วาสนา พรหมลิขิต ภาค สิ้นสุดทางเดิน

ตอนที่ 5 : วาสนาครั้งที่๕ : อารมณ์ที่ยากจะเข้าใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 0
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    30 ส.ค. 63



 

อารมณ์ที่ยากจะเข้าใจ

 

 

         วันนี้พายมาทำงานด้วยจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวสักเท่าไหร่ ชายหนุ่มในตอนนี้กำลังพูดออกไปอย่างคล่องแคล่วราวกับเกิดมาเพื่อท่อง ผายมือสาธยายข้อดีของสินค้ารุ่นใหม่ล่าสุดของบริษัทที่เพิ่งออกตลาดซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นที่นิยมที่สุดในหมู่คนทั่วไป ตาของเขากวาดมองที่สไลด์บนไอแพดเป็นพักๆ กับสบตาคู่ค้าที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามในร้านกาแฟอันเงียบสงบแห่งหนึ่ง

 

ผมทำทุกอย่างทั้งหมดนี้โดยที่ในสมองนั้นว่างเปล่า...ไม่ได้คิดอะไรเลย

 

         ไม่สิ จริงๆ แล้วผมแค่ปฏิเสธว่ากำลังคิดถึงคนๆ หนึ่งที่อยู่ด้วยกันเมื่อคืนนี้ต่างหาก

 

         “พายคะ? นี่...พายฟังอยู่หรือเปล่า”

 

         “...อะ ครับ?”

 

         “โธ่ พายล่ะก็มัวแต่พูด อรไม่ได้มาดูหนังนะคะยังต้องการการตอบสนองอยู่...เห็นแก่ที่เป็นลูกค้าประจำที่คอยอุดหนุนให้พายมียอดขายสูงอยู่ตลอดหลายเดือน ช่วยใส่ใจอรให้มากกว่านี้หน่อยได้มั้ย” หญิงสาวบริษัทคู่ค้าที่มักจะเจาะจงเรียกพายออกมาเพื่อเสนอขายโดยมีจุดประสงค์แอบแฝงเท้าคาง ขยิบตาพลางเปลี่ยนขาไขว่ห้างยิ่งทำให้กระโปรงทำงานที่สวมมาสั้นอยู่แล้วสั้นยิ่งขึ้นไปอีก “...รู้สึกแย่จัง”

 

         พายยิ้ม ถึงแม้จะรู้ว่าเป็นจริตของหญิงสาวแต่ก็แสดงสีหน้ารู้สึกผิดเหลือคณา “ขอโทษครับ”

 

         “ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าหากสัญญาว่าเย็นนี้จะพาอรไปกินข้าว” อรเป็นคนตัวเล็ก แต่ไม่รู้ทำไมถึงได้หน้าอกหน้าใจไม่สมส่วน กลับใหญ่โตเบียดอัดเสื้อเชิ้ตสีขาวมีระบายตรงแนวกระดุม ลูกไม้สีพาสเทลของเสื้อชั้นในดันแน่นจนคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเห็นชัดเจนอย่างช่วยไม่ได้

 

         “ขอโทษครับ” ทว่าเสียงทุ้มก็ยังบอกออกไปในทันทีด้วยความเรียบนิ่ง ใบหน้าขาวของชายหนุ่มประดับรอยยิ้มเดิมไม่ออกอาการขัดข้องใดๆ

 

         “ปฏิเสธแบบไม่คิดเลยนะคะ” เธอทำหน้าบูด เอนตัวพิงพนักปล่อยให้ปลายผมคลอเคลียไหล่ หากเป็นผู้ชายทั่วไปคงตกอยู่ในความงามเสน่ห์ของอรเป็นแน่ “แถมยังสุภาพบุรุษเสียจนน่าหมั่นไส้นิดๆ”

 

         “คุณอรทราบว่าผมทำไปเพราะงาน แล้วคุณก็เป็นลูกค้าคนสำคัญ”

 

         อรส่งเสียงฮึ “ถ้าตัดคำว่าลูกค้าออกไปจะดีมากเลย”

 

         พายเพียงยิ้มบาง ดวงตาพกรอยยิ้มสุภาพ ผมเจอกับเธอมานับครั้งไม่ถ้วน เมื่อแผนกออกแบบและพัฒนาคิดค้นวิจัยสินค้าออกมาได้ใหม่ ชื่อของผมมักจะถูกเรียกเป็นอันดับต้นๆ ในการมานำเสนอผลงานเหล่านั้นออกสู่สายตาแก่คู่ค้าหลายบริษัท ถึงจะรับมือกับอรนภาได้แล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ลำบากใจ เมื่อเป็นเรื่องงานผมต้องเก็บงำความรู้สึกส่วนตัวเอาไว้ให้มิด

 

         หญิงสาวเป็นคนไม่ยอมแพ้ที่จะรุกเข้าหา แต่ก็ยังคงความสุภาพในกิริยา อรนภารู้ว่าแค่ไหนควรพอ และนั่นก็ทำให้ผมโล่งอก ก่อนจะพูดคุยกันต่อไปแบบนั้นได้จนจบ ผมไม่ลังเลที่จะปฏิเสธการชักชวนกินข้าวเที่ยงต่อของอรโดยบอกเลี่ยงด้วยเหตุผล ‘ต้องไปทำงานต่อ’ หรือ ‘หัวหน้าเรียกกลับบริษัท’

 

         ดวงตาคู่เรียวคมมองตามร่างบอบบางก้าวขึ้นรถและขับแล่นออกไป ชายหนุ่มส่งคู่ค้าคนสำคัญจนลับตาแล้วจึงขยับตัว มือสองข้างล้วงเข้าไปในกระเป๋าสัมผัสมือถือที่นอนนิ่งอยู่ในนั้นมาแต่เช้า ทางขวาเป็นเครื่องส่วนตัว ทางซ้ายเป็นเครื่องไว้ใช้คุยงาน จิตใจจดจ่อกับกระเป๋าด้านซ้ายอย่างรอคอย

 

หากมิใช่เพราะเมฆครึ้มเต็มฟ้า คงไม่สามารถทำให้คนๆ หนึ่งเกิดอารมณ์ติสท์ยืนอยู่กลางที่โล่งกว้างท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวยามเที่ยงตรงได้ ร่างสูงใหญ่ยืนอยู่ริมถนนดึงดูดสายตารอบข้างอยู่นาน ทว่าคล้ายครุ่นคิดอะไรอยู่ในหัวจึงเงียบนิ่งเกินกว่าจะรู้สึกตัว ในหัวคิดอยู่สองคำถามวนไปมาตั้งแต่เมื่อครู่

 

         ยังไม่ตื่น...หรือว่าป่วย?

 

เขาว่ากันว่าครั้งแรกอาจทำให้อักเสบจนเจ็บไข้ได้ไม่ใช่เหรอ?

 

         เพราะว่าวันนี้มีงานผมจึงต้องออกมาเงียบๆ อย่างช่วยไม่ได้ จะว่ารู้สึกผิดก็ไม่เชิงที่ต้องปล่อยเด็กหนุ่มร่างผอมบางเอาไว้ใต้ผ้าห่มคนเดียวบนเตียงกว้าง...และทิ้งโน๊ตเพียงแผ่นเดียวไว้บนโต๊ะ

 

‘อยากไปเที่ยวที่ไหนก็โทรมา’

 

ดูห้วนและเย็นชาเกินไปหรือเปล่า

 

จะเที่ยงอยู่แล้วยังไม่โทรมาแบบนี้ ยังไม่ตื่นหรือว่าไม่สังเกตเห็น?

 

จู่ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ร่างสูงสะดุ้งเล็กน้อย ไม่รู้ตัวว่าลุกลนแค่ไหนและนิ่งงันไปอย่างไรเมื่อพบว่าการสั่นนั้นสัมผัสได้จากมือถือที่มือขวา ชายหนุ่มล้วงโทรศัพท์ขึ้นมา มันยังคงร้องและสั่นต่อเนื่อง

 

‘มิ้นท์’

 

ชื่อที่ปรากฎทำให้ผมได้รู้สึกตัว...ถามตัวเองว่ามัวทำอะไรอยู่

 

ความรู้สึกต่อมาคือหงุดหงิดขึ้นมาอย่างอดไม่ได้

 

“...” ส้นเท้าหนังเตะเข้ากับขอบถนนเบาๆ ...อะไร เด็กนั่นเป็นใคร? ก็แค่คนไม่รู้หัวนอนปลายเท้าที่(เต็มใจ)หลวมตัวมีเพศสัมพันธ์กันเพียงคืนเดียว

 

มิ้นท์คือผู้หญิงที่ชอบ คิดจะแต่งงานมีลูกและจากนั้นก็ใช้ชีวิตด้วยกันไปจนตาย

 

ส่วนเด็กวาดนั่น ‘ก็แค่คู่นอน’

 

“ความรักก็เกิดขึ้นได้เสมอนั่นแหละ สักวันลูกจะเข้าใจ”

 

ไม่...ไม่จำเป็นต้องคิดหรือเข้าใจ

 

‘ผมจะไม่เป็นอย่างพ่อ’ ...ไม่มีวัน

 

ความสัมพันธ์ทางกาย ไม่มีทางพัฒนากลายเป็นคนสำคัญทางใจ

 

เมื่อคิดได้แบบนั้นก็กดรับ กรอกน้ำเสียงที่ปราศจากความลังเลลงไป

 

“ครับ มิ้นท์...เสร็จแล้วครับ ผมกำลังจะเข้าบริษัท”

 

ก็แค่ทำเหมือนอย่างเคย...คนที่ควรใส่ใจก็เอาใจใส่

 

ส่วนอีกคนก็ไม่ได้บอกปฏิเสธขั้นเด็ดขาดแต่อย่างใด ปล่อยไปอย่างที่ควรเป็น ไม่คิดว่าฝ่ายใดจะเสียหายอะไร เพราะอย่างไรก็มี ‘ข้อแลกเปลี่ยน’ กันอยู่แล้ว

 

“ถ้าอย่างนั้นมารอผมข้างหน้าแล้วไปหาอะไรทานข้างนอกกันนะครับ”

 

เย็นวันศุกร์หลังเลิกงานเป็นเวลาที่ได้เที่ยวเตร็ดเตร่เพราะพรุ่งนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ หลังจากที่ส่งมิ้นท์แล้วก็มีเสียงโทรศัพท์เข้าในเวลาเกือบสามทุ่ม สายเรียกเข้านั้นเป็นสายจากมือถือของบริษัทและยังเป็นเบอร์สาธารณะ ตัวผมนั้นไม่ต้องคาดเดาเลยว่าเป็นใคร รถคันสีดำทะมึนแล่นจอดข้างทางสนิทก่อนจะกดรับสายนั้นโดยไม่แปลกใจอีกต่อไป

 

บ้านรวยแทบเรียกได้ว่าเป็นมหาเศรษฐีขนาดนั้น แค่ซื้อมือถือสักเครื่องไม่น่าใช่เรื่องยากเย็นอะไร...แต่ก็นั่นแหละ มันไม่ใช่เรื่องของผม

 

“ครับ”

 

(“สวัสดีครับ พี่พาย เอ่อ วาดเองนะครับ”)

 

สิ่งที่อยากจะพูดถูกเก็บลงไป ตอบรับเพียงคำสั้นๆ ในลำคอ “...อืม”

 

(“เอ่อ ขอโทษนะครับ พอดีวาดเห็นโน๊ตแล้วแต่ไม่ติดต่อมาทันทีเพราะเกรงจะรบกวน ก็เลยรอให้ถึงวันศุกร์ก่อน...”)

 

“ไม่เป็นไร” แต่ร่างสูงกลับตอบห้วนๆ มองข้ามสรรพนามที่เด็กหนุ่มแทนตัวเองด้วยชื่อคล้ายเคยชิน

 

ค่ำคืนอันยาวนาน คนผิดคือคนที่ทำให้เสียงใสนั้นคร่ำครวญเรียกจนติดปาก

 

(“...พี่พาย?”)

 

“ใครบอกให้มึงเรียกแบบนั้นเหรอ” เสียงทุ้มติดเย็นชาอยู่ในที ถึงอารมณ์จะพาไปแต่ผมจำได้ว่าอนุญาตให้เรียกได้เฉพาะตอนนั้น ส่วนเวลาอื่นก็ควรที่จะเป็นเหมือนเดิม

 

(“อ่ะ ครับ...”) อีกฝ่ายรับคำ ก่อนที่จะได้ยินแว่วเสียงหัวเราะแผ่วเบาดังลอดสายมา (“วาด...ผมขอโทษครับ พอดีวันนั้นคุณพายใจดีก็เลยลืมตัวไปหน่อย...”)

 

“...แล้ว?” ผมขบกราม ตัดบทเข้าประเด็น พายเป็นคนไม่ดี ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายโทรมาทำไมแต่ก็ยังจะถาม

 

ดูเหมือนว่าการพูดสั้นกระชับ น้ำเสียงไร้อารมณ์ร่วม ทำให้อีกฝ่ายคิดว่าผมรำคาญใจ เสียงใสจึงพูดออกมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ (“คุณพายดูยุ่งๆ ...ถ้าหากไม่สะดวกคุย ผมติดต่อมาวันหลังก็ได้ครับ”)

 

“...”

 

นี่คือสิ่งที่ผมอยากให้เป็น...การกีดกัน ไม่ผูกพัน

 

(“ขอโทษนะครับที่โทรมารบกวน”)

 

...แบบนี้...

 

“มีอะไรก็ว่ามาสิ หือ คนอย่างมึงจะมาทำเป็นเจียมตัวอะไร ช้าไปหน่อยมั้ง” พายแค่นหัวเราะ เอนกายกับเบาะ มองยอดไม้ที่เอนไหวไปมากับลมยามกลางคืน

 

ก่อนหน้านี้จะด่าจะว่าจะเย็นชายังไงก็ยังยิ้มหน้าระรื่นได้ แล้วทำไมตอนนี้ถึงทำเสียงเหมือนเกรงใจ พอโดนปฏิเสธก็ทำเสียงอ่อยเหมือนน้อยใจอะไรแบบนั้น

 

ไม่เข้าใจเลยจริงๆ

 

(“คือว่า...วันหยุดนี้”)

 

“...”

 

(“วันอาทิตย์นี้ผมอยากไปสวนสนุกDW คุณพายไปด้วยกันนะครับ”) วาดเอ่ยขอมา หลังจากเงียบไปพักหนึ่ง

 

สถานที่ที่ได้ยินทำให้พายเลิกคิ้วคล้ายไม่ได้ยินมานาน

 

สวนสนุก?

 

เป็นที่ที่คาดไม่ถึงมาก่อน ทั้งที่คิดว่าน่าจะไม่พ้นกินข้าว เดินห้างฯ ดูหนังอะไรประมาณนั้นสำหรับวัยรุ่นคนหนึ่งแท้ๆ แต่นี่กลับเรียกร้องอะไรได้เด็กกว่าที่คิด

 

“ได้ แต่วันอาทิตย์กูไม่สะดวก”

 

ได้ยินเสียงร้องอ้าวเบาๆ เล็ดลอดออกมา (“ถ้าอย่างนั้นวันเสาร์...”)

 

“สัปดาห์นี้ไม่ว่างทั้งสองวันน่ะ” ผมบอกกลับไปก่อนที่วาดจะพูดจบ

 

(“...คุณพายบอกเองว่าอยากไปเที่ยวไหนให้โทรมา”) พอบอกให้พูด เด็กหนุ่มก็เริ่มแผลงฤทธิ์

 

อย่างนี้ต่างหากที่สมกับเป็นวาสนามากกว่า

 

เสียงใสๆ ทวงสิทธิ์อย่างที่ควรจะเป็น แม้จะด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้ถือโทษโกรธ แต่ก็พยายามจะบอกให้รู้ว่าคนที่ผิดสัญญาคือผมนะ...ประมาณนั้น

 

“ขอโทษที แต่ว่ากูมีนัดอยู่ก่อนแล้ว มึงเลื่อนไปวันอื่นแทนได้มั้ย”

 

แม้ปากจะบอกขอโทษแต่ในใจกลับคิดว่ามันไม่ใช่ความผิดผมที่ปฏิเสธคำขอของเขา แต่เพราะเด็กวาดเงียบหายไปไม่ยอมโทรมานัดล่วงหน้าเองต่างหาก

 

(“ถ้างั้นเป็นวันอาทิตย์หน้า ไม่ทราบว่าคุณพายสะดวกมั้ยครับ”)

 

“อืม ได้ เจอกันที่ไหน”

 

(“เจอกันที่โน่นเลยก็ได้ครับ”)

 

“กี่โมง”

 

(“สักสิบ...สิบเอ็ดโมง...มั้ยครับ?”) ตอนแรกวาดกะจะพูดว่าสิบโมง นานๆ ทีได้เจอเขาก็แค่อยากเจอกับคุณพายเร็วๆ จะได้อยู่ด้วยกันนานๆ แต่ก็คิดว่าคงจะเร็วเกินไปจึงบอกเลื่อนออกไปชั่วโมงนึง

 

“แล้วมึงไปยังไง” ผมไม่ปฏิเสธเรื่องเวลา แต่พอพานนึกไปถึงสภาพความเป็นอยู่ของอีกฝ่ายแล้วดันถามออกมาโดยไม่รู้ตัว

 

หลังจากนั้นก็เกิดความขัดแย้งในตัวเอง

 

ว่าแต่จะถามทำไม เขาจะไปยังไงก็ช่างสิ ไม่ใช่เด็กๆ แล้วด้วย

 

(“ผมนั่งแทกซี่ไปได้ครับ”) เด็กหนุ่มกลับบอกออกมาเรียบง่ายโดยไม่ได้อิดออดแต่อย่างใด

 

พาย “...”

 

(“งั้น...ไว้เจอกันนะครับ”)

 

ทั้งๆ ที่คิดว่าวาดจะพูดอะไรมากกว่านั้น แต่อีกฝ่ายกลับวางสายไปแทบจะทันทีทำให้ผมลดมือถือลงมามองหน้าจอที่มืดดับ และความรู้สึกอะไรก็ไม่อาจทราบสุมอยู่ที่บางแห่งในร่างกายของผมไม่ยอมหายไป

 

นี่ผมกำลังคาดหวังอะไรอยู่กันแน่?

 

 

 

เวลาผ่านไปไวอย่างบอกไม่ถูก

 

เพียงไม่นานก็ผ่านไปอีกหนึ่งสัปดาห์

 

เสาร์อาทิตย์ก่อนที่บอกกับวาดว่ามีนัดนั้น คือจะเป็นใครไปไม่ได้ก็คือมิ้นท์ เธอบอกผมว่าอยากจะไปดูหนังที่เพิ่งเข้าใหม่ ผมคุยกับเธอไว้แล้วจึงไม่อาจผิดสัญญา เมื่อดูหนังเสร็จก็พาเธอไปทานข้าวกับเดินช็อปปิ้งอีกนิดหน่อย แล้วก็ส่งถึงบ้านอีกตามเคย

 

ส่วนอีกวันก็พาน้องๆ ไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจสุขภาพประจำปี...จริงๆ แล้วแค่พ่อกับคุณซอก็พาไปได้ แต่สัญญากับเด็กแฝดไว้แล้วจะปฏิเสธเลี่ยงเดี๋ยวก็ได้ร้องไห้จนตาบวม งอแงจนผมไม่ต้องไปไหนกันพอดี

 

ผมกับมิ้นท์ยังคงเข้ากันได้ดี มิ้นท์เป็นผู้หญิงที่หัวเราะได้น่ารักที่สุด เวลาแซวเรื่องกินก็มักจะชอบทำปากจู๋หน้างอน ถึงจะรู้ว่าไม่ได้ซีเรียสแต่ผมก็ง้อมิ้นท์ด้วยการซื้อรองเท้าที่เธอเมียงมองอยู่นานสองนานให้ ยามเธอโผเข้ามาคล้องต้นแขนเพื่อขอบคุณ หัวใจของผมเต้นแรงมาก ยิ่งไปกว่านั้นคือสัมผัสถึงความนุ่มนิ่มอวบอิ่มที่บดเบียดเข้ามากับกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ แตะปลายจมูก...เสน่ห์ของหญิงสาว

 

เมื่อรู้สึกว่าตั้งแต่ตามจีบมานานมิ้นท์ที่มักจะรักษาท่าทางและระยะห่างอยู่ตลอดเวลา ในที่สุดวันนี้ก็เริ่มเปิดใจให้สักที ผมก็ดีใจมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขนาดที่ว่ากลับบ้านยังคงติดรอยยิ้มมุมปากจนเด็กแฝดกล้วยหอมจอมซนเอ่ยทักว่าไปกินอมยิ้มที่ไหนมา

 

วันธรรมดาไปทำงาน บางวันต้องรับรองลูกค้านอกสถานที่บ้าง หรือไปหาลูกค้าเพิ่มตามสถานที่ต่างๆ ก็เป็นอะไรที่ทำให้พายเคยนึกเบื่อกับงานนี้ ถึงรอยยิ้มจะไม่ได้ออกมาจากใจ แต่กลับทำให้เขาทำลายกำแพงของใครหลายๆ คนได้อย่างง่ายดาย...ในขณะที่กำลังสนุกกับการทำงาน วันเหล่านั้นก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

 

เมื่อได้เดทกับมิ้นท์มาทั้งวัน ผมก็ค่อนข้างมั่นใจในความรู้สึกของตัวเองมากว่าผู้หญิงคนนี้ยังเป็นคนที่สำคัญที่สุดและอยากใช้ชีวิตด้วย

 

แต่เมื่อถึงวันหยุดถัดมา...ผมก็เริ่มแปลกไปอีกครั้ง

 

เมื่อรู้ว่าวันรุ่งขึ้นจะได้เจอกับเด็กวาด เสาร์กลางคืนก็รีบนอน ทั้งๆ ที่เวลานัดคือสิบเอ็ดโมงแท้ๆ ก็ดันตื่นเสียเช้าจนพ่อกับคุณซอแปลกใจ ซันกับซินที่นั่งจ๋องดูรายการการ์ตูนช่องแปดหน้าโทรทัศน์ก็ตาโต ร้องวี้ดว้ายเข้ามาเกาะแข้งเกาะขากันใหญ่

 

“พี่พายตื่นแล้วล่ะ! / พี่พายตื่นเช้า!”

 

“สวัสดีตอนเช้าล่ะเด็กๆ” พายทักทายเด็กๆ ตามเดิม แต่คราวนี้ไม่ช้อนอุ้มขึ้นมาแล้ว เพียงกดจมูกดอมดมแก้มนุ่มนิ่มเหมือนซาลาเปาอุ่นจากเตา กลิ่นผิวอ่อนของเด็กๆ นี่มันชื่นใจดีจริงๆ

 

“อารุนซาหวัดค่า/ค้าบ”

 

“อรุณสวัสดิ์ครับ”

 

“พี่พายคะ” ซินกระตุกเสื้อเรียกร้องความสนใจ วันนี้เด็กน้อยถักผมเป็นเปียสองข้างแล้วจับม้วนขึ้นเป็นก้อนกลมสองข้างเหมือนอาหมวยดูน่ารักน่าเอ็นดู “วันนี้คุนแม่บอกว่าจาทำแฮมบ้ากให้หม่ำๆ ด้วยล่ะ!”

 

“ว้าว ฟังดูน่ากินจัง อย่างนั้นพี่ขอทานแฮมเบิร์กด้วยได้ไหมคะ” ชายหนุ่มดูตื่นตาตื่นใจกับการบอกเล่าของบีหนึ่ง ทั้งยังเอ่ยคำสุภาพ ออกเสียงแต่ละคำชัดเจนเพื่อที่จะได้ฝึกให้ทั้งสองจดจำและเติบโตมาอย่างมีคุณภาพ

 

“ได้ซีคะ หนูจะแบ่งให้กินก็ด้ายเป็นลางวันที่พี่พายตื่นเช้า คิกๆ”

 

“แต่ว่าพี่อยากกินฝีมือซิน ถ้าไม่ใช่ซินทำก็ไม่เอาหรอก” ผมพูดอมยิ้ม มองหน้าเด็กสาวตัวน้อยที่ทำหน้าครุ่นคิดแบบจริงจังด้วยความขบขัน ก่อนที่จะทุบกำปั้นลงกับฝ่ามือดังตุ้บแล้วพูด

 

“งั้นมื้อนี้ซินจัดกานเอง!”

 

“ซันด้วย ซันก็จาทำด้วยนะ!” บีสองแก้มป่องเพราะไม่อยากโดนแย่งความสนใจไป รีบยกมือบอกเสียงดังราวกับกลัวผมจะไม่ได้ยิน เมื่อออกปากอาสาด้วยตัวเองแบบนี้แล้วผมจึงต้องให้รางวัลโดยการหอมขมับซันก่อนหนึ่งที ย้ายมาทีซินเพื่อไม่ให้เด็กสาวน้อยใจและตบท้ายด้วยกดจมูกบนแก้มยุ้ยของซันอีกครั้ง

 

เด็กแฝดหัวเราะคิกคักเพราะจั๊กจี๋ ส่วนผมนั้นมีแต่คำว่ากำไร

 

“วันนี้ตื่นเช้านะลูก จะไปไหนอีกแล้วเหรอ” เสียงนี้ดังมาจากพ่อที่กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ ดวงตากร้านวัยลอดมองมา แววตานั้นไม่ได้สื่ออะไรไปมากกว่าคำถามธรรมดาๆ

 

“อ้อ มีนัดน่ะครับ”

 

“กับหนูมิ้นท์เหรอจ๊ะ” แม่เลี้ยงถามด้วยรอยยิ้มใจดี ลูบหัวทุยของเด็กแฝดที่กลับไปนั่งจ้องทีวีไม่วางตาเบาๆ

 

“อ้า...ครับ” ผมกลอกตาก่อนจะพยักหน้าไป ถ้าปฏิเสธว่าไม่ใช่ก็ไม่รู้จะหาคำอธิบายต่ออย่างไร

 

“วันหลังก็พามาทานข้าวที่บ้านด้วยสิจ๊ะ พ่อกับแม่เคยเจอแค่ครั้งสองครั้ง แต่ยังไม่เคยคุยกับเขาจริงๆ จังๆ เลย”

 

“ครับ เดี๋ยวผมจะลองถามเธอดู” ผมรับปากไปแต่ไม่ได้คิดจะทำจริงๆ ส่วนเหตุผลนั้น...อาจเป็นเพราะไม่อยากให้เจอกัน และสาเหตุที่ไม่อยากให้เจอกัน...ก็คงเป็นเพราะกลัวมิ้นท์จะสังเกตเห็นว่าคุณซอไม่ใช่แม่จริงๆ ล่ะมั้ง

 

อันที่จริงอาจจะสังเกตเห็นได้ตั้งแต่แรกแล้วก็ได้ว่าเค้าหน้าไม่เหมือนกันสักนิด แม่เลี้ยงคนนี้เธอเป็นลูกครึ่งจีนเวียดนาม ผิวขาวละเอียด(ในจุดนี้เหมือนกับผมและพ่อ) จึงเป็นตัวเล็ก ผอมบาง ขับให้เธอเป็นหญิงสาวที่สวยและอ่อนหวานแบบไร้ที่ติ ส่วนผมได้เชื้อพ่อซึ่งเป็นควอเตอร์(หนึ่งส่วนสี่ของสายเลือด)ยุโรปมา ผิวขาว สูงใหญ่ จมูกโด่ง คิ้วดกคมเข้มขับดวงตาให้ดุ ส่วนริมฝีปากกับรอยยิ้มนี้พายได้แม่มา

 

เมื่อรู้ว่าซอไม่ใช่แม่แท้ๆ แต่เป็นภรรยาน้อยของพ่อ ไม่รู้มิ้นท์จะคิดเห็นเรื่องนี้อย่างไร

 

         ร่างสูงเหลือบมองนาฬิกา แล้วลุกขึ้นไปหยิบกุญแจรถ

 

         “พี่พายจาไปไหน” ซินส่งเสียง ทำให้สายตาทุกคู่หันมามอง

 

         พ่อ “ไม่กินข้าวก่อนไปเหรอลูก”

 

         “ครับ พอดีว่าจะไปทานข้างนอก” พายบอกพลางเปิดกระเป๋าเงินดู มีพอควรแต่ไม่รู้จะพอหรือเปล่า สงสัยต้องไปกดเพิ่ม

 

         “ไหนพี่พายบอกจะกินแฮมเบิ้กของซิน”

 

         “เดี๋ยวพี่มาทานวันอื่นนะคะ” พอเห็นแก้มยุ้ยๆ กับริมฝีปากรูปวงกลมของเด็กสาวแล้วพายก็ย่อตัวลง วางมือแปะๆ บนหัว “เอาอย่างนี้ ไว้วันหลังพี่พายทำของโปรดของซินแล้วทานด้วยกันดีกว่า ดีไหมคะ”

 

         “บู่...”

 

         ซันกระตุกเสื้อยิกๆ หน้างอยิ่งกว่า “งื้อ พี่พายทำของโปดซันด้วยฉิคับ”

 

“ได้ครับ” ผมชูนิ้วก้อยขึ้นมาตรงหน้าของซินกับซัน แม้จะแง่งอนตามประสา แต่ก็ไม่ได้ดื้อจนพูดไม่รู้เรื่อง นิ้วก้อยเล็กๆ ของเด็กแฝดทั้งสองเข้ามาเกี่ยว “สัญญาเลย”

 

“ถ้าพี่พายผิดฉันยาต้องกืนเข็มพันเล่มน้า” คราวนี้เป็นซันที่บอกเจื้อยแจ้วขึ้นมาก่อน ซินจึงพยักหน้าตาม

 

“ใช่แย้วค่ะ ต้องกลืนเข็ม กลืนเข็มเลย”

 

พายที่ฟังก็ตาโต ในขณะที่แม่เลี้ยงปิดปากบอกขอโทษขอโพยกับคำพูดน่ากลัวราวกับไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับคำสอนที่แฝงมา กระนั้นชายหนุ่มกลับกลั้วขำบอกว่าไม่เป็นไร ซ้ำยังรับปากเป็นอย่างมั่นเหมาะเพราะไม่อยากกินเข็มพันเล่มให้เจ็บตัวก็ทำให้เด็กน้อยกระโดดตัวลอยราวกับลืมเรื่องที่ทำให้เศร้าเมื่อครู่นี้จนหมดสิ้นไปแล้ว

 

พายหงุดหงิดเสียเหลือเกิน

 

ผมตื่นเช้า ตื่นก่อนเวลา ออกจากบ้านก่อนเวลาก่อนถึงสองชั่วโมง ขับรถมาตามเส้นทางที่เคยมาครั้งหนึ่ง พอมาถึงหน้าหมู่บ้านแม้จะเคยคุ้นหน้าคุ้นตากันมาแล้วก็ยังถูกยามกีดกันไม่ยอมให้เข้า รถคันดำจึงต้องวกออกมาจอดปั๊มใกล้ๆ แทน นิ้วชี้เคาะพวงมาลัยดังตึกๆ เป็นจังหวะตามอารมณ์ขุ่นมัว ตอนแรกพายไม่คิดว่าการจะพกมือถือหรือไม่มันจะเกี่ยวอะไรกับตัวเอง แต่ตอนนี้โมโหเสียเหลือเกินที่อีกฝ่ายไม่มีมือถือส่วนตัวแบบนี้!

 

แล้วแบบนี้จะรู้ได้ไงว่าออกไปหรือยัง!? อุตส่าห์มารับ!

 

ไม่ใช่อะไร เพราะผมตื่นเช้าเกินไปหรอก ไม่ได้มีเหตุผลอะไรมากไปกว่านี้จริงๆ

 

เมื่อนั่งรอไปได้สิบนาทีก็เห็นว่าไม่มีประโยชน์จึงขับออกมาแล้วตรงสู่เส้นทางไปสวนสนุกDWที่วาสนาบอกเป็นสถานที่นัดกันเอาไว้...แล้วหลังจากจบนี่แล้วผมจะพาเขาไปห้างฯ ซื้อมือถือซักเครื่อง

 

ถึงเด็กนั่นจะไม่ยอมซื้อ ผมก็จะออกเงินให้ แค่โทรศัพท์เครื่องเดียวไม่ทำให้จน แต่ถ้าเกิดเหตุแบบนี้อีกแล้วติดต่อไม่ได้มันจะทำให้ผมยิ่งรู้สึกไม่โอเค

 

เช้าวันอาทิตย์เป็นวันที่ถนนโล่งมาก พายมาถึงสวนสนุกDWภายในสี่สิบนาที ซ้ำยังมาถึงก่อนเวลาเปิดถึงหนึ่งชั่วโมงจึงทำให้เลือกที่จอดรถที่ใกล้ทางเข้าที่สุดได้ไม่ยาก

 

พายดับเครื่องเปิดกระจกฝั่งคนขับ คิดจะปรับเบาะรถเอนนอนรอเวลา แต่ก่อนจะได้ทำแบบนั้น ก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง ดวงตาคมหรี่เล็กลง ก่อนจะเบิกตากว้าง

 

“เฮ้ยๆ ...อย่าบอกนะ...”

 

ประตูทางเข้าที่ยังไม่ได้เวลาเปิดแบบนี้มันไม่ควรจะมีใคร...ไม่ควรจะเห็นคนๆ หนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น และคนๆ นั้นไม่ควรจะคนคุ้นตา

 

พายผลักประตู ก้าวลงจากรถทันที ขายาวจำอ้าวเข้าไปใกล้เป้าหมายในสายตาที่ยังมองไม่ละราวกับต้องการยืนยัน

 

ผมคิดว่าคนที่บ้าตื่นเช้าแล้วมาก่อนเวลาตั้งชั่วโมงจะมีแต่ผมเสียอีก เด็กนี่บ้ายิ่งกว่า

 

ร่างสูงหยุดยืนอยู่ตรงหน้าร่างโปร่งผอมที่กำลังกอดเข่าอยู่บนขอบหินกรวดที่ก่อขึ้นมาเป็นที่นั่งใกล้ๆ กับทางเข้า เมื่อไร้ผู้คน เสียงฝีเท้าทำให้เด็กหนุ่มตัวขาวผ่องที่กำลังชะเง้อคอมองลอดรั้วเข้าไปซึ่งเห็นว่าทุกอย่างเงียบร้างหันกลับมา ดวงตากลมโตไล่จากท่อนขาขึ้นมาก่อนจะหยีตาเมื่อใบหน้าหล่อเหลาย้อนแสง “คุณพาย ทำไมมาเร็วจัง...”

 

“แล้วมึงล่ะมาทำอะไร”

 

ป้ายสีขาวแขวนอยู่ตรงประตูรั้วใหญ่เหนือศีรษะหลายเมตร เขียนตัวเป้งๆ บอกเวลาเปิดคือสิบโมง แล้วเวลานัดคือสิบเอ็ดโมง แต่วาดดันมาถึงก่อนผมซึ่งไม่รู้ว่านั่งอยู่ตรงนี้นานเท่าไหร่แล้ว ถ้าบอกว่าคนนัดเองจำเวลาผิดก็จะเป็นการโกหกที่เกินไปหน่อยมั้ง?

 

ผมมองใบหน้ามนที่เอียงคอเล็กน้อยคล้ายกับงงคำถาม แต่แววตาใสๆ นั้นซื่อตรง รอยยิ้มจุดขึ้นมาประดับคล้ายไม่รู้สึกรู้สากับบรรยากาศคุกรุ่นจากตัวผม “ผมมารอคุณพายครับ”

 

“บ้ารึไง มาเร็วขนาดนี้” เสียงทุ้มดังขึ้นเล็กน้อย รอบข้างไม่มีใครจึงไม่ต้องเกรงใจใดๆ ขนาดพนักงานยังมาช้ากว่าเด็กนี่เลยมั้ง...ไม่รู้ทำไมผมถึงได้โมโหอีกแล้ว เด็กหนุ่มกำลังทำให้ผมเป็นบ้าที่ควบคุมอารมณ์แปรปรวนไม่ได้

 

ไม่มีเหตุผลเลย

 

เขาหดคอบอก “กลัวคุณพายหาไม่เจอเลยมารอครับ...แล้วผมก็ตื่นเต้น พอตื่นเช้าไม่รู้จะทำอะไรเลยออกจากบ้านมาเร็ว”

 

“ให้ตาย ทีหลังก็หัดพกโทรศัพท์สิวะ” คำบอกเล่าพาซื่อทำให้พายต้องอดทน ผ่อนอารมณ์ลงแล้วถามเขา “...รอนานหรือยัง”

 

วาดส่ายศีรษะเบา จดจ้องมองคิ้วเข้มขมวดบนใบหน้าหล่อเหลา สงสัยเหลือเกินว่านี่เขาทำอะไรให้อีกฝ่ายหงุดหงิดอีกแล้วหรือ “ไม่นานครับ เพิ่งมาถึง แล้วคุณพาย...”

 

“ถึงเมื่อกี้” พอเห็นมึงก็รีบเดินมาเลย ว่าแต่ล็อครถหรือยัง...

 

“คุณพายก็มาเช้า หรือว่าตื่นเต้นเหมือนกันเหรอครับ” วาดพูดพร้อมดวงตาดอกไม้บานที่เป็นประกายระยิบระยับ “ตั้งแต่เกิดมานี่เป็นครั้งแรกที่มาสวนสนุก ผมอยากมาตั้งนานแล้ว...”

 

“กูแค่ออกมาเร็วเพราะกลัวรถติด...ไม่คิดว่าถนนจะโล่งต่างหาก” ผมอธิบายเหตุผลครบถ้วนแทรกคำพูดชวนฝัน เด็กหนุ่มชะงักหันมามองแล้วหัวเราะน้อยๆ ...ทำให้คนโดนจ้องเบือนหน้าหนี

 

“คุณพายทานข้าวเช้ามาหรือยังครับ” เมื่อผมส่ายหน้า เด็กหนุ่มจึงชักชวนต่อด้วยรอยยิ้มกว้าง “งั้นไปหาอะไรทานกันมั้ย ถึงจะเป็นวันอาทิตย์แต่ร้านข้าวแถวนี้เขาก็เปิดกันแต่เช้า ผมไปเดินดูมาหมดแล้ว”

 

พายเลิกคิ้วถาม “ไหนว่าเพิ่งมาถึง”

 

วาดชะงักไปแปปนึงก่อนจะกระโดดลงจากเก้าอี้ พลางหัวเราะฮ่าๆ กลบเกลื่อน “ก็เพิ่งมาถึงไงครับ หิ๊วหิว ยังไม่ได้กินอะไรเลย จะว่าไปคุณพายใส่ใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ กว่าที่คิดนะครับเนี่ย”

 

เสียงใสพูดเจื้อยแจ้ว ก้าวฉับเดินนำหน้าไปก่อน ผมที่เพิ่งเคยมาก็ได้แต่เดินตามคนที่บอกว่า ‘ไปทัวร์มาก่อนแล้ว’ ต้อยๆ

 

ไม่เนียนเลยนะมึง

 

 

 

“คุณพาย”

 

“...”

 

“กินขนาดนั้นระวังอ้วกนะครับ เขาว่าเครื่องเล่นบางเครื่องที่นี่น่ากลัวมากด้วย สามารถทำให้คนนั่งขย้อนสิ่งที่อยู่ในท้องออกมาหมดเลย” วาดบอกพลางทำหน้าขยาด ทั้งขยะแขยงและขนลุกเมื่อนึกถึงสิ่งที่กินจะออกมาในรูปแบบของกึ่งแข็งกึ่งเหลวเป็นซากกองอยู่บนพื้น ทั้งยังส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยวไม่น่าดูชม ก็รู้อยู่หรอกว่าคุณพายตัวใหญ่เลยกินเยอะ แต่กินขนาดนี้เขาก็อดเป็นห่วงไม่ได้น่ะสิ

 

พายมองหน้าเจ้าคนที่บอกเขาแต่กลับกินข้าวเหลือค่อนจานด้วยสายตาไม่บอกอารมณ์

 

“ผมไม่ได้ล้อเล่นนะครับ” วาดรีบบอกเพราะนึกว่าพายมองหน้าเขาแบบนั้นเพราะไม่เชื่อ

 

แต่พายนั้นกลับคิดไปอีกอย่าง คนผิดที่ทำให้ผมสวาปามคือคนที่ทำให้ผมต้องมาบ้าๆ บอๆ กับอารมณ์ไม่คงที่ แถมยังต้นเหตุให้ต้องปฏิเสธน้องสาวตัวน้อยอีกต่างหาก

 

แต่พายไม่มีวันพูดออกไปเด็ดขาด

 

“มึงเถอะกินน้อยเดี๋ยวก็ไม่มีแรง กินเข้าไปอีก” ชายหนุ่มชี้ปลายช้อนไปที่จานข้าวมันไก่ของวาดที่เหลืออยู่หนึ่งส่วนสี่ นี่กระเพาะเท่ากระต่ายรึเปล่า กินน้อยเกินไปแล้ว

 

“ผมอิ่มแล้ว คุณพายเอามั้ยครับ” เขาดันจานเล็กน้อยเป็นเชิงยกให้ จากครั้งก่อนที่ผมกินโจ๊กเหลือจากเขาทำให้วาดรู้ว่าผมไม่ได้รังเกียจที่จะกินต่อจากใคร

 

“อร่อยป่ะ”

 

“ดีครับ”

 

“งั้นกูป้อน”

 

“หือ!?” เป็นคำสั้นๆ ที่ทำให้วาดตาถลน หน้าตาประหลาดทำให้พายตีหน้าขึง กลั้นยิ้ม

 

ผมตักข้าวและวางไก่ชิ้นนึงอย่างพอดี ก่อนจะยื่นปลายช้อนเกือบติดริมฝีปากสีชมพู บอก “...อ้าปากเร็ว”

 

“...” วาดจ้องช้อนสลับกับใบหน้าหล่อเหลาขึ้นๆ ลงๆ เงียบไปพักใหญ่ กว่าจะอ้าปากงับช้อนทั้งแก้มแดงก่ำก็เสียเวลานานพอควร เขินอายสุดฤทธิ์กับสภาพที่เป็นอยู่ตอนนี้ แต่ในใจก็คิดว่าป้าเจ้าของร้านใส่อะไรลงไปในกะเพราเป็ดหรือเปล่า “คุณพาย...เป็นอะไรไปครับเนี่ย”

 

เสียงใสถามอู้อี้ทั้งข้าวเต็มแก้ม ดีหน่อยที่ตอนนี้ไม่มีใคร ทั่วทั้งร้านมีแค่เขากับคุณพายสองคน

 

“เคี้ยว อย่าพูดมาก มึงนี่จริงๆ เลย ถูกเลี้ยงมายังไงกัน...กินน้อยขนาดนี้พ่อแม่มึงไม่เป็นห่วงหรือไง หือ”

 

“...”

 

ครานี้เด็กหนุ่มเคี้ยวตามคำสั่งอย่างตั้งใจ ว่าแล้วว่าจะต้องเงียบ เหมือนทุกครั้งที่ผมพูดหรือถามเรื่องเกี่ยวกับครอบครัว

 

ถึงจะบอกว่าไม่ควรสนใจ ไม่ควรเป็นห่วง แต่กลับทำได้ยาก

 

กับเด็กผู้ชายที่ไม่มักจะทำตัวร่าเริงเป็นนิจ ใส่ใจเรื่องทุกอย่างของผม แต่กลับไม่เคยเปิดเผยเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องที่บ้าน เมื่อได้คุยกันแล้วครั้งหนึ่ง ร่างกายผูกพันกันอย่างลึกซึ้งแล้วครั้งหนึ่ง มันก็ทำให้ผมอยากจะรู้จักมากขึ้นไปอีก

 

         อยากจะปฏิเสธ อยากจะเย็นชากับเขาให้ถึงที่สุด แต่สุดท้ายก็ทำไม่ลง

 

ผมยอมลดกำแพงลงมาให้กับเด็กคนนี้ และหวังว่ากำแพงนี้จะลดลงอยู่แค่ระดับที่ควรจะเป็น

 

         “อร่อยมั้ย” พายถาม เมื่อเห็นแก้มตุ่ยๆ และดวงตาเป็นประกายดอกไม้หมุนวนก็อดจะจ่อคำต่อไปที่ริมฝีปากบางนั้นอีกไม่ได้

 

         “ก็ผมบอกไปแล้วนี่ครับ” เสียงใสตอบ มองปลายช้อนด้วยความอ้ำอึ้ง ทั้งๆ ที่ไม่มีอารมณ์อยากกินแล้วแต่พอมองใบหน้าดุๆ สุดท้ายวาดก็ยอมจำนน ในขณะที่เคี้ยวตุ้ยๆ อยู่แก้มใสก็แดงฉ่า เมื่อคุณพายตักอีกช้อนหนึ่งขึ้นมาเตรียมแต่ไม่ได้เพื่อป้อนเขา กลับตักเข้าปากตัวเอง

 

         ...ก กินเข้าไปแล้ว...

 

เด็กหนุ่มเสมองออกไปนอกร้านที่ไม่มีแม้แต่คนหรือรถ ทันหลบดวงตาคมกริบที่เงยขึ้นมาพอดี

 

โอย...หัวใจเจ้ากรรม เต้นเบาๆ หน่อย

 

จูบก็เคยจูบแล้ว เซ็กส์ก็มีแล้ว แต่ทำไมกะอีแค่กินข้าวช้อนเดียวกันถึงได้เขินขนาดนี้

 

ชายหนุ่มไม่รู้ว่าไม่ใช่เพียงแค่ตนที่ไม่เข้าใจในอารมณ์ของตัวเอง วาดเองก็เช่นกัน

 

ก่อนหน้านี้ใจดีจนวาดได้ใจ พอคุยโทรศัพท์ตัดบทห้วนด้วยน้ำเสียงเย็นชาวาดก็ใจแป้ว ทั้งๆ ที่ทำใจยอมรับเอาไว้แล้วแท้ๆ ...แต่พอมาวันนี้วาดก็ไม่เข้าใจอีกครั้ง

 

“เอ้า...ช้อนสุดท้าย”

 

ผมไม่เข้าใจเลยว่าในหัวของคุณกำลังคิดอะไรอยู่

 

นอกเหนือจากความไม่เข้าใจในตัวพาย วาดก็ไม่เข้าใจในตัวเอง

 

ทั้งๆ ที่อยากให้ใจดี แต่ก็อยากให้เย็นชา

 

ได้โปรดกีดกันผม ขีดเส้นเอาไว้ อย่าทำให้ผมอยากก้าวข้ามไป

 

อย่าทำให้ผมหลงรักไปมากกว่านี้เลยนะครับ

 

จบตอน.

ติดตามตอนต่อไปใน วาสนาครั้งที่ ๖ : ออกเดท ไปเที่ยวครั้งแรก

 

ขอโทษที่มาช้านะจ๊ะ ชดเชยด้วยตอนยาวๆ ไปน้า

ช่วงนี้จะอืดๆ ไปหน่อย ปมจะค่อยๆ มาทีละปม

อ่านแบบเอาสนุกไปก่อนนะคะ เป็นช่วงสานความสัมพันธ์ระหว่างพระกับนาย

แค่รอยยิ้มน้องก็แพ้พี่แล้ว ทีนี้น้องวาดจะเอาอะไรมามัดใจพี่บ้างคอยติดตามไปเรื่อยๆ นะคะ^^

เอาจริงๆ แค่เขียนไป เราก็รักน้องจะแย่ละ

แล้วก็รักนักอ่านด้วยน้า >3< อย่าลืมคอมเม้นเป็นกำลังใจกันด้วยเน้อออ ขอบคุณค่า


 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น