วาสนา พรหมลิขิต ภาค สิ้นสุดทางเดิน

ตอนที่ 7 : วาสนาครั้งที่๗ : กล้วยหอมจอมซน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    28 ต.ค. 63



 

กล้วยหอมจอมซน

 

 

หลังจากที่ทำร่างกายให้อุ่นหลังจากออกมาจากเมืองหิมะด้วยการดื่มเครื่องดื่มจากตู้กดและของกินเล่นทานนิดหน่อย ครั้นก็ได้เวลากลับ ดวงอาทิตย์ยามห้าโมงยังไม่ลับฟ้าแต่ก็ไม่ร้อนอบอ้าวแล้ว ผู้คนยังคงมีอยู่เผลอๆ อาจจะเยอะกว่าช่วงเช้าเสียอีก ก่อนหน้านี้พายบอกวาดแล้วเรื่องจะพาไปซื้อมือถือเพื่อใช้สื่อสารได้สะดวก ตอนนี้ทั้งสองจึงพากันเดินมุ่งหน้าไปที่ประตูทางออก โดยมีร่างสูงเดินนำ อีกคนเดินตาม แต่เมื่อไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าตามหลัง ผมก็หันกลับไป สิ่งที่เห็นคือเด็กหนุ่มกำลังนั่งอยู่ตรงม้านั่งริมทางในที่ที่สังเกตเห็นได้ไม่ยาก

 

“มัวทำอะไรอยู่?”

 

“อ๋อ คือ...ขอโทษครับ ผมปวดขานิดหน่อย” วาดหัวเราะแห้งไม่ได้บอกความจริงที่ว่าไม่ได้ปวดขาแต่คือขาชา มือทั้งสองออกแรงทั้งบีบทั้งนวด แถมยังกำหมัดทุบขึ้นๆ ลงๆ ไปทั่วราวกับจะช่วยให้อาการปวดหายไป ปิดบังความจริงที่พยายามทำให้มันกลับมามีความรู้สึกเหมือนเดิมเร็วๆ ต่างหาก...ฮึ้ย มาเป็นอะไรตอนนี้ล่ะเนี่ย

 

“ปวดขา?” พายเลิกคิ้ว ขายาวเดินเข้าไปใกล้และนั่งข้างกายบอบบางตรงม้านั่งนั้น ดูความพยายามออกแรงอันน้อยนิดจากมือเล็กๆ นั่นแล้วก็แอบคิดเหมือนกันว่าจะช่วยหรือเปล่า? “สงสัยเพราะเล่นสนุกมาทั้งวันนั่นล่ะ”

 

“ฮะๆ ...นั่นสินะครับ” วาดตอบรับด้วยความโล่งอกที่อีกฝ่ายไม่ได้สงสัยอะไร อีกทั้งยังเอ่ยเหตุผลที่ทำให้เขาเอาตัวรอดเองได้แบบนี้ก็เป็นการดี

 

ในขณะที่บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบงันระหว่างสองเรา เด็กหนุ่มก็มองไปยังที่ที่ผู้คนขวักไขว่อย่างปล่อยความคิด มือทั้งสองจับนวดพลางขยับแกว่งขาทดสอบไป ปลายจมูกสูดกลิ่นสายลมที่พัดผ่านมอบความเย็นสบาย ก่อนร่างทั้งร่างจะสะดุ้งเฮือกเมื่อมีสัมผัสพร้อมกลิ่นหอมที่ข้างหน้าผาก “!”

 

“...มึงเหงื่อออก” แม้ผมจะเห็นอาการตกใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรนอกจากบอกเสียงเรียบ มือยังติดผ้าเช็ดหน้าที่พกเอาไว้เป็นประจำซับไปยังหน้าผากเนียนแคบ

 

แววตาที่ล้อมด้วยกรอบดวงตาดอกท้อยามเงยมองใบหน้าหล่อเหลาในระยะใกล้สั่นไหวระริก “ข...ขอบคุณครับ”

 

“ดูไม่ออกว่าเป็นคนขี้ร้อน”

 

เด็กหนุ่มเพียงหัวเราะแห้งกลบเกลื่อนเพราะไม่รู้จะตอบอย่างไร

 

“ตอนนี้มึงเรียนอยู่มหา’ลัยไหน?” ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรดลใจให้ถาม พายอยากจะรู้เรื่องเกี่ยวกับวาดมากกว่านี้

 

“คือ...” เด็กหนุ่มอ้ำอึ้ง แต่พอโดนจับจ้องในระยะใกล้ก็ยิ้มน้อยๆ บอกเสียงเบาทว่าชัดเจน “ผมไม่ได้เรียนครับ”

 

“ไม่ได้เรียน? คือยังไง?” แน่นอนว่าพายต้องสงสัย ถึงตอนแรกจะเข้าใจผิดว่าวาดเป็นเด็กยากจน แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกัน...ถึงไม่รู้ว่าครอบครัวของเด็กหนุ่มประกอบอาชีพอะไร แต่ความจริงที่ว่าอีกฝ่ายเป็นทายาทของมหาเศรษฐีก็ไม่เปลี่ยน

 

สภาพแวดล้อมที่พร้อมสรรพ มันทำให้คนฟังอดไม่ได้ที่จะต้องถาม

 

“ตั้งแต่จบมัธยมปลายผมก็ไม่ได้ต่อมหาวิทยาลัยครับ” วาดบอกเล่าแต่ไม่ได้บอกเหตุผล จากนั้นก็จบด้วยประโยคย้ำอีกครั้ง “...ตอนนี้ผมเลยไม่ได้เรียนที่ไหน...น่ะครับ”

 

ร่างสูงฟังแล้วก็ได้แต่เงียบ...ไม่รู้จะพูดอะไร เพราะมันแปลกประหลาดเกินไป

 

เด็กหนุ่มที่เกิดมาในครอบครัวเพียบพร้อม หายากมากที่จบมัธยมแล้วไม่เรียนต่อ ผู้ปกครองส่วนใหญ่มักจะผลักดันให้ลูกเรียนจนจบปริญญาตรีเป็นอย่างต่ำ เพราะอยากให้เติบโตมีความรู้เพื่อหน้าที่การงานที่ดีในภายภาคหน้า ยิ่งถ้ามีทรัพย์สินยิ่งไม่ต้องพูดถึง จะสามารถส่งให้เรียนจบด็อกเตอร์หรือไปเรียนต่างประเทศก็ยังได้

 

แต่นี่วาดกลับบอกว่าไม่ได้ต่อมหาวิทยาลัย? หมายความว่าอีกฝ่ายมีวุฒิการศึกษาแค่มัธยมปลาย?

 

หรือว่าไม่ต้องเรียนหรือทำงานก็สามารถใช้เงินที่มีอยู่ชาตินี้ก็ไม่หมด?

 

เหตุผลผุดขึ้นมาในหัวล้านแปด

 

เด็กหนุ่มอาจจะมีอะไรที่บอกไม่ได้ แล้วก็คงไม่ใช่สิ่งที่ผมควรถาม

 

“หายปวดขาหรือยัง จะกลับกันเลยมั้ย”

 

“...”

 

ทั้งๆ ที่ได้ยิน แต่อีกฝ่ายกลับไม่ตอบ เอาแต่เงยหน้าจดจ้องใบหน้าของผมตาไม่กระพริบ ทำให้ผมต้องเรียกย้ำ “วาด”

 

“คุณพายใจดีจัง” เสียงใสพึมพำแผ่วเบา “เหมือนพี่บุญเลย”

 

“...บุญ?” เสียงทุ้มทวน ขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว ดวงตาเรียวคมสบมองดวงตากลมโตกลับ สีหน้าที่มักจะร่าเริงมีความโหยหา ศีรษะทุยปกคลุมด้วยเส้นผมบางยาวประบ่าพยักขึ้นลงเบาๆ

 

“พี่ชายของผม”

 

“...”

 

เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่รู้จักกันที่วาดเอ่ยชื่อ...ไม่สิ กล่าวถึงครอบครัวของตัวเอง

 

ทั้งที่ก่อนหน้านี้เลี่ยงมาตลอด

 

บุญเป็นชื่อของพี่ชาย?

 

“อายุเท่าคุณเลยล่ะครับ”

 

พายเงียบ ก่อนจะครางรับในลำคอ “ออ...” ไม่แน่ใจว่าตนรู้สึกอย่างไรกับคำว่า ‘ผมกับพี่ชายอายุเท่ากัน’

 

“จะว่าไป...ตอนไปที่บ้านไม่เห็นเจอ” คฤหาสน์หลังนั้นที่ไม่มีวี่แววของ ‘สิ่งมีชีวิต’

 

นับอึดใจที่ดวงหน้ามนเงยขึ้นสบตา เสียงใสบอกแผ่วเบาราวกับกล้ำกลืนฝืนทน “...เขาไม่อยู่น่ะครับ”

 

ทั้งๆ ที่ผมรู้สึกผิด...ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าอาจจะเป็นคำถามที่ทำให้แววตาดอกไม้ที่เคยสดใสกลับลึกล้ำดำดิ่ง...แต่เสียงทุ้มก็ยังถาม

 

“พ่อกับแม่ก็ด้วย?”

 

วาดไม่ได้ว่าอะไร เพียงพยักหน้าและแย้มยิ้มเบาบางแตกต่างจากที่เคยเป็น

 

“คุณพ่อกับคุณแม่ด้วยครับ...”

 

 

แม้จะคาดเดาได้แล้วถึงสาเหตุที่วาดไม่เคยเอ่ยถึงครอบครัว...สาเหตุถึงคฤหาสน์หลังโตที่เงียบร้าง สาเหตุที่ต้องถอดกรอบรูปเพื่อลบความทรงจำ แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ยังหลงเหลือร่องรอยให้เห็น

 

เมื่อเชื่อมโยงกันทั้งหมดก็พอจะเข้าใจความหมายของคำว่า ‘ไม่อยู่’ ในคำพูดนั้น...และอาจจะรวมไปถึงเหตุผลที่อีกฝ่ายใช้ชีวิตว่างเปล่าไร้การศึกษาในตอนนี้ด้วย

 

แล้วทำไม...

 

ทำไมเขาถึงไม่ร้องไห้เลย

 

ทำไมถึงยังยิ้ม

 

ทำไมถึงหัวเราะ...ร่าเริงได้ขนาดนี้

 

 

ทั้งสองคนกลับมาถึงกรุงเทพฯ ตั้งแต่เมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว ตอนนี้กำลังเดินอยู่ชั้นใดชั้นหนึ่งในห้างสรรพสินค้าชื่อดัง แน่นอนว่าแม้จะสนุกสนานมาทั้งวันจนหลงๆ ลืมๆ ไปบ้าง แต่ผมจำไม่ลืมว่าจะต้องให้เด็กหนุ่มมีโทรศัพท์กับตัวไว้สักเครื่องให้ได้ ซึ่งหลังจากที่ให้โอกาสตอบอย่างสมัครใจว่าอยากจะใช้ยี่ห้ออะไรหรือแบบไหนเป็นพิเศษ วาดก็เพียงบอกแค่ ‘แบบเดียวกันกับของคุณพาย’

 

ในขณะที่พนักงานกำลังร่ายฟังก์ชั่นและหน้าที่ของสมาร์ทโฟนยี่ห้อที่เรียกได้ว่าแพงที่สุดในตลาดแต่ก็มียอดขายสูงสุดเช่นกัน ร่างโปร่งก็กำลังก้มมองเครื่องที่วางเรียงกันอยู่สามเครื่องสลับไปมากับใบหน้าของผมราวกับจะขอความช่วยเหลือ สามเครื่องนั้นไม่มีอะไรแตกต่างนอกจากสี ผมมองหน้าเขานิ่งๆ บอกเป็นนัยว่าให้ตัดสินใจเอง เจ้าตัวก็มู่ปากแล้วก็ชี้ไปที่เครื่องตรงกลางที่เป็นเคสสีขาวที่ดูเรียบง่ายแต่หรูหราที่สุด เป็นการตัดบทกลางปล้องเพราะพนักงานยังพูดไม่ถึงหนึ่งในสามเลยด้วยซ้ำ

 

ตอนนั้นเองที่ผมพานนึกไปถึงบทสนทนาครั้งแรก

 

‘ผมไม่มีโทรศัพท์มือถือครับ...คิดว่าไม่จำเป็นต้องใช้’

 

‘แล้วมึงไม่ต้องใช้ติดต่อกับใครหรือไง’

 

‘...’

 

‘พี่บุญ เขาไม่อยู่น่ะครับ...คุณพ่อกับคุณแม่ก็ด้วย’

 

ผมคิดว่าผมพลาดไปแล้ว

 

ไม่รู้เหมือนกันว่าผมคิดกับเด็กคนนี้เปลี่ยนไปอย่างไร แต่ไม่ปฏิเสธว่ารู้สึกสงสารขึ้นมา...อายุแค่ยี่สิบ แต่ต้องอยู่คนเดียวตามลำพัง คงต้องเหงาอยู่แล้ว

 

ก่อนหน้านี้ไม่มีเพื่อนเลยหรือไงนะ

 

‘...ถ้าหากไม่มีใครให้ติดต่อด้วย ก็เอาไว้ใช้มือถือเครื่องใหม่ที่จะไปซื้อนี่โทรหากูแทนสิ’ เพราะสิ่งที่ได้รับรู้รวดเดียวนั้นพายจึงพูดอะไรแบบนั้นออกไป

 

อีกฝ่ายหันขวับมามอง ดวงตาประกายความหวังวูบหนึ่ง ตอนแรกผมนึกว่าจะได้เห็นปฏิกิริยาดีใจจนกระโดดตัวลอยออกนอกหน้า แต่กลับกลายเป็นว่าเด็กหนุ่มแค่พยักหน้าตอบรับด้วยรอยยิ้มบางเบา

 

ดังนั้นหลังจากที่อีกฝ่ายได้มือถือเครื่องใหม่ไป ผมก็พาไปซื้อซิมต่อ คราวนี้เด็กหนุ่มให้ผมเลือกซึ่งก็ไม่ได้ใช้เวลามากมายอะไร

 

ถึงเจ้าตัวจะยังไม่เปิดเครื่องมือสื่อสารนั้นใช้งาน(แกะกล่องแล้วโดยพนักงานเพื่อเช็คเครื่อง) แต่จากนั้นผมก็เมมเบอร์โทรของวาดลงในมือถือของตัวเอง

 

“มึงอยากจะแวะกินอะไรหน่อยมั้ย” เสียงทุ้มถามขึ้น ดวงตาคมกริบมองคนข้างกาย

 

แม้คำพูดและสรรพนามจะไม่แตกต่างจากก่อนหน้าสักเท่าไหร่ แต่ว่าน้ำเสียงอ่อนลงกว่าเดิมอักโข ซึ่งดูเหมือนว่าเด็กหนุ่มจะรับรู้ได้เป็นอย่างดี

 

“ไม่ดีกว่าครับ ไม่อยากรบกวนคุณมากกว่านี้” เสียงใสบอกอย่างเกรงใจกลับไป โหนกแก้มใสแต้มสีระเรื่อพยายามเก็บอาการดีใจอย่างถึงที่สุดเอาไว้...ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่พายก็เริ่มใจดีด้วยแล้ว

 

แต่ก็ต้องเผื่อใจเอาไว้ ยามที่วันใดวันหนึ่งต้องกลับไปเจอกับบุคลิกเย็นชา...ปากร้าย

 

“ไม่ได้รบกวนอะไร ทั้งค่าตั๋วเที่ยวสวนสนุกทั้งค่ามือถือมึงก็เป็นคนออกเอง”

 

“ผมหมายถึงรบกวนเวลาส่วนตัวของคุณพายต่างหากครับ” วาดส่ายหน้าอธิบาย น้ำเสียงใสแฝงด้วยความรู้สึกขอบคุณจากใจ ทั้งๆ ที่เป็นแค่คนแปลกหน้า

 

“นี่มันคือข้อแลกเปลี่ยนไม่ใช่เหรอ”

 

“...”

 

...หมายความว่าหากไม่ใช่ข้อแลกเปลี่ยนก็คงไม่ได้อยู่ด้วยกันแบบนี้งั้นสิ...

 

วาดอดโทษตัวเองไม่ได้ที่ชั่ววินาทีนั้นมีความคิดต่ำๆ แล่นเข้ามา

 

บ้าจริงๆ ...ตัวเราไม่มีสิทธิ์อะไรในตัวผู้ชายคนนี้ทั้งนั้น

 

ร่างโปร่งไขว้แขนไปด้านหลัง ชะโงกหน้าจุดยิ้ม ส่งให้ร่างสูงที่มองลงมาสังเกตเห็นแววตาประกายวิบวับ “หรือว่าที่ถามเพราะคุณพายหิวแล้ว...ทั้งๆ ที่เมื่อกี้กินไปตั้งเยอะขนาดนั้น?”

 

“อ๋อ ก็เปล่านี่” ไม่รู้ทำไมถึงได้ปฏิเสธก่อนจะได้คิดเสียอีก ทั้งๆ ที่ผมถามไปไม่ใช่เพราะอย่างนั้นสักหน่อย

 

“ถ้าอย่างนั้นวันนี้แยกย้ายกันตรงนี้ก็ได้นะครับ”

 

“...อ้าว?” ผมไม่คิดว่าเด็กหนุ่มจะตัดบทกันแบบนี้?

 

ทั้งๆ ที่ได้รับรู้เรื่องราวแล้ว แต่วาดยังคงปฏิบัติตัวเหมือนเดิม ไม่อ้อนวอน ไม่เรียกร้อง ไม่แสดงอะไรที่ชวนให้สงสารหรือเห็นใจ

 

...นึกว่าจะเอาแต่ใจกันมากกว่านี้เสียอีก...

 

วาดหลุดหัวเราะเมื่ออ่านสีหน้าบนใบหน้าดูดีเหมือนคุณชายนั้นออก...คงคิดจะไปส่งถึงบ้านอีกแล้วสิ

 

รับรู้ได้ถึงความใจดี...แต่นั่นก็คงเป็นเพราะผลพวงจากความ ‘สงสาร’ หรือ ‘เห็นใจ’

 

แม้จะไม่ได้บอกอย่างชัดเจน แต่ไม่ว่าใครหากรู้ว่าเขาอยู่ตัวคนเดียว ไร้ญาติมิตรก็อดที่จะเวทนาไม่ได้

 

“คุณพายอุตส่าห์ให้ผมติดรถมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว...จากนี้ผมกลับเองได้ครับ”

 

ถึงต้องการมากแค่ไหน แต่ก็ไม่กล้าเรียกร้องอะไรไปมากกว่านี้

 

สิ่งที่สมควรจะได้รับ ก็ต้องทำอะไรให้อีกฝ่ายก่อน

 

“ขอบคุณมากนะครับที่มาเที่ยวกับผม” ก่อนที่ร่างสูงจะได้พูดอะไรเด็กหนุ่มที่ยืนกุมถุงด้วยมือทั้งสองข้างก้มศีรษะต่ำ เมื่อเงยหน้าขึ้นมา ใบหน้าอ่อนเยาว์ก็ยังคงประดับรอยยิ้มทั้งดวงตา “วันนี้ผมสนุกมากจริงๆ”

 

...มันคือการแลกเปลี่ยน...

 

“เอาไว้ไปเที่ยวกันใหม่นะครับ”

 

ประโยคนั่นหมายถึงครั้งหน้าที่เจอกัน...จากน้องชายผู้ร่าเริงจะกลายเป็นคู่นอนร้อนแรง

 

“...อืม” ผมเพียงครางในลำคอตอบรับและยืนมองเขาที่เดินห่างออกไปกำลังหันกลับมาโบกมือลาอย่างกระฉับกระเฉง

 

“...”

 

‘วันนี้ผมสนุกมากจริงๆ ...ขอบคุณนะครับ’

 

...จริงๆ แล้วผมเองก็...

 

 

เสียงส้นร้องเท้ากระแทกดังก๊อกๆ เป็นจังหวะอารมณ์ดีตามทางเดินริมถนนสายหนึ่ง หากฟังดีๆ แล้วเสียงนั้นมาพร้อมกันสองคู่ มองเลยขึ้นไปจากเบื้องล่างเป็นผู้หญิงสองคนที่แต่งตัวสไตล์อ่อนหวานคล้ายกันราวกับฝาแฝด อีกทั้งยังไว้ผมตัดสั้นเหมือนกันจึงแยกออกยากเข้าไปอีก ทั้งคู่ที่ดูเหมือนจะว่างงานมาปรากฏกายอยู่ใกล้ๆ กับร้านคาเฟ่ขนมหวานในยามบ่ายแก่ แม้อากาศจะร้อนจนหน้าแทบไหม้ แต่หาได้ทำให้สาวๆ ผู้ที่กำลังจะได้ไปเยือนสรวงสวรรค์สะทกสะท้านไม่

 

หากเหลือบมองนาฬิกาสักนิดก็จะสังเกตเห็นเข็มสั้นชี้เลยเลขสามไปนิดๆ ซึ่งมันยังไม่ใช่เวลาเลิกงาน...แล้วทำไมทั้งคู่ถึงได้มาอยู่ที่นี่น่ะหรือ

 

ก็เพราะว่าไม่ได้ทำงานราชการหรือออฟฟิศน่ะสิ

 

“วันนี้-จะ-กิน-อะไร-ดีน้า~?” หญิงสาวผู้มีใบหน้าอ่อนเยาว์ด้วยการแต่งหน้ากับผมสีเบจดัดเป็นลอนน้อยๆ ยกนิ้วชี้ขึ้นจิ้มริมฝีปาก ยกเท้าขึ้นเหยียบย่องเดินตัวปลิวจนทำให้กระโปรงที่ติดระบายหมุนไปมาราวกับกำลังเต้นรำ

 

“เดี๋ยวไปถึงร้านแล้วค่อยคิดได้ไหม ตอนนี้คิดไม่ออก แต่ที่แน่ๆ คือมัฟฟินช็อกโก!” สาวสวมแว่นกรอบโต ใบหน้าล้อมกรอบด้วยผมสีน้ำตาลเข้มแซมอ่อนกำหมัดพูดเสียงมั่น หากจะแยกสองคนนี้จากอะไรก็คงจะเป็นสีผมและแว่นตาล่ะมั้ง

 

เมื่อกี้ยังบอกว่าคิดไม่ออกอยู่เลย...ไม่ใช่ว่าคิดเอาไว้แล้วหรอกเหรอ

 

“อ๊า~ เฌอมากี่ครั้งก็สั่งแต่เมนูนี้อ่ะ ปรางล่ะเบื่อแทน” คนแทนตัวว่าปรางบอกด้วยน้ำเสียงยาน แม้จะบอกว่าเบื่อแต่ก็ไม่ได้หมายความแบบนั้นจริงๆ เพราะมัฟฟินช็อกโกอร่อยสมคำร่ำลือของเฌอที่มักพร่ำเพ้อทุกครั้งหลังจากได้ลิ้มรสมัน

 

ใบหน้าสวมแว่นหันมาร้องอ้าว “ก็ของโปรดเฌอนี่?”

 

“ก็นั่นล่ะ ก็ไม่ได้บอกว่ามันไม่ดี แต่ว่านะ ของอร่อยๆ อย่างอื่นมีตั้งเยอะ...”

 

“แต่ถึงยังไงมัฟฟินก็อร่อยและฟินมากที่สุด!”

 

ได้ยินคำพูดตัดบท ปรางก็โบกมือหยอยๆ ขี้เกียจจะยื้อเอาความ “อ่ะจ้าจ้า”

 

เพื่อนๆ มักบอกว่าเฌอกับปรางมักจะตัวติดกันอยู่เสมอ คุยกันถูกคอ แต่งตัวสไตล์เดียวกัน ขนาดจบมายังทำงานด้วยกัน เพื่อนๆ เลยมักจะเรียกเหมารวมสาวๆ ทั้งคู่ว่าเฌอปรางเสียเลย

 

กรุ๊งกริ๊งๆ

 

เสียงคุ้นเคยยามผลักประตูไม้ที่แขวนด้วยแผ่นป้ายOPENกับกระดิ่งสีทองเหนือศีรษะดังขึ้น แล้วเสียงต่อมาที่มักจะได้ยินก็เป็น...

 

“ยินดีต้อนรับครับ”

 

เฌอปรางพูดอะไรไม่ออก เพราะเสียงที่ได้ยินไม่ใช่เสียงทุ้มๆ ของผู้จัดการร้าน แต่เป็นเสียงใสๆ รื่นหูที่ฟังแล้วจะต้องขนลุกไปทั่วสรรพางค์กาย

 

เบื้องหน้าคือเด็กผู้ชายรูปร่างบอบบาง ส่วนสูงมากกว่าสาวทั้งสองที่ใส่ร้องเท้าเสริมส้นแล้วเล็กน้อย หน้าตาอ่อนเยาว์ล้อมด้วยเส้นผมสีดำกลืนน้ำตาลธรรมชาติที่ปล่อยให้ยาวเลยบ่าจนต้องรวบมัดเปิดเผยลำคอและไหปลาร้าผอมบาง แต่ด้วยความที่เป็นคนไม่เก่งเรื่องนี้สักเท่าไหร่จึงยังมีเส้นผมบางส่วนหลุดผล็อยคลอเคลีย ผิวขาวละเอียดทุกอณูรูขุมขน ดวงตารูปดอกท้อกลมโต ยิ่งแพขนตาหนาอย่างกับหางนกยูง(?)นั้นยิ่งขับเสริมให้แววตาเปล่งประกายวิบวับซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่สุดเหมือนกับดอกไม้บานฉ่ำยามเช้า ริมฝีปากสีชมพูบอบบางกำลังแย้มยิ้มอย่างสุภาพ

 

ม ม ไม่เคยเห็นผู้ชายคนไหนงดงามเท่านี้มาก่อนเลยค่ะ!!

 

เด็กหนุ่มกวาดตามองลูกค้าทั้งสองที่อึ้งตะลึงงันไปแล้วอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะเอ่ยด้วยความอ่อนน้อม “ลูกค้าสองท่านนะครับ เชิญทางนี้...”

 

ฟิ้ว...!

 

“อ อ้าว...?” วาดถึงกับงุนงงเมื่อลูกค้าสองคนนั้นเดินไปคนละทางกับที่เขาผายมือ แต่พอเห็นผู้จัดการที่อยู่หลังเคาน์เตอร์โบกมือให้ก็เลยไปใส่ใจกับลูกค้าท่านอื่นที่นั่งอยู่เกือบเต็มร้านแทน

 

“นี่ๆๆ พี่คุณๆ!” สาวน้อยสองคนปรี่เข้ามาและตบโต๊ะเคาน์เตอร์อย่างร้อนแรง แทนที่จะสั่งขนมเหมือนอย่างที่เคย แต่คราวนี้กลับป้องปากถามกระซิบกระซาบด้วยดวงตาลุกเป็นไฟผิดกับบุคลิกละมุนละไม อีกทั้งยังประสานเสียงถามพร้อมเพรียง “อะไรน่ะนั่น เด็กใหม่เหรอคะ!?”

 

เฌอกับปรางมาอุดหนุนบ่อยจนคุยกับเจ้าของร้านเป็นคนสนิทกันไปแล้ว

 

ชายหนุ่มผิวสองสีหน้าตาคมคายไม่ถึงกับหล่อโดดเด่นมาก แต่บุคลิกใจเย็นและดูเป็นผู้ใหญ่ทำให้หญิงสาวมากหน้าหลายตาต่างหมายปองไม่น้อย อีกทั้งยังเป็นเจ้าของคาเฟ่ขนมหวานแห่งนี้ และยังควบตำแหน่งบาริสต้า(คนชงกาแฟ)และพาทิชิเอ้(คนทำขนม)ไปพร้อมกัน เรียกว่าเป็นผู้ชายที่โคตรจะเพอร์เฟคต์เลยล่ะ

 

“สวัสดีทั้งสองคน...อื้ม ใช่แล้วล่ะ” เสียงทุ้มทักทายและตอบรับคำถามเรียบง่ายอย่างเป็นลำดับ ขณะนั้นเขากำลังเทนมลงบนถ้วยกาแฟและด้วยความเป็นมืออาชีพจึงทำให้นมที่เทลงไปออกมาเป็นลายใบไม้ที่อยู่บนผิวลาเต้สีน้ำตาลอย่างสวยงาม “ว่าไงเฌอ รับมัฟฟินช็อกโกเหมือนเดิมใช่มั้ย แล้วเครื่องดื่มจะเอาอะไรดี”

 

สาวเฌอสวมแว่นทำตาโตเมื่อเห็นมัฟฟินช็อกโกวางอยู่ในตู้กระจก แต่ไม่ลืมพูดถึงประเด็นที่เด็ดยิ่งกว่าของโปรด “อะไรกัน แล้วก่อนหน้านี้ที่เราแนะนำเพราะเป็นห่วงว่างานจะหนักแต่แล้วพี่ปฏิเสธ...ก็ไหนบอกว่าไม่อยากรับพนักงานไงล่ะ”

 

“ก็ก่อนหน้านี้ไม่อยาก แต่ตอนนี้ต้องการแล้ว” ร่างสูงชะลูดสวมเสื้อเชิ้ตขาวพับแขนทับด้วยผ้ากันเปื้อนสีดำตอบทั้งๆ ที่กำลังขยับอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นก็ไม่ลืมพูดยินดีต้อนรับลูกค้าคนใหม่เมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งดัง

 

“ไม่ใช่ว่าเพราะหนุ่มน้อยคนนั้นน่ารักมากหรอกเหรอ” ปรางหรี่ตา เสียงไต่จากคีย์ต่ำไปสูง

 

“นั่นก็ด้วย” คุณพยักหน้า ไม่มีเหตุผลที่ต้องปฏิเสธความจริง ดวงตาเรียวไม่สะท้อนสิ่งใดกับคำพูดล้อแซวของเธอทำให้อดควักผ้าเช็ดหน้ามากัดอย่างเสียดายไม่ได้

 

“โห่ ยังตอบได้น่าหมั่นไส้ไม่เปลี่ยนเลย งื้อออ...แต่ว่าไม่เป็นไร ครั้งนี้ให้อภัยค่ะ!”

 

“อื้อๆ!!” เฌอจัดแว่นที่เอียงกะเท่เร่ เพราะพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของเพื่อนแรงเกินไป

 

“นี่คงไม่ได้คิดอะไรแปลกๆ กันหรอกใช่มั้ย” คุณอมยิ้มน้อยๆ ขบขันสองสาว ดวงตาคมเข้มหยักพร้อมรอยยิ้มเป็นอะไรที่มีอานุภาพรุนแรงถึงขีดสุด แต่หาได้ทำให้เฌอปรางหวั่นไหว เพราะพวกเธอมีหน้าที่สำคัญคือจับคู่ผู้ชายให้ผู้ชายรักกันทั้งในจินตนาการและความเป็นจริง!

 

“เอ่อ คือ ขอโทษนะครับ”

 

เสียงจากทางด้านหลังทำให้สองสาวที่ยืนเท้าคางขวางหน้าเคาน์เตอร์แหวกออกโดยไม่ต้องหันไปมองโดยอัตโนมัติ

 

“เอ้า ออเดอร์โต๊ะห้ากับโต๊ะเจ็ด ยกไหวหรือเปล่า?”

 

“ไหวครับ” วาดพยักหน้าอย่างไม่อิดออด จัดขนมลงถาดอย่างระมัดระวัง ท่วงท่านั้นถูกจดจ้องโดยดวงตาสองคู่แทบไม่กระพริบ

 

“เก่งมาก รบกวนหน่อยนะ”

 

เด็กหนุ่มย่นจมูก “พี่คุณทำเหมือนผมเป็นเด็กเลย”

 

“ขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้เราได้เกิดมา” เฌอและปรางยกมือจับเต็มแก้ม คล้อยหลังหันไปมองเด็กหนุ่มคนนั้นที่เดินถือถาดออกไปแล้ว จากนั้นก็หันมาสบตากันและพูดเสียงเคลิ้ม “เด็กอะไรน่ารักน่าหยิกชะมัด~”

 

“สรุปจะสั่งอะไรหือ” คุณฉีกกระดาษแผ่นล่างขึ้นมาดูรายการ ก่อนจะหันมาพูดกับสองสาวที่ยังเหมือนจะเหม่อลอย พร่ำเพ้อไม่เลิก “ห้ามคิดอะไรแปลกๆ เด็ดขาด ห้ามเข้าไปยุ่งกับวาดเกินความจำเป็นด้วย เดี๋ยวเขาจะกลัวเอา”

 

ทั้งคู่หลุดจากฝันดีเหมือนชายหนุ่มเป็นคนเอาเข็มไปจิ้มขี้มูกโป่งแตกดังโพละ

 

“ขี้งก...!” ปรางแลบลิ้น ร่ายสั่งรายการขนมเหมือนจะกินถล่มร้านก่อนจะเดินกระทืบเท้าจากไป

 

คุณได้ยินแล้วอดกลั้วขำไม่ได้ “จะเอาที่ไหนใส่ล่ะเนี่ย?” ผู้หญิงเห็นตัวเล็กแบบนั้นแต่ก็กินได้น่ากลัวชะมัด

 

“ถ้างั้นเฌอขอเป็นชาเขียวเย็นกับมัฟฟินช็อกโก้เหมือนเดิมนะคะ” เฌอพูดสุภาพ แต่ดวงตาใต้กรอบแว่นจ้องมองมาระยิบระยับ

 

“โอเค” ชายหนุ่มพยักหน้ารับ

 

ถึงสองสาวซึ่งทำงานอิสระเป็นนักเขียนกับนักวาดภาพประกอบจะรักในความอยากรู้อยากเห็น(และอยากเผือก)มากแค่ไหน แต่เรื่องส่วนตัวของคนอื่น หากได้คุณเตือนแล้วเจ้าตัวก็พอจะสงบเสงี่ยมกันได้บ้าง แต่ก็แค่ครู่เดียว พอเฌอกับปรางเห็นวาดว่างจากหน้าที่ ก็ยกมือเรียกเข้าไปเจ๊าะแจ๊ะ เขาไม่รู้หรอกว่าคุยอะไรกัน แต่วาดก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไรเพียงแต่ยิ้มและหัวเราะน้อยๆ ไปตามนิสัยของคนอัธยาศัยดี

 

เมื่อมากเกินไป คุณก็ได้แต่ส่งสายตาเตือนเป็นระยะ

 

หารู้ไม่ยิ่งทำให้คนทั้งคู่เกิดความคิดและจินตนาการอันแสนบรรเจิด

 

“เฮ้อ...” ชายหนุ่มถอนหายใจยาว

 

ป่านนี้คงจะไปไกลจนกู่ไม่กลับแล้ว...

 

หืม? หมายถึงเรื่องอะไรน่ะเหรอ?

 

ก็เนื้อหาที่ทั้งสองจะเอาไปบรรยายในหนังสือนิยายนั่น...มันเป็นแนวชายรักชายน่ะสิ

 

และนั่นคงไม่พ้นเอาตัวเขาไปจับคู่กับเด็กหนุ่มที่เล็งเอาไว้ตามใจชอบอีกตามเคย

 

 

“แล้วเจอกันน้า น้องวาด แล้วพวกพี่จะแวะมากินขนมใหม่นะจ๊ะ”

 

“บ๊ายบาย”

 

“ขอบคุณที่มาอุดหนุนครับ” วาดยิ้ม และโค้งศีรษะให้แก่ผู้หญิงสองคนที่ยังคงโบกไม้โบกมือด้วยท่าทางเป็นกันเองผ่านกระจกไม่หยุด พอเห็นแบบนั้นเด็กหนุ่มก็อดที่จะหัวเราะ พลางโบกมือบอกลาตอบรับกลับไปไม่ได้

 

เป็นท่าทางที่สุภาพอ่อนโยนและน่ารักราวกับเทวดาจนเฌอปรางอดจะดีดดิ้นออกมาอย่างบ้าคลั่งไม่ได้...แต่วาดหันหน้าออกมาก่อนจึงไม่เห็น

 

ใกล้ย่ำเย็นลูกค้าจึงเริ่มน้อยลงบ้าง ทำให้ร่างโปร่งได้พักบ้างเสียที แต่ก็เป็นการยืนพิงผนังร้านเฉยๆ ไม่ได้ถือวิสาสะนั่งให้เห็นแต่อย่างใด

 

“ขอโทษทีนะ วุ่นวายมากหรือเปล่าสองคนนั้น” คุณสังเกตเห็นได้ตั้งแต่อีกฝ่ายมาทำงานวันแรก หลายวันผ่านมาเคยพูดไปหลายครั้ง เขาไม่ได้เคร่งครัดเรื่องห้ามนั่งในร้านให้ลูกค้าเห็นขนาดนั้น แต่ว่าเด็กหนุ่มก็ไม่ยอมลดความดื้อดึงยิ่งกว่า จึงได้แต่บอกว่าถ้าไม่ไหวจริงๆ ให้ไปนั่งหลังร้าน(ในครัว)ได้...จึงยอมตกลงกันได้

 

เห็นว่าง่ายแบบนี้ แต่บางเรื่องก็หัวแข็งสุดๆ

 

“ไม่ครับ พี่เฌอกับพี่ปรางเขาชวนคุยสนุกดี” วาดพูดพลางหัวเราะออกมาอีกเมื่อนึกถึง หญิงสาวทั้งสองคนเป็นคนที่ร่าเริงมากๆ สรรหาหัวข้อเรื่องมาสนทนาได้ตลอด อยู่ด้วยไม่มีเบื่อเลย

 

คนฟังหัวเราะแผ่วเบา “ถ้าอย่างนั้นก็ดี ว่าแต่ว่าหิวหรือเปล่า? ทำงานทั้งวันพี่เห็นเรากินแค่แซนด์วิชชิ้นเดียวเอง”

 

ทั้งคำพูดและกิริยาที่ได้รับ วาดรู้สึกเหมือนได้มีพี่ชายคอยเป็นห่วงอยู่ตลอดเวลา

 

“แซนด์วิชของพี่คุณชิ้นใหญ่ แค่นั้นผมก็อิ่มมากแล้วครับ”

 

“เอาแต่ใจหน่อยก็ได้นะ?” คุณพูดลองเชิง เขามีน้องชายอยู่เหมือนกัน อายุมากกว่าวาดแต่กลับทำตัวเด็กกว่าเสียอีก ทำเอาคนอายุมากกว่าพี่ชายแทบทำอะไรไม่ถูกเมื่อเจอเด็กหนุ่มแสนสุภาพและเปี่ยมด้วยมารยาทเช่นนี้

 

แต่วาดก็ได้แต่ส่ายหน้ายิ้มๆ เป็นเชิงขอบคุณ...ดังนั้นร่างสูงก็เลยไม่เซ้าซี้ต่อ

 

เมื่อในร้านลูกค้าน้อยลง ถ้าหากไม่เดินป้วนเปี้ยนคอยรับออเดอร์หรือเสิร์ฟขนมและกาแฟ วาดก็จะไปทำอย่างอื่น อย่างล้างจาน กวาดพื้น ทั้งๆ ที่เหมือนคุณหนูแท้ๆ แต่ก็ทำอะไรเป็น บางอย่างก็ต้องสอนแต่ก็เป็นงานเร็วมากจนคุณไม่ต้องพูดมาก ซ้ำยังขยันเกินค่าแรงที่ตกลงกันไว้เสียอีก

 

ดังนั้นคุณจึงไม่ยอมให้อีกฝ่ายปฏิเสธเวลารับเจ้าตัวมักจะหักค่าขนมในร้านที่เขาเป็นคนให้อย่างเด็ดขาด

 

“สนใจหรือ?” ร่างสูงถาม สังเกตเห็นหลายครั้งเวลาที่วาดมักจะเมียงมองมาอย่างสนอกสนใจสิ่งที่คุณทำ นั่นคือการชงกาแฟ...หรือบางทีที่คุณเข้าครัวเพราะต้องไปทำขนมมาเติมตู้ก็รับรู้ถึงสายตานั้นเช่นกัน

 

“ครับ” เด็กหนุ่มที่ชะเง้อมองผ่านเคาน์เตอร์พยักหน้าหงึกหงัก

 

“สอนให้เอามั้ย”

 

“...ได้เหรอครับ” ใบหน้าอ่อนเยาว์เบิกตาเล็กน้อย วินาทีต่อมาก็ขมวดคิ้ว “...แต่ว่าพี่คุณยุ่ง”

 

เวลาวาดจะทำอะไรมักจะเดินอยู่บนเส้นทางแห่งความเกรงอกเกรงใจเกินพอดี

 

“งั้นเอาไว้ตอนที่พี่และเราว่างพร้อมกัน...โอเค?” คุณจึงเสนอทางเลือกที่ไม่ทำให้เจ้าตัวต้องลำบากใจ

 

“โอเคครับ” วาดยกยิ้มตอบรับในทันที แววตาประกายดอกไม้สดใส บ่งบอกอารมณ์ดีใจที่เอ่อล้นออกมากับบรรยากาศรอบตัว

 

ถ้าครั้งหน้าคุณพายมาที่บ้าน เขาอยากจะทำอะไรเป็นได้ซักอย่างสองอย่างก่อน

 

คุณพายชอบกาแฟดำ แล้วชอบของหวานหรือเปล่านะ...

 

“อยากจะทำให้คนพิเศษทานใช่มั้ย” เสียงทุ้มเอ่ยราวกับอ่านใจได้ เมื่อได้รับคำตอบเป็นรอยแดงพาดแก้มใส ไม่วายชายหนุ่มเอ่ยแซวต่อ “พี่ทำอาหารคาวได้ด้วยนะ...มือใหม่ก็เริ่มต้นเอาเป็นเมนูที่ทำง่ายๆ ก่อนดีกว่า”

 

“พี่คุณรู้ได้ยังไง”

 

น่ารักจริงๆ

 

แต่ก่อนจะได้สนทนากันต่อ วาดหันออกไปนอกร้านเมื่อสังเกตเห็นบางอย่างที่หางตา...เป็นอะไรที่ไม่ควรจะมาอยู่เพียงลำพัง

 

บางอย่างที่ว่านั่นคือ...มนุษย์

 

มนุษย์ที่สุดแสนจะคุ้นและสะดุดตา...คือเด็กผู้ชายวัยอนุบาลสวมชุดนักเรียนของโรงเรียนอนุบาลเอกชนที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ ร้านคาเฟ่ที่วาดทำงานอยู่

 

“นั่นมัน...” เสียงใสพึมพำในลำคอ ทำให้คุณกำลังง่วนอยู่กับการชงกาแฟเลิกคิ้ว เมื่อเงยหน้าขึ้นก็สบตากับเด็กหนุ่มเข้าพอดี “พี่คุณ ผมขอตัวแปปนึงได้มั้ยครับ”

 

ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงใสนั้นมีความร้อนรนนิดๆ ...เป็นครั้งแรกที่วาดเอ่ยขอความต้องการด้วยตัวเอง ดังนั้นชายหนุ่มเจ้าของซึ่งรั้งตำแหน่งทำทุกอย่างในร้านจึงไม่ลังเลที่จะอนุญาต

 

“ได้สิ”

 

ร่างโปร่งผลักประตูออกมานอกร้าน ยืนหันรีหันขวางมองหาเด็กคนนั้น ดีที่ละสายตาไปแค่แปปเดียวจึงเห็นชุดโรงเรียนลายสก็อตเป็นเอกลักษณ์อยู่ปลายตา ทั้งยังได้ยินเสียงเล็กร้องเรียกหาแม่มาจากทางเดียวกัน วาดไม่รอช้ารีบวิ่งไปทางซ้ายมือคว้าหมับเข้าที่แขนเล็กๆ นั่นท่ามกลางกลุ่มคนที่ดูเหมือนจะจับจ้องมาที่เด็กหลง

 

“หม่าม้า? ...ไม่ใช่ ฮึก ไม่ใช่หม่าม้านี่นา...” เด็กชายตัวน้อยคราแรกหันมามองตาโต ก่อนจะเบะปากเตรียมร้องไห้เมื่อคนที่จับแขนไม่ใช่แม่ของตน ใบหน้าป้อมกับแก้มกลมสีชมพูแสนคุ้นตานี้วาดไม่มีทางจำผิด

 

เด็กชายคนนี้คือน้องชายของคุณพายนั่นเอง

 

“เอ่อ ไม่เอาไม่ร้องไห้นะครับ...” วาดรีบปล่อยมือเพราะคิดว่าเด็กน้อยจะกลัวสัมผัสจากคนแปลกหน้า แต่ก็ไม่รู้จะเอ่ยปลอบอย่างไร เพียงแต่บอกเสียงอ่อน พลางสอดส่องสำรวจทั่วตัวอย่างโล่งอก...ไม่ได้บาดเจ็บตรงไหน “หลงทางเหรอ”

 

เด็กชายคล้ายจะรับรู้ได้ว่าคนแปลกหน้าไม่ใช่คนไม่ดี จึงพยักหน้าบอกกลั้นสะอื้น “ฮะ...”

 

“แล้ว...” ครั้นจะถามว่าแล้วคุณแม่ล่ะ ก็คงจะแปลกไปหน่อย ถ้าหากเด็กคนนี้รู้คงไม่หลงทางแบบนี้? วาดจึงเปลี่ยนคำถาม “แล้วฝาแฝดล่ะ”

 

“?” เด็กชายเอียงคอมองเป็นคำถาม ทำให้วาดเกือบสบถออกมา คิดว่าตนพลาดไปแล้ว

 

แย่ล่ะสิ...จะว่าไปคำถามนี้แปลกยิ่งกว่าเสียอีก! แล้วคนแปลกหน้าอย่างเราจะไปรู้ได้ยังไงว่าเด็กน้อยมีฝาแฝดกันน่ะ!?

 

“ซิน...อยู่กับหม่าม้า” คำตอบของเด็กชายบ่งบอกว่าวาดกังวลไปเกินเหตุ ทำให้ร่างโปร่งหยุดฟังเสียงเล็กบอกเล่าต่อ “เพราะซินบอกว่าอยากกินขนมเค้กซันก็เลยจะมาซื้อให้ แต่ว่า...”

 

ก็เลยหลงกันก่อนสินะ...

 

วาดที่นั่งยองๆ พยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจแล้ว...จะว่าไประยะทางจากโรงเรียนนั่นไม่ได้ไกลมากก็จริง แต่สำหรับเด็กอายุห้าขวบมันก็ไกลเกินกว่าจะเดินเท้ามาล่ะนะ

 

แต่ว่าเด็กชาย...ซันพูดแบบนี้แสดงว่าก็เคยมาที่ร้านของพี่คุณน่ะสิ? เพราะแถวนี้ร้านคาเฟ่ที่ขายทั้งกาแฟและขนมหวานก็มีแค่ร้านพี่คุณซะด้วย คงไม่มีทางเป็นที่อื่นอีก

 

“ถ้าอย่างนั้นซันมารอที่ร้านขนมก่อนมั้ย”

 

เด็กชายเลิกเบะปากแล้ว ตอนนี้เอียงคอมองตาแป๋ว “ร้านขนม?” ดูเหมือนจะจับใจความได้แค่นั้น

 

“อื้ม” ร่างโปร่งชี้นิ้ว ให้เด็กชายมองตาม “ซันจะมาซื้อเค้กร้านนี้ใช่มั้ยเอ่ย ซื้อให้ซินไงครับ”

 

ซันหันกลับมาพยักหน้าแรงๆ แล้วส่งคำถามพาซื่อ “ใช่ๆ !...แล้วพี่รู้ได้ไงคับ?” ให้วาดกลั้วหัวเราะเอ็นดู

 

น้องชายของคุณพายน่ารักจริงๆ เลย

 

“เอาเป็นว่าซันรออยู่นี่ เดี๋ยวพี่จะช่วยตามหาคุณแม่ให้โอเคมั้ย”

 

ดูเหมือนวาดจะได้รับความไว้วางใจจากเด็กชายซันวัยห้าขวบกว่าที่คิด เพราะเพียงแค่ยื่นนิ้วชี้ให้จับ เจ้าตัวก็จับอย่างง่ายดายและเดินตามต้อยๆ จนมาถึงร้าน

 

อาจจะเพราะใบหน้าอ่อนเยาว์ น้ำเสียงใสใจดีหรือว่าบรรยากาศไม่มีการคุกคามน่ากลัวแต่อย่างใด

 

แน่นอนว่าพอคุณเห็นเด็กชายฝาแฝดก็ร้องทักด้วยความตกใจ เหมือนจะคุ้นเคยกันอยู่บ้างแล้วด้วยความบังเอิญเป็นลูกค้าประจำ ซึ่งวาดที่เพิ่งเข้ามาทำงานไม่ถึงสัปดาห์ก็ได้รับรู้ความจริงข้อนี้เมื่อครู่นี้เอง

 

พอได้รับคำบอกเล่าจากปากวาด พี่คุณก็รับปากว่าจะดูแลให้ ซันที่ชอบผู้ใหญ่ใจดีก็ติดพี่คุณแจ แถมยังทำหน้าที่เป็นมาสคอตเรียกลูกค้าได้อีกต่างหาก

 

ตอนที่วาดเดินออกมาจากร้าน ไม่มีแม้แต่คำถามว่าวาดรู้จักแม่ของตนได้ยังไงออกจากปากของเด็กชาย

 

ทำไมวาดถึงรู้ ก็เพราะว่าเคยตามติดชีวิตของคุณพายมาตลอดก่อนจะได้รู้จักกันอย่างเป็นทางการ...จนรู้จักสมาชิกในครอบครัวหมดแล้ว

 

ถึงจะบอกว่ารู้จักแต่ก็แค่ข้างเดียว

 

แน่นอนว่าเรื่องที่วาดได้เจอกับซันในวันนี้ เขาไม่มีทางบอกให้คุณพายรู้อย่างเด็ดขาด

 

ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องง่ายราวกับพลิกฝ่ามือ แต่วาดก็ไม่ติดต่อพาย ทำเพียงเดินตามหาแถวหน้าโรงเรียนอนุบาลเอกชนชื่อดังด้วยตัวเอง สุดท้ายเด็กหนุ่มก็ได้เจอคุณพ่อกับคุณแม่ของคุณพายตรงๆ ...ไม่ใช่เป็นเพียงการแอบมองอยู่ห่างๆ

 

ยิ่งไปกว่านั้นยังได้สนทนากัน...ด้วยใจตุ้มๆ ต่อมๆ

 

เมื่อได้คุยว่าวาดเป็นคนเจอเด็กชายซันและบอกไปว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน พวกเขาก็รู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งอย่างมาก และด้วยความรู้สึกตื่นตระหนกที่ลูกชายตัวน้อยหายไป จึงไม่มีแม้แต่คำถามจำเป็นอย่าง ‘แล้วรู้จักหน้าค่าตาของตนได้อย่างไร’ อีกเช่นเคย

 

ซึ่งนั่นก็ดีแล้ว

 

เพราะเขาหวาดกลัวและไม่อยากคาดคิด...ว่าถ้าหากคุณพายรู้เข้า

 

...จะรู้สึกกับเรื่องเหล่านี้เช่นไร...

 

จบตอน.

ติดตามต่อไปใน วาสนาครั้งที่ ๘ : ความบังเอิญสุดเหลือเชื่อ

 

ห่างหายไปนานถึงสองเดือน

มันคือช่วงเวลาที่เราติดการ์ตูนงอมแงมเลยค่าาาา

เอาจริงๆ ก็มีแวะเข้ามาดูบ้างนะ แต่ไม่ค่อยมีใครทวงเลยขอโอกาสนี้...หายวับ55

ขอโทษด้วยน้าาา

เจอกันตอนถัดไปจ้า


 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น