วาสนา พรหมลิขิต ภาค สิ้นสุดทางเดิน

ตอนที่ 6 : วาสนาครั้งที่๖ : ไปเที่ยวครั้งแรก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    14 ก.ย. 63


ออกเดทไปเที่ยวครั้งแรก

 

 

         “คุณพาย” เสียงใสส่งเสียงเรียกชายหนุ่มที่ยืนกอดอกมองบรรยากาศที่เริ่มครึกครื้นมากขึ้นทุกที ถึงแม้เช้าวันอาทิตย์ถนนอาจจะดูโล่ง แต่พอถึงเวลาเปิดคนก็ทยอยเข้ามา อีกทั้งยังเป็นวันหยุดที่คนส่วนใหญ่มักจะออกมาเที่ยวกันแบบครอบครัว ดังนั้นสวนสนุกDWที่มีชื่อเสียงไม่น้อยแห่งนี้จึงเห็นเด็กละลานตายั้วเยี้ยเต็มไปหมด

 

         บรรยากาศเต็มไปด้วยความสดใสที่พายห่างหายไปนานนับหลายปี

 

“?”

 

“นี่ครับ บัตร” ตรงหน้าเป็นกระดาษสีสันสดใสที่มีราคาระบุเอาไว้ รวมถึงแผนที่ทั้งสวนสนุกและตั๋วที่ใช้ในการเข้าเครื่องเล่นต่างๆ ครบครัน

 

ราคาสูงสุด...ที่หมายถึงรวมเครื่องเล่นทุกอย่างรวมกว่าสี่สิบรายการ...เมืองหิมะ? แล้วนี่มีแบบเปียกน้ำด้วย?

 

พอเห็นสีหน้าตื่นเต้นของวาดแล้ว ผมก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี

 

         “ว่าแต่จะไม่ให้ออกเงินให้จริงๆ น่ะ?”

 

         ร่างโปร่งส่ายหน้ายิ้มๆ “ก็ผมเป็นคนชวนคุณมานี่นา”

 

         พายรู้สึกแปลกๆ ที่ต้องให้คนอายุน้อยกว่ามาจ่ายแทนไม่ว่าจะด้วยอะไรก็ตาม อีกทั้งเจ้าตัวก็ยังเป็นเด็กมหาลัยอยู่เลยด้วย ถึงฐานะครอบครัวจะดูรวยกว่าหลายเท่าก็เถอะ “แต่ถึงอย่างน้อยถ้าไม่เอาเงิน ก็น่าจะให้ออกเงินค่าเที่ยวให้...”

 

         “ไม่ครับ ก็ผมไม่ได้ต้องการแบบนั้น” วาดย้ำอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าพายไม่พูดอะไร แล้วเดินล้วงกระเป๋านำหน้าไปก่อน เขาก็ยิ้มออกมา

 

         ร่างโปร่งในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ตอนนี้ดูแล้วไม่ต่างกับเด็กวัยรุ่นธรรมดาๆ ทั่วไป อันที่จริงเขาก็เป็นเด็กหนุ่มธรรมดาๆ นั่นแหละ แต่หากแหวกยี่ห้อดูก็อาจจะต้องตาถลนเพราะตั้งแต่หัวจรดเท้ารวมราคาแล้วเหยียบสองหมื่น ร่างสูงที่มาเป็นเพื่อนกันในคราวนี้ก็เหมือนกัน แต่งตัวสบายๆ ผิดจากที่เคยเห็นในชุดทำงานที่มักจะเป็นเสื้อเชิ้ตกางแกงแสลค บรรยากาศยิ่งดูอบอุ่นและขับให้ใบหน้าหล่อเหลาราวกับคุณชายมาเกิดดูเด็กลงหลายปีด้วย

 

         แม้จะได้เจอกันแค่นานๆ ครั้ง แต่แบบนี้...ดีจัง

 

         วาดยกตั๋วขึ้นปิดรอยยิ้ม แววตาดอกไม้เปล่งประกาย เสียงใสหัวเราะอย่างมีความสุข

 

นี่นับเป็นครั้งแรกที่เขาได้ออกมาเที่ยวจริงๆ จังๆ กับใครสักคนตามลำพัง

 

         ถ้าหากคุณพายไม่ถือ วาดก็อยากจะเรียกการเที่ยวครั้งนี้ว่า ‘เดท’

 

แน่นอนว่าเป็นการคิดเองคนเดียวในใจ คุณพายไม่ได้ยินอยู่แล้ว

 

ถ้าได้ยินล่ะมีหวัง...

 

“หัวเราะอีกแล้ว มึงนี่ร่าเริงจังนะ” พายหันมาเลิกคิ้ว “ก็ไม่รู้ว่าร่าเริงหรือติงต๊องกันแน่”

 

คำพูดนั้นทำให้คนฟังถึงกับพองลม “ผมไม่ได้ติงต๊องนะครับ” ก็หัวเราะเพราะอยากหัวเราะ คนมันมีความสุขนี่นา

 

“เอายังไง” พายก้มมองตั๋ว เนื่องจากแดดแรงทั้งคู่จึงหาที่ร่มเงาเพื่อสำรวจก่อนว่าจะเริ่มที่ไหนดี มองแผนที่เสมือนจริงขนาดจิ๋วซึ่งมีตัวเลขแต่ละจุดระบุเอาไว้ แถมยังมีรูปเครื่องเล่นบ่งบอกเอาไว้ด้วยว่าคืออะไร

 

“เพิ่งกินมาด้วย งั้นเริ่มที่เบาๆ ก่อนดีมั้ยครับ” วาดถามความเห็น ตอนแรกเขากินไม่เยอะเท่าไหร่ แต่พอคุณพายป้อนจนหมดจาน ท้องแบนๆ เลยป่องออกมาหน่อยๆ ...อิ่มกว่าที่เคย “ผมไม่อยากคายของเก่าออกมาให้คนอื่นเห็นด้วย”

 

“อืม” พายนึกภาพแล้วก็พยักหน้าไม่ขัด จิ้มนิ้วลงบนกระดาษ “ตอนนี้เราอยู่ตรงนี้ อันที่ใกล้สุดก็เป็น...ไปเบอร์เจ็ดก่อนมั้ย เรียกว่าอะไรเนี่ย...”

 

“ทีคัป...ซุปเปอร์สปิน?”

 

“ฟังดูแล้วน่าเวียนหัว”

 

“อ๊ะ นึกออกแล้วๆ อันนี้ผมเคยเห็นในทีวีล่ะ” วาดเดินนำไปก่อน แล้วหันมากวักมือเรียกพายด้วยความกระฉับกระเฉง “เร็วเข้า ไปกันครับ”

 

ในที่แห่งนั้น แม้รอบข้างจะครึกครื้นมากมายเท่าไหร่ แต่ดวงตาคมกริบมองเห็นแต่ดวงหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้มไม่จางหาย

 

ขายาวก้าวเดินตามไปคล้ายมีแรงดึงดูดและเสียงเรียก

 

“...ไปแล้วๆ”

 

หวังว่าท่าทางแข็งขันนั่นจะไม่หมดแรงไปซะก่อนล่ะ

 

 

“กรี๊ดดดดดด!!!”

 

“อ๊ากกก~!!”

 

“โอ๊ย อุบ มึง กู...กูเหมือนจะไม่ไหวแล้วว่ะ...”

 

“เฮ้ย เดี๋ยว...! อย่าเพิ่งอ้วกออกมานะโว้ย!”

 

ในขณะที่ทั้งคู่กำลังเข้าแถว เสียงกรีดร้องที่ดังไม่แว่วเท่าไหร่นักก็ดึงดูดความสนใจของพวกเขา...ไม่สิ ดึงดูดความสนใจของคนแถวนั้นได้หมดเลย

 

พายเหม่อมองเครื่องเล่นมโหฬาร รางเหล็กสีแดงคดเคี้ยวไปมากลางอากาศเป็นทางยาว ดูไปดูมารูปร่างเหมือนจะคล้ายตะขาบหรือกิ้งกือ รถ...ที่ดูเหมือนจะเป็นที่นั่งรายบุคคลมากกว่ากำลังบรรทุกคนวิ่งอยู่บนราง มันถูกเหวี่ยงด้วยความเร็วจากการถูกปล่อยลงมาจากจุดสูงสุด เพราะเป็นที่นั่งแบบนิรภัยจึงปล่อยเปลือยส่วนล่างจนเห็นเท้านับสิบยี่สิบคู่ห้อยลงมาอยู่ลิบๆ เสียงโหวกเหวกผสมปนเปดังอยู่บนรางนั้น ที่ชัดเจนอาจจะเป็นเสียงกรี๊ดของผู้หญิง แต่เสียงโวยวายของผู้ชายในเวลาตื่นตระหนกก็ดังไม่แพ้กัน ดูตื่นเต้นระคนหวาดเสียวจนคนต่อแถวขนลุกเนื้อเต้นแทบอดรนทนต่อไปไม่ไหวอยากจะสัมผัสความเร็วนั้นด้วยตัวเอง

 

คนสองคนร้อง “โว้ว...” ออกมาแทบจะพร้อมกัน

 

“น่าสนุกจังเลยครับ” วาดจดจ้องไม่วางตา สภาพไม่แตกต่างกับคนข้างๆ

 

บรรยากาศที่ไม่เคยสัมผัส ที่เคยเห็นในจอยังไม่เท่ากับของจริง แค่มองก็ทำเอาตื่นเต้นแทนแล้ว!

 

“อืม” เสียงทุ้มตอบรับแม้จะเรียบนิ่ง แต่ใบหน้าหล่อเหลากลับหลุดยิ้มข้างมุมปากเก็บอาการไม่อยู่ “เอาไว้อาหารย่อยแล้วค่อยไปเล่น”

 

พอเห็นแบบนั้นวาดก็พยักหน้าแรงๆ ก่อนจะยกมือสัมผัสแก้มสองข้างที่ทั้งร้อนทั้งแดง ซึ่งอันที่จริงแล้วแดดแรงขนาดนี้ไม่จำเป็นต้องหลบก็ได้...คุณพายยิ้มด้วยล่ะ~

 

“มันเรียกว่า ‘สกายโคสเตอร์’ ครับ”

 

“อ้อ จริงๆ เดินไปอีกหน่อยก็มีอะไรน่าสนใจเยอะเลย... ‘ทอร์นาโด’ ” พายเพียงแค่ดูในภาพเท่านั้นแล้วเห็นว่าน่าลอง เครื่องเล่นส่วนใหญ่ตั้งชื่อตามสภาพของมัน อย่างเช่นทอร์นาโดก็เป็นเครื่องเล่นที่เป็นแท่งยาวๆ มีเก้าอี้ให้ผู้เล่นนั่งเป็นวงกลมอยู่ตรงปลาย เวลาเครื่องทำงานก็จะเหวี่ยงหมุนสามร้อยหกสิบองศาและแกว่งไปมาสภาพเหมือนพายุทอร์นาโดตามที่เกิดตามธรรมชาติ สายตาเลื่อนไปที่จุดภาพโดดเด่นอีกจุดที่เป็นรูปเครื่องเล่นเหมือนเรือ “ ‘ไวกิ้ง’ ?”

 

ตั้งชื่อได้ตรงตามรูปลักษณ์ดี ง่ายต่อการจดจำ

 

“อันนั้นเขาว่าเสียวมากเลยครับ เหมือนตกลงมาจากที่สูงแล้วจะวูบๆ ตรงช่องท้อง” เด็กหนุ่มพูดประกอบท่าทางสยิวสมจริง “แถมดูดแรงมากด้วย ถ้าเล่นตอนนี้มีหวังไม่มีแรงจะไปเล่นอย่างอื่นกันพอดี ผมว่ายกให้เป็นรายการท้ายๆ ดีกว่า”

 

พายไม่ขัดต่อคำแนะนำของวาดที่ดูเหมือนจะรู้ดีกว่า แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ “บ้านมึงแทบไม่มีอะไรเลยไม่ใช่เหรอ แล้วไปหาข้อมูลจากไหน?” เพราะในบ้านมีของน้อยชิ้น จึงจำได้แทบหมดทุกอย่างว่ามีอะไรบ้าง นอกจากของจำเป็นเช่นเตียง ตู้เสื้อผ้ากับตู้เย็นแล้วผมจำไม่ได้ว่ามีอะไรที่เรียกว่าโทรทัศน์หรือคอมพิวเตอร์...ขนาดมือถือที่เรียกว่าโคตรจำเป็นที่สุดเด็กนี่ยังไม่มีเลย?

 

“ฮึฮื่ม” วาดยกมือทำท่ากระแอมไอ ยกยิ้มอย่างกับศาสตราจารย์ที่กำลังจะนำเสนอผลงานชิ้นเด็ดที่เพิ่งคิดค้นเสร็จหมาดๆ “ร้านอินเทอร์เน็ตน่ะสิครับ เดี๋ยวนี้ชั่วโมงละสิบถึงสิบห้าบาทเท่านั้น ถูกมากๆ เลย”

 

“หา...” คนฟังทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ ไอ้ร้านที่ว่านั่นก็ไม่ใช่ว่าไม่รู้จัก ตัวผมเคยเข้าอยู่สมัยประถมที่พ่อกับแม่ไม่ยอมซื้อคอมพิวเตอร์ส่วนตัวให้เพราะกลัวจะเสพติดเกินไป...มันเป็นแหล่งซ่องสุมของเด็กติดเกมส์เลยนะนั่น

 

“ผมอยากเล่น ‘ซุปเปอร์แสปลช’ กับ ‘แกรนด์แคนยอน’ ล่ะ” เมื่อได้ออกความเห็น เด็กหนุ่มก็ไม่ลังเลจะเสนอสิ่งที่ตนอยากบ้าง

 

“มันเปียก” เสียงทุ้มบอกกระชับ ไอ้เครื่องที่ว่านั่นเพิ่งเดินผ่านมา ขนาดแค่เฉียดๆ ยังมีน้ำกระเซ็นออกมาโดนคนเดินข้างนอกเลย ไม่ต้องนึกถึงสภาพข้างใน

 

“ไม่เห็นเป็นไรเลยครับ เปียกก็ซื้อชุดเปลี่ยนก็ได้ เดี๋ยวผมออกเงินให้ นะๆๆ ...แล้วก็มีเมืองหิมะด้วย! อยากไปเล่นสกีดูสักครั้ง!”

 

“ปัญหามันไม่ใช่เรื่องนั้น...เออๆ ก็ได้” พายค่อยๆ เบนหน้าออก เพราะวาดดื้อดึงยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ให้ตาย แพ้หน้าขาวๆ ไร้รูขุมขนของเด็กนี่เสียจริง

 

ด้วยความที่เป็นผู้ชายเหมือนกัน ทั้งสองคนมีความซุกซนซึ่งผู้หญิงไม่มีจึงคุยกันอย่างออกรสชาติ วาดสาธยายยืดยาวราวกับหาข้อมูลมาอย่างดี ส่วนพายที่เป็นชายหนุ่มอายุมากกว่านอกจากเรื่องงานที่ต้องพูดนำเสนออยู่ตลอดเวลาก็กลายเป็นผู้ฟัง

 

จากระยะห่างของคนแปลกหน้า หลังจากที่ข้ามขั้นมีความสัมพันธ์ทางกายอย่างลึกซึ้ง ถึงจะมีอารมณ์แปรปรวนสับสนในตัวเองไปบ้าง แต่สุดท้ายก็ลองเปิดใจ

 

ถ้าแค่ความสัมพันธ์แบบน้องชายล่ะก็...จะยอมให้ขยับเข้ามาใกล้อีกนิด

 

 

ชั่วโมงแรกผ่านไป

 

ตั๋วกระดาษหลากสีเริ่มยับเยินจากการพับและม้วน เมื่อคลี่ออกก็เห็นว่าบนนั้นถูกปั๊มด้วยตราไปเพียงแค่สามสี่อัน ผ่านมาชั่วโมงกว่าแต่ยังเล่นได้แค่ไม่กี่อย่างเพราะต่อแถวรอคิวนานพอควร ยิ่งเวลาผ่านไปคนก็ยิ่งเยอะมากขึ้น สมกับเป็นวันหยุด

 

เนื่องจากร่างกายของทั้งสองชุ่มไปด้วยเหงื่อจากอากาศร้อนอบอ้าว จึงลงขันอย่างพร้อมเพรียงว่าจะมาเล่นเครื่องเล่นในร่มบ้างแต่ยังคงความสนุกสนานเอาไว้ นั่นก็คือ... ‘แบล็คโฮล โคสเตอร์’ นั่นเอง

 

แบล็คโฮล โคสเตอร์เป็นเครื่องเล่นรถไฟเหาะอีกประเภทที่อยู่ในร่ม รอบด้านจะไม่ใช่อากาศโปร่งกับแสงแดด แต่จะเป็นอวกาศจำลองซึ่งอยู่ในห้องแอร์ จะมีทั้งดวงดาวและกาแลกซี่ คล้ายๆ กับจะได้ท่องจักรวาลก็ว่าได้

 

พอวาดสาธยายพายก็พยักหน้าเหลือบมองเสี้ยวหน้าขาวและดวงตากลมโตที่ปกคลุมด้วยแพขนตาหนา ก่อนจะออกปากแซวว่า “รู้เยอะอีกตามเคย”

 

คนยืนต่อแถวยาวเป็นหางว่าว คดเคี้ยวยาวกว่ามังกร เรียกว่าพื้นที่ที่ให้คนรอนี่เยอะพอๆ กับพื้นที่สำหรับเครื่องเล่นได้เลยมั้ง

 

แอร์เย็นๆ โชยออกมาทำให้ทั้งสองคนสบายตัวขึ้นมาบ้างนิดหน่อย วาดหยิบเสื้อบริเวณอก กระพือเสื้อชื้นสร้างลมโกรกให้เย็นสบายทางหนึ่ง แล้วก็เป็นการทำให้เสื้อแห้งเร็วขึ้นอีกทางหนึ่ง

 

“อ้า เย็นดีจัง”

 

แต่เพราะแบบนั้นทำให้พายที่กำลังจ้องหน้าวาดอยู่เหลือบสายตามองลงล่างอย่างไม่ควร สายตาไล่ตามเหงื่อเม็ดใสจากลำคอสู่ใต้ร่มผ้า เมื่อวาดกระพือออกมันก็ทำให้เห็นอะไรๆ ได้ชัดเจนขึ้น

 

ด้วยความสูงที่ต่างกันประมาณหนึ่งศีรษะ เพียงแค่เหลือบมองลงก็ทำให้เห็นยอดอกสีระเรื่อสองข้างอย่างง่ายดาย

 

ผมกลืนน้ำลาย ยากเหลือเกินที่จะต้องละสายตาไปจากสิ่งที่น่าดูด...เอ่อ หมายถึงน่าดึงดูด

 

“ถ้าเจอร้อนๆ อีกก็ไป ‘ปราสาทผีสิง’ กันมั้ยครับ” จู่ๆ วาดก็ช้อนตาขึ้นถาม ก็พบว่าพายกำลังหันหน้าไปอีกทาง แต่ยังคงตอบอืมๆ ในลำคอคล้ายได้ยินคำถามก็เอียงคอขมวดคิ้ว “คุณพายมองอะไรอยู่เหรอครับ”

 

“...”

 

“ต๊าย~ตายจริง ดูสองคนนั้นสิ เหมือนพี่น้องมาเที่ยวกันเลย หน้าตาดี๊ดี~ เอ็นดู~”

 

“เสียงแกดังไปแล้วย่ะ นังกะเทยร่างยักษ์!”

 

“...ว่าแต่ไม่เห็นเหมือนกันเลยเนอะ หรือว่าไม่ใช่พี่น้อง แต่-เป็น-แฟน...อุ๊บบบ! เบาๆ หน่อยสิยะนางชะนีแรงควายนี่!”

 

“อุ๊บ! ฮึๆ ...” ในขณะที่ร่างสูงผู้ตกเป็นเหยื่อวาจาหน้านิ่งมองตรงไปข้างหน้า แต่วาดปิดปากกลั้นขำสุดชีวิต เรียกได้ว่าขนาดปิดปากแล้วแต่ร่างกายยังสะเทือนไปทั้งร่าง ท้องแข็งไปหมด

 

พายเลิกคิ้ว “หัวเราะอะไร”

 

“ค คื-คือ...ผมตลก...ที่พวกผู้หญิงเค้าคุยกันครับ...ฮะๆ” เสียงใสบอกเล่าตะกุกตะกักเพราะยังขำค้างไม่หาย ร่างโปร่งปาดน้ำตา

 

“เรื่อง?” ไม่ใช่ว่าผมไม่ได้ยิน เสียงดังขนาดนั้นใครๆ ก็ได้ยินกันหมดแม้แต่คนที่ถูกนินทา แต่ผมไม่เข้าใจว่าเด็กหนุ่มขำอะไรนักหนา

 

“แบบว่าเพิ่งเคยได้ยินคนคุยกันแบบนี้เป็นครั้งแรกน่ะครับ” วาดไม่ได้อธิบายอะไรมาก แต่พายเข้าใจความหมาย...หมายถึงไม่เคยได้ยินคำด่าประหลาดๆ พวกนั้นสินะ

 

ก็พอเข้าใจอยู่ว่าครอบครัวคนมีเงินจะต้องถูกสอนเรื่องมารยาทและคำพูดคำจาเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว เพราะขนาดตัวผมยังสอนให้เด็กแฝดพูดไพเราะเพราะอย่างไรมันก็ต้องฟังเสนาะหูกว่าอยู่แล้ว

 

แต่ที่ว่าไม่เคยได้ยินเนี่ย เพื่อนผู้ชายเขาก็ไม่พูดกันเหรอ? อยู่ในสังคมแบบไหนมากันเนี่ย?

 

พายล่ะไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาอธิบายนอกจาก “คุณหนูจริงๆ เลยให้ตาย”

 

คนหนึ่งเงยหน้า คนหนึ่งก้มหน้า สบตากัน ก่อนจะค่อยๆ เบนออกไปคนละทาง ไม่รู้ทำไมจู่ๆ ประโยค ‘ไม่ใช่พี่น้อง’ ถึงแล่นเข้ามาในหัวของทั้งคู่โดยมิได้นัดหมาย

 

 

สองชั่วโมงผ่านไป

 

“เครื่องนั้นแถวยาว ไปนี่ก่อนไม่ดีกว่าเหรอ?”

 

“ถ้าผลัดไปเรื่อยๆ ก็ไม่ได้เล่นสักทีน่ะสิครับ คุณพายไม่ต้องเลย ไหนว่าจะผลัดกันเลือกไง”

 

“กูก็ไม่ได้บอกว่าไม่ให้เลือก แต่เครื่องพวกนี้เล่นแล้วมันเปียก ทำไมไม่เอาพวกนี้ไว้ท้ายๆ เล่า จะเปียกก็เปียกทีเดียว”

 

วาดบอกหน้าบูด “งั้นผมที่เลือกเครื่องเล่นประเภทนี้ก็ยังต้องผลัดไปเรื่อยๆ เหรอ คุณพายไม่ยุติธรรม”

 

“ก็ไม่ได้บอกว่าไม่เล่น แต่ให้เก็บไว้ตอนสุดท้าย แถมยังมีเมืองหิมะอีก...เจอร้อนๆ หนาวๆ เดี๋ยวก็ไม่สบายกันพอดี”

 

เมื่อได้ยินคำพูดสมเหตุสมผลแถมยังดูเหมือนกับเป็นห่วง วาดจึงสงบลงและไม่ต่อต้านอีก แต่ท่าทางกลับเท้าสะเอว ตามุ่งมั่นและคิ้วเฉียงๆ “งั้นก็สัญญาว่าจะไม่กลับจนกว่าจะเล่นจนผมพอใจด้วยนะครับ”

 

“...อ เออ”

 

 

สามชั่วโมง...

 

ร่างกายของทั้งคู่ทนทานต่อเครื่องเล่นนานาชนิดที่เขาลือกันว่าเจอแล้วต้องหมดแรงอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ทว่าในที่สุดพายก็พูดขึ้นมา “จะพักกันก่อนมั้ย...ร้อน”

 

วาดพยักหน้า “ครับ...ผมก็เหมือนกัน”

 

ไม่มีอาการเวียนหัวหรือผะอืดผะอมแม้แต่เศษเสี้ยว แต่กลับเหนื่อยอ่อนเพราะเพลียแดดซะอย่างนั้น

 

“นี่ครับ” แต่กระนั้นวาดก็ยังเป็นคนไปซื้อน้ำกระเจี๊ยบเย็นชื่นใจมาให้พาย...มีความเอาใจใส่อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ส่วนในมือของตัวเองเป็นแค่น้ำเปล่าเย็นๆ ขวดหนึ่ง

 

ทั้งคู่นั่งพักที่ม้านั่งใต้ต้นไม้ต้นใหญ่ ลมเย็นสบายพัดโกรกหอบอากาศผ่านคนทั้งสอง ปลายผมชื้นเหงื่อของวาดสั่นไหวแผ่วเบา ร่างโปร่งถือขวดอมๆ ดูดๆ หลอดอยู่อย่างนั้นและเหลือบมองคนข้างกายที่นั่งเงียบๆ มองตรงไปข้างหน้าเป็นระยะๆ เหมือนอยากจะพูดอะไร

 

“...” พอแกว่งเท้าไปมาสักพัก สุดท้ายก็พูดออกมาจนได้ “คุณพายรู้มั้ยครับ คือว่าพนักงานที่ขายตั๋วตรงทางเข้าเขาบอกว่าวันนี้ถ้าอยู่จนถึงหนึ่งทุ่มจะได้เห็นขบวนพาเหรดด้วยล่ะ”

 

“หนึ่งทุ่ม?” ร่างสูงทวนเสียงสูง

 

“ครับ ที่เขาจัดตอนดึกเพราะว่าจะโชว์สแตนด์ที่ประดับไฟด้วย” วาดรีบนำเสนอด้วยความกระตือรือร้น ดูเหมือนแรงกายจะกลับมาแล้วนิดหน่อย “มีทั้งแสง สี เสียง แล้วก็เหมือนจะมีจุดดอกไม้ไฟด้วยนะครับ ตรงเหนือปราสาทโน่น มันต้องสวยมากแน่ๆ เลย”

 

เด็กหนุ่มชี้ไปทิศทางที่ตั้งของปราสาทอันเป็นเอกลักษณ์ของสวนสนุกDWแห่งนี้ ดวงตาดอกไม้เปล่งประกายตื่นเต้นสุดๆ แต่หลังจากที่ชายหนุ่มมองตามแล้วก็เพียงครางในลำคอตอบรับ

 

“ก็พอเข้าใจนะ...แต่ว่ามันไม่ดึกเกินไปเหรอนั่น นี่ก็เพิ่งจะบ่ายสามเองด้วย ไปเล่นเครื่องที่มึงอยากไปจนครบก็ยังไม่ถึงห้าโมงเย็นเลยมั้ง”

 

ความหมายของคำพูดนั้นคือ ‘แล้วเวลาว่างที่เหลืออีกตั้งสองชั่วโมงจะให้ทำอะไร’

 

จริงๆ แล้วนอกจากจะได้ดูขบวนพาเหรดที่ไม่เคยเห็นแล้ว ก็อยากจะอยู่ด้วยกันนานขึ้นอีกสักนิดแค่นั้นเอง

 

แต่ว่าคุณพายคงไม่ได้คิดเหมือนกันสินะ

 

“...นั่นสินะครับ” วาดที่ก่อนหน้านี้ตื่นเต้นเสียเต็มประดาค่อยๆ ห่อไหล่ตอบรับแผ่วเบา พอหัวใจห่อเหี่ยวก็พลันทำให้น้ำเสียงห่อเหี่ยวตาม

 

ช่างเถอะน่า คุณพายเขาอุตส่าห์มาเที่ยวด้วยกันแค่นี้ยังไม่พอหรือไงวาด

 

ทั้งที่รู้ดีว่าเขาทำไปเพราะว่าแลกเปลี่ยนเรื่องเซ็กส์ก็ตาม...แต่วันนี้วาดก็สนุกมากจริงๆ นะ

 

วาดสนุกมาก มีความสุขมาก...เหมือนได้เที่ยวกับคนในครอบครัวจริงๆ

 

ยิ่งไปกว่านั้นก็ได้เที่ยวกับ ‘คนสำคัญ’

 

นั่นสิ...นั่นสินะ

 

“ถ้าอย่างนั้นคุณพายหายเหนื่อยแล้วเราก็รีบไปกันเถอะ!” วาดลุกขึ้นกำหมัดอย่างมุ่งมั่น ดวงหน้ามนประดับรอยยิ้มกว้างเช่นเคย ท่าทางเปลี่ยนไปกะทันหันนั้นช่างน่าขบขันแต่ก็น่าเอ็นดูแก่สายตา

 

...ได้แค่นี้ก็ดีเกินพอแล้ว...

 

 

ตอนแรกวาดนึกว่าจะต้องตัวเปียกซะแล้ว แต่ปรากฏว่าพอมาถึงเขามีตัวเลือกให้ใส่เสื้อกันฝนเพื่อกันเปียกด้วย ซึ่งทั้งคู่ก็ไม่ลังเล หยิบเสื้อร่มมาสวม ไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มเจ้าของร่างโปร่งแกล้งผมหรือเปล่า เขาเลือกหยิบเสื้อกันฝนสีชมพูมาให้

 

“...” แต่ร่างสูงกลับรับมาแล้วใส่อย่างไม่อิดออด ดวงตาคมกริบแอบเหลือบมองเพราะหวังว่าจะได้เห็นสีหน้าเสียดายเต็มประดาที่แกล้งผมไม่ได้ปรากฏ แต่ทว่าอีกฝ่ายกลับยิ้มกว้างโชว์ฟันสีขาว แก้มแดงปลั่งดูมีความสุขเสียอย่างนั้น ก่อนที่เจ้าตัวจะหยิบเสื้อกันฝนที่เพิ่งสังเกตว่าเป็นสีเดียวกันขึ้นสวมบ้าง

 

เสื้อร่มขนาดเดียวกัน เมื่ออยู่บนร่างกายสูงใหญ่จึงดูคับแคบไปนิด ส่วนสำหรับวาดนั้นหลวมโพรก ทั้งคู่ไม่รู้ว่าพวกตนเป็นที่น่าจับตามองแค่ไหน...ในขณะที่เด็กหนุ่มจัดเสื้อกันฝนให้เข้าที่ พายก็เผลอช่วยด้วย บรรยากาศรอบตัวทำให้คนต่างอิจฉาและเอ็นดู

 

เมื่อประจำที่บนห่วงยางสีดำซึ่งเป็นยานพาหนะอันเบ้อเริ่มที่ใช้สำหรับล่องไปตามน้ำซึ่งประกอบด้วยที่นั่งหกที่ วาดกับพายก็หันมามองหน้ากัน ในดวงตาของเด็กหนุ่มยังคงมีชีวิตชีวาและสดใส ในแววตาสีน้ำตาลอ่อนเคลือบเหลืองทอง เปรียบดั่งดอกทานตะวันเบ่งบานหันหน้ารับแสงแดด มันประกายวิบวับเข้ากับสีหน้าอ่อนเยาว์ที่ดูตื่นเต้นจนอยู่ไม่สุข

 

วาดหันขวับไปมา มองสายน้ำเชี่ยวกรากที่พร้อมจะกระชากยานพาหนะให้ล่องไปอยู่ตลอดเวลาด้วยความกระหายอย่างกับปลาที่กำลังจะได้แหวกว่ายลงน้ำเย็นๆ ...แต่ดูไปดูมาพายว่าเหมือนสุนัขหิวกระดูกมากกว่า “มึงอยู่นิ่งๆ ได้มั้ย มันสะเทือน”

 

เมื่อโดนเสียงทุ้มดุ เด็กหนุ่มก็ยอมหันมานั่งนิ่งๆ ไม่วายทำปากจู๋ “...บู่...”

 

ภาพนั้นทำให้พายนึกถึงซันซินเด็กแฝดเวลาพองแก้มงอนหรือไม่ได้ดั่งใจ

 

เป็นเด็กรึไง?

 

ถึงจะมีเสื้อกันฝนกันเอาไว้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่โดนน้ำที่กระเซ็นขึ้นมา เวลาตกทางต่างระดับถึงจะไม่ถึงขั้นผาน้ำตกสูง แต่ก็ทำให้ยานพาหนะกระแทกผิวน้ำ สาดขึ้นมาแทบจะรดหัว เพราะงั้นเรียกว่าเสื้อร่มบ้าๆ นี่แทบไม่ช่วยเลย!

 

ทั้งสองคนจึงไปยืนต่อแถวเพื่อเล่น ‘ซูเปอร์สแปลช’ เป็นรายการต่อไปทั้งตัวเปียกมะล่อกมะแล่ก

 

หลังจากนั้นก็แวะซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่จากในสวนสนุกซึ่งมีขายพร้อมสรรพ และจัดการยัดเสื้อเก่าลงถุงหิ้วติดมือเพื่อเอากลับไปซัก

 

วาดซื้อผ้าขนหนูผืนเล็กมาสองผืน ยื่นให้พายผืนหนึ่ง แล้วบอก “นี่ครับ ทำผมให้แห้งก่อน เพราะเดี๋ยวเข้าไปเมืองหิมะแล้วจะหนาว”

 

“...ขอบใจ” พายรับมาขยี้ศีรษะที่เปียกชื้นเล็กน้อย ความจริงแม้แดดไม่ค่อยมีแล้ว แต่อากาศยังอบอ้าวอยู่ ไม่ได้รู้สึกหนาวอะไร ทว่าถ้าเข้าไปในห้องเย็นๆ ทั้งแบบนี้อาจเสี่ยงไม่สบายเข้าจริงๆ

 

วาดยิ้มรับ จับผ้าขนหนูพาดไหล่บอบบาง ก่อนจะล้วงบางอย่างขึ้นมายัดใส่มือผม “ดื่มนี่สิครับ”

 

มันคือกาแฟดำกระป๋อง...เครื่องดื่มร้อนที่กดมาจากตู้กดอัตโนมัติ

 

“แล้วมึง?”

 

“ผมก็มีครับ” วาดกดกระป๋องดังแป๊ก ยกโอวัลตินอุ่นร้อนขึ้นดื่มบ้าง

 

“...” ร่างสูงก้มมองฉลากบนกระป๋องก่อนจะเหลือบมองหน้าขาวแวบหนึ่ง พบว่าอีกฝ่ายกำลังส่งรอยยิ้มสดใสมาให้ ชายหนุ่มแกะกาแฟกระป๋องนั้นแล้วดื่มอย่างเงียบๆ

 

พายดื่มด่ำกับความขมแต่หอมกรุ่นเมล็ดกาแฟ น้ำสีเข้มไหลผ่านปลายลิ้นลงสู่ลำคอ ความอบอุ่นวาบอยู่ในหลอดอาหารและกระเพาะ ช่วยทำให้อุณหภูมิภายในร่างกายสูงขึ้นเล็กน้อย

 

...บอกไม่ถูกเลย...

 

พายรู้สึกแปลกใจกับการกระทำเหล่านี้ อีกทั้งยังความรู้สึกประหลาดที่เกิดขึ้นบางแห่งในร่างกาย

 

ยิ่งได้อยู่ด้วยกัน ยิ่งรับรู้ว่าวาดก็แค่เด็กหนุ่มธรรมดาคนหนึ่งที่เกิดมาในครอบครัวเศรษฐี เจ้าตัวมักจะยิ้ม หัวเราะ บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความสดใส พาให้สว่างไสวตลอดเวลา...ผิดกับที่คิดตอนแรก ไม่ใช่เด็กเหลือคอที่สำส่อนหากินกับผู้ชายไปทั่ว

 

เป็นเพียงเด็กหนุ่มดวงหน้าอ่อนเยาว์ที่ถ้าหากใครพบใครเห็นก็ต้องอยากเข้ามาลูบหัว

 

แล้วทำไมตอนนั้นถึงจู่โจมผม?

 

เวลาผมอยู่กับมิ้นท์ หน้าที่ของผู้ชายก็มักจะคอยเทคแคร์ผู้หญิง ไปรับไปส่ง คอยยื่นแขนให้ควง ถือกระเป๋าให้ สังเกตน้ำเสียงและท่าทาง คำออดอ้อน จริตต่างๆ นานาเพื่อจะได้คิดว่าทำอย่างไรถึงจะถูกใจ

 

กับวาดนั้นผมก็พอจะรับรู้ได้ว่ากำลังถูกเทคแคร์อยู่ ทว่ามันกลับแตกต่างกัน ผมไม่ได้รู้สึกเหมือนว่าตัวเองเป็นผู้หญิงเลย

 

เด็กหนุ่มก็แค่...กระทำอย่างเรียบง่ายหากแต่เต็มไปด้วยความเอาใจใส่ทุกรายละเอียด

 

ทำไม?

 

ชายหนุ่มเหม่อลอย...ในหัวมีแต่คำๆ นั้น

 

ทำไมกันนะ...

 

 

“ว้าว หิมะของปลอมนี่มันเหมือนหิมะของจริงจริงๆ เลย!” เด็กหนุ่มวัยยี่สิบตื่นตาตื่นใจ ทำตัวอย่างกับเด็กประถม แถมยังพูดอะไรประหลาดๆ ที่ทำให้คนรอบตัวฟังแล้วหลุดขำ แต่เพราะใบหน้าอ่อนเยาว์ทำให้ไม่มีใครรู้อายุจริง ซ้ำยังหน้าตาน่ารักชวนให้คนเอ็นดูจึงไม่มีใครมองว่าการกระทำของวาสนาแปลกเลยสักคน

 

ก่อนเข้าเมืองหิมะจะต้องเช่าเสื้อโค้ทที่สามารถทนอากาศเย็นได้ในระดับหนึ่งกับรองเท้าบูธ อีกทั้งยังมีที่ครอบหูกันหนาว ดังนั้นตอนนี้ทั้งคู่...คนทั้งหมดในที่นี้จึงมีสภาพไม่แตกต่างกันคือเทอะทะ

 

“มึงเคยเห็นหิมะของจริงเหรอ” พายถามไปอย่างนั้น แต่ก่อนผมยังเคยมีประสบการณ์ได้ไปเที่ยวต่างประเทศกับที่บ้านบ้าง(สมัยที่แม่ยังอยู่) หรือทีก็ไปกับเพื่อนมหาลัยบ้าง พอเข้าหน้าหนาวหิมะก็ตกลงมาหนักบ้างเบาบ้างตามสภาพอากาศซึ่งหาดูไม่ได้เลยในประเทศบ้านเกิดที่มีแต่ร้อนอบอ้าวแห่งนี้ จึงไม่รู้สึกแปลกใจอะไรที่คุณหนูบ้านรวยอย่างวาสนาจะได้มีโอกาสเห็นหิมะที่เมืองนอกบ้าง...เผลอๆ อาจจะบ่อยกว่าผมเสียอีก

 

“ไม่เคยครับ”

 

“อ้าว...แล้วพูดเปรียบเทียบซะเหมือนเคยเห็น”

 

“ก็เคยเห็นในรูปอ่ะครับ” วาดตอบติดตลก หัวเราะแหะๆ ตบท้าย แต่มันกลับทำให้คนมองหมั่นเขี้ยวจนต้องเอาสองนิ้วคีบแก้มขาวนั่นจนยืด เด็กหนุ่มน้ำตาเล็ดร้องงื้อๆ จนผมต้องยอมปล่อย วาดลูบแก้มที่เป็นรอยแดงป้อยๆ แล้วบ่น “เจ็บ...”

 

เห็นแบบนั้นไม่ทำให้พายสงสาร กลับใช้สองนิ้วเดิมคีบปลายจมูกรั้นที่เย็นจนแดงก่ำจนใบหน้าเล็กส่ายไปมาเบาๆ ตามแรง “คุณพายค้าบ~ ป๋มหายใจมะออก~”

 

“ไปๆ ไปเล่นสไลเดอร์เนินหิมะโน่นไป” พายบอกไล่ พลางพยักเพยิดไปอีกทางหนึ่ง ขณะที่วาดกำลังสำรวจจมูกตัวเองว่ายังอยู่ดีมั้ย

 

“เอ๋ แล้วสกีล่ะ” เด็กหนุ่มทำหน้าประหลาดใจ

 

“แล้วมึงเห็นว่ามันมีมั้ยล่ะ”

 

พอมองไปรอบๆ เห็นว่าไม่มีจริงๆ ด้วยก็ร้องออกมาอย่างเสียดาย “อะไรกันเนี่ย...”

 

“ไหนว่าสืบข้อมูลมาดีแล้วไง”

 

“กัดผมอีกแล้วอ่ะ...นี่ๆ คุณพายจะถ่ายรูปหน่อยมั้ยครับ” เด็กหนุ่มที่ยื่นปากเปลี่ยนสีหน้าอย่างไว ขาเรียวเดินเข้าไปใกล้ๆ ช้างแมมมอธตัวยักษ์เสมือนจริงที่ไม่รู้ว่าคนทำทำออกมาได้ยังไง พลางชี้งาขาวที่ยาวเทียบเท่าความสูงตัวเองด้วยใบหน้าตื่นเต้นเชิญชวน

 

นอกจากแมมมอธแล้วยังมีรูปปั้นหมีขั้วโลก แมวน้ำ เพนกวิน กวางเรนเดียร์หกตัวซึ่งกำลังลากรถเข็นของซานตาคลอสอยู่ด้วย

 

พาย “มึงไม่มีโทรศัพท์”

 

วาดส่ายหน้าแก้ “ผมหมายถึงเครื่องของคุณ เดี๋ยวผมถ่ายให้”

 

“อืม ไม่เป็นไร”

 

เด็กหนุ่มไม่ขัด เพียงเงยหน้ามองดวงตาลูกแก้วของช้างแมมมอธซึ่งไม่สะท้อนแววใดๆ แล้วโถมตัวกอดขาสากๆ ที่เต็มไปด้วยขนสีน้ำตาลเข้มแล้วถอนหายใจแผ่วเบา “อุตส่าห์มาด้วยกันทั้งทีแท้ๆ น้า”

 

อย่างน้อยเวลาอีกฝ่ายเปิดโทรศัพท์จะได้นึกถึงว่าวันหนึ่งเคยมาเที่ยวที่นี่กับเขา...แต่เผลอๆ คุณพายอาจจะลบรูปทันทีหลังจากถ่ายก็ได้

 

“โอ้ว คุณพาย นั่นมัน...บ้านชาวเอสกิโมนี่!” วาดยื่นหน้าเข้าไปโดยไม่พยายามแทรกตัวเบียดเด็กประถมแถวๆ นั้นที่กำลังมาทัศนศึกษาอย่างมีมารยาท ดวงตากลมโตกวาดมองด้านในรอบๆ โครงสร้างบ้านครึ่งทรงกลมทั้งหมดทำด้วยน้ำแข็งก้อนเหลี่ยม “อยู่แบบนี้ไม่หนาวหรือไงนะ”

 

ผมมองดูร่างโปร่งพลางคิดว่า...เด็กนี่มันติงต๊องจริงๆ

 

“คุณพายไปเล่นสไลเดอร์กันนะครับ...” เด็กหนุ่มเข้ามาจับข้อมือผม สัมผัสปลายนิ้วเย็นๆ ทำให้ชายหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะอุณหภูมิเสียดผิวแต่เป็นครั้งแรกที่วาดแตะตัวผม ซึ่งโดยปกติอีกฝ่ายจะพยายามรักษาระยะห่างอยู่เสมอ แต่ถึงจะบอกว่าจับ ก็แค่แผ่วเบาคล้ายสะกิดเท่านั้น “เขาบอกว่ามาถึงแล้วต้องเล่นไม่งั้นพลาด”

 

เขาน่ะใคร

 

“โอย กูอายุตั้งยี่สิบห้าแล้ว จะมาเล่นอะไรเป็นเด็กๆ” ร่างสูงบอกเสียงเนือย

 

วาดรี่เข้ามาป้องปากกระซิบ ส่งสายตาไปทางพ่อลูกวัยอนุบาลที่กำลังไถลจากเนินลงมาด้วยแผ่นกระดานเดียวกัน “ผู้ชายคนนั้นยังอายุเยอะกว่าคุณพายอีกยังเล่นได้เลย ยี่สิบห้าไม่แก่เกินไปหรอกครับ ผมเองก็ยี่สิบแล้ว”

 

“...”

 

พายล่ะขี้เกียจจะเถียงกับน้ำคำพูดคำจาที่น่าจับตีก้นนั่นจริงๆ

 

ทั้งคู่รับแผ่นกระดานไปคนละหนึ่งแผ่น คนมากมาย(ส่วนใหญ่เป็นเด็ก)ต่อแถวยาวเหยียด ในที่สุดก็มายืนอยู่บนจุดสูงสุด

 

ความสูงแนวดิ่งไม่ถึงสองเมตร แต่ความยาวเกินห้าเมตรนิดๆ ทำให้ทางลาดหิมะที่ถูกแบ่งเป็นเลนไม่ชันมากนัก พายกับวาดนั่งบนแผ่น ดันตัวไถลลงมาให้ลมเย็นๆ ปะทะ ทั้งสดชื่น(ทางอารมณ์)ทั้งหน้าแห้ง(ทางกาย)ในเวลาเดียวกัน จากข้างบนสู่ข้างล่างใช้เวลาไม่ถึงห้าวินาที เทียบกันแล้วโคตรจะไม่คุ้มกับการรอคอย

 

“ผมชนะ!” วาดกำหมัดชูขึ้นเหนือหัว หัวเราะเสียงใส ใบหน้าอ่อนเยาว์ประดับรอยยิ้มสนุกสนาน ขับให้ดวงตาดอกไม้ยิ่งเปล่งประกายงดงาม

 

บรรยากาศพลันสดใส...ความร่าเริงไร้ขีดจำกัดสามารถตรึงสายตาได้ทุกครั้ง

 

“ผมมาถึงข้างล่างก่อนดังนั้นผมชนะ”

 

เจ้าเด็กติงต๊องเสมอต้นเสมอปลายเอ๊ย...ผมยังไม่ได้บอกเลยนะว่าจะแข่ง...

 

กระนั้นร่างสูงหันไปกระตุกยิ้ม ถามเสียงขรึม “...งั้นจะลองอีกรอบมั้ยล่ะ”

 

ถึงจะไม่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป

 

แต่พายก็ไม่ปฏิเสธว่า...ทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้แย่สักเท่าไหร่

 

จบตอน.

ติดตามต่อไปใน วาสนาครั้งที่ ๗ : กล้วยหอมจอมซน

 

มาแล้ว มาแล้ววว

ต้องขอโทษด้วยจริงๆ น้าค้า >< คือไม่มีข้อแก้ตัว คือไม่มีข้อแก้ตัวจริงๆ เพราะติดการ์ตูนอยู่ 55

เอามาแปะตอนยาวๆ หนึ่งตอนคงจะให้อภัยกันได้ (อุอิ)

 

ให้ทายว่าพายเริ่มหลงน้องหรือยัง?

พายไม่หลงแต่เราหลงมากๆเลยล่ะ เคี้ยกๆ ขอเป็นผัวน้องแทนได้ปร่ะ

ให้กำลังใจกันได้ด้วยคอมเม้นต์น้าา >..=

luv นักอ่านน้า ม้วบม้วบ!

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น