จอมคนคลั่งรัก

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,462 Views

  • 12 Comments

  • 21 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    71

    Overall
    1,462

ตอนที่ 8 : ชายผู้เป็นอดีตสุดยอดสายลับ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 141
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    8 ก.พ. 62

บริ๊งเดินออกมานอกถนนใหญ่แบบงงๆ เมื่อพ้นเขตสถานีตำรวจสืบสวนกลางออกมา โลกข้างหน้าก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ถนนที่ซ้อนทับกันหลายสิบชั้นสูงขึ้นไปเหนือเมฆ

 

ทั้งบนและล่างของถนนมียานพาหนะคล้ายจานบินสุดไฮเทคกำลังเคลื่อนที่ไปตามถนนโดยไม่แตะพื้น มันคือเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่าประเทศไหนๆในโลก

 

แสงสีจากตึกรอบๆมองดูราวกับว่าที่นี่คือห้วงจักรวาลอันกว้างใหญ่ บ้านที่อยู่ติดถนนด้านล่างล้วนถูกตกแต่งคล้ายกับบ้านสไตล์แฟนตาซีย้อนยุคดูมีมนต์ขลังและความทันสมัยรวมกัน

 

ผู้คนแต่งตัวสีสันฉูดฉาดแปลกตาจนน่าตกใจและแฟชั่นของที่นี่คือ หมวกหนึ่งใบ แวนตาดำ ผ้าพันคอขนสัตว์และเสื้อคลุมอย่างหรู นี่คือวัฒนธรรมของวาไคเรียที่เกิดขึ้นตั้งแต่เกาะแห่งนี้เริ่มโผล่ขึ้นเป็นแผนที่แห่งใหม่บนโลก

 


ประเทศวาไคเรียไม่ได้แบ่งเป็นหลายจังหวัดเหมือนประเทศอื่นๆ ประเทศนี้มีเพียงเขตเดียวเมืองเดียว สถานที่ต่างๆจะถูกตั้งชื่อเฉพาะเจาะจงโดยไม่ซ้ำกัน แต่อย่างไรก็ตามประเทศวาไคเรียก็ได้มีการแบ่งแยกชนชั้นกันอย่างชัดเจน ฉะนั้นที่อยู่ของแต่ละชนชั้นจะถูกกำหนดด้วยระดับความสูงของรูปปั้นเทพีเอเทน่าซึ่งมีความสูงกว่าสองพันห้าร้อยเมตร

 

เมืองด้านล่างที่ติดดินมักจะเป็นที่อยู่ชนชั้นแรงงาน เมืองที่ระดับความสูงตั้งแต่ห้าร้อยเมตรขึ้นไปจะเป็นที่อยู่ของพวกชนชั้นกลางซึ่งถูกเรียกว่าเศรษฐีใหม่ ส่วนที่อยู่ของพวกคนรวยหรือบรรดาโรงแรมลอยฟ้าต่างๆ ล้วนเป็นที่อยู่ของพวกชนชั้นสูงหรือเป็นพวกวาไคเรียดั้งเดิมนั่นเอง ซึ่งระดับความสูงของพวกชนชั้นสูงนั้นจะนับตั้งแต่สองพันเมตรขึ้นไป

 


แต่ถึงกระนั้นสถานที่สำคัญทางราชการและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆล้วนอยู่บนพื้นนั่นเพราะมันถูกสร้างขึ้นตั้งแต่รุ่นบุกเบิกแผ่นดิน และนั่นถือเป็นสถาปัตยกรรมโบราณที่ไม่อาจทำลายได้

 


บริ๊งเดินตรงไปเรื่อยๆตามเส้นทางโดยไร้จุดหมาย ในหัวตอนนี้คิดแต่ว่าคืนนี้จะพักที่ไหนดี และพอลองเดินสำรวจแผนที่ไปได้พักใหญ่ๆก็พบว่า ที่นี่ใช้ภาษาใหม่ที่เธอไม่รู้จัก(ภาษาวาไคเรีย)และสกุลเงินที่ใช้คือสกุลเงิน เซนนี ดังนั้นแม้เธอจะพูดได้ถึงสามภาษา(ไทย จีน อังกฤษ จากการเป็นไกด์)ก็ใช่ว่าจะสื่อสารกับคนที่นี่ได้โดยตรงนั่นคือปัญหาประการแรก

 

บริ๊งหยิบมือถือขึ้นมาจากกระเป๋าพยายามเปิดเน็ตแต่ไม่มีสัญญาณที่เธอใช้ได้แม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นแบตที่เหลือขีดแดงเพียงขีดเดียวกำลังจะทำให้เธอขาดการติดต่อจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิงและนั่นคือปัญหาประการที่สอง

 

และประการสุดท้าย ทุกๆสิบห้านาทีจะมียานพาหนะสีขาวลายดำบินผ่านช้าๆ นั่นคือยานตรวจตราของพวกตำรวจแน่นอน และหากเธอถูกจับอีกครั้งไม่รู้ว่าครั้งนี้จะมีใครช่วยเธอได้อีกมั้ย พอคิดไปถึงตรงนี้ก็นึกเอะใจอะไรขึ้นมาบางอย่าง

 

'เอ... เมื่อกี้ที่ออกมาได้น่าจะเป็นเพราะคุณป้านายหน้าช่วยไว้ นี่น่าจะเป็นกระบวนการหลบหนีเข้าเมืองที่คุณป้าวางแผนไว้แล้วสินะ ต่อไปจะให้ถูกจับไม่ได้อีก พอคิดถึงตรงนี้ก็จำได้ว่าคุณป้าเคยบอกไว้ว่าให้ไปตึกที่ชื่อว่า มาเรีย ที่นั่นจะมีเอเย่นคอยเราอยู่เค้าจะจัดหางานและที่พักให้เรา

  

ดังนั้นบริ๊งจึงตัดสินใจที่จะถามหาตึกมาเรีย เธอมองไปรอบๆและเห็นชายคนหนึ่งซึ่งยืนเล่นโทรศัพท์ห่างจากเธอไม่ไกลนัก เธอเดินตรงปรี่เข้าไปหาชายคนนั้นซึ่งสวมเสื้อหลุมหนังสีดำ แว่นดำ และหมวกทรงสูงสีดำเหมือนพวกผู้ดีชั้นสูง ชายคนนั้นดูเหมือนพวกมีความรู้น่าจะพูดภาษาอังกฤษได้

 

"เอ่อ ขอโทษนะคะคุณพอจะรู้ไหมว่าตึกที่ชื่อว่ามาเรียอยู่ที่ไหน"

 

ชายชุดดำทำท่าทางเลิกลักอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบว่า ซักครู่นะครับ

 

เค้าหันไปหยิบโทรศัพท์อีกเครื่องหนึ่งขึ้นมาแล้วโทรคุยภาษาวาไคเรีย "เจสัน ค้นหาตำแหน่งของตึกมาเรียและรายงานผมภายในสามสิบวินาที"

 

ยี่สิบวินาทีหลังจากนั้น

 

"ท่านครับตึกมาเรียห่างไปสิบห้ากิโล ที่นั่นเป็นโรงงานทำเครื่องประดับแต่นั่นเป็นแค่ฉากบังหน้า เบื้องหลังเป็นสถานที่ค้ามนุษย์ชื่อดัง....."

 

พอถึงตรงนี้ชายชุดดำจึงพูดแทรกขึ้นทันทีว่า

 

"ลบมันออกจากแผนที่ซะ!"

 

สิบห้าวินาทีผ่านไป

 

"เรียบร้อยแล้วครับท่าน หน่วยเก็บกวาดจะไปถึงที่นั่นในห้านาที"

 

"ดี" ชายชุดดำวางหูจากโทรศัพท์และหันไปตอบหญิงสาวที่กำลังรออยู่

 

"เสียใจด้วยนะครับที่นี่ไม่มีตึกที่ชื่อมาเรีย อีกแล้ว!"

 

บริ๊งทำหน้างงกับคำตอบโดยเฉพาะคำว่า 'อีกแล้ว'

 

"ว่าแต่คุณจะไปที่นั่นทำไมหลอครับ "ชายชุดดำถาม

 

บริ๊งค่อยๆถอยห่างออกจากชายชุดดำออกมาทีละก้าว เธอคิดว่าเขาอาจจะเป็นตำรวจ

 

"อ้อ เอ่อ ไม่มีอะไรคะแค่ไปหาเพื่อน"

 

ชายชุดดำขยับแว่นลงมาเล็กน้อยพร้อมกับเน้นเสียง

 

"เพื่อน!?"

 

"ป..ปล่าวคะ ขอโทษที่รบกวนนะคะ หนูต้องไปแล้ว"พูดจบบริ๊งก็หันหลังวิ่งทันที

 

บริ๊งวิ่งหนีมาได้พักใหญ่จนมาหยุดที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง เธอนั่งหอบอยู่หลังพุ่มไม้เล็กๆหลังโซนเครื่องเล่นเด็ก แม้จะปลอดภัยแล้วแต่ตาเธอยังคอยสอดส่องซ้ายขวาอยู่ตลอดเวลา

 

คลืดดด!! เสียงท้องร้องดังจนน่าตกใจ

 

เธอเริ่มหิวขึ้นมาจริงๆแล้ว ที่พักก็ไม่มี คนรู้จักก็ไม่มี เงินก็ไม่มี แถมยังติดต่อใครไม่ได้ เธอกำลังจะจนมุม แต่ทว่าคนอย่างบริ๊งไม่ใช่ว่าจะไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้

 

บริ๊งเดินหาหินก้อนเรียวๆอยู่พักใหญ่จนได้หินที่ต้องการและนำมากะเทาะจนได้เป็นรอยคมแหลม หลังจากนั้นเธอมองหากิ่งไม้ยาวๆก้านหนึ่งซึ่งยาวประมาณหนึ่งเมตรมาพันเข้ากับปลายหินทำเป็นหอก และใช้หญ้าและเศษไม้แห้งมามัดเข้าด้วยกัน สุดท้ายเธอได้รับ หอกหิน 1 ea

 

บริ๊งเดินเข้าไปในสวนสารธารณะจนถึงริมบึง (ซึ่งจริงๆมันคือบ่อเลี้ยงปลาคาร์ฟ) เธอค่อยๆเดินลงน้ำช้าๆและจับความเคลื่อนไหวในน้ำ หลังจากนั้นก็แทงหอกอย่างรวดเร็ว ปลาตัวใหญ่ถูกแทงดิ้นปัดๆติดปลายหอกขึ้นมา

 

'นี่มันปลาอะไรหว่าตัวใหญ่ชะมัด(ปลาคาร์ฟเป็นปลาชั้นสูงซึ่งมีราคาแพงมากในยุคนั้น)

 

หลังจากลองย่างกินหนึ่งตัว บริ๊งคิดว่าคงจะไม่กินมันอีก รสชาติมันห่วยมากแถมก้างเยอะและเหม็นคาว นี่เป็นการกินเพื่อประทังชีวิตเท่านั้นเธอคิดเช่นนี้


หลังจากกินอาหารเสร็จบริ๊งก็เดินหาที่หลบแดดหลบฝน บังเอิญไปเจอบ้านคนแคระซึ่งเป็นเครื่องเล่นของเด็กเธอจึงตัดสินใจจะยึดบ้านคนแคระแห่งนี้เป็นฐานที่มั่นทันที

 

......................................

 

ชาร์ลเดินวนรอบสวนสาธารณะอยู่สามรอบ เขาคลาดกับหญิงสาวตัวเล็กอย่างไม่น่าเชื่อ อดีตชาร์ลเคยทำงานที่หน่วยข่าวกรองและเขาคือหน่วยสอดแนมและติดตามที่เก่งกาจที่สุดของรัฐบาลโลก ไม่มีใครเคยหลบหนีเขาพ้นมาก่อน และเธอเป็นคนแรกที่สามารถหลบรอดไปจากสายตาเขาได้

 

ด้วยความโมโหชาร์ลจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาเจสันอีกครั้ง

 

"เจสัน เช็คกล้องวงจรปิดทุกตัวรอบสวนสารธารณะอีเดนปาร์ค ผมต้องการหาตัวคนๆนึง"

 

เจสันเงียบอยู่ครู่หนึ่งจึงเผลอพูดขึ้นว่า

 

"เกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับท่าน เป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนหลบรอดสายตาท่านไปได้ มันเป็นใครกันแน่หรือว่าจะเป็นสายลับต่างชาติ!"

 

ทุกคนในห้องลับของหน่วยข่าวกรองเงียบกริบ ดูเหมือนทุกคนจะได้ยินเรื่องที่ไม่ควรได้ยินเข้าแล้ว ทุกคนต่างรู้ว่า ชาร์ล เลย์ เป็นสายลับระดับตำนานซึ่งหาตัวจับยาก แต่บุคคลที่มีความสามารถที่จะท้าทายชาร์ลได้มีน้อยยิ่งกว่าน้อยซะอีก


ยิ่งไปกว่านั้นคนระดับชาร์ลไม่เคยต้องการความช่วยเหลือจากใครมาก่อน แล้วคนแบบไหนที่ทำให้ชาร์ลต้องโทรกลับมาขอความช่วยเหลือ นั่นคงจะเป็นสุดยอดสายลับที่ถูกฝึกมาอย่างดีเยี่ยม เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้

 

"เจสันผมต้องการคำตอบไม่ใช่คำถาม สามสิบวินาที รายงานผมมา!"

 

เจสันไม่รอช้า รีบสั่งเจ้าหน้าที่ทุกคนเปิดภาพกล้องวงจรปิดบริเวณสวนอีเดนปาร์คย้อนหลังกลับไปสิบห้านาทีก็พบว่าชาร์ลกำลังคุยกับหญิงสาวตัวเล็กคนหนึ่ง ทุกคนช่วยกันมองดูจากทุกมุมกล้องและเขียนรายงานให้เจสัน พอครบสามสิบวิเจสันก็เริ่มรายงาน

 

"ท่านครับผมจะให้รหัสเป้าหมายว่า แทงโก้ บลาโว เอเจ็ด เจ็ด สอง สี่ หก แปด!"

 

เสียงตะคอกกลับมาจากต้นสายว่า "บลาโว ก็พอเว้ย"

 

"ครับท่าน จากที่ท่านยืน บลาโว วิ่งไปทางขวาสิบห้าเมตรและเลี้ยวซ้าย จากนั้นก็วิ่งตรงไปอีกสามสิบเมตรหลบเข้าพุ่มไม้ไป"

 

"ดีมากเจสันผมกำลังจะไป"

 

"ช้าก่อนครับท่าน บลาโวมีอาวุธเป็นหอกยาว ดูท่าทางจะชำนาญซะด้วย

 

"หอก!? คุณพูดเรื่องอะไรเจสัน?"

 

ขนาดดงระเบิดดงปืนใหญ่ชาร์ลยังลุยมาแล้วแค่นี้จิ๊บๆนี่หว่า

 

"ป...ปล่าวคับท่านเอาเป็นว่าภาพสุดท้ายระบุว่าบลาโวเดินลงแม่น้ำไป สรุปให้สั้นๆคือบลาโวน่าจะหลบหนีโดยการว่ายข้ามแม่น้ำครับท่าน และระยะทางจากริมแม่น้ำไปจนถึงอีกฝั่งน่าจะอยู่ที่ประมาณหนึ่งกิโลเมตร หากบลาโวเป็นมืออาชีพน่าจะใช้เวลาประมาณ20นาทีก่อนจะถึงฝั่ง นั่นหมายความว่าท่านมีเวลาแค่สี่นาทีสิบสามวิในการวิ่งไปดักหน้าที่อีกฝั่งครับ"

 

"หา!"

 

"ยังรออะไรหละครับท่าน วิ่งสิครับท่าน วิ่ง!!!"เจสันตะโกนสุดเสียง

 

ชาร์ลรีบวางหูและออกวิ่งไปทันที

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

0 ความคิดเห็น