วุ่นรักมาเฟีย

ตอนที่ 9 : คนไข้เจ้าปัญหา [1]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1290
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 42 ครั้ง
    28 พ.ค. 62







          เรนิตาที่มีคิวขึ้นวอร์ด[1]ตรวจคนไข้ในตอนสายๆของแพทย์ศัลยกรรมเพื่อตามติดผลการผ่าตัดของคนไข้ที่เธอผ่าตัดเมื่อวานสองเคสที่เธอเป็นคนลงมือผ่าตัดให้ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือหย่งเหวินเต๋อชายหนุ่มที่เธอไม่คิดว่าชาตินี้จะได้เจอกันอีกครั้ง และเจอกันที่นี่ ที่ประเทศไทย และในฐานะหมอกับคนไข้ที่เข้ามารักษาตัวในโรงพยาบาลที่เธอทำงานอยู่เช่นนี้

               หญิงสาวเดินนำพยาบาลประจำชั้นที่ผู้มีหน้าที่ดูแลผู้ป่วยในแต่ละชั้นของห้องพักในโรงพยาบาล ตรงไปยังห้องพักผู้ป่วยชายสูงวัยที่เข้าผ่าตัดบายพาสโรคหัวใจเมื่อช่วงเช้าของเมื่อวาน หลังจากที่เมื่อคืนถูกย้ายมายังห้องพักฟื้นที่ชั้นหกของอาคารผู้ป่วยใน ก่อนเป็นอันดับแรกเพื่อตามติดการผ่าตัดเปิดช่องอกของเธอก่อนที่แพทย์เฉพาะทางเจ้าของเคสนี้จะเข้ามาตรวจดูอาการในช่วงบ่ายๆเนื่องจากติดประชุมที่แผนกในช่วงเช้า ก่อนที่หญิงสาวจะเดินไปยังห้องพักของชายหนุ่มที่เธอผ่าตัดเป็นรายต่อไปของเมื่อวาน อย่างหย่งเหวินเต๋อที่พักอยู่ในห้องพักห้องสุดท้ายของชั้น


               พยาบาลเคาะประตูห้องพักผู้ป่วยสองสามทีก่อนจะเปิดประตูเข้าไปก่อนหญิงสาวที่ยืนมองป้ายชื่อที่ติดอยู่หน้าห้องพักผู้ป่วยแล้วถอนหายใจออกมาเล็กน้อยราวเหมือนทำใจอะไรสักอย่างก่อนจะเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยดังกล่าวที่มีชายหนุ่มร่างสูงใหญ่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย


               “สวัสดีค่ะ วันนี้เป็นยังไงบ้างค่ะ”   เรนิตาออกปากทักทายชายหนุ่มเป็นภาษาอังกฤษทันทีที่เดินเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยพร้อมส่งยิ้มให้แก่ชายหนุ่มเล็กน้อยตามมารยาท


               “ริต้า! ผมนึกว่าผมฝันไปเสียอีกว่าผมได้เจอคุณเมื่อวานนี้”   หย่งเหวินเต๋อเอ่ยกลับมาด้วยน้ำเสียงและท่าทางดีใจอย่างเห็นได้ชัดจนพยาบาลที่มาด้วยกันอดแปลกใจไม่ได้ที่หมอสาวสวยรู้จักชายต่างชาติที่เข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลจากการโดนยิงจนได้รับบาดเจ็บ


               “ค่ะ....เอ่อ...ฉันของดูแผลของคุณหน่อยก็แล้วค่ะ”  เรนิตาอ่ำๆอึ้งๆราวกับหาเสียงของตัวเองไม่ได้หลังจากที่ได้เห็นหน้าของชายหนุ่มเต็มๆอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปดูแผลที่ท้องและส่วนอื่นที่โดนยิงได้รับบาดเจ็บมา


               “คุณทานอาหารเช้าหรือยังค่ะ”  เรนิตามต่อโดยทำทีไม่สนใจสายตาของชายหนุ่มกำลังมองการกระทำของเธอทุกการกระทำด้วยสายตาที่สื่อความหมายบางสิ่งบางอย่างจนเรนิตารู้สึกร้อนๆหนาวๆไปกับสายของชายหนุ่มที่มองเธอ เลยทำทีเป็นไม่สนใจสายตานั้น


               “ทำไม คุณจะมาทานกับผมหรือไง”   หย่งเหวินเต๋อถามกลับ


“เปล่าค่ะ.....ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวให้มอร์ฟีน[2]แก้ปวดแก่คนไข้ได้เลยนะ คนไข้จะได้พักผ่อน”   เรนิตาเอ่ยประโยคแรกกับหย่งเหวินเต๋อก่อนจะหันไปสั่งพยาบาลที่ตามเธอเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยในประโยคต่อมา โดยไม่ลืมที่จะแปลเป็นภาษาอังกฤษให้ชายหนุ่มเข้าใจว่าเธอสั่งยาอะไรให้แก่เขา  


               “อ๋อ!อีกเรื่องหนึ่งเกือบลืมไปเลย คุณมีคนรู้จักที่พอจะติดได้ไหมค่ะ ฉันจะได้ให้พยาบาลติดต่อให้จะได้มีคนมาดูแลคุณระหว่างอยู่ที่นี่ แล้วตอนบ่ายเดี๋ยวทางตำรวจจะเข้ามาสอบปากคำคุณเรื่องที่คุณโดนยิงมาด้วย ฉะนั้นตอนนี้ฉันขอเบอร์คนที่คุณพอจะติดต่อได้ด้วยค่ะ”  เรนิตาบอกพร้อมขอเบอร์โทรศัพท์ทคนรู้จักของชายหนุ่มที่สามารถติดต่อได้


               “ผมไม่มีคนที่สามารถติดต่อได้หรอก นอกจากคุณ.....ส่วนเรื่องที่ตำรวจจะมาสอบปากคำผมในตอนบ่าย ผมยินดีที่จะให้ปากคำแก่ตำรวจ แต่ถ้าใครมาถามหาผมให้บอกไปว่าผมไม่ได้อยู่ที่นี่ก็พอ คุณทำให้ผมได้หรือเปล่า”  หย่งเหวินเต๋อเอ่ยบอกเรนิตา


               “ทำไมละค่ะ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า”  เรนิตาถามต่อด้วยความสงสัย เพราะดูภายนอกชายหนุ่มดูไม่น่าจะมีเรื่องกับใครถึงกับต้องมาไล่ยิงกันแบบนี้


               “ถ้าคุณอยากรู้ คืนนี้ก็มานอนเฝ้าผมซิ แล้วผมจะเล่าให้ฟัง”  หย่งเหวินเต๋อเอ่ยจบ หญิงสาวได้แต่มองอย่างอึ้งๆที่กับข้อแลกเปลี่ยนของชายหนุ่ม    “ถ้าอย่างนั้นฉันเองก็พวกไม่ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น ฉันไม่อยากรู้ก็ได้ค่ะ แต่เรื่องที่ถ้ามีใครมาถามหาคุณ ฉันจะจัดการให้ตามคำก็แล้วกัน ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวค่ะ”  เรนิตาเอ่ยจบแล้วหมุนตัวจะเดินออกจากห้องพักผู้ป่วย


               “I miss you Rita.”   หย่งเหวินเต๋อเอ่ยก่อนเรนิตาจะเดินออกจากห้องพักผู้ป่วยให้หญิงสาวได้ยิน แล้วหันไปมองที่ระเบียงราวกับมีเรื่องน่าสนใจอย่างนั้นแหละ เมื่อหญิงสาวหันกลับมามองหน้าของเขา


               “หมอค่ะ หมอรู้จักผู้ชายคนนั้นหรอค่ะ”  จู่ๆพยาบาลที่มาด้วยกันก็ออกปากถามเรนิตาหลังจากที่ออกมาจาห้องพักผู้ป่วยแล้ว   


“ก็นิดหน่อย ฉันเจอเขาที่บาร์ตอนไปเที่ยวมาเก๊านะ”  เรนิตาบอกแต่เพียงบางส่วนให้พยาบาลที่ถามเพราะจะปฏิเสธไปก็ใช่เรื่อง ในเมื่อชายหนุ่มบอกคิดถึงเธอขนาดนั้น ขนาดพยาบาลที่เดินนำหน้าเธอยังหันกลับไปมอง และมองหน้าของเธอด้วย จะโกหกไปก็เปล่าประโยคสู้ตอบไปตามจริงไม่ดีกว่าหรือไง แต่เธอก็บอกเรื่องนี้ให้แก่คนอื่นได้เพียงบางส่วนเท่านั้นเพราะเรื่องระหว่างเธอกับเขาคนรู้น้อยมากเท่าไรยิ่งเป็นผลดีกับเธอมากขึ้นเท่านั้น


เรนิตากลับมาจากการตรวจคนไข้ที่ตึกผู้ป่วยในเสร็จแล้วจันทนาก็พุ่งตรงเข้ามาหาเธอทันทีเพื่อจะถามเรื่องของเธอกับผู้ชายคนนั้นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากที่เธอขึ้นไปตรวจเขาบนห้องพักผู้ป่วยเมื่อกี้นี้ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามประสาเพื่อนรักหรือเปล่าก็ไม่รู้ เรนิตาเลยต้องเล่าตั้งแต่ต้นจนจบให้แก่จันทนาฟังทั้งหมดรวมทั้งที่ชายหนุ่มบอกคิดถึงเธอด้วย จันทนาฟังจบก็ทำหน้าคิดหนักราวกับกำลังวิเคราะห์เรื่องของเธอกับหย่งเหวินเต๋ออย่างจริงจังยิ่งกว่าผ่าตัดให้คนไข้เสียอีก จนเรนิตาได้แต่ส่ายหัวให้กับทางทางของเพื่อนสาวของเธอที่ดูจะจริงจังกับเรื่องนี้มากเกินไปแล้ว


“ถ้านัยรู้ว่าแกมีอะไรกับผู้ชายคนนั้นแล้วตอนนี้เขาตามแกมาถึงที่นี่มีหวังได้อกแตกตายแน่ เชื่อฉันซิ” 


“แกก็พูดไปเลื่อย นัยเขาแต่งงานไปแล้วแถมยังมีลูกแล้วด้วย ฉันไม่ยุ่งกับคนแบบนั้นหรอก”  เรนิตาว่า


               “จ้า....เดี๋ยวฉันจะรอดู ว่าถ้านัยรู้เรื่องนี้เข้าเขาจะทำยังไง” 

 


               หม่าจิ้นเหอเดินวนไปวนมาในห้องพักของโรงแรมด้วยท่าทางเคร่งเครียดเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัดโดยมีบอดี้การ์ดที่ติดตามมาอีกสามคนยืนเรียงแถวหน้ากระดานอยู่ไม่ห่างจากโต๊ะที่มีกระดาษโน้ตวางไว้บนโต๊ะกระจกทรงกลมหน้าโซฟาตัวยาวสีเข้มในห้องพัก


หลังจากที่เมื่อวานตอนเย็นเขาเข้ามาในห้องพักของหย่งเหวินเต๋อก็พบกระดาษโน้ตที่เขียนข้อความสั้นๆบอกพวกเขาเพียงว่า จะไปข้างนอกเดี๋ยวกลับมาเองไม่ต้องตามวางอยู่บนโต๊ะในห้องพักตั้งแต่เมื่อวาน จนตอนนี้เช้าของวันถัดมาเจ้ายนายของเขาก็ยังไม่กลับมาที่ห้องพักเสียทีจนเขาเองอดกังวลไม่ได้ว่าเกิดเรื่องกับเจ้านายของเขาหรือเปล่า เพราะต่อให้เป็นเมืองไทยเขาเองก็ไม่ไว้ใจให้นายของเขาไปไหนมาไหนคนเดียว


“ฟงเจิ้นหลี่นายไปขอดูภาพจากกล้องวงจรปิดของโรงแรม ว่าคุณเหวินเต๋อออกจากโรงแรมไปตอนกี่โมง แล้วไปทางไหนด้วย ได้เรื่องยังไงรีบรายงานฉัน ส่วนนายซงอิงหลิว นายไปเตรียมรถ ฝูหานตงนายไปตามหาข่าวของคุณเหวินเต๋อมา ได้เรื่องยังไงรีบกลับมารายงานฉันโดยด่วน”   หม่าจิ้นเหอสั่งทั้งสามคน


“ครับคุณจิ้นเหอ”  ทั้งสามคนรับคำสั่งแล้วรีบแยกย้ายไปทำงานตามที่หม่าจิ้นเหอสั่งทันที ก่อนที่ซงอิงหลิวจะเดินกลับมาเมื่อรถตามที่สั่งมาจอดรอที่หน้าประตูโรงแรม หม่าจิ้นเหอก้าวเท้ายาวๆตรงไปยังลิฟต์โดยสารของโรงแรมเพื่อให้ไปถึงที่รถโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะเข้ามาในนั่งที่มาจอดรอที่หน้าประตูโรงแรมแต่ไม่ได้บอกคนขับรถว่าจะไปที่ไหน เลยทำให้รถจอดแช่อยู่ที่หน้าประตูอยู่นานสองนาน


“ไปโรงพยาบาลเอกชนที่อยู่แถวคันนายาว”   หม่าจิ้นเหอบอกคนขับรถให้ไปโรงพยาบาลดังกล่าวและเป็นสถานที่เดียวที่เขาคิดออกในตอนนี้ ว่าเจ้านายของเขาอาจจะไปอยู่ที่นั้นก็เป็นได้ เพราะที่เจ้านายของเขาลงทุนมาเมืองไทยก็เพราะเหตุผลนี้ด้วย เลยคิดว่าที่นี่น่าจะเป็นสถานที่เดียวที่เจ้านายเขามา


รถยนต์คันสีดำที่หม่าจิ้นเหอนั่งมาจอดที่หน้าประตูทางเข้าของโรงพยาบาลก่อนที่ร่างของชายหนุ่มรีบก้าวขาลงจากรถด้วยความรีบร้อนตรงไปยังที่เคาน์เตอร์บริการของโรงพยาบาลเพื่อจะแจ้งชื่อของเจ้านายตนให้พนักงานช่วยเช็คให้หน่อย แต่กลับมีชายร่างเล็กผอมในสวมหมวกปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่งยืนอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์พร้อมแจ้งชื่อของหย่งเหวินเต๋อให้แก่พนักงานต้อนรับที่เคาน์เตอร์ด้วยทางรีบร้อนมีพิรุธแปลกๆจนเขาที่แอบมองอยู่นานอดสงสัยกับท่าทางของชายหนุ่มคนนั้นไม่ได้


“ไม่ทราบว่าคุณเป็นอะไรกับคนไข้หรอค่ะ”   พนักงานต้อนรับถามชายหนุ่มคนนั้นกลับทันทีที่ได้ยินชื่อของคนที่ต้องการให้เธอหาให้


“ผมคนรู้จักครับ”  ชายคนนั้นตอบกลับไปด้วยภาษาไทยคำภาษาจีนคำที่พนักงานต้อนรับฟังรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้างก่อนจะตัดสินใจเดินออกจากเคาน์เตอร์ที่ว่านั้น หลังจากที่รู้สึกเหมือนมีคนจับตามองเขาอยู่ จนพนักงานต้อนรับเอ่ยเรียกเขาเอาไว้ไม่ทัน 


“ขอโทษนะครับ เมื่อกี้ผู้ชายคนเมื่อกี้มาถามหาใครกันหรอครับ”  หม่าจิ้นเหอให้ล่ามแปลภาษาที่เอามาด้วยเดินเข้าไปถามพนักงานต้อนรับที่อยู่ที่เคาน์เตอร์บริการของโรงพยาบาล


“ไม่ทราบว่าคุณมีอะไรหรือเปล่าค่ะ”   พนักงานต้อนรับถามกลับอย่างไม่ไว้ใจเพราะเรนิตาสั่งพนักงานทุกคนที่เคาน์เตอร์ว่าถ้าใครมาถามหาคนที่ชื่อหย่งเหวินเต๋อให้ตอบไปกลับไปว่าไม่มี เพราะนั้นคือสิ่งที่คนไข้ต้องการ


“พอดีว่าคุณคนนี้กำลังตามหาผู้ชายที่อยู่ในรูปนี้นะครับ เขาเป็นเจ้านายของคุณคนนี้เขานะครับ”  ล่ามแปลภาษาบอกแก่พนักงานต้อนรับพร้อมเอารูปของหย่งเหวินเต๋อให้แก่พนักงานต้อนรับดูแต่ล่ามแปลภาษายังไม่ทันได้ข้อมูลจากพนักงานต้อนรับ หม่าจิ้นเหอก็สะกิดให้ล่ามแปลภาษาก่อนจะรีบก้าวขาเดินตามร่างของเรนิตาที่เดินผ่านมาพอดี และกำลังจะขึ้นลิฟต์โดยสารด้วยท่าทางรีบร้อน   หม่าจิ้นเหอเดินตามไปที่ลิฟต์โดยสารที่เรนิตาโดยสารขึ้นไปอย่างรีบร้อนจนเห็นว่ามันหยุดอยู่ที่ชั้นหก เขาจึงกดลิฟต์ตามหญิงสาวขึ้นไปทันทีอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้คาดสายตาของเขาที่เห็นหญิงสาวขึ้นมาชั้นหก


               หม่าจิ้นเหอมองตามร่างของหญิงสาวที่วิ่งเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยห้องสุดท้ายของชั้นพร้อมกับนางพยาบาลที่เข็นรถเข็นที่มีอุปกรณ์ทำแผลอยู่เต็มรถเข็นคันดังกล่าวอย่างรีบร้อน เขาจึงเดินไปทางที่หมอสาวคนสวยเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยนั้นทันที พอเห็นป้ายชื่อที่ติดอยู่หน้าห้องพักผู้ป่วยเป็นชื่อของหย่งเหวินเต๋อ ที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษเขาก็เปิดประตูเข้าไปในห้องนั้นทันที หมอนสีขาวใบใหญ่ที่ไม่รู้มาจากทิศทางไหนก็ลอยเข้ามาปะทะหน้าของเขาอย่างจังๆก่อนจะตามด้วยเสียงโวยวายอาละวาทเป็นภาษาอังกฤษดังลั่นห้องพักผู้ป่วย


               “นี้!คุณที่นี่มันโรงพยาบาลไม่ใช่ตลาดสดจะได้มาเสียงดังขนาดนี้ หัดเกรงใจคนอื่นบ้างซิ”   เสียงของเรนิตาที่ต่อว่าคนไข้เป็นภาษาอังกฤษดังลั่นห้องพัก หม่าจิ้นเหอลดหมอนลงทันที่เพื่อที่จะดูหน้าของคนป่วยที่ทำให้หมอสาวสวยที่เจ้านายของเขาอุตส่าห์เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงเมืองไทย ก็ต้องถึงกับตกใจเมื่อคนไข้ที่กำลังอาละวาทอยู่เป็นเจ้านายของเขาเอง


               “คุณเหวินเต๋อ!”  ทุกสายตาที่อยู่ในห้องพักผู้ป่วยหันมามองทางหม่าจิ้นเหอเป็นตาเดียวกันหมด เมื่อได้ยินเสียงของคนมาใหม่เรียกชื่อของคนไข้ที่กำลังอาละวาทอยู่    “คุณเหวินเต๋อมาอยู่นี่ได้ยังไงครับ แล้วเกิดอะไรขึ้น” 


               “คนรู้จักคุณหรอ”  เรนิตาหันไปถามหย่งเหวินเต๋อด้วยความสงสัยหลังจากที่ชายหนุ่มคนดังกล่าวเดินเข้ามายืนที่ปลายเตียงนอนผู้ป่วยกลางห้องพัก   


               “เลขาผมเอง.....นายรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่นี่”  หย่งเหวินเต๋อบอกประโยคแรกกับเรนิตาก่อนจะหันไปถามเลขาคนสนิทด้วยความสงสัย   “ก็......”   หม่าจิ้นเหอไม่ตอบแต่กลับยกมือชี้ไปที่เรนิตาแทน


               “คุณบอกเลขาผมหรอ”  ชายหนุ่มหันมาคาดคั้นหญิงสาว


“บอกอะไรเล่า ฉันไม่รู้จักลูกน้องคุณสักหน่อย ฉันจะไปบอกได้ยังไง”  เรนิตาว่าอย่างไม่พอใจพร้อมดึงยืดถุงมือที่ใส่ให้เข้าที่ก่อนจะจัดการจับหย่งเหวินเต๋อนั่งลงที่เตียงนอนเพื่อที่เธอจะได้ทำแผลให้เขาใหม่ เพราะเลือดจากบาดแผลของชายหนุ่มเริ่มซึมออกมาเปื้อนเสื้อที่ชายหนุ่มใส่


               “ช่วยออกไปรอข้างนอกก่อนได้ไหมค่ะ หมอขอทำแผลให้คนไข้ใหม่ก่อนค่ะ”  เรนิตาหันไปบอกเป็นภาษาอังกฤษก่อนจัดการเข้าไปถอดเสื้อผู้ป่วยให้ชายหนุ่ม ที่ตอนแรกทำเป็นขัดขืนแต่เมื่อเธอจ้องหน้าของเขาด้วยสายตาไม่พอใจจึงหยุดได้ยอมให้เรนิตาทำแผลให้ใหม่


               “ช่วยออกไปเอาผ้าก๊อซทำแผลที่เป็นม้วนใหญ่มาให้หน่อยได้ไหมค่ะ”   เรนิตาหันไปบอกพยาบาลสาวที่เข้ามาช่วยเธอทำแผลคนไข้เจ้าปัญหาที่อาละวาทจนทำให้แผลเปิด เลือดซึมออกมาจนเลอะเสื้อผ้า


               “ได้ค่ะหมอ”  พยาบาลสาวรับคำแล้วเดินออกไปเข้าผ้าก๊อซทำในห้องเก็บของมาให้เรนิตาตามคำขอ พอเหลือสองคนในห้องพักผู้ป่วย หย่งเหวินเต๋อได้ทีคว้าเอวของเรนิตาจากข้างหลังที่ไม่ทันได้ระวังตัว มาระดมหอมแก้วของหญิงสาวซ้ายทีขวาทีเพื่อสูดกลิ่นหอมเฉพาะตัวของหญิงสาวให้หายคิดถึง แต่ยังไม่ทันที่จะหอมแก้มของหญิงสาวให้ได้ชื่นใจอย่างที่หวัง กลับโดนศอกหนักๆของหญิงสาวกระทุ้งเข้าที่ท้องของเขาอย่างแรงจนร้องออกมาด้วยความเจ็บจากศอกหนักๆของหญิงสาวในอ้อมกอดของเขาก่อนที่เธอจะดิ้นจนหลุดจากอ้อมกอดของหย่งเหวินเต๋อไปได้


               “ผ้าก๊อซได้แล้วค่ะหมอ”  พยาบาลสาวเข้ามาขัดจังหวะพอดี เรนิตาหันไปหยิบสำสีชุบแอลกอฮอล์ล้างแผล กลิ่นฉุนที่ชุ่มไปทั้งก้อนสำสีที่เรนิตาหยิบออกมาจากถ้วยใส่สำลีที่เทแอลกอฮอล์ล้างแผลไว้ในถ้วยที่มีฝาปิดอย่างดีขึ้นมาโดยไม่บีบแอลกอฮอล์ลออกจากก้อนสำลีที่เธอหยิบขึ้นมา ก่อนจะจัดการทำความสะอาดแผลของผู้ป่วยเจ้าปัญหาของเธอที่อาละวาทโวยวายใส่พยาบาลที่เข้ามาล้างแผลให้จน พยาบาลเวรต้องโทร.ตามเรนิตาให้ขึ้นมาล้างแผลให้คนไข้เอง


               เรนิตาตั้งใจใช้สำลีที่ชุ่มไปด้วยแอลกอฮอล์ล้างแผลกดไปที่แผลผ่าตัดของชายหนุ่มเบาๆให้น้ำยาล้างแผลซึมลงไปแผลผ่าตัดที่ยังสดใหม่จนชายหนุ่มที่ไม่ทันได้ตั้งตัว ร้องเสียงดังออกมาด้วยความเจ็บแสบจากแอลกอฮอล์ล้างแผลที่เรนิตาตั้งใจกดไปที่แผลผ่าตัดของชายหนุ่มอย่างจังๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาจากแผลที่ช่วงเอวของชายหนุ่ม พร้อมกับยิ้มหวานให้แก่ชายหนุ่มที่ได้แต่เม้มปากกัดฟันเอาไว้ อย่างระงับความโกรธที่หญิงสาวจงใจเอาคืนเขา


               “แสบหน่อยนะคะ เพราะต้องล้างแผลให้สะอาดก่อนใส่ยานะคะ”   เรนิตาบอกหลังจากที่ใช้แอลกอฮอล์ล้างแผลของชายหนุ่มไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พยาบาลสาวที่ยืนอยู่ไม่ไกลได้แต่ทำหน้าแสบแทนชายหนุ่มที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่เตียงผู้ป่วย ที่ได้แต่เม้นปากแน่นด้วยความแสบ


เรนิตาใช้มือพัดเบาๆให้แอลกอฮอล์ที่เธอใช้ล้างแผลไปแห้งไวขึ้น แล้วค่อยใส่ยาติดพันผ้าก๊อซให้แก่ชายหนุ่มที่เอาแต่มองการกระทำของเรนิตาทุกการกระทำด้วยสายตาสื่อความหมาย แค้นนี้ต้องชำระที่เธอเอาคืนเขาได้อย่างเจ็บแสบจริงๆโดยเฉพาะเจ้าแอลกอฮอล์กลิ่นฉุนนั้น


               “เรียบร้อยแล้วค่ะ ต้องล้างแผลทุกวันนะคะ ไม่อย่างนั้นอาจติดเชื้อได้ แล้วนี้ทานข้าวทานยาหรือยังค่ะ”  เรนิตาถามบอกชายหนุ่มเรื่องที่ล้างแผลทุกวัน พร้อมถามเรื่องที่ชายหนุ่มทานยาที่เธอสั่งไว้หรือยัง


               “ยัง ผมรอให้คุณมาป้อนข้าวผม”  หย่งเหวินเต๋อตอบหน้าตาย เรนิตาเลยได้แต่มองบนด้วยความเหนื่อยใจกับคนไข้ตรงหน้าของเธอ ที่ทำตัวไม่สมกับการเป็นคนไข้เอาเสียเลย  


“ทำไมฉันต้องป้อนข้าวคุณด้วยละค่ะ ฉันเป็นแค่หมอประจำไข้คุณเท่านั้นเองนะคะ” 


“ก็ผมยังเจ็บอยู่ ไม่มีแรงกินข้าว คุณช่วยป้อนข้าวผมหน่อยได้ไหมครับ”  หย่งเหวินเต๋อเอ่ยจบก็เดินตรงไปที่ประตูห้องก่อนจะเปิดประตูห้องพักผู้ป่วยพร้อมเอ่ยเรียกชายหนุ่มที่พึ่งเข้ามาในห้องเมื่อสักครู่นี้ให้เขามาในห้องพักผู้ป่วยที่มีหย่งเหวินเต๋อมองตามอย่างสงสัยว่าหญิงสาวจะทำอะไร


               “ขอโทษนะคะ คุณเป็นญาติกับคนไข้หรือเปล่าค่ะ” 


“อ๋อ....ครับ มีอะไรหรือเปล่าครับ”  หม่าจิ้นเหอเอ่ยถามหมอสาวกลับไปหลังจากที่พยาบาลสาวเดินออกจากห้องไปแล้วอย่างกลัวว่าเจ้านายของเขาจะเป็นอะไรมากไปกว่าที่เห็นภายนอกตอนนี้  


“พอดีว่าคนไข้มีมีแรงทานข้าวนะคะ จะเป็นอะไรไหมค่ะถ้าญาติคนไข้จะช่วยป้อนอาหารให้คนไข้หน่อยนะคะ” 


“เอ่อ....”  หม่าจิ้นเหอถึงกลับไปไม่ถูกก่อนจะหันไปมองหน้าเจ้านายของเขาอย่างไม่รู้จะทำยังไงกับเหตุการณ์นี้ดี 


               “ไม่! ผมจะให้คุณเป็นคนป้อนข้าวผมคนเดียวเท่านั้น คนอื่นผมไม่เอา”  หย่งเหวินเต๋อว่าด้วยน้ำเสียงติดโมโหนิดๆที่เรนิตาโยนให้คนอื่นป้อนข้าวเขาแทนเธอ    


“ก็ได้ค่ะ แต่คุณต้องบอกฉันว่าทำไมคุณถึงโดนยิงจนได้รับบาดเจ็บขนาดนี้ ไม่อย่างนั้นฉันไม่ทำตามคำขอของคุณเหมือนกัน”  เรนิตายื่นข้อแลกเปลี่ยนกับชายหนุ่มที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยมองมาทางเธอที่ยื่นข้อแลกเปลี่ยนกับเขาแต่เมื่อเห็นว่าเขาไม่ตอบเธอก็จะเดินออกจากห้องพักผู้ป่วย  


“ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวก่อนก็แล้วกันค่ะ” 


“เดี๋ยว ผมยอมเล่าให้คุณฟังก็ได้”  หย่งเหวินเต๋อยอมที่เล่าเรื่องทั้งหมดให้เรนิตาฟังโดยที่มีหม่าจิ้นเหอยืนอยู่ไม่ไกลจากเตียงผู้ป่วย   “ผมมาประชุมผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมที่เมืองไทย แล้วผมกะว่าจะมาหาคุณที่นี่ แต่ปรากฎว่ามีคนแอบสะกดรอยตามผม ผมเลยขับรถหนีเพื่อที่จะสลัดคนที่ตามผมมาแต่พวกมันยิงยางรถยนต์ผม ผมเลยต้องลงจากรถแล้ววิ่งหนีพวกนั้นไปด้วยพร้อมสู้มันไปด้วยแต่คนมันเยอะกว่า ผมเลยพลาดท่าโดนยิงและถูกมาส่งที่นี่ ที่ๆผมตั้งใจมาตั้งแต่แรก”   หย่งเหวินเต๋อเล่าไปตามความเป็นจริงให้หญิงสาวฟัง


“นี้มันยุคไหนกันแล้ว...ไม่กลัวกฎหมายกันบ้างหรือไง แต่เดี๋ยวนะ....เมื่อกี้คุณบอกว่าตั้งใจมาหาฉันที่นี่ หมายความว่ายังไงค่ะ”  เรนิตาถามด้วยความสงสัยแล้วจ้องหน้าชายหนุ่มตรงหน้าเธออย่างหาเรื่อง ที่เขาบอกว่าตั้งใจมาหาเธอที่นี่ หมายความว่ายังไงกันแน่


“ผมให้คนสืบประวัติคุณจนรู้ว่าคุณทำงานอยู่ที่นี่ ผมเลยจะมาหาคุณที่นี่”  หย่งเหวินเต๋อพูดจบ เรนิตาหันขวับไปจ้องหน้าของชายหนุ่มอย่างไม่พอใจที่เขาเล่นสืบประวัติของเธอก่อนที่จะมาที่นี่


“คงจะละเอียดเลยละซิค่ะ ถึงได้มาหาฉันถูกขนาดนี้”  เรนิตาประชดใส่ชายหนุ่มอย่างไม่พอใจที่เขาทำแบบนี้กับเธอทั้งๆที่เธอและเขารู้จักกันได้ไม่นาน ถึงแม้จะพลาดไปมีอะไรกับเขาก็ตาม แต่นี้มันรุกล้ำเธอเกินไป


“ผมตั้งใจมาหาคุณจริงๆนะริต้า ผมอยากรู้จักคุณให้มากกว่านี้ ผมเลยต้องใช้วิธีนี้” 


“แต่มันไม่ถูกต้อง คุณกำลังรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของฉันอยู่นะคะ”  


               “ผมรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของคุณตรงไหน คุณเป็นเมียผมนี่”  หย่งเหวินเต่อเอ่ยออกมาได้แบบไม่อายปากว่าเธอเป็นเมียของเขาต่อหน้าลูกน้องของเขาที่ยืนหัวโด่อยู่ในห้องด้วยกัน จนอีกถึงกับสำลักน้ำลายตัวเองที่ได้ยินเจ้านายของเขาพูดแบบนั้นกับหญิงสาวที่รู้จักกันได้ไม่ถึงสามชั่วโมง


               “ฉันเสียหายนะคุณ”  


“ก็ผมกำลังรับผิดชอบอยู่นี่ไง”  หย่งเหวินเต๋อเอ่ยด้วยใบหน้านิ่งๆไม่เดือดไม่ร้อนอะไรกับคำพูดของตัวเองและท่าทางของหญิงสาวที่ตอนนี้กำลังโมโหเขาอย่างเห็นได้ชัด


               “ใครบอกว่าฉันจะยอมให้คุณรับผิดชอบฉัน มีอะไรครั้งเดียวไม่ได้แปลว่าฉันเป็นเมียคุณสักหน่อย”  เรนิตาเถียงกลับ    “ถ้าอย่างนั้นหลายๆครั้งได้ คุณถึงจะยอมให้ผมรับผิดชอบคุณ”  คนหน้าไม่อายก็ยังคงเป็นคนหน้าไม่อายอยู่วันค่ำที่กล้าพูดอะไรแบบนี้ออกมา


               “คุณจะบ้าหรือไง”  เรนิตาโมโหชายหนุ่มแบบสุดๆจนหม่าจิ้นเหอรู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองกลายเป็นส่วนเกินของบทสนทนาของสองคนนี้เป็นอย่างมาก ดูจากประโยคที่ทั้งสองคนใช้ตอบโต้กันไปมา


               “เอ่อ....คุณเหวินเต๋อครับ....”   หม่าจิ้นเหอเอ่ยขัดจังหวะก่อนที่เจ้านายของเขาจะพูดอะไรแปลกๆออกมาอีกจนเขาที่รู้จักกันมานานยังไม่อยากจะเชื่อว่าคำพูดเหล่านี้ออกมาจากปากเจ้านายของเขา


               “มีอะไร ขัดจังหวะจริงเลย”  หย่งเหวินว่าด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดที่โดนเลขาคนสนิทขัดจังหวะบทสนทนาระหว่างเขากับหญิงสาวตรงหน้า


               “ผมจะถามว่า....คุณพอจะจำคนที่ไล่ยิงคุณได้ไหมครับ”   หม่าจิ้นเหอถามเจ้านายของตน

“จำได้.....เป็นผู้ชายร่างเล็กผอมสวมหมวกปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่งได้”  หย่งเหวินเต๋ออธิบายลักษณะของมือปืนที่ตามไล่ยิงเขาหลังจากที่นิ่งนึกถึงใบหน้าของมือปืนที่ไล่ยิงเขา พอหย่งเหวินเต๋ออธิบายลักษณะของมือปืนจบเรนิตาถึงกับทำหน้าอึ้งๆกับลักษณะของชายคนดังกล่าว


               “ฉัน....ฉันเคยเห็นผู้ชายคนนี้ เขามาตามหาคุณเมื่อกี้นี้ ที่เคาน์เตอร์ต้อนรับด้านล่างค่ะแต่คุณสั่งเอาไว้ว่าให้บอกใครว่าคุณอยู่ที่นี่ ฉันเลยบอกกับพนักงานต้อนรับที่มถามหาคุณว่าห้ามบอกเรื่องของคุณนะคะ แล้วเมื่อพนักงานต้อนรับด้านล่างพึ่งบอกฉันมา แล้วก่อนที่ฉันจะขึ้นมาหาคุณที่ห้องเขาเดินชนฉันที่หน้าลิฟต์นี้เองค่ะ”  เรนิตาบอกชายหนุ่มจบ หม่าจิ้นเหอกับหย่งเหวินเต๋อมองหน้ากันเล็กน้อย ก่อนที่หม่าจิ้นเหอจะหยิบปืนพกสั้นสีดำออกมาจากเสื้อสูทแล้วเดินไปที่หน้าประตูห้องพักเพื่อส่องดูด้านนอกผ่านกระจกสีขุ่นอย่างระวังตัว


               หย่งเหวินเต๋อคว้าข้อมือของเรนิตาให้อ้อมมาอยู่อีกฝั่งหนึ่งของเตียงผู้ป่วยของเขาทันทีเพื่อที่ถ้าเกิดอะไรขึ้นเขาจะได้ช่วยเธอได้ก่อน แต่เรนิตากลับเดินไปดึงผ้าม่านเลื่อนมาปิดทั้งบานก่อนจะคว้าแขนของหม่าจิ้นเหอเข้าไปในห้องน้ำแล้วปิดประตูห้องน้ำไม่ให้หม่าจิ้นเหอออกจากห้องน้ำ ก่อนจะดึงรถเข็นที่พยาบาลใส่ผ้าก๊อซและอุปกรณ์พันแผลมาใกล้ๆเธอแล้วสาวผ้าก๊อซม้วนยาวออกมาพันไปรอบๆศีรษะของชายหนุ่มอย่างรวดเร็วแบบลวกๆไปก่อน และเป็นจังหวะพอดีกับที่ประตูห้องพักผู้ป่วยถูกเปิดออกอย่างแรง


               ชายร่างผอมตามที่หย่งเหวินเต๋อบอกแก่เธอเดินเข้ามาในห้องอย่างไม่มีมารยาทพร้อมกระชากผ้าม่านที่เรนิตารูดมาปิดไว้ออกอย่างแรงจนเรนิตาที่กำลังทำทีเปลี่ยนผ้าพันแผลเพื่อตรวจดูอาการของคนป่วยหันไปมองคนที่เข้ามาในห้องอย่างไรมารยาทด้วยสีหน้าตกใจนิดๆ


               “มีอะไรหรือเปล่าค่ะ ฉันกำลังตรวจคนไข้อยู่ค่ะ”   หมอสาวถามกลับไปเป็นภาษาไทยที่คิดว่าชายหนุ่มคนนั้นฟังไม่ออก พร้อมทำหน้าเชิงถามประกอบกับคำถามของหญิงสาวที่เอ่ยถามเป็นภาษาไทย


               “Sorry….Sorry…..”   ชายหนุ่มคนนั้นเอ่ยขอโทษแล้วหมุนตัวเพื่อจะเดินออกจากห้องพักผู้ป่วยไป โดยที่มีเสียงของเรนิตาเอ่ยอธิบายอะไรสักกับผู้ป่วยเป็นภาษาไทย เพื่อที่คนไร้มารยาทนั้นจะได้ไม่สงสัยว่าผู้ชายที่มีผ้าก๊อซพันแผลอยู่เป็นคนที่เขากำลังตามหาทั่วโรงพยาบาล


               พอชายร่างผอมจอมไร้มารยาทที่หย่งเหวินเต๋อบอกว่าเป็นมือปืนที่ไล่ยิงเขาออกไปจากห้องแล้วเรนิตาก็ถึงกับถอนหายใจออกมาเสียดังด้วยความโล่งใจที่อีกฝ่ายไม่สงสัยอะไรเธอ ก่อนจะรีบช่วยหย่งเหวินเต๋อแกะผ้าก๊อซที่เธอพันให้อย่างมั่วๆออกจากใบหน้าและเป็นจังหวะพอดีที่หม่าจิ้นเหอออกมาจากห้องน้ำพอดี


               “เดี๋ยวฉันจัดการย้ายห้องให้คุณทันทีเลย ห้องนี้ไม่ปลอดภัยสำหรับคุณแล้ว เอ่อ...แล้วฉันก็ต้องขอโทร.ไปแจ้งตำรวจที่รับผิดชอบคดีของคุณนะคะ เพราะไม่อย่างนั้นเขาจะมาอย่างนี้อีก มันเป็นการรบกวนคนไข้คนอื่นเอา” 


               “ตามสบายเลยครับ”  หย่งเหวินเต๋อเอ่ยจบ เรนิตาก็เปิดประตูออกจากห้องพักของชายหนุ่มทันที เพื่อไปจัดการเรื่องย้ายห้องให้เรียบร้อยรวมถึงโทร.ตามตำรวจด้วย




[1] วอร์ด  มาจากคำภาษาอังกฤษว่า Ward หมายถึง ห้องพักผู้ป่วยที่รับไว้รักษาในโรงพยาบาล บ้างก็เรียกว่า “ตึกผู้ป่วย” “ตึกผู้ป่วยใน” “หอผู้ป่วย” “ตึกคนไข้ใน

[2] มอร์ฟีน (Morphine) คือยาแก้ปวดที่สกัดมาจากฝิ่น จัดอยู่ในกลุ่มยาแก้ปวดชนิดเสพติด (Narcotic Analgesics) แพทย์จะใช้มอร์ฟีนระงับอาการปวดที่ค่อนข้างรุนแรงและรุนแรงมาก โดยตัวยาจะส่งผลต่อสมอง ทำให้ร่างกายมีปฏิกิริยาต่ออาการเจ็บปวดลดลง


โปรดติดตามตอนต่อไป..........


     มาแล้วเด้อ เหมือนวันนี้จะมายาวเสียด้วย ให้ได้หายคิดถึงหย่งเหวินเต๋อ ใช่หรือเปล่า?
แต่ก็คงไม่เท่ากับความแสบ...ที่เรนิตาของเรามอบให้หย่งเหวินเต๋อให้ได้หายคิดถึงอย่างแน่นอนค่ะ จริงไหมค่ะ ถ้าใครไม่เห็นด้วยบอกได้เลยค่ะ ว่าความแสบนี้ยังไม่ทำให้หย่งเหวินหายคิดถึงเรนิตาของเรา.....



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 42 ครั้ง

37 ความคิดเห็น

  1. #8 Jakkaran55 (@Jakkaran55) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 / 17:03
    เอาแต่ใจที่สุดต้องให้ป้อน มารับผิดชอบเมียอารายกันวันนี้ไม่ได้เมียช่วยโดนยิงอีกรอบแน่
    #8
    0
  2. #7 Jakkaran55 (@Jakkaran55) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2562 / 13:52

    รอนะคะ
    #7
    0