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าสืบเข้ามาใกล้ทุกขณะ

 

เด็กหนุ่มได้แต่เบิกตากว้างไม่กล้าแม้จะหันไปทิศทางนั้น

 

ให้ตาย ไม่อยากเชื่อว่าจะบังเอิญได้ขนาดนี้

         

แม้จะอยากเจอก็จริงแต่ต้องไม่ใช่ที่แบบนี้...ไม่ใช่ที่โรงพยาบาลนี่

 

ใช่ แม้จะไม่ต้องหันไปมอง หรือถูกบดบังด้วยทัศนียภาพ แต่หูของวาดไม่มีทางจำเสียงของคุณพายไม่ได้แน่

 

“หือ? ...นายมัน...เห้ย อย่าบอกนะว่า ไอ้พายเหรอ!?” เสียงของเนตรบ่งบอกว่าอยู่ในอารมณ์ทั้งอึ้งตกใจและตื่นเต้นราวกับไม่ได้พบกันนานมาก และการคาดเดาของวาดก็ไม่ผิดเพี้ยน

 

“เออสิ ให้ตาย ตกใจเหมือนกันนะเนี่ยมาเจอกันที่แบบนี้ ตั้งแต่ประถมใช่มั้ย?”

 

“โอ้โห นายก็ยังอุตส่าห์จำได้” แค่เพียงประโยคเดียวที่สนทนา กลับได้ยินเสียงหัวเราะอย่างเป็นกันเองแล้ว มิตรภาพระหว่างผู้ชายเป็นอย่างนี้กันทุกคนหรือไงนะ “ตั้งแต่ขึ้นมัธยมก็แยกย้ายกันไปเลย ว่าแต่ตอนนี้นายทำอะไรอยู่วะเพื่อน”

 

“ก็จะอะไร อาชีพพื้นๆ อย่างพนักงานบริษัทน่ะสิ ใครจะไปฉลาดเท่าหมออย่างนายกันเล่า ไอ้คนฉายแววตั้งแต่เด็กเอ๊ย” พายบอกเล่าด้วยความเป็นกันเอง วาดเหลือบมองก็ได้เห็นรอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้าที่มักจะเห็นอยู่เป็นประจำสมัยก่อนที่ยังตามสตอล์คเกอร์อีกฝ่ายอยู่

 

“ยังยิ้มหล่อเป็นคุณชายเหมือนเดิม สาวๆ คงติดตรึมสิท่า...แล้วนี่มีแฟนยัง?”

 

“เออ ยังไม่มี แต่กำลังตามจีบอยู่”

 

เนตรหัวเราะฮ่าๆ “อะไร นี่ยังมีสาวคนไหนไม่เสร็จคุณชายพรหมลิขิตอีกเหรอ”

 

“ไอ้บ้า พูดแบบนี้มันเสียมารยาทกับผู้หญิงเขา” พายใช้หมัดดันไหล่เพื่อนเบาๆ แต่ไม่ได้ถือสาหาความอะไร ซึ่งถ้าหากเป็นวาดพูดแบบนั้นบ้างล่ะก็...คงไม่พ้นโดนเกลียดเข้ากระดูกดำ

 

“ว่าแต่นายมาทำอะไรที่โรงพยาบาลล่ะ พาย?”

 

“น้องไม่สบายน่ะ”

 

รอยยิ้มที่ทำให้เขาหลงรักมาจนถึงบัดนี้

 

“นี่...มีน้องด้วยเหรอ?”

 

“อืม พ่อแต่งงานใหม่”

 

ร่างโปร่งผู้ซึ่งแอบ(?)อยู่ข้างหลังได้ยินบทสนทนานี้ก็เบิกตากว้างอย่างตกใจ...ไม่เคยรู้มาก่อนเลย

 

ดูเหมือนว่าคำถามและคำตอบนั้นหมอเนตรพอจะจับอารมณ์ของคุณพายได้จึงเปลี่ยนเรื่องคุย

 

ก็ว่า...คุณพายกับฝาแฝดถึงได้อายุห่างกันนัก

 

จนถึงตอนนี้ทั้งหมอเนตรและคุณพายก็(คงจะ)จำไม่ได้และไม่ได้สังเกตเห็นถึงตัวตนของเด็กหนุ่ม ทำให้เจ้าตัวกำลังคิดว่าจะแอบย่องออกไปเดี๋ยวนี้เลย

 

เหตุผลเดียวคือไม่อยากตอบคำถามของชายหนุ่มขณะที่มีหมอเนตรที่เป็นหมอประจำตัวและยัง(บังเอิญ)เป็นเพื่อนสนิทสมัยประถมของคุณพายอยู่ด้วย

 

ยังไม่อยากให้รู้ตอนนี้...หรือต่อจากนี้ตลอดไปก็ไม่ได้อยากให้รับรู้เกี่ยวกับร่างกายของเขาทั้งนั้น

 

“แล้วคุณหมออย่างนายมาทำอะไรตรงนี้ คงไม่ได้อยากผันตัวมาเป็นประชาสัมพันธ์หรอกใช่มั้ย” คำหยอกล้อของพายทำเอาร่างโปร่งที่เพิ่งหันหลังหนีสะดุ้ง

 

สงสัยจะไม่ทันซะแล้ว

 

“ซะที่ไหน ก็แค่มาส่งคนไข้ของฉั...”

 

“อะอ้าวๆ! ก็ว่าทำไมเสียงถึงฟังคุ้นๆ ที่แท้เพื่อนของหมอเนตรคือคุณพายนั่นเอง บังเอิญจังเลยนะครับ” ก่อนที่เนตรจะพูดจบ เสียงใสๆ ก็แทรกขึ้นมา ดูแล้วเหมือนจะไม่มีประโยชน์ถ้าหากว่าอีกฝ่ายตั้งใจฟัง แต่เมื่อรู้ว่าเสียงจากด้านหลังของเนตรเป็นใคร ยืนยันด้วยใบหน้าอ่อนเยาว์ที่ยื่นปรากฏออกมานั่นทำให้พายอดตกใจไม่ได้

 

ไหนๆ ก็หนีไม่รอดแล้ว สู้แก้ตัวเอาหน้าด้านๆ น่าจะดีกว่า

 

“วาด...!?”

 

ขนาดหน้าเหวอยังหล่อเลย วาดคิดพลางยิ้มแป้นทักทายอีกครั้งอย่างเป็นทางการ “สวัสดีครับ”

 

“ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่” พายถามด้วยความแปลกใจ แล้วที่ตกใจก็เพราะไม่รู้ตัวเลยจริงๆ ว่าวาดมาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

 

“แหม...” วาดได้แต่หัวเราะแหะๆ กลบเกลื่อนตามเคย

 

“มึงคงไม่ได้ตามกูมาอีกหรอกใช่มั้ย?” ร่างสูงเลิกคิ้ว คำพูดเหมือนจะคาดคั้น แต่ท่าทางและน้ำเสียงกลับไม่ใช่

 

“คุณพาย พูดอะไรอย่างนั้น ผมไม่ได้เป็นพวกโรคจิตสักหน่อย”

 

“คนโรคจิตอย่างมึงไม่ต้องมาพูดดี” พายก้าวเข้ามาบีบจมูกรั้น ดึงไปมาด้วยความหมั่นเขี้ยว จนอีกฝ่ายร้องโอ๊ยๆ ถึงจะปล่อย

 

ท่าทางสนิทสนมของทั้งสองอยู่ในสายตาของคนที่สามอยู่ตลอดเวลา

 

“แล้วสรุปมาทำอะไรที่โรงพยาบาล ไม่สบาย?”

 

“เอ่อ คือ...”

 

“นี่ ทั้งสองคนรู้จักกันด้วยเหรอ ยังไงกัน?” ตอนแรกวาดที่ไม่รู้จะพูดยังไงได้หมอเนตรที่ยืนเงียบมาตลอดช่วยพูดขึ้นมาให้

 

แต่ไม่รู้ว่าช่วยหรือยิ่งทำให้มันแย่ลงกันแน่

 

เนตรหรี่ตาสงสัยไปที่พาย “บังเอิญจริงๆ” ก่อนจะเลื่อนมาที่เด็กหนุ่มที่กำลังหลบตา...เหงื่อตก

 

“แล้วนายล่ะรู้จักกับวาดด้วยเหรอ” แต่ไม่รู้ทำไมพายถึงไม่ตอบแต่เลือกที่จะถามกลับ

 

“แหงสิ ก็ฉันเป็นหมอ...”

 

ซึ่งดูเหมือนว่าจะเข้าทางเนตรเข้าพอดี

 

“หมอเนตรเป็นเพื่อนสนิทของพี่บุญน่ะครับ!”

 

เป็นอีกครั้งที่วาดโพล่งแทรกขึ้นมาแล้วก็หน้าซีด และนั่นก็เป็นปฏิกิริยาที่อยู่ในความคาดเดา

 

“เพื่อนของ...พี่ชายมึงน่ะเหรอ?” พายขึ้นเสียงสูงย้อนถามเด็กหนุ่มกลับเพื่อความแน่ใจ แต่ร่างสูงกลับหันไปเลิกคิ้วใส่เนตรแทน

 

“...เออ ก็ประมาณนั้นแหละ พอดีฉันรู้จักกับครอบครัวเด็กคนนี้เป็นการส่วนตัวนิดหน่อย” เนตรเห็นสายตาของร่างโปร่งก็บอกตามน้ำด้วยความเป็นธรรมชาติ “บังเอิญสุดๆ ไปเลยใช่มั้ยล่ะ”

 

เขาไม่ได้มีดีแค่มันสมองอันชาญฉลาด แต่สัญชาตญาณก็ยังแรงมากอีกด้วย

 

 

TBC.

สวัสดีปีใหม่นักอ่านทุกท่านค่ะ

ถึงจะหายไปนาน แต่ไม่ได้หายไปเลย ยังเขียนต่อนะคะ แค่ว่านักเขียนกำลังติดวันพีซหนักมาก55

ยังไงก็จะปีใหม่แล้ว เลยเขียนตอนใหม่มาสวัสดีปีใหม่เลยก็แล้วกัน

ถึงนิยายจะดราม่า แต่ก็อยากให้ทุกๆ คนสนุกและมีความสุขกันมากๆ สุขภาพแข็งแรง รักษาตัวให้ดี เพราะข่าวโควิดช่วงนี้เริ่มหนักอีกแล้ว

เป็นห่วงนะคะ ช่วยเม้นเป็นกำลังใจและรอติดตามตอนต่อไปกันน๊า^^


 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น