#ช่วงนี้เดือนหนาว

ตอนที่ 15 : Chapter 14 : ดื่มแคลเซียมให้เยี่ยมยอด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23,813
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3,304 ครั้ง
    29 พ.ย. 63




Chapter 14 : ดื่มแคลเซียมให้เยี่ยมยอด

 

 

 

 

               กวาดสายตาอ่านตัวหนังสือในกล่องข้อความสีเขียวซ้ำไปมานับครั้งไม่ถ้วน ประโยคเดิมๆกับคำว่าเป็นห่วงที่ถูกส่งมาเมื่อประมาณครึ่งชั่วโมงก่อน เลื่อนมือไปกดแคปหน้าจอแชตอีกครั้ง ตอนนี้ในอัลบั้มรูปมือถือของผมมีรูปเหมือนกันสิบสามรูปแล้ว


               เป็นห่วง นึกว่าไปร้องไห้อยู่ที่อื่นอีกละ...


               จะเป็นห่วงมากแค่ไหนกันนะ ถึงขั้นกระวนกระวายที่ผมหายไปเลยรึเปล่า นี่หมายความว่าผมเองก็สำคัญสำหรับหนาวเหมือนกันสินะ เพราะถ้าไม่อย่างนั้นคงไม่มีความจำเป็นอะไรต้องเป็นห่วง


               สำคัญ...


               ผมเป็นคนสำคัญของเดือนหนาวแหละ คิคิ


               แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง เพราะหนาวเป็นคนเดียวที่รู้จักด้านที่อ่อนแอของผม มันอาจจะมองว่าผมอ่อนแอจนต้องคอยเป็นห่วง ถ้างั้นผมจะกลายเป็นผู้ชายที่ดูพึ่งพาไม่ได้ไปแล้วรึเปล่า


กูคงไม่ใช่ผู้ชายเท่ๆในสายตาเธอแล้วสินะ...


“เฮ้อ” ผมเผลอถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ผมเท่ว่ะ ผมอยากเท่ในสายตาหนาว แบบพอมองมาก็สายตาเป็นประกาย แบบ ว้าว ทำไมไอ้เสือมันดูพึ่งพาได้จัง แต่ตัดภาพมาที่ความเป็นจริงผมยังร้องไห้พิงไหล่ไอ้หนาวอยู่เลย น้ำหูน้ำตาเลอะเสื้อมันอีกต่างหาก ต้องให้มันคอยปลอบคอยโอ๋แถมไม่ใช่แค่ครั้งเดียว


...เออว่ะ ไม่เท่จริงด้วย


“เฮ้อ”


               อย่างหนึ่งที่ผมเริ่มสงสัยแล้วคือตัวผมจะสำคัญกับหนาวมากแค่ไหน เพราะความจริงแล้วหนาวมันเป็นคนที่ใส่ใจคนรอบตัว จุดนี้ก็เป็นจุดหนึ่งที่ผมชอบในตัวมันเหมือนกัน ถ้าเพื่อนคนอื่นร้องไห้มันจะคอยกอดปลอบแล้วบอกว่าเชื่อใจแบบที่ทำกับผมรึเปล่า


               ...ในใจตอบไปแล้วว่าใช่เกือบแปดสิบเปอร์เซ็นต์


               ที่เป็นคนใส่ใจคนอื่นมันก็ดี แต่ใส่ใจแค่กูไม่ได้หรอวะ


               สำคัญเท่ากับคนอื่นมันดีตรงไหนกัน! ถ้าสำคัญเท่ากันหมดมันก็ไม่เรียกว่าสำคัญสิ!

               อ๊ากกกก! ไม่นะ!!

               ผมโวยวายในใจทั้งที่ใบหน้ายังคงเรียบนิ่งเป็นปกติอยู่ สักพักเห็นไอ้จ๊าบเอาสมุดการบ้านที่ครูตรวจเสร็จแล้วมาเดินไล่แจกคืน ผมอดที่จะเหลือบมองมันไม่ได้

               ถ้าเป็นไอ้เหี้ยนี่...หนาวก็ต้องแคร์แน่ๆ


               เหอะ ก็แน่ล่ะ รู้จักกันมาตั้งแต่มอสามแล้วนี่ ไอ้ผมมันก็แค่คนมาทีหลัง ใช่สิ ก็ผมมันแค่คนรู้จักสองเดือน จะไปสู้คนที่รู้จักเป็นปีได้ไง ไปซ้อมที่ค่ายมวยมันทุกวันอาทิตย์อีก สนิทกันมากเลยอย่างนั้นสิ


               “มึงเป็นไรวะ มองกูอยู่ได้” ไอ้จ๊าบขมวดคิ้วมองผมอย่างสงสัย


               “เปล่า” ผมตอบพร้อมเบนสายตาหันไปทางอื่นทำทีไม่สนใจ “มึงนี่ดีเนาะ” ผมเอ่ยขึ้นเปรยๆ จ๊าบเดินถอยหลังกลับมาอย่างงุนงง


               “คุยกับกูหรอ”


               “ดีเนาะมึงเนี่ย” ผมพูดเสียงเบา ปรายสายตาขึ้นมองคนที่ยืนอยู่ด้วยแววตาไม่เป็นมิตรเท่าไหร่นัก นั่นยิ่งทำให้คนถูกมองสับสนขึ้นไปอีก “ดีจริงๆเลย”


               “เชี่ยไรเนี่ย”


               “เปล่า”


               “ฟิวส์ เพื่อนมึงเป็นไรอะ” มันยอมแพ้กับการถามผม ข้ามหัวผมไปถามไอ้ฟิวส์ที่นั่งข้างผมแทน ฟิวส์ส่ายหน้าพร้อมยักไหล่เบาๆ


               “ไม่รู้ดิ มันก็ชอบทำตัวส้นตีนแบบนี้แหละ”


               “เออ” จ๊าบตอบอย่างไม่ได้สนใจอะไรต่อแล้วค่อยเดินไปแจกสมุดแถวข้างหลัง


               วันนี้ทั้งวันเป็นวันที่ผมหมกมุ่นอยู่กับตัวเอง เอาแต่คิดว่าตัวเองจะสำคัญหรือไม่สำคัญสำหรับหนาว แน่นอนว่ามันไม่มีทางได้คำตอบหรอก รู้ตัวอีกทีก็ถึงคาบสุดท้ายแล้ว วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ปกติโรงเรียนจะเลิกเร็วอยู่ทั้งชมรมฟุตบอลงดซ้อมเนื่องจากเมื่อคืนฝนตกจนใช้สนามไม่ได้


               “เสือ กูว่าจะไปร้านเกมอะ มึงไปไหม” มิกเอ่ยถามขึ้นทันทีหลังจากเลิกคาบเรียน


               “ร้านเกม?”


               “เออ”


               “ไปก็ได้” ผมตอบตกลง เผื่อว่าได้เล่นเกมแล้วจะหยุดคิดอะไรพร่ำเพ้อไปได้บ้าง พอคิดว่าตัวเองอาจจะไม่สำคัญมันก็แอบน้อยใจ รู้สึกห่อเหี่ยวอย่างบอกไม่ถูก แต่พอปลอบใจตัวเองว่าผมต้องสำคัญสิ ก็เราสนิทกันมากเลยนี่นา แถมยังได้นอนบ้านมันตั้งเกือบสองเดือน กินข้าวด้วยกันทำอะไรด้วยกัน หมายความว่าต้องสนิทกว่าคนอื่นและสำคัญกว่าคนอื่นด้วย พอคิดอย่างนั้นหัวใจก็พองฟูขึ้นมา


               แล้ววันนี้จะกลับไปนอนบ้านหนาวรึเปล่าผมก็ยังหาคำตอบไม่ได้ ตอนแรกคิดว่าต้องไปแน่นอนเพราะเจอคำว่าเป็นห่วงแอทแทคเข้าอย่างจัง แต่คิดไปคิดมามันก็แอบนอยอะ เป็นห่วงอะไรกัน ถ้าไอ้จ๊าบมันร้องไห้มึงก็จะบอกว่าเป็นห่วงมันเหมือนกันนั่นแหละ อีกอย่างหนึ่งคือผมยังไม่สามารถทำตัวแนบเนียนต่อหน้ามันได้เลย


               “เออ กูต้องไปธุระอย่างหนึ่งก่อนว่ะ” ผมว่าอย่างเพิ่งนึกขึ้นได้


               “อะไรวะ”


               “เดี๋ยวตามไปทีหลัง” ผมตอบแค่นั้นก่อนจะรีบเดินออกจากประตูโรงเรียนมา ขี่รถมอเตอร์ไซค์ออกไปไกลจากโรงเรียนพอสมควร ไปยังปั๊มน้ำมันร้างแห่งหนึ่งที่ได้ยินมาว่าเป็นแหล่งซ่องสุมของแก๊งอันธพาลของอีกโรงเรียน เป็นแก๊งที่มาหาเรื่องหนาววันนั้น


               ทันทีที่ขี่เข้ามา พวกมันได้ยินเสียงร้องของผมก็หันขวับมองมาเป็นตาเดียว สามคนในนั้นเดินออกมาต้อนรับด้วยท่าทางไม่เป็นมิตร ผมจอดรถแล้วเดินเข้าไปหา ในจังหวะที่หนึ่งในสามนั้นกำลังจะเอ่ยปากถาม ผมซัดหมัดเข้าใบหน้ามันเต็มแรงจนมันสลบไป


               “อะไรวะ!” เสียงโวยวายของคนอื่นๆดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงวุ่นวายอยู่หลายนาทีจนกระทั่งสงบลง จากเสียงปะทะกันกลายเป็นเสียงร้องโอดครวญอย่างน่ารำคาญของคนที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่เต็มพื้น ผมปรายสายตามองหาตัวหัวหน้าเห็นว่ามันล้มนอนหน้าคว่ำอยู่อีกทาง ปัดเศษฝุ่นที่เลอะเสื้อเล็กน้อยแล้วเดินเข้าไปหา ดึงเส้นผมให้มันเงยหน้าขึ้นมามอง


               “อย่ามายุ่งกับเดือนหนาวอีก เข้าใจไหม?” ผมพูดเตือนด้วยน้ำเสียงเรียบเพราะอารมณ์ครุ่กกรุ่นที่มีอยู่ในจิตใจ มันพยักหน้าอย่างไร้เรี่ยวแรง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยช้ำและรอยเลือด “กูถามว่าเข้าใจไหม?”


               “อะ...อึก อื้อ ขะ เข้าใจแล้ว” น้ำเสียงแหบพร่าพูดตอบอย่างยากลำบาก


               “บอกเมียมึงด้วย” ผมทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะปรายสายตามองสิ่งที่ตัวเองได้ทำเอาไว้ รีบมาจัดการก่อนนี่แหละดีกว่ารอให้พวกมันกลับมาหาเรื่องอีกรอบ ถ้าเกิดว่าคราวหน้าพวกมันมาหาหนาวตอนผมไม่อยู่ด้วยคงแย่


               ใครจะทำเพื่อความปลอดภัยของหนาวได้อย่างผมกันล่ะ

              

              

 


               ผมเปิดประตูเดินเข้ามาในร้านเกมอย่างอารมณ์ กวาดสายตามองหาฟิวส์กับมิกแต่ดันไปเห็นใครบางคนที่นั่งอยู่โต๊ะกลางร้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเปล่งประกาย กำลังคุยอยู่กับเพื่อนอีกคนอย่างสนุกสนานก็เกิดความรู้สึกน้อยใจขึ้นมาอีกครั้ง


               หนาว...มึงมีความสุขดีอยู่กับคนอื่นสินะ


               ยิ้มน่ารักขนาดนั้น ใครเขาก็เห็นไปทั่วเลยน่ะสิ...


               ผมเดินไปอีกทางเพื่อไปนั่งกับฟิวส์และมิก เอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดแรง เหมือนว่าสองคนนั่นจะพูดอะไรสักอย่างแต่มันไม่เข้าหูผมแล้ว หยิบหูฟังของร้านขึ้นมาสวมแล้วเปิดเกมเล่น


               “เสือ มึงเล่นเหี้ยไรเนี่ย!


               เสียงก่นด่าของฟิวส์ทะลุผ่านหูฟังเข้ามา ผมทำเป็นไม่สนใจจนมันทนไม่ได้หยิบหูฟังผมออก


               “ไอ้เชี่ยนี่มันแรงค์นะโว้ย!


               “...”


               “สภาพเหี้ยนี่คืออะไร”


               “กูเศร้า”


               “ฮะ?”


               “เศร้า”


               “เศร้าไร ก่อนหน้านี้ยังดีๆอยู่เลย”


               “กูกลับก่อนนะ” ผมว่าเสียงเบา อดใจไม่ได้เหลือบไปมองเห็นเดือนหนาวกำลังหัวเราะอยู่กับคนอื่น ไม่ได้มองมาทางนี้เลยแม้แต่นิดเดียว


               “กลับแล้วหรอ เดี๋ยว ยังไม่จบตา เพื่อน!


               “จะกลับ”


               “เล่นให้จบตาก่อน!


               “กูเศร้าอยู่แต่มึงบังคับให้กูเล่นเกมจนจบตาหรอ” ผมโวยวายเสียงเบา ไอ้คนชั่วเอ๊ย ไม่คิดถึงจิตใจกูบ้างเลยรึไง! “มึงแม่งโคตรเชี่ยอะ”


               “โว๊ะ! เศร้าเหี้ยไรก็ไม่ยอมบอก เล่นก่อน เดี๋ยวกูจะรับฟังมึงเอง”


               “ฟังไปก็เท่า-” ผมยังพูดไม่ทันจบฟิวส์ก็จับมือมาวางลงบนโต๊ะเชิงบังคับให้เล่นต่อ ให้วันที่เศร้ายังมีเพื่อนบังคับให้ลงแรงค์ ไอ้สัดเอ๊ย


               เล่นไปจนจบตากำลังจะลุกออกไป จู่ๆก็มีคนสะกิดจากด้านหลัง ผมหันไปมองอย่างหงุดหงิดแต่พบว่าเป็นเดือนหนาว ผมเผลอร้องออกมาอย่างตกใจ

               “เชี่ย!


               “ชู่!” ไอ้หนาวยกมือมาปิดปากผม สัมผัสจากมืออุ่นทำเอาหัวใจแทบหยุดเต้น “ร้องเสียงดังทำห่าอะไรเนี่ย”


               แล้วมันก็เอามือออก


               “...”


               “สรุปวันนี้มึงกลับไหม?”


               “...” ผมไม่ตอบแต่เบือนหน้าหนีไปโดยไม่รู้ตัว คิดในใจว่าจะมาถามทำไมกันล่ะ


               “เป็นเหี้ยไร”


               “เปล่า มาถามกูทำไมอะ”


               “อ้าว ก็ถามไง”


               “แล้วจะถามทำไม”


               “ก็จะได้รู้ไง”


               “ไม่กลับ ไปชวนเพื่อนมึงคนอื่นสิ” ผมเอ่ยประชดประชันไปโดยไม่ได้ตั้งใจ รู้ตัวอีกทีก็รู้สึกอยากตีปากของตัวเองขึ้นมา หนาวขมวดคิ้วทำหน้าไม่เข้าใจ


               “หา? ชวนใคร”


               “ไม่รู้” ผมตอบไปอย่างตัดบท ลุกขึ้นยืนแล้วก้มหน้าลงมองอีกฝ่ายเล็กน้อย “ไปละ”


               “เอ้า”


               ผมเดินออกมาจากร้านท่ามกลางความงุนงงของเดือนหนาว พอมาอยู่ตรงแถวที่จอดรถผมก็โวยวายกับตัวเองในใจว่าทำเหี้ยอะไรของกูวะเนี่ย!!


               จะพูดจาประชดประชันทำไมวะ หนาวมันไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยซักหน่อย


               ตะ...แต่ทำไงได้เล่า! ก็ผมน้อยใจนี่นา!

              

 

               .....

 

               ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะไปขี่รถเล่นเหมือนอย่างที่ผมทำ แต่คิดไปคิดมากลับไม่มีอารมณ์จะทำอย่างนั้นเลยตัดสินใจจะกลับไปรอที่ห้องของฟิวส์ ขี่มาได้ครึ่งทางนึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่มีกุญแจห้องเลยต้องวนกลับไปเอา อดถอนหายใจให้กับอาการเหม่อลอยของตัวเองไม่ได้ ไขกุญแจเข้าห้องแล้วเดินไปทิ้งตัวลงบนเตียง


               ดึงผ้าห่มมาพันตัวเองให้เป็นเหมือนซูซิแล้วขดตัวงอเข่า แน่นอนว่าผมยังนอนไม่หลับหรอก แค่นอนคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้น


               รู้สึกตัวอีกทีก็มีเสียงเปิดประตูดังขึ้น ผมไม่ได้หันไปมองแค่ได้ยินเสียงมิกกับฟิวส์คุยกัน


               “ก้อนเหี้ยไรวะ” เสียงของฟิวส์พร้อมกับเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ มันดึงผ้าห่มผมออก “มึงทำอะไรของมึงเนี่ย”


               ผมไม่ตอบยังคงนอนนิ่งอยู่จนฟิวส์ออกแรงเยอะขึ้น


               “โอ๊ย!” ผมร้องลั่นออกมาเมื่อโดนกระชากผ้าอย่างแรงจนตัวเองกลิ้งตกมาอยู่บนพื้น “มึงทำกับซูซิอย่างนี้ได้ไง!” ผมโวยวายอย่างอดไม่ได้


               สองคนมองมาที่ผมแล้วหัวเราะคิกคักกันใหญ่ ผมไม่สนใจตะกายกลับขึ้นไปบนเตียงต่อ


               “เศร้าหรอ”


               “อือ” ผมตอบเสียงเบาในลำคอ นอนตะแคงหันหลังให้พวกมัน


               “มากินแก้เศร้ากัน”


               “ซื้อเหล้ามาหรอ”


               “ซื้อนมมา”


               ผมพลิกตัวหันกลับมามองอย่างเซ็งๆ เห็นมิกกับฟิวส์นั่งลงบนพื้นข้างเตียงแล้วช่วยกันหยิบนมออกมาจากถุง แม่งซื้อนมมาจริงด้วยแล้วซื้อแต่นมอีกต่างหาก “แดกนมแก้เศร้าเนี่ยนะ”


               “จะมาแดกลงแดกเหล้าอะไร ไว้อายุถึงก่อนค่อยแดก” มิกว่า เจาะหลอดนมแล้วยื่นมาให้ ผมรับมาแล้วกินทั้งที่ยังนอนตะแคงมองดูพวกมันอยู่


               “ซื้อมาแต่นมหรอ” ผมบ่น “น้ำผลไม้หรือน้ำอย่างอื่นไม่มีเลยรึไง น้ำอัดลมงี้”


               “นมมีแคลเซียม” ฟิวส์พูดขึ้นหลังจากดูดนมปื๊ดเดียวจนหมดกล่อง


               “เออ” ผมตอบอย่างไม่สนใจเท่าไหร่นัก ฟิวส์มันชอบกินนมเวลาที่เศร้า เศร้ามากกินมาก เศร้าน้อยกินน้อย ส่วนเหตุผลที่เป็นนมมากกว่าอย่างอื่นเพราะมันบอกว่าแคลเซียมมีประโยชน์ ก็รู้แหละว่ามีประโยชน์แต่ไม่ยักกะรู้ว่าช่วยให้หายเศร้าได้ด้วย


               “แคลเซียมช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ แม้กระทั่งหัวใจ”


               “จริงหรอวะ” มิกเอ่ยถามทั้งที่ปากก็ยังคาบหลอดดูดอยู่ “กูนึกว่าซ่อมแค่กระดูก”


               “อย่าสงสัยให้มาก” ฟิวส์ว่าตัดบทแล้วยื่นนมให้ไอ้มิกอีกกล่อง ผมชะเง้อมองดูว่าพวกมันซื้อมาทั้งหมดกี่กล่องกันแน่ “หมดยังกล่องนั้นอะ” หันมาถามผม ผมดูดปื๊ดเดียวหมดกล่องแล้วยื่นไปรับกล่องใหม่มา “เออ แดกเยอะๆ เดี๋ยวก็หายเศร้าแล้ว”


               “เออ แล้วมึงเศร้าไรอะ” มิกถาม “ไม่ค่อยเห็นมึงเศร้านะ ส่วนมากเป็นไอ้ฟิวส์ มันอกหักบ่อย แดกนมจนตัวสูงชะลูดหมดละ”


               “สูงชะลูดนี่ฟังดูไม่ค่อยดีเลยแฮะ” ฟิวส์ส่ายหน้าเบาๆอย่างเอือมระอา “สรุปเศร้าไร ตอนอยู่ร้านเกมก็ทำตัวแปลกๆจนไอ้หนาวงงตาแตกเลย”


               “...หรอ” ผมวางกล่องนมที่ว่างเปล่าลงบนพื้น ถอนหายใจแล้วทิ้งหัวลงบนหมอน “มึงได้บอกไรมันไหม”


               “เออ ก็บอกว่ามึงเศร้าอยู่”


               “ฮะ?”


               “ทำไมอะ ก็มึงบอกว่าเศร้าอยู่ กูก็เลยบอกมันแบบนั้น”


               “มึงบอกมันว่ากูเศร้าอยู่อ่อ?”


               “ใช่” ฟิวส์ผงกหัวอย่างงุนงง คงจะสงสัยว่าผมทำท่าทีตกใจทำไม “หรือกูไม่ควรบอก?”


               “ไม่ๆ” ผมตอบไปแทบจะทันที ให้หนาวรู้ก็ดีว่าผมเศร้าอยู่เผื่อมันจะไปหันมาสนใจผมบ้าง


               ...แต่ เดี๋ยวสิ ถ้ามันรู้ว่าผมเศร้าอยู่แล้วทำไมมันไม่เห็นส่งข้อความหรือโทรมาถามบ้างเลยอะ


               อาจจะส่งมาแต่ไม่แจ้งเตือนก็ได้


               ผมหยิบมือถือออกมาเช็กดูเพื่อให้แน่ใจกลับพบว่าไม่มีสายเข้าหรือแชตเด้งเลยแม้แต่อย่างเดียว ทำให้เผลอถอนหายใจออกมาอย่างอดไม่ได้


               ใจร้ายใจดำขนาดนี้เลยหรอคนเรา...


               “มึงบอกมันแน่นะ?” ผมถามย้ำ ฟิวส์พยักหน้าแทนคำตอบ “อะไรวะ” บ่นกับตัวเองพร้อมยู่ปากอย่างไม่พอใจเท่าไหร่นัก


               “ทำไม สรุปเศร้าไรจะบอกได้รึยัง”


               “พวกมึง” ผมเรียกเสียงเบาพลางก้าวขาลงมานั่งบนพื้นข้างๆพวกมัน “อย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกใครนะ”


               “อ่าฮะ” ทั้งสองผงกหัวหงึกๆ แต่ท่าทางไม่ได้สนใจเท่าไหร่ราวกับคิดในใจว่าคงไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ประโยคต่อมาของผมทำเอาพวกมันแทบจะสำลัก


            “กูว่ากูชอบหนาวว่ะ”


            “ฮึก แค่กๆ” ไอ้มิกกี้แค่นไอออกมาเพราะสำลัก ทุบหน้าตัวเองเบาๆ ส่วนฟิวส์ขมวดคิ้วทำหน้าราวกับไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน “ขออีกที”


               “ก็อย่างที่ได้ยินแหละ”


               “ไอ้หนาว ไม่ใช่เหนือนะ?” มิกถามย้ำ ผมพยักหน้าแทนคำตอบ มันทำหน้าเหวอไปสักพักก่อนจะถอนหายใจออกมา “อ่า อืม ทำไมวะ”


               “ทำไมคือ?”


               “ทำไมถึงชอบอะ อยากรู้”


               “มันอธิบายยากว่ะ รู้แค่ชอบไปแล้ว” ผมตอบไปแบบเลี่ยงๆเพราะไม่ได้อยากเล่ารายละเอียดทั้งหมด “นี่แหละที่บอกว่าจะมาเล่าให้พวกมึงฟัง กูไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อดี”


               “อ่า” ฟิวส์พยักหน้าเชิงว่าเข้าใจ


               “อ่าเหี้ยไร ตอนแรกกูนึกว่ามึงรู้ตั้งแต่ตอนเช้าแล้วซะอีก ที่มันใส่เสื้อกูอะ โคตรควาย ผิดหวังชิบหาย” ผมบ่นอย่างอดไม่ได้ ตอนแรกอุตส่าห์เตรียมใจไว้แล้วเชียว เสือกมาโง่อะไรตอนนั้นก็ไม่รู้


               “กูหยอก” ฟิวส์ว่าด้วยสีหน้าจริงจัง ผมเบะปากส่ายหน้ารัวๆเชิงไม่เชื่อ “จริงๆ แกล้งมึงเฉยๆ ตอนแรกก็สงสัยอยู่แล้ว”


               “ไม่ทันแล้วฟิวส์”


               “พูดจริง” มันเอ่ยย้ำ


               “อะๆ เชื่อๆ” ผมว่าพร้อมกับส่ายหน้าไปด้วย “แล้วพวกมึงว่ากูมีโอกาสไหม”


               “กับไอ้หนาวอะหรอ” ฟิวส์ถาม เอนกายพิงกำแพง ยกแขนขึ้นกอดอกปรายสายตามองมา “ไม่รู้ว่ะ แล้วมึงอะคิดว่าไง มึงอยู่กับมันแทบจะตลอดนี่?”


               “กูก็ไม่รู้อะ” ผมพูดเสียงเบา ห่อไหล่ลงโดยไม่รู้ตัว “กูกับมันอยู่แบบเพื่อนมาตลอดไง”     


               “แต่มันก็ไม่ได้ดู...เขาเรียกอะไรวะ” มิกพูดขึ้นและในขณะเดียวกันก็เอามือลูบคางพยายามคิดไปด้วย “ไม่ได้เข้าหายากมั้ยวะ แบบไม่ได้ปิดกั้นอะ หรือเพราะมันอัธยาศัยดีรึเปล่าเลยทำให้กูคิดแบบนี้”


               “ก็จริง” ฟิวส์พยักหน้าอย่างเห็นด้วย


               “งั้นหรอ”


               “แล้วมึงจะหงอยทำไมก่อน” ฟิวส์ถาม “อย่าบอกนะว่าที่เศร้าเพราะโดนปฏิเสธมาแล้ว”


               ผมส่ายหน้า “ไม่ใช่อะ”


               “งั้นเศร้าเรื่องอะไร”


               “...” ผมเม้มปากเล็กน้อย ไม่ค่อยอยากพูดออกไปตรงๆเลยว่าน้อยใจ


               “เถอะน่าเสือ บอกมาเถอะ”


               “...”


               “พวกกูไม่เอาไปบอกใครหรอกน่า ซีเรียสนะเนี่ย เราจะได้ช่วยกันแก้ปัญหาไง” ฟิวส์เริ่มหว่านล้อม นั่นทำให้ผมเริ่มใจอ่อน ก็ผมตั้งใจไว้แล้วนี่นาว่าจะมาปรึกษาไอ้สองคนนี้ ไม่อย่างนั้นผมคงไม่มีทางรู้ว่าควรทำยังไงต่อ ดังนั้นผมควรจะเล่าทุกอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองคิดและรู้สึกด้วยเพราะผมเองก็ไม่ได้อยากเดินย่ำอยู่กับที่อย่างนี้ตลอดไป


               “อย่าล้อกูนะ ห้ามขำด้วย”


               “จะล้อทำไมวะ เพื่อนเศร้านะเว้ย” มิกพูดด้วยท่าทางจริงใจ ผมถอนหายใจออกมาอีกครั้งเพื่อเตรียมใจก่อนจะเอ่ยปากบอก


               “กูน้อยใจ”


               “เรื่อง?”


               “มันไม่สนใจกูอะ”


               “ยังไง”


               “กะ...ก็ มันไปยิ้มอยู่กับคนอื่นไง” ผมพูดเสียงแผ่วอย่างเขินอาย ก้มหน้าลงเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว


               “...หือ?” ฟิวส์เลิกคิ้วอย่างแปลกใจกับท่าทางของผมอย่างมาก


               “ไม่แปลกปะวะ มันอยู่กับเพื่อน ปกติมันก็ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเหมือนคนเล่นยาอยู่แล้ว” มิกว่า ฟิวส์ท่าทางจะคิดเหมือนกัน


“คือที่มึงซึมตั้งแต่ตอนเย็นเพราะน้อยใจมันอะนะ”


               “อื้อ”


               “...” ทั้งสองไม่พูดอะไรแค่ขมวดคิ้วหันไปมองหน้ากัน สักพักฟิวส์ก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน “แค่นี้อะนะ?”


               “แค่นี้อะไรเล่า ยังมีอีก”


               “อะ ว่ามา”


               “พอคิดว่าตัวเองไม่สำคัญสำหรับมันก็รู้สึกแย่อะ”


               “ทำไมคิดงั้น?” มิกถาม


               “กูก็คงเป็นแค่เพื่อนคนหนึ่งในสายตามันไง”


               “รู้ได้ไง”


               “ไม่รู้อะ กูน้อยใจไว้ก่อน”


               “เหี้ยไรเนี่ย” ฟิวส์หลุดขำออกมาเสียงดังลั่น ผมหันไปมองค้อนใส่มัน ไหนบอกว่าจะไม่ขำไงวะ “โทษๆ คือยังไงวะน้อยใจไว้ก่อน เห้ย เพื่อนกูมีมุมเด็กน้อยอย่างนี้ด้วยว่ะ”


               “เออ ไอ้เหี้ย ใจน้อยชิบหาย เพิ่งรู้ว่ามึงชอบใครแล้วจะเป็นแบบนี้” มิกว่าพลางใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มเหมือนกำลังตื่นเต้นอยู่หน่อยๆ


               “ใช่ๆ คือเอางี้ก่อน มึงต้องค่อยเป็นค่อยไปเว้ย อย่าเพิ่งไปหวังอะไรเยอะ อย่าไปคิดว่ามึงชอบมันแล้วมันต้องชอบมึงทันที อย่างที่มึงบอกว่าพวกมึงอยู่กันแบบเพื่อนมาตลอดไง หนาวมันจะมองว่ามึงเป็นเพื่อนคนหนึ่งก็ไม่ผิด” ฟิวส์พยายามอธิบาย ผมตั้งใจฟัง “ไม่ต้องซึมด้วย ไว้เป็นแฟนกันแล้วมันไม่สนใจมึงอะค่อยซึม นี่เป็นเพื่อนจะให้สนใจขนาดไหน”


               “...”


               “ฟิวส์ อย่าพูดอย่างนั้นดิ แม่งซึมกว่าเดิมแล้วเนี่ย” มิกเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเลิ่กลั่กเมื่อเห็นว่าผมท่าทางซึมกว่าเดิม ผมเอนหลังพิงกับขอบเตียงอย่างหมดเรี่ยวแรง


               “เอ้า ก็พูดความจริง ฟังนะไอ้หนูน้อย ฟังผู้โชกโชนเรื่องการอกหักอย่างกู คนเรามันไม่สมหวังเสมอไปหรอกเว้ย” ฟิวส์ตบไหล่ผมเบาๆ “แต่ตอนนี้มึงยังไม่ได้ไม่สมหวังเพราะหนาวมันยังไม่รู้”


               “จริงอย่างที่ฟิวส์พูด มึงจะน้อยใจไม่ได้อะ มึงจะทำซึมแล้วหลบหน้าไอ้หนาวอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆจนเลิกคบกันเลยรึไง”


               “เปล่า” ผมส่ายหน้าเบาๆ “แต่กูอยากให้มันชอบกูนี่นา”


               “ด้วยการทำตัวน้อยใจแล้วตีตัวออกห่างอะหรอ” ฟิวส์ถามสวนกลับทันควัน คำถามนั่นทำเอาผมห่อเหี่ยวกว่าเดิม “แบบนี้นอกจากมันไม่ได้ชอบมึงกลับแล้ว มันอาจจะงงว่ามึงเป็นเหี้ยไร”


               “อื้อ” ผมพยักหน้าเชิงว่าเข้าใจแล้ว อดถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกไปไม่ได้ ความจริงแล้วก็รู้ตัวแหละว่าไม่ควรทำตัวแบบนี้ ไม่ควรพูดจาประชดด้วย


               “มึงงอนมึงน้อยใจไปก็ต้องหายเองอะ อย่างที่บอกว่ามันไม่ใช่แฟนมึง”


               “อื้อ”


               “ถามสิ่งที่มึงอยากทำกับมันดีกว่า”


               “สิ่งที่อยากทำ?”


               “เออ สิ่งที่อยากทำอะ อยากเมินมันหรอ”


               “เปล่า” ผมส่ายหน้า “ไม่ได้อยากเมิน อยากอยู่ด้วย”


               “ก็ เออ อยากอยู่ด้วยก็ไปอยู่”


               “...แต่”


               “มึงอย่ามาทำตัวเด็กสิวะไอ้นี่” ฟิวส์ยื่นมือมาเขย่าไหล่จนตัวผมโงนเงนไปมา “เอาจริงที่มึงงอนมันเนี่ยแม่งไม่ใช่เรื่องเลยนะเว้ย ถึงเป็นแฟนกันแล้วก็ตามอะ แค่มันไปอยู่กับเพื่อนก็น้อยใจ นี่เข้าข่ายงี่เง่าแล้วนะเนี่ย”


               “นี่มึงว่ากูงี่เง่าหรอ?”


               “เออ”


               “ฟิวววววส์” ผมลากเสียงยาวและเริ่มงอแงโดยไม่รู้ตัวจนคนถูกงอแงใส่ทำตัวไม่ถูก


               “งอแงเชี่ยไรเนี่ย” แล้วฟิวส์ก็หันไปถามมิกแทน “มิก เป็นมึง มิกรำคาญปะ ถ้าสมมติว่ามึงอยู่กับเพื่อนแล้วแฟนมึงงอนแบบนี้อะ”


               “ถ้าเพื่อนสนิทแบบนี้มันก็...นะ” มิกถอนหายใจ “มึงหึงเขากับเพื่อนที่อยู่ด้วยกันมาตลอดอะเสือ อย่างหึงกูกับฟิวส์เงี้ย มันไม่ใช่ปะวะ โห อย่างนั้นไอ้หนาวไม่ต้องมีเพื่อนสักคนแล้ว”


               “เออ ไม่ต้องมีเลย” ผมยู่ปากว่าอย่างเอาแต่ใจ “มีแค่กูก็พอแล้ว”


               “เอาแต่ใจชิบหาย ระวังหนาวไม่ชอบเอาอะ เอ๊ะ หรือว่ามันก็ไม่ได้ชอบมึงอยู่แล้ว” ฟิวส์ยกยิ้มมุมปากอย่างน่าหมั่นไส้จนผมนึกอยากต่อยปากแม่งสักที คำพูดทำนองนี้มันคุ้นๆเหมือนที่ผมเคยแซวมันไม่ใช่หรอวะ “เป็นเพื่อนก็ลำบากหน่อยนะ”


               “เหอะ แล้วมึงอะ ไม่ได้เป็นแม้กระทั่งเพื่อนเลยด้วยซ้ำ” ผมเย้ยคืน อีกฝ่ายถลึงตาโตทันที


               “ดีกว่าคนที่มันกำลังจะได้เป็นเพื่อนตลอดไปแล้วกันวะ น้อยใจหรอ เหอะ หายเองสิไอ้เพื่อน”


               “คนที่แค่ได้คุยกับเขาวันละครั้งตอนสั่งข้าวไม่มีสิทธิ์พูด ดีไม่ดีได้คุยกับแฝดน้องเขาแทนด้วย”


               “ขี้แพ้สองคนทับถมกันหรอวะ ฟังแล้วสมเพชยังไงไม่รู้ สถานการณ์ไม่ค่อยดีทั้งคู่แหละพวกมึงอะ” มิกถอนหายใจพลางเอ่ยปราม “มึงหายซึมแล้วหรอ”


               “ก็ไอ้ฟิวส์นั่นแหละหาเรื่องกูอะ” ผมโวยวายอย่างไม่พอใจ “เฮ้อ แล้วกูควรทำไงต่อไป”


               “ยากว่ะ” ฟิวส์ถอนหายใจออกมาอย่างปลงตก “คือเราไม่รู้ไงว่ามันคิดยังไง จะถามก็ไม่ได้ เท่าที่ดูคิดนะ มันมีความเป็นไปได้หลายอย่างคือ หนึ่งหนาวมันชอบมึงเหมือนกันแต่ไม่กล้าบอก อันนี้ก็เดายากถ้ามันไม่แสดงออก สองคือถ้าหนาวมันรู้มันอาจจะเปิดใจให้มึงก็ได้”


               “อื้ม”


               “สาม ไอ้หนาวรู้และไม่ได้ชอบมึง คิดว่าเป็นเพื่อนกันมันดีอยู่แล้ว สี่ ไอ้หนาวไม่โอเคที่มึงชอบมัน พอมันรู้ มันก็จะตัดมึงออกไปจากชีวิต”


               “...เชี่ย” ผมสบถเสียงเบาอย่างท้อแท้ใจ จากที่ฟังมาข้อหนึ่งและสองดีสุดเพราะมันสมหวังส่วนสามและสี่แม่งน่ากลัวมาก


               “กูว่าไอ้หนาวไม่น่าจะใจร้ายขนาดนั้น” มิกพูดความคิดเห็นของตัวเอง “ไม่น่าจะข้อสี่อะ อย่างแย่ก็ข้อสาม เป็นเพื่อนกันมันดีอยู่แล้ว”


               “ดีหรอวะ” ผมหดไหล่ลง “แต่ไม่อยากเป็นเพื่อนอะ กูจะเป็นเพื่อนกับคนที่กูอยากเจอ อยากคุย อยากดูแล อยากให้ความสำคัญและอยากเป็นคนสำคัญอย่างมันได้ยังไงอะ เพื่อนกันมันไม่เป็นแบบนี้ปะวะ”


               “แต่ก็น่าจะดีกว่าตัดกันไปเลยปะ แบบนั้นจะเสียไอ้หนาวออกไปจากชีวิตเลยนะเว้ย” มิกว่า


               “แต่ถ้าเป็นเพื่อนกันต่อไป ไอ้เสือก็ต้องทนเห็นไอ้หนาวมันรักกับคนอื่นนะเว้ย” ฟิวส์ว่ากลับ “อีกอย่างหนึ่งถ้าไอ้หนาวมันรู้ว่าไอ้เสือชอบ ระหว่างมันสองคนจะเป็นเหมือนเดิมได้หรอวะ อย่างน้อยๆไอ้หนาวมันต้องกังวลละว่าไอ้เสือจะคิดยังไง จะทำใจได้รึยัง จะเจ็บไหมเวลาเห็นมันอยู่กับคนอื่น มันชอบคนนี้แล้วมันคบได้รึเปล่า มันจะไม่ดีต่อไอ้เสือไหม”


               “เออ ก็จริง” มิกพยักหน้าอย่างเพิ่งนึกขึ้นได้ ในขณะเดียวกันก็ดูท้อใจแทนผมเช่นกัน “เป็นอย่างนั้นคงอึดอัดแย่ ทั้งหนาวทั้งไอ้เสืออะ”


               “เฮ้อ การชอบเพื่อนมันเหี้ยอย่างนี้แหละมึง” ฟิวส์แตะบ่าผมเบาๆเชิงปลอบใจหลังจากเห็นผมกลับมามีท่าทางซึมอีกครั้ง ก็นะ...ได้ยินแบบนี้แล้วจะไม่ให้เครียดยังไงไหว แถมทั้งหมดที่พวกมันพูดมาก็คือเรื่องจริงที่มีโอกาสเป็นไปได้ด้วยสิ สุดท้ายแล้วมันจะไม่จบแค่ว่ามันชอบหรือไม่ชอบผมหรอก เพราะความเป็นเพื่อนของเราทำให้ทุกอย่างมันยุ่งยากขึ้นไปอีก


               “...แต่กูชอบมันจริงๆนะ”


               “หนักใจเลยว่ะ” มิกส่ายหน้าเบาๆ “ทำไมเราไม่มองว่าไอ้หนาวก็ชอบไอ้เสือบ้างวะ”


               “เออจริง เรามองในแง่ร้ายไปแล้วอะ” ฟิวส์ว่าอย่างเห็นด้วย ท่าทางกระตือรือร้นขึ้น “ขนาดมึงที่ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยชอบใครมาก่อนยังหวั่นไหว นับประสาอะไรกับไอ้หนาววะ มันอาจจะหวั่นไหวไม่ต่างกับมึงก็ได้”


               “งั้นหรอวะ”


               “ก็ไม่แน่ไง เนาะมิก” ฟิวส์หันไปหาแนวร่วม มิกพยักหน้ารัวๆ “ข้อหนึ่งกับสองไง”


               “หนึ่งคือมันก็ชอบกูเหมือนกันแต่ไม่กล้าบอกงี้หรอ” ผมถามย้ำ “เหมือนกูตอนนี้อะนะ”


               “ช่าย ก็ไม่แน่ไง หรือถ้าตอนนี้มันยังไม่ชอบมึงในอนาคตอาจจะชอบมึงขึ้นมาก็ได้ ไม่ก็ไม่ได้ชอบแต่เปิดใจให้จีบงี้”


               “แล้วกูจะรู้ได้ไง”


               “ให้ชัวร์ก็ถามเลย”


               “-วยเถอะ”


               “เดี๋ยวนะ” มิกชูมือขึ้นพลางขอเวลานอก “ตอนนี้ไอ้หนาวมันรู้รึยังว่ามึงชอบ”


               “...ฮะ?” ผมขมวดคิ้วมองมันอย่างแปลกใจ “ตอนนี้?”


               “มึงได้แสดงออกไปบ้างรึเปล่า”


               “...เอ่อ” ผมนิ่งค้างไป “มี กูล่กพอสมควรเลย แต่หนาวมันดูไม่ติดใจสงสัยอะไรนะ”


               “หรือว่ามันจะรู้แต่มันทำเป็นไม่รู้” มิกหรี่ตามองและเริ่มเดา “อาจจะเขินแหละ”


               “หรืออาจจะเพราะไม่ชอบ” ผมเอ่ยเสียงแผ่ว ยกมือขึ้นขยี้หัวตัวเอง “กูไม่น่าล่กเลย เฮ้อ คือทุกอย่างที่พูดกันมาเนี่ยมันฟังดูเป็นไปได้หมดเลยเว้ย”


               “ไม่เป็นไรหรอกมั้ง ไอ้หนาวมันก็ดูทึ่มๆอยู่นะ” ฟิวส์ลูบคางอย่างครุ่นคิด “ล่กแค่ไหนถามก่อน”


               “มึงจำมวยจีนกูได้ปะ”


               “จำได้ กูล่ะโคตรสมเพช มาทำเหี้ยไรกันข้างถนนก็ไม่รู้”


               “คือกูอะให้ไอ้หนาวโดนตัวไม่ได้เลย มันล่ก เหมือนไฟช็อต ร่างกายกูมันเลยไปไวกว่าที่คิด หลบอัตโนมัติ พอเผลอหลบปุ๊บก็เลยรำมวยจีน มึงว่าเนียนปะล่ะ”


               “...” ไอ้ฟิวส์ถึงกับพูดอะไรไม่ออก “เอ่อ แต่ตอนนั้นไอ้หนาวมันไม่ได้ดูเคลือบแคลงใจอะไรเลยนะเว้ย”


               “หรอวะ”


               “เออ งั้นก็เนียนแหละ ถือว่าดีมั้ยวะที่มันซื่อบื้อ แต่ก็ไม่ดีตรงที่ถ้ามึงไม่บอกตรงๆหรือแสดงออกชัดเจน มันจะไม่รู้เลยเว้ย”


               “ซื่อบื้ออะไร น่ารักออก” ผมว่าไปตามความคิด หนาวเป็นอย่างนี้แล้วน่ารักจะตาย


               “อยากให้มันรู้ไหมล่ะว่าชอบ?”


               “...โห” ผมเงียบไปสักพักเพื่อใช้เวลาคิดทบทวน เมื่อคิดดีแล้วจึงค่อยพูดออกไป “กูอยากให้มันคิดเหมือนกูนะ แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นไปได้รึเปล่า กูรู้สึกเหมือนว่าความสัมพันธ์ของเราตอนนี้มันขึ้นอยู่กับกูว่าจะพูดออกไปรึเปล่าอะ”


               “...”


               “ถ้ากูพูดออกไป ไม่ว่ายังไงแม่งก็ไม่เหมือนเดิมอะ ถึงตอนนั้นกูต้องแน่ใจแล้วว่าหนาวคงจะคิดเหมือนกันจะได้ไม่เสียมันไป แต่ก็นั่นแหละ จะเป็นไปได้รึเปล่าก็ไม่รู้”


               “อย่าเพิ่งคิดในแง่ลบดิ อย่างที่บอกว่ามันก็ไม่แน่หรอก” มิกพยายามปลอบใจผม


               “แต่ถ้าไม่บอก มึงก็ต้องอดทนเห็นมันรักกับคนอื่นนะ”


               “...” ผมนิ่งไปพร้อมกับความรู้สึกเจ็บแปลบตรงหน้าอกเมื่อนึกภาพตามที่ฟิวส์พูด


               ฟิวส์หยิบหลอดเจาะกล่องนมให้ผมอีกกล่องหนึ่ง ผมรับมาพร้อมมองกล่องนมในมืออย่างงุนงง “อะ ดื่มแคลเซียมให้เยี่ยมยอด”


               “เออ แต่หนาวมันบอกว่ามันเองก็ยังไม่อยากมีใคร” ผมว่าอย่างเพิ่งนึกขึ้นได้ “หมายความว่ากูยังไม่ต้องทนเห็นมันคบกับคนอื่นเร็วๆนี้ไง”


               “หรอ งั้นก็ดีนี่ แต่หนาวมันคงไม่โสดไปตลอดชีวิตหรอกมั้ง สักวันก็ต้องมีอยู่ดี”


               “เฮ้อ” ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาอีกครั้ง “กูไม่รู้แล้วอะ ปวดหัว”


               “ไม่เห็นต้องรีบเลย” มิกว่า “ในเมื่อหนาวเองก็ยังไม่มีใคร มึงก็คงยังไม่อยากบอกตอนนี้ ค่อยๆคิดไปก็ได้ อย่าเพิ่งไปกังวลหรือคิดในแง่ร้าย ตอนนี้เนียนเป็นเพื่อนไปก่อน”


               “เออ งั้นก็ได้” ผมเห็นด้วย “จะเนียนเป็นเพื่อนไปก่อนก็ได้”


               “ขอให้เนียนเถอะมึงอะ” ฟิวส์ส่งเสียงหึในลำคอ “ไม่ใช่ไปน้อยใจไร้สาระอีก”


               “น้อยใจไรวะ คนเท่ๆเขาไม่น้อยใจกันหรอก”


               “อะจ้า”


               “งั้นตอนนี้กูไม่ต้องเก็บความรู้สึกเอาไว้คนเดียวแล้วสิ” เมื่อนึกได้อย่างนี้ก็เริ่มดีใจขึ้นมา ไม่จำเป็นต้องเก็บอยู่ในใจคนเดียวอีกต่อไปแล้ว จากนี้ไปไอ้พวกนี้ก็ต้องรับรู้ด้วย


               “หมายถึง?”


               “คือพวกมึงอาจจะไม่รู้เว้ยว่าเดือนหนาวน่ารักขนาดไหน” ผมระบายสิ่งที่อัดอั้นไว้ในใจออกมา พวกมันสองคนทำหน้าเหวอทันที “ทั้งยิ้มเก่ง เวลายิ้มดวงตาก็เป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว มันเปล่งประกายเหมือนมีดาวเป็นล้านดวงส่องลงมา เวลาหัวเราะก็เป็นธรรมชาติ น้ำเสียงก็น่าฟังถึงจะร้องเพลงเพี้ยนก็เถอะ ภายนอกอาจจะดูโหดๆหน่อยแต่ความจริงแล้วเป็นคนใจดี พวกมึงอาจจะไม่เคยได้สัมผัสซึ่งมันก็ดีแล้วเพราะน้ำหน้าอย่างพวกมึงไม่มีวันได้สัมผัสความใจดีของเดือนหนาวหรอก”


               “ฮะ-”


               “คิดไปคิดมานะเว้ย กูว่าพวกมึงเรียกกูว่าไทเกอร์ดีกว่า คือกูอยู่กับหนาวบ่อยไงแล้วเสียงหนาวกับเหนือมันคล้ายๆกันบ้าง เวลามีเสียงตะโกนเรียกเสือ กูก็จะรู้ว่าเป็นหนาว เพราะงั้นจากนี้ไปพวกมึงทุกคนต้องเรียกว่าไทเกอร์ เพราะชื่อเสือจะเป็นหนาวคนเดียวที่ได้เรียก”


               “...อ่า เอ่อ”


               “หนาวมันเป็นคนแบบที่กูอยากอยู่ด้วยจริงๆอะ มึงรู้ปะว่ามันเป็นคนที่อยู่ด้วยสบายใจมาก มันไม่ใช่คนเรื่องเยอะ สบายๆ บางครั้งก็ตลกดี เข้ากับคนง่าย ใส่ใจคนรอบข้างซึ่งมันก็ถือว่าเป็นข้อดีที่กูชอบในตัวมันนะ แต่บางครั้งกูก็ไม่ค่อยชอบอะ มันเรียกว่าหวงใช่ปะ”


               “เอ่อ ก็ใช่แหละ”


               “มิกมึงฟังไปนะ กูไปขี้ดีกว่าไอ้สัด”


               “เดี๋ยวฟิวส์” มิกเอื้อมมือไปจับแขนฟิวส์ที่กำลังลุกจะเดินไปเข้าห้องน้ำ ทำท่าจะลุกด้วยแต่โดนผมรั้งไว้ก่อน จับไหล่ออกแรงกดให้มันนั่งลงที่เดิม “...เสือ”


               “เวลาหนาวอยู่กับป้าแมวกับเหนือนะ แม่งโคตรนุ่มนิ่มหนุบหนับเลยอะ เธอช่างละมุนละไม แววตาเธอเป็นประกายม็อบแม็บ ตัวก็เล็กกะปิ๊ดเดียวแต่ชอบทำเก่ง ขู่แง่งๆแต่ความจริงแล้วฟันน้ำนมยังหล่นไม่หมดปากเลย มือก็เล็กอย่างกับมังคุด”


               “เสือ กูว่ามึงอาการหนักแล้วแหละ สายตามึงใช้อะไรกรองภาพ ทำไมมองไอ้เหี้ยหนาวคนนั้นออกมาเป็นอย่างนี้”


               “บอกให้เรียกไทเกอร์ไง”


               “แต่กูเรียกมึงว่าเสือมาตั้งแต่อนุบาลแล้วนะ”


               “เรียกไทเกอร์!


               “เออ ไทเกอร์! พอใจยัง!


               “ยัง นั่งฟังกูระบายอีกนิดนึงดิ” แม้คำพูดจะเชิงขอร้อง แต่สองมือผมยังไม่ยอมปล่อยไหล่ไอ้มิกให้หนีไปไหน บังคับให้มันนั่งฟังอยู่อย่างนั้น “แต่มึงสัญญาก่อนว่าจะแค่รับฟังเฉยๆ ไม่ใช่ว่าเสือกอินตามแล้วมาชอบเดือนหนาวของกู”


               “อื้อ สบายใจได้เลย กูไม่มีทางอินแน่ๆ เอาจริงนึกภาพไม่ออกเลย”


               “ดี” ผมยิ้มกว้าง หลังจากนั้นมิกกี้ผู้โชคดีก็ได้นั่งฟังผมบรรยายถึงความน่ารักของเดือนหนาวไปอีกประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่า

              

              

              

              

 

 

 


 








     ตัวเล็กกะปี๊ด 


     #ช่วงนี้เดือนหนาว






Twitter : @Howl_sairy

Facebook fanpage : Howlsairy

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3.304K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

11,182 ความคิดเห็น

  1. #11088 WangEn_Tuan (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2564 / 12:19
    สงสารมิกกี้555555
    #11,088
    0
  2. #10906 softless (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2564 / 15:35
    มิก ฟิล ใจต้องสู้นะพวกนาย55555555555
    #10,906
    0
  3. #10870 G_D_G_errard (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2564 / 21:31
    สงสารมิก5555555
    #10,870
    0
  4. #10250 K.white wine (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 เมษายน 2564 / 23:43
    พ่อคนคลั่งรักกกกกกกกกกก
    #10,250
    0
  5. #9442 it's me (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 13 เมษายน 2564 / 21:14
    คนคลั่งที่แท้ทรู ฮ่าๆๆๆ
    #9,442
    0
  6. #9420 Khanthasene (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 12 เมษายน 2564 / 20:13
    คลั่งรักหนักหลาย มัมหมีน้องเดือนหนาวใจชื้นมากๆ
    #9,420
    0
  7. #8244 rnhaha (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 มีนาคม 2564 / 19:55
    คลั่งรักเหลือเกินนายคนนี้55555555555555555
    #8,244
    0
  8. #8213 SerinS. (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 มีนาคม 2564 / 04:04
    เอ้า ดื่มค่ะ ดื่มนมกันเถิดสู!
    #8,213
    0
  9. #8128 Kanlanchoe (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 1 มีนาคม 2564 / 23:03
    แววตาประกายม็อบแม็บ เพิ่งเจอครั้งแรก แต่ทำไมเราเข้าใจ5555
    #8,128
    0
  10. #7970 bunnyt248 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 / 12:19
    ไทเกอร์คนแมนนนน
    #7,970
    0
  11. #7862 kkaojaoo (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 / 17:22
    5555555555555555555555555คลั่งรักมาก🥺
    #7,862
    0
  12. #7423 <n'j> (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 / 20:37
    พ่อของพี่น้องคู่นี้เป็นแบบนี้ด้วยไหมวะ555555
    #7,423
    0
  13. #7405 mumuninnin (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 มกราคม 2564 / 19:31
    ฟิลเดียวกับพี่สิงห์แต่เปลี่ยนเป็นคลั่งรักเธอ พี่น้องเหมือนเด๊ะ ขำ หยุดคลั่งรักก่อน
    #7,405
    0
  14. #7392 Nuna_MinJ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 มกราคม 2564 / 07:55

    เกอร์สู้ๆ. อีกยาวนานเลย
    #7,392
    0
  15. #7342 Nyoong (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 20 มกราคม 2564 / 10:16
    ในสายตาเสือมองหนาวว่าน่ารักนุ่มนิ่มไปหมดดดด55555
    #7,342
    0
  16. #7189 Jinji_10 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 18 มกราคม 2564 / 09:58
    โดนทำของบ่นิ555555555
    #7,189
    0
  17. #7184 Aomiez Aom (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 18 มกราคม 2564 / 00:12
    เป็นเอามาก สงวารมิกเลย
    #7,184
    0
  18. #7161 Deftionary (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 13 มกราคม 2564 / 17:14
    55555555
    #7,161
    0
  19. #7118 Fruitty-sutthida (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 10 มกราคม 2564 / 16:07
    นี่ขนาดยังไม่เป็รอะไรกันยังขนาดนี้55555
    #7,118
    0
  20. #6997 P.chonn3 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 8 มกราคม 2564 / 23:40
    ตัวเร้กกะปิ้ดเดียวเว่อออ5555555555555
    #6,997
    0
  21. #6909 aim love eunhyuk (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2563 / 14:47
    นึกถึงตอนที่หนาวไปขอให้นอร์ธรับรักเสือเลยอะ หนาวไปชอบเสือตอนไหนนะ
    #6,909
    0
  22. #6896 258011 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2563 / 07:56
    การบรรยายเเต่ละอย่างโครตคลั่งรัก เเต่นายเสื-- เเค่กๆ ไทเกอร์ มือมังคุดนั่นเคยต่อยนายมาเเล้วนะ
    #6,896
    0
  23. #6887 crzoldyck7 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2563 / 14:20
    จะว่านิสัยคล้ายเสืออยู่นะ แอบชอบแล้วน้อยใจ555 ตีตัวออกห่าง ตอนนี้ห่างจริงๆเลย แต่ก็เลิกชอบไปแล้ว ตอนนั้นเขาก็งงเหมือนหนาวนั่นแหละ มัยเป็นไรของมันวะ 5555 เสือคือชีวิตกรูนี่เอง
    #6,887
    0
  24. #6739 คาเรลล่า อานาธีเซีย (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2563 / 11:36

    เสือโว้ยยยยยยยยย เป็นคนกากที่คลั่งรักจริงๆ 555555

    #6,739
    0
  25. #6717 srpyw (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2563 / 13:19
    ถ้าหนาวได้ยินเสืออวยตัวเองแบบนี้หนาวจะทุบมั้ย555555555555 คลั่งรักจริงๆเลยนายเสืออ
    #6,717
    0