` F A N F I C R O O M | SEVENTEEN ♡

ตอนที่ 3 : - 03 : 추억과도 이별하려해 | soonyoung x jihoon 。

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 529
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    20 พ.ค. 59

추억과도 이별하려해 | SOONYOUNG x JIHOON

AU / pg – 15 / drama-romantic

 

 

 ps. บังคับฟังนะบังคับฟัง ยิ่งฟังยิ่งอินกับเรื่องนี้จริงๆนะเชื่อเราเถอะ

 

 

... แต่จริงๆแล้วฉันคิดถึงเธอมากเหลือเกิน

อยากกลับไปใช้วันเวลาร่วมกัน อย่างที่เราเคยทำ

แต่อย่าเลย ฉันไม่อยากเจ็บปวดเป็นครั้งที่สองอีกแล้ว

เพราะฉะนั้น แม้แต่กับความทรงจำก็คงต้องโยนมันทิ้งไป

 

 

 

 

 

บางทีโชคชะตาก็ไม่เคยคิดจะเข้าข้างคนที่ไม่เคยอ้อนวอนขออะไรจากพระเจ้าอย่าง อีจีฮุน เลยสักนิด โอเค ถึงแม้ว่าเมื่อสัปดาห์ก่อนเขาเพิ่งจะได้รับเข้าทำงานเป็นโปรดิวเซอร์ของค่ายเพลงหนึ่ง จีฮุนได้ทำงานตามคณะที่ตนได้เรียนจบมาซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่น่าดีใจมากจนเขาโทรศัพท์ไปเล่าให้พ่อแม่ที่อยู่ต่างจังหวัดนานหลายชั่วโมง แต่ในสัปดาห์ถัดมากลับเจอเรื่องไม่คาดฝันแบบนี้ เขาก็ไม่รู้จะพูดอะไรยังไง ก็เพิ่งเข้าใจคำว่าเมื่อถึงจุดที่มีความสุขที่สุดแล้ว ก็จะต้องมีเหตุการณ์ที่ลดความสุขลงไปเพื่อให้เกิดความสมดุลในชีวิต เขาอยากจะตะโกนดังๆลั่นสี่แยกไฟแดงที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายว่า พระเจ้ารังแกเขา พระเจ้าไม่รักเขาเลย ! เสียเหลือเกิน

 

 

 

... อะไรนะครับพี่ ?เสียงใสกรอกลงไปในสายโทรศัพท์ที่กำลังพูดคุยธุระบางอย่างกับปลายสายที่ดูเหมือนว่าจะเป็นสายสำคัญเสียเหลือเกิน ใบหน้าน่ารักเริ่มรู้สึกถึงความตึงแปลกๆ คิ้วสวยขมวดลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินอะไรบางอย่างที่ดูจะสะกิดใจไม่น้อย

 

.. ห้ะ ... โคโรกราฟเฟอร์ควอนเหรอครับ ?เขาภาวนาอยู่ร้อยครั้งหลังจากที่ได้ยินว่าเจ้าของชื่อที่เอ่ยออกมานั้นจะไม่ใช่คนในความคิดที่เพียงได้ยินชื่อครั้งแรกก็ต้องสะดุดใจกับชื่อนี้ แต่เขากำลังมองมันในแง่ดีว่า อาจจะไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิดก็ได้

 

ได้ครับ .. ผมกำลังไปบริษัทแล้ว

 

ครับ สวัสดีครับปลายนิ้วเล็กกดตัดสายโทรศัพท์ทันทีที่พูดจบพลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะเก็บโทรศัพท์เครื่องหรูใส่ในกระเป๋าเสื้อโค้ทตัวหนา

 

 

 

ร่างเล็กที่ยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนที่เตรียมตัวเดินข้ามถนนเมื่อสังเกตเห็นสัญญาณไฟจราจรให้เตรียมตัวเดิน ใบหน้าน่ารักดูมีความกังวลมากกว่าปกติ และเมื่อสัญญาณไฟจราจรฝั่งคนข้ามถนนขึ้นเป็นสีเขียว สองเท้าเล็กก็รีบก้าวเดินให้ทันในระยะเวลาที่กำหนดไว้เพียงยี่สิบวินาทีเท่านั้น และเมื่อพอเดินข้ามไปยังอีกฝั่งได้ จีฮุนจึงรีบเดินมุ่งหน้าไปบริษัทที่ห่างจากจุดที่ยืนอีกประมาณแปดร้อยเมตร

สองเท้าก้าวเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องประชุมงานเล็กของบริษัทด้วยอาการเหนื่อยหอบ ได้ยินเสียงพูดคุยกันของคนสองคนอย่างสนิทสนม ไม่มีประเด็นเรื่องงานอะไรมีเพียงเรื่องสารทุกข์สุขดิบทั่วๆไป เพียงแค่นึกถึงสิ่งที่จะต้องเจอหลังจากที่เปิดบานประตูสีขุ่นตรงหน้า เขาก็ไม่ค่อยมั่นใจแล้วว่าจะยังคงดึงหน้าให้สุขุมและน่าเชื่อถือได้อย่างไรแล้ว เขาควรจะวางตัวเช่นไรถ้าหากว่าคนที่เขาคาดการณ์เอาไว้อยู่ภายในห้อง ถ้าหากไม่ใช่อีจีฮุนก็คงไม่เครียดเท่าไหร่ก็คงพูดคุยงานกับผู้ร่วมงานได้อย่างเป็นปกติ

 

 

แต่ถ้าหากว่าเป็น คนนั้น ล่ะ ...

 

และมือเล็กก็ผลักบานประตูสีขุ่นเข้าไปในห้องประชุมแล้ว

 

 

 

อ้าวมาแล้วเหรอจีฮุน เสียงทุ้มของรุ่นพี่ที่สนิทสนมและเป็นถึงหนึ่งในผู้บริหารของบริษัทอย่าง ชเวซึงชอล ดังขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มกว้างที่ดูเหมือนจะไมโกรธที่เขามาเลทประมาณสามนาทีเลย

 

ขอโทษที่มาช้าครับ

 

ไม่เป็นไรๆ เอ้อนี่โคโรกราฟเฟอร์ควอนนะ ส่วนนี่อีจีฮุน โปรดิวเซอร์ของบริษัทฉัน

 

เก้าอี้สีดำสนิทที่มีใครบางคนนั่งอยู่ถูกหมุนให้หันมามองแขกที่เพิ่งมาถึงอย่างเขาอย่างเต็มสายตา แค่วินาทีเดียวที่สบตากัน ความคุ้นชินมันเริ่มตีตื้นขึ้นมาเต็มอก แต่ต่อให้รู้สึกมากเท่าไหร่ อีจีฮุนก็ต้องเก็บความรู้สึกเอาไว้ว่าครั้งหนึ่งเคยรู้สึกในแบบที่กำลังรู้สึกอยู่เอาไว้ในใจ

 

 

... ความรู้สึกที่เรียกว่า ความคิดถึง

 

 

นัยน์ตาเรียวคมที่ชี้ขึ้นเล็กน้อยแสนคุ้นเคยและรับกับคิ้วสวยคู่นั้น จมูกโด่งได้รูปและมันกลับเสริมให้ใบหน้าหล่อนั้นยังคงหล่ออยู่แบบนั้น ริมฝีปากเรียวยกขึ้นมาเล็ดน้อยแต่มันกลับทำให้ใบหน้าของคนตรงหน้าเหมือนยกยิ้มกว้างอย่างไรอย่างนั้น ทุกสัดส่วนเข้ากับกลุ่มผมหนาที่มีสีอ่อนจางซึ่งต่างจากอดีตโดยสิ้นเชิง ทุกสิ่งอย่างที่อยู่ภายในกรอบสายตากำลังฉายภาพในอดีตที่เคยได้สัมผัสมันมาตลอดเกือบครึ่งชีวิต

 

อีจีฮุนยังคงจดจำใบหน้าของ ควอนซูนยอง ได้อยู่เต็มหัวใจ

 

 

“ ... ซูนยอง

 

จีฮุน .. ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ

 

อ่าวรู้จักกันหรอกเหรอ ?ซึงชอลที่มองสองคนสลับไปมาเอ่ยขึ้นด้วยความงุนงง เขามั่นใจว่ายังไม่เคยแนะนำคนที่นั่งเยื้องกันให้โปรดิวเซอร์ตัวเล็กรู้จักเลยด้วยซ้ำ

 

รู้จักกันดิ่ / ไม่รู้จักครับทว่าสองคนที่กลายเป็นจำเลยก็ตอบออกมาไม่ตรงกันเสียอย่างนั้น ยิ่งเหมือนกับกำลังปั่นหัวซีอีโอหนุ่มที่รู้จักทั้งสองฝ่ายหนักขึ้นไปอีก ซึงชอลขมวดคิ้วลงฉับด้วยความหงุดหงิด

 

เอาดีๆดิ้ รู้จักกันมาก่อนรึไง ?

 

ไม่ครับรุ่นพี่ ผมไม่ได้รู้จักหมอนี่หรอก

 

กลายเป็นว่าโปรดิวเซอร์ตัวเล็กเป็นฝ่ายเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งจนคนฟังถึงกับใจหาย แต่แล้วควอนซูนยองก็ยังคงเป็นควอนซูนยอง ใบหน้าหล่อยกยิ้มสนับสนุนตามที่อีกฝ่ายพูดแม้ในใจจะรู้สึกแย่ที่ได้ยินแบบนั้น

 

 

 

... ราวกับว่า ควอนซูนยองยังคงตามใจอีจีฮุนไม่มีเปลี่ยนแปลง ...

 

 

 

แล้วรู้จักว่าหมอนี่ชื่อซูนยองได้ไง ?

 

เออช่างเหอะหน่า ซักไซ้อะไรมากมายล่ะ คุณจีฮุนรู้จักชื่อฉันก็ดีแล้วไง นายจะได้ไม่ต้องเสียเวลาแนะนำตัวฉันเยอะ

 

ซูนยองแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที แม้ว่าอีกใจหนึ่งก็ยังอยากได้ยินคำตอบที่อีกฝ่ายจะหาทางแก้ไขในสถานการณ์นี้ แต่เขาก็ไม่ได้ใจเข้มแข็งพอจึงเลือกที่จะหยุดสถานการณ์ที่จะเลวร้ายในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้าลง ซึงชอลจึงเลิกที่จะสนใจในสิ่งที่ยังค้างคาใจอยู่

 

เอาเถอะ เรามาเข้าเรื่องกันเลยก็แล้วกัน คืองี้นะ พวกคณะกรรมการได้ประชุมกันเมื่อวันก่อนว่ามีโปรเจ็กต์หนึ่งที่อยากจะได้

 

“ … ”

 

ซึ่งพวกเขารวมถึงตัวฉันน่ะอยากได้เพลงที่มันดูปังเวลาเต้น ทีนี้ในหัวของฉันเนี่ยนึกถึงพวกนายเป็นอันดับแรก เพราะฉันอยากได้เพลงที่มีคุณภาพและท่าเต้นปังๆ

 

...

 

ฉันเลยจะให้พวกนายจับมือกันทำโปรเจ็กต์นี้ออกมาหน่อย ถ้ามันออกมาดีและทางเบื้องบนพอใจ เพลงของพวกนายอาจจะออกสู่ตลาดเพลงได้ง่ายๆเลยล่ะ

 

“ … คือรุ่นพี่จะบอกว่าให้ผมแต่งเพลงร่วมกับหมอนี่น่ะเหรอ ?ถึงมันจะต้องเป็นอย่างนั้นแต่หากให้อีจีฮุนร่วมงานกับควอนซูนยองมีหวังสติจะต้องแตกเละเทะแน่นอน ที่สำคัญอีกฝ่ายกลับทำลอยหน้าลอยตาเหมือนไม่รู้สึกอึดอัดหรืออะไรออกมาเลย ตอนนี้อีจีฮุนจะเป็นบ้าตายก่อนแน่ๆ

 

ใช่ ทำไมเหรอ ไม่ได้เหรอ ?

 

ทำไมล่ะ หรือว่าฉันเต้นเก่งไม่พอ ?ร่างสูงเอ่ยขึ้นมาพร้อมยกยิ้มมุมปาก มันเป็นท่าที่เห็นแล้วรู้สึกอยากต่อยหน้าแรงๆสักทีแต่เพราะต้องรักษามารยาทต่อหน้ารุ่นพี่ที่เคารพเอาไว้ จีฮุนจึงเลือกที่จะทำเพียงแค่กำหมัดเอาไว้เท่านั้น

 

“ … ช่างเหอะ

 

เอาเป็นว่างานนี้บังคับตกลงนะ พวกนายต้องทำงานด้วยกันตลอดสามเดือน ฉันให้เวลาพวกนายเท่านี้ ฉันไม่รู้หรอกนะว่าพวกนายมีอะไรบาดหมางกันมาก่อน แต่ยังไงก็ช่วยแยกแยะระหว่างงานกับเรื่องส่วนตัวด้วยก็แล้วกัน

 

ครับรุ่นพี่ ... / อ่าห้ะ

 

งั้นฉันขอตัวไปประชุมก่อน ยังประชุมงานไม่เสร็จแต่โดดมาคุยกับพวกนาย ยังไงก็เริ่มคุยงานกันได้เลยนะว่าจะทำรูปแบบไหนอะไรยังไง มีปัญหาอะไรติดต่อเลขาของฉันก็แล้วกันว่าจบ ซึงชอลก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้บุหนังสีดำเงาตัวตำแหน่งหัวโต๊ะและพาร่างของตัวเองเดินออกไปจากห้องประชุมเล็กทันที

 

 

ทีนี้ ภายในห้องประชุมงานขนาดเล็กก็เหลือเพียงแค่โคโรกราฟเฟอร์ควอนคนหล่อและโปรดิวเซอร์อีคนน่ารักเท่านั้น

 

แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้นั่งเคียงข้างกันเหมือนเมื่อก่อน หากแต่ทั้งคู่กลับนั่งตรงข้ามกันและกัน นัยน์ตาคมยังคงทอดมองมาทางคนตัวเล็กที่นั่งกดปากการัวๆพลางก้มหน้ามองกระดาษเปล่าที่คนมองไม่แน่ใจว่ามันมีอะไรดีกว่าหน้าตาหล่อๆของซูนยองคนนี้ ในขณะที่ทางฝ่ายของจีฮุนกลับก้มหน้าก้มตามองกระดาษเปล่าเสียอย่างตั้งอกตั้งใจ ที่ทำแบบนั้นมันก็บอกชัดเจนอยู่แล้วว่าเขาไม่พร้อมจะมองหน้าอีกฝ่ายตรงๆ แต่ก็อย่างว่าล่ะ ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ ไม่ว่าจะสถานะ ระดับความสัมพันธ์ หรือแม้กระทั่ง ... หัวใจดวงน้อยๆของอีจีฮุน

 

 

 

... ใช่ ควอนซูนยองและอีจีฮุนเคยเป็นคนรักกันมาก่อน

 

 

 

ไม่ยักจะรู้ว่านายรู้จักซึงชอลด้วย ควอนซูนยองเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาก่อน แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าอีกฝ่ายคงไม่ตอบและจะพยายามสร้างบรรยากาศความอึดอัดขึ้นมาอยู่เรื่อยๆก็ตาม ที่จริงแล้วเขาไม่เคยแนะนำรุ่นพี่ร่วมสาขาให้อีกฝ่ายรู้จักเลยด้วยซ้ำ แต่ไหนกลายเป็นว่ารุ่นพี่ของเขากลายเป็นรุ่นพี่ที่รู้จักของคนตัวเล็กได้อย่างนั้นล่ะ

 

“ ... ”

 

“ ... ”

 

“ ... นายไม่ถามฉัน ฉันก็ไม่จำเป็นต้องตอบ คนตัวเล็กกว่าเงยหน้าขึ้นมองเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีท่าทีว่าจะเซ้าซี้ขอคำตอบ แต่พอเงยหน้าขึ้นมาก็พบว่านัยน์ตาเรียวคมจดจ้องใบหน้าของเขามาตลอด ดูท่าทางจะไม่ได้ละสายตาไปทางอื่นเลย

 

สบตาฉันแล้วด้วยแฮะ

 

จะเล่นบ้าอะไรอีก ? ”

 

เปล่านี่ ก็ไม่ได้เล่นอะไร แค่อยากมองหน้าเฉยๆ ว่าพลางพิงหลังเข้ากับพนักพร้อมหลับตาลงช้าๆและเอ่ยถ้อยคำที่กลั่นกรองจากความรู้สึกภายในจริงๆออกมา

 

“ … ”

 

 

“ … คิดถึงเมื่อก่อนนะ เมื่อก่อนที่พวกเรายังหันหน้าเข้าหากัน

 

“ … ”

 

ฉันคิดถึงนายนะ นายล่ะ คิดถึงฉันบ้างไหม ?

 

 

 

ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก ...

 

 

อย่าพูดอะไรที่มันเป็นไปไม่ได้ได้ไหม ควอนซูนยอง

 

 

และอย่ามาทำให้หัวใจที่หยุดเต้นกับเรื่องพรรค์นี้กลับมาเต้นแรงกับคำพูดของนายอีกครั้งได้แล้ว

 

 

 

ต่อให้เสียงหัวใจเต้นเป็นจังหวะรัวจะดังอยู่ภายในใจแค่ไหนก็ตามที แต่อีจีฮุนก็ยังคงรักษาระดับอารมณ์ความรู้สึกได้เป็นอย่างดี เสียงใสเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งก่อนจะหยิบยื่นกระดาษแผ่นเดิมที่ตอนนี้เต็มไปด้วยลายมือที่คุ้นเคยไปตรงหน้าอีกฝ่ายเพื่อตัดบทสนทนา มันเป็นการตัดบทที่ค่อนข้างแย่และตรงเกินไป แต่ซูนยองก็รับมันมาไว้ในมืออย่างเต็มใจและเปลี่ยนประเด็นบทสนทนาตามความต้องการของอีกฝ่าย ปราดตามองเพียงไม่กี่วินาทีก่อนจะเงยหน้ามามองเจ้าของลายมือน่ารักด้วยใบหน้าเคร่งเครียด

 

จะเอาแบบนี้ ? ”

 

อือ

 

ยากว่ะ ซูนยองไม่เพียงแต่บ่นออกมา แต่ยังก้มลงมองกระดาษแผ่นบางพร้อมคิ้วสวยที่ขมวดลงฉับอย่างคนทำงานจริงจัง

 

ยากตรงไหน ? ไม่เห็นจะยากเลย ก็แค่คิดท่าเต้นตามพล็อตที่ฉันวางไว้แบบนี้น่ะ

 

ไม่ง่ายเลยนะ ถ้าเรื่องเนื้อเพลงนายเคลียร์ได้สบายๆ แต่เรื่องท่าเต้นยากๆนี่ต้องเป็นฉันตลอดสิ่หน่า

 

ไม่มีอะไรที่คนอย่างนายทำไม่ได้หรอกซูนยอง

 

นายให้กำลังใจฉันอยู่งั้นเหรอ ? ”

 

ในใจของซูนยองยังคงคาดหวังคำพูดดีๆจากปากของคนที่ขึ้นชื่อว่าเคยเป็นแฟนกันอยู่ถึงจะรู้ว่ามันไม่ง่ายที่ถ้อยคำดีๆจะออกมาจากปากของอีจีฮุนก็ตามที มันเป็นความหวังลมๆแล้งๆที่ควอนซูนยองเต็มใจที่จะคาดหวังไปกับมัน

 

เปล่า แค่พูดเพื่อที่นายเดินงานของตัวเองได้สักที

 

จีฮุนพยายามไม่สนใจคำบ่นของอีกฝ่ายที่เริ่มดังเข้ามาในโสตประสาทเรื่อยๆ ก่อนจะลุกขึ้นเตรียมตัวออกจากห้องประชุมขนาดเล็กที่เริ่มมีควันความอึดอัดที่ตัวเองเป็นคนสร้างเอาไว้อยู่เต็มห้อง

 

“ … ”

 

เรื่องงานก็ตามกระดาษที่ให้ไป มีอะไรสงสัยก็ติดต่อมาตามที่เขียนในกระดาษได้ ส่วนวันเริ่มงานฉันจะติดต่อไปอีกที ซูนยองก้มลงไปมองกระดาษที่ถูกเขียนที่มุมขวาล่างด้วยลายมือน่ารักและเป็นระเบียบว่า

 

 

ไม่ได้เปลี่ยนเบอร์ มีอะไรก็โทรมา

 

 

อีจีฮุนไม่ได้บอกเบอร์ติดต่อเพราะตัวเขาไม่ได้เปลี่ยนช่องทางติดต่อใดๆ ทุกอย่างยังเหมือนเดิม อยู่ที่ว่าอีกฝ่ายลบเบอร์มือถือเขาทิ้งไปหรือยังก็เท่านั้น

 

“ … ”

 

 

แล้วก็เรื่องที่นายพูดก่อนหน้านี้ ...

 

หืม ? ”

 

ตอนแรกฉันจะทำเป็นไม่ได้ยินในสิ่งที่นายพูด แต่ก็นั่นแหละ ...

 

“ … ”

 

 

 

ฉันเองก็คิดถึงเหมือนกัน

 

 

 

 

x.

 

 

 

 

 

 

ความจริงแล้วอีจีฮุนเป็นคนที่มีสมาธิสูงมาก ไม่ว่าจะทำงานหรือใช้ชีวิตปกติ เขาสามารถนั่งแต่เพลงได้ทั้งคืนหากไม่มีเสียงมารบกวน หรือต่อให้เสียงมารบกวนแต่เสียงนั่นจะต้องไม่พุ่งตรงมาทางเขา ทว่าตอนนี้สมาธิของเขากำลังลดน้อยลงๆเพราะอะไรบางอย่างที่รบกวนการทำงานของเขาอยู่ มันกำลังทำให้ความหงุดหงิดมีมากขึ้น

นัยน์ตาเรียวกลมตวัดมองโทรศัพท์มือถือเครื่องสีดำสนิทกำลังสั่นตัวอย่างสนุกสนานเมื่อมีปลายสายโทรเข้ามา ในเวลานี้ที่กำลังเดินทางเข้าสู่ช่วงเวลาตีหนึ่งคงไม่มีใครประสาทกลับโทรเข้ามารบกวนเวลาส่วนตัวของเขา ทุกคนเข้าใจตรงกันว่ามันคือเวลานอน ยกเว้นอยู่แค่คนเดียวเท่านั้น ที่เมื่อก่อนเป็นอย่างไร ปัจจุบันก็ยังเหมือนเดิม ...

 

 

 

‘ SOONYOUNG K. - สายเข้า

 

 

 

มีอะไร ? ” เสียงใสกรอกลงไปในสายโทรศัพท์พลางนั่งเขียนเนื้อเพลงที่นึกขึ้นได้สดๆร้อนๆลงไปในกระดาษสีขาวใกล้ตัว

 

( นอนรึยัง ? )

 

ถ้านายจะโทรมาตอนดึกดื่นเพื่อถามแค่นี้ก็วางสายไปเลยไป แค่นี้นะ ..

 

( ไม่ๆ เดี๋ยวก่อนจีฮุน ) เกือบจะกดวางสายแต่เพราะได้ยินปลายสายเอ่ยขัดขึ้นมาทำให้เขาต้องรอฟังว่าจะพูดอะไร แต่มือก็ยังขยับเขียนเนื้อเพลงอยู่อย่างเดิม

 

อะไร ? ”

 

( ฉันแค่จะโทรมาถามเรื่องท่าเต้นที่นายให้ไปออกแบบว่าท่าเต้นจะใช้แบบบัลเล่ต์ผสมหรือแบบบีบอยดี )

 

ควอนซูนยอง นายจบเกียรตินิยมอันดับสองสาขาออกแบบการแสดงนะ มาถามฉันแบบนี้สมองกลับรึไง

 

( นายก็เก่งเรื่องนี้ไม่ใช่เหรอ ? )

 

อย่าตลกควอนซูนยอง ฉันจบดนตรีสากล ไม่ใช่ออกแบบการแสดง สรุปตกลงมีอะไร อย่าอ้อมค้อมเพราะถ้านายทำฉันจะรู้ทันที

 

( แค่โทรมาเพราะคิดว่าเวลานี้นายคงยังไม่นอนแล้วก็ ... แค่คิดถึงเฉยๆ )

 

ไร้สาระ

 

( สองปีก่อนยังไม่เห็นบอกว่าไร้สาระแบบนี้เลย ตอนนั้นฉันก็โทรมาเวลานี้ประจำ )

 

แต่ตอนนี้มันไร้สาระไปแล้ว

 

 

 

โอเค ถ้าจะให้พูดเรื่องอดีตแสนไร้สาระนั่นต้องบอกและยอมรับก่อนว่าคนในปลายสายค่อนข้างเรียนเก่งพอสมควร พวกเขาจบจากคณะเดียวกัน แต่คนละสาขา อีจีฮุนจบศิลปกรรมศาสตร์ สาขาดนตรีสากล ส่วนควอนซูนยองจบสาขาการออกแบบการแสดง และพวกเขาก็จบด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งและสองด้วยกัน อย่าจินตนาการว่าพวกเขาเป็นเด็กเนิร์ดกินหนังสือเป็นอาหารเลย อีจีฮุนเป็นคนเอื่อยๆเหลวไหลมากเท่าไหร่ ควอนซูนยองยิ่งคูณสองเท่านั้น

เรื่องของพวกเขามันนานเกิดขึ้นมานานตั้งแต่เริ่มขึ้นปีหนึ่ง ตามสเต็ปการพบเจอคืองานรับน้องของคณะ มันเป็นงานที่ดูเหมือนจะเป็นงานที่เอาไว้รับขวัญรุ่นน้องปีหนึ่งที่เพิ่งเข้ามาใหม่ แต่เปล่าเลย มันกลายเป็นงานที่รุ่นพี่เขาเอาไว้จีบไว้เต๊าะรุ่นน้องกันต่างหาก และเขาเองก็โดนตั้งแต่เพื่อนร่วมคณะรวมถึงรุ่นพี่หมายปองเอาไว้ตั้งแต่แรกเจอ แต่ด้วยความที่นิสัยของอีจีฮุนคนนี้ค่อนข้างห่ามเกินหน้าตาที่ดูจะน่ารักเพราะจบจากโรงเรียนชายล้วน และยังเป็นคนโลกส่วนตัวสูง แน่นอนว่าไม่มีใครที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตในฐานะของคนรักของอีจีฮุน อย่างมากสุดก็เป็นเพียงแค่รุ่นพี่และเป็นเพื่อนกันเท่านั้น จะมีที่หลุดโผออกมาก็แค่คนเดียว ...

 

 

 

ควอนซูนยอง สาขาการออกแบบการแสดง 010

 

 

 

ความประทับใจครั้งแรกที่มีต่อควอนซูนยองต้องพูดเลยว่า ไม่มี ... ควอนซูนยองไม่ได้ทำอะไรให้อีจีฮุนรู้สึกประทับใจเลยตั้งแต่แรกเจอ ซ้ำร้ายยังทำให้เขาต้องมาเจอเรื่องวุ่นวายไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ว่าจะต้องโดนรุ่นพี่ทำโทษหักคะแนนกิจกรรมเพราะเขาเผลอโวยวายอีกคนที่แกล้งจิ้มเท้าตอนนั่งทำสมาธิ โดนลงโทษให้วิ่งรอบสนามเพราะกินข้าวช้า อันที่จริงมันเป็นเพราะควอนซูนยองรั้งเขาให้ไปกินข้าวช้ามากกว่า ไหนจะต้องโดนทำโทษให้ไปเต้นสันทนาการหน้าห้องเพราะอีกคนดันมาจี้เอวเขาจนเผลอยกมือตอนที่รุ่นพี่อาสาคนเต้นสันทนาการ พูดเลยว่าในหนึ่งวันอีจีฮุนเหนื่อยไปมากกว่าแสนล้านรอบเพราะควอนซูนยอง

ดูผิวเผินก็เหมือนว่าเขาอยู่กับซูนยองตลอดเวลาและอาจสนิทสนมกัน เพื่อนๆก็พากันเข้าใจเหมือนกันว่าควอนซูนยองเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของเขา แต่อันที่จริงเหตุผลที่อยู่กับหมอนั่นเพราะฐานะเพื่อนร่วมกลุ่มกิจกรรมที่รุ่นพี่บังคับให้เขาคู่กับคนตัวโตต่างหาก ชีวิตที่เขาคาดหวังเอาไว้ว่าจะใช้ชีวิตเรียบง่าย ตื่นมาไปมหาวิทยาลัยเพื่อเรียนไปวันๆแล้วก็เรียนจบไป แต่ทว่าเพราะใครอีกคนที่เข้ามาในชีวิตมากเกินไป จากชีวิตที่ดูจืดชืดจนแทบจืดจางก็กลับกลายเป็นชีวิตที่มีสีสันจนรุ่นพี่ทุกคนแทบจะจำเขาได้ แม้จะอยู่คนละสาขาแต่อีกฝ่ายก็ยังวนเวียนมาหาเขาที่ห้องเรียนประจำสาขา มานั่งกินข้าวด้วยกัน มานั่งทำการบ้าน มานั่งเล่นและกลับหอด้วยกันอยู่เสมอ

 

 

 

... จนสุดท้ายอีจีฮุนก็เริ่มชินการใช้ชีวิตที่มีควอนซูนยองอยู่ข้างกายไปเสียแล้ว

 

 

 

ผ่านพ้นไปเพียงแค่เทอมเดียว ความสัมพันธ์ที่ดูจะเละเทะตั้งแต่เจอหน้ากันครั้งแรกก็ดีขึ้นจนหน้าใจหาย จนท้ายที่สุดภายในระยะเวลาสิบเดือนที่รู้จักกัน ควอนซูนยองก็ขอเขาคบหาในฐานะเป็นแฟนกัน ความสัมพันธ์แสนหวานของอีจีฮุนยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอไม่มีสะดุด

 

 

แต่ทว่าเมื่อมีจุดเริ่มต้น มันก็ต้องมีจุดจบ ...

 

อีจีฮุนและควอนซูนยองจบความสัมพันธ์ฉันคนรักไปเมื่อถึงวันรับปริญญาจนถึงตอนนี้ก็ประมาณสองปี ด้วยเหตุผลบางอย่างที่พวกเขาทั้งคู่ก็ไม่สามารถให้คำอธิบายได้ดีไปกว่าคำว่า ไม่เหมือนเดิม

 

 

 

( งั้นเหรอ ... )

 

อือ

 

ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ แต่คนตัวเล็กจับสัมผัสได้ว่าห้วงเวลาสั้นๆระยะหนึ่งน้ำเสียงของปลายสายดูจะแผ่วเบาลงราวกับท้อใจในความพยายาม ทว่าสุดท้ายก็ถูกกลบเกลื่อนด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ปลายสายได้สร้างเพื่อกลบเกลื่อนความอ่อนไหวนั้น

 

( เออแล้วนายยังไปร้านเค้กที่อยู่ตรงถนนแถวมหาลัยอยู่ไหม ? )

 

ต่อให้เขาจะพยายามตัดบทสนทนาให้จบไว้ให้มากที่สุดแค่ไหน แต่ซูนยองก็ยังไม่ละความพยายามในการสรรหาเรื่องในอดีตขึ้นมาคุยเรื่อยๆ ถึงจะพยายามหลีกเลี่ยงการรับรู้เรื่องราวในอดีต แต่เอาเข้าจริงยิ่งพูดเรื่องอดีตมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งอยากหวนนึกกลับไปตอนที่ทุกอย่างยังดีกว่านี้มากเท่านั้น

 

 

ที่หลีกเลี่ยงมันคงเป็นเพราะ อีจีฮุนกลัวว่าสักวันเขาจะเผลอกลับไปคิดถึงควอนซูนยองเหมือนช่วงที่เลิกกันใหม่ๆอีกครั้ง ...

 

 

ถามทำไม ? ”

 

( ก็ถามเฉยๆ เห็นเขาบอกว่าเปลี่ยนเจ้าของร้านแล้ว เลยคิดว่านายอาจจะยังไม่ได้ไปลองกินดู )

 

อือใช่ เขาเปลี่ยนเจ้าของร้านแล้ว ลองไปกินมาแล้ว พอเปลี่ยนคนทำ เค้กก็เริ่มไม่อร่อยเท่าเมื่อก่อนอ่ะ เลยไม่ค่อยได้ไปเท่าไหร่ มันไกลด้วยขี้เกียจ

 

มือเล็กละจากดินสอแท่งคู่ใจ วางทับกระดาษเอสี่สีขาวที่เต็มไปด้วยตัวหนังสือก่อนจะปิดโคมไฟโต๊ะทำงาน ยืนบิดขี้เกียจอยู่สองสามทีพอให้หายเมื่อ สองเท้าเล็กที่ถูกหุ้มด้วยสลิปเปอร์สีขาวสะอาดเดินไปที่เตียงนอนนุ่มขนาดพอเหมาะ ถอดสลิปเปอร์คู่ใจเอาไว้แล้วล้มตัวลงนอนโดยที่มืออีกข้างยังคงถือโทรศัพท์แนบหูอยู่ตลอด

 

( จำได้ว่านายชอบบ่นเวลาอยากไปกินแต่มันไกล แต่สุดท้ายก็ไปเพราะว่านายอยากกินมากกว่า )

 

นั่นสิ่นะ ... ก็เค้กร้านนั้นมันอร่อยนี่นา

 

( แถมยังต้องมาวิ่งหนีหมาที่อยู่ในบ้านป้าคิมเวลาจะเดินกลับอีกต่างหาก เพราะมันจะกัดนายทุกครั้งที่มันเห็นนาย ) ซูนยองที่นั่งอยู่ข้างเตียงก็เริ่มเอี้ยวตัวนอนเหยียดตัวราบไปกับเตียงนุ่มของตนพลางคุยโทรศัพท์กับปลายสายที่คาดว่าคงจะล้มตัวนอนบนเตียงแล้ว

 

กับเรื่องในอดีตที่มันเป็นความทรงจำที่ดี ต่อให้คุยบ่อยแค่ไหนก็น่ากลับไปเจอประสบการณ์เดิมแบบนั้นอีกครั้ง

 

สุดท้ายฉันก็ให้นายเป็นไม้กันหมาเอาไว้ไล่หมาพวกนั้นไง

 

นัยน์ตาเรียวทอดมองเพดานที่มีสติ๊กเกอร์ดาวเรืองแสงแปะเอาไว้ด้วยแววตาเหม่อลอยก่อนจะเผลอหลุดหัวเราะออกมาเมื่อย้อนกลับไปนึกถึงเหตุการณ์ตอนที่คนตัวเล็กวิ่งหนีหมาในบ้านของคุณป้าคิมเพราะคนในปลายสายดันแกล้งด้วยการล่อกระดูกไก่ใกล้ๆกับขาของเขา อีจีฮุนไม่ค่อยถูกกับสัตว์จำพวกสุนัขเล็กน้อยถึงปานกลาง แน่นอนว่าซูนยองรู้ แต่เจ้าตัวก็ยังคงแกล้งเขาจนต้องวิ่งหนีหน้าตั้งให้ผ่านบริเวณซอยนั้นไป และทุกครั้งที่เดินผ่านบ้านหลังนั้นเขาจะต้องดันตัวอีกฝ่ายมาคอยไล่มันให้ไปไกลๆเสมอ และมันก็สำเร็จด้วย

 

( ฮ่าๆๆๆ จริงแฮะ พอฉันไล่มันไปไกลๆ มันก็ไม่มาวอแวนายอีกเลย )

 

“ ... ก็ตอนนั้นนายเล่นพิเรนทร์บ้าอะไรไม่รู้ ให้ตายเถอะ

 

( ก็อยากรู้ไงว่าถ้ามันตามนายมามันจะเป็นยังไง ฮ่าๆๆๆ )

 

ไอ่บ้าซูนยอง

 

( แต่ก็คิดถึงตอนนั้นเหมือนกันนะ มันคงจะดีถ้าได้ไปที่ร้านนั้นอีกครั้ง )

 

“ … ” อันที่จริงใช่ว่าจีฮุนจะไม่คิดถึง แต่เขาพยายามข่มคำพูดและกดทับความรู้สึกที่กำลังปะทุขึ้นมาในใจเอาไว้ด้วยความเงียบที่ตอบกลับไป

 

( แล้วเขียนเนื้อเพลงเสร็จแล้วเหรอ ? )

 

ก็ใกล้เสร็จแล้วล่ะ คิดไม่ออกเลยมานอนก่อน

 

( อาบน้ำรึยัง ? )

 

อาบแล้ว ตั้งแต่สี่ทุ่มกว่า แปรงฟันแล้วด้วย

 

( ดื่มนมร้อนก่อนนอนแล้วใช่ไหม ? )

 

ดื่มแล้วสิ่ ดื่มก่อนจะนั่งเขียนเนื้อเพลงนั่นแหละ

 

( อ๋ออ งั้นนายนอนพักผ่อนเถอะ ฉันไม่รบกวนแล้วดีกว่า ) จู่ๆปลายสายก็เลือกที่จะจบบทสนทนาลงทั้งๆที่คนฟังกำลังจมเข้าไปในห้วงความทรงจำในอดีต

 

“ ... ”

 

 

นายคิดอยากจะคุยก็คุย ไม่อยากคุยก็หยุดแบบนี้น่ะเหรอ ทั้งๆที่เป็นคนบอกว่าคิดถึงแท้ๆ

 

 

( ... ฉันรู้ว่าเดี๋ยววางสายไปตานายก็จะปิดทันที จริงไหมล่ะ ? )

 

อื้อ

 

( แล้วจะเริ่มทำโปรเจ็กต์เมื่อไหร่ล่ะ ? )

 

อาทิตย์หน้าก็แล้วกัน ช่วงนี้แต่งเพลงไม่เสร็จยังไม่ว่าง จีฮุนเริ่มนอนตะแคงข้างเพื่อให้ได้ท่าที่นอนสบายสำหรับตน ในเมื่ออีกฝ่ายต้องการให้ทำแบบนั้น เขาก็จะทำมัน

 

( งั้นไว้เดือนหน้าจะเริ่มกี่โมงก็โทรบอกด้วยนะ )

 

“ ... อื้อ

 

( ว่าแต่ ยังเล่นไลน์อยู่ไหม ? )

 

เพียงได้ยินที่อีกฝ่ายเอ่ยถึงแอพลิเคชันแชทชื่อดัง นัยน์ตาเรียวแทบเบิกโพลงขึ้นมา อันที่จริงเขาลืมเรื่องนี้ไปแล้วด้วยซ้ำ อีจีฮุนไม่ได้แตะแอพลิเคชันนี้มานานแล้ว โทรศัพท์มือถือของเขาก็ลบแอพลิเคชันนี้ทิ้งไปแล้วเช่นกัน แต่พออีกฝ่ายเอ่ยถึง เขานึกขึ้นมาได้ว่า

 

 

 

... อีจีฮุนบล็อกควอนซูนยองเอาไว้อยู่

 

 

 

ไม่ค่อยอ่ะ ไม่ได้เล่นเลยตั้งแต่เลิกกับนายไป

 

( โอเคไม่เป็นไร ไว้ว่างๆจะไปเยี่ยมนะ ยังอยู่หอเดิมใช่ไหมเนี่ย ? )

 

อ่า ที่พูดออกมาแบบนี้คิดจะมาเยี่ยมกันรึไง

 

( อ่า .. งั้นนอนเถอะจีฮุนนา ... ฝันดีนะ )

 

“ .. อือ

 

( ... )

 

ฝ .. ฝันดี

 

ปลายสายวางโทรศัพท์ไปแล้ว แต่ทว่านัยน์ตาเรียวที่พยายามจะข่มตานอนกลับทำไม่ได้ ซ้ำร้าย หยดน้ำใสที่คลอหน่วยอยู่ที่ตากลับมาก่อตัวรวมกันเพื่อกลั่นตัวออกมาจนได้ มือเล็กยกขึ้นปิดใบหน้าน่ารักที่กำลังเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำคราบหยดน้ำตา กลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ก็ไม่เป็นผล จนเมื่อความพยายามที่จะอดทนอดกลั้นขาดหายไป เขาก็ปลดปล่อยความทรมานภายในใจในค่ำคืนนี้ผ่านการร้องไห้

 

... ใช่ อีจีฮุนกำลังนอนร้องไห้อยู่

 

เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาตลอดสามอาทิตย์ที่ใครอีกคนโทรมาเข้าและเริ่มเข้ามาวนเวียนในชีวิตอีกครั้ง แม้จะรู้ดีอยู่ทุกครั้งว่าอีกฝ่ายมักจะหยิบเรื่องงานขึ้นมาบังหน้าเพื่อที่จะคุยกับเขา แต่เขาก็ใจไม่แข็งพอที่จะไม่รีบฟังอีกฝ่าย

 

เพราะมันคือความเคยชินที่ต่อให้ใช้เวลาลบล้างสองปีก็คงไม่พอ

 

ที่เขาหลีกเลี่ยงเรื่องราวในอดีตเพราะมันทำให้เขารู้ว่าตัวเขามีความสุขจนน่าอิจฉา ที่ผ่านมาความทรงจำทั้งหมดถือเป็นเรื่องที่ดี แค่ได้กลับไปฟังเรื่องราวในอดีตก็ยังรู้สึกดี

 

 

 

แต่ถ้าไม่อยากเจ็บเป็นครั้งที่สอง ความทรงจำพวกนั้นเขาก็ควรจะทิ้งมันไปจากใจ

ไม่ใช่เก็บมันให้มารู้สึกแบบนี้อีกครั้ง ....

 

 

 

 

 

แต่ใครจะรู้ล่ะว่า ในขณะที่จีฮุนกำลังนอนปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาจากดวงตา ทางฝ่ายซูนยองนั้นก็รู้สึกทรมานหัวใจจนน้ำตากลับไหลตกเข้าไปในหัวใจไม่ต่างกัน ต่อให้มีเรื่องราวร้อยพันที่อยากพูดกับอดีตคนรักในทุกๆวันมากแค่ไหน แต่เขาก็ต้องข่มใจเอาไว้เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายเจ็บไปมากกว่านี้ จนสุดท้าย

 

 

ควอนซูนยองก็ทำได้เพียงพูดคุยกับอีจีฮุนผ่านโทรศัพท์มือถือแค่วันละสิบนาทีเท่านั้น

 

 

 

 

x.

 

 

 

 

 

 

 “ เฮ้ งานไปถึงไหนแล้วคุณโคโรกราฟเฟอร์และคุณโปร์ดิวเซอร์ที่น่ารัก

 

ตั้งแต่เช้าที่อีจีฮุนเดินเข้ามาในบริษัทในเดือนที่สองและเข้ามาในห้องแต่งเพลงที่มีโคโรกราฟเฟอร์หนุ่มคนเดิมนั่งรออยู่แล้ว เขาเดินออกไปซื้อกาแฟแล้วเดินเข้ามาในตึกจนเดินเข้ามาในห้องทำงานอีกครั้ง อีจีฮุนก็ยังได้ยินเสียงของซีอีโอหนุ่มที่เป็นรุ่นพี่ของตัวเองเดินตามหลังถามสารทุกข์สุขดิบไม่หยุดหย่อนเลย

 

กำลังแต่งเนื้อเพลงเพิ่มแล้วจะเริ่มแต่งทำนองอยู่ครับ

 

เก่งจังนะ เออแล้วนายล่ะ ท่าเต้นถึงไหนแล้ว ซึงชอลยกยิ้มให้โปรดิวเซอร์ตัวเล็กแล้วหันไปถามซูนยองที่นั่งเลื่อนสไลด์จอมือถืออยู่ข้างๆคนตัวเล็ก

 

คิดท่าไว้คร่าวๆแล้ว รอฟังทำนองก็น่าจะคิดได้อยู่

 

อ๋อ ดีเลยๆ ถ้างั้น จีฮุนนา ตอนเที่ยงเราไปกินข้าวด้วยกันไหม คำเชิญชวนของซีอีโอหนุ่มทำเอาทั้งสองคนภายในห้องหันไปมองคนเอ่ยเชิญชวนที่ยืนยิ้มร่าอยู่หน้าประตูห้องทำงานด้วยสายตาที่ต่างกัน

 

คนถูกชวนมองด้วยสายตาประหลาดใจ แต่อีกคนกลับมองด้วยสายตาไม่เข้าใจปนไม่พอใจ ...

 

เอ่อผมไม่ค่อยหิวเท่าไหร่อ่ะครับ รุ่นพี่ไปกินเถอะ จีฮุนปฏิเสธอย่างสุภาพก่อนจะหันหน้ามาจดจ่อกับกระดาษเอสี่ในมืออย่างไม่สนใจคนรอบข้าง แน่นอนว่าซีอีโอหนุ่มที่เพิ่งโดนปฏิเสธไปก็ถึงกับหน้าเสียเล็กน้อย

 

อะไรกัน ฉันชวนนายมาตลอดสองปีแต่นายก็ไม่เคยไปกับฉันเลยนะจีฮุน

 

พอได้ยินแบบนั้นความไม่พอใจที่ก่อตัวเกือบเต็มขั้นก็ลดระดับลงไป ก่อนจะแอบลอบยิ้มในใจและปั้นหน้าปกติใส่รุ่นพี่คนสนิทอีกครั้ง

 

 

... ก็อย่างว่าล่ะนะ ควอนซูนยองเก่งเรื่องวิชาการแสดงจะตาย

 

เอาหน่า ถ้าคุณโปรดิวเซอร์ไม่อยากไปกินข้าวกับนาย นายก็ไปกินก่อนเลย เดี๋ยวถ้าเขาหิวฉันค่อยพาไปก็ได้

 

ทำไมต้องเป็นคนอาสาพาจีฮุนไปด้วยวะ ?ซึงชอลเกิดความสงสัยขึ้นอีกครั้ง ความสงสัยที่มีมาตลอดตั้งแต่วันที่สั่งโปรเจ็กต์ไปยังคงค้างคาอยู่ในความคิด

 

ไม่มีอะไรหรอกครับรุ่นพี่ ผมแค่ไม่หิว คงไม่กินข้าวเที่ยงและไม่ไปไหนหรอก ตามสบายเลยครับ

 

ก็ได้ .. แต่ถ้าหิวหรือมีอะไรโทรหาฉันได้ทุกเมื่อเลยนะจีฮุนนา

 

แล้วฉันอ่ะ ? ”

 

นายน่ะไม่ต้องโทรมา เปลือง

 

ว่าจบซึงชอลก็เดินออกจากห้องทำงานของจีฮุน เหลือเพียงแค่โคโรกราฟเฟอร์ร่างสูงที่นั่งยักไหล่ไม่ใส่ใจกับคำบ่นของซีอีโอรุ่นพี่คนสนิทและโปรดิวเซอร์ตัวเล็กภายในห้องที่ดูคับแคบเหมาะแก่การทำงานเพียงคนเดียวมากกว่า

 

 

พวกเขาอยู่ด้วยกันตามลำพังอีกแล้ว

 

 

หมอนั่นจะจีบนายเหรอ ? ” พอเห็นว่าซึงชอลเดินออกไปจากห้องทำงานได้สักพัก ร่างสูงก็เอ่ยถามคนตัวเล็กที่ยังคงวุ่นวายอยู่หน้าคอมสลับกระดาษเอสี่ไม่เลิก

 

อือ

 

แล้วซึงชอลรู้ไหมว่าพวกเราเคยเป็นอะไรกัน

 

ไม่

 

“ … ” เห็นว่าคนข้างกายเงียบใส่ สายตาที่จดจ้องคอมพิวเตอร์ก็หันมามอง พบว่าโคโรกราฟเฟอร์หนุ่มหล่อยังคงนั่งมองหน้าเขาอยู่อย่างนั้น ราวกับว่ากำลังเค้นคำตอบให้เขาพูดมันออกมา

 

ถึงพี่ซึงชอลจะจบมหาลัยเดียวกับพวกเราแต่เขาก็ไม่ได้อยู่ในช่วงที่เราเคยคบกันสักหน่อย

 

แต่นายก็ปฏิเสธหมอนั่นมาสองปี ไม่คิดจะเปิดใจหน่อยเหรอไง ทำเหมือนพวกที่เคยจีบนายตอนปีหนึ่งเลยเนี่ยนะ ? ”

 

“ .. ก็ใช่ ทำไมล่ะ ? ”

 

ก็ไม่ทำไม .. แค่ดีใจนิดหน่อย

 

ไร้สาระควอนซูนยอง จีฮุนตวัดสายตามามองใบหน้าหล่อที่ยกยิ้มแป้นอย่างน่าหมั่นไส้ก่อนจะหันไปสนใจกับทำนองเพลงที่แต่งเอาไว้ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์

 

แล้วถ้าฉันชวนนายไปกินข้าวเที่ยงบ้างล่ะ นายจะตอบตกลงหรือปฏิเสธ

 

“ … ”

 

นัยน์ตาเรียวคมจ้องมองอีกฝ่ายที่ไม่ยอมหันมาตอบคำถาม จ้องคนตัวเล็กที่เมินเฉยต่อคำถามจนเขาต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้ที่จะรอฟังคำตอบ ดวงตาคมละสายตาไปจากแผ่นหลังเล็กที่ไม่มีทีท่าว่าจะหันมาแล้วหันมาจดจ่อกับโทรศัพท์มือถือที่เปิดกระบวนท่าเต้นทิ้งเอาไว้

 

“ … อ่า เข้าใจแล้วล่ะ นายก็คงปฏิเสธเหมือนเดิมนั่นแหละ

 

“ … ”

 

 

 

 

... ฉันเคยบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าพูดอะไรที่เป็นไปไม่ได้จะได้ไหม

 

 

 

ในขณะที่โคโรกราฟเฟอร์หนุ่มกำลังหันไปจดจ่อกับท่าเต้นในโทรศัพท์มือถือ เขาก็ได้ทิ้งความสนใจจากสิ่งแวดล้อมรอบข้างโดยที่ไม่ได้รู้สึกตัวเลยว่าคนน่ารักที่เป็นโปรดิวเซอร์แอบลอบมองตัวเองอยู่ อีจีฮุนลอบสังเกตตั้งแต่ใบหน้าที่พยายามมุ่งมั่นกับงานที่อยู่ตรงหน้า จนไปถึงท่าทางที่ยังคงดูดีไม่เปลี่ยนแปลง สารภาพอยู่ในใจว่าลึกๆแล้วอีจีฮุนชอบที่จะแอบมองควอนซูนยองเวลาจริงจังกับงานอยู่บ่อยครั้ง ตอนนี้ก็เช่นกัน เวลาที่ร่างสูงตั้งใจจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มันเป็นภาพที่น่ามองสำหรับอีจีฮุน

 

เขาสามารถนั่งมองอีกฝ่ายได้ทั้งวันอย่างไม่มีเบื่อ ... หมายถึงเมื่อก่อนน่ะนะ

 

แต่อีจีฮุนเองก็คงจะไม่รู้ตัวว่า ท่อนแขนข้างหนึ่งของซูนยองที่พาดเอาไว้กับพนักเก้าอี้ของเขาด้วยความเคยชินกำลังยกขึ้นมาวางไว้บนไหล่เล็ก มือหนาแสนอบอุ่นวางลงบนกลุ่มผมนิ่มที่ลื่นมือไม่เปลี่ยนแปลง ลูบมันอย่างแผ่วเบาราวกับต้องการทะนุถนอมเอาไว้ การกระทำแสนอ่อนโยนที่เขาเคยได้รับมันในช่วงหนึ่งที่เคยเป็นคนรักกันถูกนำมาแสดงอีกครั้ง ร่างเล็กพยายามอดทนไม่ให้ตัวเองแสดงท่าทีที่อ่อนแอให้อีกฝ่ายได้เห็น มือเล็กที่วางบนตักถูกกำแน่น นัยน์ตาเรียวกลมเสมองไปทางอื่นทั้งๆที่นัยน์ตาเรียวคมคู่ที่เขาลอบสังเกตหันกลับมามองเขาอีกครั้ง

 

 

 

เราไม่ได้นั่งอยู่ใกล้กันแบบนี้นานแค่ไหนแล้วนะ จีฮุนนา

 

“ … ”

 

ฉันไม่รู้ว่าตลอดสองปีที่ผ่านมานายจะใช้ชีวิตอยู่คนเดียวได้อย่างที่นายบอกจริงๆรึเปล่า

 

“ … ”

 

แต่ชีวิตที่มีนายอยู่ข้างๆ ... ฉันคิดถึงมันมากนะ

 

“ … ”

 

ถึงนายจะไม่ได้รู้สึกแบบนั้นแล้ว แต่ฉันอยากบอกให้รู้ว่าฉันยังรักและคิดถึงนายเหมือนเดิมเสมอ

 

ควอนซูนยองสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะอื้นจากศีรษะเล็กที่เขาวางมือไว้ เขาโน้มหน้าลงมาเพื่อมองใบหน้าน่ารักที่ตอนนี้กลายเป็นว่าหยดน้ำตากำลังจับจองที่ว่างบนแก้มนวลนิ่มทั้งสองข้าง มือหนาถึงกับละโทรศัพท์มือถือทิ้งไว้บนโต๊ะเพื่อใช้มือทั้งสองข้างซับหยดน้ำตาที่ไหลออกมาจากด้วยตาเรียวกลมตรงหน้าอย่างแผ่วเบา

 

ฮึก ...

 

อย่าร้องไห้สิ่จีฮุนนา ฉันใจไม่ดีนะ

 

“ … ฉันไม่ควรรู้สึกแบบนี้เลย ฮือใบหน้าน่ารักซบลงกับไหล่แกร่งของคนตัวโตกว่าพร้อมเอ่ยพึมพำความรู้สึกที่มันกำลังปะทุขึ้นมาพร้อมกับเสียงสะอื้น จีฮุนสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แสนคุ้นเคย น้ำตาก็พาลจะไหลออกมาอีกระลอก

 

อืม ฉันเข้าใจ

 

ทั้งๆที่ฉันเอง ... ก็ไม่อยากเจ็บอีกครั้งแล้วแท้ๆทั้งๆที่จีฮุนคิดมาเสมอว่าหัวใจของเขาเข้มแข็งพอที่จะอยู่คนเดียวได้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว เขากลับโหยหาความอบอุ่นที่มาจากคนข้างกายเขามาตลอดสองปีโดยที่เขาพยายามปัดป่ายความต้องการนั้นมาตลอด

 

ฉันขอโทษนะ ขอโทษที่กลับมาทำให้นายเจ็บอีกครั้ง

 

“ … ฮึกก

 

ตอนแรกฉันถามนายเรื่องไปกินข้าว ฉันรู้อยู่แล้วล่ะว่านายคงไม่ไป แต่ฉันทำคิมบับมาให้นายด้วยนะ จำได้ว่านายชอบกินเลยเอามาให้เผื่อหิวแล้วไม่ยอมออกจากห้องทำงาน

 

ซูนยองเปิดกระเป๋าเป้คู่ใจของตนเพื่อหยิบกล่องข้าวสีเหลืองที่คนตัวเล็กรู้ดีว่ามันคือกล่องข้าวเฉพาะตัวของเขาในอดีต และตอนนี้มันก็ยังเป็นของเขา คนตัวโตกว่ายื่นกล่องข้าวที่เปิดพร้อมทานให้อีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มจางๆ มือเล็กทั้งสองข้างรับมันมาไว้ในมือและวางมันบนโต๊ะยาวที่พวกเขาใช้ทำงาน

 

... ควอนซูนยองก็ยังคงเป็นควอนซูนยองแสนอ่อนโยนเมื่อตอนที่พวกเขารักกันอยู่วันยันค่ำ

 

อือ

 

ทานเยอะๆล่ะ รู้ไหม สองปีที่ผ่านมานายดูผอมลงไปเยอะเลยนะ

 

อือ

 

งั้นฉันขอตัวออกไปข้างนอกก่อนนะ

 

ร่างสูงทำท่าจะลุกขึ้นยืนแต่ทว่ามือเล็กกลับรั้งท่อนแขนแข็งแรงเอาไว้แน่น นัยน์ตาเรียวกลมเคล้าน้ำตาช้อนมองอดีตคนรักที่มองมาด้วยความสงสัย กว่าที่ร่างเล็กจะเอ่ยความต้องการออกมาได้ก็ใช้เวลาไปนานพอสมควรจนคนฟังเกือบถอดใจที่จะรอรับรู้เสียแล้ว

 

... ไม่กินด้วยกันรึไง

 

ไม่กินล่ะ ไม่อยากแย่งนายกิน แต่ฉันนั่งอยู่เป็นเพื่อนนายได้นะ

 

ซูนยองนั่งลงอีกครั้งพร้อมกับกุมมือเล็กข้างที่ไม่ได้จับตะเกียบเอาไว้แน่นและส่งรอยยิ้มให้อีกฝ่ายเหมือนที่เคยทำมาทุกๆครั้ง จีฮุนมองใบหน้าหล่อเพียงเล็กน้อยก่อนจะก้มหน้าก้มตาทานคิมบับที่เรียงตัวสวยน่าทานอยู่ภายในกล่องข้าว ควอนซูนยองไม่มีทางลืมไปได้หรอกว่าอีจีฮุนชอบคิมบับที่เป็นฝีมือเขามากแค่ไหน เพียงแค่เห็นอีกคนทานด้วยความเต็มใจเหมือนทุกครั้ง ความรู้สึกดีใจมันก็เริ่มตีตื้นขึ้นมามากขึ้น มากขึ้นจน ...

 

“ … ”

 

ฉันขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนได้ไหม จีฮุนนา

 

อืม

 

กินเยอะๆนะ เดี๋ยวฉันมา

 

ร่างสูงลุกขึ้นพรวดแล้วเดินออกไปจากห้องทำงานทันที เมื่อเห็นว่าอดีตคนรักเดินออกไปจากห้องแล้ว มือเล็กข้างที่ถือตะเกียบกลับวางตะเกียบเอาไว้ก่อนจะก้มหน้าลงพร้อมกับปล่อยน้ำตาออกมาอีกครั้งพลางยกมือขึ้นมาปาดน้ำตาป้อยๆราวกับเด็กน้อยกำลังโดนทอดทิ้ง ถ้าเขาไม่ปากแข็งอย่างที่เป็นอยู่ อะไรมันก็คงจะง่ายดายมากขึ้นสิ่นะ

 

 

 

.. ฮึก ... ฉันคิดถึงนายนะซูนยอง นายจะรู้บ้างไหม ...

 

 

 

จีฮุนเอ่ยความในใจที่ถูกกลั่นกรองออกมาด้วยใจโดยที่ไม่ได้รู้ว่าคนที่ถูกกล่าวถึงกำลังนั่งชันเข่าปล่อยให้น้ำตาที่กลั้นเอาไว้ตลอดเวลาที่อยู่ภายในห้องเล็กๆนั้นไหลออกมาอยู่ตรงกำแพงหน้าห้องที่กั้นพวกเขาเอาไว้ เหมือนบางสิ่งบางอย่างที่กีดกันพวกเขาให้อยู่ห่างจากกันโดยที่ไม่บอกเหตุผลว่าทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมา ทำไมพวกเขาถึงต้องเลิกกันทั้งๆที่อีจีฮุนก็รักควอนซูนไม่ต่างจากที่ควอนซูนยองจะรักอีจีฮุนเลยด้วยซ้ำ

 

 

 

พวกเขาคาดหวังว่าอยากจะกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตกันและกันอีกครั้ง แต่ความคาดหวังนั้นก็คงต้องทิ้งมันไปเพราะพวกเขาต่างรู้ดีว่า ... ต่อให้กลับมาเจอกันอีกครั้งอย่างไร พวกเขาก็อาจต้องเลิกกันอีกครั้งก็ได้

 

 

 

 

x.

 

 

 

 

 

 

 

วันนี้เรากลับบ้านด้วยกันนะ

 

 

ประโยคสั้นๆที่ได้ยินหลังจากที่โคโรกราฟเฟอร์หนุ่มเดินกลับเข้ามาในห้องทำงานพร้อมรอยยิ้มจางๆ แน่นอนว่าอีจีฮุนสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนไปบนใบหน้าหล่อนั้น ดวงตาเรียวคมดูบวมช้ำไม่ต่างจากที่เขาเป็นอยู่ แต่อีกฝ่ายก็ยังคงกลบความเสียใจเอาไว้ได้เป็นอย่างดี สุดท้ายจีฮุนกตอบรับคำขอของอีกฝ่ายไป

พวกเขาใช้เวลาในการทำงานร่วมกันเกือบแปดชั่วโมงตามจำนวนเวลาแรงงานสากล และในตอนนี้ร่างของโคโรกราฟเฟอร์หนุ่มและโปรดิวเซอร์ตัวเล็กกำลังเดินขนาบเคียงข้างกันบนฟุตบาธที่เริ่มจางผู้คนลงไปบ้าง

 

 

 

ปกตินายกลับจากที่ทำงานกี่โมงเนี่ย เสียงทุ้มเอ่ยถามคนตัวเล็กที่เดินอยู่ด้านในของฟุตบาธ ควอนซูนยองกำลังพยายามทำลายบรรยากาศความเงียบเพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่อึดอัดกันมากเกินไป

 

ประมาณสี่ทุ่มกว่าๆ

           

ดึกกว่านี้อีกน่ะเหรอ ? ขนาดตอนนี้เกือบจะสองทุ่มยังเปลี่ยวขนาดนี้น่ะนะ

 

ถ้าดึกแบบนั้นพี่ซึงชอลจะเป็นคนมาส่งฉันที่หอ แต่ความจริงฉันก็ปฏิเสธไปเพราะหอของฉันมันห่างจากบริษัทไปแค่ไม่เท่าไหร่เอง

 

แล้วกินข้าวเย็นตอนไหน ? ”

 

ก็กินระหว่างทางที่จะกลับบ้านเนี่ยแหละ กลับบ้านสี่ทุ่ม ก็ประมาณสี่ทุ่มกว่าถึงจะกินข้างเย็น ฉันกินข้าวเย็นในมินิมาร์ทที่เราเพิ่งเดินผ่านกันมา แต่ถ้าวันที่พี่ซึงชอลมาส่งฉันก็จะได้กินพวกต็อกโบกกีแถวหน้าหอแทน

 

ถึงว่าล่ะ หมอนั่นทำคะแนนจีบนายอยู่นี่เอง

 

“ … ”

 

แล้วถ้าฉันอยากกลับมาทำคะแนนบ้างล่ะ

 

พอคนตัวสูงยิงคำถามขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ สองเท้าเล็กถึงกับหยุดชะงักเป็นจังหวะเดียวกับที่พวกเขาเดินมาถึงหอของคนตัวเล็ก ดวงตาเรียวกลมถึงกับช้อนมองอีกฝ่ายด้วยแววตาประหลาดใจ อีจีฮุนคิดมาตลอดว่าอีกฝ่ายคงคิดแบบเดียวกับตนว่าพวกเขาคงจะไม่พยายามกลับมาคบกันอีกเป็นครั้งที่สองเพราะพวกเขาต่างรู้ดีว่าความเจ็บปวดในวันที่ต้องหันหลังให้กันมันทรมานแค่ไหน

 

... แม้ว่าความเจ็บปวดนั้นจะเป็นเขาเองที่ก่อมันขึ้นมาให้อีกฝ่ายและตัวเองช้ำใจอยู่จนถึงทุกวันนี้

 

 

ทั้งๆที่นายก็รู้ดีว่าพวกเราเคยเลิกกันไปแล้วครั้งหนึ่งน่ะเหรอ

 

อืม

 

อย่าทำอะไรที่เป็นไปไม่ได้เลย ควอนซูนยอง ถึงพวกเราจะคิดถึงกันมากแค่ไหน ก็ควรเก็บกันและกันเอาไว้ในความทรงจำก็พอ

 

ฉันจะไม่ไปจากนายอีก ต่อให้นายขับไสไล่ส่งฉันไปเหมือนสองปีที่แล้วก็เถอะ มือหนารั้งร่างที่เดินอยู่ข้างกายให้หยุดและหันหน้ามามองดวงตาที่ไร้วี่แววความล้อเล่น ก่อนจะดึงร่างเล็กให้เซเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดที่อบอุ่นและพร้อมจะให้อีกฝ่ายกอบโกยไออุ่นอยู่เสมอ

 

“ … ”

 

สองปีก่อนที่ฉันทำลงไปเพราะฉันรักนายมาก ฉันเอาแต่ตามใจนายจนนายเสียนิสัย

 

“ … ”

 

แต่หลังจากวันนี้ไป ฉันจะไม่ใจอ่อนปล่อยนายไปตามความต้องการของนายอีกแล้ว อีจีฮุน ... ไม่มีวัน

 

 

 

นั่นแหละคือบางสิ่งบางอย่างที่กีดกันพวกเขาเอาไว้ให้พวกเขาต้องอยู่ห่างกัน

สิ่งที่มีชื่อเรียกว่า ทิฐิของอีจีฮุน ... และควอนซูนยองที่ชอบตามใจก็ยอมทำตามอย่างง่ายดาย

 

 

 

ป .. ปล่อยได้แล้วหน่าซูนยองอ่า ฉันจะเข้าห้องแล้ว ร่างเล็กยกมือขึ้นดันตัวออกจากแผงอกแกร่งของอีกฝ่ายพลางก้มหน้างุดหลบซ่อนแววตาไหววูบของตัวเอง พอได้ยินสรรพนามที่เคยชินออกมาจากเรียวปากเล็กนั้น ใบหน้าหล่อก็ถึงกับยกยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว

 

...

 

ฉันยังยืนยันอยู่คำเดิมว่า อย่าทำอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ...

 

...

 

แต่ถ้านายอยากพยายามทำสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ นั่นก็แล้วแต่นาย

 

อืม ฉันจะต้องทำคะแนนให้กลับมาชนะอีกครั้งให้ได้คอยดูสิ่ พอได้ยินแบบนั้น อีจีฮุนก็ยกมือขึ้นกอดอกมองอีกฝ่ายที่ดูมั่นอกมั่นใจว่าจะชนะในการแข่งขันครั้งนี้

 

แต่พี่ซึงชอลก็พยายามมาหนักมากเลยนะ พยายามเยอะกว่าสิบเดือนของนายอีก

 

 

 

 

เชื่อฉันเถอะจีฮุนนา ว่ายังไงฉันก็ชนะ ใบหน้าหล่อโน้มลงมาใกล้ๆใบหน้าน่ารักจนอีจีฮุนต้องรีบยกมือแนบแก้มทั้งสองข้างของซูนยองเอาไว้แล้วดันออกให้ห่างจากหน้าของตัวเอง

 

มั่นใจมากไปไหมควอนซูนยอง ?

 

มั่นใจสิ่ ยิ่งรู้ว่าแววตาของนายมันกำลังให้กำลังใจฉันแถมยังรู้ว่านายยังรักฉันอยู่แบบนี้ ยังไงฉันก็ชนะอยู่แล้วล่ะ จริงไหมหืม ?

 

ว่าจบซูนยองก็รวบมือเล็กเอาไว้พร้อมบรรจบประทับริมฝีปากลงที่แก้มเนียนนิ่มอย่างแผ่วเบาจนเจ้าของได้แต่ยืนแข็งทื่อ กว่าที่จีฮุนจะอ้าปากด่า ควอนซูนยองก็วิ่งถอยหลังไปเกือบจะไกลจากหอพักของเขาแล้ว

 

 

 

อ .. ไอ่บ้า ! กลับบ้านไปเลยไป

 

พรุ่งนี้เช้าฉันจะมารับที่หอนะจีฮุนนา อย่าหนีล่ะ !!! ”

 

 

 

 

 

ว่าแล้วเชียวว่าทำไมจีฮุนถึงไม่เปิดใจให้ฉันสักที หลังจากที่โคโรกราฟเฟอร์หนุ่มนั่งร้องไห้เสร็จ เขาก็เดินขึ้นไปนั่งสงบสติอารมณ์อยู่บนดาดฟ้าของตึกบริษัท แต่แล้วเสียงทุ้มที่แสนคุ้นเคยเอ่ยดังขึ้นมาทำให้เขาต้องหันหน้าไปมองต้นเสียงที่ยืนกอดอกอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากที่เขานั่งอยู่

 

ชเวซึงชอลคงแอบฟังพวกเขาคุยกันอยู่นี่เอง มีความพยายามไม่น้อยเลยนะ

 

‘ … ’

 

ฉันไม่คิดว่าพวกนายจะคบกัน แต่พอรู้แบบนี้ยอมรับเลยว่าโคตรสะเทือนใจ เหมือนตัวเองกำลังเป็นสะพานให้พวกนายคืนดีกันอยู่อย่างนั้นแหละ เหอะ ร่างของรุ่นพี่คนสนิทเดินเข้ามาใกล้เขามากขึ้นจนควอนซูนยองต้องลุกขึ้นยืนประจันหน้าคนเป็นรุ่นพี่

 

‘ … ฉันขอโทษ แต่ถ้านายอยากจะเปลี่ยนคนออกแบบท่าเต้นก็ได้นะ ฉันยินดี

 

ไม่ล่ะ .. ทว่ารุ่นพี่ร่างหนากลับปฏิเสธในคำพูดของคนเป็นรุ่นน้อง ก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งบนม้านั่งตัวเดียวกันพลางหยิบมวนบุหรี่จากซองในกระเป๋าเสื้อออกมาจุดไฟสูบมัน

 

‘ … ’

 

เหอะ ... อันที่จริงฉันเลิกสูบไปแล้วนะเพราะรู้ว่าจีฮุนไม่ชอบกลิ่นบุหรี่ แต่พอเจอแบบนี้ฉันรู้สึกอยากเทความพยายามของตัวเองทิ้งชะมัด

 

นายมีความพยายามมากพอสมควรเลยนะ

 

ถึงซึงชอลจะอายุมากกว่าซูนยองไปหนึ่งปี แต่เขากลับเรียกอีกฝ่ายเหมือนเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน ที่จริงมันเป็นความต้องการของซึงชอลมากกว่าที่อยากสนิทสนมกันรุ่นน้องในสาขา โดยเฉพาะกับคนเด่นในสาขาวิชาการออกแบบการแสดงอย่างควอนซูนยอง

 

เอาจริงฉันคงจะรู้ว่าพวกนายคบกันถ้าฉันไม่ไปเรียนต่อที่อังกฤษสี่ปีล่ะนะ

 

‘ … ’

 

ฉันไม่เคยเห็นจีฮุนดูมีความสุขเลยสักครั้งตั้งแต่เจอกันครั้งแรก ฉันเลยพยายามทำทุกอย่างให้เขามีความสุข แต่พอเขาเห็นหน้านายครั้งแรก รู้ไหมสายตาของจีฮุนมันสื่อออกมาว่ายังไง ?

 

‘ … ’

 

เขาคิดถึงนายมาก คิดถึงนายสุดหัวใจ ... ไม่รู้สิ่ แต่เขาดูมีความสุขที่ได้เห็นนายนะ

 

‘ … ’

 

ตอนแรกฉันก็ไม่เชื่อในสิ่งที่เห็นเท่าไหร่หรอก เพราะยังไงฉันก็พยายามทำคะแนนอยู่ จนมาถึงเมื่อกี้ ฉันก็รู้ตัวเลยว่ะว่าฉันคงแพ้ตั้งแต่ก้าวขาออกตัว

 

‘ … ’

 

ที่จีฮุนไม่เคยเปิดใจให้ฉันทั้งๆที่ฉันพยายามมาสองปีมันเป็นเพราะนาย

 

... ขอโทษครับ

 

ฉันเคยถามแล้วนะว่าทำไมเขาถึงไม่เปิดใจสักที จีฮุนตอบออกมาง่ายๆเลยล่ะ

 

‘ … ’

 

‘ .. เขาตอบว่า เขารอให้คนๆนั้นกลับมา ทั้งๆที่เขาเป็นฝ่ายทำผิด ถึงมันจะเจ็บปวดที่ได้เห็นหน้า แต่ในความเจ็บปวดนั้นมันกลับมีความสุขอยู่ทุกครั้ง

 

หึ จีฮุนก็เป็นแบบนี้แหละ พอได้ยินคำสารภาพจากปากของคนเป็นรุ่นพี่ที่เขาเชื่อใจว่าไม่เคยโกหก ซูนยองก็ถึงกับยกยิ้มขึ้นมา

 

... หมายถึงอะไร ?

 

นิสัยเสียของอีจีฮุนไง ทิฐิสูง แต่ผมก็รับได้นะ ผมรับได้มาตลอดสี่ปี

 

งั้นฉันว่าฉันคงแพ้ให้นายจริงๆแล้วว่ะ ต่อให้พยายามยังไงก็คงสู้คนรักเก่าที่ครองหัวใจเขามาตลอดแบบนายไม่ได้

 

‘ … ’

 

แต่ฉันขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะ .. ซึงชอลโยนมวนบุหรี่ลงพื้นก่อนจะใช้ส้นเท้าบี้มันเพื่อดับไฟแล้วทิ้งลงถังขยะที่วางอยู่ข้างๆ

 

ครับ ?

 

ถ้านายทำให้อีจีฮุนร้องไห้แบบวันนี้อีกล่ะก็ ฉันจะเข้าไปทำหน้าที่แทนนาย และอย่าหวังจะได้เข้าใกล้จีฮุนอีก

           

 

 

 

 

 

เชื่อผมเถอะ ว่าผมจะไม่ยอมให้ชเวซึงชอลได้ตัวกับหัวใจของอีจีฮุนที่ผมรักไปเด็ดขาด

คนที่จะไม่ได้เข้าใกล้อีจีฮุนคงไม่ใช่ผมแน่นอน คุณจงเชื่อแบบนั้นเถอะJ

 

 

 

 

 

 

 

 

END.

 



- 160505 -

สวัสดีตอนที่สามค่ะ

ปั่นฟิคฉลองที่เมื่อวาน #SEVENTEEN1stWin มันเลทมาจะวันนึงแล้วอ่ะที่จริง

ฟิคที่ดองมาหนึ่งปีถูกคลอดออกมาขายแล้วครัช คุณโคโรกราฟเฟอร์ควอนและคุณโปรดิวเซอร์อี

ฟิคเรื่องนี้แต่งยากมากกกกก แต่งอะไรก็ไม่รู้งงตัวเองจังแง จะหน่วงก็หน่วงไม่สุดจะแฮปปี้ก็แฮปปี้ไม่สุดเช่นกัน

แนะนำว่าอ่านพร้อมฟังเพลงประกอบฟิคจะดีมว้ากกกก

พูดอะไรไม่ถูกกับฟิคเรื่องนี้เอาเป็นว่าพล็อตมันก็เป็นไปตามนี้ คนอ่านจะมโนว่าเขาจะชนะหรือจะแพ้ยังไงก็ได้เลย

เอาเป็นว่าขอขอบคุณที่เสียเวลาเข้ามาอ่านด้วยน้า อย่าลืมคอมเม้นต์ให้กำลังใจกันหน่อยนะฮึก

ติดตามและให้กำลังใจกันได้เสมอ ทั้งทางคอมเม้นต์ แฮชแท็ก(ที่แปะไว้หน้าหลัก) #pnn17fic หรือว่าจะเมนชั่นมาคุยก็ได้น้า ; w ;

 

 

เจอกันตอนถัดไป สวัสดีค่ะ ! 


(c)              Chess theme
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

168 ความคิดเห็น

  1. #166 JjjjjB (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 มีนาคม 2562 / 10:59
    แงงงงง พี่ช่อนนนน ใจใจโคตร
    #166
    0
  2. #132 Frank_Datayoung (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 เมษายน 2560 / 17:20
    รักเราไม่เก่าเลยยยยย ดีมากที่ยังรักกันอยู่ พี่ชอลลลแมนมากกกกก
    #132
    0
  3. #102 bararia (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 มกราคม 2560 / 12:23
    อ่านไปก็หน่วงไปด้วยแต่ชอบนะค่ะ แอบสงสารซึงชอลเบาๆ
    #102
    0
  4. #17 .hbyunook (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2559 / 16:28
    ชอบมากกกกกกกกกกก
    มันทำให้เรานึกถึงเรื่องส่วนตัวของเราเองเหมือนกัน เหมือนถอดกันมาเป๊ะๆเลย เขียนออกมาได้หน่วงมากกกกกกก อ่านไปกดดันไป ฮืออออ ;_______; อึดอัดมาก เหมือนหายใจไม่ออก บรรยากาศมันเทาไปหมด แต่ก็ชอบมากๆๆเลยค่า
    ถึงในชีวิตจริงเราจะไม่ได้โชคดีเหมือนจีฮุน ฟิคเรื่องนี้ก็ช่วยพาเราแฟลชแบคกลับไปในอดีตตัวเองเหมือนกัน ฮือ เขียนดีมากค่ะ ชื่นชม <3
    #17
    0
  5. #15 Petals_Paan (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2559 / 08:10
    พี่โร นี่ป่านเองนะ
    มาอ่านช้ากว่าที่คิดไว้มากๆ เลย กว่าจะเคลียร์ตัวเองให้ว่างจากดราม่าและการบ้านต่างๆ นานา ก็วันศุกร์แล้ว สะเทือนใจ
    จะพูดยังไงดี คืออ่านแล้วมันหน่วงมากๆ มันเป็นอะไรที่แบบจะฟินก็ฟินไม่สุด จะเศร้าก็เศร้าไม่สุด
    คือมันหน่วงๆ แบบทุกอย่างมันหน่วงมากกกกก
    บรรยากาศของเรื่องคือแบบเป็นสีเทาๆ ไรงี้
    คุณควอนกับพีดีนิมก็ขยันทำให้หน่วงหัวใจเหลือเกิน
    บทจะฟินกับความมุมิก็ฟินไม่สุด เพราะความสัมพันธ์ของสองคนนี้มันยังคลุมเคลือ
    คืออ่านแล้วสงสารทั้งคู่เลย ทำไมต้องเลิกกันด้วยเรื่องแบบนี้ โอ้ยยยยยย ปวดใจจจจ
    นี่ไม่นับพี่ช่อนที่พยายามแทบตายแต่พี่จิ้กลับมีใครอีกคนอยู่แล้ว โหย อะไรจะดราม่าเบอร์นี้
    พ่อเจ้าของบริษัท ถึงจะไม่ได้พี่จิ้แล้ว ชีวิตก็ต้องสู้ต่อไปนะ ลองไปหาทางด้านนักแสดง อาจจะรุ่ง 555
    ยิ่งมีเพลงคลอไปด้วยมันยิ่งหน่วง เหมือนจะหน่วงตายตอนอ่านฟิคจบ ฮือออออออ
    นี่ว่าตอนที่หน่วงที่สุดคือตอนใกล้จบนี่แหละ ที่ต่างฝ่ายต่างก็คิดถึงกัน
    พี่จิ้ก็กินคิมบับเคล้าน้ำตา พี่ซูนก็หลบไปร้องไห้
    โอ้ย ตอนนี้คือหน่วงแบบหน่วงมากกกกกก
    อ่านไปก็จะร้องไห้ตามสองคนนี้ -พวกปากหนักนี่! ฮืออออ
    แต่สุดท้ายในความหน่วงนั่นก็ยังแฮปปี้เอนดิ้งจนได้ ลุ้นอยู่นานว่าจะจบยังไง จะปวดใจแค่ไหน ขอบคุณพี่โรที่ทำให้มันจบแบบสวยๆ

    ปล. อ่านจบแล้วเหมือนจะหน่วงตามฟิคไป ฮึก ขอบคุณพี่โรอีกครั้งสำหรับฟิคดีๆ แบบนี้ ?
    #15
    0
  6. #14 24-7 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2559 / 02:12
    นี่จี่เองงับ แฮ่ สวัสดียามตีสองหน่วงสุดอะไรสุดตรงตามพี่สปอยเป๊ะๆเลย ?????????????
    ปกติบ่อยครั้งเรามักเจอฟิคน่ารักๆพลอตมหาลัย บรรยากาศรับน้อง รุ่นพี่ พี่ว๊าก เพื่อนสนิท
    ฟิคเรื่องนี้เหมือนเป็นภาคต่อของฟิคเหล่านั้น
    ในวันที่เรื่องราวความน่ารักเคอะเขินเป็นเพียงภาพทรงจำเลือนลางที่จบไปแล้ว คือความเป็นจริงของช่วงวัยทำงาน มีความเติบโตขึ้นไปอีกระดับนึง จี่รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ
    จากวันที่ท้องฟ้าสดใสรักเริ่มต้น ถึงวันที่ความรักทำเอาเจ็บปวดจนวันที่ข้ามผ่านไปได้ แต่สุดท้ายคุณควอนคนดีก็กลับมาเป็นเชื้อเพลิงเร่งปริมาณความคิดถึง ทำให้ไฟที่มอดไปแล้วลุกกลับมาได้ กี้ด มีความเพ้อเนาะ 5555555 ชอบคาแรคเตอร์ที่ดูเรียลอีจีฮุน พ่อโปรดิวซ์เซอร์คนซึนที่มุ่งมั่นทำงานขยันขันแข็ง ปากคอแอบร้าย เจอกันก็ปฎิเสธไม่รู้จัก แต่ทั้งหมดทั้งมวลทำไปเพื่อปกป้องตัวเอง ไม่ให้กลับมารู้สึกโหยหาอีกครั้ง แต่ดูคุณควอนเขาสสสสสสสสสิ มีความดาเมจร้ายแรงมาก
    พร้อมทลายกำแพงที่ทุกสร้างขึ้นแล้วทุกเมื่อ จดจำได้ทุกรายละเอียด ทุกสิ่งที่ต้องทำก่อนนอน ชอบอะไรไม่ชอบอะไร โหย เป็นใครก็ต้องใจอ่อน ยอมใจเล้ยยยย ?????? มันมีความเขินสอดแทรกอยู่ในความหน่วงร้ายแรงฮอล เป็นบทสนทนาที่เขินมากๆไม่รู้ทำไม แต่จี่เขินมากจริงๆ 555555555555 แต่นั่นแหละในความเขินก็มีความหน่วงมากๆ ต้องแอบน้ำตาคลอ 5555555 คิดว่าจะจบไม่ดีซะแล้ว แอบลุ้นเหมือนกันว่าจะจบยังไง แต่ก็สดใสสายรุ้งทอดสะพานให้กลับมาเริ่มต้นทำคะแนนใหม่อีกครั้ง ฮิ้ววววววว สุดท้ายนี้สงสารพี่ชอลคนดีศรีบริษัทต่อไป ส่งใครมาดามใจเขาเร็วๆหนาพี่โรวววว แงงงงงงงงงงงง รักและเป็นกำลังใจให้พี่ตะเหมอ ด้วยรักจากจี่เอง ????
    #14
    0
  7. #11 byuntong (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2559 / 22:12
    มันจะจบแบบนี้หรอคะโหยอ่านไปน้ำตาคลอ555555
    #11
    0
  8. #10 2709b (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2559 / 17:44
    มันดีต่อใจมาก T-T
    อยากให้มีตอนต่อเลยอ่าๆๆ
    #10
    0
  9. #9 pearpairmai_ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2559 / 17:36
    หน่วงตามสปอยล์ น้ำตาคลอเลยนะเจ้555555555555555 สะเทือนจัย คุณโปรดิวเซอร์ทำไมปากแข็งใจ ปากแข็งใจแข็งไปหมด คิดถึงก็บอกสิแง คุณโคโรกราเฟอร์นี่เป็นสัญญาณไฟของวอนูหรือป่าวทำไมอบอุ่นแบบนี้ ฮือ ?? สงพี่ช่อนเบาๆแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม พี่ช่อนก็หน่วงฮือ ชอบแง เดี๋ยวจะอ่านอีกรอบ5555555 ในที่สุดรอมาเกือบปี ในที่สุดดดชูออกกวาโด อีบยอลฮารยอเฮ/ร้องเพลง ????
    #9
    0
  10. #8 auc;o (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2559 / 16:59
    จบอย่างสวยงาม เฮออออ อ่านตอนแรกๆนี่สะเทือนหัวใจไปกับยัยจี้เลยทีเดียวค่ะฮาาา ไรท์ไฟท์ติ้งนะคะ รออ่านต่อค่าา <3
    #8
    0