วาสนา พรหมลิขิต ภาค สิ้นสุดทางเดิน

ตอนที่ 4 : วาสนาครั้งที่๔ : แรกพบข้างเดียว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 0
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    15 ส.ค. 63


แรกพบข้างเดียว

 

 

         ย้อนกลับไปเมื่อสองปีก่อน...ในวันที่สุดแสนจะธรรมดาวันหนึ่งซึ่งโลกกำลังหมุนเวียนไป

 

ณ โรงเรียนมัธยมปลายเอกชนสุดหรูอันเป็นสถานศึกษาของครอบครัวมหาเศรษฐี อันประกอบไปด้วยตึกมโหฬาร สนามบอลหญ้าเทียมขนาดยักษ์ซึ่งล้อมด้วยลู่วิ่งลาดยางตีเส้นขาวแบ่งเขตอย่างดี ยังมีต้นไม้สูงใหญ่แผ่กิ่งก้านให้ความร่มเย็น สภาพแวดล้อมอันเป็นธรรมชาติเหล่านี้อยู่ภายใต้การตีกรอบของรั้วแสดงถึงความเป็นเอกเทศ จุดเข้าออกของโรงเรียนมีสองทาง สามารถอำนวยความสะดวกแก่สารถีหรือผู้ปกครองทุกคนให้ขับรถต่อแถวเพื่อส่งลูกชายลูกสาวทั้งหลายถึงหน้าประตู

 

ทางเดินทั่วโรงเรียนมีโดมกันแดดกันฝน ไม่ว่าจะด้วยสภาพอากาศแปรปรวนขนาดไหนก็วางใจเพราะไม่มีทางที่เม็ดฝนเย็นๆ แตะต้องถึงตัว

 

ทว่าทั้งๆ ที่เป็นเพียงโรงเรียนมอปลายที่มีเพียงนักเรียนแค่สามชั้น ชั้นละไม่กี่ห้องแท้ๆ แต่กลับดูใหญ่กว่าโรงเรียนรัฐบาลที่เปิดรับตั้งแต่ชั้นอนุบาลหนึ่งยันจบมัธยมปลายเสียอีก ด้วยหุ้นส่วนเหลือล้น ความทุ่มทุ่นสร้างของผู้อำนวยการและยังมีเงินบริจาคจากเหล่าผู้ปกครองที่หวังอยากให้ลูกของตัวเองอยู่สุขสบายและปลอดภัยที่สุด

 

อำนาจของเงินช่างน่ากลัว...เพราะแค่มีเงินก็สามารถทำอะไรก็ได้

 

วาสนาก็เป็นหนึ่งในทายาทของครอบครัวเศรษฐีเช่นกัน

 

เสียงกริ่งดังเป็นสัญญาณบอกเวลาเลิกเรียน คล้อยหลังอาจารย์ออกไปไม่นาน นักเรียนก็เริ่มส่งเสียงฮืออา บ้างจับกลุ่มพูดคุยกันเรื่องที่จะไปทำหลังจากนี้ บ้างคว้ากระเป๋าวิ่งออกไปอย่างรีบร้อนเพื่อไปทำกิจกรรมชมรม บ้างก็ค่อยๆ หยิบของเข้าล็อคเกอร์ส่วนตัว ในขณะที่ร่างโปร่งของเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังจะเดินออกจากห้องเรียนก็ถูกเพื่อนสนิทชื่อว่าซารุโทบิเรียกเอาไว้

 

“เฮ้ย วาด จะกลับแล้วเหรอ ทำไมรีบจัง”

 

         เจ้าของชื่อหันกลับมาบอกด้วยรอยยิ้มเบิกบาน “วันนี้คุณพ่อกับพี่ชายจะมารับไปกินข้าวเย็นด้วยกัน”

 

         ซารุโทบิคือนักเรียนแลกเปลี่ยนจากญี่ปุ่น เรียนหลักสูตรสามปีและปีนี้เป็นปีสุดท้าย ช่วงแรกที่ย้ายมาเขาไม่มีใครให้คุยด้วยเพราะภาษาอังกฤษของเขาไม่ค่อยมีใครฟังออก แต่ก็มีวาดนี่แหละที่ไม่กีดกัน เปิดใจคุยกับเขาจนสนิทกัน

 

         แถมบางครั้งยังได้แลกเปลี่ยนกันสอนภาษาแม่อีกด้วย บางครั้งผลัดกันฟังผลัดกันพูด ตลกขบขันกับสำเนียงที่พอออกเสียงผิดความหมายก็เปลี่ยน อยู่ด้วยกันมาสามปี สนุกสนานไม่มีเบื่อเลย

 

         “ยิ้มแป้นเชียวนะ” ซารุโทบิขยี้กลุ่มผมนุ่มด้วยความเอ็นดู ถึงจะเกิดและโตที่ญี่ปุ่น แต่ซารุโทบิก็มีพ่อเป็นคนยุโรป หน้าตาและความสูงส่วนใหญ่ก็มาจากพ่อล้วนๆ จึงทำให้เขาสูงกว่าวาดอยู่คืบครึ่ง

 

         “ก็นะ ปกติไม่ค่อยว่างกันเลยนี่นา”

 

         “ก็เป็นนักธุรกิจบริษัทอสังหาฯ ระดับยักษ์ใหญ่ไม่ใช่เหรอ”

 

         ใครๆ ต่างก็บอกว่าวาสนาเป็นเด็กผู้ชายที่น่ารัก เวลาใบหน้าขาวสะอาดประดับรอยยิ้มพร้อมกับดวงตาเปล่งประกายราวกับดอกไม้บานก็สามารถทำให้บรรยากาศรอบๆ สดใส...ซึ่งเขาเห็นด้วยอย่างยิ่ง

 

         วาดไม่เคยทำตัวโดดเด่นเหนือใคร แต่เพราะสิ่งที่มีอยู่ในตัวทำให้หลายคนสนอกสนใจ วันวาเลนไทน์วนกลับมาที ซารุโทบิยังต้องคอยช่วยหอบช็อคโกแลตและจดหมายรักของอีกฝ่ายเต็มมือกลับบ้าน...ที่เยอะขนาดนี้ก็เพราะได้รับจากทั้งผู้หญิงและผู้ชายยังไงล่ะ แล้วเพื่อนตัวเล็กของเขาก็ดันไม่ปฏิเสธสักคนเสียด้วย เพียงยิ้ม สบตาและพูดว่าขอบคุณอีกฝ่ายก็หน้าแดงยิ้มดีใจไปเป็นวัน

 

         พอเป็นแบบนี้ก็ยิ่งส่งผลให้ทุกปีช็อคโกแลตเพิ่มขึ้นมาทวีคูณ

 

         ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเป็นคนขี้เหงา แต่ก็ได้แม่คอยมอบความรักอยู่เคียงข้างถึงได้ยิ้มออกมาได้อย่างทุกวันนี้ พ่อกับพี่ชายมักยุ่งอยู่กับงานที่บริษัท เพราะเป็นประธานบริษัท วันๆ จึงเดินทางประชุมไปทั่ว พี่ชายอายุห่างกับเขาห้าปีเพิ่งเรียนจบก็ต้องไปช่วยงานบริษัทในเครือของพ่อแล้ว

 

ทุกวันนี้มีกินมีใช้อย่างสุขสบายก็เพราะพ่อกับแม่สร้างมาและพี่ชายช่วยประคับประคองต่อยอด ส่วนตัวเองยังต้องเรียนอีกสี่ปีกว่าจะได้ไปอยู่ในที่ๆ เดียวกันกับพวกเขาได้...วาดมักจะพูดแบบนั้นเวลาที่เหงาเพราะเสาหลักของบ้านไม่กลับมาหลายเดือน

 

สิ่งเดียวที่วาดต้องการนั้นเรียบง่าย ซึ่งคนในครอบครัวรู้ดีแต่ไม่อาจมอบให้ได้

 

...เวลาอันน้อยนิดที่จะได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา...

 

“อ๊ะ คุณพ่อโทรมาแล้ว งั้นไปก่อนนะ” ครอบครัวที่แสนสำคัญอุตส่าห์ปลีกเวลามาให้ได้แล้วทั้งที วาดจึงไม่อาจให้ทั้งสองต้องมารอคอยแม้แต่วินาทีเดียว รีบโบกมือให้เพื่อนสนิทและติดสปีดที่ฝีเท้าวิ่งออกมาโดยไม่ฟังคำร่ำลา

“เอ้อ...เดินทางปลอดภัย...”

         

         “คุณพ่อ พี่บุญ” เด็กหนุ่มมาถึงตัวรถที่จอดรออยู่ประตูตึก พอเห็นชายสองคนสวมชุดสูทเนื้อผ้าอย่างดีกำลังล้วงกระเป๋ายืนรอคอยอยู่ ขาเรียวก็แทบจะสับเร่งและกระโดดลงจากบันไดโผเข้ากอดหนุ่มใหญ่นักธุรกิจเจ้าของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังในทันที

 

“โอ๊ะ!” ทำเอาคนเป็นพ่อที่ประคองร่างเล็กๆ ของลูกชายอยู่หัวใจจะวาย “วาด ลูกอย่าทำแบบนี้สิ ล้มหัวร้างข้างแตกไปพ่อจะบอกแม่ว่ายังไงฮึ”

 

         “ยังไงคุณพ่อก็รับวาดได้อยู่แล้วนี่ครับ” วาดกอดร่างหนาแน่นหนึบ หากไม่นึกถึงมารยาทที่ควรพึงมีคงแทบจะเกี่ยวขาเป็นลูกลิงเกาะเสาด้วยความคิดถึงไปแล้ว ใบหน้ามนเงยขึ้น เขย่งหอมแก้มซ้ายขวา กลิ่นโคโลญจน์ที่ยังมีอยู่เจือจางขับให้หนุ่มใหญ่ที่มีลูกถึงสองดึงดูดสายตาสาวน้อยใหญ่ได้ไม่ขาด

 

         คุณพ่อเสน่ห์แรงมาแต่ไหนแต่ไร...แต่ก็เป็นผู้ชายที่รักเดียวใจเดียว และบัดนี้มีพยานรักถึงสอง ชื่อ ‘บารมี’ ลูกชายคนโตกับ ‘วาสนา’ ลูกชายคนเล็ก

 

         “ตัวเล็ก” ชายหนุ่มใหญ่อีกคนส่งเสียงเรียก อ้าแขนรอคอยให้เด็กหนุ่มโผเข้ามากอดบ้าง บ่งบอกว่าตลอดมาไม่ใช่แค่วาดที่คอยคิดถึง แต่พี่ชายอย่างบุญก็คิดถึงน้องไม่ต่างกัน

 

         เด็กหนุ่มผละออกจากบิดา โถมตัวใส่ร่างสูงข้างๆ ด้วยรอยยิ้ม “พี่บุญ วาดอายุสิบแปดแล้วนะ” ปากของคนอายุสิบแปดพูดกระเง้ากระงอดเหมือนเด็กสามขวบ ยังซุกตัวถูใบหน้ากับอกอุ่นด้วยความคิดถึง

 

“จะอายุเท่าไหร่ก็เป็นตัวเล็กของพี่อยู่ดี” ทำงานกลับมาเพียงแค่ได้เจอเด็กหนุ่มหน้ามนที่มักจะร้องเรียกชื่อพี่บุญๆ พร้อมกับชอบเข้ามากอด เกาะแกะและออดอ้อนกันเหมือนตอนเล็กๆ แบบนี้...ก็รู้สึกเหมือนจะช่วยให้ความรู้สึกเหนื่อยเพลียหายเป็นปลิดทิ้ง

 

“แถมน้องยังแค่สิบเจ็ดอยู่ไม่ใช่เหรอ อย่ามาทดสอบความจำพี่หน่อยเลย” บุญเคาะหน้าผากแคบดังก๊อกสองทีด้วยข้อนิ้วชี้

 

“โธ่ อีกไม่กี่เดือนก็จะสิบแปดแล้วน่า...” เสียงใสบ่น แก้มแดงระเรื่อเล็กน้อยด้วยความดีใจ...พี่บุญงานยุ่งแต่กลับไม่เคยลืม ซ้ำยังจำได้ในทันทีราวกับเป็นเรื่องสำคัญ

 

“ใกล้จะสิบแปดแต่ก็ยังสิบเจ็ดอยู่...ไม่ต้องรีบโตไปหรอก”

 

         ดวงตากลมโตฉ่ำน้ำวาววับ เมื่อรับรู้ถึงสัมผัสที่ศีรษะของมือใหญ่ที่ลูบลงมาแผ่วเบา

 

ไม่ว่าเมื่อไหร่ วาดก็ยังคงเป็นน้องชายที่น่ารักน่าเอ็นดูเสมอ อยากจะรักษาความใสซื่อไร้เดียงสานี้เอาไว้โดยไม่ให้เจ้าตัวต้องมายุ่งเกี่ยวกับธุรกิจของบ้าน ให้เขากับพ่อเป็นคนดูแลภาระทุกอย่างเองจะดีกว่า

 

รู้ว่าเป็นความคิดที่ผิด...แต่บุญอยากให้เจ้าตัวมีความสุขอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ

 

“ไป ขึ้นรถเถอะ เดี๋ยวพ่อขับให้”

 

         “ครับ” ลูกชายทั้งสองตอบรับ ร่างสูงลูบหัวกลมหนักๆ เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเดินอ้อมไปที่ตำแหน่งคนขับ พูดคุยกับบิดาว่าจะขับให้เองให้อีกฝ่ายนั่งพักผ่อนสบายๆ ...หนุ่มใหญ่ลูกสองจึงขึ้นนั่งข้างคนขับแทน ส่วนวาดที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะก็นั่งเบาะหลังประจำตำแหน่งเรียบร้อย

 

         รถเบนซ์สีบรอนซ์เงินคันงามจึงค่อยๆ เคลื่อนออกจากรั้วโรงเรียนมัธยมปลายเอกชนไป

         

         “...”

         ดวงตากลมโตที่ปิดสนิทค่อยๆ ลืมตาตื่น บนแพขนตาหนากระพริบถี่มีน้ำเกาะอยู่บางส่วน ใบหน้าขาวครึ่งล่างมุดอยู่ใต้ผ้าห่มหนาเผยให้เห็นปลายจมูกรั้นกับแววตาว่างเปล่าเหม่อลอย ร่างผ่ายผอมนอนนิ่งอยู่แบบนั้นจนแน่ใจว่าน้ำตาเหือดแห้ง ขยับกายไปมาเพียงเล็กน้อยเพราะเจ็บขัดไปหมดโดยเฉพาะส่วนล่าง จมูกโด่งสูดดมกลิ่นหอมสะอาดของน้ำยาซักผ้าที่เพิ่งซักมาหมาดๆ ...แต่ก็เพิ่งเลอะน้ำรักขาวขุ่นมาหมาดๆ เช่นกัน

 

         เด็กหนุ่มค่อยๆ ลุกขึ้นจากเตียง ความเจ็บขัดยอกที่เอวและสะโพกทำให้การเคลื่อนไหวติดขัด กระนั้นก็ไม่ได้ทำให้โครงเตียงไม้สักส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด ขาเรียวสองข้างไร้แรงค่อยๆ กระเถิบตัวยันแขนกับฟูกทีละก้าว ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจว่าจะเกิดเสียงหรือแรงสั่น เพราะตอนนี้ในห้องกว้างเหลือเพียงแค่เขา ส่วนชายหนุ่มที่อยู่ด้วยกันเมื่อคืนนั้นคงออกไปทำงานแล้ว...โดยไม่แม้แต่จะบอกลากัน

 

         “...”

 

         เด็กหนุ่มก้าวเข้าห้องน้ำโดยไม่ปิดประตู กระจกเงาบานใหญ่สะท้อนภาพร่างโปร่งของผู้ชายคนหนึ่ง ดวงตากลมโตทรงดอกท้อไล่มองรอยจ้ำสีแดงตามตัวของตนเอง ปลายนิ้วลูบไล้ไปตามสายตานั้น ออกแรงกดนิดหน่อยตรงรอยฟันบริเวณรอบยอดอกสีชมพู พลันทำให้นึกไปถึงค่ำคืนร้อนแรง เซ็กส์กับชายหนุ่มที่อายุมากกว่าห้าปี แขนผอมยกเท้าฝาผนัง อีกข้างช้อนเข่าตัวเองขึ้นสำรวจทุกรอยรักที่ฝากฝังเอาไว้

 

นอกจากรอยจูบแดงเป็นจ้ำๆ กับแนวซี่ฟัน ยังมีรอยช้ำของเรียวนิ้วยาวทั้งสิบเด่นชัด เพราะอย่างนั้นถึงทำให้สมองน้อยๆ ของวาดนึกไปถึงตอนที่พายกัดปากเชิดหน้า สีหน้าเรียบนิ่งเย็นชาปนหงุดหงิดทุกครั้งที่มองหน้าเขาแตกต่างออกไป เหงื่อไหลผุดซึมล้อมกรอบ ดวงตาเย่อหยิ่งเหม่อลอย มันคือความรู้สึกดี ซ่านเสียว ยิ่งตอนที่เร่งความเร็วจนหูเขาเกือบลั่นเพราะเสียงหนั่นเนื้อกระทบกระทั่งหนักหน่วงไม่หยุดนั้น คุณพายก็มักจะก้มลงมาจูบปาก แลบเลีย ขบกัด ฝากรอย มือทั้งสองออกแรงบีบขยำตามตัวคล้ายหมั่นเขี้ยว โดยเฉพาะตรงขาหนีบด้านในกับแก้มก้นขาวทั้งสอง

 

ไม่เคยคิดว่ายามตกในกามารมณ์อีกฝ่ายจะรุนแรงถึงเพียงนี้

 

แต่ถึงอย่างไร...วาดก็รู้สึกดีมาก มากจนได้แต่วอนขอให้ชายหนุ่มปลดปล่อยเข้ามาในตัวครั้งแล้วครั้งเล่าเหมือนกับคนร่าน

 

วาดวางขาลง หันหลังเขย่งปลายเท้าข้างหนึ่ง มือทั้งสองแหวกแก้มก้นซึ่งเต็มไปด้วยรอยนิ้วมือออก ใบหน้ามนเอี้ยวมองช่องทางบวมแดงเพราะเกิดจากการเสียดสี น้ำสีขาวขุ่นเคลือบปากทางและร่องก้นดูลามก บางส่วนย้อยมาจนถึงต้นขาด้านหลัง เครื่องเพศชายห้อยต่องแต่งที่หว่างขาทำให้ดวงตาดอกท้อฉ่ำวาว ริมฝีปากบางเม้มแน่น โหนกแก้มแดงระเรื่อ เมื่อวานทำกันไปกี่รอบ ตรงนี้ถูกท่อนเนื้อที่ทั้งร้อนทั้งแข็งราวกับเหล็กจี่ไฟเสียดสีเข้าออกกี่ครั้งนั้นวาดไม่อาจนับได้ แต่ทุกครั้งที่ความปรารถนาถึงจุดสูงสุด ร่างสูงไม่เคยพลาดที่จะปลดปล่อยทุกหยาดหยดเข้ามาข้างใน

 

         ในที่สุดตนก็ได้มา...ความปรารถนาครั้งแรกกับชายหนุ่มที่แอบชอบเพียงข้างเดียว

 

‘กับเด็กแปลกหน้าอย่างมึงกูไม่สดด้วยหรอก เดี๋ยวติดโรคอะไรมาชีวิตดับกันพอดี’

 

‘สัญญาได้มั้ย...ว่าจะไม่นอนกับใครนอกจากพี่’

 

         ทั้งๆ ที่ชอบทำเป็นปากร้าย แต่จริงๆ แล้วกลับใจดี

 

‘พี่ก็ไม่อยากใช้ถุงยางกับเธอ’

 

อยากได้ยินเสียงทุ้มนุ่มหวานหู

 

“อื้อ...อื้ม” เพียงแค่นึกถึงช่องทางรักด้านหลังก็กระตุกตอดรัด นิ้วชี้และนิ้วกลางสอดเข้ามาในช่องปาก ปลายลิ้นเลียเคล้าจนชุ่มฉ่ำก่อนจะถอนออกมา น้ำลายไหลย้อยตามติดออกมาเป็นสายยวงสีเงิน ร่างโปร่งยกสะโพก สะกิดปลายนิ้วที่ปากทางก่อนจะสอดเข้าไปข้างใน โดยไม่ลืมปรือมองภาพของตนที่หันหลังให้กับกระจก ยามที่ขยับเสียดสีก็นึกถึงผู้ที่กอดรัดตนแน่นบนเตียงเมื่อคืน “อ อ๊ะ...! คุณ...พาย...คุณพายครับ...”

 

‘อยู่บนเตียงก็เรียกพี่พาย’

 

“พี่พาย...แฮ่ก...”

 

มืออีกข้างปรนเปรอตนเป็นระวิง เสียงใสคร่ำครวญพร่ำเพ้อ ขาเรียวเกร็งสั่นทานน้ำหนักไม่ไหว สุดท้ายต้องนอนพังพาบไปกับพื้น ร่างกายส่วนบนติดพื้นกระเบื้องเย็น ส่วนสะโพกยังโก่งโด่งชี้ฟ้าส่ายไปมา ปลายเท้าแยกออก เด็กหนุ่มสอดนิ้วช่วยตัวเองที่ด้านหลังดังเจ๊าะแจ๊ะอย่างไม่ถนัดถนี่นัก พอคิดว่าจะได้เจอกับร่างสูงเพียงนานๆ ครั้งก็ทรมานแทบขาดใจ...

 

“อ๊า”

 

ในที่สุดหยาดน้ำขาวขุ่นพุ่งกระเซ็น หยดลงบนพื้นห้องน้ำดังแปะๆ

 

ต่อจากนี้คงต้องคอยปลอบใจตัวเองอยู่อย่างนี้เรื่อยไป...

 

 

ร่างกายที่ถูกพรมด้วยน้ำอุ่นร้อน ขับผิวกายขาวซีดระคนบอบบางให้แดงระเรื่อก้าวออกมาจากห้องน้ำด้วยสภาพเปลือยกาย บ้านหลังนี้ใหญ่และกว้างเกินไป  หนำซ้ำยังไม่มีใคร วาดจึงไม่ได้คิดจะปกปิดอะไรใดๆ ทั้งสิ้น

 

ร่างโปร่งเปิดตู้เสื้อผ้าเผยให้เห็นของด้านใน มีทั้งเสื้อ กางเกง ชั้นในและของจำเป็นนับชิ้น เทียบกับตู้สูงเสียดเพดานทำให้มันดูโล่งว่างผิดปกติ มือเรียวหยิบผ้าเช็ดตัวออกมาซับสองสามทีอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเกี่ยวเสื้อออกจากไม้แขวนและกางเกงขึ้นมาสวมใส่

 

วาดเดินลงมาด้านล่าง เพราะท้องร้องจึงคิดได้ว่าตนควรหาอะไรกินเสียหน่อย พอหุงข้าวรอจนสุกได้ที่ ก็ตั้งกะทะน้ำมันบนเตาพร้อมตอกไข่ลงไปทอดดังฉู่ฉ่า เสียงตะหลิวกระทบดังตึงตังอยู่ครึ่งนาทีก็ได้ไข่ดาวสับเละน่ากินโรยอยู่บนหน้าข้าวสวยร้อนๆ

 

คราวหน้าให้คุณพายชิมอาหารฝีมือเราบ้างดีกว่า...

 

เด็กหนุ่มที่ยิ้มภูมิใจเปลี่ยนเป็นอมยิ้มเขิน ถึงจะเป็นคุณหนูทายาทเศรษฐีแต่อยู่ตัวคนเดียวมาถึงสองปี แค่ไข่ทอดใครๆ ก็ทำเป็นล่ะน่า

 

วาดกินอิ่มแล้ว แต่ทว่าตอนที่กำลังจะหยิบกะทะเพื่อไปล้างก็รู้สึกผิดปกติ ความเจ็บปวดแปลบปลาบเข้าถาโถมจนทนไม่ไหว ร่างกายและมือไม้อ่อนแรงปล่อยสิ่งของหนักกระแทกพื้นดังสนั่น

 

เคร้ง! เคร้ง!!

 

กะทะกับตะหลิวปลิวไปคนละทาง ส่วนน้ำมันสีเหลืองที่ยังคงอมความร้อนระอุเอาไว้สาดกระเซ็นใส่เด็กหนุ่มที่คุกเข่าแทบนอนกับพื้นหลายส่วน ทั้งๆ ที่ปวดแสบปวดร้อนตามผิวหนัง แต่ความเจ็บปวดนั้นก็แค่สิ่งเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสิ่งที่บีบอัดอยู่ในสมองตอนนี้

 

“...อึก...แฮ่ก...” เด็กหนุ่มกัดฟันอดทน มือข้างหนึ่งกดขมับแน่น ค่อยๆ ดันกายลุกขึ้น ก่อนจะเดินโซซัดโซเซเกาะผนังขึ้นห้องอย่างทุลักทุเล บางครั้งก้าวพลาดตกขั้นบันได ถึงมือจะสามารถคว้าจับราวเอาไว้ได้ทันแต่ก็ได้แผลถลอกปอกเปิกมาพอสมควร ทว่าไม่อาจทำให้วาดรู้สึกอะไรไปมากกว่านั้น กว่าจะไปถึงชั้นสองได้ก็กินเวลานับสิบนาที วาดเปิดลิ้นชักหยิบขวดสีขาวขึ้นมาเปิดฝาเท ศีรษะปวดแทบระเบิดทำให้ไม่อาจควบคุมแรง เม็ดยาหลุดพรวดออกมาจนล้นฝ่ามือ เด็กหนุ่มเจ็บน้ำตาไหลแต่กระนั้นเขาก็หยิบเพียงสองเม็ดกรอกเข้าปากโดยไม่มีน้ำ ส่วนอื่นทิ้งระเนระนาดไว้บนพื้น ก่อนจะพาตนขึ้นเตียงห่มผ้าด้วยความยากลำบาก

 

เพราะปล่อยทิ้งเอาไว้นาน หลีกเลี่ยงการรักษา...จึงมีอาการ

 

ถึงแม้เม็ดยาจะขมลิ้นจนแทบอยากอาเจียนทิ้งให้รู้แล้วรู้รอด แต่ร่างโปร่งก็ฝืนกลืนลงไปจนได้ ร่างทั้งร่างขดตัวแน่นทั้งสั่นเทาใต้ผ้าห่มราวกับเจ็บไข้หนาวสั่น วาดอดทนอดกลั้นกับความเจ็บร้าว กรามกัดเกร็งหวังบรรเทาแต่ก็ไม่ได้ช่วย นิ้วมือทั้งสิบแหวกเส้นผมแล้วออกแรงดึงทึ้ง กระทั่งทนไม่ไหวความเจ็บปวดถูกกลั่นออกมาเป็นน้ำตา เด็กหนุ่มได้แต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่เป็นชั่วโมง เมื่อยาออกฤทธิ์ ความเจ็บปวดเลือนหาย กล้ามเนื้อทั้งร่างได้ผ่อนคลาย วาสนาก็ผลอยหลับไปทั้งอย่างนั้น

 

จมดิ่งลึกลงไป

 

 

“ตัวเล็ก”

 

         วาดฝืนลืมตาจากความปวดหนึบที่ได้รับ ปรากฏใบหน้าของพี่ชายในสายเลือดเพียงหนึ่งเดียว

 

         “พ พี่บุญ”

 

         ...ฝันอีกแล้ว...

 

         จากนั้นก็สังเกตเห็นคนสองคนที่มีใบหน้าใจดีอยู่ไม่ห่างจากเตียง “คุณพ่อ...คุณแม่”

 

         สมัยก่อนเวลาเด็กหนุ่มป่วยไข้นอนซมก็สามารถทำให้คนที่งานยุ่งอย่างบิดาและพี่ชายหยุดงานได้อย่างไม่มีเหตุผล ทุกคนจะมาล้อมเตียง มองด้วยสีหน้าเป็นห่วง กลิ่นข้าวต้มของคุณแม่ เสียงเป็นห่วงของคุณพ่อ สัมผัสปลอบโยนของพี่บุญ

 

         “เป็นอะไร ปวดหัวอีกแล้วเหรอ” น้ำเสียงน่าคะนึงกับสัมผัสของฝ่ามือลงบนศีรษะทำให้เด็กหนุ่มเบะปากเหมือนเด็กห้าขวบ น้ำตาคลอหน่วยที่มักจะโดนพี่ชายหยอกล้อด้วยความเอ็นดูว่าเป็นเด็กไม่ยอมโตประจำ

 

         แล้วจะให้เขาทำยังไงได้...

 

         “ฮึกๆ ครับ...ปวดมากเลย”

 

         วาดไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงถึงจะเข้มแข็ง...ว่าต้องทำยังไงถึงจะสามารถลืมความเจ็บปวด

 

         “โอ๋ๆ ...ไม่สบายนิดหน่อย ไม่งอแงนะครับ หลับตื่นเดียวเดี๋ยวก็หายแล้วนะ” บุญบรรจงเช็ดตัวซ้ายขวา ซับผิวกายร้อนแตะสามสิบเก้าองศาหวังให้อุณหภูมิคลายลงบ้างสักนิด ปากบอกให้คนป่วยสบายใจ แต่สีหน้ากลับร้อนรน “พ่อครับ แม่ครับ ถ้าเช็ดตัวกินยาแล้วคืนนี้ไข้ไม่ลดลงพาน้องไปโรงพยาบาลกันเถอะ...”

 

“อืม พ่อเห็นด้วย”

 

“แต่น้องไม่ชอบฉีดยานะบุญ”

 

“แม่...แค่เข็มเดียวเองครับ เจ้าตัวเล็กจะได้ไม่ต้องนอนทรมานแบบนี้”

 

“ผมว่าผมตามใจลูกแล้ว คุณนี่ยิ่งกว่าอีก”

 

“แหมคุณก็ ฉันสงสารลูกนี่...เดี๋ยวถ้าวาดร้องไห้คุณคอยปลอบด้วยแล้วกัน”

 

“ไม่ต้องห่วงครับ ถ้าร้อง ผมจะโอ๋น้องเอง”

 

         แม้จะอื้ออึงแต่ร่างโปร่งก็ยังได้ยินคำเป็นห่วงของคนทั้งสาม ดวงตาดอกท้อกระพริบไล่น้ำตา สูดจมูกฟึดฟัดไม่หยุดจนร่างกายบอบบางกระตุก

 

         “ชู่ว ไม่เอาไม่ร้อง ตัวเล็กคนเก่งของพี่”

 

         “ฮึก...ฮือ พี่บุญ” ยิ่งคนรอบกายส่งเสียงปลอบ น้ำตาก็ยิ่งไหล ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เพราะความเจ็บปวดหรือเพราะโหยหาเสียงเหล่านี้กันแน่

 

“ความเจ็บปวดเอ๋ย จงหายไป” ลมหายใจหอมกรุ่นเป่าลงมาบนหน้าผากแคบ เส้นผมปลิวไสว ใบหน้าของคนทั้งสามถอยห่างออกไป ก่อนจางหายราวกับหมอกควัน

 

“ไม่เอา อย่าไปนะ”

 

         ต้องทำยังไงถึงจะลืมความเจ็บปวด...เมื่อต้องรับรู้ว่าสิ่งที่เป็นอยู่นี้ไม่มีอีกแล้ว...

 

“...คุณพ่อ คุณแม่...พี่บุญ...อย่าทิ้งวาดไป” เสียงสะอื้นดังอยู่ใต้ผ้าห่ม สองมือกุมศีรษะที่ปวดหนึบมากกว่าเดิมแต่ไม่ว่าร้องเรียกอย่างไรก็ไม่มีใครตอบกลับมา “อย่าทิ้งวาดไป!!”

 

ไม่ว่าจะกรีดร้องเสียงดังสักแค่ไหน...เสียงของเขาก็ยังคงถูกความมืดอันน่ากลัวกลืนกินหายไป

 

 

เฮือก!

 

วาดสะดุ้งเบิกตาโพลง วินาทีต่อมาพลิกตัวตะแคงไอโขลกๆ ...พบว่าตนผวาจากความทรงจำแสนโหดร้ายที่ตกค้างในอดีตจนลืมหายใจ

 

หลักจากสงบลงได้แล้วจึงยันตัวลุกขึ้นทั้งเหงื่อโทรมกาย เด็กหนุ่มนั่งกอดเข่าซุกหน้า หยาดน้ำตาไหลอาบแก้มไม่ขาดสายโดยปราศจากเสียงสะอื้น เขาเช็ดมันออกไปลวกๆ จนเหือดแห้ง อาการปวดหนึบที่ศีรษะยังคงมีอยู่เป็นพักๆ แต่ไม่มากแล้ว สามารถลุกเหินเดินได้อย่างเป็นปกติ เก็บกวาดห้องที่เลอะเทอะกลับเป็นเหมือนเดิม ผ้าปูเพียงโทรกริ๊งเดียวเรียกคนมาเอาไปซักแห้งแล้วบริการส่งและจัดเปลี่ยนถึงที่ ส่วนห้องครัวที่สามารถทำความสะอาดเอได้วาดก็ไม่คิดว่ามันเสียเวลามากเท่าไหร่

 

แต่กระนั้นมันก็ไม่มากพอที่จะทำให้เลิกคิด

 

บ้านหลังนี้กว้างและเงียบเกินไปที่จะอยู่คนเดียว

 

หนำซ้ำยังว่างเกินไป...คงจะต้องหาอะไรทำ ให้ตัวเองไม่ต้องมีเวลามานั่งคิดถึงเรื่องเก่าๆ

 

         ทั้งๆ ที่อยากจะลืม...

 

แต่ความฝันมักจะย้ำเตือนให้วาดจดจำ...ว่าครั้งหนึ่งเขาก็ ‘เคย’ มีครอบครัวที่แสนสุข

 

 

         ย้อนกลับไปเมื่อหลายเดือนก่อน

 

         ในวันธรรมดาแสนธรรมดาของใครหลายคน

 

         โลกยังคงหมุนเวียน เวลาผ่านไปทุกวินาทีและวิถีชีวิตยังคงดำเนินอย่างปกติสุข

 

         อุณหภูมิแสงอาทิตย์ของประเทศที่อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรเป็นประเทศที่มีอยู่เพียงไม่กี่ฤดูกาล ก็คือร้อนกับร้อนมาก สวรรค์ของประชากรประเทศนี้คือการได้ทำงานอยู่ในห้องแอร์เย็นๆ ตลอดทั้งวัน หากได้ออกมาข้างนอกเพียงไม่กี่นาทีก็สามารถทำให้เหงื่อโทรมกายไปทั้งตัว ดังนั้นบางคนจึงหลีกเลี่ยงที่จะต้องออกมาด้านนอกโดยปราศจากร่ม หรือถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะเข้าออกออฟฟิศในเวลาที่พระอาทิตย์ยังไม่ออกจากขอบฟ้าได้ยิ่งดี

 

         แต่ทว่าปัจจัยแสนทรมานสุขภาพจิตเหล่านี้ก็หาให้คนบางคนที่หมดอาลัยตายอยากสนใจไม่

 

สองขาไร้เรี่ยวแรงเดินไปตามเส้นทางข้างถนน ดวงตากลมโตที่มักเปล่งประกายราวกับดอกไม้บานอยู่เสมอเหม่อลอยไร้แววของคนมีชีวิต แต่ละย่างก้าวลากเท้าเสียงแถดๆ ขนาดเจ้าตัวยังคิดว่าน่ารำคาญ...แต่เขาก็ทำได้เพียงเช่นนั้นจริงๆ

 

แม้กระทั่งยกเท้ายังไม่สามารถออกแรงยกจากพื้นได้ สภาพของเด็กหนุ่มทายาทมหาเศรษฐีบัดนี้ไม่ต่างจากขอทาน เสื้อผ้าทั้งเก่าทั้งดำซอมซ่อมอซอ ส่งกลิ่นอับไปทุกที่ที่เดินผ่าน ดูภายนอกก็รู้ว่าไม่ได้อาบน้ำมาเกินสามวันแล้ว กระเพาะก็ประท้วงดังโครกคราก แต่ก็ไม่ได้คิดจะหาอะไรประทังท้องให้มีแรง...คนภายนอกมองคงสมน้ำหน้าและคิดว่าทำตัวเองทั้งนั้น

 

ใช่ วาดไม่โทษพวกเขาหรอก เพราะวาดก็คิดอยู่เหมือนกันว่าถ้าหากตายไปทั้งๆ อย่างนี้ก็คงจะดี

 

ในเมื่อเขาไม่เหลือใครให้เป็นที่พักพิงอีกแล้ว

 

ร่างผอมหยุดยืนอยู่หน้าทางม้าลาย เหม่อมองไปที่ถนนฝั่งตรงข้าม ไฟคนเดินกำลังขึ้นสีแดง ตรงที่เขาหยุดยืนอยู่มีคนยืนรอเพื่อข้ามถนนอยู่จำนวนไม่น้อย เกาะกลุ่มกันเป็นก้อน บางคนก้มหน้าเล่นมือถือ บางคนคุยโทรศัพท์ด้วยสีหน้าแตกต่างกันไป ทว่าคนเหล่านั้นทำบางอย่างเหมือนกันคือเว้นระยะห่างเพราะคิดว่าเขาน่ารังเกียจก็มิปานแต่วาดไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจ ในหัวสมองมีแต่คิดว่าหากก้าวลงไปบนถนนตอนนี้ที่มีรถน้อยใหญ่วิ่งฉิวมันจะเกิดอะไรขึ้น

 

ร่างกายของเขาจะถูกชน หลังจากนั้นอาจจะโดนเหยียบ เสียงเบรค เสียงบีบแตรประสานกันดังลั่น จากนั้นล้อยางรถยนต์กับน้ำหนักนับสิบตันก็จะบดเบียดร่างเนื้อจนแหลกเหลว ทับกระดูกให้แตกหักเป็นผุยผง

 

แล้วจากนั้นเขาก็จะตาย...ใช่หรือเปล่า

 

จากนั้นล่ะ...

 

จากนั้นวาดจะได้พบบิดา มารดาและพี่ชายหรือไม่

 

ความรู้สึกจุกอกแล่นริ้วขึ้นมากลั่นรื้นเป็นน้ำตา

 

วาดรู้ดีว่ามันเป็นคำถามที่ไม่มีใครสามารถให้คำตอบเขาได้ ถึงจะไม่มีเหตุผลจะใช้ชีวิตต่ออีกแล้ว แต่ความขี้ขลาดทำให้ปลายเท้าที่วางพาดหมิ่นเหม่บนฟุตพาธชักกลับมาวางที่เดิม

 

หยาดน้ำใสเคลือบดวงตาเป็นม่านน้ำ พาให้ทิวทัศน์พร่ามัว เห็นเพียงสัญญาณสีแดงของคนหยุดเดินเปลี่ยนเป็นสีเขียว ขาเรียวจึงพาร่างบอบบางตนกลืนกินไปกับฝูงชนไปอย่างไร้ทิศทาง

 

วาดไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน แล้วก็ไม่อยากจะหาคำตอบ แต่เดิมเขาก็เป็นคุณหนูที่มีคนคอยมารับมาส่งประคบประหงมตลอด ส่วนใหญ่ก็จะเป็นมารดา บางครั้งไม่ว่างก็เป็นคนขับรถที่ไว้ใจได้ นานๆ ทีเป็นพ่อไม่ก็พี่บุญ...ร่างโปร่งไม่เคยเดินทางเองด้วยรถโดยสาร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการใช้ขา

 

บรรยากาศรอบตัวเชื่องช้าไปหมด รับรู้ได้เพียงหัวใจของเขาเต้นช้าลง ความรู้สึกบางอย่างเหมือนจะหายไป มีเพียงความเฉยชา แต่ก่อนหากเห็นคนตกทุกข์ได้ยากตามถนน เด็กตัวเล็กๆ ต้องมาขายของตัวมอมแมม วาดจะรู้สึกเวทนาต่อคนเหล่านั้น แต่ครั้งนี้กลับมองผ่านไป ขนาดดอกไม้สวยงามและมีกลิ่นหอมยังดูจืดชืดธรรมดา ไม่มีอะไรที่สามารถดึงดูดต่อสายตาเด็กหนุ่มได้เลย

 

จนกระทั่งได้พบกับผู้ชายคนหนึ่ง ใบหน้าหล่อเหลาของผู้ชายคนนั้นสว่างไสวยามประดับรอยยิ้ม บรรยากาศรอบตัวพลันอบอุ่น เพียงแค่มองก็รู้สึกอุ่นวาบไปถึงหัวใจ ดั่งน้ำมันหล่อเลี้ยงให้หุ่นยนต์ที่ฝืดเคือง หมดหวังกับการมีชีวิตกลับมาเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วได้อีกครั้ง

 

แววตาดอกไม้เริ่มส่องประกาย ค่อยๆ เบ่งบาน...ทีละกลีบ...ทีละกลีบ

 

ชั่วพริบตาหนึ่งวาดรู้สึกว่าอีกฝ่ายเหมือนกับพี่ชายของตน...แต่ก็แค่ชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นไม่กี่เดือนเด็กหนุ่มต้องพบว่าชายคนนี้หยาบคายกว่าพี่บุญอยู่มากทีเดียว

 

ร่างโปร่งไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ไหน รู้เพียงแค่ว่าตอนนี้ตนกำลังยืนแอบอยู่ข้างรั้วโรงเรียนเอกชนระดับชั้นอนุบาลที่พอจะมีชื่อเสียงอยู่ระดับหนึ่ง เสียงเจี๊ยวจ๊าวคึกคักดูมีชีวิตของเด็กหญิงเด็กชายตัวจ้อยวิ่งจูงมือผู้ปกครองคนแล้วคนเล่ากลับบ้าน และผู้ชายคนที่เขาจ้องมองอยู่ก็คงเป็นหนึ่งในผู้ปกครองของเด็กสักคนในโรงเรียนนี้เป็นแน่

 

ยังดูหนุ่มอยู่เลย มีลูกแล้วหรือ

 

“พี่พาย!!” สองเสียงเล็กประสานดังเป็นคำตอบให้แก่วาด เด็กหนุ่มโน้มกิ่งไม้มาปิดบังใบหน้าเหลือเพียงตาสองข้างคอยสอดส่อง ร่างสูงเห็นเด็กน่ารักสองคนวิ่งโล่ชูแขนเข้ามา เจ้าของรอยยิ้มอบอุ่นที่ยังคงประดับไว้บนใบหน้าขาวสะอาดราวกับคุณชายสร้างบรรยากาศน่าเข้าใกล้นั้นย่อลดตัวลงรับอ้อมแขนน้อยๆ ของเด็กแฝด อุ้มขึ้นวางไว้บนแขนคนละข้าง แขนป้อมรัดเกี่ยวไหล่และคอ ผลัดกันหอมคนละฟอดสองฟอดแทนการทักทาย ส่งเสียงหัวเราะคิกคักดูน่ารักน่าเอ็นดูต่อสายตา จากนั้นทั้งสามก็พากันขึ้นรถขับออกไปจากเขตโรงเรียนแห่งนั้น วาดไม่รู้ตัวว่าตัวเองมองตามไปจนละสายตาแล้วจมอยู่กับรอยยิ้มนั้นอยู่นานแค่ไหน

 

นั่นคือครั้งแรก

 

จากนั้นครั้งที่สอง สาม สี่ ก็ตามมา

 

วาดออกจากมหาวิทยาลัยแล้ว ไม่ได้เรียน เป็นคนว่าง และไม่คิดจะหางานอะไรทำด้วย แค่เพียงทรัพย์สมบัติที่ครอบครัวทิ้งเอาไว้เป็นมรดกชาตินี้ต่อให้ใช้ฟุ่มเฟือยก็ยังใช้ไม่หมด นับประสาอะไรกับคนที่ก่อนหน้านี้กำลังจะคิดฆ่าตัวตาย

 

เด็กหนุ่มรออยู่ที่เดิมเวลาเดิมประจำ แต่ว่าวาดก็ต้องพบกับความผิดหวังเพราะว่าชายคนนั้นไม่ได้มารับเด็กแฝดทุกวัน กลับกลายเป็นชายสูงวัยเกือบห้าสิบกับหญิงสาวที่ดูอ่อนกว่าหลายสิบปี เด็กชายเด็กหญิงเรียกสองคนนั้นว่าปะป๊ากับหม่าม้า

 

แสดงว่าก็เป็นพ่อแม่ของชายคนนั้น? เด็กทั้งคู่เป็นลูกหลง?

 

วาดเก็บความสงสัยที่ไม่คิดหาคำตอบเอาไว้ จะยังไงก็แล้วแต่ หลังจากนั้นหลายวันติดต่อกันที่วาดต้องพกความผิดหวังกลับไป

 

หลังจากนั้นเขาพบว่าตนเหมือนโรคจิตคนหนึ่ง เมื่อได้เจอชายคนนั้นอีกครั้งที่หน้าโรงเรียนอนุบาลแห่งนั้นแล้ว ก็ไม่พลาดที่จะลงมือจดทะเบียน ยี่ห้อ สีรถยนต์เอาไว้ เมื่ออีกฝ่ายรับเด็กขึ้นรถเป็นที่เรียบร้อย เด็กหนุ่มก็รีบโบกแท็กซี่(ใช้บริการครั้งแรกด้วยความเงอะงะและงงงวย)แล้วบอกคนขับให้ตามไปจนหยุดอยู่ที่หน้าหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง

 

คราแรกคนขับนึกหวาดระแวงว่าเด็กหนุ่มหน้าตาจิ้มลิ้มแต่งตัวมอซอเช่นนี้จะมีเงินจ่ายหรือไม่ ไม่คิดว่าหลังจากที่ถูกบอกให้จอดร่างโปร่งจะควักเงินจ่ายด้วยแบงค์เทาแถมไม่รับเงินทอนอีกต่างหาก ดวงตาดอกท้อกวาดมองหยุดที่ป้ายตัวเป้งบอกชื่อหมู่บ้าน ถึงจะน่าเสียดาย แต่เมื่อมียามเฝ้า ตรวจบัตรคนเข้าออก วาดก็มาได้แค่นี้

 

ทันทีที่ตวัดหันหลังเตรียมจะกลับ ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเพิ่งลงจากรถแท็กซี่เหมือนกันกำลังถือถุงกระดาษที่เพิ่งช็อปปิ้งจากห้างสรรพสินค้าเต็มไม้เต็มมือเดินผ่านหน้าเขาไป อะไรดลใจไม่อาจทราบทำให้เขามองตามเธอ เสียงส้นเท้าดังก๊อกๆ เดินเลี้ยวเข้าหมู่บ้านจัดสรรอย่างเรียบง่าย โดยที่ยามประจำหมู่บ้านก็ยังนั่งนิ่ง หนำซ้ำยังหันไปคุยจ้อกับเพื่อนยามโดยไม่สนใจผู้หญิงคนนั้นอีกด้วย

 

เด็กหนุ่มนึกขึ้นได้ ยามตรวจบัตรเฉพาะรถยนต์ที่ขับเข้าออกนี่นา

 

ร่างโปร่งไม่ลังเลที่จะเดินตามเข้าไปด้วยความแนบเนียน (นักเขียน : เด็กๆ โปรดอย่าทำตาม การกระทำนี้ถือเป็นการก่ออาชญากรรมอย่างหนึ่ง) ถึงจะไม่ใหญ่เท่าหมู่บ้านของวาด แต่ก็ใหญ่แทบเดินขาลากเลยทีเดียวกว่าจะตามหารถยนต์คันนั้นเจอ

 

ทว่าแม้จะเหนื่อยแค่ไหน ตอนขากลับวาดก็พกอมยิ้มเต็มแก้ม

 

เท่านี้ก็รู้ที่อยู่ของชายคนนั้นแล้ว

 

แต่ถึงจะรู้ เขาก็ไม่ได้มาทุกวัน แค่รู้เอาไว้เพื่อความสบายใจ เด็กหนุ่มรู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่ไม่ต่างจากพวกที่เขาเรียกกันว่าสตอล์คเกอร์ เขาก็แค่อยากเห็นรอยยิ้มอบอุ่นนั้น ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะเห็นทุกวัน

 

แต่ร่างกายของเขาไม่แข็งแรงนัก มีอยู่วันหนึ่งที่ถูกปลุกด้วยอาการคลื่นเหียนตีขึ้นอก ต้องลุกมาอาเจียน พ่วงอาการปวดหัวแทบระเบิด ต้องอัดยาหลายเม็ดเข้าปากและนอนหลับไปถึงจะดีขึ้น เขาจึงไม่ได้ไปหาชายหนุ่มเหมือนเช่นปกติ

 

พอเป็นแบบนั้น วาดจึงเข้าโรงพยาบาลบ่อยขึ้น หาหมอประจำตัวที่ไม่ได้หามานานเพื่อเอายากลับบ้าน ทั้งๆ ที่แต่ก่อนเขามักจะกินเฉพาะตอนมีอาการเท่านั้นและมักจะมาเอายาเมื่อหมดขวด แต่ตอนนี้เขาฟังที่หมอพูดทุกคำ นัดเป็นนัด ซ้ำยังเชื่อฟังกินยาตามเวลา ทำทุกวิถีทางเพื่อประวิงเวลาที่เหลือให้ยืดออกไป

 

เพราะเขาอยากจะมีชีวิตอยู่ เพื่อมองรอยยิ้มของชายคนนั้น...อยากจะเป็นให้ได้เหมือนกับชายคนนั้น

 

จุดเริ่มต้นจากการรู้จักคนหนึ่งคนเพียงข้างเดียว เด็กหนุ่มเจ้าของร่างบอบบางเริ่มรู้จักใช้อำนาจของเงิน จ้างนักสืบสืบเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่าย

 

นับวันและเวลาที่ผ่านเลยไปล่วงหลายเดือน...ความรู้สึกของการเฝ้ามองเพียงอย่างเดียวเริ่มไม่เพียงพอ

 

...โหยหา...

 

แม้จะรู้ว่าชายหนุ่มมีผู้หญิงที่ชอบอยู่แล้วแต่ว่าเขาอยากพูดคุย อยากอยู่ใกล้ๆ อยากจะได้รู้จักกับชายหนุ่มให้มากยิ่งขึ้น...แต่ว่าตอนนี้ยังไม่ได้ เขาต้องทำตัวให้เหมาะสม ห้ามทำตัวจืดชืด ไม่ทำตัวหม่นหมองให้เสียบรรยากาศ

 

วาดฝึกหัวเราะ ฝึกยิ้มและส่งสายตาอยู่หน้ากระจกทุกวัน

 

...หุ่นยนต์ที่ใกล้จะพังกำลังขับเคลื่อนอีกครั้งด้วยความรู้สึกแรงกล้า...

 

ตอนนั้นเองที่เด็กหนุ่มตามติดและไปปรากฏตัวยามชายหนุ่มอยู่ตามลำพัง

 

...การพบกันครั้งแรก...

 

อีกฝ่ายยื่นเงินให้เพราะนึกว่าเขาเป็นขอทาน ‘อะไร หรือว่าแค่นี้ไม่พอ’

 

แต่เขาไม่คิดถือสา รีบรั้งตัวไว้เพราะชายหนุ่มกำลังจะผละไปด้วยสีหน้ารำคาญ

 

‘งั้นมาเที่ยวกับผมต่อนะ...เที่ยวเสร็จแล้วนอนกับผมนะครับ’

 

วาดไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงดี นี่นับเป็นครั้งแรกจากสองปีที่พูดคุยกับใครอย่างจริงจัง...เขาก็แค่อยากรั้งเอาไว้เพราะกลัวว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้คุย แต่ไม่คิดเลยว่าจะถูกฟาดด้วยโทสะกลับมา

 

‘ปล่อยนะเว้ย ไอ้เด็กขายตัว!’

 

สายตาเกลียดชังที่ไม่เคยพบ ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความกรุ่นโกรธที่ไม่เคยเจอ

 

เมื่อพบว่าบรรยากาศอบอุ่นมักจะมีให้เฉพาะคนที่รักเท่านั้น วาดก็หวาดกลัวจับใจ แต่ฝืนยิ้มเอาไว้ได้...แม้จะไม่ใช่ตอนนี้ แต่สักวัน...

 

ชายหนุ่มชื่อ ‘พาย’ และอายุยี่สิบห้า...โตกว่าเขาห้าปี เท่าพี่บุญเลย

 

แม้จะดูเหมือนดุร้าย แต่อีกฝ่ายกลับอ่อนลงเมื่อเด็กหนุ่มทำหน้าหงอย

 

‘ผมบอกแล้วว่าถ้าเป็นคุณพายผมให้ฟรีๆ ไม่คิดเงิน แถมยังเป็นผู้ชาย ถึงระหว่างทำถุงยางจะแตกจะรั่วยังไงก็ท้องไม่ได้ ไม่มีช่องทางไหนให้มาเรียกร้องเอาเปรียบอะไรจากคุณภายหลังเลย’

 

เขาเอาเรื่องของหญิงสาวที่อีกฝ่ายมีใจให้มาหว่านล้อมอย่างหน้าไม่อาย

 

ไม่ว่าความสัมพันธ์ที่ตามมาจะเป็นรูปแบบไหน...วาดก็เตรียมใจรับไว้แต่แรก

 

ชิงชังน้ำหน้า...ไม่สบอารมณ์...หรือรำคาญ...

 

คนที่แอบชอบเพียงข้างเดียว เป็นทั้งเด็ก ทั้งคนแปลกหน้า แถมยังเป็นผู้ชาย...อย่างไรก็ไม่มีวันสมหวัง

 

โดยมีข้อแลกเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่วาดต้องการเหนือสิ่งอื่นใด

 

‘คุณพายไปเที่ยวกับผมสองต่อสองแค่สัปดาห์ละครั้งก็พอครับ’

 

ขอแค่ได้อยู่เคียงข้างเพื่อมองรอยยิ้มนั้น...ก็ทำให้เขารู้สึกอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อแล้ว

 

 

จบตอน.

ติดตามต่อไปใน วาสนาครั้งที่ ๕ : อารมณ์ที่ยากจะเข้าใจ

 

ตอนนี้เป็นพาร์ทน้องทั้งตอนเลย

อย่าลืมให้กำลังใจน้องด้วยน้า น้องน่าสงสารมากจริงๆ

ไม่รู้ว่าจะน่าสงสารกว่าชะเอม กับพระรามรึเปล่า

แต่ว่าเป็นหนึ่งในตัวละครที่ไรท์รักมาก

อ่านแล้วอย่าลืมเม้นเป็นกำลังใจให้นักเขียน รักนักอ่านทุกคนเสมอค่ะ


 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น