#ช่วงนี้เดือนหนาว

ตอนที่ 12 : Chapter 11 : ถึงวันจันทร์หายไป เราก็เกลียดวันอังคารอยู่ดี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 22,176
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,705 ครั้ง
    21 ต.ค. 63




Chapter 11

: ถึงวันจันทร์หายไป เราก็เกลียดวันอังคารอยู่ดี

 

 

               !!!

               “เฮือก!

               ผมสะดุ้งตื่นพร้อมสูดหายใจเข้าอย่างแรง ลุกขึ้นมานั่งบนเตียงพบว่าตัวเองชุ่มไปด้วยเหงื่อ หัวใจเต้นรัวและเหนื่อยหอบ หันไปมองรอบห้องเห็นแสงจากโคมไฟบนโต๊ะอ่านหนังสือพร้อมแดนที่กำลังหันมามองอย่างงุนงง

               ...แดน”

               “เดือนเป็นอะไรไหม ฝันร้ายหรอ”

               “อืม” ผมพยักหน้าอย่างหมดแรง

               “ฝันว่าอะไร”

               “ฝันว่าโดนผู้ชายใส่สูทไล่ยิง เดือนวิ่งหนีสุดชีวิตแต่ก็โดนจับได้ มันยิงเข้าตรงหัวใจตายคาที่เลย ยังรู้สึกเจ็บจี๊ดที่หน้าอกอยู่เลยเนี่ย” ผมว่าพรางยกมือขึ้นกุมหน้าอกของตัวเอง ทั้งที่เป็นความฝันแต่กลับรู้สึกเจ็บจริงแถมยังเหนื่อยและสั่นกลัวเหมือนเพิ่งผ่านเหตุการณ์อันตรายนั้นมาจริงๆอีกต่างหาก

               “ดูหนังหรืออนิเมะอะไรเกี่ยวกับคนยิงกันมารึเปล่า”

               ...อ่า” ผมอ้ำอึ้งเล็กน้อย “ใช่ ใช่ๆ ดูอนิเมะกับไอ้เสือเลยน่าจะเก็บมาฝัน”

               “อื้ม งั้นไม่เป็นไรนะ”

               “อือ ไม่เป็นไรหรอก”

               ผมยกยิ้มตอบให้ก่อนแดนจะหันหลังกลับไปอ่านหนังสือต่อ ผมมองเวลาตอนนี้เป็นเวลาตีสามครึ่ง แดนมักจะตื่นเช้ามาอ่านหนังสือแบบนี้เสมอเพราะว่ามันเงียบสงบดี แต่ที่บอกว่าดูอนิเมะกับไอ้เสือเลยเก็บมาฝันน่ะไม่ใช่เรื่องจริง มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกันเลย ผมมั่นใจว่าที่ผมฝันมันเป็นเพราะคนที่ผมเพิ่งไปเจอเมื่อวานตอนกลางวัน

               วันอาทิตย์ที่แสนจะธรรมดาของผมถูกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อไอ้เสือเดินเข้ามาบอกว่าวันนี้มันจะนัดพี่มันมาคุย ถึงผมจะเป็นคนบอกมันเองก็เถอะแต่ไม่คิดว่ามันจะรีบร้อนขนาดนี้ ผมก็ทำได้แค่เออออไปทั้งที่ยังไม่ทันได้เตรียมใจ

               ไปเจอมาเฟียตัวจริงเสียงจริงเลยนะ! ผมจะใจเย็นอยู่ได้ยังไงกันล่ะ!

               ผมวุ่นวายกับการแต่งตัวของตัวเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะคิดว่าถ้าไปเจอเขาผมควรจะแต่งตัวให้เกียรติเขาและเป็นทางการสักหน่อย ผมลองใส่สูทของพ่อแล้วนะแต่มันหลวมเกินไป แถมปาดเจลก็ไม่เหมาะด้วย สุดท้ายทำได้แค่ใส่ชุดธรรมดา ผมก็ไม่ได้จัดทรง

               ในวันหยุดปกติร้านบิงซูจะมีคนเยอะ แต่กลับพบว่าเมื่อวานแทบไม่มีลูกค้าเลย เดินเข้าไปก็เข้าใจได้ทันทีว่าทำไมคนถึงน้อยนัก ผู้ชายตัวสูงเกือบร้อยเก้าสิบเซนติเมตร สวมสูทสีดำทั้งตัว นั่งอยู่นิ่งๆแทบไม่ได้ขยับเขยื้อนมันทำให้รู้สึกได้ถึงความน่าเกรงขาม จากตอนแรกผมที่หวั่นๆอยู่แล้วกลับยิ่งหวั่นมากกว่าเดิม

               พบว่าผู้ชายคนนั้นหน้าคล้ายไอ้เสือมาก อย่างที่มันบอกว่าหน้าเหมือนมันแต่แค่อายุยี่สิบสาม ถึงเขาจะดูโตกว่าอายุก็เถอะ ตอนนั่งลงที่โต๊ะเดียวกันผมพยายามทำตัวไม่ให้ดูเกร็งหรือเลิ่กลั่กแล้ว แต่พอโดนสายตาคู่นั้นจ้องก็อดสั่นกลัวไม่ได้ เหมือนกำลังถูกมองทะลุไปเลย

               ผมคิดว่าใต้สูทนั้นต้องมีปืนแน่นอน มาเฟียต้องมีปืนสิ เมื่อวานผมกลัวมากว่าตัวเองจะไปทำอะไรที่ขัดตาหรือพูดอะไรขัดหูเข้าและเขาก็จะชักปืนออกมายิงผมตายคาร้านบิงซู เขาต้องยิงปืนแม่นแน่นอน นัดเดียวเล็งเข้าตรงหัวตายทันที ไม่ก็ยิงจุดอื่นค่อยๆทรมานผม

               ตอนแรกผมคิดว่าเขาจะเป็นคนที่คุยยาก ยากแบบยากมากๆ ผมกับไอ้เสือเองก็เตรียมใจกันไว้แล้วว่าการคุยครั้งนี้คงไม่ได้อะไร ไอ้เสืออาจจะกลับไปครบสามสิบสองเพราะเป็นน้องชาย แต่ผมที่เป็นใครมาจากไหนไม่รู้แถมยังเสือกมานั่งด้วย ไม่แน่ว่าผมอาจจะโดนตัดนิ้วก็ได้

               ผมคิดไว้แล้วว่าถ้าจะตัด ขอเป็นข้างซ้ายเพราะผมถนัดขวา อย่างน้อยๆก็ขอเป็นนิ้วก้อย และอย่าตัดนิ้วกลางเลยเพราะไม่อย่างนั้นผมจะชูใส่ใครไม่ได้

               แต่เขากลับคุยง่ายกว่าที่คิด เมื่อตกลงกันได้แล้วเขาก็กลับเห็นบอกว่ามีธุระ ท่าทางรีบร้อนนิดหน่อย ไม่รู้ว่าเขามีธุระหรือว่าจริงๆแล้วกำลังจะอดทนห้ามตัวเองไม่ให้ยิงผมอยู่กันแน่ ประมาณว่าถ้าอยู่ต่อกูคงได้ยิงไอ้เด็กเหี้ยนี่ตายแน่ๆ ต้องรีบไปแล้วเพราะคันตีนจนแทบทนไม่ไหว

               ถึงจะน่ากลัวแต่ผมว่าเขาเท่นะ เท่สัดเลยอะ ดูนิ่งๆสุขุม เย็นชาและน่าเกรงขาม ไม่ต้องโวยวาย ตะคอกเสียงดัง ทำท่าทางข่มขู่เหมือนอันธพาลแต่ก็น่ากลัวจนบีบหัวใจ บรรยากาศรอบตัวแตกต่างไปจากคนอื่นๆอย่างชัดเจน แค่โดนมองก็เหมือนไร้ทางสู้แล้วอะ ตอนนั้นผมกดดันมาก จิกตีนจนเป็นตะคริวเลยแหละ

               พอเขาออกไปได้สักพักค่อยโล่งใจขึ้น ไอ้เสือต้องมาช่วยนวดให้เพราะตะคริวกินไปครึ่งขา เกร็งจนมวนท้องไปหมด เกิดมาก็เพิ่งเคยเจอมาเฟียตัวจริงครั้งแรก เหมือนอายุจะสั้นไปอีกสิบปีเลย คนอย่างผมยิ่งไม่น่าอายุยืนอยู่ด้วย

               ใช้เวลานั่งแช่อยู่ร้านอยู่นานกว่าผมจะตั้งสติได้ค่อยพาตัวเองกลับบ้าน ระหว่างขากลับเกือบโดนหมาไล่กัดอีกต่างหาก เมื่อวานแม่งเป็นวันแห่งการเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายที่แท้จริง

นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมคืนนี้ผมถึงฝันว่าโดนไล่ยิง คนที่ไล่ยิงผมในฝันต้องเป็นพี่ชายของไอ้เสือแน่ๆ เขาตามมาหลอกผมถึงในฝันเลย น่ากลัวจริงๆผู้ชายคนนี้ ถ้าเมื่อวานผมไม่ระวังตัวเขาคงจะรีบชักปืนยิงเลยสินะ

“เฮ้อ...” ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่พร้อมบอกตัวเองว่าทุกอย่างมันผ่านมาได้ด้วยดีแล้ว ไอ้เสือก็ได้คุยกับพี่ ส่วนผมก็มีชีวิตรอดกลับมาอย่างครบสามสิบสอง

“เป็นอะไรหรอ” แดนได้ยินเสียงถอนหายใจจึงหันกลับมามองอีกครั้ง

“แดน”

               “อะไรหรอ”

               “แดนว่านิ้วก้อยคนเรานี่มันสำคัญมั้ย?”

               “ถามแปลกจัง ก็สำคัญสิ”

               “ยังไง”

               “เอาไว้เกี่ยวก้อยไง” แดนว่าพร้อมยกนิ้วก้อยให้ดู “เกี่ยวก้อยสัญญาไม่ก็ขอคืนดี”

               “ไม่มีก็ได้มั้ง”

               “ฮะ?”

               “คนเราอะ ถ้าใจจะเกี่ยว นิ้วไหนก็เกี่ยวได้”

               “ก็จริง แต่ลองนึกภาพเราเกี่ยวนิ้วอื่นสิ มันแปลกๆอยู่นะ “อีกอย่างบอกว่าไม่มีก็ได้ก็ไม่ถูก ถ้าไม่มีเราคงหยิบจับอะไรได้ยากขึ้น นิ้วก้อยก็มีประโยชน์ของนิ้วก้อยอยู่”

               “แต่นิ้วก้อยตีนมีประโยชน์แค่เตะขาโต๊ะ ขอบเตียงนะ”

               แดนหลุดขำออกมาเล็กน้อย “ถึงไม่มีนิ้วก้อยเท้า นิ้วนางเราก็จะเตะโต๊ะเตียงอยู่ดี”

               “อืม” ผมยกแขนขึ้นมากอดอก “จริงด้วยแฮะ เหมือนเราเกลียดวันจันทร์ แต่ถึงวันจันทร์หายไป เราก็เกลียดวันอังคารอยู่ดี”

               “ไม่รู้ว่าเกี่ยวอะไรกันนะ แต่ก็ อื้ม”

               “งั้นขอลงไปอาบน้ำก่อนนะ เหงื่อชุ่มเลย”

               “ให้ไปเฝ้ามั้ย”

               “ไม่เป็นไร”

               “อื้ม ระวังตกบันไดนะ”

               “ไม่ได้ซุ่มซ่ามขนาดนั้นสักหน่อย” ผมเบะปากว่า

               “จนคุยกันกับแม่ว่าจะทำเก้าอี้เลื่อนขึ้นบันไดแล้ว”

               “ใจร้าย ไปแล้ว แบร่” ผมแลบลิ้นใส่แดนที่ส่งยิ้มอย่างเอ็นดูมาให้ เดินลงมาข้างล่าง ผมยื่นมือไปเปิดสวิทซ์ไฟ ตกใจกับคนที่นอนเบิกตากว้างอยู่บนโซฟา “เสือ”

               “ว่าไง” มันค่อยๆหันมามองอย่างช้าๆ

               “มึง...โอเคมั้ย ทำไมตาเหลือกอย่างนั้น”

               “ตากูค้าง”

               “ฮะ?”

               “กูนอนไม่หลับ ตาค้าง”

               “ทำไมค้าง”

               “ไม่รู้ว่ะ” มันค่อยๆขยับลุกมานั่งบนโซฟาแทน “มึงตื่นมาทำอะไรตอนตีสาม”

               “กูสุ้งตื่น แล้วร้อนเลยว่าจะมาอาบน้ำ”

               “หมายถึงสะดุ้ง?”

               “ใช่ สุ้งตื่น”

               “เออ แต่เมื่อกี้กูเข้าแล้วมันมีแมงมุมนะ ระวัง”

               ...ถามจริง” ผมชะงักไปทันที “มาเอาออกให้หน่อยดิ”

               “ล้อเล่น” มันยกยิ้ม “กูดูแล้วไม่มีอะไรหรอก”

               “ขอให้จริง ไม่ใช่กูเปิดห้องน้ำไปแล้วเจอสไปเดอร์แมนห้อยหัว”

               “ถ้าเจอจริงก็ควรตกใจอยู่แหละ” มันว่า ผมเปิดไฟในห้องน้ำแล้วจัดการอาบน้ำล้างตัวแค่แป๊บเดียว ออกมายังพบว่าไอ้เสือนอนคาแข็งอยู่เหมือนเดิม “หนาว”

               “อะไร”

               “มึงคิดว่าไงวะ”

               “คิดอะไร” ผมเดินไปนั่งบนโซฟาข้างๆมัน

               “เรื่องไอ้สิงห์”

               “โหย เท่”

               “ฮะ?”

               “เท่ แต่ก็น่ากลัว แต่เท่ ไอดอลกูเลย”

               “ไอ้-อล่ะสิไม่ว่า” ไอ้เสือเบะปากเล็กน้อย “กูหมายถึงที่คุยกัน มันง่ายไปปะวะ”

               “ง่ายก็ดีแล้วนี่?”

               “มึงคิดว่ามันจะมีแผนอะไรมั้ย”

               ...จะมีหรอวะ” ผมขมวดคิ้วสงสัย เริ่มคิดไปตามที่ไอ้เสือพูด “ทำไมต้องมีแผน ไม่มีเหตุผลอะไรนี่”

               “กูก็คิดงั้น แต่มันก็อดกังวลไม่ได้ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยคุยกันดีแบบนี้เลยไง”

               “เออ มึงก็ระวังๆไว้หน่อยก็ได้เพื่อความสบายใจของตัวเอง”

               “เออ” ไอ้เสือพยักหน้า “แล้วมึงว่ามันดีมั้ยวะ”

               “อะไร”

               “ที่กูตัดสินใจแบบนี้”

               “อ้าว ทำไมมาลังเลตอนนี้ กูบอกตั้งแต่แรกแล้วนี่ว่าให้คิดเยอะๆ”

               “ก็ไม่รู้อะ” มันเอนกายพิงพนักโซฟาอย่างเหนื่อยล้า “ตอนแรกกูคิดว่ากูตัดสินใจดีแล้ว แต่ไปๆมาๆกูก็ไม่มั่นใจในสิ่งที่ตัดสินใจไป แล้วกูก็มานั่งปลอบตัวเองว่าเออ ทำดีแล้ว แต่อีกสักพักไม่มั่นใจอีกละ ถามตัวเองว่า ดีแล้วจริงๆหรอวะ แล้วก็ตอบว่า เออดีแล้ว”

               ...” ผมหันไปมองคนข้างๆ “มึงเป็นแบบนี้บ่อยรึเปล่า”

               “ยังไง”

               “ก็ที่ชอบลังเล ไม่มั่นใจในตัวเองงี้”

               “บ่อย บ่อยสัดๆ” มันตอบโดยแทบไม่ต้องคิด “กูชอบคิดมาก คิดเยอะแยะ หลายๆอย่างกูก็ไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่รู้ว่าที่ตัดสินใจไปอะถูกต้องรึเปล่า”

               “อืม...” ผมเงียบไป พยายามรวบรวมสิ่งที่กำลังคิดอยู่ “กูว่านะ”

               “ว่า?”

               “ตั้งแต่ตอนเด็ก มึงโดนบังคับมาตลอดรึเปล่า”

               “ใช่”

               “แม่เคยบอกว่าเด็กที่โดนบังคับมาตลอด ไม่ได้ตัดสินใจทำอะไรด้วยตัวเอง จะไม่มีความมั่นใจในตัวเองเท่าไหร่” ผมว่าไปตามความคิด “มึงอาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้นะ”

               “ก็คงอย่างนั้นแหละ เออ คงเป็นอย่างนั้นจริงๆ”

               “แต่มึงตัดสินใจไปแล้วอะ มาคิดมากตอนนี้คงไม่ได้อะไร”

               “ก็จริง”

               “แก้อดีตไม่ได้หรอก ทำปัจจุบันให้ดีเถอะ และปัจจุบันตอนนี้มึงควรนอน” ผมตบบ่ามันเบาๆ “กูไปนอนต่อแล้วนะ ง่วง”

               “แต่อีกแค่ไม่กี่นาทีมึงก็ต้องตื่นอยู่ดีนะ”

               “เออว่ะ” ตอนนี้เกือบตีสี่แล้ว ผมต้องตื่นตีสี่เพื่อมาเตรียมร้าน “ไม่นอนก็ได้วะ ไม่งั้นไม่ตื่นแน่”

               “เออวันนี้สอบรด.ใช่ปะ”

               “ใช่” ผมพยักหน้า “แม่งกูอย่างเพลียเลยตอนนี้ จะไหวมั้ยวะเนี่ย”

               “เพลีย? ทำไมเพลียวะ ปกติก็ตื่นประมาณนี้นี่”

               “กูฝันร้าย”
               “อ๋อ ก็เลยสุ้งตื่นอะนะ”

               “ใช่”

               “ฝันอะไร”

               “ฝันว่าพี่มึงไล่ยิงกู”

               ไอ้เสือลั่นขำออกมา

               “จริง?”

               “จริง” ผมทำสีหน้าจริงจัง “ตามหลอกกูยันในฝัน มาเฟียตัวจริงนี่ประมาทไม่ได้เลยจริงๆ”

               “แล้วมันยิงโดนมึงมั้ย?”

               “โดนดิ ไอ้สัด กูตื่นขึ้นมาเจ็บจี๊ดเลย”

               “ฮ่าๆๆๆ ไอ้เหี้ยเอ๊ย มึงจะกลัวมันอะไรขนาดนั้น กูว่าที่เกร็งจนตะคริวแดกก็ว่าเหี้ยแล้วนะ ถึงขั้นเก็บไปฝันเลยหรอ”

               “มึงจะไปเข้าใจอะไร” ผมยู่ปาก “เพิ่งเคยเจอตัวเป็นๆครั้งแรกไง มาเฟียอะ มาเฟียเลยนะเว้ย”

               “มึงกลัวอะไรวะ มันไม่น่าจะอะไรกับมึงนะ ไม่เคยเจอกันด้วยซ้ำ”

               “กูจะไปรู้เรอะ เดาไม่ออกเลยว่าที่นั่งนิ่งๆนั่นกำลังคิดอะไรอยู่ อาจจะกำลังหาจังหวะฆ่ากูก็ได้ หน้าตาก็ดูมีลับลมคมในอยู่” ผมยกมือขึ้นเกาคางพรางพยายามนึกภาพ แต่พอภาพของพี่ไอ้เสือขึ้นมาในหัวก็ทำเอาขนลุกซู่ “เอาล่ะ เราเลิกพูดถึงพี่มึงดีกว่า เหมือนเวลาเราไม่อยากเจอผี เราก็ไม่ควรพูดถึงผี”

               “เออ”

               “มึงคิดว่าไงกับการสอบรด.วันนี้วะ” ผมถาม

               “ไม่ได้คิดไร สอบก็สอบ แต่ดีที่ไม่ได้เรียน เห็นว่าสอบทั้งวันใช่ปะ”

               “ใช่ เพราะมันมีโรงเรียนอื่นมาใช้สนามของโรงเรียนเราด้วย คนเลยเยอะ”

               “เหนือก็สอบหรอ”

               “อ่าฮะ” ผมพยักหน้า “พวกกูไม่อยากไปเป็นทหาร ไม่อยากอยู่ห่างแม่นาน”

               “อืม เข้าใจ” ไอ้เสือพยักหน้าเบาๆ “กูยังไงก็ได้”

เราคุยกันไปเรื่อยเปื่อยได้ไม่นานแม่กับแดนก็เดินลงมา พวกเราทั้งหมดไปเตรียมร้านกัน เจ็ดโมงครึ่งก็เดินไปโรงเรียน วันนี้โรงเรียนครึกครื้นเป็นพิเศษเนื่องจากมีการสอบคัดเลือกนักศึกษาวิชาทหาร มีเด็กโรงเรียนอื่นมาสอบที่โรงเรียนผมด้วยเพราะสนามกว้าง เหมาะแก่การใช้ทดสอบ

               ในขณะที่พวกผมกำลังรอสอบอยู่นั้นเอง มือถือของผมมีแจ้งเตือนว่ามีใครบางคนทักแชตมา เมื่อเปิดดูพบว่าเป็นคนเดิมที่มักส่งข้อความมาหาในช่วงหลังๆมานี้ เธอบอกว่าตัวเองชื่อมะนาว เป็นเด็กผู้หญิงจากโรงเรียนอื่นที่ตั้งอยู่ไม่ห่างจากโรงเรียนของเรามากนัก

               ผมไม่รู้ว่าเราเป็นเพื่อนในเฟซกันได้ยังไง คิดว่าน่าจะนานแล้วสมัยที่ยังหัดเล่นเฟซใหม่ๆแล้วกดแอดกดรับเพื่อนไปเรื่อย เธอทักมาบอกว่าอยากรู้จักอยากเป็นเพื่อนด้วย ผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่าทำไม ถามว่าเคยเจอกันรึเปล่าก็ไม่ยอมตอบ เธอทักมาแทบทุกวันส่วนผมก็ตอบบ้างไม่ตอบบ้าง ส่วนมากที่ตอบคือเผลอกดอ่านเลยต้องตอบตามมารยาท

               อย่างตอนนี้เป็นต้น

               เธอถามว่าวันนี้สอบรด.ใช่ไหม เป็นยังไงบ้าง ผมตอบไปว่ากำลังรอสอบอยู่ แล้วก็กดล็อกหน้าจอมือถือทันที

               ถ้าคิดในเชิงที่ว่าเธอชอบผม ผมก็จะมีคำถามว่าทำไมถึงชอบผม มาได้ยังไง ตอนไหน แล้วเราเคยเจอกันจริงๆหรอเพราะผมจำเธอไม่ได้เลย

               แต่ถ้าคิดในเชิงว่าอยากเป็นเพื่อนด้วยจริงๆ ผมก็มีคำถามเหมือนกัน ถามว่าทำไมต้องอยากเป็นเพื่อนกับผมด้วย มีคนบนโลกที่น่าเป็นเพื่อนด้วยมากกว่าผมเยอะแยะเลย

               ผมบอกเรื่องนี้กับแดนคนเดียวเพราะคิดว่ามันไม่ได้สำคัญอะไรขนาดนั้น ถ้าผมชอบเธอก็ว่าไปอย่าง แบบนั้นคงจะบอกเพื่อนคนอื่นได้ แดนบอกว่าถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องไปตอบแต่ผมดันเผลอกดอ่านบ่อยๆ จะไม่ตอบก็เกรงใจ หรือว่าผมควรบล็อกเธอไปกันนะ แบบนั้นมันจะดูใจร้ายเกินไปรึเปล่า

               เมื่อถึงเวลาผมก็ไปสอบพร้อมๆกับคนอื่น แม้จะยังเพลียๆอยู่บ้างแต่ทำได้ดี ค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองจะผ่าน แดนท่าทางกังวลแต่เท่าที่คอยจับตาดูอยู่ก็ถือว่าใช้ได้เหมือนกัน

               ผมยืนมองสนามใหญ่ที่กำลังทดสอบวิ่งกันอยู่ ไอ้เสือยังคงโดดเด่นอย่างที่คาดไว้ วิ่งนำมาเป็นคนแรกและทำเวลาได้ดีมาก เมื่อช่วงเช้าเสร็จก็รอช่วงบ่ายค่อยสอบต่อ

               “มึงบอกว่าเพลียแต่ก็ทำได้ดีอยู่นะ” ไอ้โปว่าขึ้นพร้อมตักข้าวใส่ปาก

               “ก็ถือว่าดีแหละ แต่แรงตกไปเยอะเลย” ผมบ่น

               “ผ่านก็โอเคแล้ว” ตุลย์ว่า

               “เออ ผ่านก็ดีแล้ว” ผมเห็นด้วย “แต่โรงอาหารคนอย่างแน่น”

               “ก็มีโรงเรียนอื่นด้วยนี่หว่า ขนาดว่าให้มากินคาบสี่นะ” ตุลย์บอก ปกติเราจะกินข้าวกันตอนคาบห้า พอมีเด็กโรงเรียนมาเลยให้กินคาบสี่แทน ถ้าให้กินพร้อมกันคงไม่ไหวแน่

               “คาบสี่ก็มีหลายห้องว่างนี่” โปว่า “เออ ตอนกูสอบอยู่กลุ่มเดียวกับเด็กอีกโรงเรียนหนึ่งอะ มีกลุ่มหนึ่งมันคุยกันแล้วชี้ไปทางมึงอะ”

               ...จริงปะ?”

               “เออ ไม่รู้นะว่าคุยไรกัน กูอยากจะเข้าไปตีเนียนอยู่ใกล้ๆแล้วเสือกมาให้อยู่หรอก แต่รู้สึกไม่ปลอดภัยว่ะ”

               “ชิบหาย มันชี้กูเลยหรอ”

               “เออ ชี้เลย ชี้ไปทางมึงที่นั่งรออยู่ตรงม้าหินอ่อน”

               “มึงปั่นกูปะเนี่ย” ผมขมวดคิ้วถาม

               “กูพูดจริง” ไอ้โปพูดช้าลงและย้ำน้ำเสียงให้ดูจริงจังมากขึ้น “อันนี้จริงๆไม่ได้โกหก มึงศัตรูเยอะนี่ กูว่าน่าจะระวังไว้ ระวังไว้ก่อนดีกว่า”

               “ไอ้เชี่ย ศัตรูเยอะห่าอะไรกูไม่เคยไปหาเรื่องใครเลย” ผมว่าเสียงอิดออด “กูไม่ได้เดินสะดวกแน่ๆล่ะงานนี้”

               “บอกพวกไอ้จ๊าบไว้มั้ย” ตุลย์เสนอ

               “ก็แย่ละ ไปบอกทั้งที่ไม่มีมูลอะไรเลยเนี่ยนะ ไอ้พวกนั้นแม่งยิ่งหัวร้อนไม่คิดหน้าคิดหลังอยู่ มาตีกันในโรงเรียนก็ตายห่าพอดี” ผมว่า “แต่อยู่ในโรงเรียนคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง เดี๋ยวสอบรด.เสร็จพวกมันก็ต้องกลับแล้วปะ แอบอยู่ต่อก็ไม่ได้เพราะครูพามา”

               “ก็จริง” ตุลย์พยักหน้าอย่างเห็นด้วย “แล้วจะเลิกเมื่อไหร่ เป็นหัวหน้าแก๊งเนี่ย”

               “รอคนสืบทอดอำนาจอยู่ สนใจมั้ยล่ะ”

               “ไม่อะ ไม่อยากมีลูกน้องปัญญาอ่อน”

               “ตุลย์ มึงด่าลูกน้องกูหรอ! คิดว่าลูกพี่อย่างกูจะยอมได้รึไง!

               “แล้วทำไม”

               “เปล่า แค่จะบอกว่าฝากด่าด้วยนะ หมั่นไส้มานานแล้วพวกห่านี่”

               เมื่อกินข้าวเสร็จก็ไปรอสอบช่วงบ่ายต่อ เป็นการทดสอบสมรรถภาพทั่วไปอย่างวิดพื้น ซิทอัพต่างๆ มันใช้เวลานานเพราะมีคนเยอะ รู้ตัวอีกทีกว่าจะเรียบร้อยทั้งหมดก็เลิกเรียนพอดี เด็กโรงเรียนอื่นทยอยกลับกันส่วนผมต้องอยู่ซ้อมชมรมต่อ

               “เกินไปปะวะโค้ชอะ กูเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว” ผมบ่นอย่างอดไม่ได้ สอบสมรรถภาพร่างกายทั้งวันยังต้องมาซ้อมชมรมอีก โค้ชนี่ไม่ใจร้ายเกินไปหน่อยหรอ

               “ไม่ เห็นบอกว่าแค่จะคุยเฉยๆนะ” โปบอก

               “อ้าวหรอ งั้นก็โอเค”

               “หนาว” มีเสียงเรียกดังขึ้นมาจากข้างหลัง เป็นไอ้เสือที่เพิ่งมาถึงชมรม “สอบเป็นไงบ้าง”

               “คิดว่าโอเคนะ น่าจะผ่าน”

               “แล้วเหนืออะ” ไอ้ฟิวส์ที่เดินมาพร้อมกับไอ้เสือเอ่ยถามขึ้น ผมหรี่ตาลงทันที

               “ฟิวส์”

               “อะไร มึงก็รู้อยู่แล้วนี่ว่ากูชอบเหนืออะ กูจะถามก็ไม่เห็นแปลก” ไอ้ฟิวส์อย่างด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ผมยกมือขึ้นกอดอกทอดสายตามอง

               “เดี๋ยวนี้กล้าขนาดนี้เชียวรึ ฟิวส์” ผมแกล้งลากยาวเรียกชื่อมัน “แหม คิดว่ากูจะยอมได้งั้นรึ มึงไม่ผ่านกูก็ไม่ได้ทางได้แตะแดนหรอกนะ”

               “เรื่องของมึงดิ”

               “อ้าว”

               “ขี้เสือกจริงๆ จะจีบเหนือไม่ได้จีบมึง”

               “ไอ้เหี้ย” ผมหลุดสบถออกมาพร้อมหัวเราะเสียงดังลั่น “ไอ้เหี้ยนี่ไปหัวร้อนมาจากไหนวะ ไอ้สัดเอ๊ย นี่มึงด่าน้องชายฝาแฝดของคนที่มึงกำลังจะจีบอย่างนี้ไม่ได้นะเว้ย”

               “มันโมโหที่โดนกูกับมิกแซวทั้งวันอะ” ไอ้เสืออธิบาย

               “อ๋อ~ น่าสงสารจริงๆ” ผมส่ายหน้าเบาๆ “ตอนแรกกูก็คิดนะว่า เอ๊ะ ไอ้เหี้ยนี่มันอะไรกับกูหนักหนาวะ ถามอยู่ได้ ทำไรอยู่ ทำงานหรอ ที่ร้านคนเยอะรึเปล่า ถ้าไม่บอกอีกนิดคงคิดว่าชอบกูแล้วแหละ”

               “โห หนาว มึง ไอ้บ้า”

               “ไอ้บ้าด้วยนะ ด่าซะน่ารัก” ผมอดที่จะแซวไม่ได้กับท่าทางล่กๆพูดอะไรไม่ออก ทำอะไรไม่ค่อยถูกของมัน “โถ่ฟิวส์ หน้าบางซะด้วย”

               “พวกมึงมันพวกเหี้ยอะ แม่ง” ไอ้ฟิวส์ทำหน้างอน “แล้วกูจะติดต่อเหนือได้ยังไง ทักไปก็เป็นมึงเสนอหน้ามาแทบอะ”

               “ก็มันมือถือกูนี่”

               “แล้วใช้มือถือเครื่องเดียวกันทำไม”

               “ก็มันไม่จำเป็นต้องใช้แยกกันนี่ แดนแทบไม่เล่นมือถือเลย แล้วกูกับแดนก็ตัวติดกันตลอด” ผมอธิบาย

               “ติดไหน ไม่เห็นติดเลย ตอนนี้เหนือก็ไม่ได้อยู่กับมึงนี่”

               “กลับบ้านไปช่วยงานที่ร้านสิ ส่วนกูซ้อมชมรม”

               “เห็นปะว่าก็มีเวลาที่ต้องแยกกัน เหนือเดินกลับบ้านคนเดียวเกิดอะไรขึ้นทำไง ไม่มีมือถือติดต่อใครให้ช่วยไม่ได้”

               “คือมันก็ยังไม่ค่ำเนาะ เดินฟุตบาธข้างถนนใหญ่อีกต่างหาก ซอยอะไรก็ไม่มี ทางม้าลายก็มีตำรวจจราจรคอยโบกรถให้เด็กข้าม ตลอดทางที่เดินก็มีแต่ร้านขายของ มีคนเดินเต็มไปหมด”

               “แต่มัน-

               “มึงไม่ต้องเถียงได้ปะ แดนจะปลอดภัยตราบใดที่ไม่ได้อยู่กับมึงนั่นแหละ ไอ้หน้าม่อ”

               “ไอ้เหี้ย กูขอสักหมัดได้ปะมึงอะ”

               “อ้าว คิดว่ากลัวรึไงล่ะ มาดิ หลายๆหมัดก็ได้”

               “เออไอ้สัด เจอกู”

               ผมกับไอ้ฟิวส์ยืนเถียงกันอยู่ท่ามกลางเสียงหัวเราะของเพื่อนๆ ทั้งผมและมันไม่ได้โมโหกันจริงหรอกแค่หยอกเล่นเท่านั้น สุดท้ายก็หลุดขำออกมา

               “ต่อยกันๆๆ” ไอ้มิกเริ่มยุยง

               “แม่งจะต่อยกันเฉย” ไอ้เสือหลุดขำออกมา

               “ครั้งนี้กูจะปล่อยมึงไปก่อนนะไอ้หนาว ถ้าให้มีคราวหน้าอีก”

               “เออ กูก็เหมือนกัน ถือว่าเตือนมึงแล้วนะ ไม่ตายดีแน่มึงอะ”

               สักพักโค้ชเป่านกหวีดเพื่อเรียกทุกคนไปรวมตัว โปบอกว่าแค่จะนัดคุยเท่านั้นไม่ได้จะซ้อมอะไรเพราะคิดว่าหลายคนคงเหนื่อยจากการสอบรด. ก็คุยจริงๆ คุยอะไรก็ไม่รู้ โค้ชพูดอยู่นั่น พูดไม่หยุดเลย ผมก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง นั่งเท้าคางเด็ดหญ้าในสนามเล่นไป อดทนรอจนกว่าโค้ชจะปล่อย

               จำได้ว่าผมต้องซื้ออุปกรณ์ทำรายงาน ขากลับจึงต้องแวะไปที่ร้านหลังโรงเรียน ตอนนี้เวลาหกโมงกว่า แทบไม่มีนักเรียนอยู่แล้ว ประตูโรงเรียนก็กำลังจะปิดทำให้โรงเรียนดูเงียบไปเยอะเลย ร้านอุปกรณ์หลังโรงเรียนปิดไปแล้ว น่าเสียดายที่มาไม่ทัน พวกผมจึงจำต้องไปอีกร้านหนึ่งที่อยู่ในซอยลึกหน่อย

               ในขณะที่กำลังเดินกลับนั่นเอง ผมหันขวับทันทีเมื่อได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์หลายคันดังขึ้น เป็นมอเตอร์ไซค์ที่แต่งท่อเพราะมันดังมาก เห็นกลุ่มที่ดูอันตรายและไม่น่าไว้ใจที่สุดกำลังขี่มาทางนี้ ผมเร่งฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว คิดว่าเดี๋ยวพวกนี้คงจะขี่ผ่านไป

               แต่ไม่ใช่ พวกมันมาจอดแถวที่ผมกับไอ้เสือเดินอยู่ ตะโกนเรียกให้หยุดแล้วลงมาจากมอเตอร์ไซค์ยืนขวางพวกเราเอาไว้ หันกลับหลังก็โดนล้อม

               “อะ...อะไร” ผมถามคนที่คิดว่าน่าจะเป็นหัวหน้า นี่ผมโดนหาเรื่องอีกแล้วหรอ ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ

               หันไปมองไอ้เสือที่ยืนนิ่งอยู่ข้างหลัง มองไปที่ตัวหัวหน้าด้วยสีหน้าที่เริ่มไม่พอใจเท่าไหร่นัก

               “มึงคือเดือนหนาวใช่ไหม”

               “ใช่ ทำไม” ผมถามกลับ ทำน้ำเสียงให้ดูเป็นมิตรที่สุดจะได้ไม่กลายไปเป็นหาเรื่องมันแทน

               “มีอะไร” น้ำเสียงของไอ้เสือดังขึ้นและมันเต็มไปด้วยความโมโห พร้อมที่จะมีเรื่องได้ทุกเวลา แววตาแข็งกร้าวไร้ความหวาดเกรงใดๆ มันขยับมาอยู่ด้านหน้าเอาตัวเองมาบังผมไว้และดึงผมให้ไปอยู่ใกล้มัน กวาดสายตามองทุกคนที่ยืนล้อมเราไว้อย่างระมัดระวัง

               ไอ้เสือมันเก็บเด็กแว้นมาเยอะ น่าจะชินแล้วมั้ง

               แต่พวกมันมีเยอะอยู่นะ อาจจะมีอาวุธก็ได้ จะไหวหรอวะเนี่ย

               “รู้จักมะนาวมั้ย?”

               ...ฮะ?”

               “กูถามว่ามึงรู้จักมะนาว แฟนกูรึเปล่า”

               “มะนาว?” ผมขมวดคิ้ว “อ่า ใช้มะนาวที่อยู่โรงเรียน xxx รึเปล่า”

               “แสดงว่ารู้จักจริงๆสินะ” ไอ้ตัวหัวหน้ามันพยักหน้าเล็กน้อย ขมวดคิ้วเคร่งเครียด “มึงมายุ่งอะไรกับแฟนกู!

               “ฮะ? อะไรนะ เดี๋ยว” ผมยกมือขึ้นห้าม “มะนาวทักกูมาก่อนนะ”

               “มึงไม่ต้องมาแก้ตัว!” มันแผดเสียงลั่น “จัดการมัน!!

               แล้วคนที่ล้อมพวกเราอยู่ก็พุ่งตัวเข้ามา ในจังหวะนั้นไอ้เสือที่ตอนแรกมีท่าทางพร้อมสู้แล้วกลับยืนนิ่ง ดวงตาที่โกรธเกรี้ยวกลับกลายเป็นดวงตาที่ว่างเปล่า

               “เสือ! เอาไง มึงจะสู้มั้ย!-ไอ้เชี่ยเอ๊ย!!” ผมรีบถามอย่างกระวนกระวายใจ เมื่อเห็นว่าไม่ได้การแล้วจึงรีบต่อยไอ้คนที่พุ่งมาจากด้านหน้า ผลักคนที่ขวางอยู่ออกแล้วดึงมือไปเสือวิ่งหนีทันที

               ผมที่ค่อนข้างเหนื่อยอยู่แล้ววิ่งไม่ได้เต็มแรงมากนัก แต่ก็ถือว่ายังเร็วพอที่จะหนีพวกมันได้ทัน พวกมันเริ่มขี่มอเตอร์ไซค์ตามแต่ผมคุ้นทางแถวนี้ดี พาไอ้เสือวิ่งเข้าไปในทางที่มอเตอร์ไซค์ขี่เข้ามาทางไม่ได้ ลัดผ่านพุ่มไม้มาแล้วแอบอยู่ข้างร้านของชำร้าง

               แถวนี้ค่อนข้างเปลี่ยวและไม่ค่อยมีคน บรรยากาศออกจะหลอนหน่อยๆแต่เป็นที่ซ่อนได้ดี พวกมันคงไม่คิดจะมาหาแถวนี้หรอก เวลาผ่านไปเกือบสิบนาทีผมถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อคิดว่าปลอดภัยแล้ว

               เชี่ยเอ๊ย ไม่หาเรื่องก็มีแต่เรื่องเข้ามาหา มีแฟนเป็นอันธพาลไม่พอยังจะทักหาคนอื่นไปเรื่อยอีก ไอ้นั่นแม่งก็ไม่ได้รู้อะไรเลย แฟนมึงนั่นแหละที่มายุ่งกับคนอื่น แม่งเอ๊ย

               ผมหันไปมองไอ้เสือที่ยังไม่พูดอะไรตั้งแต่เมื่อกี้นี้

               “เสือ มึงเป็นไรวะ” ผมถามอย่างกังวล ตอนแรกมันยังดูโมโหอยู่เลย อย่างไอ้เสือคงไม่ได้กลัวไอ้พวกนี้หรอก ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมจู่ๆก็นิ่งไปอย่างนี้

               “มะนาว...?”

               “มึงรู้จักหรอ? เขาก็ทักมึงไปหรอ อย่าบอกนะว่ามึงคุยกับเขาแล้วก็ชอบเขา พอรู้ว่าเขามีแฟนก็อึ้งจนทำอะไรไม่ถูกใช่ไหม!

               ...

               “เสือ! เชี่ยมึงตั้งสติหน่อย!

               “มึงชอบเขาหรอ?” ไอ้เสือถามกลับ

               “ฮะ? กูเปล่า กูไม่ได้ชอบเลยสาบานได้ กูยังงงเลยว่าทำไมเขาต้องทักกูมา แต่กูก็ไม่ค่อยได้ตอบหรอก” ผมพยายามอธิบายเพื่อไม่ให้ไอ้เสือมันเข้าใจผิดว่าผมชอบคนเดียวกับมัน “เขาอาจจะทักไปเรื่อยก็ได้ เสือ มึงใจเย็นนะ มึงไม่ควรไปยุ่งกับคนที่มีแฟนแล้ว”

                “มึงมีแฟนแล้วใช่ไหม”

               “ไม่มี อะไรเนี่ย มึงสับสนอะไรรึเปล่า”

               “แต่มึงคุยกับเขา”

               “กูบอกว่ากูไม่ได้คุย เขาทักมาแต่กูแทบไม่ได้ตอบเลย กูแทบจะบล็อกเขาแล้วด้วยซ้ำ” ผมเริ่มกระวนกระวายใจมากกว่าเดิม “มึงชอบขนาดนั้นเลยหรอวะ”

               ...ชอบ?”

               “เออ ชอบขนาดนั้นเลยหรอ?”

               ...” มันนิ่งไปท่าทางกำลังใช้ความคิด ไม่ได้การ ตอนนี้สติมันไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว พูดอะไรไปก็คงไม่เข้าใจ จับใจความสิ่งที่ตัวเองได้ยินยังไม่ได้เลย

               ผมดึงมันลุกขึ้นแล้วจูงมือมันออกมาจากจุดหลบซ่อน ตรงกลับบ้านทันที

               “หนาว” จู่ๆคนที่อยู่ข้างหลังก็เอ่ยเรียก ผมหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับไปมอง ท่ามกลางแสงไฟสลัวจากโคมไฟข้างถนน ผมเห็นไอ้เสือร้องไห้

               “เชี่ย! เสือ มึงร้องไห้ทำไม!” ผมเปลี่ยนไปเป็นจับมือมันสองข้าง

               ชอบ ฮึก”

               ...

               ชอบจริงๆ

               ...เหี้ย มึงชอบเขาขนาดนั้นเลยหรอ” ผมขมวดคิ้วสีหน้าเคร่งเครียด ในใจคิดหาสารพัดวิธีแก้ปัญหาเพื่อช่วยเพื่อน “ตะ...แต่เขามีแฟนแล้วนะ อีกอย่างเขาดูไม่ได้จริงจังกับใครเลย มีแฟนแล้วยังไล่ทักคนอื่นอยู่อีก ทักกู ทักมึง ขนาดเขากับพวกเราอยู่ต่างโรงเรียนกันอะ”

               “ฮึก...
               “เสือ ใจเย็นก่อน” ผมควานหาทิชชู่ในกระเป๋าแล้วซับน้ำตาให้คนตรงหน้า “ไม่เป็นไรเว้ย ถึงกูจะไม่เคยมีประสบการณ์ แต่กูเชื่อว่ามึงจะเจอคนดีๆในอนาคตนะ เจอความรักดีๆ เจอคนที่รักมึงคนเดียว เชื่อกูสิ”

               “แต่กูคงรักได้แค่คนเดียว...

               “เสือ ไม่เอาดิ มึงอย่าจมปลัก โอเค ตอนนี้มึงยังอาจมูฟออนตอนนี้ไม่ได้ แต่อย่าปิดโอกาสตัวเองสิ มึงคู่ควรกับความรักดีๆนะ” ผมพยายามนึกหาคำปลอบใจ แต่ไอ้เสือดูไม่ดีขึ้นเลย “ทำไงดีวะเนี่ย ไอ้เหี้ยเอ๊ย” ผมเริ่มกุมขมับและคิดหาวิธีช่วย

               ...

               “งั้นเราแย่งเลยมั้ยไหนๆเราก็เหี้ยแล้ว พรุ่งนี้กูจะรวมแก๊งสนิมย้อยไปตีแก๊งมันให้แตกพ่ายเพื่อแย่งแฟนหัวหน้าแก๊งมา! โอเคมั้ยเสือ!

               ไอ้เสือส่ายหน้า

               “ไม่โอเคหรอ? งั้นมึงอยากให้กูทำอะไรว่ามาเลย!

               “ขอได้หรอ” อีกฝ่ายถามเสียงแผ่วเบา

               “ได้!

               “มึงเลิกยุ่งกับเขาได้ไหม”

               “ได้!” ผมตอบตกลงทันที หยิบมือถือออกมาบล็อคเฟซบุ๊กของคนนั้นต่อหน้าไอ้เสือ “โอเคมั้ย เลิกคุยแล้ว ไม่ยุ่ง ไม่มีอะไรต่อกันอีก จบ”

               “โอเค” มันพยักหน้าช้าๆ “ไม่ได้ชอบแล้วใช่ไหม”

               “ไม่ใช่ไม่ได้ชอบแล้ว คือกูไม่เคยชอบเขาเลย” ผมว่าด้วยน้ำเสียงจริงจังและหนักแน่น สีหน้าของไอ้เสือดีขึ้นนิดหน่อย “สาบานได้”

               “สัญญาดีกว่า”

               “อะ สัญญา” ผมยกนิ้วก้อยขึ้น ไอ้เสือยื่นนิ้วก้อยมาเกี่ยวกัน “ว่าแต่สัญญาอะไรนะ”

               “สัญญาว่ามึงไม่ได้โกหก”

               “อะ ได้ สัญญา” สองมือที่เกี่ยวนิ้วกันเขย่าเบาๆแล้วค่อยปล่อยมือ คนตรงหน้ายกยิ้มขึ้นทำให้ผมค่อยสบายใจขึ้นหน่อย “แล้วที่เขามีแฟนแล้วมึงก็ไม่ติดใจอะไรเลยหรอ”

               “หือ?” มันทำหน้าสงสัย “มีแฟนอะไร”

               “อ้าว ก็มะนาวไง”

               “มะนาวไหน”

               ...ฮะ?”

               “กูว่าเรารีบกลับบ้านดีกว่า”

               ...

               ผมมองแผ่นหลังของไอ้เสือที่จูงมือพาผมกลับบ้านอย่างไม่เข้าใจ ตอนแรกมันช็อกเพราะมะนาวมีแฟนแล้วไม่ใช่หรอ แถมมะนาวก็ยังทักมาหาผมมันเลยขอให้ผมเลิกยุ่ง แล้วเสือกมาถามว่ามะนาวไหน

               อะไรของมึงวะเนี่ย...

              

 

 

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.705K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

11,182 ความคิดเห็น

  1. #11166 ปออ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2564 / 07:34

    คุ้มค่ากับการรอคอยคู่นี้จริงๆ

    #11,166
    0
  2. #10904 softless (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2564 / 14:47
    หนูว่าเสือเขาเเปลกนะเเม่555555555555
    #10,904
    0
  3. #10554 Promise69 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 เมษายน 2564 / 21:55
    เสืออออ หนูจะร้องไห้เพราะคิดว่าหนาวไปชอบคนอื่นไม่ได้ลูกกกก ร้องเก่ง ร้องอยู่คนเดียวทั้งเรื่องเนี่ย เอ็นดูวว
    #10,554
    0
  4. #10247 K.white wine (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 เมษายน 2564 / 23:00
    หนาววววว เสือมันชอบหนูค่ะลูกกก
    #10,247
    0
  5. #9439 it's me (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 13 เมษายน 2564 / 18:09
    บร่ะๆๆๆๆ เสือรู้ตัวว่าชอบเหนือตั้งแต่ตอนนี้นี่เองงงงงงงง
    #9,439
    0
  6. #9410 Khanthasene (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 11 เมษายน 2564 / 20:29
    จังหวะนรกสุดๆ
    #9,410
    0
  7. #9208 Hadrian (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 เมษายน 2564 / 22:01
    ฮืออ เอ็นดูวอ่ะ เอ็นดูทั้งพี่ทั้งน้อง น่ารักกันทั้งคู่เลย งือออ น้องเสือของพี่สิงห์
    #9,208
    0
  8. #8600 Mymam_bgly (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 เมษายน 2564 / 22:01
    กับหนาวนี่น้ำตามันช่างไหลมาง่ายเสียจริง555555
    #8,600
    0
  9. #8572 neneaaon (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 4 เมษายน 2564 / 22:14
    ไทเกอร์...นี่นายกระจอกตั้งแต่ตอนนี้เลยเหรอ เสียแรงที่เคยนับถือ 5555555555555
    #8,572
    0
  10. #8241 rnhaha (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 มีนาคม 2564 / 15:13

    เสือหึงแล้ว น่ารัก5555555555555555555555

    #8,241
    0
  11. #8188 kikss (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 16 มีนาคม 2564 / 21:27

    แค่เริ่มก็อาการหนักแล้วเสือเอ้ยยยยยย 55555

    #8,188
    0
  12. #8165 ROS195 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 มีนาคม 2564 / 01:41
    กูว่าละทำไมหนาวมันคบกับนอร์ธได้ กวนตีนพอกัน55555
    #8,165
    0
  13. #7965 bunnyt248 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 / 02:31
    หนาวววเสือเริ่มแล้วนะ
    #7,965
    0
  14. #7949 SerinS. (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 / 17:06
    เวลคัมทูเฟรนด์โซนนนน
    #7,949
    0
  15. #7386 Nuna_MinJ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 มกราคม 2564 / 12:36
    เอ็นดูเกอร์
    #7,386
    0
  16. #7329 pxngxxn (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 19 มกราคม 2564 / 11:33
    เฟรนโซนได้ถือกำเนิดแล้ว55555555555555
    #7,329
    0
  17. #7158 Deftionary (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 13 มกราคม 2564 / 13:50
    เก้ออออออ น้ำตาตื้นทั้งพี่ทั้งน้องไม่ด๊่ายยบย เอ็นดูไม่ไหวววว
    #7,158
    0
  18. #7141 MesaKarawek (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 12 มกราคม 2564 / 03:36
    เสือโฟกัสอยู่เเค่สองประโยคคือ คุยกันอยู่ กับ ชอบ โอ๊ยยย พ่อคนคลั่งรัก ถึงกับร้องไห้เลย เอ็นดู~ เเล้วคือหนาวก็ทำไรไม่ถูก 555
    #7,141
    0
  19. #7117 Fruitty-sutthida (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 มกราคม 2564 / 15:28
    เฟรนโซนยินดีต้อนรับเธอนะ55555
    #7,117
    0
  20. #6938 P.chonn3 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 2 มกราคม 2564 / 01:41
    ขี้แงได้ใครเนี่ย น้องเสือของพี่สิงห์555555555
    #6,938
    0
  21. #6919 ornorn_ssnw (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2563 / 15:19
    เอ็นดู เหมือนโกลเด้นเลยตัวใหญ่ใจเร้ก
    #6,919
    0
  22. #6881 crzoldyck7 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2563 / 10:01
    เสือ เธอใจเย็นนะรักเขาหลงเขาขนาดนั้นเลย เขาแอบคุยกับสาวก็ร้องไห้แล้ว สงสารลูกแม่จริงๆเลยยยยย
    #6,881
    0
  23. #6754 Mirror room (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2563 / 02:17
    เสือแกก็เนียนอยู่นะ อยางงี้ก็ได้หรอ จังหวะชุนละมุนอะเนาะ แต่หนาวไม่ได้ชอบสบายใจละเนาะ 55555555
    #6,754
    0
  24. #6657 N0ii2d (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2563 / 19:56
    โถ่เสือเอ้อยยยยย ทำไมน่าเอ็นดูจังวะ
    ก็นะ ตกหลุมรักเขาไปแล้วอ่ะ
    #6,657
    0
  25. #6388 netnapannl2003 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2563 / 17:08
    แค่น้องมีสาวมาสนแกก็งอแงแล้วอ่ะเสืออออ ไหน เสือคนไหนที่ไปตีกะเด็กแว้นตอนกลางคืนนะคะะ5555555555
    #6,388
    0