` F A N F I C R O O M | SEVENTEEN ♡

ตอนที่ 19 : - 19 : 30 centimeters | wonwoo x seungcheol 。

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 465
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    23 ต.ค. 59

30CENTIMETERS | WONWOO x SEUNGCHEOL
AU / pg – 17 / romantic

 

 

 

 

 

อะไรที่ใกล้เกินไปมักจะถูกมองข้าม

อะไรที่ไกลเกินไปก็มักจะมองไม่เห็น

งั้นคนละครึ่งทางไหม ?

 

... สามสิบเซนติเมตรก็แล้วกัน

 

 

 

 

 

ชเวซึงชอล กำลังจะเป็นบ้า ...  

 

 

มันไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกที่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งจะหาของสำคัญที่มั่นใจว่าวางเอาไว้กับที่ไม่เจอ ยิ่งสำหรับวันนี้แล้ว ของสำคัญอย่างสมุดการบ้านที่ทำเสร็จสรรพอย่างตั้งใจเมื่อสัปดาห์ก่อนมันกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย ประกอบกับสภาพห้องนอนเด็กหนุ่มที่จนหาที่ซุกตัวเข้าไปนอนไม่ได้แล้ว บอกเลยว่ายิ่งลำบาก และมันก็ไม่แปลกเลยที่คนหาของไม่เจอจะหัวเสียกับพฤติกรรมขี้หลงขี้ลืมของตัวเองแบบนี้ เขาต้องรีบไปมหาวิทยาลัยแต่เช้าเพราะการบ้านที่หายไปดันต้องส่งเช้านี้ก่อนเข้าคลาสอีก เรื่องน่าโมโหมันก็ลอยเข้ามาทำลายเช้าอันสดใสไม่ยาก

 

 

บางทีซึงชอลอาจจะต้องพึ่งพาแปะก๊วยบำรุงสมองปลาทองนี่บ้างเสียแล้วจริงๆ ...

 

 

โอ้ยมันหายไปไหนวะ ! ได้แต่จิ๊ปากสบถอย่างหงุดหงิด แต่ก็ไม่วายกวาดสายตามองหาสมุดเล่มสีน้ำตาลที่ก่อนหน้านี้เคยวางอยู่บนโต๊ะไปทั่วห้องด้วยแววตาขุ่นๆ และก็ได้คำตอบเดิมคือ ...

 

 

... หาไม่เจอ

 

 

หาอะไรอยู่ ?

 

เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นมาเพื่อให้เจ้าของห้องรับรู้ว่าไม่ได้เป็นบ้าอยู่เพียงคนเดียวในห้อง นัยน์ตาเรียวคมกวาดสายตามองสภาพห้องที่ไม่เหมาะกับหน้าตาน่ารักๆ ตั้งแต่ซากถุงขนมที่กองกระจัดกระจายตามโต๊ะเขียนหนังสือ กองหนังสือที่วางอย่างไร้ระเบียบ และหนังสือบางส่วนที่วางแบบไร้สภาพดีๆราวกับจับโยนสุ่มหาที่ลงเป็นว่าเล่น ไหนจะกองเสื้อผ้าที่ไม่มีการพับให้เป็นระเบียบถูกกองไว้อยู่บนเตียง ไม่นับซากที่แขวนเอาไว้ตรงที่จับบานประตูตู้เสื้อผ้านั่น และที่เหนื่อยใจสุดก็คงเป็นเศษกล่องกระดาษ เศษกระดาษ และซากอารยธรรมจากผลงานที่คิดว่าน่าจะเพิ่งทำโปรเจ็กต์เสร็จกองเกลื่อนอยู่บนพื้นชนิดที่ว่าหาพื้นห้องที่แท้จริงแทบไม่เจอ ใบหน้าหวานหันไปมองต้นเสียงที่ยืนกอดอกพิงหลังที่ประตูห้อง พอเจอใบหน้านิ่งๆในอารมณ์ที่หงุดหงิดเป็นทุนเดิมก็ยิ่งทำให้คนหงุดหงิดเริ่มเพิ่มอารมณ์ความรำคาญเข้าไปอีก

 

สมุดการบ้าน มันหายไปไหนไม่รู้เนี่ย

 

คงหาเจอหรอก ห้องรกอย่างกับอะไรดี

 

ถ้ารู้ว่าพูดแล้วไม่ได้ช่วยให้หนังสือลอยมาอยู่บนมือฉันก็ไม่ต้องพูดก็ได้นะ ไม่มีใครด่าว่าเป็นใบ้หรอก จอนวอนอู

 

ซึงชอลมองร่างโปร่งที่ยืนนิ่งอยู่หน้าห้อง เจ้าเด็กกวนประสาทนั่นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น จอนวอนอู เด็กหนุ่มข้างบ้านที่ชอบมาวอแวครอบครัวของเขาบ่อยๆ ด้วยความที่ชอบมาตีสนิทกับแม่ของเขาบ่อยๆ จึงไม่แปลกอะไรที่เด็กหน้ามึนนี่จะเดินเพ่นพล่านไปไหนมาไหนในบ้านหลังนี้เหมือนเจ้าของบ้านคนหนึ่งได้ แม้แต่ห้องนอนของเขา วอนอูก็สามารถเพ่นพล่านได้ถ้าเจ้าตัวอยากทำขึ้นมาจริงๆ แต่ก็ไม่บ่อยเท่าไหร่ที่คนตรงหน้าจะเดินเข้ามาถึงในห้องนอนแสนรกรุงรังนี่

 

ความจริงในหนึ่งวันเขาแทบไม่ต้องเจอวอนอูเลยก็ได้ แต่เพราะเด็กคนนั้นดันสอบติดมหาวิทยาลัยเดียวกันกับเขาเลยได้เจอหน้ากันแทบทุกวัน โชคดีหน่อยที่เรียนกันคนละคณะ แต่ก็กลายเป็นว่าทุกเช้าเขาจะต้องไปมหาวิทยาลัยพร้อมเด็กหน้ามึนที่วันๆเดินถือแต่หนังสือไม่สนใจสิ่งรอบข้างแบบนั้นอยู่ดี

 

 

และที่จอนวอนอูมายืนอยู่หน้าห้องนอนของชเวซึงชอลก็คงมีเหตุผลเดียวเท่านั้นคือ ...

กดดันให้รีบออกบ้านไปมหาวิทยาลัยได้แล้ว นั่นแหละ

 

 

 

งั้นก็รีบๆหาสิ่ มายืนมองหน้าแบบนี้สมุดก็ไม่ได้ลอยมากระแทกหน้าเหมือนกันนะ

 

ย๊า ! นายกล้าย้อนฉันเหรอ !

 

ก็แล้วแต่จะคิด รีบๆหา เดี๋ยวไปรอข้างล่าง

 

เผลอหลุดยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว แต่สุดท้ายวอนอูก็ปั้นหน้านิ่งสนิทได้ทันท่วงที ได้ยั่วโมโหจนพออกพอใจเสร็จก็เดินปลีกตัวจากห้องนอนของเจ้าของบ้านไป ทิ้งไว้ให้เจ้าของห้องตัวที่หัวร้อนอยู่แล้วยิ่งเสียสติเข้าไปใหญ่ เป็นประจำอยู่แล้วที่พวกเขาจะต้องมีประเด็นอะไรสักอย่างมาทะเลาะกันแบบนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติจนต่างฝ่ายต่างไม่ขุ่นเคืองกันที่จะพูดจาล้อเล่นอะไรแรงๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเล่นแรงๆได้ตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่นตอนนี้ที่เขากำลังหงุดหงิดอยู่ 

 

ซึงชอลยืนเท้าสะเอวกลางห้อง มือข้างหนึ่งยกขึ้นยีกลุ่มผมสีน้ำตาลอย่างนึกหงุดหงิดไม่หาย นัยน์ตากลมโตกวาดมองจนทั่วทุกซอกจากมุมที่ตัวเขายืนอยู่ หยิบจับข้าวของยกขึ้นลงจนข้าวของกระจัดกระจายมากกว่าเดิม สองเท้าก้าวถอยหลังจากโต๊ะเขียนหนังสือออกมาสามก้าว กวาดสายตาดูอีกรอบด้วยหัวใจที่สิ้นหวังว่าการบ้านที่จะต้องส่งภายในวันนี้คงต้องเลื่อนไปเป็นวันอื่นแทนแน่ๆ ยิ่งมองหาก็ยิ่งอยากโทษตัวเองที่วางข้าวของไม่เป็นที่ กลับมาเย็นนี้อาจจะต้องทำความสะอาดห้องยกใหญ่เลย

 

แต่แล้วเมื่อนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ สองเท้าที่ถูกถุงเท้าสีเทาสวมทับเอาไว้ก็ก้าวถอยหลังมาถึงจุดหนึ่งภายในห้อง ดวงตากลมเบือนสายตาไปเห็นอะไรบางอย่างเข้าเพียงเสี้ยววินาที และใบหน้าหวานที่ปั้นหน้าหงิกมาตั้งแต่เช้าก็แทบเผยรอยยิ้มดีใจขึ้นมาไม่ทัน เมื่อเห็นว่าสมุดเล่มสีน้ำตาลแสนคุ้นตามันตกอยู่ตรงซอกระหว่างโต๊ะเขียนหนังสือกับตู้หนังสือ ไม่ได้หายไปไหนไกลเลยด้วยซ้ำ

 

 

 

วอนอู ไปเรียนกัน !

 

ร่างขาวกระชับสายสะพายเป้วิ่งลงบันไดบ้านพร้อมตะโกนเรียกคนตัวสูงที่คาดว่าน่าจะนั่งรออยู่ที่โซฟาเสียงดัง และก็เป็นแบบนั้นจริงๆ จอนวอนอูนั่งอ่านหนังสือรอเขาอยู่ที่โซฟาราวกับว่าภาพที่เขาเห็นเป็นภาพนิ่งที่ไม่มีการเคลื่อนไหวอะไร เห็นแบบนั้นซึงชอลก็นึกอยากแกล้งคนจดจ่อกับหนังสือขึ้นมาทันที

 

...

 

“ … ”

 

“ … มองขนาดนี้ไม่ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆเลยล่ะ จะได้เห็นชัดๆ

 

แล้วมองหนังสือขนาดนี้ไม่เอาหน้าจมเข้าไปในหนังสือเลยล่ะ สิงร่างเข้าไปในหนังสือเลยดิ่

 

กว่าร่างโปร่งจะรู้ตัวว่าคนที่เขานั่งรอตั้งนานมายืนรออยู่ตรงหน้าก็ตอนที่มือขาวกำลังเอื้อมมือหมายจะดันหนังสือที่ถืออยู่ให้มันสูงขึ้นมาจนเกือบกระแทกหน้า ดีที่พอรู้ตัวก่อนจึงรีบปิดหน้าหนังสือในมือลง นัยน์ตาเรียวคมมองใบหน้าน่ารักที่แอบจ้องมองหน้าเขากำลังยักคิ้วปกปิดท่าทีอย่างกวนประสาทอยู่ พลันนึกในใจว่าที่รบกวนเวลาอ่านหนังสือแบบนี้แสดงว่าอารมณ์ดีขึ้นแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น แม้จะเล่นอะไรกวนประสาทแต่ร่างของคนตัวเล็กกว่าก็ยังคงยืนเว้นระยะห่างระหว่างกันและกันเอาไว้อยู่

 

 

แม้จะสงสัยมากแค่ไหนก็ต้องเก็บเอาไว้ในใจ ...

 

 

นึกว่าโดนของในห้องทับตายไปแล้ว

 

แล้วยังไง ถ้าฉันโดนของในห้องทับตาย นายก็จะนั่งบื้อแบบนี้ต่อไปสิ่นะ

 

ก็เปล่า วอนอูยักไหล่ไม่ตอบ มือเรียวหมายจะคว้าจับข้อมือของคนเป็นพี่ แต่ทว่าซึงชอลกลับชะงักถอยหลังไปก้าวหนึ่ง และนั่นก็ทำให้คิ้วสวยที่วางตัวเป็นเส้นโค้งสวยถึงกับกระตุก แววตาเคลือบความสงสัยสะท้อนอยู่ในดวงตาเรียวคมจนคนผงะถอยหลังแอบรู้สึกผิดอยู่เล็กๆ

 

อย่านะ

 

ทำไม ? ”

 

ไม่ทำไมอ่ะ ลุกขึ้นได้แล้วไปมอกัน แต่แล้วจอนวอนอูก็สังเกตเห็นถึงความผิดปกติบนใบหน้าหวาน ที่เห็นชัดสุดคงเป็นริ้วแดงระเรื่อที่ฉาบอยู่บนพวงแก้มเนียนใสนั่น ยิ่งเห็นชัดมากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งอยากแกล้งอีกฝ่าย จึงแอบยื่นมือเข้าใกล้อีกนิด

 

ก็เนี่ย ช่วยดึงขึ้นหน่อยดิ่

 

ไม่เอา ลุกเองดิ่ใครใช้ให้นั่งล่ะ ช่วยไม่ได้ แบร่

 

แต่เหมือนอีกฝ่ายกลับไม่ตกหลุมพรางของเขา เพราะเมื่อเจ้าตัวว่าจบก็แลบลิ้นใส่อย่างที่คิดว่ามันน่ารักแล้วหมุนตัวเดินออกไปจากห้องรับแขกเพื่อไปใส่รองเท้าผ้าใบที่หน้าบ้านทันที ปล่อยให้คนที่นั่งรอมาที่โซฟามาตั้งนานต้องช่วงเหลือพยุงตัวเองให้ลุกจากโซฟา โดยที่ไม่มีใครได้สังเกตเลยว่าร่างโปร่งที่กำลังลุกจากโซฟากำลังยกยิ้มประดับบนเรียวปากอยู่ แต่ก็นั่นแหละ ชเวซึงชอลไม่มีทางเห็นได้รอยยิ้มนี้หรอก

 

 

 

... เพราะห่างเกินไปก็มองไม่เห็นยังไงล่ะ

 

 

 

 

 

x.

 

 

 

 

 

 

 

 

มึงเล่นทำตัวแบบนี้น้องมันจะรู้รึไงว่ามึงแอบชอบมันน่ะ

 

 

เสียงหวานของเพื่อนสนิทหน้าราวกับผู้หญิงอย่าง ยุนจองฮัน ดังขึ้นมาทำเอาคนมานั่งขอคำปรึกษาถึงกับเท้าคางยกนิ้วมือข้างที่ว่างจิ้มลงบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือเครื่องคู่ใจด้วยความเบื่อหน่ายกับประโยคเดิมๆที่วนมารอบที่เท่าไหร่ซึงชอลเองก็ไม่ได้สนใจ รู้แต่ว่าบางทีอาจจะคิดผิดไปที่มาขอคำปรึกษาเพื่อนสนิทหน้าสวยคนนี้ ทั้งๆที่ก็สนิทกันมานานหลายปีแท้ๆเชียว

 

อย่างที่ได้ยินนั่นล่ะ ชเวซึงชอลคนนี้แอบชอบเด็กข้างบ้านหน้ามึนนั่น แต่ทำเป็นปากแข็งไม่พูดออกไป อันที่จริงเขาไม่คิดว่าการพูดความรู้สึกข้างในใจออกไปจะช่วยอะไรได้ นอกจากจะทำให้รู้สึกอับอายขายขี้หน้ากับอีกฝ่าย เพราะตั้งแต่ที่รู้จักมักจี่กันมานานแสนนาน พวกเขาไม่ค่อยมีประสบการณ์ที่ดีต่อกันเท่าไหร่ มีแต่เรื่องทะเลาะและกวนประสาทกันไปวันๆมากกว่า น้อยครั้งที่จะญาติดีต่อกัน น้อยจนแทบนับครั้งได้ แต่ที่น่าสงสัยคือ จังหวะชีวิตตรงจุดไหนของเขาที่เผลอไปตกหลุมอะไรบางอย่างที่จอนวอนอูขุดดักเอาไว้ ถ้าจะพูดให้ง่ายๆแบบรวบรัดเลยก็ เขาไปตกหลุมรักจอนวอนอูตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ

 

 

... สองปี ? หรือมากกว่านั้น

 

 

จำไม่ได้หรอกว่าซึงชอลเองเริ่มมีความรู้สึกที่เรียกว่าแอบชอบมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ เขากลับพยายามเก็บความรู้สึกเอาไว้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะไม่แสดงมันออกมาให้อีกฝ่ายรับรู้แต่จะปิดบังความรู้สึกเหล่านั้นด้วยความกวนประสาทตามประสาที่เคยทำกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแทน เพราะชเวซึงชอลยังไม่พร้อมที่จะฟังคำเย้ยหยันจากเด็กกวนประสาทข้างบ้านที่มีฐานะเป็นคนที่เขาแอบชอบ ขืนวอนอูรู้เรื่องนี้เขาคนโดนล้อยันเรียนจบแน่ๆ ยิ่งต้องเจอหน้ากันแทบทุกวันแบบนี้บอกเลยว่าถ้าบอกให้ตัดใจคงลำบากจริงๆ และอันที่จริงแล้วยังมีเหตุผลอีกอย่างที่เขาเลือกจะไม่บอกความรู้สึกออกไป ...

 

ไม่ต้องให้รู้หรอก เป็นแบบนี้มันอาจจะยืดกว่าก็ได้

 

มึงไม่เสียใจแน่นะ ?

 

มันก็ดีกว่ากูต้องทนอับอายมองหน้ากันไม่ติดไหมล่ะวะ

 

นั่นไง พูดไม่ทันขาดคำ ตายยากของจริงว่ะ

 

จองฮันเอ่ยพลางทุ้งศอกสะกิดเพื่อนนัยน์ตาหวานที่ก้มหน้าเล่นเกมในโทรศัพท์มือถือให้เงยหน้าขึ้นมามองภาพตรงหน้า พลันละสายตาจากจอโทรศัพท์มือถือเพื่อมองตามที่เพื่อนรักข้างกายบอก ซึงชอลก็พบว่าร่างโปร่งแสนคุ้นตาที่เพิ่งแยกกันไปเมื่อเช้ากำลังเดินมาที่โต๊ะม้าหินอ่อนใกล้สนามฟุตบอลขนาดกว้างที่รุ่นพี่อย่างพวกเขากำลังจับจองที่นั่งอยู่ แถมตามมาด้วยเสียงรีแอคชันจากสาวสวยน่ารักมากหน้าหลายตาที่อยู่ในละแวกนี้แล้วหันมาพบเจอ ไม่ว่าจะเป็นเสียงครางฮิ้งหรือเสียงกรี๊ดเบาๆก็เถอะ ก็นะทำไงได้ล่ะ เจ้าเด็กนี่ถึงหน้าจะมึนแต่ก็หล่อมากไง หล่อไม่หล่อก็ได้ตำแหน่งเดือนคณะมาแบบสบายๆเหมือนตำแหน่งนอนลอยมาให้เลยแหละนะ

 

และยังไม่ทันได้อ้าปากทักอะไรแม้แต่นิดเดียว ร่างสูงโปร่งต้นเหตุเสียงกรี๊ดที่เดินตรงมาก็หยุดอยู่ตรงหน้าเขา พร้อมกับหย่อนตัวนั่งลงตรงข้ามอย่างถือวิสาสะทั้งๆที่พวกเขายังไม่ทันเชื้อเชิญอะไรเลยด้วยซ้ำ สร้างความงุนงงให้กับเพื่อนหน้าสวยที่นั่งอยู่ด้วยกันเป็นอย่างมาก แหงล่ะงานหน้าด้านหน้าทนขอให้บอก จอนวอนอูพร้อมปั้นหน้ามึนใส่ทุกงานอยู่แล้ว พอเห็นว่าแขกใหม่ที่มาเยือนไม่เอ่ยปากพูดอะไร ซึงชอลก็ก้มหน้ามองโทรศัพท์ที่เขาเพิ่งกดเริ่มเกมที่พักค้างไว้ให้ดำเนินต่อ

 

“ … พี่

 

มีอะไร ?... พี่ งั้นเหรอ ?

 

มีเรื่องจะมาปรึกษาว่ะ

 

ว่า ?

 

 

พี่คิดว่า โซฮเย เป็นคนยังไง ?

 

 

 

นี่คืออีกหนึ่งเหตุผลที่ชเวซึงชอลไม่พูดความในใจที่มีต่อคนตรงหน้ามากว่าปีครึ่งออกไป

 

 

 

คนถูกถามถึงกับชะงักกับคำถามที่ถูกส่งมาอย่างจังๆเหมือนหมัดที่ต่อยถากหน้าให้ช็อคเล่น ปลายนิ้วแตะพักเกมโทรศัพท์มือถืออีกครั้ง น้อยครั้งที่วอนอูจะเรียกอีกฝ่ายว่าพี่ ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายหรือสำคัญอะไร แต่ครั้งนี้เรื่องที่เอามาปรึกษาดูยังไงก็ไม่น่าจะคอขาดบาดตาย ... แต่ก็อาจจะสำคัญสำหรับจอนวอนอูก็เป็นได้ ไหนจะสีหน้าจริงจังตั้งแต่เดินเข้ามาหานั่นแล้ว อันที่จริงเขารู้เรื่องของ คิมโซฮเย เฟรชชี่สาวสวยน่ารักดวงตากลมโตประจำคณะศิลปศาสตร์คนนั้นมาได้สักพักใหญ่แล้ว ดูเหมือนว่าเด็กหน้ามึนก็น่าจะแอบสนใจอยู่ไม่น้อย สังเกตจากการถามคำถามนี้มาเป็นครั้งที่ห้า ครั้งแรกครั้งที่สองยังพอเข้าใจว่าน่าจะถามเล่นๆ แต่พอเข้ารอบที่สี่เริ่มจะรู้ได้ถึงอะไรบางอย่างที่มันเสียดแทงในใจให้แปลบๆ

 

 

... แต่ทั้งสี่ครั้งที่จอนวอนอูถามออกมา ชเวซึงชอลตอบออกไปได้มากสุดแค่ ก็น่ารักดี เท่านั้น

 

 

ซึงชอลละสายตาจากโทรศัพท์มือถือเพื่อเงยหน้ามองใบหน้าหล่อของวอนอูอีกครั้ง นัยน์ตากลมโตสบมองเรียวตาคมที่มองมาอย่างมุ่งมั่นราวกับกำลังรอคำตอบจากปากของเขาอยู่ แต่แล้วเพราะจิตใจที่อยู่ๆก็นึกโลเลขึ้นมา ซึงชอลเผลอตัวเม้มริมฝีปากอย่างหนักใจโดยไม่รู้ตัว ดวงตาโตเสมองไปทางเพื่อนสนิทที่มองหน้าเลิกคิ้วส่งกลับมาพร้อมกับแอบลูบหลังเขาเบาๆอย่างให้กำลังใจ

 

 

ซึงชอลแค่ไม่มั่นใจว่าถ้าหากสนับสนุนให้วอนอูเดินหน้าไปแล้ว เขาจะต้องทำอย่างไรต่อ ...

กับความรู้สึกของตัวเองที่มีมาก่อนที่วอนอูจะได้เจอโซฮเย

 

 

อะไรกัน นึกอยากบอกเลิกหนังสือตัวทื่อๆเหมือนท่อนไม้มาจีบสาวสวยดิ้นได้ครางได้แล้วรึไง หนอนหนังสือเพียงชั่ววูบเท่านั้นที่แสดงท่าทีลังเลออกมา แต่แล้วหน้ากากของชเวซึงชอลคนปากแข็งก็ถูกหยิบมาสวมอีกครั้งโดยเจ้าของ ซึงชอลยกยิ้มเอ่ยปากแซวคนเป็นรุ่นน้องทันทีที่ดึงสติได้

 

ไม่ใช่แบบนั้นดิ่

 

ก็อย่างที่บอกไปแบบสี่รอบที่แล้วนั่นแหละ โซฮเยก็น่ารักดีแต่แค่ไม่อยากให้เป็นแฟนกันก็เท่านั้นเอง

 

แค่นั้นเหรอวอนอูหรี่ตามองคนเป็นพี่ที่ยังคงมองหน้าเขาอยากไม่ลดละ ก่อนจะเหลือบสายตาไปมองเพื่อนสนิทของพี่ชายข้างบ้านที่ยักไหล่อย่างไม่ได้สนใจในประเด็นนี้

 

อ่าว แล้วต้องมีอะไรมากกว่านี้ด้วยรึไง เป็นหนอนหนังสืออย่าริมาเถียงผู้ช่ำชองความรักแบบฉันดิ่

 

เปล่าก็แค่ถามดูไงว่าถ้าเป็นโซฮเยพี่จะว่ายังไง

 

จะจีบเด็กคนนั้นเหรอ ?อยากจะตบปากพล่อยๆของตัวเองหลายๆทีที่เผลอถามคำถามตามใจคิดแบบนั้นออกไป แต่สุดท้ายก็ได้แค่เหยียบเท้าตัวเองเป็นการลงโทษเท่านั้น

 

หือ ?

 

...ทว่าสายตาของซึงชอลยังคงจับจ้องใบหน้าหล่อของวอนอูอย่างไม่ลดละแม้ในใจเริ่มชักไม่สนุกกับการต้อนจนมุมแบบนี้แล้ว ยิ่งต้อนยิ่งรู้สึกกลัวคำตอบที่จะได้ยิน

 

.. ก็นะ

 

 

.. ก็นะ งั้นเหรอ ?

 

 

... อื้ม ฉันว่าน่าจะคู่กันได้ดี ลองจีบดูสิ่ ยังไงก็ติดอยู่แล้วระดับคนหล่ออย่างจอนวอนอูซะอย่าง

 

“ … ”

 

แต่ตอนนี้ฉันต้องเข้าคลาสเรียนแล้ว เดี๋ยวจารย์ล็อกห้อง อ้อแล้วก็ เย็นนี้กลับไปก่อนเลยก็ได้นะ เพราะคิดว่าน่าจะกลับดึกอยู่ ไม่ต้องรอ ... ไปกันเถอะจองฮัน

 

ซึงชอลเอ่ยเสร็จสรรพก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงสละที่นั่งแล้วเดินออกจากโต๊ะม้าหินอ่อนที่เขาใช้มันเพื่อนั่งเปื่อยมาตั้งนานทันทีโดยที่ไม่หันมามองน้องชายข้างบ้านหรือแม้แต่จะเร่งเพื่อนสนิทให้รีบลุกขึ้นเดิน เสี้ยววินาทีหนึ่งเขาเผลอแสดงท่าทีตัดพ้อประชดประชันออกไปโดยไม่รู้ตัว ไหนจะแววตาไหววูบที่ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้มันแสดงออกไป แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่มีวันแสดงมันออกไปตรงๆให้รับรู้ชัดเจนหรอก

 

ในเวลานี้ก็เหลือเพียงแค่ผู้ขอคำปรึกษาอย่างจอนวอนอูและเพื่อนหน้าสวยที่กำลังงงกับสถานการณ์ทั้งหมดอย่างยุนจองฮันเท่านั้น พอได้นั่งประมวลผลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว จองฮันทำได้แค่เพียงถอนหายใจหนักๆกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างปลงจิต ทำเอาใบหน้าหล่อที่สวมแว่นสายตากรอบบางต้องมองตามพร้อมส่งสายตาอย่างขอความเห็นใจ

 

“ … มันไม่ใช่แบบนั้นนะพี่

 

เห้อ คนนึงก็บื้อ อีกคนก็ปากแข็ง ชาตินี้คงคุยกันรู้เรื่องเนอะ

 

ว่าไงนะพี่ ?

 

เปล่า พี่ไปเรียนแล้วดีกว่าเดี๋ยวโดนล็อกห้อง

 

“ … ”

 

เอ้อแล้วก็ ...

 

ครับ ?

 

คนช่ำชองเรื่องความรักน่ะตัวพี่เอง ไม่ใช่ไอ่ซึงชอลหรอก หมอนั่นมันก็โง่แบบนายนั่นแหละ ใบ้ให้แค่นี้แหละ ไปล่ะ

 

จองฮันรีบลุกขึ้นจากม้าหินอ่อน คว้ากระเป๋าผ้าของตัวเองที่วางไว้บนโต๊ะแล้ววิ่งตามเพื่อนตัวแสบที่เดินลิ่วออกไปทันที เหลือแค่เพียงเด็กหนุ่มหน้ามึนที่ยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะมาหินอ่อนอยู่คนเดียวโดยที่ไม่สนใจเสียงหวีดที่ดังรอบด้าน เพราะในตอนนี้สมองของเขากำลังนึกถึงคำใบ้ที่เพื่อนของคนตัวเล็กกว่าบอกทิ้งท้ายไว้ แต่วอนอูเองก็อาจจะมองไม่เห็นคำตอบที่แท้จริงที่จองฮันต้องการจะสื่อออกมาให้เขารับรู้ก็เป็นได้

 

 

 

... เพราะใกล้กันเกินไปก็ถูกมองข้ามไปได้ง่ายๆยังไงล่ะ

 

 

 

 

 

x.

 

 

 

 

 

 

 

 

ชเวซึงชอลมึงมันคนป๊อด กากชะมัดเลยว่ะ ...

 

 

เสียงก่นด่าในใจดังขึ้นมาในความคิดราวกับคนพูดกำลังตอกย้ำความแย่ของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งๆที่ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้ ไม่มีใครต่อว่าเขาเรื่องนี้ถ้าไม่นับยุนจองฮันที่แอบกัดด้วยถ้อยคำเจ็บๆบ่อยครั้งจนรู้สึกด้านชาไปแล้ว เขาเสียเวลาไปกับการเดินเตร็ดเตร่เพื่อคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ก่อนจะลงท้ายด้วยการแวะเกมเซ็นเตอร์เพื่อเล่นเกมคลายเครียดจนดึกดื่นเรียกได้ว่าได้ว่าเหลือเพียงแค่เขาอยู่ในเกมเซ็นเตอร์เพียงลำพังเท่านั้น แต่มันก็ทำให้สบายใจคลายความเครียดไปได้มากขึ้น แม้จะคิดอะไรได้เยอะขึ้นเมื่อได้อยู่กับตัวเองแต่การกระทำเมื่อกลางวันกลับทำให้ซึงชอลรู้ว่าต่อให้อยู่อย่างรักษาระยะห่างหรืออยู่ใกล้กันแค่ไหน สุดท้ายมันก็ไม่มีทางที่จะทำให้ซึงชอลสบายใจได้เลย

 

 

... ตรรกะสามสิบเซนติเมตรที่เขาเชื่อมั่นมาตลอดคงใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว

 

 

ใช่ ตลอดเวลาที่ผ่านมาซึงชอลใช้ตรรกะสามสิบเซนติเมตรกับวอนอูมาโดยตลอด เขาพยายามรักษาระยะห่างให้เท่ากับความยาวหนึ่งไม้บรรทัดเพียงเพราะคิดว่าระยะห่างเพียงสามสิบเซนติเมตรจะทำให้คนเรามองเห็นสิ่งที่ตามหามาตลอด แม้จะถูกมองข้าม แต่เขาอยากอยู่ในระยะที่วอนอูสามารถมองเห็นเขาได้บ้าง จะมองเห็นช้ากว่านี้เขาก็ยอม เพราะยังไงก็ตามระยะห่างสามสิบเซนติเมตรนี้มันกลับเป็นจุดที่ยังคงอยู่ในกรอบสายตาของอีกฝ่ายอย่างแน่นอน แม้จะไม่ใช่ในฐานะที่ใฝ่ฝัน แต่ก็เป็นในฐานะคนในสายตาก็ยังดี แต่บางครั้งเขากลับทำผิดกฎด้วยการอยู่ใกล้เกินไป คนเรามักใส่ใจสิ่งที่อยู่ไกลตัวโดยที่ไม่สนใจสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว เพราะยิ่งใกล้กลับยิ่งถูกมองข้ามได้อย่างง่ายดาย

 

ซึงชอลผลักบานประตูบ้านสีขาวเข้ามาพร้อมเอ่ยถ้อยคำทักทายสมาชิกในบ้านอย่างที่ทำอยู่เป็นประจำ ทว่าในเวลานี้กลับไม่มีเสียงตอบกลับเมา ทุกอย่างเงียบอย่างน่าประหลาดใจจนอดสงสัยไม่ได้ว่าทั้งพ่อและแม่หายไปไหน เพราะไม่มีวี่แววของเสียงโทรทัศน์หรือเสียงทำอาหารในห้องครัว แม้กระทั่งแสงไฟที่สาดส่องออกมาก็มืดสนิท มีเพียงไฟบริเวณทางขึ้นบันไดไปชั้นสองซึ่งเป็นห้องนอนเท่านั้น ในเวลานี้บ้านของครอบครัวชเวมีเพียงความเงียบที่ไม่มีอะไรมาทำลายมันได้ มือขาววางรองเท้าไว้ในตู้รองเท้าด้านหน้าบ้าน ก่อนจะค่อยๆเดินเข้าห้องครัวไปเพื่อหยิบขวดน้ำเปล่าเย็นๆในตู้เย็นมาไว้ในมือหนึ่งขวด เขามักจะชอบหยิบขวดน้ำขึ้นไปดื่มบนห้องนอนเสมอ และเพราะแบบนี้ห้องนอนของเขาถึงได้สกปรกและรกอย่างที่เห็นเมื่อตอนเช้า

 

มือขาวจับลูกบิดเพื่อเปิดบานประตูห้องนอนสีเทาของตัวเองออกกว้างอย่างไม่สนใจ หมายจะพาร่างของตัวเองเข้าไปในห้องแสนรกและสกปรก คิดวางแผนเอาไว้ในใจว่าจะทำความสะอาดห้องภายในคืนนี้ถ้าเป็นไปได้ แต่ถ้าไม่ได้ก็คงเลื่อนไปทำพรุ่งนี้แทน ทว่าปลายเท้ากลับชะงักลงเมื่อเขาสัมผัสได้ถึงความแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นในห้องทั้งหมด

 

นัยน์ตากลมเหลือบสายตามองไปรอบห้องที่ดูจะสะอาดผิดปกติ บนพื้นห้องนอนไม่มีเศษกระดาษซากอารยธรรมกากกรังที่เขาเพิ่งทำโปรเจ็กต์ไป หรือแม้แต่เศษขนมที่เคยกินทิ้งเรี่ยราดเลย เสื้อผ้าที่เคยกองอยู่บนเตียงกลับหายไป บนเตียงถูกจัดอย่างเรียบร้อย ตู้เสื้อผ้าที่เคยรกรุงรังกลับเป็นระเบียบราวกับว่ามีแม่บ้านมาทำความสะอาดให้ อย่าว่าแต่แค่ตู้เลย โต๊ะหนังสือยังเป็นระเบียบขนาดนี้ หนังสือที่เคยโยนไปตามทิศทางถูกจัดวางเป็นตั้งเรียบร้อย มีไม่กี่คนเท่านั้นที่จะสนใจทำความสะอาดห้องนอนรกๆของเขาได้ นอกจากคุณแม่แสนน่ารักที่ทนความซกมกของลูกอย่างเขาได้ พรุ่งนี้ค่อยไปขอบคุณพร้อมหอมแก้มตอบแทนสักสามสี่ฟอด

 

 

แต่ชเวซึงชอลก็อาจจะเดาผิดไป ...

 

 

เข้ามาทำอะไรในห้องฉัน ?ร่างเล็กมองแขกที่ไม่ได้รับเชิญถือวิสาสะนั่งอ่านหนังสือของเขาอยู่ที่ปลายเตียงนอนของเขา ดวงตาเรียวคมยังไม่เลิกให้ความสนใจหนังสือในมือเลยแม้แต่นิดเดียว ซึงชอลปลงกับพฤติกรรมแย่ๆของวอนอูที่ไม่ชอบตอบคำถามคนอื่นไปแล้ว สุดท้ายเขาก็ได้แค่ถอนหายใจและปิดประตูห้องพร้อมเดินมาวางข้าวของลงบนโต๊ะเขียนหนังสือ

 

“ … ”

 

เวลานี้นายไม่ควรอยู่ในห้องของฉัน กลับบ้านไปได้แล้ววอนอู

 

ขอแม่พี่แล้ว แม่พี่บอกว่านอนค้างคืนด้วยได้

 

พอได้ยินว่าคุณแม่คนสวยของเขาอนุญาตให้เด็กมึนข้างบ้านมานอนค้างได้ ซึงชอลก็ถอนหายใจออกมาอีกรอบ อันที่จริงก็ไม่แปลกเท่าไหร่ที่วอนอูจะมานอนค้างคืนที่บ้านของเขา แต่ในวันนี้เขาไม่พร้อมจะต้อนรับเด็กคนนี้ แต่แล้วยังไงล่ะ เขาก็ทำได้แค่กระตุกคิ้วไม่ได้พูดอะไรแม้ในใจอยากจะถามคำถามมากมาย แต่ซึงชอลเลือกที่จะปล่อยวางเรื่องหงุดหงิดไปเพราะวันนี้เขาเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ใบหน้าหวานจึงหันไปสนใจการหยิบของจากกระเป๋าออกมาวางไว้ข้างนอกแทนการต่อล้อต่อเถียงกับร่างสูง

 

แล้วเป็นไงวันนี้ จีบเด็กคนนั้นติดไหม ... แหงล่ะคงติด ความจริงไม่ต้องอ---

 

ผมไม่ได้จีบโซฮเย

 

เสียงทุ้มดังขึ้นอยู่ใกล้ๆจนแทบจะเรียกได้ว่าใกล้ใบหู ร้อนให้คนได้ยินต้องรีบหันไปมอง ก็พบว่าร่างสูงโปร่งที่จดจ่อกับหนังสือบัดนี้กลับมายืนอยู่ตรงหน้าด้วยระยะห่างที่เรียกได้ว่าน้อยจนตัวแทบติดกัน มือขาวยกขึ้นดันแผ่นอกกว้างของวอนอูให้ถอยห่างทันที นัยน์ตาหวานช้อนมองดวงตาเรียวคมที่ก้มมองลงมาอย่างขุ่นเคือง ยิ่งคนตัวเล็กพยายามดันอีกฝ่ายให้ถอยห่างมากแค่ไหน คนตัวสูงกว่ากลับออกแรงต้านด้วยการขยับตัวเข้ามาใกล้มากยิ่งขึ้นจนคนตัวขาวต้องถอยหลังจนสะโพกชิดขอบโต๊ะ ไม่ใช่ว่าชเวซึงชอลเป็นคนผอมบางแห้งเหมือนไม้เสียงผีอะไรขนาดนั้น แน่นอนเขาตัวอวบและแรงเยอะกว่าจอนวอนอู แต่ทำไมในเวลานี้แรงที่มันควรมีเพื่อมาใช้งานกลับหายไปจนแทบไม่เหลือแรงต่อต้านใดๆแบบนี้นะ แถมก้อนเนื้อในอกที่ดันมาทรยศเจ้าของด้วยการเต้นรัวจนน่ารำคาญนี่อีก

 

 

ให้ตายเถอะ จะเต้นดังให้ฉันขายหน้าทำไม ไอ่หัวใจบ้า !

 

 

... ถอยออกไปจอนวอนอู

 

ไม่ถอยไม่ถอยไม่พอ วอนอูกลับโน้มใบหน้าเข้าใกล้คนเป็นพี่ชายข้างบ้านเข้าไปอีก และนั่นก็ทำให้ซึงชอลต้องงัดแรงเฮือกสุดท้ายออกมาเพื่อผลักให้ร่างโปร่งถอยออกไป แม้จะเพียงแค่ก้าวเดียวเขาก็ยอม

 

อ .. อย่าเข้ามาใกล้กันนะ ! ถอยออกไปสามสิบเซนเลย

 

ทำไมต้องสามสิบเซน? ”

 

ไม่บอก ...

 

พอสายตาคมกริบจดจ้องมองในระยะใกล้ กลับเป็นซึงชอลที่ต้องเสมองหลบสายตาที่ทำให้หัวใจสั่นเพื่อป้องกันตัวเอง แต่แล้วก็เหมือนเป็นการเปิดทางให้จอนวอนอูแสดงพฤติกรรมเจ้าเล่ห์ที่ตลอดเวลาที่รู้จักกันมาเขาไม่เคยเห็นท่าทางแบบนี้มาก่อน มือเรียวยกขึ้นประคองใบหน้าหวานของคนเป็นพี่ให้หันกลับมามอง รอยยิ้มมุมปากประดับขึ้นมาบนใบหน้าเมื่อเขาเห็นว่าดวงตากลมโตของคนตรงหน้ากำลังสั่นระริกอย่างน่าเอ็นดู ยิ่งได้เข้าใกล้และได้สัมผัสผิวแก้มเนียนของซึงชอล จอนวอนอูก็เริ่มรู้สึกถึงสัญชาตญาณอะไรบางอย่างที่มันไม่ควรเกิดขึ้น ทั้งๆที่เขาข่มเอาไว้แล้วแท้ๆ

 

 

สุดท้ายมันก็พังเพราะระยะห่างที่ใกล้เกินไป

 

 

 

คิดว่าตรรกะสามสิบเซนจะใช้ได้ตลอดไปงั้นเหรอ ... ชเวซึงชอล ?

 

อ .. อะไร พูดอะไร ?

 

อยู่กันแบบนี้ทั้งๆที่พี่แอบชอบผม ทนไหวจริงๆเหรอ

 

 

 

!!!!!!

 

 

 

“ … ”

 

... แต่ขอโทษนะ

 

“ … ”

 

เพราะผมน่ะ ... ทนไม่ไหวหรอก

 

 

 

สิ้นเสียงทุ้ม ริมฝีปากเรียวก้มประกบลงบนริมฝีปากอิ่มของคนเป็นพี่อย่างแผ่วเบา ไม่มีการลุกล้ำหรือป้อนจูบอย่างลึกซึ้ง มีเพียงแค่การขบเม้มละเอียดชิมริมฝีปากสีระเรื่อที่โหยหามาแสนนานและมอบจูบแสนอ่อนโยนเท่านั้น นัยน์ตากลมเบิกกว้างด้วยความตกใจทว่าไม่สามารถยกมือขึ้นออกแรงผลักออกได้ สุดท้ายมือขาวจึงทำได้แค่เพียงยกมันวางลงบนแผ่นอกกว้างของคนเป็นน้องและหลับตาลงรับรสจูบแสนหวานที่อีกฝ่ายมอบมาให้ตามเสียงที่หัวใจเรียกร้องให้ทำตาม

 

ซึงชอลไม่รู้ว่าวอนอูรู้ความในใจของเขาได้อย่างไร แต่คำพูดนั้นมันทำให้หัวใจของเขาตกวูบลงไปที่ปลายเท้า ใบหน้าแทบชาวาบยิ่งกว่าโดนตบหน้าแรงๆ เขาค้นหาเสียงของตัวเองแทบไม่เจอ ทำได้แค่ยืนตัวอ่อนใช้ร่างโปร่งเป็นที่พยุงตัวเท่านั้น

 

พวกเขาไม่เคยก้าวมาถึงความสัมพันธ์ที่ต้องแสดงความรักด้วยการจูบเลยสักครั้ง ไม่เคยแม้แต่จะจินตนาการเหตุการณ์นี้เอาไว้เลยแม้แต่น้อยเพราะความสัมพันธ์ของพวกเขาอย่างมากสุดก็แค่ญาติดีกันบางเวลาเท่านั้น แต่เหตุการณ์นี้กำลังทำให้ทุกอย่างที่เคยเป็นเปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่ความรู้สึกของชเวซึงชอลที่เปลี่ยนไปตั้งแต่สองปีที่แล้วเท่านั้น แต่ความรู้สึกของจอนวอนอูก็เปลี่ยนไปเช่นกัน แน่นอนว่านี่คือจูบแรกของชเวซึงชอลและจอนวอนอู และมันจะเป็นความทรงจำแรกที่ดีที่พวกเขามีร่วมกัน

 

วอนอูค่อยๆผละริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง ดวงตาเรียวคมยังคงสบมองใบหน้าน่ารักที่พวงแก้มเนียนขึ้นสีระเรื่อ ซึงชอลยังคงไม่ยอมลืมตาทำให้เขามองเห็นชัดขึ้นว่าแพขนตาของคนตัวเล็กหนาและเรียงสวยพอๆกับผู้หญิง ก่อนจะไล้สายตาลงไปมองริมฝีปากอิ่มสีพีชเผลอขบเม้มมันโดยไม่รู้ตัว จนมือเรียวข้างที่ไม่ได้โอบกอดรอบเอวนั้นต้องยกขนานกับระดับริมฝีปากนิ่มแล้วค่อยๆคลึงริมฝีปากแดงช้ำนั้นให้คลายออกจากกรอบฟันที่ขบเม้มริมฝีปากไม่ให้มันช้ำไปมากกว่านี้ การกระทำแสนอ่อนโยนที่ซึงชอลไม่เคยได้รับกำลังทำให้ก้อนเนื้อภายในอกเต้นแรงจนแทบปวดหนึบ ดวงตากลมโตค่อยๆลืมตาช้อนมองคนเป็นน้องที่กระทำการแสนอ่อนโยนกับเขาด้วยแววตาสั่นไหว

 

“ … ”

 

กัดปากอีกแล้วนะ อยากโดนกัดอีกรึไง

 

“ … เด็กบ้า

 

กำปั้นทุบลงบนแผ่นอกเบาๆอย่างเคอะเขิน ก่อนจะเสมองไปทางเตียงนอนเพื่อหลบสายตาเจ้าเล่ห์ของเด็กข้างบ้าน แต่แล้วนัยน์ตากลมโตกลับเบิกกว้างเมื่อเห็นว่ากรอบรูปที่เคยซุกซ่อนมันเอาไว้ด้านในสุดของลิ้นชักโต๊ะเขียนหนังสือกลับมาตั้งโชว์อยู่บนโต๊ะหัวเตียงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ภาพของคนสองคนที่ยืนยิ้มอยู่ข้างกันยังคงชัดเจนในสายตาของชเวซึงชอลเสมอแม้จะอยู่ในระยะไกลสายตา คนในรูปไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นชเวซึงชอลและจอนวอนอูที่ถ่ายรูปคู่กันเอาไว้เมื่อสองปีก่อน แต่สิ่งที่ชัดเจนกว่ารูปในความทรงจำนั่น

 

 

 

... ก็คงเป็นข้อความที่เขาแอบเขียนเอาไว้หลังรูปนั่นแหละ !!

 

 

 

ว .. วอนอู !! นี่นาย ..

 

ชอบตั้งนานแล้วทำไมไม่บอกใบหน้าหล่อยกยิ้มแป้นเมื่อเห็นว่าคนน่ารักในอ้อมกอดกำลังทำหน้าเหวอใส่อย่างน่าเอ็นดู ซึงชอลยกมือตีเข้าที่ไหลแข็งแรงสองทีก่อนจะโวยวายออกมาอย่างอับอาย

 

ใครจะไปโง่บอกวะ แล้วใครบอกให้นายแอบดูน่ะหา !!! ”

 

ก็ถ้าไม่เข้ามาทำความสะอาดห้องให้ก็คงไม่รู้หรอก

 

พอได้ยินแบบนี้ ฝ่ามือขาวถึงกับชะงักก่อนจะเงยหน้ามองคนที่เข้ามาทำความสะอาดห้องให้ ทั้งๆที่ซึงชอลเข้าใจผิดมาตลอดว่าเป็นคุณแม่ที่เป็นคนจัดการให้ ก้อนเนื้อภายในอกยิ่งเต้นแรงมากกว่าเดิม เขาแพ้คนเอาใจใส่แบบนี้ ยิ่งทำแบบนี้ชเวซึงชอลอาจจะเป็นบ้าไปก่อนก็ได้ เสียงครางงุ้งงิ้งดังขึ้นมาทำเอาวอนอูที่พยายามทำตัวให้นิ่งถึงกับหลุดขำในความน่ารักของคนเป็นพี่

 

 

ให้ตายสิ่ นี่เขาต้องมาหลุดฟอร์มนิ่งเพราะคนน่ารักตรงหน้านี่กี่รอบแล้วนะ

 

 

 

.. จะไม่ล้ออะไรกันใช่ไหมอ่ะ ห้ามล้อนะ ห้าม !! ”

 

ใครจะไปล้อล่ะ ถึงจะอยากล้อก็เถอะนะ แต่เดี๋ยวคนแถวนี้ไม่ยอมมองหน้ากันอีก

 

ฮื่ออ ไอ่เด็กบ้า นิสัยแย่ชะมัด โอ้ยยยย

 

คนแถวนี้นิสัยไม่ดีกว่าอีก

 

อะไร นิสัยไม่ดีอะไร ไหนลองว่ามา

 

ร่างขาวยกแขนขึ้นกอดอกอย่างหาเรื่องแต่นั่นไม่ได้ทำให้คนโดนถามกลัวแต่อย่างใด ซ้ำร้าย ท่อนแขนแข็งแรงโอบรัดรอบเอวสอบของคนเป็นพี่เอาไว้แน่นเป็นการลงโทษ ซึ่งคนในอ้อมกอดก็ไม่ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีเท่าไหร่เพราะเจ้าตัวยังคงดิ้นไปมาอยู่อย่างนั้น ดิ้นอย่างกับว่าร่างของตัวเองจะหลุดออกจากอ้อมกอดได้ทันทีอย่างไรอย่างนั้น

 

คนอะไร ยัดเยียดคนที่ตัวเองชอบไปให้คนอื่น ไม่เข้าใจเลยให้ตายสิ่

 

ก็แล้วไม่ได้ชอบโซฮเยรึไงล่ะ เห็นถามอยู่นั่นแหละ

 

ผมไม่ได้ชอบโซฮเย มินกยูต่างหากที่ชอบ

 

ห้ะ ?

 

ที่ผมถามบ่อยๆเพราะมินกยูมันก็ถามผมบ่อยๆเหมือนกัน ตอนนี้มินกยูมันจีบติดไปแล้วเนี่ย เหลือแต่ผมนี่แหละ ให้ตายดิ่ วันหลังหัดฟังคนอื่นพูดให้จบบ้างเถอะ ซึงชอลอ่านิ้วเรียวดีดลงบนหน้าผากมนของคนตัวเล็กที่กำลังยืนเหวอกับข้อมูลที่เพิ่งได้รับหนึ่งที ทำเอาเจ้าของหน้าผากถึงกับร้องโวยวายออกมา

 

ย๊า ! นายกล้าดีดหน้าผากฉันเหรอ หา ! ”

 

ก็ทำตัวหน้ามันเขี้ยวทำไมล่ะ

 

แล้วนี่ฉันเป็นพี่นะ หัดเรียกพี่บ้างไม่ได้รึไง ใช่เพื่อนเล่นเหรอวะ ห้ะ ?

 

แล้วมีใครที่ไหนเขาเรียก แฟน ว่า พี่ วะ บ้ารึไง ประสาทกลับเหรอ ?พอได้ยินแบบนั้น คนขี้โวยวายก็หยุดชะงัก ดวงตากลมกระพริบตาปริบๆ พอประมวลผลได้ใจความสำคัญแล้ว ริ้วสีระเรื่อกลับขึ้นประดับบนพวงแก้มเนียนนิ่มทั้งสองข้างทันที

 

ห้ะ ... ว่าอะไรนะจอนวอนอู

 

 

ยังไม่ทันที่จะได้ฟังคนตัวสูงกว่าพูดย้ำอีกครั้ง ร่างเล็กกลับถูกเด็กหนุ่มหน้ามึนรั้งเข้าสู่อ้อมกอดแสบอบอุ่น วอนอูสวมกอดซึงชอลเอาไว้แนบแน่นไม่มีท่าทีว่าจะปล่อย มันแน่นพอที่สามารถได้ยินเสียงจังหวะการเต้นของก้อนเนื้อภายในอกที่กำลังเต้นเป็นจังหวะเดียวกันอย่างชัดเจน ยิ่งฟังก็ยิ่งเคอะเขินแต่ก็ยิ่งทำให้รอยยิ้มฉีกกว้างมากขึ้น ท่อนแขนขาวยกขึ้นโอบกอดร่างโปร่งกลับ ก่อนจะซบหน้าลงบนไหล่แกร่งพร้อมพยักหน้าตอบรับและยกรอยยิ้มหวานที่แสดงออกมาด้วยความดีใจขึ้นมาเมื่อได้ยินคำถามจากเจ้าของอ้อมกอดแสนอุ่นที่เขาต้องการมันมาตลอด

 

 

 

 “ ที่นี้รู้รึยังว่าศูนย์เซนติเมตรมันดีกว่าสามสิบเซนติเมตรยังไง

 

อือ รู้แล้วหน่า

 

ผมชอบพี่ ... เป็นแฟนกันนะ ชเวซึงชอล

 

 

 

... ก็รอคำนี้มานานแล้วเนี่ย ฮื่อออ

 

 

 

 

 

ระยะห่างหนึ่งไม้บรรทัดหรือจะสู้ระยะที่ไม่มีอะไรมาทำให้ห่างกันได้

ยังไงสามสิบเซนติเมตรก็แพ้ศูนย์เซนติเมตรอยู่ดีแหละนะ ... J

 

 

 

 

 

 

 

           

FIN.

 



- 161023 -


สวัสดีตอนที่สิบเก้าค่ะ

ก่อนอื่นต้องขอโทษมิตรรักทีมมินคุปส์ด้วยนะคะT_T

ความจริงเราต้องแต่งฟิคมินคุปส์ก่อนเพราะคู่มินคุปส์ชนะผลโหวต 

แต่เพราะพล็อตวอนคุปส์ที่ลอยเข้ามาทำท่าว่าจะหายไปถ้ายังไม่แต่งเลยทำให้เราต้องเอามาแต่งก่อน 

ฟิคเรื่องนี้เป็นวอนคุปส์แบบมิ้งๆ อันที่จริงเราจำความรู้สึกการแต่งฟิคมิ้งไม่ได้แล้ว ลองอ่านดูก่อนนะคะ แฮ่ะ

เอาเป็นว่าขอขอบคุณที่เสียเวลาเข้ามาอ่านด้วยน้า อย่าลืมคอมเม้นต์ให้กำลังใจกันหน่อยนะฮึก

ติดตามและให้กำลังใจกันได้เสมอ ทั้งทางคอมเม้นต์ แฮชแท็ก(ที่แปะไว้หน้าหลัก) -> #pnn17fic

หรือว่าจะเมนชั่นมาพูดคุยก็ได้นะครัชชช ; w ;


เจอกันตอนถัดไป สวัสดีค่ะ !

(c)              Chess theme
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

168 ความคิดเห็น

  1. #161 _pxofficial (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 / 20:10
    เขินนนนมากคนซึนกับคนปากไม่ตรงกับจัย!
    #161
    0
  2. #107 bararia (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 24 มกราคม 2560 / 18:36
    งื้ออออเจ้าบื้อกับคนปากแข็งตอนสุดท้ายหวานกันไปอี๊กกก><
    #107
    0
  3. #46 Pippy.Kung (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2559 / 05:02
    คนบ้าาาาาา เขินนนนนนนนนนฟสสฟสฟสฟสสฟสฟสฟ น่ารักอะ ตอนแรกคิดเหมือนพี่กิ๊บเลยค่ะ คิดว่าวอนอูจะจีบน้องโส ฟฟฟฟฟฟ นึกว่าจะมีดราม่าซะแล้ว เกือบแล้ว ตอนนูจูบพี่กิ๊บนี่ตัวแข็งมาก อาจจะเพราะแอร์เย็น แต่มันแบบ เขิน ฮือ ช่วยด้วยยยยย
    #46
    0
  4. #45 panpeachheart (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2559 / 19:31
    ชื่นใจม้ากค่ะซิส ฮื่ออคนบื้อกะคนปากแข็งเขาน่ารักกันชริงๆ แง เขินกว่าซึงชอลก็เรานี่แหละ จาเปงบ้าแล้วววว แง่งๆรักความมิ้งของฟิคและวอนคุปส์ถึงพิโรจะบอกว่าลืมมมการแต่งฟิคมิ้งไปแล้วก็ตาม รักไรท์ค่ะ /กอดรัด
    #45
    0
  5. #44 เจ้ามิง♡ (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2559 / 19:06
    โอ้ยยยยยยยย ตายค่ะ ลาก่อนซิส บิดหน้าคอมชนิดที่เรยกว่าสายบิดเกลียวก็ทำไม่ได้ บิดจนถ้าเป็นผ้าก็ไม่ต้องตากแล้วค่ะ แห้งแล้ว เขินแลวง
    #44
    0
  6. #43 rminkk (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2559 / 18:46
    อ่านแล้วอยากใช้ตรรกะศูนย์เซนติเมตรบ้างเลยค่ะฮือ เขินนนนนนน ทำไมน่ารักขนาดนี้
    #43
    0