#ช่วงนี้เดือนหนาว

ตอนที่ 21 : Chapter 20 : ระบบความปลอดภัยใช้ได้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 16,801
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,172 ครั้ง
    18 ม.ค. 64







Chapter 20 : ระบบความปลอดภัยใช้ได้

 




 

            ทิ้งตัวลงนอนด้วยความเหนื่อยล้าที่สะสมมาจากงานหนัก เพราะแทบไม่ได้นอนมาหลายวันทำให้คราวนี้ผมผล็อยหลับไปอย่างง่ายดาย ไม่กี่นาทีต่อมาถูกปลุกด้วยเสียงอะไรบางอย่าง รู้สึกไม่ค่อยชอบที่ตัวเองเป็นคนความรู้สึกไวก็ตอนนี้แหละ เสียงเบานิดเดียวก็ตื่นแล้ว

            หน้าจอมือถือสว่างวาบ มันคือเสียงแจ้งเตือนจากแชต สองแชตที่ผมไม่เคยปิดแจ้งเตือนเลยคือเบนกับเสือ ไม่ว่าจะเป็นใครในสองคนนี้ส่งข้อความมา ผมก็ไม่สามารถปล่อยให้อีกฝ่ายรอได้เลยลุกออกไปเตียงไปหยิบมือถือ

            น้องเสือของพี่สิงห์

            ผมขมวดคิ้วอ่านคร่าวๆ ก่อนจะกดโทรออกไปโดยไม่ทันได้คิดเพราะความเป็นห่วงและร้อนใจ สรุปคือเสือมันไปมีเรื่องกับโรงเรียนอื่นตอนแข่งฟุตบอล ผู้อำนวยการต้องการพบผู้ปกครอง เสือมันเลยขอให้ผมช่วย...ไปเป็นผู้ปกครองให้

            ...น่ะ นี่มัน...หมายความว่าเสือมันยอมรับผมเป็นพี่ชายแล้วไม่ใช่หรอ!!!

            ผมพยายามระงับอาการตื่นเต้นของตัวเองไม่ส่งเสียงแปลกๆออกไป กลับได้ยินสิ่งที่คิดไม่ถึงที่สุดในชีวิต

            (ขอบใจนะ)

            ผมตัดสายไปโดยไม่รู้ตัว

            ...

            .....

            “อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!” ผมทนไม่ไหวกรีดร้องออกมาดังลั่น ดีที่ห้องของผมเป็นห้องเก็บเสียง หัวใจเริ่มสั่นระรัวก่อนรู้สึกเห่อร้อนบริเวณขอบตา เดือนก่อนก็โทรมาบอกสุขสันต์วันเกิด ทั้งที่ผมเองยังจำวันเกิดตัวเองไม่ได้เลยแท้ๆ...แต่น้องชายที่โคตรจะน่ารักของผมจำได้แถมยังโทรมาบอกอีก

            มือสองข้างของผมสั่นเทา จะกดโทรออกหาเบนก็กดผิดกดถูก กว่าจะโทรหาเบนได้ก็เกือบสองนาที

            อีกสายรับด้วยเสียงสะลึมสะลือ (อะไร)

            “เบน เบนๆ เบนนนนน!” ผมร้องเรียกมันด้วยความกระวนกระวาย สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะสะอึกสะอื้นแทน ผมนั่งอยู่บนพื้น มือข้างหนึ่งถือโทรศัพท์ มืออีกข้างปาดน้ำตาของตัวเองไปด้วย “เบน ฮึก เบน สวรรค์ได้เมตตาคนอย่างกูแล้วว่ะ”

            (...)

            “ฮึก คะ คือมึงคิดว่าคนๆหนึ่งจากที่ไม่เคยได้รับอะไรมาก่อนเลย จู่ๆก็ได้รับทั้งการบอกสุขสันต์วันเกิด การยอมรับในฐานะพี่ชาย การขอความช่วยเหลือและการบอกขอบคุณ เบน ฮึก ฮืออออ เบน” ผมพูดไปสะอื้นไป จับใจความแทบไม่รู้เรื่อง ทั้งน้ำมูกน้ำตามันปนกันไปหมดแล้ว “เบน ปลาบปลื้มกับกูหน่อยเถอะ”

            (สิงห์ ฟังกูนะ)

            “อือ ฮึก”

            (กูเหนื่อยมาก กูจะนอน นึกว่ามีเรื่องใหญ่อะไร -วย)

            “เบนนนนน” ผมลากเสียงยาวเรียกชื่อมันแต่มันกลับตัดสายไปเสียก่อน โทรไปอีกครั้งไม่รับ โทรไปรอบที่สามมันปิดเครื่องหนีปล่อยให้ผมรับมือกับความรู้สึกมากมายที่ท่วมท้นอยู่เพียงลำพัง น้ำเสียงนั้นยังคงดังกึกก้องอยู่ในหู อบอุ่นในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก

            ผมทนไม่ไหวคว้ากุญแจรถแล้วออกจากห้องไป ขับรถไปยังบ้านของเบนภายในเวลาไม่กี่นาที ทั้งกดออดทั้งทุบประตูบ้าน ไม่นานเจ้าตัวก็ออกมาเปิดในสภาพงัวเงีย มันมองหน้าผมแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

            “เฮ้อ”

            “เบนนนน” ผมแทรกกายเข้าไปในบ้าน ปิดประตูให้สนิทแล้วปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง เบนยิ่งทำหน้าเบื่อหน่ายไปกันใหญ่ ผมยังไม่พูดอะไรแค่พาผมไปนั่งที่บาร์ หยิบแก้วเหล้าออกมาใบหนึ่งแล้วหันไปเลือกเหล้าที่อยู่ข้างหลัง

            “มึงเอาไร วิสกี้ ไวน์ ?”

            “ไม่ เบน กูไม่ได้อยากแดกคืนนี้”

            “แล้วเป็นไร ไม่ได้ทะเลาะกับน้องหรอ?”

            “ไม่” ผมส่ายหน้ารัวๆ “ไม่เลยเบน กูบอกในสายไปทำไมมึงไม่ฟัง”

            “กูง่วง กูเหนื่อย มึงเถอะไม่เหนื่อยบ้างรึไง ยังมีหน้าขับรถมาหากูอีก” เบนส่ายหน้าเบาๆ “ถ้าไม่แดกเหล้าแสดงว่าไมได้ทะเลาะกับน้อง ถ้างั้นเกิดอะไรดีๆขึ้นงั้นหรอ?”

            ผมเล่าให้เบนฟังคร่าวๆพลางสะอึกสะอื้นอีกรอบหนึ่ง ตอนนี้ผมเริ่มปวดตาไปหมดแล้ว

            “โอเค เข้าใจได้ มึงหยุดร้องไห้ก่อนเถอะ สภาพดูไม่ได้เลย ทำงานร่างกายแทบพังยังมีหน้ามาร้องไห้งอแงอีก นอนพักก่อนค่อยร้องไห้ไม่ได้รึไง” เบนว่าเสียงเบา เดินไปหยิบน้ำแข็งห่อผ้ามาให้ “ถ้าบอกว่าผู้ปกครองคงหนีไม่พ้นใครนอกจากมึง น้องมึงคงไม่ไปขอหัวหน้าใหญ่ช่วยหรอก”

            “ฮึก ใช่ไหมล่ะ” ผมเอาน้ำแข็งในห่อผ้ามาประคบตาตัวเอง “กูเป็นผู้ปกครองเลยนะเว้ย ไอ้เชี่ยแม่ง กูไม่สามารถบรรยายความรู้สึกที่มีอยู่ในหัวใจกูในตอนนี้ได้เลย แถมยังบอกขอบคุณอีก”

            “แล้วมึงจะไปไหม?”

            “ไปดิ ไปแน่นอน” ผมว่าเสียงแข็ง “กูอยากเจอเหมือนกันผู้อำนวยการอะ”

            “...ไม่ใช่แค่อยากไปเจอเฉยๆแน่นอน”

            “มึงไปสืบประวัติมันมา เอาประวัติครอบครัวด้วย หรือกูควรไปพบผู้อำนวยการที่บ้านคืนนี้เลยดี” พอเลิกฟูมฟายเรื่องของเสือ ผมก็กลับมาคิดได้ว่าผมยังต้องช่วยน้องพรุ่งนี้อยู่นี่หว่า ไปหาเฉยๆคงไม่ดีแน่ “กูน่าจะไปวันประชุมผู้ปกครอง” ผมว่าอย่างเสียดาย

            ถ้าได้ไปทำความรู้จักกับทั้งครูและผู้อำนวยการ ได้พูดคุยกันสักหน่อยคงจะดีกว่านี้ แต่เพราะเสือดูเหมือนไม่อยากให้ผมไปและอยากให้น้องได้ใช้ชีวิตเหมือนเด็กคนอื่นๆ เลยไม่ได้เข้าไปยุ่งในเรื่องโรงเรียน

            “ไปพบคืนนี้ก็เหี้ยละ” เบนเอ่ยปราม “มึงจะบุกเข้าไปบ้านเขาหรอ?”

            “ไม่ ก็ไปเคาะประตูเลยไง กูเป็นแขกนะ ผู้อำนวยการเขาอยากพบกูเองไม่ใช่หรอ?”

            “หมายถึงพรุ่งนี้ที่โรงเรียนไหมล่ะ”

            “คนเราควรไปก่อนเวลานัดนะ ตามมารยาทแล้ว”

            “ควรไปก่อนสักสิบห้านาที ไม่ใช่สิบห้าชั่วโมง” เบนถอนหายใจอีกครั้ง “อย่าใจร้อน เป็นเรื่องน้องทีไรความใจเย็นมึงหายไปหมดเลยนะ”

            “...”

            “โอเค ฟังกูนะ ฟังกูให้ดี” เบนจับไหล่ผม “ในโรงเรียนเนี่ยการทะเลาะวิวาทถือเป็นเรื่องร้ายแรงมาก ไม่แปลกที่น้องมึงจะโดนหักคะแนน ครูใหญ่เขาก็ทำตามหน้าที่ เขาไม่ได้ผิดอะไรเลยเว้ย เพราะน้องมึงเป็นคนเริ่มด้วยเลยโดนพักการเรียนและเรียกผู้ปกครอง” อีกฝ่ายพยายามอธิบายแต่มันเข้าหูผมแค่นิดเดียวเท่านั้น

            “น้องกูเริ่มแล้วไง?”

            “เอ้า ก็ผิดสุดไง”

            “น้องกูไม่ผิด น้องกูไม่เคยผิด!

            “ไอ้สัด” เบนสบถด่าอย่างอดไม่ได้ “นั่นมันในสายตามึงไงและเรื่องนี้มันจะจบลงด้วยดีโดยการที่มึงไปพบครูใหญ่พรุ่งนี้ ไปรับฟังความผิด ให้น้องมึงขอโทษและสัญญาว่าจะไม่ก่อเรื่องอีก แค่นี้จบเลย ไม่ต้องทำเป็นเรื่องใหญ่”

            “ไม่ กูจะทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่” ผมตะเบ็งเสียง “กูชอบความอลังการ”

            “เฮ้อ” เบนกุมขมับ “ก็พอรู้อะนะว่ามึงไม่ฟังหรอก น้องสุดที่รักเอ่ยปากขอร้องด้วยตัวเองทั้งที ในใจมึงตอนนี้คงคิดว่าจะไม่ทำให้น้องผิดหวัง เชื่อมั่นในตัวพี่ชายคนนี้เถอะ”

            “ใช่ มึงนี่สมกับเป็นเพื่อนรักกู” ผมแตะบ่ามัน

            “มึงเป็นคันเร่งอะสิงห์ ส่วนกูเป็นเบรก ไอ้เหี้ยเอ๊ย”

            “เออจริง” ผมพยักหน้ายอมรับ ถ้าไม่มีไอ้เบนคอยห้ามปรามไว้ในหลายๆเรื่องผมคงจะแย่กว่านี้ “งั้นกูยังไม่ไปทักทายครูใหญ่ตอนนี้ก็ได้ แต่มึงต้องสืบประวัติมันนะ”

            “โอเค ได้ แล้วไงต่อ”

            “ถ้ามีประวัติไม่ดีก็เล่นให้หนักเลย อีกโรงเรียนที่มีเรื่องด้วยก็ปิดแม่งเลย”

            “เค” เบนพยักหน้า “แต่กูเริ่มงานพรุ่งนี้นะ นี่มันนอกเวลางานแล้ว”

            “ก็แย่ละ เรามีเวลางานตอนไหน”

            “กูง่วงงงง” เบนโวยวาย “พรุ่งนี้กูตื่นมาค้นประวัติให้แต่เช้าเลย โอเคไหม? แต่ตอนนี้ขอนอนก่อน”

            “...ก็ได้” ผมยอมรับอย่างไม่เต็มใจเท่าไหร่นัก “กูนอนด้วยดิ ง่วงเหมือนกัน ขับรถกลับไม่ไหว”

            “มึงขับมายังไหวเลย”

            “ตอนนี้ไม่ไหวแล้ว”

            “เออ ไปนอนห้องรับแขกแล้วกัน”

            “โอเค ฝันดี”

            “เออ ฝันดี” แล้วเบนก็เดินขึ้นบันไดไป ส่วนผมนอนที่ห้องรับแขกด้านล่าง กระวนกระวายอยู่พักหนึ่งเพราะคำพูดของเสือยังวนเวียนไปมา แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อความเหนื่อยล้า ผมหลับไปอีกครั้งในห้องรับแขกของบ้านเบน

           

            .....

 

            คนที่บ่นว่าเหนื่อยมากกลับนอนไม่หลับอยู่ชั้นบนของตัวบ้าน เป็นอีกครั้งที่เขาต้องมานอนคิดฟุ้งซ่านอยู่อย่างนี้ จิตใจลอยไปหาคนที่คงจะนอนหลับอยู่ข้างล่าง เขาเป็นคนแรกที่คนๆนั้นเรียกหาอยู่เสมอ เข้าใจในความคิดของอีกฝ่ายทุกอย่าง เป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวมานับสิบกว่าปีแล้ว

            เบนเป็นลูกชายของหนึ่งในสมาชิกแก๊ง เขาถูกเลือกให้มาอยู่ตรงนี้เพราะทำงานเข้าขากับลีโอได้ดีที่สุด ถูกฝึกให้เป็นบอดี้การ์ด มือขวา ราวกับทุกอย่างที่เขาทำมันมีจุดศูนย์กลางคือลีโอเสมอ

ครั้งแรกที่ได้เจอก็คิดไปว่าเราคงไม่มีทางเข้ากันได้แน่นอน ภายนอกลีโอเป็นคนที่ดูเข้าหายาก ไม่ไว้ใจคนอื่น สุขุมและน่าหวั่นเกรง

            ใช้เวลาอยู่หลายปีกว่าพวกเขาจะเริ่มสนิทกันมากขึ้น เบนได้เรียนรู้ความเป็นคนซับซ้อนของสิงห์ เขาทำงานได้ดีในทุกครั้ง เด็ดขาดและไม่หวั่นไหว เป็นหัวหน้าที่ทุกคนให้ความเคารพนับถือแม้ว่าจะอายุยังน้อยก็ตาม แน่นอนว่าเบนเองก็ด้วย

            ทว่าในเวลาปกติ สิงห์เองก็มีบางมุมที่ตอนแรกเขาคิดไม่ถึง ความเป็นคนพูดมาก บ้าบอ ความชอบเล่นใหญ่รวมถึงการเป็นบราค่อนที่น่าอนาจที่สุดในโลก จากคนที่ทุกคนมองว่าสุขุมบางครั้งก็เลินเล่อจนและใจร้อนต้องมีเขาคอยปรามอยู่เสมอ เมื่อรู้ว่าตนเป็นเพียงคนเดียวที่ได้รับความเชื่อใจถึงขนาดเปิดเผยมุมมองเหล่านั้นออกมาให้เห็น

จากแค่ไว้ใจ กลายเป็นว่าเบนให้ใจเขาไปแล้ว

            อย่างคืนนี้สิงห์มาหาหลังจากที่ถูกเขาตัดสายใส่ไป แม้ว่ามันจะเป็นเพราะเรื่องของไทเกอร์ มันก็แอบทำให้เขาดีใจอยู่ไม่น้อย

            เบนไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายเองจะคิดอะไรบ้างมั้ย บางครั้งก็เหมือนเป็นแค่เพื่อนสนิท แต่บางครั้งมันก็ดูเหมือนจะมีอะไรมากกว่านั้น

            เพราะพวกเขาเคยจูบกัน...ในตอนที่เมา แต่วันรุ่งขึ้นสิงห์กลับจำอะไรไม่ได้เลย

            สบัดภาพในวันนั้นออกไปจากหัว ข่มตานอนหลับอีกครั้ง คราวนี้มีน้ำเสียงทุ้มดังก้องขึ้นในหัวแทน เสียงที่เอาแต่เรียกหาชื่อเขาไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เบนถอนหายใจออกมาอีกครั้ง

            เฮ้อ มึงนี่มันไม่เคยรู้อะไรเลยจริงๆสิงห์

            เอาเถอะ...รีบนอนก่อนดีกว่า พรุ่งนี้ไอ้สิงห์คงสร้างเรื่องปวดหัวให้ไม่น้อยแน่

 

            .....

 

             

           

            ผมตื่นขึ้นมาแต่เช้าพบว่าตอนนี้เวลาเจ็ดโมงกว่า เดินออกไปด้านนอกเห็นเบนนั่งอยู่บนโซฟา บนตักมีแล็บท็อบ กำลังทำอะไรบางอย่างอยู่อย่างตั้งใจจนผมอดแซวไม่ได้

            “ตื่นแต่เช้ามาทำให้จริงว่ะ”

            “ขึ้นเงินเดือนให้กูด้วยนะ” มันบ่น “ไม่ใช่เรื่องในแก๊งเลยแท้ๆ”

            “เดี๋ยวให้โบนัสแทน” ผมว่าพร้อมเดินไปนั่งข้างๆมัน

            “สามล้าน”

            “มึงกะทำงานครั้งเดียวแล้วตั้งตัวได้เลยดิ”

            “เออ กูจะเอาไว้แต่งเมีย” เบนพูดออกมาทั้งที่ไม่ได้หันมามองทางนี้ด้วยซ้ำ ผมชะงักไปก่อนจะโวยวายขึ้น

            “จะบ้ารึไง มึงต้องทำงานกับกูอยู่ มาแต่งมงแต่งเมียไร”

            คราวนี้เบนหันมามองผมแล้ว “ทำไมอะ”

            “แล้วใครจะทำงานกับกูเล่า กูไม่ไว้ใจใครหรอกนะ”

            “จ้าๆ” เบนพยักหน้าอย่างขอไปทีก่อนจะยื่นแล็ปท็อบมาให้ผม “ครูใหญ่โรงเรียนน้องมึงไม่มีประวัติแย่ๆ อะไรเลย แต่อีกโรงเรียนอะ”

            “อ่าฮะ” ผมมองหน้าจอแล็บท็อบที่เบนเลื่อนให้

            “ถึงข่าวจะโดนปิดไปหลายปีแล้ว แต่กูมั่นใจว่าเคยมีการล่วงละเมิดเด็กมาก่อน”

            “อ่า” ผมพยักหน้า “ปิดโรงเรียนแล้วเอาผอ.ไปยิงทิ้งเลย”

            “ยิงทิ้งเลยนะ”

            “มันล่วงละเมิดเด็กไม่ใช่หรอวะ”

            “เป็นครูอีกคนต่างหาก”

            “งั้นฆ่าไอ้นั่นด้วย มันล่วงละเมิดยังไง”

            “ก็ลวนลาม”

            “ตัดมือมันก่อนฆ่าด้วย”

            “ถ้ามันเอาตีนลวนลามอะ”

            “ตัด-วยแม่งไปเลยไอ้สัด”

“ผอ.ด้วย?”

            “มันรู้เห็นด้วยนี่ ไม่งั้นจะปิดข่าวได้ไง” ผมว่า “ได้แก้แค้นให้เด็กคนนั้นแล้วรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนดีจริงๆเลย เฮ้อ สงสัยจะได้ขึ้นสวรรค์แล้ว...ไม่สิ ตอนนี้กูก็อยู่ในสวรรค์นี่หว่า”

            “มึงอะนะคนดี” เบนเอ่ยแซะเสียงเบาแต่ผมได้ยิน “เออ โอเค เดี๋ยวจัดการให้ แล้วครูใหญ่โรงเรียนมึงเอาไง?”

            “มันไม่เคยทำอะไรเลยหรอ? ยักยอกเงิน?”

            “ไม่มี” เบนส่ายหน้า

            “คนดีจังวะ” ผมบ่น “งั้นไม่เป็นไร เราไปเจอครูใหญ่เฉยๆก็ได้”

            “เจอเฉยๆนะ”

            “ใช่ เจอเฉยๆ” ผมบอกก่อนจะคว้ากุญแจรถ “เจอกันตอนเที่ยง”

            “เออ”

 

 

            .....

           

            “มันไม่ใช่เจอเฉยๆ...อันนี้เรียกไปข่มขู่แล้ว” เบนเอ่ยว่าเสียงเบาอย่างปลงตกเมื่อมันมาถึงเห็นผมใส่ชุดสูทตัดใหม่จัดเต็ม นาฬิการาคาแพงพร้อมแว่นกันแดด พาคนคุ้มกันประมาณไปประมาณหกคน รถสองคัน “เดี๋ยวนะ”

            เบนเข้ามาใกล้พร้อมยื่นมือมาจับบริเวณใต้หน้าอกผม

            “ปืน?! ไอ้เหี้ยสิงห์! มึงจะพกปืนไปทำไม”

            “ป้องกันตัว”

            “ในโรงเรียนเนี่ยนะ!” เบนขมวดคิ้วโวยวายเสียงดัง “มึงจะป้องกันตัวเองจากอะไร มึงคิดว่ามีอะไรในโรงเรียนสามารถทำร้ายมึงได้อย่างนั้นหรอ!

            ผมไม่ตอบอะไรแค่ยักไหล่ ตอนนี้ใส่สูทอินเนอร์ความเคร่งขรึมของผมก็กลับมาแล้ว

            “เอาปืนมาให้กู”

            “เบน” ผมก้มหน้าลงเล็กน้อย มองมันผ่านเลนส์ “กูเคยบอกว่าไง แค่พยายามปลดอาวุธของกูออก กูก็นับว่าเป็นศัตรูแล้ว"

            “ก็เหี้ยละ มึงจะบ้ารึไงพกปืนเข้าไปในสถานศึกษา สิงห์ กูขอล่ะ” เบนทำเสียงจริงจัง เรามองตากันอยู่นานจนผมยอมแพ้ ถอดปืนออกแล้วส่งให้เบน เบนส่งมันต่อให้คนอื่นเอาไปเก็บอีกที “กูค่อยสบายใจหน่อย”

            “เออ”

            “ในโรงเรียนมันไม่มีอะไรหรอก คงไม่มีใครบ้าพอจะมาลงมือในโรงเรียน โคตรโจ่งแจ้งเลยชิบหาย” เบนว่าพร้อมกันไปสั่งอะไรบางอย่างกับลูกน้องเกี่ยวกับแผนการคุ้นกัน ผมเปิดประตูเข้าไปนั่งเบาะหลัง สักพักเบนก็เข้ามานั่งข้างๆ

            “เรียบร้อยยัง?”

            “อืม ออกรถได้”

            รถสีดำสนิทเคลื่อนตัวออกไปและจอดลงที่หน้าประตูโรงเรียน เบนลดกระจกลงเพื่อคุยกับยามเฝ้าประตูด้านหน้า

            “มาหาผู้อำนวยการ” น้ำเสียงทุ้มนิ่งสนิท ทั้งแววตาและท่าทางไม่ค่อยต่างกับตอนทำงานเท่าไหร่ ทำเอายามหน้าถอดสีลงเล็กน้อย เสียงที่ตอบกลับมานั้นสั่นและดูออกว่ากำลังพยายามควบคุมตัวเองอยู่

            “มะ...มีธุระอะไรครับ”

            “น้องชายถูกเรียกผู้ปกครอง”

            “อ่า..ครับ ครับ ตะ แต่ว่ารถเข้าไปข้างในไม่ได้นะครับ รบกวนจอดรถไว้ด้านนอกแล้วเดินเข้าไปครับ”

            “อืม” เบนตอบตกลง หันมามองผม

            “ตึงทำไมวะ” ผมอดถามกลับเชิงแซวไม่ได้

            “เพราะบรรยากาศตึงๆรอบตัวมึงนั่นแหละ เล่นเอากูเผลอตึงไปด้วยเลยไอ้เหี้ย” เบนบ่นพร้อมถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา “เราลงไปก่อนเถอะ”

            “โอเค” ผมเปิดประตูลงจากรถ เดินอ้อมรถไปหายาม เมื่อยืนเต็มความสูงแล้วพบว่าผมตัวสูงกว่าเขามาก คนในชุดรักษาความปลอดภัยหรือจะสู้คนในชุดสูท บอกเลยว่าผมเข้มมาก ใส่แว่นดำอีกต่างหาก คนตรงหน้าท่าทางหวาดระแวงและตื่นกลัว

            “ขะ...ขออนุญาตตรวจอาวุธนะครับ”

            “หืม?” ผมส่งเสียงในลำคอเบาๆอย่างไม่สนใจ ในขณะเดียวกันเบนเดินมายืนอยู่ข้างๆ ยามคนนี้ยิ่งตัวสั่นเข้าไปกันใหญ่ “ต้องตรวจด้วยเหรอ?”

            “คะ...ครับ ขออนุญาต” เขายื่นมือมาแตะๆตามตัวผม ซึ่งทั้งผมและเบนก็ยอมแต่โดยดี เมื่อเห็นว่าเราสองคนปลอดอาวุธก็หยิบเอกสารชุดหนึ่ง “กรุณาเซ็นชื่อด้วยครับ”

            “ผมเซ็นเอง” เบนว่า รับเอกสารไปเซ็นชื่อ เมื่อเรียบร้อยแล้วยามก็ก้มหัวให้ พวกเราจึงเดินเข้ามาภายในตัวโรงเรียน “โดนตรวจอาวุธเฉย ปกติเขาตรวจกันไหมวะ?”

            “ไม่รู้” ผมบอกไปตามตรง

เพิ่งรู้ว่าเดี๋ยวนี้โรงเรียนมัธยมเขาตรวจอาวุธผู้ปกครองเด็กด้วย กวาดสายตามองไปทั่วเห็นสนามฟุตบอลขนาดใหญ่ก่อน คงเป็นสนามที่เสือมันซ้อมอยู่ทุกวัน ข้างๆมีโต๊ะม้าหินอ่อนที่มีเด็กนั่งอยู่บ้าง คงเพราะเป็นตอนเที่ยงทำให้เด็กไม่ได้อยู่บนตึกเรียน เดินเผ่นผ่านไปมาเต็มไปหมด และแน่นอนว่า...ทุกคนมองมาทางพวกผม สีหน้าตกใจและไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

            เรากลายเป็นจุดสนใจไปชั่วพริบตาอย่างที่คิด

            ตอนแรกผมคิดว่าจะเข้าไปหาผู้อำนวยการเอง แต่เสือมันกลับโทรมาก่อน

            (อยู่ไหน?)

            “เพิ่งเข้ามาทางหน้าโรงเรียน”

            (โอเค เดี๋ยวไปรับ)

            “...”

            อีกฝ่ายตัดสายไป

            “เบน เสือบอกว่าจะออกมารับว่ะ ตอนแรกกูนึกว่ามันไม่อยากให้ใครรู้ว่าข้องเกี่ยวกับกู กูเลยจะไปหาผู้อำนวยการเอง...แต่มันจะมารับว่ะ”

            “...สิงห์ อย่าร้องนะ”

            “รู้แล้ว” ผมว่าเสียงเบา กัดฟันเล็กน้อยกลั้นน้ำตาและความรู้สึกเอาไว้ ไม่นานก็เห็นหน้าน้องชายที่ไม่ได้เห็นนานหลายเดือน ผมตัดสินใจถามคำถามหนึ่งออกมา “กินข้าวรึยัง”

            มันหันมาทำหน้าแปลกใจนิดหน่อย

            “กินแล้ว”

            “อืม”

            “...มึงล่ะ”

            ผมแปลกใจยิ่งกว่าที่มันถามกลับ ถึงอย่างนั้นก็ตอบไปตามตรง “ยัง”

            “อ๋อ”

            หางตาเหลือบไปเห็นเบนแอบยิ้ม “ชวนคุยอีกสิ” เบนกระซิบ

            “แล้ว...เรียนเป็นไงบ้าง”

            “ก็ดี มึงอะ งานเป็นไงบ้าง”

            “ก็ดี” ผมตอบอย่างประหม่า เป็นบทสนทนาที่โคตรจะประหม่า เลยทำไมวะ ตอนอยู่บ้านด่ากันชิบหาย “เรื่องบอลล่ะ”

            “เดือนหน้ามีแข่งระดับโรงเรียน”

            “อ่อ”

            “...”

            “วันไหน”

            “สิบสาม”

            “ไว้กูจะหาเวลาไปดู”

            “...ขอบใจ” ผมปรายสายตามองคนข้างๆ สักพักค่อยพูด

            “แพ้ก็ไม่เป็นไร กูจะไม่เอาไปบอกพ่อ”

            “...” เสือถึงกับพูดอะไรไม่ออก มันขมวดคิ้วอยู่นาน “ยังไงพ่อก็รู้อยู่ดี”

            “พ่อว่าอะไรมึงไม่ได้หรอก”

            “ทำไม”

            ผมเงียบไม่ตอบ เราเดินมาถึงห้องของผู้อำนวยการแล้ว “เบน มึงรอข้างนอก”

            “...” เบนพยักหน้ารับคำสั่งแต่ดูออกชัดเจนว่าไม่เต็มใจอย่างมาก เดาว่ามันคงกังวลว่าผมจะไปทำอะไรครูใหญ่เข้า

            ผมยกยิ้มมุมปากเชิงว่าไม่ต้องห่วง

            จัดเสื้อนอกให้เรียบร้อย สีหน้าจริงจังและเคร่งขรึมเหมือนตอนที่กำลังจะเจรจาเรื่องงาน เดินหลังตรงเข้าไปในห้องกระจกทึบ เจอชายสูงอายุคนหนึ่งกำลังนั่งรออยู่ด้านใน ปฏิกริยาแรกของเขาเป็นอย่างที่ผมเจอมานับครั้งไม่ถ้วน เขาดูคาดไม่ถึง รีบลุกขึ้นเอ่ยทักทาย

            “ผู้ปกครองของกันต์ณธีร์ใช่ไหมครับ? เชิญนั่งเลยครับ”

            ผมนั่งลงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ยกขาขึ้นไขว่ห้าง กวาดสายตาไปทั่วห้องอย่างพิจารณาก่อนจะมาหยุดสายตาที่คนตรงหน้า บรรยากาศในห้องกลายเป็นว่าตึงเครียดขึ้น แววตาของผมไม่ได้ให้ความเคารพเขาเลยแม้แต่นิดเดียวและคิดว่าเขาคงมองออก ใบหน้าเริ่มถอดสีแล้ว

            “เป็นพี่ชายสินะครับ...ใช่คุณกันต์กวีรึเปล่า น้องของคุณเขียนไว้ในใบรายชื่อติดต่อผู้ปกครอง”

            “...” ผมนิ่งไป...นี่เสือเขียนชื่อผมในใบรายชื่อผู้ปกครองอย่างนั้นหรอ โอ้โห มันชุ่มมันชื่นหัวใจยิ่งนัก “ใช่ คุณพูดธุระมาได้เลย”

            “เอ่อ น้องชายคุณทำผิดกฎโรงเรียนเราอย่างหนัก เมื่อวานมีการทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นแถมยังเป็นการวิวาทในงานฟุตบอลสานสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนด้วย” ครูใหญ่หยุดกระแอมหนึ่งที “และน้องคุณเป็นคนเริ่มเรื่อง ผมจึงจำเป็นต้องเชิญผู้ปกครองมาพูดคุยถึงพฤติกรรมที่รุนแรงและไม่เหมาะสมของเด็ก”

            “งานฟุตบอลสานสัมพันธ์ เพื่ออะไร?”

            “เพราะเด็กสองโรงเรียนมีปัญหาทะเลาะวิวาทกันบ่อย เราเลยจำเป็นต้องมีงานนี้”

            “ก็รู้นี่”

            “ครับ?”

            “ก็รู้นี่ว่าเด็กทะเลาะวิวาทกันบ่อย แล้วให้มาเจอกันทำไม?”

            “ก็เพื่อให้เด็กสองทั้งโรงเรียนเข้าใจกัน”

            “คนเราเข้าใจกันได้เพราะทีมฟุตบอลของโรงเรียนแข่งขันกันงั้นสินะ” ผมกรอกตา “สมองคิดได้เท่านี้เหรอ?”

            “...” เขาอึ้งไป คงเพราะไม่เคยมีใครว่าต่อหน้าขนาดนี้

            “คุณเคยถามน้องผมไหมว่าทำไมถึงได้เริ่มการทะเลาะวิวาท”

            “...”

            “แล้วนักเรียนของคุณล่ะ คุณเคยถามหรือให้พวกเขาอธิบายก่อนไหม?”

            “...มะ ไม่จำเป็นต้องอธิบายหรอก ในเมื่อผิดกฎก็คือผิดกฎ ผมไม่สนอะไรทั้งนั้น”

            “ปัญหาเริ่มแรกของการทะเลาะกันของสองโรงเรียนล่ะ คุณรู้ไหม?”

            “ก็แค่เด็กมันตีกัน เด็กพวกนี้วันๆไม่คิดจะทำอะไรให้เป็นประโยชน์ คิดแต่จะสร้างปัญหา บางคนเรียกว่าเป็นขยะสังคมเลยด้วยซ้ำเพราะพ่อแม่ไม่สั่งสอนยังไงล่ะ ผมปล่อยให้มีเด็กแบบนั้นอยู่ในที่ของผมไม่ได้หรอก เฮ้อ ต้องเข้าใจว่าโรงเรียนเราเป็นโรงเรียนมีชื่อเสียง กันต์ณธีร์เป็นเด็กมีความสามารถแต่น่าเสียดายที่คิดไม่ปะ- ทะ ทำอะไรน่ะ”

            ผมลุกขึ้นและเดินอ้อมโต๊ะมา เขาเองก็กำลังจะลุกขึ้นแต่ไม่ทันแล้ว

“อะ อั่ก!

กดหัวครูใหญ่ลงกับโต๊ะอย่างหมดความอดทน ผมเกลียดการคุยกับคนไม่มีความคิด คนประเภทนี้จะไม่มีวันคุยกันด้วยเหตุผลได้ ผมชอบวิธีแบบนี้มากกว่า มันทั้งประหยัดเวลาทั้งคุยง่าย  

            มองไปทางเสือ มันไม่ได้ดูตกใจอะไรจึงวางใจ

            “ปะ ปล่อย! ปล่อยฉันนะ ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยด้วย!

            ใช้มือกำเส้นผม ดึงหัวขึ้นและกระแทกลงอีกครั้งอย่างแรง เสียงโวยวายน่ารำคาญหยุดลงแล้ว จับเขาเงยหน้า เลือดกำเดาไหลและหน้าผากแตก ทำให้มึนไปชั่วขณะก่อนจะกลับมามีสติอีกครั้ง

            “คราวนี้เราจะคุยกันง่ายขึ้นไหม?”

            “อึก อึก...ใครก็ได้ ช่วยด้ว-ฮึก” เสียงเงียบลงอีกครั้งเมื่อถูกคัตเตอร์ในห้องตัวเองจ่อคอ ออกแรงเล็กน้อยกดใบมีดลงไปแค่พอให้เป็นแผลตื้น น้ำตาเขาเริ่มไหลออกมาและสะอึกสะอื้น ทั้งตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว “ฮึก ขะ ขอโทษ ...ฮึก ขอโทษ ผะ ผมยอมแล้ว ขอร้อง ปล่อยผมไปเถอะ”

            เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายคงไม่โวยวายอีกแล้วผมจึงวางใจ ปักมีดคัตเตอร์ลงเฉียดมือเขาไปประมาณสองเซ็นติเมตร ครูใหญ่สะดุ้งโหยงคงนึกว่าจะโดนมือตัวเองแล้ว ยิ่งเห็นแบบนี้ยิ่งกลัวเข้าไปใหญ่ “เอาล่ะ เรามาคุยกันอีกรอบเถอะ คุณจะไม่ทำให้ผมโมโหอีกใช่ไหม?”

            “คะ...ครับ ฮึก ฮือ หยะ อย่าทำผมเลย”

            “ผมอยากให้คุณขอโทษน้องผมก่อน”

            “ขะ ขอโทษนะ ฮึก”

            “มึงโอเคไหม?”

            “...” เสือไม่ตอบ แค่มองนิ่งๆ “กูไม่ได้อะไรหรอก แค่เจ็บใจนิดหน่อยที่ไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มก่อนแต่โดนตราหน้าว่าผิด แบบไม่ได้อธิบายอะไรเลยด้วย”

            “ได้ยินรึยัง?” ผมถาม ยกเท้าถีบเก้าอี้จนล้มลง “ก้มหัวขอโทษน้องกูซะ”

            “ฮึก ขอโทษ ผมขอโทษครับ ฮึก” เขาก้มหัวแนบกับพื้น ผมค่อยรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย เรียกว่าเป็นนิสัยเสียก็ได้แต่ในฐานะมาเฟียที่ทำงานมาหลายปี ผมชอบที่จะเห็นอะไรแบบนี้จริงๆ “เงยหน้า” ผมสั่ง และอีกฝ่ายก็ยอมทำตามแต่โดยดี เขานั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น

            หันไปมองเสือ “อย่างแรกที่จะสอนเลยแล้วกัน อย่าพยายามคุยถ้ามันไม่ได้ประโยชน์ ทำแบบนี้ประหยัดเวลากว่าและคุยง่ายกว่าด้วย แต่ต้องมั่นใจว่าคุมสถานการณ์ได้นะ”

            มันพยักหน้า “เข้าใจแล้ว”

            ผมยิ้มอย่างพอใจ เห็นสีหน้าของครูใหญ่ทั้งหวาดกลัวและคับแค้นใจ ผมเดาว่าเขาคงกำลังคิดว่าจะทำยังไงถ้าผ่านสถานการณ์นี้ไปได้และจะแก้แค้นผมยังไงดี

            “หึ” ผมส่งเสียงในลำคออย่างสมเพชให้กับความคิดโง่เง่านั่น หยิบมือถือมากดโทรออกอย่างช่วยไม่ได้ เปิดสปีกเกอร์เพื่อให้ทุกคนได้ยิน ไม่นานปลายสายก็กดรับ

            (ครับคุณลีโอ)

            “...ท่าน” ครูใหญ่เบิกตาโพลงราวกับไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน “ทะ ทำไมถึง”

            “ผมมีอะไรอยากให้ช่วยหน่อย”

            (ครับ ยินดีครับ)

            เขาคลานเข้ามาแทบเท้าผม ส่ายหน้าอ้อนวอนทั้งน้ำตา ผมเตะเขาออกไปอย่างรำคาญ แอบสะใจนิดหน่อยกับใบหน้าผิดหวังนั่น เขาคงจะเข้าใจแล้วว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าผม ตัวเองนั้นไม่สามารถทำอะไรได้เลย

            “ไม่มีอะไรแล้ว”

            (อะ...ครับ ถ้ามีอะไรติดต่อมาได้เสมอเลยนะครับคุณลีโอ ผมยินดีช่วยเสมอ)

            “ขอบใจมาก”

            ผมกดวางสายและเดินเข้าไปใกล้ “เข้าใจรึยัง? ว่าผมสามารถทำลายชีวิตคุณได้”

            “ฮึก...ฮึก ครับ”

            “เอาล่ะ” ผมยืนพิงโต๊ะ “คะแนนของน้องผมจะไม่ถูกหัก ส่วนเรื่องพักการเรียน...มึงอยากพักไหม?”

            เสือส่ายหน้า

            “โอเค ไม่มีการพักการเรียน และหวังว่าคุณจะเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับนักเรียนซะใหม่” ผมว่ายิ้มๆ “ต่อจากนี้ก็ฝากเอ็นดูน้องผมด้วยนะ”

            เสือเอ่ยแทรก “เพื่อนกูด้วยๆ”

            “เพื่อนน้องผมด้วย”

            “ครับ ฮึก”

            “เสือมึงออกไปได้เลยนะ กูมีอะไรจะคุยกับครูใหญ่ต่ออีกหน่อย”

            “โอเค” เสือพยักหน้าแล้วเดินออกไป ผมนั่งลงที่เก้าอี้เดิม ส่งสายตาบอกครูใหญ่ให้กลับมานั่งที่ เขาลุกขึ้นอย่างทุลักทะเล เก็บเก้าอี้ที่ล้ม นั่งลงท่าทางยังคงสั่นกลัว

            “ผมไม่ค่อยพอใจโรงเรียนนี้เท่าไหร่” ผมพูดออกไปตามตรง ตั้งแต่เดินเข้ามานี่มีจุดที่ไม่ชอบใจเพียบ พอคิดว่าเสือต้องมาอยู่ที่นี่ทุกวันก็เริ่มเป็นกังวล “ตึกเก่าเกินไป เกิดน้องผมได้รับอันตรายล่ะ ปรับปรุงด้วย”

            “...ครับผม”

            “โรงอาหารคนก็เยอะ ทำไมคุณไม่สร้างเพิ่ม?”

            “...ครับ ผมจะสร้างเพิ่ม”

            “ห้องเรียนควรเป็นห้องแอร์นะ คุณว่าไง”

            “คะ ควรเป็นห้องแอร์ครับ”

            “ให้งบชมรมฟุตบอลเยอะๆหน่อยสิ สนามหญ้าก็ดูไม่ค่อยดี ผมไม่อยากให้น้องผมได้รับบาดเจ็บ”

            “ครับ” เขาผงกหัวงึกๆ

            “มีเข้าแถวเคารพธงชาติไหม?”

            “มีครับ”

            “ยกเลิกซะ น่ารำคาญ ร้อนด้วย ไม่อยากให้น้องผมตากแดด”

            “ครับ ได้ครับ”

            “กฎระเบียบล่ะ ต้องตัดผมหรือกำหนดเครื่องแต่งกายไหม?”

            “ครับ”

            “ยกเลิก ไร้สาระ น้องผมถึงจะตัดรองทรงแล้วหล่อเหมือนผม แต่ตัดรองทรงตลอดทั้งปีคงเบื่อแย่”

            “คะ...คือเรื่องนั้น”

            “หืม?”

            “ครับ จะยกเลิกครับ”

            “อืม มีอะไรอีกนะ” ผมนั่งนึก “เช็กครูให้ดีด้วย อย่าให้มีครูเหี้ยๆมาสอนหรือดุด่าน้องผมโดยไม่มีเหตุผล อย่าใช้คำดูถูกหรือรุนแรง เหมือนมึงอะ ขยะสังคมเหี้ยไรนั่นออกมาจากปากคนเป็นครูหรอ แม่งอยากจะเอามีดฉีกให้ปากถึงหู”

            “...ขะ ขอโทษครับ จะไม่ทำแล้วครับ”

            “ห้องน้ำก็ทำให้สะอาด ห้องคอมก็ปรับปรุงซะ ลดการเรียนและการบ้านลงบ้าง หัดจัดกิจกรรมที่มันสร้างสรรค์ด้วย ใช้หัวคิดบ้างเข้าใจไหม?”

            “ครับ”

           

“ปัญหากลั่นแกล้งในโรงเรียนล่ะมีไหม?”

“ไม่มีครับ”

“เช็กให้ดี ไม่มีทางที่จะไม่มี”

“ครับ”

“อ้อ แต่ผมชอบที่ยามของคุณตรวจอาวุธก่อนเข้ามาในโรงเรียนนะ ระบบความปลอดภัยใช้ได้ แต่เพิ่มยามกับกล้องวงจรปิดก็ดี”

            “ตรวจอาวุธ? เอ่อ ครับ ได้ครับ”

            “ประมาณนี้แหละ ขอตัวก่อน หวังว่าคุณจะไม่ผิดคำพูด เดือนหน้าจะผมส่งคนมาเช็ก”

            “คะ คือ” ครูใหญ่พูดขึ้นมาก่อนผมจะเดินออกไป น้ำเสียงและท่าทางดูระมัดระวังอย่างมาก “คะ คือ ถึงจะพูดอย่างนั้น ตะ แต่บางอย่างเราก็ไม่มีงบครับ”

            “อ่า ใช่...มึงไม่เคยยักยอกเงินเลยนี่นา”

            “ครับ”

            “เสือกเป็นคนดีเฉย ทั้งที่ปากหมา”

            “...ขอโทษครับ”

            “ไหนเอางบของโรงเรียนมาดูสิ” ผมว่า แล้วครูใหญ่ก็ไปค้นหาในตู้และหยิบเอกสารจำนวนหนึ่งมาให้ผมดู

            “น่ะ นี่เป็นของสามปีย้อนหลังครับ”

            “...อืม” ผมเปิดดูคร่าวๆ เข้าใจแล้วว่าไม่ใช่ไม่อยากปรับปรุง แต่บางครั้งก็ไม่มีงบจริงๆ “ผมจะออกให้ ทั้งหมดเลย ติดต่อมาแล้วกัน” ผมยื่นนามบัตรให้

            “ขะ ขอบคุณครับ” เขาก้มหัว ยื่นสองมือมารับนามบัตรของผมไป

            และเดินออกจากห้องมาอย่างสบายใจ เห็นเบนนั่งอยู่ด้วยสีหน้าปลงตก

            “ครูใหญ่ปลอดภัยไหม?”

            “ก็ยังไม่ตายนะ”

            “แค่เลือดออกหรอ”

            “เอาเลือดหัวออกหน่อย เตือนสติ” ผมว่า “เสือล่ะ?”

            “ไปแล้ว มีเรียน”

            “โอเค”

“กลับเลยไหม?”

            “กลับสิ”

            ระหว่างนั่งรถกลับ เบนถามผมว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ผมเล่าให้ฟังคร่าวๆ

            “ก็ไม่โทรหาคนนั้นแล้วใช้ขู่ครูใหญ่แต่แรกวะ”

            “รำคาญ แม่งพูดจาไม่เข้าหู” ผมตอบไปตามตรง “ถ้าจำไม่ผิดตอนเย็นมึงมีงานนี่”

            “อืม แค่เก็บคนเฉยๆ”

            “กูไปด้วยดิ”

            “ไม่ต้องถึงมือมึงหรอก”

            “เอาน่า” ผมกวาดแขนไปวางบนพนักพิงข้างหลังเบน “เกิดมึงพลาดแล้วบาดเจ็บเหมือนคราวก่อนทำไง”

            “แค่แขนถลอกเนี่ยนะ จะแซวอีกนานไหม”

            “ไม่ได้จะแซว”

            “งั้นอะไร”

            “คนเป็นห่วงเนี่ย สำนึกบ้างดิ”

            “...ไปเป็นห่วงพ่อมึงเถอะ”

            “...”

            ผมขมวดคิ้วมองมัน

เพราะมีลูกน้องอยู่ทำให้พูดออกไปไม่ได้ ได้แต่กู่ร้องในใจเงียบๆ

            ...เบนนนน ทำไมมึงปากร้ายใส่กูจังเลยวะ!!

           

           

           

           

           

           



 




     มีอีกคนติดในเฟรนด์โซนเหมือนกัน

     #ช่วงนี้เดือนหนาว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.172K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

11,202 ความคิดเห็น

  1. #11182 bampido (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2564 / 22:54
    พี่สิงห์โหดมาก
    #11,182
    0
  2. #11141 WangEn_Tuan (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2564 / 03:23
    พี่น้องบ้านนี้ติด friend zone กันทางสายเลือดหรอ555555555
    #11,141
    0
  3. #10914 softless (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2564 / 19:10
    กร้ดดดชั้นว่าเเล้วว่าได้กลิ่นสิงห์เบน นั้นไงงง สมหวังๆๆๆๆ
    #10,914
    0
  4. #10391 Jinjoo.K (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 26 เมษายน 2564 / 15:41
    ติดเฟรนโซนกันให้หมด5555555
    #10,391
    0
  5. #10214 Mompunim (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 21 เมษายน 2564 / 21:09
    เฟรนโซนนี่คือมรดกตกทอดปะถามจริ๊งงงงงง
    #10,214
    0
  6. #9844 chaws03 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 18 เมษายน 2564 / 19:54
    พี่สิงห์ก็friend zone เหมือนกันหรอเนี่ยยยย
    #9,844
    0
  7. #9817 mentorboom (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 17 เมษายน 2564 / 22:47
    พรี้สิงห์ 555555555555555
    #9,817
    0
  8. #9775 Siroreaw (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 17 เมษายน 2564 / 13:07
    ตอนแรกกะจะจิ้นพี่สิงห์กับต้าวเหนือสักหน่อย แบบคู่รักสมาคมบราค่อนไรงี้ แต่ไปๆมาๆเห็นความเป็นห่วงที่พี่มีให้เบนจี้แล้ว...อืมมมม ลงเรือสิงห์เบนก็ได้จ่าแม่~~~ งื้ออออ💟💟💟
    #9,775
    0
  9. #9433 Khanthasene (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 13 เมษายน 2564 / 12:28
    เป็นตอนที่ฉันชอบที่สุดเลยล่ะ
    #9,433
    0
  10. #9432 Khanthasene (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 13 เมษายน 2564 / 12:27
    ปังนะ ผู้อุปถัมภ์ค้ำชูรายใหญ่
    #9,432
    0
  11. #9359 sttdaeiei (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 10 เมษายน 2564 / 22:50
    พี่น้องคู่นี้เค้่นิยมเฟรนด์โซนกานนน555
    #9,359
    0
  12. #9341 AnTANDAN (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 10 เมษายน 2564 / 15:40
    เฟรนด์โซนหรอ พี่น้องคู่นี้ 555555
    #9,341
    0
  13. #8248 rnhaha (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 30 มีนาคม 2564 / 23:41
    เฟรนด์โซนทั้งเรื่อง555555555555555
    #8,248
    0
  14. #8218 SerinS. (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 26 มีนาคม 2564 / 17:10
    ยินดีต้อนรับสู่เฟรนด์โซนค่า
    #8,218
    0
  15. #8212 phatthiraa (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 25 มีนาคม 2564 / 10:03
    อยากเป็นเมียพี่สิงห์แล้วหนึ่ง
    #8,212
    0
  16. #8176 neesrieng (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 11 มีนาคม 2564 / 11:15
    พี่สิงห์ค๊าาาาา อยากเป็นเมียยยย
    #8,176
    0
  17. #8168 Wiwha (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 มีนาคม 2564 / 09:14
    เอ็นดูพี่สิงห์ไม่ไหวแล้ววว กูชอบความอลังการ 555
    #8,168
    0
  18. #8095 bunnyt248 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 1 มีนาคม 2564 / 11:06
    พี่เบนจะยากหน่อยนะ พี่สิงห์ท่าทางจะกู่ไม่กลับ
    #8,095
    0
  19. #7955 dclgr4ZvpefmlUQ (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564 / 11:53
    พี่ ก็เพื่อน น้องก็เพื่อน น่าสงสาร วงการเพื่อนเข้าแล้วอกยากจริงๆ
    #7,955
    0
  20. #7730 071727 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2564 / 13:25
    พอเขาบอกจะเก็บเงินแต่งงานรีบค้านเลยนะพี่สิงห์ใจตรงกันอะ
    ตอนนี้ก็ ปลื้มปริ่ม ที่ทำเพื่อน้องได้อะเนาะ
    #7,730
    0
  21. #7723 crzoldyck7 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564 / 18:14
    สิงห์ก็รักแหละเบน แต่ปากแข็ง
    #7,723
    0
  22. #7703 BangJae_ (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 / 00:48
    มีใจให้กันทั้งคู่อะคับบบ ดูออกนะ
    #7,703
    0
  23. #7702 BangJae_ (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 / 00:47
    กี้ดดด คู่นี้น่ารักมากกก แงงง อยากอ่านเลย
    #7,702
    0
  24. #7697 Room-G (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 / 11:35
    พี่สิงห์มาเฟียแน่ใช่มั้ยอ่ะ ทำไมขายขำอ่ะ น่ารักน่าเอ็นดู๊
    #7,697
    0
  25. #7688 pooh0410 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 / 02:14
    เห้ยๆๆๆๆ สิงห์ ชั้นชอบคู่แกว่ะ 😳😳
    #7,688
    0